แหวกฟ้าหาฝัน : Surrealism in Berardo Museum Lisbon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/361496

แหวกฟ้าหาฝัน : Surrealism in Berardo Museum Lisbon

แหวกฟ้าหาฝัน : Surrealism in Berardo Museum Lisbon

วันอาทิตย์ ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

White Aphrodisiac Telephone by Salvador Dali

นักท่องเที่ยวที่มาเยือน Berardo Museum นอกจากจะได้ชื่นชมศิลปะแนว Cubism ที่เป็นต้นกำเนิดของแนวทางศิลปะยุคใหม่แล้ว ที่นี่ยังมีงานแนว Surrealism อีกเป็นจำนวนมาก แนวทางศิลปะแบบ Surrealism ก็คือการเคลื่อนไหวของศิลปะที่เริ่มต้นขึ้นต้นทศวรรษที่ 1920 โดยเน้นในเรื่องทัศนศิลป์และงานเขียน ศิลปะแนว Surrealism นี้มีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับศิลปะแนว Dadaist ที่ถือกำเนิดขึ้นก่อนหน้า แต่มีความสุดโต่งมากกว่า และต้องมีการตีความทางด้านจิตวิทยา

Figure the bourgie by Joan Miro

ศิลปินแนวนี้เชื่อว่าการสร้างสรรค์งานในช่วงที่ไม่รู้ตัว (Unconscious) จะเป็นไปอย่างอิสระไร้ขีดจำกัดปราศจากข้อกำหนดตามระเบียบแบบแผนศิลปะ เพศและเหตุผล ผลงานศิลปะ
แนว Surrealism มีเป้าหมายที่จะแก้ไขปัญหาที่เคยถูกห้ามไว้จากการที่ต้องสร้างงานอย่างมีแบบแผนที่แน่นอน และขาดจินตนาการตามฝัน งานแนว Surrealism จึงเสมือนหนึ่งการปฏิวัติศิลปกรรม เพราะมักมาจากวัสดุอุปกรณ์ที่ไม่น่าจะนำมาประดิษฐ์อะไรเช่นนี้ได้ ดูไร้เหตุผล และแปลกประหลาด

Flower Shell by Marx Ernst

ศิลปินแนว Surrealism ที่โดดเด่นที่สุดแห่งยุคคงไม่มีใครเกิน Salvador Dali ศิลปินชาวสเปน ที่เกิด ณ เมือง Figures แคว้น Catalonia เขาเกิดวันที่ 11 พฤษภาคม 1904 ในครอบครัวคนชั้นกลาง พ่อของเขาเป็นคนค่อนข้างเข้มงวด แต่แม่ของเขาก็สนับสนุนให้เป็นศิลปิน แม้บิดาเขาจะไม่ชื่นชอบที่จะให้เขาเป็นศิลปิน แต่ก็ยอมให้เขาเข้าเรียนทางด้านศิลปะในปี 1916 และปล่อยให้เขาไปเรียนรู้ศิลปะกับ Ramon Pichot ที่ Cadaques เมืองชายฝั่งทะเลสเปน และในปารีส หลังจากนั้นเพียงปีเดียว เขาก็สามารถที่จะจัดนิทรรศการที่บ้านตัวเองโดยนำเสนอผลงานในรูปแบบภาพร่างด้วยดินสอ และในอีก 3 ปีต่อมาเขาก็จัดนิทรรศการแสดงผลงานของตัวเองที่ศาลาว่าการเมือง Figueres

The Silver Chasm by Rene Magritte

หลังจากมารดาเสียชีวิตจากมะเร็งเต้านมเมื่อเขาอายุเพียง 16 ปี และบิดาแต่งงานใหม่กับน้าสาว เขาก็ย้ายไปอยู่มาดริด และเข้าเรียนศิลปะที่ Real Academia de Bellas Artes de San Fernando เขาเริ่มให้ความสนใจกับการวาดภาพแนว Cubism และได้มีโอกาสทำหนังสือเกี่ยวกับศิลปะเล่มแรกในชีวิตในปี 1924 หลังจากนั้นเขาสามารถจัดนิทรรศการผลงานของตัวเองอยู่เนืองๆ แต่ในปี 1926 เขากลับถูกไล่ออกจากมหาวิทยาลัยก่อนสอบปลายภาค เพราะผลงานศิลปะของเขาปฏิวัติวงการมากเกินไป เขาจึงเดินทางไปปารีสและพบกับ Picasso ซึ่งทำให้งานของเขาได้รับอิทธิพลจาก Picasso อย่างมาก หลังจากได้พบกับ Elena Ivanovna Diakonova หรือ Gala หญิงชาวรัสเซียซึ่งต่อมาเป็นภรรยาของเขาในปี 1929 ผลงานของเขาเริ่มเปลี่ยนแปลงเป็นแนว Surrealism และเริ่มโด่งดังขึ้นเรื่อยๆ ก่อนสงครามโลกจะปะทุขึ้น เขาและภรรยาก็ย้ายไปอยู่สหรัฐ และย้ายกลับมาอยู่ที่ Cadaques หลังสงครามสงบลงในปี 1948 นับจากนั้นมาเขาก็สร้างสรรค์งานออกมามากมาย ทั้งในด้านทัศนศิลป์ และประติมากรรมจนมีชื่อเสียงไปทั่วโลกและได้รับการสถาปนาเป็น Marquess of Dalí de Púbol จากพระเจ้า Juan Carlos แห่งสเปน

And the Breast were dying by Joan Miro

แม้ใน Berardo Museum จะมีผลงานของ Dali เพียงชิ้นเดียว แต่ WhiteAphrodisiac Telephone ชิ้นนี้ก็มีอัตลักษณ์ชนิดที่นักท่องเที่ยวที่เป็นแฟนคลับของเขาเห็นปุ๊บก็บอกได้อย่างมั่นใจเลยว่าเป็นผลงานของเขาแน่นอน นอกจากนี้ที่นี่ยังมีงานแนว Surrealismที่สร้างความตื่นตาตื่นใจ คาดไม่ถึง และไร้รูปแบบส่งผลให้ผู้ชมรู้สึกกระหายใคร่รู้และสนุกสนานไปกับการชมงานอีกหลายชิ้น เช่นFigure the bourgie และ And the Breast were dying ของ Joan Miro ศิลปินผู้โด่งดังอีกคนชาวสเปน Woman attack by bird ของ Andre Masson, Flower Shell ของ Marx Ernst และ The Silver Chasm ของ Rene Magritte

Woman attack by bird by Andre Masson

แหวกฟ้าหาฝัน : Cubism in Berardo Museum Lisbon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/360103

แหวกฟ้าหาฝัน : Cubism in Berardo Museum Lisbon

แหวกฟ้าหาฝัน : Cubism in Berardo Museum Lisbon

วันอาทิตย์ ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

หลังจากที่นักท่องเที่ยวได้ชื่นชมกับบรรยากาศและทางเข้าที่แสนอลังการของอาคารมิวเซียม Berardo museum เมือง Lisbon แล้ว ก็ถึงเวลาเข้าชมภายใน ส่วนจัดแสดงแรกที่ นักท่องเที่ยวจะได้เยี่ยมชมคือ งานศิลปะของคริสต์ศตวรรษที่ 20 วิธีการจัดแสดงที่มิวเซียมนำเสนอก็เป็นไปตามมาตรฐาน นั่นคือ เรียงตามวิวัฒนาการของศิลปะในช่วงเวลานั้น ตั้งแต่ Cubism, Dadaism, Constructivism, Neo plasticism, Surrealism และ Abstraction นักท่องเที่ยวจะได้เรียนรู้และทำความรู้จักกับวิวัฒนาการของศิลปะไปตามลำดับขั้น และเห็นการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยที่มีอิทธิพลต่อแนวทางศิลปะ

นักท่องเที่ยวจะเห็นว่าการวิวัฒนาการของศิลปะจะเริ่มจากการตีความและพยายามให้ความหมายกับเรื่องราวในชีวิตซึ่งอาจมองเห็นรูปร่างหน้าตาของงานศิลปะที่เข้าใจได้ไม่ยาก เพียงแต่อาจมีรูปแบบของการนำเสนอที่แตกต่างกันไป จนถึงงานที่บางคนก็อาจบ่นว่าดูไม่รู้เรื่องเลยไม่เข้าใจว่าศิลปินต้องการสื่ออะไรโดยเฉพาะงานแนว Abstraction

ห้องแรกที่นักท่องเที่ยวเยี่ยมเยือน ภัณฑรักษ์ก็จัดผลงานสำคัญให้ชมเลยนั่นคือ งาน Cubism ของ Pablo Picasso ทำไมจึงว่าสำคัญ Pablo Ruiz Picasso ศิลปินและจิตรกรชาวสเปนที่ใช้ชีวิตอยู่ในฝรั่งเศสเป็นส่วนใหญ่นี้ถือเป็นศิลปินที่มีอิทธิพลที่สุดคนหนึ่งในคริสต์ศตวรรษที่ 20 เขาไม่เพียงมีชื่อเสียงในแง่เป็นผู้ก่อตั้งศิลปะแนว Cubism เท่านั้น ยังเป็นผู้มีอิทธิพลต่องานจิตรกรรมแนว Constructive ด้วย อีกทั้งยังเป็นคนต้นคิด collage หรือการเอาวัตถุที่มีรูปร่างและสีต่างกันมาปะติดกันให้เป็นเรื่องราวอีกต่างหากด้วย

ส่วน Cubism คืออะไร คำว่า Cubism คือแนวทางศิลปะที่ถือกำเนิดขึ้นแถว Montmartre กรุงปารีสในช่วงทศวรรษที่ 1910 งาน Cubism เป็นแนวทางศิลปะที่สำคัญที่สุดของต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 ที่ทำให้การเคลื่อนไหวของศิลปะสู่แนวทางศิลปะรุ่นใหม่อย่างแท้จริง (modern art)นอกจากทัศนศิลป์แล้ว Cubism ยังพบได้ในสถาปัตยกรรมและวรรณคดีด้วย ผู้นำแนวทางศิลปะแนวนี้ที่มีชื่อเสียงที่สุดคงไม่มีใครเกิน Pablo Picasso และ Georges Braque นอกจากศิลปิน 2 คนนี้แล้ว ศิลปินเด่นแนว Cubism ก็คือ Jean Metzinger, Albert Gleizes, Robert Delaunay, Henri Le Fauconnier, and Fernand Léger นักประวัติศาสตร์ศิลป์เชื่อว่าแรงบันดาลใจของการถือกำเนิดงานแนว Cubism มาจากงานของ Paul Cezanne ที่นำเสนอผลงาน PostImpressionism ในแบบ 3 มิติ

นักท่องเที่ยวที่คุ้นเคยกับศิลปะปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ต่อต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 จะรู้จัก Cezanne ดี ผลงานเด่นๆ ของเขาถูกจัดแสดงในมิวเซียมชั้นนำของประเทศต่างๆ ทั่วโลก สำหรับงาน Cubism นั้นเป็นแนวทางศิลปะที่ไม่เพียงปรับจากงานแบบ 3 มิติโดยเพิ่มการกลับไปมาของมุมหรือเปลี่ยนมุมมองจากหลายด้านให้มาอยู่ในระนาบเดียวแล้ว ศิลปินแต่ละคนยังมีการตีความใหม่ให้มีความหลากหลายขึ้นและสรรค์สร้างให้เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง

นักท่องเที่ยวที่คุ้นเคยกับงาน Cubism ของ Picasso จะทราบดีว่า Picasso มีพัฒนาการในการสร้างสรรค์งานหลายช่วงโดยแต่ละช่วงเวลา ผลงานของเขาจะมีลักษณะที่ไม่เหมือนกันขึ้นอยู่กับว่าผลงานของศิลปินคนใดที่มีอิทธิพลต่อเขามากที่สุดในช่วงเวลานั้น นักท่องเที่ยวที่ดูงาน Picasso เป็นประจำจะพบว่า The Female’s head ผลงานของ Picasso ในมิวเซียม Barardo แห่งนี้
เป็นตัวอย่างของงานในยุคแรกของเขา ในช่วงเวลานั้น เขาเพิ่งเริ่มที่จะหันเหออกจากงานศิลปะแบบมาตรฐานดั้งเดิมได้ไม่นาน เขายังคงยึดหลักการของแนวทางศิลปะเดิมๆ อยู่เป็นอันมากสังเกต
ได้จากการใช้สี และการบิดเบือน (distort) ยังมีไม่เห็นเด่นชัด

นอกจากผลงานของ Picasso แล้ว นักท่องเที่ยว ยังจะมีประสบการณ์กับผลงานของศิลปินแนวนี้อีกหลายคนทั้งนานาชาติเช่น Girl Head with Bangs by Amedeo Modigliani, Box Series by Marcel Duchamp, Women and Child by Albert Gleizes และ Balance by Francis Picabia และงานของศิลปินท้องถิ่น Through the Window by Amadeo de Souza Cardoso อย่างเต็มอิ่มอีกด้วย

แหวกฟ้าหาฝัน : Berardo Museum เมือง Lisbon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/358548

แหวกฟ้าหาฝัน : Berardo Museum เมือง Lisbon

แหวกฟ้าหาฝัน : Berardo Museum เมือง Lisbon

วันอาทิตย์ ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ด้านหน้า Exhibition Hall

นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบ Contemporary Museum ซึ่งได้มีโอกาสมาเยือนลิสบอน มิวเซียมหนึ่งที่ต้องไปเยือนให้ได้ก็คือ Berardo Museum มิวเซียมซึ่งตั้งอยู่ในย่าน Belem เขตใต้สุดของเมืองลิสบอนและตั้งอยู่บนปากแม่น้ำ Tagus นี้ ถือกำเนิดขึ้น จาก Foundation of Modern and Contemporary Art เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2006 นี่เอง มิวเซียมที่เปิดตัวครั้งแรกในวันที่ 25 มิถุนายน 2007 ตามชื่อของ Jose Berardo มหาเศรษฐี นักประติมากรรมและนักสะสมที่มั่งคั่งที่สุดคนหนึ่งของโปรตุเกสนี้ตั้งอยู่ ณ Exhibition Center of the Centro Cultural de Belém อาคารศูนย์กลางทางด้านวัฒนธรรมที่ใหญ่ที่สุดของโปรตุเกส

ทางเข้าจากถนนใหญ่

อาคารที่มีพื้นที่กว่า 140,000 ตารางเมตร นี้ถือกำเนิดขึ้นเพื่อเป็นที่อยู่ของประธานสหภาพยุโรปในปี 1992 ในการมาประชุม ณ เมืองลิสบอน แต่เนื่องจากโครงการนี้เป็นโครงการใหญ่ รัฐบาลกลางจึงเห็นควรให้จัดอาคารแห่งนี้ให้มีพื้นที่สำหรับจัดแสดงนิทรรศการและการแสดงศิลปะต่างๆ และทำการวิจัยไปในตัวด้วย โดยจัดให้มีพื้นที่ในการจัดแสดงนิทรรศการมากถึง 7 พันตารางเมตร แบบของอาคารที่ถูกสร้างขึ้นที่นักท่องเที่ยวได้เห็นในปัจจุบันเป็นผลงานของ Vittorio Gregotti และ Atelier Risco สถาปนิกชาวอิตาลีซึ่งมาจากการชนะประกวดที่มีผู้เข้าร่วมประกวดมากถึง 57 ราย

ทางเข้ามิวเซียม

Jean Francois Chougnet ผู้อำนวยการ คนแรกของมิวเซียมซึ่งเคยเป็นผู้อำนวยการของสถาบันทางด้านวัฒนธรรมและศิลปะมาแล้วหลายแห่ง เช่น Culture and Solidarity at the Regional
Council of lle-de-France, National Museum of Modern Art at the Center Pompidou Paris ได้วางนโยบายหลักเกี่ยวกับของจัดแสดงไว้ว่า มิวเซียมจะทำการจัดแสดงผลงานการเคลื่อนไหวทางด้านศิลปะของศิลปินชาวยุโรปและอเมริกันและชาวโปรตุเกสคริสต์ศตวรรษที่ 20-21 ที่ถูกนำเข้าไปประมูลกับ Christie สำนักการประมูลศิลปะที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกโดยให้ครอบคลุมแนวทางศิลปะไม่ว่าจะเป็นแนว Surrealism, Pop Art,Hyperrealism, Minimalism และ Conceptual art

Sculpture หน้ามิวเซียม

การจัดแสดงในมิวเซียมจะมีทั้งส่วนถาวรและนิทรรศการโดยโปรแกรมจะพยายามจัดให้เหมาะสม กับทุกอายุ เพศ และวัย ผลงานจัดแสดงส่วนถาวรกว่า 900 ชิ้น เป็นของศิลปินท้องถิ่นและนานาชาติกว่า 70 คน เช่น Marcel Duchamp, Pablo Picasso. Salvador Dalí, Andy Warhol, Francis Bacon, Maria Helena Vieira da Helena Silva and Helena Almeida การนำเสนอจะประกอบด้วยเนื้อหา สื่อ และเทคนิคที่มีความหลากหลายเพื่อให้ผู้ชมได้สัมผัสกับอรรถรสในการเสพศิลปะอย่างเต็มที่ ทางมิวเซียมจึงยังพยายามที่จะซื้อหางานศิลปะมาเพิ่มเติมเป็นประจำ เพื่อเป็นแรงจูงใจให้คนท้องถิ่นเยี่ยมเยือนมิวเซียมเป็นประจำและได้มีประสบการณ์แปลกใหม่อย่างสม่ำเสมอ นอกจากการจัดแสดงนิทรรศการแล้ว มิวเซียมยังมีนโยบายส่งเสริมความรู้ให้กับคนทั่วไปเฉกเช่นเดียวกันกับมิวเซียมชั้นนำทั่วทั้งยุโรปนั่นคือ อนุญาตให้นักท่องเที่ยวเข้าฟรีในทุกวันเสาร์ด้วย นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบสถาปัตยกรรมเก๋ๆ และงานแนว Contemporary Art จะได้สัมผัสกับประสบการณ์ที่ดีเยี่ยมตั้งแต่ย่างกรายเข้าสู่บริเวณมิวเซียมเลยทีเดียว

ด้านข้าง exhibtion hall

ตัวอาคาร

แหวกฟ้าหาฝัน : National Tile Museum เมือง Lisbon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/355719

แหวกฟ้าหาฝัน :  National Tile Museum  เมือง Lisbon

แหวกฟ้าหาฝัน : National Tile Museum เมือง Lisbon

วันอาทิตย์ ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบศิลปะ เมื่อไปถึงเมืองหลวงของประเทศต่างๆ ย่อมต้องอยากเยี่ยมเยือนมิวเซียม มิวเซียมหนึ่งที่พลาดไม่ได้ของลิสบอนเมืองหลวงของโปรตุเกสก็คือ มิวเซียมกระเบื้อง ทั้งนี้เพราะโปรตุเกสเป็นจักรวรรดิเก่าที่มีความรุ่งเรืองในช่วงที่ศิลปะบนกระเบื้องกำลังเฟื่องฟูที่สุดในประวัติศาสตร์ มิวเซียมกระเบื้องแห่งชาติหรือ National Azulejo Museum ที่ตั้งอยู่ใน Madre de Deus คอนแวนต์ที่ถูกสร้างขึ้นโดยพระนาง D.Leonorในปี 1509 นี้เป็นมิวเซียมที่ตั้งอยู่ห่างไกลจากใจกลางเมือง นักท่องเที่ยวที่ไม่ต้องการเดินมากคงต้องอาศัยแท็กซี่ในการเข้าถึง แต่รับรองได้ว่านักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสมาชมจะรู้สึกคุ้มค่าอย่างแน่นอน เพราะที่นี่เป็นหนึ่งในมิวเซียมที่ดีที่สุดในโลก

Azulejo มาจากคำอาหรับ Azzelijที่แปลว่าหินขัดเล็กๆ เพราะกระเบื้องดั้งเดิมนั้นมักมีขนาดเล็ก คนส่วนใหญ่คิดว่ากระเบื้องในยุโรปเอามาจากชาว Moors แท้ที่จริงแล้วชาวโปรตุเกสเอากระเบื้องมาใช้ตามแบบจีนต่างหาก แต่การใช้กระเบื้องอย่างแพร่หลายเพื่อการตกแต่งเป็นผลมาจากการที่พระเจ้า Manuel ที่ 1 แห่งสเปนเห็นกระเบื้องตกแต่งใน Granada พระองค์จึงนำมาตกแต่งพระราชวังใน Sintra เนื่องจากกระเบื้องในยุคแรกๆ นำมาจากจีนซึ่งการทำสียังไม่พัฒนา กระเบื้องส่วนใหญ่จึงมีแค่สีฟ้าบนพื้นขาว แต่ก็มีความสวยงามในระดับหนึ่ง ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นกับความสามารถของศิลปิน แต่หลังจากที่ชาวโปรตุเกสเริ่มผลิตกระเบื้องมากขึ้น พวกเขาก็พัฒนากระเบื้องให้มีสีสันและลวดลายเพิ่มขึ้นโดยเพิ่มสัตว์ คนและต้นไม้เข้าไป งานกระเบื้องในยุคแรกมักถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้ในกิจกรรมทางศาสนา และตามความต้องการของเศรษฐี เช่น เรื่องราวเกี่ยวกับนักบุญ พระแม่มารี และนิยายปรัมปราตอนต่างๆ อาทิ ตอนล่าสัตว์ เพื่อใช้ตกแต่งโบสถ์ หรือบ้านของคหบดี

มิวเซียมที่เริ่มจัดตั้งครั้งแรกในปี 1965 และเพิ่งปรับปรุงส่วนจัดแสดงใหม่ที่เรียกว่าห้อง Satos Simoes เพื่อจัดแสดงผลงานกระเบื้องระหว่างปี 1690-1730 นี้จัดแสดงผลงานโดยเรียงตามลำดับเวลา มิวเซียมแห่งนี้ผ่านการปรับเปลี่ยนหลายส่วนหลายครั้ง เช่น ส่วนทางเดิน กระเบื้องตกแต่งภายใน กรอบงานจิตรกรรม รวมทั้งห้องสวดมนต์ Saint Anthony ที่ภายในตกแต่งด้วยศิลปะยุคบาโรค และงานจิตรกรรมของ Andre Gonvalves ผลงานที่จัดแสดงเด่นๆ เป็นของ Gabriel del Barco, Oliveira Bernardes และ Willem van der Kloet ศิลปินชาวดัทช์ที่สร้างสรรค์งานเพื่อโปรตุเกสโดยเฉพาะในปี 1707

นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มักคิดว่ากระเบื้องเป็นงานศิลปะที่ใช้สำหรับตกแต่งภายใน แต่แท้ที่จริงแล้วระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 18-19ซึ่งเป็นช่วงสูงสุดของงานกระเบื้องนั้น คนทั่วไปเริ่มนำกระเบื้องมาใช้ในการตกแต่งอาคารภายนอกแล้ว ทั้งนี้เพราะพวกเขาทราบดีว่ากระเบื้องไม่เพียงปกป้องอาคารได้ดี ยังทำความสะอาดง่าย และทำให้อากาศภายในอาคารเย็นลงในฤดูร้อน อีกทั้งยังกรองเสียงจากภายนอกได้ดีด้วย แต่เมื่อประชาชนทั่วไปใช้กระเบื้องมากขึ้น ความเป็นสินค้าของชนชั้นสูงก็หมดไป ความนิยมในชนชั้นสูงก็น้อยลงส่งผลให้การผลิตกระเบื้องขาดความเป็นศิลปะไปในที่สุด

นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสมาเยือนมิวเซียมนี้จะได้ประสบการณ์ของการพัฒนาการใช้กระเบื้องในกิจกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเพื่อตกแต่งหรือในชีวิตประจำวันจากอดีตถึงปัจจุบัน อีกทั้งยังได้ดื่มด่ำกับงานเด่นที่สุดนั่นคือ กระเบื้องโบสถ์ที่หรูเลิศอลังการที่สามารถรอดพ้นแผ่นดินไหวใหญ่ในปี 1738 กระเบื้องที่ชุดนี้สามารถรอดผ่านแผ่นดินไหวในปี 1738 มาได้โดยยังคงอยู่ในสภาพเดิมซึ่งมีความยาวมากถึง 53 เมตรหลังจากที่นักท่องเที่ยวชื่นชมกระเบื้องต่างๆ จนจุใจจากมิวเซียม 2 ชั้นที่มีค่าเข้าชมเพียง 5 ยูโรแล้ว นักท่องเที่ยวยังสามารถแวะจิบกาแฟและช็อปปิ้งของที่ระลึกที่ทางออกเพื่อเก็บไว้เป็นความทรงจำให้สมกับการมาเยือนหนึ่งในมรดกโลกของลิสบอน

แหวกฟ้าหาฝัน : Lisbon เมืองหลวงตะวันตกสุดของประเทศบนภาคพื้นยุโรป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/352999

แหวกฟ้าหาฝัน : Lisbon เมืองหลวงตะวันตกสุดของประเทศบนภาคพื้นยุโรป

แหวกฟ้าหาฝัน : Lisbon เมืองหลวงตะวันตกสุดของประเทศบนภาคพื้นยุโรป

วันอาทิตย์ ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่ชอบยุโรปคงไม่มีเวลาใดที่เอนจอยกับค่าตั๋วได้เท่าปี 2018 นี้ ทั้งนี้เพราะปีนี้หลายสายการบินทั้งสายการบินตะวันออกกลาง จีน ไต้หวัน ญี่ปุ่น รวมทั้งสายการบินในกลุ่ม Star Alliance รวมทั้ง ThaiAirways ของไทย ต่างโหมกระหน่ำทำโปรโมชั่นกันอย่างไม่เกรงใจนักท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวสามารถช็อปตั๋วเครื่องบินราคาถูกถึง 18,000 เพื่อเดินทางไปยุโรป ปี 2018 จึงเป็นปีทองของการเดินทางจริงๆ ประเทศหนึ่งที่นักท่องเที่ยวเคยไปถึงได้ลำบาก เพราะไม่มีสายการบินใดบินตรงไปลงเลย และราคาตั๋วเคยแพงมาก นั่นคือ โปรตุเกส อดีตจักรวรรดิใหญ่ยุโรปตะวันตกในคริสต์ศตวรรษที่ 15-16 นักท่องเที่ยวที่ชอบประวัติศาสตร์และพอจำได้จะรำลึกได้ว่า โปรตุเกสเป็นเจ้าแห่งจักรวรรดิที่สามารถครอบครองอเมริกาใต้ แอฟริกา เอเชีย รวมถึงโอเชียเนีย ในช่วงสองคริสต์ศตวรรษนี้จึงไม่มีชาติยุโรปตะวันตกใดที่จะยิ่งใหญ่เท่าโปรตุเกส แต่หลังจากนั้น พวกเขาก็เสียแชมป์ให้กับอังกฤษหรือดินแพนที่ได้ชื่อว่าไม่มีพระอาทิตย์ตกดิน ปี 2018 นี้ การเดินทางไปลิสบอนเมืองหลวงของโปรตุเกสก็เสียค่าใช้จ่ายถูกมากเช่นกัน เพียงแต่ไม่มีเครื่องบินบินตรงเท่านั้น

Lisbon Street

เมื่อตั๋วเครื่องบินถูก สังขารพร้อม ลิสบอนจึงเป็นจุดหมายปลายทางที่ควรไปอย่างยิ่ง นักท่องเที่ยวอาจซื้อทัวร์ไปสเปนและโปรตุเกสพร้อมกันหรือเดินทางเองตรงไปโปรตุเกสโดยแวะเมืองต่างๆ ตามแต่สายการบินที่เลือกก็ได้หากนักท่องเที่ยวมีไมล์สะสมกับการบินไทยจำนวนมากจากการบินสายการบินไทยหรือ Star Alliance อย่างสม่ำเสมอ หรือได้ไมล์จากบัตรเครดิตแล้วแลกไมล์ได้ และต้องการเดินทางโดยใช้ไมล์สะสมก็สามารถแลกไมล์กับการบินไทยพร้อมกับ Star Alliance ได้โดยเพิ่มไมล์เพียงแค่ 10,000 ไมล์จากเมืองที่การบินไทยมีเครื่องลงยุโรปโดยตรงเท่านั้น ค่าใช้จ่ายในการแลกไมล์กับการบินไทยในปัจจุบันก็เสียค่าใช้จ่ายลดลงกว่าเมื่อก่อนมาก จากหมื่นปลายๆ แล้วแต่สนามบินเหลือเพียงหลักพันเท่านั้น ทั้งนี้เพราะการบินไทยไม่คิดค่าน้ำมัน คิดแต่ค่าภาษีสนามบินเท่านั้น

Leg Room

นักท่องเที่ยวที่ใช้บริการสายการบินในกลุ่ม Star Alliance อาจเลือกใช้สายการบินแห่งชาติโปรตุเกสที่ชื่อ TAP เข้าลิสบอน เนื่องจากโปรตุเกสเป็นประเทศเล็ก ไม่มั่งคั่งเทียบกับประเทศอื่นในยุโรป และมีประชากรค่อนข้างน้อยเพียงแค่ 10 ล้านคน สายการบินแห่งชาติของโปรตุเกสจึงเป็นสายการบินเล็ก เครื่องบินที่ใช้ระหว่างประเทศอื่นๆ ในยุโรปกับลิสบอนก็เป็นเครื่องขนาดเล็ก แม้จะเป็นเครื่องใหม่ แต่มีลักษณะแตกต่างจากเครื่องบินอื่นๆ ทั่วไปมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ที่นั่งไม่สามารถที่จะปรับเอนได้ ไม่มีจอทีวี. และไม่มีที่วางของด้านหน้า นักท่องเที่ยวต้องเตรียมตัวหน่อย ถ้าต้องนั่งเครื่องนานทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นกับเมืองที่ต่อเครื่อง และสภาพที่นั่งคล้ายรถเมล์เช่นนี้อาจไม่ได้รับความสะดวกสบาย อย่างไรก็ดี สนามบินแห่งชาติที่เมืองหลวงของประเทศกลับมิได้เลวร้ายเท่ากับสภาพเก้าอี้บนเครื่อง การเดินทางเข้าเมืองก็มิได้ยากเย็น นักท่องเที่ยวสามารถใช้รถสาธารณะเข้าสนามบินได้อย่างสะดวกสบายเฉกเช่นเดียวกันกับสนามบินของเมืองหลวงอื่นๆ ในยุโรป

Portugal map

ลิสบอนเมืองหลวงของโปรตุเกสที่มีนักบอลชื่อดัง คริสเตียนโน โรนัลโด ที่คนไทยชื่นชมสุดๆ นี้เป็นเมืองหลวงที่อยู่ทางทิศตะวันตกสุดของประเทศบนภาคพื้นยุโรป แม้ดั้งเดิมโปรตุเกสจะเป็นจักรวรรดิใหญ่ แต่พื้นที่ในปัจจุบันของโปรตุเกสกลับไม่ใหญ่เลยหากเทียบกับประเทศยุโรปอื่นๆ ซ้ำร้ายโปรตุเกสยังเป็นประเทศที่ไม่มั่งคั่งอีกต่างหากด้วย ทั้งนี้เป็นผลมาจากการที่พวกเขาเสียจักรวรรดิให้กับชาติยุโรปตะวันตกอื่นๆ ตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 17 อีกทั้งคนโปรตุเกสยังไม่สามารถพัฒนาอุตสาหกรรมได้เท่าเทียมกับประเทศยุโรปตะวันตกอื่นๆ จึงทำให้พวกเขากลายเป็นประเทศที่ค่อนข้างยากจน อย่างไรก็ดี ลิสบอนก็ยังเป็นเมืองหลวงที่มีความน่าสนใจ นักท่องเที่ยวที่ต้องการเดินทางไปเที่ยวเอง ต้องมีขาแข็งแรงสักหน่อย เพราะเมืองสำคัญๆ ส่วนใหญ่ของโปรตุเกสมีพื้นที่เป็นเนินเขา ทางเดินเล็ก ต้องเดินขึ้นลงเขาแทบจะตลอดเวลา นักท่องเที่ยวที่อายุยังน้อย มีเงิน มีแรง และมีเวลาจึงควรรีบไปเที่ยวเสียก่อนจะเดินไม่ไหว

Seat in TAP

Seat in TAP
เครื่องดื่มขนาด 110 ซีซีที่เสิร์ฟบนเครื่อง

เครื่องดื่มขนาด 110 ซีซีที่เสิร์ฟบนเครื่อง

แหวกฟ้าหาฝัน : ผลงานของศิลปินสมัครเล่นใน Silesian Museum เมือง Katowice

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/351604

แหวกฟ้าหาฝัน : ผลงานของศิลปินสมัครเล่นใน Silesian Museum เมือง Katowice

แหวกฟ้าหาฝัน : ผลงานของศิลปินสมัครเล่นใน Silesian Museum เมือง Katowice

วันอาทิตย์ ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

The Creation of the World by Erwin Sowka

ในมิวเซียม Silesian นอกจากจะมีผลงานของศิลปินดังชาวโปลเป็นจำนวนมากแล้ว มิวเซียมแห่งนี้ยังให้โอกาสศิลปินสมัครเล่นมากมายจนมีการจัดแสดงผลงานของศิลปินสมัครเล่นอย่างเป็นสัดส่วน การสะสมงานของศิลปินสมัครเล่นหรือ non-professional artที่เริ่มต้นขึ้นในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 นี้ไม่เพียงพิจารณาจากมุมมองทางด้านวัฒนธรรมและเอกลักษณ์เท่านั้น แต่ยังพิจารณาจากมุมมองด้านสุนทรียศาสตร์และศิลปะด้วย การจัดแสดงมีจุดมุ่งหมายที่จะเสนอผลงานของศิลปินมือสมัครเล่นตั้งแต่ยุคสงครามจวบจนปัจจุบันซึ่งไม่ได้เน้นเฉพาะแต่กับศิลปินชาว Silesian แต่ให้โอกาสในการจัดแสดงกับศิลปินโปลทั่วประเทศ

Panorama of Szopienice by Pawel Wrobel

ศิลปินที่เด่นที่สุดในมิวเซียมคงไม่พ้น Erwin Sowka ที่เกิดใน Katowice นั่นเอง เขามาจากครอบครัวของชาวเหมือง เขาจึงทำงานในเหมืองเฉกเช่นเดียวกับบิดาจนถึงอายุ 17 ปี งานจิตรกรรมชิ้นแรกของเขาที่เป็นภาพเกี่ยวกับธรรมชาติเกิดขึ้นเมื่อเขาอายุเพียงแค่ 15 ปีเท่านั้น เขามักใช้งานจิตรกรรม ถ่ายทอดประสบการณ์เกี่ยวกับเหมือง และแสดงความรู้สึก แต่งานเด่นๆ ของเขากลับเป็นภาพที่เกี่ยวเนื่องกับศาสนาทั้งตะวันออกและตะวันตกไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวจากพระคัมภีร์เก่า เช่น The Creation of the World, Temptation และเทพเจ้าต่างๆ ของอินเดีย เช่น Krishnaนักท่องเที่ยวจะเห็นว่าผลงานของ Sowkaมีความโดดเด่นทั้งในด้านจินตนาการ และการใช้สีอย่างมากจนทำให้เขาได้รับการยกย่องให้เป็นผู้นำของกลุ่มศิลปินมือสมัครเล่นที่ชื่อว่า Janowska

Krishna by Erwin Sowka

ศิลปินสมัครเล่นอีกคนที่สามารถสร้างสรรค์งานได้อย่างน่าทึ่งคือ Pawel Wrobelศิลปินที่เกิดใน Szopienice จากมารดาที่ไม่ได้แต่งงาน ความที่เขาเป็นคนยากจนเขาจึงได้เรียนหนังสือเพียงแค่ประถม 3 และเริ่มทำงานในเหมืองตั้งแต่อายุได้เพียงแค่ 10 ปีชีวิตในวัยเด็กส่วนใหญ่ของเขาจึงอยู่ในท้องทุ่ง และเหมือง แต่เนื่องจากเขามีความสามารถทางด้านวาดภาพ ทำให้เขาสามารถหาเงินได้เพิ่มขึ้นจากงานจิตรกรรมตั้งแต่ยังเล็กแม้จะไม่ได้มีโอกาสร่ำเรียนทางด้านศิลปะอย่างเป็นเรื่องเป็นราวเลยก็ตาม แม้เขาจะใช้เวลากว่าครึ่งชีวิตไปกับการเป็นคนทำงานเหมือง แต่เขากลับเป็นศิลปินที่ใช้สีสันสดใสในการสร้างสรรค์ผลงานมากกว่าความเทาของชีวิตตัวเอง

Temptation detail

เนื่องจากผลงานส่วนใหญ่ของเขาเน้นเกี่ยวกับทิวทัศน์ในเมือง หมู่บ้าน เรื่องราวของชีวิตในสังคม การแต่งงาน งานศพ ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับชีวิตประจำวันของคนทั่วไปจึงเป็นที่นิยมอย่างมาก ความที่เขาสามารถสร้างสรรค์จากเรื่องราวธรรมดาด้วยสีสันแสบตาน่าทึ่ง ผลงานของเขาจึงได้รับการจัดแสดงในมิวเซียมของโปแลนด์มากขึ้น รวมทั้งชนะการประกวดมากมายจนได้รับการยกย่องให้เป็นศิลปินระดับเดียวกันกับ Teofil Ociepka และ Erwin Sowka ความสำเร็จที่ได้รับแทนที่ชีวิตของเขาจะดีขึ้น กลับทำให้เขาย่ำแย่ลงเพราะเขาหันไปพึ่งพาแอลกอฮอล์

Panorama of Szopienice detail

นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสชมผลงานของ Wrobel จะเห็นว่าเขาเป็นคนที่มีจินตนาการสูง มีความอดทน และมีฝีไม้ลายมือที่ยอดเยี่ยมเลยทีเดียวถ้าเปรียบเทียบกับการที่เขาไม่เคยเรียนศิลปะจากที่ใดเลย ผลงานของเขาน่าเป็นแรงบันดาลใจและเป็นตัวอย่างให้กับคนทั่วไปที่รักการสร้างสรรค์ศิลปะได้ว่า ความพยายามอย่างไม่ย่อท้อ หมั่นศึกษา ก็สามารถประสบความสำเร็จได้โดยไม่ต้องเรียนจบจากโรงเรียนดังๆ หรือเข้าเรียนศิลปะอย่างเป็นทางการเลย

Temptation by Erwin Sowka

ผลงานของ Pawel Wrobel

ผลงานของ Pawel Wrobel2

ผลงานของ Pawel Wrobel3

แหวกฟ้าหาฝัน : ของจัดแสดงในมิวเซียม Silesian

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/350196

แหวกฟ้าหาฝัน :  ของจัดแสดงในมิวเซียม Silesian

แหวกฟ้าหาฝัน : ของจัดแสดงในมิวเซียม Silesian

วันอาทิตย์ ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ผลงานของ Waclaw Szymanowski

Silesian Museum เป็นมิวเซียมหลักของเมือง Katowice ของจัดแสดงส่วนใหญ่จึงมีความหลากหลายอยู่มาก ภัณฑารักษ์แบ่งการจัดแสดงเป็น งานจิตรกรรมของศิลปินชาวโปลระหว่างปี 1800-1945งานจิตรกรรมของศิลปินชาวโปลหลังปี1945 ภาพเขียนเกี่ยวเนื่องกับศาสนา งานสิ่งพิมพ์ทั้งในและต่างประเทศระหว่างปี 1800-1945 และหลังปี 1945 โปสเตอร์ที่ติดในโปแลนด์ งานหัตถกรรมภาพถ่ายและงานจิตรกรรมของศิลปินชาวโปล

ส่วนของงานจิตรกรรมของศิลปินชาวโปลระหว่างปี 1800-1945 นั้นจะจัดในส่วนของช่วงก่อนสงคราม (pre-war)ของจัดแสดงส่วนนี้เป็นผลมาจากความพยายามของ Dr.TadeuzDobrowolskiผู้อำนวยการมิวเซียมที่พยายามเก็บสะสมงานจิตรกรรมของศิลปินชาวโปลกว่าร้อยชิ้น ไม่ว่าจะเป็นของ StanislawIgnacy Witkiewicz, WladyslawPodkowinski, Aleksander Orlowskiหรือ Stanislaw Czajkowski โดยได้รับเงินทุนสนับสนุนจากกระทรวงการคลัง ของจัดแสดงชุดนี้ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในชุดที่ดีที่สุดของศิลปินชาวโปลในยุคคริสต์ศตวรรษที่ 19-20 ของประเทศ เพราะผลงานชุดนี้ครอบคลุมศิลปะแทบทุกด้านไม่ว่าจะเป็นRomanticism, Realism, Academicism, Symbolism และ Art Nouveau อีกทั้งยังมีผลงานของศิลปินยุค Impressionism ท้องถิ่นก่อนสงครามและหลังสงครามอีกต่างหากด้วย

ของจัดแสดงที่สำคัญอีกชุดหนึ่งในมิวเซียมก็คือ งานจิตรกรรมของศิลปินโปลหลังปี 1945 ที่มีมากถึง 700 ชิ้น งานชุดนี้เป็นการบันทึกถึงเหตุการณ์ต่างๆ ในช่วงเวลานั้นที่ศิลปินประสบและให้ความสนใจ ภัณฑารักษ์ได้นำงานของศิลปินดังๆ จากทั่วประเทศไม่ว่าจะเป็น Krakow, Warsaw, Wroclaw และศิลปินท้องถิ่น Silesian มารวมกันเข้าไว้ นอกจากนี้ในระหว่างปี 2009-2012 ทางมิวเซียมยังได้นำงานจิตรกรรมของศิลปินร่วมสมัย เช่น Tadeusz Kantor,Jan Lebenstein, Stanislaw Drozdz, ZbigniewLibera มาจัดแสดงด้วย

ยิ่งกว่านั้นภาพที่เกี่ยวเนื่องกับศาสนา ดั้งเดิมนั้นภาพที่เกี่ยวข้องกับศาสนาถือเป็นเรื่องผิดกฎหมายในโปแลนด์อันเนื่องมาจากโปแลนด์เป็นประเทศคอมมิวนิสต์ภายใต้อิทธิพลของรัสเซียตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สอง แต่หลังปี 1999 ภาพที่เกี่ยวเนื่องกับศาสนาไม่ว่าจะเป็นภาพเกี่ยวกับพระเยซูคริสต์ พระแม่มารี และนักบุญหลายองค์ได้รับการยกระดับให้เป็นสมบัติชาติ และส่วนหนึ่งถูกขนย้ายมายังมิวเซียม Silesian ภาพที่มีคุณค่าทางด้านประวัติศาสตร์ สังคม และวัฒนธรรมเหล่านี้ส่วนใหญ่กว่า 200 ชิ้น ถูกสร้างสรรค์ขึ้นในรัสเซียตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 18

นอกจากงานของศิลปินโปลที่มีชื่อเสียงอยู่แล้ว ในมิวเซียมแห่งนี้ยังมีส่วนจัดแสดงที่เรียกว่า Non-professional ด้วย ดั้งเดิมนั้นมิวเซียมส่วน Non-professional ที่เป็นส่วนหนึ่งของ Ethnography Department นี้ถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อจัดแสดงผลงานศิลปะที่ยากจะอธิบายว่าเป็นศิลปะแนวทางใดตามหมวดศิลปะมาตรฐานที่มีการกำหนด บางคนก็เรียกส่วนนี้ว่าผลงานของมือสมัครเล่น ใน Silesian
Museum นี้ภัณฑารักษ์ได้นำผลงานของศิลปินมือใหม่หรือมือสมัครเล่นประจำท้องถิ่นมาจัดแสดงไว้เป็นจำนวนมาก เสียดายที่มิวเซียมห้ามถ่ายรูปชื่อศิลปินสำหรับในหมวดนี้ ทำให้การศึกษาผลงานของศิลปินเหล่านี้ในอนาคตทำได้ยากลำบาก แต่เนื่องจากผลงานของศิลปินกลุ่มนี้ไม่มีกรอบที่แน่นอน นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสมาเยือนมิวเซียมและได้ดูของจัดแสดงในส่วนนี้อาจรู้สึกสนุกสนานมากกว่าการดูผลงานของศิลปินที่มีแนวทางศิลปะจำเพาะด้วยซ้ำไป

ผลงานแนว Contemporary Art

ผลงานแนว Contemporary Art
ผลงาน Contemporary Art ของศิลปินโปล

ผลงาน Contemporary Art ของศิลปินโปล
การจัดแสดงในมิวเซียม

การจัดแสดงในมิวเซียม
The Birth of Red Star by Krzysztof Michal Bednarski

The Birth of Red Star by Krzysztof Michal Bednarski

แหวกฟ้าหาฝัน : Silesian museum มิวเซียมที่ทันสมัยที่สุดของยุโรป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/348767

แหวกฟ้าหาฝัน : Silesian museum มิวเซียมที่ทันสมัยที่สุดของยุโรป

แหวกฟ้าหาฝัน : Silesian museum มิวเซียมที่ทันสมัยที่สุดของยุโรป

วันอาทิตย์ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

รูปลักษณ์อาคารภายนอก

เนื่องจากโปแลนด์เป็นสมาชิกของสหภาพยุโรป แต่ยังคงล้าหลังกว่าประเทศยุโรปตะวันตกมาก โปแลนด์จึงได้เงินช่วยเหลือจากอียูค่อนข้างมากในการนำมาปรับปรุงสาธารณูปโภคและอาคารด้านวัฒนธรรมSilesian Museum ก็เป็นมิวเซียมหนึ่งที่ได้รับเงินสนับสนุนในการปรับปรุงจำนวนมหาศาลจากอียู นักท่องเที่ยวที่มีโอกาสมา Katowice จะพบว่า Silesian Museum เป็นอาคารที่สร้างได้อย่างน่าทึ่งมาก มิวเซียมที่ก่อตั้งขึ้นครั้งแรกตั้งแต่ปี 1929 หลังจากการกบฏ Silesian ที่มีผู้อำนวยการคนแรกชื่อ Tadeusz Dobrowolski นั้น
ได้เริ่มสะสมของต่างๆไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า งานหัตถการ ภาพเขียน และงานศิลปะเกี่ยวกับศาสนา และได้เปิดตัวครั้งแรกในวันที่ 23 มกราคม 1929 และในเดือนพฤษภาคมก็ได้มีการจัดแสดงนิทรรศการครั้งแรกขึ้น

หลังจากก่อตั้งได้ 10 ปี เทศบาลเมืองก็เริ่มโครงการก่อสร้างอาคารมิวเซียมที่ทันสมัยที่สุดในยุโรปในช่วงเวลานั้นภายใต้การนำของ Karol Schayer แต่ก่อนที่มิวเซียมจะก่อสร้างเสร็จสงครามโลกครั้งที่สองก็ปะทุขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ในปี 1940 กองทัพนาซีได้ทำลายมิวเซียมนี้ลงจนหมดสิ้นและได้ย้ายของจัดแสดงไปยัง OberschlesischesLandesmuseum เมือง Bytom ใกล้ๆ เมืองKatowice หลังสงครามโลกครั้งที่สอง รัฐบาลโปแลนด์ก็มีดำริที่จะบูรณะมิวเซียมอีกครั้งโดยเริ่มในเดือนธันวาคมปี 1984 และนำของจัดแสดงมาตั้งไว้ชั่วคราวที่อาคารโรงแรมแกรนด์Dr.Lech Szaraniec ผู้อำนวยการจึงได้ปรับปรุงอาคาร 4 ชั้น ให้เป็นที่จัดแสดงของมิวเซียมและใช้มาถึงปี 1992

ในปี 1988 ของจัดแสดงที่มีค่ามากที่สุดของมิวเซียมประกอบด้วยภาพเขียนของศิลปินชาวโปลตั้งแต่ก่อนและหลังปี 1945 เช่น งานของ JozefChelmonski, ArturGrottger, Tadeusz Makowski, Jacek Malczewski, Jan Matejko, JozefMehofferและ Stanislaw Wyspiaski ที่เคยถูกย้ายไปยังเมือง Bytomได้ถูกย้ายกลับมายังมิวเซียมอีกครั้งและกลายเป็นส่วนจัดแสดงถาวรที่เรียกว่า Gallery of Polish Art 1800-1945 ต่อมาในเดือนพฤษภาคม 2004 Marshal’s office of theSlaskie Voivodeship ได้เตรียมการที่จะลงทุนสร้างอาคารมิวเซียมใหม่ และในเดือนธันวาคมก็ได้ทำข้อตกลงซื้อเหมืองเก่าเพื่อทำเป็นอาคารมิวเซียม

การออกแบบเริ่มตั้งแต่ต้นปี 2005ต่อมาในเดือนกรกฎาคมก็เริ่มมีการจัดการประกวดแนวคิดของการสร้างมิวเซียมและประกาศผู้ชนะในเดือนธันวาคม ในเดือนกันยายนปี 2006 ทางมิวเซียมได้รับเงินสนับสนุนจากอียูเพื่อสร้างมิวเซียมใหม่ และในเดือนตุลาคมปีเดียวกัน ผู้บริหารได้ประกาศประกวดแบบก่อสร้างและประกาศผู้ชนะประกวดในเดือนกรกฎาคม ปี 2007 การก่อสร้างอาคารใหม่เสร็จสิ้นในเวลา 6 ปีโดยได้มีการเปิดการแสดงครั้งแรกในเดือนมกราคมปี 2015

นักท่องเที่ยวที่มีโอกาสมาเยือนมิวเซียมบนสถานที่ตั้งที่เดิมเป็นเหมืองนี้จะทึ่งกับอัจริยภาพ ของ Riegler Riewe Architekten f สถาปนิกผู้ออกแบบจาก Austrian Studio เมือง Graz ทั้งนี้เพราะเขาสามารถที่จะปรับปรุงเหมืองให้เป็นมิวเซียมโดยนำอุปกรณ์หลายอย่างภายในเหมืองที่ยากจะเคลื่อนย้ายมาเป็นส่วนหนึ่งของตัวอาคารและของจัดแสดง ความกลมกลืนของสถาปัตยกรรมที่ดูแปลกตามาก และรู้สึกทึ่งกับแนวคิดของสถาปนิกผู้ออกแบบ ยิ่งกว่านั้นเขายังปรับส่วนที่อยู่บนดินทั้งหมดเป็นอาคารที่ทำด้วยกระจก 2 ชั้น ซึ่งชั้นนอกเป็นกระจกมีลายและเป็นห้องว่างๆ ซึ่งมองลงไปเห็นส่วนของการจัดแสดงทั้งหมดที่อยู่ใต้ดินซึ่งมีพื้นที่มากถึง 6,000 ตารางเมตร นอกจากนี้ชั้นใต้ดินยังมีส่วนของห้องประชุม 320 ที่นั่งอีกด้วย เขายังใส่ลิฟท์แก้วให้หอคอยที่สูง 40 เมตร เพื่อให้นักท่องเที่ยวใช้เป็นจุดชมวิวเมืองอีกต่างหากด้วย สถาปัตยกรรมของมิวเซียมแห่งนี้จึงสมกับเป็นมิวเซียมแห่งทศวรรษที่ 2010 จริงๆ

ทางเข้า

ทางเข้า
ภายใน Museum

ภายใน Museum
บรรยากาศแบบเหมืองเก่า

บรรยากาศแบบเหมืองเก่า
ลายบนกระจกด้านนอกอาคาร

%e0%b9%81%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b2%206.5*%20CM.%20

ลายบนกระจกด้านนอกอาคาร %e0%b9%81%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b2%206.5*%20CM.%20

ทางเข้าจากทางเดินด้าน Spodex

ทางเข้าจากทางเดินด้าน Spodex

แหวกฟ้าหาฝัน : Spodex เมือง Katowice

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/347270

แหวกฟ้าหาฝัน : Spodex เมือง Katowice

แหวกฟ้าหาฝัน : Spodex เมือง Katowice

วันอาทิตย์ ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

Spodex จากสวนบนหลังคา

Katowice เมืองทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของวอร์ซอที่ห่างจากวอร์ซอโดยรถไฟ2 ชั่วโมงกว่านี้ เป็นเมืองที่เดินทางไม่ยาก เพราะใช้รถตรงจากวอร์ซอ เพียงแต่ต้องออกจากสถานี warsaw west เท่านั้น Katowice เมืองที่มีประชากรเพียงแค่สองแสนกว่าคน และเป็นศูนย์กลางของแคว้น Silesian นี้มีประวัติยาวนานย้อนไปถึงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 18 ดั้งเดิมนั้นที่นี่เป็นเหมืองเก่าแต่เมื่อเกิดสงคราม Silesian ครั้งแรกขึ้น เมืองนี้ถูกยกให้เป็นของปรัสเซีย ครึ่งหลังของคริสต์ศตวรรษที่ 18 ช่างฝีมือและพ่อค้าชาวเยอรมัน รวมทั้งชาวยิวต่างย้ายมาตั้งถิ่นฐานเป็นจำนวนมาก ดังนั้นในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 เมืองทั้งเมืองจึงกลายสภาพจากท้องนากลายเป็นเมืองอุตสาหกรรมยิ่งกว่านั้นรัฐบาลกลางยังให้สถานีรถไฟKatowice เป็นหนึ่งในศูนย์กลางเชื่อมกับส่วนอื่นๆ ของประเทศส่งผลให้เมืองเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว

การที่ Katowice เป็นเมืองที่มีอุตสาหกรรมเหล็กกล้า เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 1 ปะทุขึ้น และเยอรมนีพ่ายแพ้ในสงครามเมืองนี้จึงถูกแบ่งแยกจากปรัสเซียกลายเป็นส่วนหนึ่งของโปแลนด์ อีกทั้งยังเป็นกลายเป็นเมืองหลวงของแคว้น Silesian อย่างไรก็ดี ในปี 1939 เยอรมันกลับมามีอำนาจอีกครั้ง รัฐบาล Wehrmarcht จึงได้ยึดเมืองจากชาวโปลให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของเยอรมันส่งผลให้เมืองนี้ยังคงเป็นที่อยู่ของชาวเยอรมันอีกเป็นจำนวนมากจวบจนสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง เมื่อพันธมิตรมาปลดปล่อยเมืองนี้จากการยึดครองของเยอรมนีในปี 1945 การที่ Katowice เป็นเมืองที่เจริญด้านอุตสาหกรรม ส่งผลให้ที่นี่เป็นศูนย์กลางทางด้านวิทยาศาสตร์ วัฒนธรรม การค้า และการขนส่งไปด้วยในที่สุด ปัจจุบันเมืองนี้ยังคงเป็นเมืองที่มีอิทธิพลสูงทางด้านเศรษฐกิจโดยเป็นเมืองที่มีอิทธิพลมากอันดับ 16 ในแง่ GDP ของสหภาพยุโรปโดยมีผลผลิตทางด้านเศรษฐกิจมากถึงปีละ 114.5พันล้านสหรัฐ อีกทั้งยังเป็นที่ตั้งของ PolishNational Radio Symphony andOrchestra และเป็นเจ้าภาพของการแข่งขัน Intel Extreme Masters อีกต่างหากด้วย

นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสมาเยือนเมืองนี้สถานที่ท่องเที่ยวแรกที่จะพบก็คือ ก่อนไปถึงสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญอื่นๆ ก็คือ Silesian Insurgents’ Monument หรืออนุสาวรีย์ที่สร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงการจลาจล 3 ครั้งของเมืองในปี 1919-21 จนทำให้เกิดการประกาศอิสรภาพของเมือง อนุสาวรีย์ที่ก่อตั้งขึ้นในปี 1967 นี้ออกแบบโดย Gustaw Zemla นักประติมากรรมและ Wojciech Zablocki สถาปนิกโดยปีกเป็นสัญลักษณ์ของการก่อการจลาจล และมีการสลักชื่อของสถานที่ที่เกิดการจลาจลขึ้นไว้ด้วย หลังจากถ่ายรูปกับอนุสาวรีย์เรียบร้อย สถานที่ท่องเที่ยวหนึ่งที่ต้องมาให้ได้ก็คือ Spodex สนามกีฬาขนาดใหญ่ประจำเมือง สนามกีฬาที่มีต้นกำเนิดมาตั้งแต่ปี 1955 นี้เดิมชื่อว่า Stalinogrod ดั้งเดิมนั้นเทศบาลเมืองต้องการสร้างสนามกีฬาไว้ชานเมือง แต่ Voivodeship National Council เห็นว่า การสร้างสนามกีฬาไว้กลางเมืองจะให้ความสะดวกกับประชาชนมากกว่าจึงได้เลือกเหมืองเก่ากลางเมืองมาทำสนามกีฬาแทน เนื่องจากสนามกีฬาแห่งนี้ถูกสร้างบนดิน และส่วนของหลังคาใช้เทคโนโลยีใหม่ในการดึงรั้งโดมให้ยึดติดกันเป็นวงกลมทำให้มีข่าวลือเรื่องการโค่นของหลังคาลงมาตลอดการก่อสร้าง เพื่อพิสูจน์ว่าสนามกีฬามีความแข็งแรง Maciej Gintowt and Maciej Krasinski สถาปนิกผู้ออกแบบและวิศวกรผู้คุมการก่อสร้างจึงได้ระดมทหารกว่า 3,500 คนมาทดสอบความแข็งแกร่ง และสามารถผ่านการทดสอบแบบฉลุย

นักท่องเที่ยงที่ได้มีโอกาสมาเยือนเมือง Katowice และได้มาเยือนสนามกีฬาที่เปิดใช้งานครั้งแรกในปี 1971 นี้จะพบว่า ที่นี่ไม่เพียงมีส่วนโดมกลางเท่านั้น ยังมีส่วนของยิม ที่เล่นสเก็ตน้ำแข็ง โรงแรม และที่จอดรถอีก 3 ลานด้วย เนื่องจากสนามกีฬาแห่งนี้จุคนได้มากถึง 11,500 คนที่นี่จึงเป็นที่จัดคอนเสิร์ตด้วย แต่หากนักท่องเที่ยวไม่มีโอกาสเข้าไปใน Spodex เนื่องจากไม่มี event ก็สามารถเดินชมทิวทัศน์รอบๆ ได้ด้วยการเดินบันไดด้านข้างที่รายล้อมด้วยสนามหญ้า และหากมีเวลาอาจแวะปิกนิกได้อีกต่างหากด้วย ความโดดเด่นของสถาปัตยกรรมและบริเวณรอบๆ นี้ จึงทำให้สนามกีฬาแห่งนี้กลายเป็นสัญลักษณ์ทางด้านวัฒนธรรมที่สำคัญอีกแห่งที่ชาวโปแลนด์ภาคภูมิใจอย่างยิ่ง

Silesian Insurgents’ Monument lateral side

Silesian Insurgents’ Monument lateral side
Silesian Insurgents’ Monument

Silesian Insurgents’ Monument
ห้างสรรพสินค้าตรงข้ามสถานีรถไฟ Katowice

ห้างสรรพสินค้าตรงข้ามสถานีรถไฟ Katowice
สวนสาธารณะข้าง Spodex

สวนสาธารณะข้าง Spodex
สถานีรถไฟ Katowice Spodex

สถานีรถไฟ Katowice Spodex
ทิวทัศน์ด้านข้าง Spodex

ทิวทัศน์ด้านข้าง Spodex
ทางไป Spodex

ทางไป Spodex

Spodex ถ่ายจาก Silesian Museum

Spodex ถ่ายจาก Silesian Museum

แหวกฟ้าหาฝัน : Panorama of the Battle of Raclawice เมือง Wroclaw

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/345746

แหวกฟ้าหาฝัน :  Panorama of the Battle of Raclawice เมือง Wroclaw

แหวกฟ้าหาฝัน : Panorama of the Battle of Raclawice เมือง Wroclaw

วันอาทิตย์ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่มีโอกาสมาเยือนโปแลนด์และได้มาเมือง Wroclaw สถานที่ท่องเที่ยวหนึ่งที่ต้องไปเยือนให้ได้ ไม่เช่นนั้นเหมือนมาไม่ถึงโปแลนด์ก็คือ Panorama of the Battle of Raclawice นักท่องเที่ยวที่อ่านหนังสือหรือหาข้อมูลมาก็อาจงงๆ ว่า สถานที่แห่งนี้คืออะไร จัดแสดงอะไร ทำไมค่าเข้าถึงได้แพงนัก สนนราคาค่าเข้าถึง 30 เหรียญ และยังต้องเข้าชมเป็นรอบๆ ด้วย การซื้อตั๋วไม่ยากแต่ต้องเข้าคิวยาวมาก หากนักท่องเที่ยวต้องการประหยัดเวลา ควรซื้อตั๋วมาก่อนทางอินเตอร์เนตเลย แต่จะพลาดรอบไม่ได้เด็ดขาด ก่อนเข้าชมคนส่วนใหญ่เห็นสถานที่แล้วอาจคิดว่ากำลังจะเข้าไปชมภาพยนตร์ 3 มิติ เพราะทั้งหน้าตาด้านหน้า หน้าต่างขายตั๋ว และรูปร่างของอาคารก็น่าจะจัดแสดงอะไรที่ทันสมัยแบบหนัง 3 หรือ 4 มิติแต่เอ ทำไมแจก audio guide เมื่อนักท่องเที่ยวผ่านส่วนตรวจตั๋ว และเดินขึ้นบันไดไปเข้าชมแล้วจะสามารถบันทึกให้ที่นี่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าประทับใจที่สุดแห่งหนึ่งในโลกก็ว่าได้

การเดินทางมาชม Panorama of the Battle จากสถานีรถไฟไม่ลำบากมาก แต่ไม่ได้ใกล้ต้องนั่งรถบัสหรือรถรางมาประมาณ15 นาที อาคารที่จัดแสดงถูกสร้างขึ้นเพื่อจัดแสดงภาพ 3 มิตินี้โดยเฉพาะนั้นเป็นอาคารทรงกลมที่มีหลังคาผ้าใบขึงตั้งอยู่บนเนินเขาเห็นแต่ไกล ส่วนภาพเขียนที่ผู้เขียนวาดโดยดูเหมือนจะให้ผู้ชมเป็นศูนย์กลางนี้เกิดขึ้นจากแนวคิดของ Jan Styka ซึ่งได้เชิญ WojciechKossak จิตรกรที่มีความสามารถในการเขียนภาพเกี่ยวกับสงครามให้เขียนเรื่องราวเกี่ยวกับสงครามเพื่อเชิดชูเกียรติชาวบ้านในการฉลองครบรอบ 100 ปี ของชัยชนะที่Raclawice ศิลปินได้เชิญ LudwikBoller,Tadeusz Popiel และศิลปินอื่นๆ อีกหลายคนมาร่วมงาน งานจิตรกรรม 3 มิติที่เริ่มต้นในเดือนกรกฎาคมปี 1893 ณ เมือง Lviv นี้สำเร็จลงในเดือนพฤษภาคมปี 1894 และเปิดให้เข้าชมครั้งแรกในวันที่ 5 มิถุนายน 1894ผลงานชิ้นนี้ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวมาที่เมือง Lviv มากถึงปีละ 75,000 คน

หลังสงครามโลกครั้งที่สองซึ่งเป็นในช่วงเวลาที่รัสเซียกำลังมีอิทธิพลเหนือโปแลนด์นั้นภาพเขียนที่มีความยาว 114 เมตร สูง 15 เมตรแต่ใช้เวลาในการวาดเพียงแค่ 9 เดือนนี้ถูกย้ายมาอยู่ ณ เมือง Wroclaw โดยถูกเก็บซ่อนไว้ให้ห้องเก็บของเนื่องจากเหตุผลทางด้านการเมืองเพราะภาพนี้แสดงให้เห็นถึงชัยชนะของชาวโปลเหนือชาวรัสเซีย ภาพที่ผู้เขียนใช้วิธีการเขียนเสมือนหนึ่งภาพ3 มิติ ไม่ว่าจะเป็นมุมมอง แสง และเครื่องไม้เครื่องมือที่นำไปติดตั้งด้านหน้าทำให้ผู้ชมสัมผัสได้ถึงความเสมือนจริงราวกับเข้าไปอยู่ในบรรยากาศนี้ปรากฏสู่สายตาสาธารณชนอีกครั้งในปี 1985 โดยผู้เข้าชมกลุ่มแรกๆ ประกอบด้วย สันตะปาปาจอห์นปอลที่สอง พระนางเจ้า Beatrix แห่งเนเธอร์แลนด์รวมทั้งนายจ้าวจื่อหยางนายกรัฐมนตรีจีน และการที่นายจ้าวจื่อหยางมาชมภาพนี้พร้อมคำบรรยายนี่เองก็สร้างแรงบันดาลใจให้เขากลับไปบัญชาให้ศิลปินจีนเขียนภาพในแนวเดียวกันเป็นเรื่องเกี่ยวกับการต่อสู้ของคอมมิวนิสต์ที่ชนะก๊กหมินตั๋งแห่งไต้หวันในปี 1948 ด้วยขนาดที่ใหญ่กว่า

นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสมาเยี่ยมเยือนสถานที่ท่องเที่ยวแห่งนี้จะไม่เพียงรู้สึกเหมือนได้เข้าไปดูภาพยนตร์ แต่ยังสามารถสัมผัสได้ถึงอัจฉริยภาพของจิตรกร ความตั้งใจและความอลังการที่ประทับใจไม่รู้ลืมสมกับเป็นหนึ่งในสถานที่ ท่องเที่ยวที่ดีที่สุดในโลกเลยทีเดียว