แหวกฟ้าหาฝัน : Joao Antonio Correia ใน Soares dos Reis Museum

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/391354

แหวกฟ้าหาฝัน : Joao Antonio Correia ใน Soares dos Reis Museum

แหวกฟ้าหาฝัน : Joao Antonio Correia ใน Soares dos Reis Museum

วันอาทิตย์ ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

The Negro

ใน Soares dos Reis Museum มีผลงานของศิลปิน Porto อยู่หลายคน อาทิ Joao Antonio Correia เขาเกิดวันที่ 26 ธันวาคม 1822 ในครอบครัวที่บิดาทำธุรกิจค้าผ้า เขาเข้าเรียนด้านภาพร่างที่ Royal Academyof Maritime and Trade Affairs of the city of Porto ในปี 1837 เขาได้รับรางวัลจากการวาดภาพเลียนแบบ Venus ligando as asas de Amor เมื่อจบชั้นปีที่ 1ต่อมาเขาเข้าเรียนต่อทางด้านประวัติศาสตร์ศิลป์ที่ Porto Academy of Fine Arts และใช้เวลา 7 ปี เรียนด้านการวาดภาพกายวิภาคไปด้วย เขาได้รับรางวัลที่ 1 จากภาพที่ชื่อ A morte do conde Andeiro หรือ The Death of Count Andeiro ในงานประกวด 1st triennial exhibition 1842 และเข้าแข่งขันเพื่อรับตำแหน่งอาจารย์ภาควิชาภาพร่างที่ Polytechnic Academy ตั้งแต่เรียนอยู่ปี 4 แต่เขากลับพลาดตำแหน่งเพราะอายุไม่ถึงเกณฑ์ เขาจึงตัดสินใจเรียนต่อจนถึงปี 5

Portrait of Antonio Martin Fernandes Guimaraes

ปี 1848 เขาอาศัยอยู่ในปารีสด้วยเงินสนับสนุนส่วนตัวจากคหบดีชาว Porto รวมทั้ง Manuel de Cerqueira Vilaca Bacelar ซึ่งทำให้เขาได้รับประสบการณ์จากศิลปินหลายคนที่มีผลงานหลากหลายแบบ อาทิ Classicism, Naturalism, Romanticism ที่อาศัยอยู่ในปารีสในช่วงเวลานั้นอันมีอิทธิพลต่องานของเขาในเวลาต่อมา ในปี 1851 เขาได้รับการจ้างให้ดำรงตำแหน่งอาจารย์ในภาควิชาประวัติศาสตร์จิตรกรรมที่ Porto Academy of Fine Arts และสามารถไต่เต้าขึ้นจนดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ในเวลาต่อมา ในปี 1858 เขาได้นำเสนอการสอนเขียนภาพด้วยนางแบบเปลือยจริงในห้องเรียนประวัติศาสตร์ศิลป์ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของมหาวิทยาลัยโดยได้สอนศิลปินโปรตุเกสอีกหลายคน เช่น Soares dos Reis, Marques de Oliveira, Silva Porto, Henrique Pousão e Artur Loureiro ในปี 1882 เขาเข้าดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ Porto Academy of Fine Arts จวบจนวาระสุดท้ายในปี 1896

Portrait of Manuel Jose Carneiro

ในช่วงเวลากว่า 45 ปี ที่เขาทำงานนั้น งานของเขาได้รับการชื่นชมเป็นอันมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งภาพเหมือนของราชวงศ์และคหบดี แม้ผลงานของเขาส่วนหนึ่งจะคล้ายกับงานของ Roquemont บ้างก็ตาม การที่เขาเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย และมีฝีมือที่โดดเด่นประกอบกับเขาเป็นคนพื้นเมืองจึงทำให้คหบดีในเมืองต้องการได้งานของเขามาประดับบ้านส่งผลให้งานส่วนใหญ่ของเขาเป็นภาพเหมือน อย่างไรก็ดี เขายังมีงานแท่นบูชาและหอสวดมนต์อยู่บ้าง แต่ไม่มาก

Portrait of Paulino de Oliveira

ภาพที่โดดเด่นที่สุดและเป็นที่กล่าวขวัญถึงมากที่สุดของเขาก็คือ The Negro ภาพคนผิวดำที่เหม่อมองไปด้านข้างด้วยสีหน้าเรียบเฉย แต่ดูมั่นใจและภาคภูมิใจในตัวเองถูกรังสรรค์ขึ้นในปี 1869 นี้เป็นตัวอย่างงานที่ดูเหมือนจริงราวภาพถ่าย นักท่องเที่ยวที่ได้เห็นมีโอกาสยลThe Negro ผลงานที่มีชื่อเสียงที่สุดของเขาซึ่งจัดแสดงอยู่ที่ Soares dos Ries Museum นี้ ย่อมสามารถตระหนักได้ว่าเหตุใด คหบดีจึงต้องการฝีมือเขามาประดับบ้านและสามารถยอมรับโดยสดุดีว่าเขาเป็นศิลปินที่ชาวโปรตุเกสภาคภูมิใจที่สุดคนหนึ่งแห่งคริสต์ศตวรรษที่ 19 ได้อย่างไม่ต้องสงสัย

Self Portrait

แหวกฟ้าหาฝัน : งานจิตรกรรมใน Soares dos Reis Museum

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/389938

แหวกฟ้าหาฝัน : งานจิตรกรรมใน Soares dos Reis Museum

แหวกฟ้าหาฝัน : งานจิตรกรรมใน Soares dos Reis Museum

วันอาทิตย์ ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

Procession

โดยทั่วไปมิวเซียมแห่งชาติมักมีงานเด่นเป็นงานจิตรกรรม Soares dos Reis Museum ก็เช่นกัน ที่นี่มีผลงานจิตรกรรมมากถึง 2,500 ชิ้นที่จัดแสดงเรียงตามลำดับเวลาตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 16-20 โดยงานส่วนหนึ่งเป็นงานที่ได้รับมาจากมิวเซียมประจำเมือง งานของศิลปินต่างชาติจะเริ่มตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 16 โดยเป็นงานของศิลปินชาวดัชท์เป็นส่วนใหญ่ ส่วนงานในคริสต์ศตวรรษที่ 18 เป็นของสะสมเก่าของราชวงศ์โดยเป็นงานแนว Romanticism และ Naturalism

อย่างไรก็ดี ผลงานของศิลปินที่มากที่สุดในมิวเซียมยังคงเป็นของศิลปินประจำชาติที่มีตั้งแต่ Silva Porto, Marques de Oliveira and Henrique Pousão ซึ่งพวกเขาถนัดในการสร้างสรรค์งานที่มาจากบรรยากาศจริงนอกอาคารอันเป็นผลมาจากการดูงานจากศิลปินฝรั่งเศส และอิตาลี นอกจากนี้ที่นี่ยังมีงานของคริสต์ศตวรรษที่ 20 อยู่บ้างแต่ไม่มากนัก แต่ก็เพียงพอที่จะแสดงให้เห็นว่าโปรตุเกสเข้าสู่Modern art เฉกเช่นเดียวกันกับชาติยุโรปตะวันตกอื่นๆ

Procession detail

ศิลปินเด่นๆ ในมิวเซียมมีหลายคน เช่น Auguste Roquemont เขาเกิดเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน ค.ศ.1806 จาก Prince Frederick Augustus of Hessen-Darmstadt ณ เมืองเจนีวาประเทศสวิส เขาเข้ารับการศึกษาครั้งแรก ณ กรุงปารีสเมื่ออายุได้ 8 ปีก่อนจะย้ายไปเรียนต่อที่โรม โบโลญา ฟลอเรนซ์และเวนิสตามลำดับโดยในช่วงแรกเขาเข้าเรียนศิลปะและสร้างสรรค์งานศิลปะแนวเรอเนสซองส์และบาโรค ในปี 1820 เขาได้รับรางวัลจาก Academy of Fine Art ณ เมืองเวนิส ต่อมาในปี 1828 บิดาของเขาซึ่งรับราชการอยู่ในเวลานั้น เรียกตัวเขากลับจากอิตาลีเพื่อมาเป็นเลขาส่วนตัว เขาจึงย้ายมาอยู่บ้านของ Count Miguel de Azenha ที่Guimaraes ประเทศโปรตุเกส ก่อนที่จะย้ายไปเป็นครูสอน Joao Antonio Correia โดยได้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ Drawing Class of Royal Academy of Navy and Commerce of the city of Porto ในเวลาต่อมา

หลังจากที่ฝ่าย Liberal ชนะสงคราม เขาก็ย้ายกลับมาอยู่ Guimares อีก และเริ่มผลิตผลงานแนว Portrait และ Miniature ต่างๆ รวมทั้งงานตกแต่งโบสถ์ด้วย หลังจากนั้นเขายังเป็นครูสอนศิลปินโปรตุเกสรุ่นหลังอีกหลายคน และมีอิทธิพลอย่างสูงต่องานยุคโรแมนติกเริ่มต้นของโปรตุเกส การที่เขาเป็นอาจารย์และมีอิทธิพลอย่างสูงต่องานศิลปินหลังคริสต์ศตวรรษที่ 18 เขาจึงมีผลงานใน Soares dos Reis Museum เป็นจำนวนมาก เช่น Self Portrait, Portrait of Barao do Seixo และ Baronesa do Seixo เป็นต้น นักท่องเที่ยวจะเห็นว่างานส่วนใหญ่ของเขาซึ่งเป็นภาพเหมือนมีความละเอียดอ่อนเหมือนจริงมาก ผลจากความมีชื่อเสียงและฝีมือที่เฉียบขาดของเขาส่งผลให้คหบดีต้องการฝีมือของเขามาประดับบ้านเป็นจำนวนมาก ถึงกระนั้นก็ตาม การที่เขาเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยด้วยจึงทำให้เขายังคงสร้างสรรค์ผลงานเพื่อสังคมด้วยการวาดภาพคนและเรื่องราวทั่วไปอยู่เนืองๆ เช่น Fish woman,Head of old woman และ Processionเพื่อทดลองวิธีการใหม่ๆ และเป็นแบบอย่างให้กับนักศึกษา

Portrait of Baronesa do Seixo

Portrait of Baronesa do Seixo

Baronesa do Seixo detail

Baronesa do Seixo detail

Fish woman

Fish woman

Head of old woman

Head of old woman

Portrait of Barao do Seixo

Portrait of Barao do Seixo

Self Portrait

Self Portrait

แหวกฟ้าหาฝัน : ของจัดแสดงใน Soares dos Reis museum

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/388442

แหวกฟ้าหาฝัน : ของจัดแสดงใน Soares dos Reis museum

แหวกฟ้าหาฝัน : ของจัดแสดงใน Soares dos Reis museum

วันอาทิตย์ ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

Stamacher

นักท่องเที่ยวที่มาเยือน Soares dos Reis museum ไม่เพียงจะได้ยลผลงานของ Antonio Soares dos Reis ศิลปินชื่อดังอันเป็นที่มาของชื่อมิวเซียมแล้ว ที่นี่ยังมีงานอีกหลายหลายหมวด เช่น งานกระเบื้อง มิวเซียมแห่งนี้เป็นมิวเซียมที่มีงานกระเบื้องมากที่สุดในโปรตุเกสโดยเฉพาะงานชิ้นสำคัญๆ ของประเทศซึ่งได้รับการถ่ายโอนมาจากเทศบาลเมือง การจัดแสดงจะเรียงลำดับตามเวลาโดยชิ้นแรกย้อนไปในปี 1621 แต่งานหลักๆ เริ่มต้นในช่วงเวลาของ Marques de Pombal ในคริสต์ศตวรรษที่ 18 และมีเรื่อยมาจากทุกทิศทางทั่วประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งจากทางภาคเหนือของประเทศ เช่น Viana do Castelo และ Gaia ยิ่งกว่านั้น งานกระเบื้องของมิวเซียมยังมีงานของประเทศจีนในสมัยราชวงศ์ชิงอีกต่างหากด้วยนักท่องเที่ยวที่ได้มาเยือนจะได้ศึกษางานกระเบื้องที่มีความสวยงามและหลากหลายอย่างจุใจโดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้วยชามที่มีสีสันสดใส

Glassware

นอกจากงานกระเบื้อง ที่นี่ยังมีงาน Glassware หรือเครื่องแก้วเป็นของคู่กัน เครื่องแก้วของมิวเซียมแห่งนี้เป็นผลงานของศิลปินต่างชาติเป็นส่วนใหญ่โดยย้อนไปถึงคริสต์ศตวรรษที่ 17 อันเป็นช่วงเวลาเดียวกับการเริ่มอุตสาหกรรมเครื่องแก้วโดยจัดแสดงเรียงตามลำดับเวลา แม้งานส่วนใหญ่จะเป็นงานจากการผลิตแบบอุตสาหกรรม แต่ก็มาจากการออกแบบของศิลปินดังๆ เช่น ศิลปินสเปน อังกฤษ โบฮีเมีย รวมทั้งศิลปินพื้นเมืองชาวโปรตุเกสเอง

เครื่องตกแต่งกระเบื้อง

ยิ่งกว่านั้น ที่นี่ยังมีงานเครื่องประดับจัดแสดงอีกต่างหาก โดยทั่วไปมิวเซียมที่ต้องการจัดแสดงผลงานศิลปะที่หลากหลายอาจมีการจัดแสดงเครื่องประดับด้วย แม้จะไม่ใช่ Treasury museum ตรงๆ ก็ตาม ทั้งนี้เพราะ Art Jewelry หรือเครื่องประดับในฐานะที่เป็นงานศิลปะนี้เป็นงานศิลปะที่ต้องประกอบไปด้วยการออกแบบ การเลือกใช้วัสดุ และความประณีตในการผลิตชิ้นงาน ซ้ำยังมีราคาสูงอีกต่างหาก งานเครื่องประดับแนวศิลปะจึงไม่เพียงมีคุณค่าจากวัสดุที่ใช้ในการประกอบ แต่ยังมีคุณค่าจากความประณีตในการออกแบบและการประดิษฐ์ด้วย ศิลปินที่ผลิตงานแนวนี้จึงมักจำเป็นต้องมีความรู้มากกว่าศิลปินด้านอื่นๆ งานเครื่องประดับในฐานะเป็นผลงานศิลป์เริ่มรุ่งเรืองในปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 แม้ว่าก่อนหน้านี้งานเครื่องประดับจะมีมาอย่างยาวนานแล้วก็ตาม แต่มักเป็นของชนชั้นสูง เช่น กษัตริย์ ขุนนาง และศาสนจักรเท่านั้น ซึ่งในสมัยโบราณเน้นความหรูหราโดยใช้อัญมณีที่มีขนาดใหญ่เป็นหลัก

ชุดงานกระเบื้อง

ส่วนของเครื่องประดับที่จัดแสดงในมิวเซียมแห่งนี้ย้อนหลังไปในช่วงปี 1932 อันเป็นช่วงเวลาที่คนทั่วไปเริ่มมีฐานะดีขึ้น หรือมีคหบดีเพิ่มขึ้นจำนวนมาก อย่างไรก็ดี ของสะสมเริ่มต้นของมิวเซียมแห่งนี้ก็มาจากพระราชวังของท่านบิชอป และมีของสะสมเพิ่มเรื่อยมาโดยได้มาจากพระราชวังหลวงบ้าง ของบริจาคบ้าง หรือรัฐบาลซื้อหามาเพิ่มบ้าง หรือแม้แต่แลกเปลี่ยนกันมาจัดแสดงระหว่างมิวเซียมแห่งชาติในแต่ละเมืองของประเทศโปรตุเกส ของจัดแสดงที่เก่าแก่สุดของมิวเซียมแห่งนี้ย้อนหลังไปถึงยุคโลหะเลยทีเดียว ส่วนของจัดแสดงที่สวยงามที่สุดในมิวเซียมแห่งนี้คือ Stomacher เข็มกลัดที่ทำจากเงิน และอัญมณีหลากสีขนาด 32×30 ซม.นี้ ดั้งเดิมเป็นของราชวงศ์และเก็บอยู่ที่ Palacio dasNecessidades จนกระทั่งปี 1910 อันเป็นปีที่ราชวงศ์ล้มลง เข็มกลัดที่แสนหรูหรา ประณีต และเคยใช้ใส่ร่วมกับชุดราตรีกลางคืนนี้ได้กลายเป็นต้นแบบ ของงานอัญมณีที่แพร่หลายในยุโรปในเวลาต่อมา นักท่องเที่ยวที่ได้ยล Stamacher ไม่เพียงได้สัมผัสความวิจิตรบรรจงและอลังการของอัญมณีชิ้นนี้ เท่านั้นยังสามารถตระหนักได้ว่าสมบัติชิ้นนี้สมกับเป็น Highlight หนึ่งของมิวเซียมแห่งนี้จริงๆ

 

งาน Jewellry

งาน Jewellry

งานกระเบื้องจากโรงงานท้องถิ่น

งานกระเบื้องจากโรงงานท้องถิ่น

เครื่องกระเบื้อง Decorative art

เครื่องกระเบื้อง Decorative art

งานกระเบื้อง 3 มิติ

งานกระเบื้อง 3 มิติ

แหวกฟ้าหาฝัน : Antonio Soares dos Reis ใน Soares dos Reis National Museum เมือง Porto

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/387002

แหวกฟ้าหาฝัน : Antonio Soares dos Reis ใน Soares dos Reis National Museum เมือง Porto

แหวกฟ้าหาฝัน : Antonio Soares dos Reis ใน Soares dos Reis National Museum เมือง Porto

วันอาทิตย์ ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

Antonio Soares dos Reis นักประติมากรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งคริสต์ศตวรรษที่ 19 ชาวโปรตุเกสนี้ เกิดเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 1847ณ Cristovao de Mafamunde, Vila Nova de Gaia เขาเป็นบุตรของ Manuel Soares Junior เจ้าของร้านขายของชำที่ค่อนข้างจะเจ้าระเบียบ เขาเป็นผู้มีความสามารถทางด้านศิลปะตั้งแต่เด็กโดยเริ่มสร้างสรรค์งานศิลปะจากดินตากแห้งภายในสวนหลังบ้าน Diago de Macedo และ Resende จิตรกรเพื่อนบ้านเห็นผลงานของเขาจึงหว่านล้อมบิดาให้ส่งเขาไปเรียนศิลปะเมื่ออายุได้เพียงแค่ 14 ปี เขาสามารถเข้าเรียนศิลปะและได้รับรางวัลและคำชมเชยมากมายตั้งแต่เรียนจวบจนจบการศึกษาโดยได้รับรางวัลที่หนึ่งทั้งในด้านภาพร่าง สถาปัตยกรรมและประติมากรรม เมื่อจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยด้วยผลงานยอดเยี่ยม เขาจึงได้รับทุนการศึกษาให้ไปเรียนต่อที่ปารีสและได้เข้าฝึกอบรมปฏิบัติการกับ M.Jouffroy ที่ Ecole Imperiale et Speciale des Beaux Arts และสามารถชนะรางวัลในการแข่งขันได้อีก แต่เมื่อเกิดสงคราม Franco-Prussia เขาตัดสินใจกลับโปรตุเกส แต่ทางมหาวิทยาลัยบังคับเขาไปเรียนต่อที่โรมจนจบ ที่โรมนี่เองที่เขาได้สร้างงานmasterpiece อันเลื่องชื่อให้ตัวเองที่ชื่อว่า The Exile

ห้องแสดงประติมากรรม

เมื่อเขากลับมาโปรตุเกสในปี 1872 เขาได้รับความชื่นชมอย่างมากจากมหาวิทยาลัยและได้รับแต่งตั้งให้ทำงานใน Porto Academy of Fine Arts จนถึงปี 1880 เขากลายเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งArtistic Center ในปอร์โต และได้รับตำแหน่งศาสตราจารย์ที่มหาวิทยาลัยที่ทำงานอยู่อันเป็นผลมาจากการที่เขาส่งเสริมงานด้านประติมากรรมให้กับประเทศ ความมีชื่อเสียงของเขาเปิดโอกาสให้เขาได้สร้างสรรค์งานจำพวกอนุสาวรีย์ เช่น AfonsoHenriques และงานประติมากรรมศีรษะของผู้มีชื่อเสียงจำนวนมาก นอกจากนี้เขายังชนะรางวัลที่หนึ่งเหรียญทองในการแข่งขัน General Fine Arts Exhibition ที่แมดริดสเปน และได้รับรางวัลอัศวินจากพระเจ้า Alphonse ที่ 13 แห่งสเปน

Conde de Ferreira by Antonio Soares dos Reis

แม้เขาจะดูประสบความสำเร็จ ได้รับรางวัลและการยกย่อง แต่กลับมีข่าวลือตามหน้าหนังสือพิมพ์ว่า เขาไม่ได้เป็นคนรังสรรค์ผลงานเองที่ได้รับรางวัลเอง เขาจึงรู้สึกซึมเศร้าและเริ่ม เจ็บป่วยโดยมีอาการผิดปกติทางด้านสมองและหงุดหงิดง่ายจนแยกตัวออกจากสังคม ในปี 1885 เขาตัดสินใจแต่งงานกับ Amelia Aguiar de Macedo และมีบุตรด้วยกันสองคน ความแตกต่างกันทางด้านธรรมชาติ การศึกษา และชีวิตทั่วไป ระหว่างเขาและภรรยาทำให้ทั้งสองทะเลาะกันเป็นประจำ ความเครียดเรื่องงานและเรื่องครอบครัวทำให้เขาตัดสินใจยิงตัวตายในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 1889ในห้องทำงานตัวเองโดยทิ้งจดหมายลาตายไว้ว่าเขาเป็นคริสเตียน แต่เขาทนมีชีวิตต่อไปไม่ได้แล้ว เขาขอโทษทุกคนที่เขาทะเลาะด้วย แต่เขาไม่สามารถยกโทษคนที่ทำร้ายเขาได้

Exiled by Antonio Soares dos Reis

Antonio Soares dos Reis จากโลกนี้ไปด้วยอายุเพียงแค่ 42 ปี โดยทิ้งผลงานเด่นที่สุดไว้กับมิวเซียมที่ตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติแก่เขา นั่นคือ Exiled ผลงาน masterpiece ที่เขารังสรรค์ในโรมในปี 1872 และได้รับรางวัลชนะเลิศเหรียญทองในการแข่งขันที่ Madrid World Fair ในปี 1881 นี้เขาได้รับแรงบันดาลใจจากบทกวีชื่อ Exile ของ Alexandre Herculano นักท่องเที่ยวที่มาเยือนมิวเซียมจะเห็นว่า ผลงานแนว Romaticism ที่มีความอ่อนช้อยเหมือนจริงมากตั้งแต่ผม แววตา ผิวพรรณ กล้ามเนื้อ การไขว้กันของมือ และคลื่นในทะเลที่ตัวละครนั่งอยู่ชิ้นนี้คู่ควรกับรางวัลจนส่งผลให้ศิลปินเป็นนักประติมากรรมที่ยิ่งใหญ่แห่งยุคจริงๆ

นอกจากงานเด่นของ Soares dos Reis แล้วมิวเซียมแห่งนี้ยังมีงานประติมากรรมมากถึง 700 กว่าชิ้นโดยเป็นงานตั้งแต่ยุคกลางจนถึงปัจจุบัน งานส่วนหนึ่งมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับประวัติศาสตร์ของเมืองซึ่งเป็นผลงานจากการเรียนการสอนของภาควิชาประติมากรรมของ Academia Portuense de Belas Artes หรือ Belas Artes da Universidade do Portoที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก Antonio Soares dos Reisนั่นเอง

Exiled by Antonio Soares dos Reis

Ismael by Augusto Santo

St. Joseph by Antonio Soares dos Reis

แหวกฟ้าหาฝัน : Soares dos Reis National Museum เมือง Porto

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/385927

แหวกฟ้าหาฝัน : Soares dos Reis National Museum เมือง Porto

แหวกฟ้าหาฝัน : Soares dos Reis National Museum เมือง Porto

วันอาทิตย์ ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบมิวเซียม เวลาไปเมืองใหญ่ๆมักสนุกสนานกับการเข้ามิวเซียม ทั้งนี้เพราะเมืองใหญ่ ไม่เพียงแต่จะมีจำนวนมิวเซียมให้เข้ามากกว่าเมืองเล็กแล้ว มิวเซียมยังมักมีขนาดใหญ่และของสะสมจำนวนมากกว่าเมืองเล็กด้วย ยกเว้นเมืองเล็กนั้นๆ เคยเป็นเมืองหลวงหรือเมืองสำคัญมาก่อนจึงมีมิวเซียมจำนวนมากและขนาดใหญ่ซึ่งมีจำนวนเมืองเล็กเช่นนี้ไม่มากนัก มิวเซียมแห่งหนึ่งที่น่าสนใจและควรเข้าให้ได้เมื่อนักท่องเที่ยวมีโอกาสมาเยือน Porto ก็คือ Soares dos Reis National Museum มิวเซียมที่ถูกก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 1833ณ Carrancas Palace นี้เป็นมิวเซียมแห่งแรกของประเทศที่จัดแสดงผลงานของศิลปินโปรตุเกสเป็นหลัก และงานประติมากรรมของ Antonio Soares dos Reis นักประติมากรรมที่มีชื่อเสียงที่สุดคนหนึ่งของโปรตุเกสด้วย

มิวเซียมที่ถูกจัดตั้งขึ้นจากพระราชดำริของพระเจ้าปีเตอร์ที่ 4 เพื่อไว้จัดแสดงงานศิลปะที่เกี่ยวเนื่องกับศาสนาที่พระองค์ยึด
มาจากคอนแวนต์ต่างๆ ทั่วประเทศนี้ปัจจุบันจัดตั้งในอาคารของมิวเซียมที่เริ่มก่อสร้างตั้งแต่ปี 1795 เพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยของตระกูล Moraes e Castro มหาเศรษฐีในเวลานั้น อาคารที่ถูกออกแบบนีโอคลาสิกโดย Francisco Almada e Mendonca ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากผลงานของ Joaquim da Costa Lima Sampaio สถาปนิกชื่อดังประจำเมือง Porto นี้มีการตกแต่งภายในอาคารอย่างวิจิตรบรรจง เช่น มีการเขียนภาพปูนเปียกโดย Luis Chiari นักจิตรกรรมชาวอิตาลี เครื่องตกแต่งและเฟอร์นิเจอร์ในห้องอาหารและห้องดนตรีที่ถูกตกแต่งโดย Robert Adam

 

Carrancas Palace

ต่อมาในปี 1861 ที่พำนักของตระกูล Moraes e Castro ถูกเปลี่ยนเป็น Royal Palace และถูกครอบครองโดย D.Pedro V เพื่อใช้เป็นที่อยู่เมื่อมาพักในภาคเหนือซึ่งในความเป็นจริงแล้ว พระราชวังแห่งนี้ ถูกใช้น้อยมาก ถึงกระนั้นก็ตาม พระราชวังแห่งนี้กลับเสื่อมโทรมลงจากการหนีไปของราชวงศ์ และถูกยกให้เป็นโรงพยาบาลตามพินัยกรรมของเจ้าของ อย่างไรก็ดี ในปี 1833 เมื่อ National Soares dos Reis Museum ที่ตั้งอยู่ในอาคาร Santo Antonio da Cidade เสื่อมโทรมมาก รัฐบาลกลางจึงเปลี่ยน Royal Palace แห่งนี้ให้เป็นมิวเซียมแทน และเริ่มทำการปรับปรุงครั้งแรกในปี 1942 ภายใต้การคุมงานของวิศวกรFernandes Sa และอีก 50 ปีต่อมา มิวเซียมก็ได้รับการปรับปรุงอีกครั้งภายใต้การดูแลของFernando Tavora แต่การปรับปรุงครั้งหลังนี้กลับเป็นไปอย่างเชื่องช้า เมื่อ Porto ได้รับการสถาปนาให้เป็นเมืองแห่งวัฒนธรรมในปี 2001รัฐบาลจึงทำการปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ภายในมิวเซียมเพื่อให้มีพื้นที่จัดแสดงผลงานศิลปะมากขึ้นและมีความทันสมัยขึ้นโดยมีการปรับอาคารให้มีชั้นใต้ดิน และพื้นที่ให้เหมาะกับการใช้สอยของผู้พิการด้วย

 

ตัวอย่างของจัดแสดงในมิวเซียม

 

ห้องในพระราชวัง

 

ตัวอย่างการตกแต่งแนว Neoclassicism

สำหรับของจัดแสดงนั้น เริ่มแรกเป็นผลงานทางศิลปะที่พระเจ้าปีเตอร์ที่ 4 ยึดมาจากคอนแวนต์ ต่อมาในปี 1911 มิวเซียมได้งานของ Soares dos Reis นักประติมากรรมที่มีชื่อเสียงที่สุดของโปรตุเกสชิ้นที่โดดเด่นที่สุดของเขามาครอบครองจึงได้เปลี่ยนชื่อมิวเซียมตามชื่อศิลปินเพื่อเป็นเกียรติแก่เขา นักท่องเที่ยวที่มาเยือนมิวเซียมแห่งนี้ ไม่เพียงแต่จะได้ยลผลงานที่ดีที่สุดของ Antonio Soares dos Reis แล้วที่นี่ก็มีงานสะสมของศิลปินโปรตุเกสคริสต์ศตวรรษที่ 19-20 อีกเป็นจำนวนมาก เช่น Domingos Sequeira, Vieira Portuense, Augusto Roquemont, Miguel Ângelo Lupi, António Carvalho de Silva Porto, Marques de Oliveira, Henrique Pousão, Aurélia de Souza, Dórdio Gomes, Júlio Resende and sculptors Soares do Reis, Augusto Santo, António Teixeira Lopes, Rodolfo Pinto do Couto อีกต่างหากด้วย

แหวกฟ้าหาฝัน : กิน ดื่ม เที่ยว และ Wine Museum เมือง Porto

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/384467

แหวกฟ้าหาฝัน : กิน ดื่ม เที่ยว และ Wine Museum เมือง Porto

แหวกฟ้าหาฝัน : กิน ดื่ม เที่ยว และ Wine Museum เมือง Porto

วันอาทิตย์ ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ถังไวน์โบราณ

โดยทั่วไปนักท่องเที่ยวสายกิน เมื่อมีโอกาสไปต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่โอกาสเดินทางมาน้อยหรือมายาก สิ่งหนึ่งที่ต้องทำให้ได้ก็คือ ทดลองอาหารพื้นเมือง โปรตุเกสเป็นประเทศยุโรปตะวันตกสุดของทวีปยุโรปที่มีชื่อเสียงเรื่องขนมอันเป็นที่รู้จักกันดีสำหรับคนไทย ไม่ว่าจะเป็นทองหยิบ ฝอยทอง และทาร์ตไข่ เมื่อมาถึงโปรตุเกสแล้ว นอกจากขนมแล้ว Porto ยังมีอาหาที่ขึ้นชื่ออีกอย่างที่เป็นที่นิยมซึ่งนักท่องเที่ยวต้องลิ้มลองให้ได้ นั่นคือ Francesinha แซนด์วิชของชาวโปรตุเกสที่มีต้นกำเนิดจาก Porto ในทศวรรษที่ 1960 Daniel da Silva ผู้นำแซนด์วิชเข้ามาสู่เมืองปอร์โตโดยมีต้นแบบมาจากแซนด์วิชฝรั่งเศส แซนด์วิชนี้ไม่ใช่อาหารสำหรับคนมังสวิรัติ เพราะมันมีลักษณะพิเศษตรงที่ใช้เนื้อต่างๆ ถึง 4-5 แบบ อาทิ แฮม ไส้กรอก เนื้อย่างมาปรุงและโปะหน้าด้วยชีสและซอส ไม่มีใครทราบว่าซอสที่นำมาปรุงประกอบด้วยเครื่องปรุงอะไรบ้าง แต่พ่อครัวทุกคนจะใช้เบียร์เป็นส่วนประกอบแน่นอน ร่วมกับพริกอีก 2-3 อย่างแล้วแต่ว่าใครจะชอบอะไร อาหารจานนี้มีเครื่องเคียงคือเฟรนช์ฟรายส์

นอกจากอาหารจานหลักแล้ว เมือง Porto ยังมีชื่อเสียงทางด้าน wine ด้วยที่เรียกว่า Port Wine ไวน์ดังขนาดตั้งชื่อตามชื่อเมืองนี้ถูกผลิตจากองุ่นพันธุ์บริสุทธิ์ที่ปลูกแถวหุบเขา Douro ทางตอนเหนือของโปรตุเกส ไวน์ที่มีสีแดงรสชาติหวานมากนี้ได้กลายเป็นเอกลักษณ์ของเมืองในเวลาต่อมา แต่เมื่อไวน์หวานนี้ได้รับความนิยมมากขึ้น ประเทศปลูกไวน์อื่นๆ เลยหันมาปลูกองุ่นและทำไวน์ชนิดนี้ตาม เช่น ออสเตรเลีย ฝรั่งเศส แคนาดา แอฟริกาใต้ สหรัฐ เรียกได้ว่าแพร่หลายไปทั่วโลกทีเดียว

แม่น้ำหน้า Wine Museum

ดังนั้นเพื่อให้ไวน์ที่มาจาก Porto คงความเป็นเอกลักษณ์จึงต้องกำหนดคำว่า Duoro ไว้ อันเป็นต้นกำเนิดของไวน์ พอร์ตไวน์เป็นจิตวิญญาณของท้องถิ่นทั้ง Porto และ Duoro หากย่านนี้ไม่มีไวน์ชนิดนี้แล้ว เมืองนี้คงไม่โด่งดังไปทั่วโลก ตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 17 เป็นต้นมา พอร์ตไวน์ก็เป็นไวน์ส่งออกที่มีชื่อเสียงที่สุดของโปรตุเกส แม้การผลิตและการส่งออกถูกปรับปรุงมาตลอดหลายคริสต์ศตวรรษแล้วก็ตาม รัฐบาลท้องถิ่นได้ร่วมกับ Marquis of Pombal ได้ตั้งบริษัทขึ้นเพื่อปกป้องไวน์ท้องถิ่นนี้ และหุบเขา Duoro ก็ได้ขึ้นทะเบียนมรดกโลกในปี 2001

เมื่อการผลิตไวน์ของเมือง Porto มีความพิเศษ การได้เยือน Wine Museum ก็ถือเป็นสิ่งที่น่าสนใจสำหรับนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบการเยือนมิวเซียม Port Wine Museum ที่ตั้งอยู่ ณ โกดังเก่า
ที่ก่อสร้างขึ้นตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 18 ริมน้ำนี้ได้เปิดทำการตั้งแต่ปี 2004 ของจัดแสดงภายในเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของสถานที่จัดตั้งมิวเซียม พอร์ตไวน์ การทำไวน์ การขนย้าย และการค้าไวน์ชนิดนี้จากอดีตถึงปัจจุบัน นักท่องเที่ยวที่มาเยือนจะได้เพลิดเพลินกับการดูถังบ่มไวน์ ขวดและแก้วไวน์เก่าอายุ 200 ปีที่ใช้บรรจุและดื่มไวน์ชนิดนี้ พัฒนาการของขวดใส่ไวน์ ชุดแต่งกายของผู้ผลิต เรือที่ใช้ขนไวน์ไปทั่วโลกยิ่งกว่านนั้น ไม่เพียงมิวเซียมจะมีการจัดแสดงเครื่องกระเบื้องที่ผลิตนับจากคริสต์ศตวรรที่ 17 จากย่านนี้ให้ได้ดูเป็นของแถมแล้ว บางวันนักท่องเที่ยวยังอาจมีโอกาสได้ฟินกับการลิ้มลอง Port wineอีกต่างหากด้วย

 

Wine Museum Porto

Wine Museum Porto

บรรยากาศในมิวเซียม

บรรยากาศในมิวเซียม

เครื่องกระเบื้อง

เครื่องกระเบื้อง

ของจัดแสดงในมิวเซียม

ของจัดแสดงในมิวเซียม

ขวดและแก้วใส่ Port Wine

ขวดและแก้วใส่ Port Wine

Port Wine

Port Wine

Francesinha

Francesinha

แหวกฟ้าหาฝัน : Bolsa Palace ตลาดหลักทรัพย์ที่สวยที่สุดในโลก เมือง Porto

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/383085

แหวกฟ้าหาฝัน : Bolsa Palace ตลาดหลักทรัพย์ที่สวยที่สุดในโลก เมือง Porto

แหวกฟ้าหาฝัน : Bolsa Palace ตลาดหลักทรัพย์ที่สวยที่สุดในโลก เมือง Porto

วันอาทิตย์ ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสมาเยือน Porto ไม่เพียงจะมีโอกาสได้เยือนสถานีรถไฟที่สวยขนาดได้รับการขึ้นทะเบียนมรดกโลก และโบสถ์ประจำเมืองที่มีสถาปัตยกรรมยอดเยี่ยมแล้ว เมืองนี้ยังมีตลาดหลักทรัพย์ที่สวยที่สุดของโลกจนได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกอีกด้วย ตลาดหลักทรัพย์ที่ถูกสร้างขึ้นจากดำริของสมาคมพ่อค้าแห่งโปรตุเกสให้มีสถาปัตยกรรมแบบ British Neoclassic ในคริสต์ศตวรรษที่ 19 นี้ตั้งอยู่ ณ ตำแหน่งข้างโบสถ์ St.Francis ที่แต่เดิมเป็นคอนแวนต์ซึ่งถูกก่อตั้งขึ้นตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 13 ในปี 1832 คอนแวนต์แห่งนี้ถูกไฟไหม้ไปบางส่วน อีก 10 ปีต่อมาพระนางเจ้า Mary ที่สองจึงได้ยกคอนแวนต์ที่ถูกไฟไหม้นี้ให้กับสมาคมพ่อค้าเพื่อไว้สร้างสมาคมการค้าประจำเมือง

การก่อสร้างสมาคมได้เริ่มขึ้นในปีเดียวกันภายใต้การออกแบบของ Joaquim de Costa Lima Junior สถาปนิกผู้ออกแบบพระราชวัง Palladian ให้มีสถาปัตยกรรมแนวBritish Neoclassic ในการออกแบบนั้น สถาปนิกได้รับแรงบันดาลใจจากสถาปนิกชาวอังกฤษ 2 คน คือ ผู้ John Carr ผู้ออกแบบโรงพยาบาลSt Anthony และ John Whitehead ผู้ออกแบบโรงงานอังกฤษ รวมทั้งผลงาน Carlos Amarante สถาปนิกชาวโปรตุเกสผู้โด่งดัง เขารับผิดชอบเฉพาะส่วนการออกแบบทั่วไปและดูแลการก่อสร้างอยู่นาน 20 ปี

ส่วนรายละเอียดของสถาปัตยกรรมภายในที่ใช้เวลาในการตกแต่งถึง 60 ปีถูกออกแบบโดยศิลปิน นักออกแบบ และสถาปนิกหลายคน เช่น Tomas Augusto Soler ออกแบบโดมโลหะ 8 เหลี่ยมที่ส่วนฐานของโดมถูกตกแต่งอย่างวิจิตรบรรจงด้วยโล่สัญลักษณ์ของโปรตุเกสและเมืองที่โปรตุเกสทำการค้าด้วยในช่วงคริสต์ศตวรรษ 19 Goncalves e Sousa ออกแบบบันได Antonio Soares dos Reis เป็นผู้สร้างงานประติมากรรมตกแต่งบันได Antonio Teixeira Lopes ออกแบบด้านหลังของสวน Jose Marques da Silva ออกแบบบัลลังก์ตัดสินคดี ห้องประชุม และเฟอร์นิเจอร์ของห้อง GoldenJose Maria Veloso Salgado เป็นผู้สรรสร้างงานจิตรกรรมตกแต่งภายใน Teixeira Lopes เป็นผู้สร้างสรรค์งานประติมากรรมส่วนต่างๆ ในพระราชวัง

นอกจากอาคารที่อยู่หน้า Praca do Infante D.Henrique นี้ จะมีบันไดและสวนที่แสนสวยงามแล้ว ไฮไลท์ของพระราชวังยังอยู่ที่ Arab Room ห้องที่ Goncalves e Sousa สถาปนิกผู้ออกแบบได้ทำการออกแบบด้วยสถาปัตย-กรรมแบบ Moore ซึ่งเป็นศิลปะที่ผสมผสานระหว่างตะวันออกและตะวันตกให้มีบรรยากาศแบบ 1001 ราตรีโดยใช้สีทองเป็นหลักอันเป็นสถาปัตยกรรมที่นิยมในคริสต์ศตวรรษที่ 19 เพื่อใช้เป็นส่วนรับรองผู้นำของประเทศโดยได้รับแรงบันดาลใจในการออกแบบจาก Alhambra Palace เมือง Granada ประเทศสเปน ปัจจุบันห้องอันแสนสวยหรูนี้มักใช้เป็นที่จัดคอนเสิร์ต

นักท่องเที่ยวที่ต้องการมาเยือนตลาดหลักทรัพย์แห่งนี้ต้องเตรียมตัวล่วงหน้า ดูรอบขายตั๋วจากเว็บไซต์ไว้ก่อน เพื่อไม่ให้พลาดการเข้าชม ที่นี่ขายตั๋วเป็นรอบแบบมีไกด์นำ แต่ละวันจะมีไกด์ภาษาอังกฤษอยู่หลายรอบ และหากนักท่องเที่ยวโชคดีมา Porto ในเวลาที่มีคอนเสิร์ตควรหาโอกาสมาดื่มด่ำความบันเทิงในห้องอาหรับอันแสนอัศจรรย์ที่ผู้เข้าชมจะตื่นตะลึงจนต้องกลั้นหายให้ได้

แหวกฟ้าหาฝัน : Porto Cathedral

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/381763

แหวกฟ้าหาฝัน : Porto Cathedral

แหวกฟ้าหาฝัน : Porto Cathedral

วันอาทิตย์ ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

Porto Cathedral inside

นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบเดินทางโดยรถไฟสถานที่แรกที่จะได้สัมผัสเมื่อมาถึงเมืองต่างๆ ก็คือ สถานีรถไฟกลางเมืองนั้นๆ Porto เมืองอันดับสองของโปรตุเกสก็เหมือนเมืองใหญ่อื่นๆ ในยุโรปที่มีสถานีรถไฟใหญ่ 2 แห่ง โดยสถานีที่นักท่องเที่ยวที่เดินทางจากลิสบอนมาถึงก็คือ Sao Bento ส่วนอีกสถานีเล็กกว่าชื่อ Campanha สถานีรถไฟแห่งนี้เป็นสถานีที่ถูกดำริจะสร้างขึ้นตั้งแต่ 1864 เพื่อเป็นสถานีรถไฟกลางของเมือง ในที่สุดในปี 1887 เทศบาลเมืองก็ได้ตัดสินใจใช้ Benedict Convent เป็นสถานที่ก่อสร้างสถานีรถไฟกลางแห่งใหม่โดยมอบหมายให้ Jose Marques da Silva สถาปนิกชาว Porto เป็นผู้ออกแบบโดยได้รับอิทธิพลจากสถาปัตยกรรมของฝรั่งเศส ในช่วงเริ่มแรกนั้น เทศบาลให้ก่อสร้างส่วนของอุโมงค์เพื่อให้สถานีเป็นทางเชื่อมกับสถานี Campanha ก่อน

แท่นบูชาในโบสถ์

ส่วนของตัวสถานีเริ่มก่อสร้างทีหลังในปี 1900 โดยพระเจ้า Carlos ที่ 1 เป็นผู้วางศิลาฤกษ์ เนื่องจากสถานีรถไฟแห่งนี้จะเป็นหน้าตาของเมือง การออกแบบภายในจึงมีความละเอียดอ่อนและใช้กระเบื้องจากโรงงานที่ดีที่สุดของเมืองคือ Sacavem การก่อสร้างสถานีเป็นไปอย่างเชื่องช้า กว่าจะเปิดตัวได้ก็เข้าสู่ปี 1916 ต่อมาในปี 1988 รัฐบาลกลางต้องการให้สถานีแห่งนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจึงตัดสินใจปรับปรุงสถานีครั้งใหญ่ในปี 1992 นักท่องเที่ยวที่มีโอกาสมาใช้สถานีแห่งนี้จะพบว่า กระเบื้องตกแต่งที่บอกเล่าเรื่องราวชีวิตความเป็นอยู่ของชาว Porto ดั้งเดิมนี้มีความสวยงามเป็นเอกลักษณ์และน่าประทับใจสมกับความตั้งใจของรัฐที่จะให้ที่นี่ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก

บรรยากาศในโบสถ์

สำหรับนักท่องเที่ยวที่เป็นคาทอลิกหรือชื่นชอบเยี่ยมเยือนศาสนสถาน สถานที่ท่องเที่ยวที่มักต้องมาเยือนเมื่อไปตามเมืองใหญ่ๆ ก็คือ Cathedral หลายคนอาจสงสัยว่า Cathedral ต่างกับ Church อย่างไร Cathedral คือโบสถ์ขนาดใหญ่ซึ่งแต่ละเมืองมักมีแห่งเดียวเพราะเป็นที่ประทับของ Bishop ผู้ดูแลโบสถ์ทั่วทั้งเมือง ส่วน Church นั้น แต่ละเมืองจะมีกี่แห่งก็ได้เพราะเป็นสถานที่ประกอบกิจของชาวคริสต์นิกายคาทอลิก และโปแตสแตนท์ Porto เป็นเมืองหนึ่งที่เคยมีความสำคัญทางศาสนาอย่างมากและมี Bishop อยู่ ที่นี่จึงมี Cathedral ขนาดใหญ่อยู่ไม่ไกลจากสถานีรถไฟมากนัก

 Baptist of Chirst by John the Baptist

Porto Cathedral ที่ตั้งอยู่กลางเมืองนี้อันเป็นอนุสาวรีย์ที่เก่าแก่ที่สุดและมีความสำคัญที่สุดของเมืองแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นครั้งแรกตั้งแต่ราวคริสต์ศตวรรษที่ 5 และถูกใช้เป็นที่ประทับของบิชอปเรื่อยมา แม้ Porto Cathedral จะมีชื่อเสียงทางด้านสถาปัตยกรรมแบบโรมาเนสก์ แต่ในความเป็นจริงแล้วทั้งงานสถาปัตยกรรมและการตกแต่งภายในล้วนเป็นแบบผสมผสาน ทั้งนี้เพราะโบสถ์แห่งนี้ถูกต่อเติมและตกแต่งอยู่หลายศตวรรษในช่วงเวลาต่างๆ กันโดยเริ่มตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 12 เป็นต้นมา ในปี 1333 โบสถ์ได้เพิ่มส่วนของหอสวดมนต์ Joao Gordo ตามชื่อของอัศวินประจำพระเจ้า Dinis ที่หนึ่งโดยตกแต่งตามสถาปัตยกรรมแบบโกธิก หลังจากนั้นมาโบสถ์ก็ได้รับการตกแต่งตามแบบสถาปัตยกรรมแบบโกธิกเรื่อยมาจนถึงคริสต์ศตวรรษที่ 15 ที่เข้าสู่ยุคบาโรค Nicolau Nasoni สถาปนิกอิตาเลียนคนแรกของยุคบาโรคได้เป็นผู้ตกแต่งด้านหน้าทั้งสองข้าง รวมทั้งแท่นบูชาในหอสวดมนต์ นอกจากนี้ภายในโบสถ์ยังมีการตกแต่งด้วยหินอ่อนสีแดงเป็นรูปต่างๆ เช่น Baptist of Chirst by John the Baptist, The Life of Virgin Mary

Porto Cathedral ด้านนอก

โบสถ์ที่มีหอสูงสองด้านที่ถูกครอบด้วยหลังคากลมนี้ แม้ด้านหน้าบันจะปราศจากการตกแต่ง แต่ส่วนระเบียงที่ถูกสร้างแบบสถาปัตยกรรมแบบบาโรค และหน้าต่างรูปกุหลาบตามอย่างสถาปัตยกรรมแบบโรมาเนสก์กลับสามารถสร้างความประทับใจอย่างยิ่งยวดให้กับผู้พบเห็น ส่วนทางเดินจนถึงหน้าแท่นบูชาภายในซึ่งมีสถาปัตยกรรมแบบโรมาเนสก์และปกคลุมด้วยหลังคาโค้งที่ทำจากหินนี้ได้กลายเป็นต้นแบบของงานสถาปัตยกรรมโปรตุเกสในยุคต่อมา นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบงานสถาปัตยกรรมหลายๆ ยุคจึงควรให้เวลาในการพิจารณาสถาปัตยกรรมส่วนต่างๆ รวมถึงสิ่งละอันพันละน้อยในโบสถ์เพื่อดื่มด่ำกับโบสถ์ที่ใหญ่ที่สุด เก่าแก่ที่สุดและสวยงามที่สุดของเมือง Porto แห่งนี้

ประติมากรรมหน้าโบสถ์

เมือง Porto ถ่ายจาก Porto Cathedral

ตัวอย่างกระเบื้องที่สถานีรถไฟ Porto

กระเบื้องสถานีรถไฟ Porto

Porto Train Station

แหวกฟ้าหาฝัน : เดินเล่นเมือง Porto

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/378947

แหวกฟ้าหาฝัน : เดินเล่นเมือง Porto

แหวกฟ้าหาฝัน : เดินเล่นเมือง Porto

วันอาทิตย์ ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

สะพานข้ามแม่น้ำ บริเวณ Ribiera

นักท่องเที่ยวที่มีโอกาสเยือนโปรตุเกส นอกจากเมืองหลวงหรือลิสบอนแล้ว เมืองหนึ่ง ที่ต้องไปให้ได้ไม่เช่นนั้นเหมือนยังไปไม่ถึงโปรตุเกสก็คือ Porto เมืองใหญ่อันดับสองของประเทศ เมืองที่มีประชากรในเขตเมืองเพียงแค่สองแสนกว่าคนนี้กลับได้รับการยอมรับให้เป็น Global city เมืองที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกตั้งแต่ปี 1996 ที่ตั้งอยู่บนแม่น้ำ Douro นี้เป็นเมืองเก่าแก่ตั้งแต่สมัย 300 ปีก่อนคริสตกาล คนกลุ่มแรกที่เข้ามาอยู่บริเวณที่ตั้งของเมืองในปัจจุบันนี้คือชาว Proto-Celtic และ Celtic ในช่วงที่จักรวรรดิโรมันรุ่งเรืองและครอบครองแหลมไอบีเรียนี้ ที่นี่กลายเป็นเมืองสำคัญทางการค้าระหว่างOlissipona หรือลิสบอนในปัจจุบันกับ Bracara Augusta หรือ Braga ต่อมาในยุค Visigothic ที่นี่ก็เป็นเมืองสำคัญเพราะเป็นศูนย์กลางของการเผยแพร่ศาสนาคริสต์

ตึกริมทะเล

ในช่วงที่ชาวมัวร์เรืองอำนาจ เมืองนี้ก็ถูกรุกรานและเปลี่ยนมือ ภายหลัง Alfonso ที่สาม ได้ยึดดินแดนแห่งนี้คืนให้ชาวคริสต์ใหม่ในปี 1387 John I แห่งโปรตุเกส และ Philippa แห่ง Lancaster บุตรสาวของ John of Gaunt ได้แต่งงานกัน ณ ดินแดนแห่งนี้จึงทำให้ที่นี่เป็นสัญลักษณ์ของความร่วมมือกันทางการทหารระหว่างโปรตุเกสและอังกฤษนับจากนั้นมาในครั้งนั้นโปรตุเกสได้มีการเซ็นสนธิสัญญา Treatyof Windsor หรือสนธิสัญญาการเป็นพันธมิตรทางการทหารครั้งแรกของโลกขึ้น ระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 14-15 โปรตุเกสกำลังเป็นมหาอำนาจทางน้ำ Porto ก็เป็นเมืองที่มีส่วนสำคัญในการพัฒนากองเรือ ในปี 1415 เจ้าชายเฮนรี่ได้เดินทางไปถึงโมร็อกโกตอนเหนือและทิศตะวันตกของทวีปแอฟริกาอันเป็นที่มาของ Age of Discovery ของโปรตุเกส

วิวมุมสูง Ribiera

นอกจากการเดินเรือ เมืองนี้ยังมีชื่อเสียงในเรื่องการผลิตไวน์จนมีไวน์ที่ชื่อ port wine อันมาจากชื่อเมือง เมื่ออังกฤษเซ็นสัญญาทางการค้าMethuen Treaty กับโปรตุเกส การผลิตไวน์ Portก็ค่อยๆ เปลี่ยนมือไปสู่บริษัทสัญชาติอังกฤษ รัฐบาลของ Marquis of Pombal เห็นว่าการที่อังกฤษกลายมาเป็นเจ้าของไวน์ประจำเมืองเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ เขาเลยตั้งบริษัทสัญชาติโปรตุเกสเพื่อดำเนินการผลิต Port wine จาก Douro valley แต่เพียงผู้เดียวเพื่อควบคุมคุณภาพไวน์ และป้องกันมิให้ต่างชาติได้สิทธิในการผลิตไวน์ท้องถิ่น แต่คนพื้นเมืองกลับไม่เห็นด้วย
จึงได้ทำการเผาบริษัทเสียจนเป็นที่มาของการปฏิวัติที่ชื่อว่า Rovolt of the drunks

บรรยากาศริมทะเล Matosinhos

นักท่องเที่ยวที่ต้องการเดินทางมา Porto อาจเดินทางเข้าเมืองได้ทั้งเครื่องบิน รถไฟ และรถบัส การเดินทางโดยรถไฟจากลิสบอนก็ไม่ยาก รถไฟระหว่างเมืองวิ่งประมาณ 2 ชั่วโมง 40 นาทีถึง 3 ชั่วโมง 10 นาที ขึ้นกับชนิดของรถที่วิ่งค่าใช้จ่ายระหว่าง 24-30 เหรียญ แต่หากนักท่องเที่ยวต้องการประหยัด สามารถนั่งรถบัสได้ด้วยค่าใช้จ่ายประมาณ 19 เหรียญเท่านั้น รถไฟที่วิ่งระหว่างเมือง Lisbon และ Porto ทันสมัยไม่แพ้รถไฟวิ่งระหว่างเมืองของประเทศอื่นในยุโรป แต่วิ่งไม่เร็วเท่านั้น ความเร็วเฉลี่ยเพียงแค่ 150-180 กม./ชม. เท่านั้น บนรถไฟจะมีจอทีวี.ที่นำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับกษัตริย์ของประเทศต่างๆ ทั่วโลกรวมทั้งเรื่องราวของในหลวงรัชกาลที่ 9 ด้วย

บรรยากาศร้านอาหารริมทะเล

นักท่องเที่ยวที่มาเที่ยว Porto เองต้องเป็นคนที่มีความแข็งแรงมากพอสมควร ทั้งนี้เพราะเมืองนี้เป็นเขาเกือบตลอด เริ่มตั้งแต่ออกจากสถานีรถไฟ ถนนสายช็อปปิ้งหลักๆ ซึ่งเป็นข้อดีนั่นคือ เห็นวิวเมืองได้ไกลสุดลูกหูลูกตา ส่วนนักท่องเที่ยวสายกินที่ต้องการหาอาหารทะเลกินสามารถทำได้ไม่ยาก เพราะเมืองนี้ติดทะเลสามารถหาร้านอาหารริมทะเล  Matosinhos ได้โดยเดินทางจากในเมืองใช้รถบัสลงป้าย S Pedroแล้วเดินลัดเลาะมาตามถนน R.Herois deFranca อาหารทะเลเมืองนี้ไม่แพงมากที่ขึ้นชื่อสุดคือปลา ส่วนขาแอลกอฮอล์ก็รับรองว่าถูกใจเพราะไวน์ขาวที่ไว้กินกับอาหารทะเลก็ถูกแสนถูก แถมรสชาติดีอีกต่างหาก หลังจากเสร็จจากมื้ออาหารสามารถเดินเล่น อาบแดด เล่นน้ำทะเล หรือจะแค่ถ่ายรูปริมทะเลก่อนกลับเข้าเมืองก็แล้วแต่ใครจะเตรียมตัวกันมามากขนาดไหน ขากลับแวะสถานีที่เลยสะพาน Louis I ชมวิวเมืองมุมสูง Ribeira ได้อีกต่างหากด้วย

ถนนสาย shopping กลางข้างสถานีรถไฟ Porto

 

ของหวาน

ของหวาน

ปลาซาร์ดีนย่าง

ปลาซาร์ดีนย่าง

เตาปิ้งปลา

เตาปิ้งปลา

แหวกฟ้าหาฝัน : Sculpture in Chiado Museum

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/377472

แหวกฟ้าหาฝัน : Sculpture in Chiado Museum

แหวกฟ้าหาฝัน : Sculpture in Chiado Museum

วันอาทิตย์ ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

Cholera Morbid by Victor Bastos

ผลงานศิลปะอย่างหนึ่งที่มิวเซียมด้านศิลปะมักมีเป็นประจำ แต่จะแยกเป็นสัดส่วนหรือจัดรวมกันไปก็คือ งานประติมากรรม งานประติมากรรมเป็นสาขาหนึ่งของทัศนศิลป์ที่จัดแสดงในรูป 3 มิติ
ต้นตำรับของงานประติมากรรมมักมาจากการแกะสลัก และการปั้นโดยอาศัยวัสดุจากหิน เหล็ก กระเบื้อง และไม้ เมื่อโลกวิวัฒนาการดีขึ้น งานประติมากรรมก็ทำจากวัสดุที่มีความหลากหลายมากขึ้นได้ อย่างไรก็ดีงานประติมากรรมจากวัสดุที่มีความแข็งสูง เช่น หินและโลหะ ย่อมมีความคงทนได้ดีกว่าวัสดุอื่นๆ ดั้งเดิมนั้นงานประติมากรรมมักถูกจัดทำขึ้นเพื่อใช้ในเรื่องเกี่ยวกับศาสนาเป็นส่วนใหญ่ ทั้งนี้เพราะต้นทุนในการจัดทำมีค่าใช้จ่ายสูงจวบจนคหบดีเริ่มมีมากขึ้น งานประติมากรรมเพื่อคนทั่วไปจึงเริ่มแพร่หลายมากขึ้น และแผ่ขยายไปสู่ด้านอื่นๆ เช่น สังคม และวัฒนธรรม

ใน Chiado Museum ก็มีงานของนักประติมากรรมดีๆ อยู่ไม่น้อยโดยเฉพาะอย่างยิ่งนักประติมากรรมชาวโปรตุกีส และที่นี่ยังจัดงานประติมากรรมไว้เป็นหมวดหมู่ต่างหากโดยไม่ปะปนกับงานจิตรกรรมเฉกเช่นเดียวกันกับมิวเซียมศิลปะใหญ่ๆ ในปารีสซึ่งทำให้ง่ายต่อการดูและศึกษา เช่น Francisco Franco de Sousa นักประติมากรรมรุ่นใหม่คนแรกของโปรตุเกส และนักประติมากรรมที่โดดเด่นที่สุดในทศวรรษที่ 1920 งานของเขาในช่วงทศวรรษที่ 1920 เป็นเหตุการณ์สำคัญที่สุดในการยกระดับประวัติศาสตร์งานประติมากรรมของโปรตุเกสโดยเฉพาะอย่างยิ่ง Monument to Goncalves Zarco เขาเกิดในครอบครัวคนมีเงิน เขาทำงานเกี่ยวกับไม้กับบิดา และเข้าเรียน School of Fine Art ที่ลิสบอนเมื่ออายุได้ 15 ปี ต่อมาเข้าย้ายไปอยู่ปารีสเพื่อศึกษางานของ Auguste Rodin

Cholera Morbid by Victor Bastos detail

เมื่อสงครามโลกครั้งที่หนึ่งปะทุขึ้นเขาย้ายกลับมาอยู่โปรตุเกสและได้สร้างสรรค์อนุสาวรีย์ขึ้น 4 แห่ง หลังสงครามโลกสิ้นสุดลง เขาย้ายกลับไปฝรั่งเศส และไปอยู่กับ Modigliani และพัฒนาผลงานขึ้นใหม่จนมีการจัดแสดงผลงานที่ Salon d’Automne และ Society National of Fine Art หลังจากนั้นเขาย้ายไปอยู่โรมและกลับมาโปรตุเกสอีกครั้งเพื่อช่วยทำอนุสาวรีย์ ในช่วงทศวรรษที่ 1930 เขาเป็นศิลปินที่ได้รับการเรียกร้องให้มีส่วนในการจัดตั้งอนุสาวรีย์มากที่สุดคนหนึ่งของประเทศนักท่องเที่ยวจะเห็นว่า งานของ Franco ใน ChiadoMuseum ส่วนใหญ่ไม่ว่าจะเป็น The Girl, French Girl หรือ Girl Head ล้วนได้รับอิทธิพลมาจาก Auguste Rodin ทั้งนั้น ยกเว้น Bust of The Painter ที่นักท่องเที่ยวที่คุ้นเคยกับงานของ Modigliani ที่มีลักษณะแบนๆ ยาวๆ จะทราบดีว่า งานชิ้นนี้ของ Franco ได้รับอิทธิพลจากModigliani อย่างไม่ต้องสงสัย

Victor Bastos นักประติมากรรมชาวโปรตุกีส เขาเริ่มต้นชีวิตศิลปินด้วยการเรียนจิตรกรรมกับ Antonio Manuel da Fonseca แล้วย้ายไปจบการศึกษาทางด้านการเขียนที่ฝรั่งเศส เขาสามารถชนะรางวัลที่สามกับงานจิตรกรรมของเขาจาก Academia Real de Belas Artes ในขณะยังเป็นนักเรียนอยู่ และย้อนกลับมาเป็นครูสอนภาพร่างที่มหาวิทยาลัย Coimbra โปรตุเกส เนื่องจากเขาเป็นผู้เขียนหนังสือเกี่ยวกับงานประติมากรรมอยู่เนืองๆ เขาจึงได้รับเชิญเข้าเป็นผู้ร่วมทีมฟื้นฟูงานประติมากรรมแห่งชาติของโปรตุเกส นับจากนั้นมาเขาก็มีส่วนร่วมกับการสร้างอนุสาวรีย์ต่างๆ อีกมากมายให้กับโปรตุเกส นักท่องเที่ยวจะเห็นว่าใน Chiado Museum มีงานของ Victor Bastos ชิ้นเด่นคือ Cholera Morbid เป็นงานที่สะท้อนถึงความหวาดกลัว และความเชื่อ ศิลปินพยายามที่จะสร้างสรรค์ฉากเกี่ยวกับความสูญเสียผ่านเสื้อผ้า ท่าทาง สีหน้าของตัวละครตามแนวทางศิลปะอย่าง NeoClassic การจัดวางโครงเรื่องในภาพเป็นการแสดงอารมณ์ที่ตรงข้ามกันระหว่างความหวาดกลัวต่อความตาย และความกลมกลืนกันของความเชื่อเสมือนหนึ่งการแบ่งระหว่างชีวิตและความตาย และยังเป็นการสะท้อนถึงความเชื่อโบราณที่ว่า มนุษย์มิได้เป็นผู้กำหนด ผลงานชิ้นนี้แสดงให้เห็นถึงอัจฉริยภาพของศิลปินได้อย่างโดดเด่นสังเกตจากสีหน้าและความอ่อนช้อยของท่าทางตัวละครราวกับกำลังโลดแล่นออกจากแผ่นหินเลยทีเดียว

Bust of Camoes by A-Victor Bastos

Bust of Camoes by A-Victor Bastos

Bust of the painter by Francisco Franco

Bust of the painter by Francisco Franco

French Girl by Francisco Franco

French Girl by Francisco Franco

Girl Head by Francisco Franco

Girl Head by Francisco Franco

The Girl by Francisco Franco

The Girl by Francisco Franco