แหวกฟ้าหาฝัน : มหาวิทยาลัยสวยที่สุดในโลก University of Wroclaw

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/344213

แหวกฟ้าหาฝัน :  มหาวิทยาลัยสวยที่สุดในโลก University of Wroclaw

แหวกฟ้าหาฝัน : มหาวิทยาลัยสวยที่สุดในโลก University of Wroclaw

วันอาทิตย์ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่มาโปแลนด์และต้องการมาเมือง Wroclaw ก็เพราะต้องการมาเยือนสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญที่สุดของเมืองนั่นคือ มหาวิทยาลัยแห่งเมือง Wroclaw มหาวิทยาลัยที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 3 ศตวรรษแห่งนี้เป็นสถานศึกษาที่มีชื่อเสียงมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลกเพราะที่นี่ผลิตผู้ชนะรางวัลโนเบลในสาขาต่างๆ มากถึง 9 คน มหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ที่สุดของภูมิภาคแห่งนี้มีนักศึกษาระดับปริญญาตรีมากถึง 26,000 คนและระดับปริญญาเอกมากถึง 1,400 คนทุกปีที่นี่จะผลิตบัณฑิตเข้าสู่ตลาดมากถึงปีละ 8 พันคน จาก 10 สาขาวิชา โดยมีการเรียนการสอนทั้งภาษาโปแลนด์และภาษาอังกฤษ นอกจากนี้ที่นี่ยังมีความร่วมมือกับนานาชาติโดยเฉพาะกับมหาวิทยาลัยในภาคพื้นยุโรปอื่นๆเพื่อผลิตบัณฑิตและมหาบัณฑิต ยิ่งกว่านั้นมหาวิทยาลัยแห่งนี้ยังมีชื่อเสียงทางด้านการวิจัยโดยมีการนำเสนอผลงานทางด้านวิทยาศาสตร์ในวารสารต่างๆ ปีละหลายพันเรื่อง ในโครงการวิจัยกว่าปีละ 280 ชิ้น งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยสามารถนำสู่นวัตกรรมและการจดสิทธิบัตรมากมายในแต่ละปีอันเป็นผลมาจากความร่วมมือกับนักวิชาการนานาชาติกว่า 400 คน จากทุกมุมโลก

มหาวิทยาลัย Wroclaw ที่เดิมมีชื่อในภาษาเยอรมันว่า Universitat Breslau และภาษาละตินว่า Universitas Wratislaviensis นี้เมื่อแรกกำเนิดถูกจัดตั้งขึ้นจากมูลนิธิในวันที่ 20 กรกฎาคม 1505 โดยพระเจ้า Vladislausที่สองแห่งโบฮีเมีย แต่ความปรารถนาของพระองค์กลับไม่ได้รับการตอบสนอง เพราะโป๊ปจูเลียสที่สอง ปฏิเสธไม่ให้ตั้งสถาบันการศึกษาขึ้นด้วยเหตุผลทางด้านการเมือง อีกทั้งยังถูกต่อต้านจากสถาบันการศึกษาในเมือง Krakow ที่อยู่ไม่ไกลกันนัก การจัดตั้งอาคารสถานศึกษาขึ้นสำเร็จครั้งแรกหลังจากนั้นอีก 200 ปี ในวันที่ 1 ตุลาคมปี 1702 โดยบัญชาของพระเจ้า Leopold ที่หนึ่งแห่งออสเตรีย กษัตริย์แห่งราชวงศ์ฮังการีโบฮีเมียและมีผู้บริหารคนแรกชื่อ Johannes Adrian von Plencken ส่วนภาควิชาที่ถูกก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 1638 ได้ถูกเปลี่ยนไปเป็น Jesuit School เนื่องจากมหาวิทยาลัยแห่งนี้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญของการปฏิรูป Silesia หลังจากดินแดนแห่งนี้ถูกเปลี่ยนมือเป็นของปรัสเซียที่นี่ก็กลายเป็นสถานศึกษาเกี่ยวกับศาสนาของอาณาจักรปรัสเซีย

หลังจากที่ปรัสเซียพ่ายแพ้ต่อนโปเลียนปรัสเซียจำเป็นต้องปรับสถานะของประเทศใหม่มหาวิทยาลัยแห่งนี้ก็ต้องเปลี่ยนชื่อใหม่แต่เมื่อเยอรมนีถูกปกครองโดยกองทัพนาซี มหาวิทยาลัยก็ต้องปรับตัวใหญ่อีกครั้งตามอิทธิพลของหลักการนาซี นักศึกษาที่พูดภาษาโปลจะถูกลงโทษโดยทหารนาซี และในปี 1939 นักศึกษาโปลก็ถูกไล่ออกจากมหาวิทยาลัยหลังสงครามโลกครั้งที่สอง กองทัพเยอรมันพ่ายแพ้ให้กับกองทัพรัสเซีย ทหารแดงรัสเซียก็เข้ายึดเมืองและขับไล่ชาวเยอรมันออกจากเมือง และยกให้ Wroclawเป็นส่วนหนึ่งของสาธารณรัฐโปแลนด์ รัฐบาลรัสเซียปรับเขตแดนโปแลนด์ใหม่ ให้ Universityof Lwow และห้องสมุดมาอยู่ที่ Wroclaw รวมทั้งสั่งย้ายทั้งคนและข้าวของมาเป็นของมหาวิทยาลัย Wroclaw ด้วย ทั้งนี้เพราะ Lwow ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพโซเวียต นักการศึกษาชาวโปลชุดแรกที่เข้ามายังมหาวิทยาลัยในพฤษภาคม 1945 ได้เข้ามาปรับปรุงอาคารใหม่จากซากที่ถูกทำลายไปถึง 70% ในวันที่ 24 สิงหาคม 1945 รัฐบาลเมืองได้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยขึ้นใหม่โดยใช้ชื่อว่า University of Wroclaw ส่วนคณาจารย์ชุดแรกที่เข้ามาปรับปรุงอาคารมี Alois Alzheimer ที่นามสกุลของเขาถูกนำมาใช้เป็นชื่อโรครวมอยู่ด้วย

เนื่องจากอาคารของมหาวิทยาลัยมีความสวยงามแตกต่างจากมหาวิทยาลัยทั่วไป ทางมหาวิทยาลัยจึงเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชม โดยนักท่องเที่ยวต้องซื้อตั๋วอย่างน้อย2 ส่วนเพื่อได้รับอนุญาตเข้าชมห้องของมหาวิทยาลัย 3-4 ห้อง ส่วนไฮไลท์ก็คือ Aula Leopoldina หรือโถงพิธีการที่ตกแต่งด้วยเทวดาและพู่ระย้าสไตล์บาโรคที่หรูหราวิจิตรตระการตา งานจิตรกรรมบนหลังคาเป็นภาพ God’s wisdom ภาพเหมือนที่ประดับผนังเป็นภาพผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัย ส่วนระเบียงชั้นบนที่เรียกว่า MathematicalTower นั้นยังเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้มองเห็นวิวส่วนเมืองเก่าและแม่น้ำ Odra อีกต่างหากด้วย นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสเยือนมหาวิทยาลัยแห่งนี้รับรองได้ว่าจะตื่นตาตื่นใจกับความอลังการของอาคารจนรู้สึกอิจฉานักศึกษาของที่นี่ที่เสมือนหนึ่งเรียนอยู่ในวังเลยทีเดียว

แหวกฟ้าหาฝัน : ชมประติมากรรมเลื่องชื่อเมือง Wroclaw

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/342655

แหวกฟ้าหาฝัน :  ชมประติมากรรมเลื่องชื่อเมือง Wroclaw

แหวกฟ้าหาฝัน : ชมประติมากรรมเลื่องชื่อเมือง Wroclaw

วันอาทิตย์ ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสมาโปแลนด์ เมืองหนึ่งที่ทัวร์นิยมจัดไปก็คือ เมือง Wroclaw ทั้งนี้เพราะเมืองชื่ออ่านยากนี้เป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งในโลก การเดินทางไปเมืองนี้
จากกรุงวอร์ซอ Krakow ไม่ยาก แต่ใช้เวลาค่อนข้างนานนั่นคือ สามารถนั่งรถไฟตรงจากสถานี Warsaw West หรือสถานีรถไฟเมือง Krakow ก็มาถึงเมืองเลยแต่ใช้เวลาเดินทางนานถึง 3 ชั่วโมงกว่าพอๆ กัน นักท่องเที่ยวที่พอมีเวลาและอยากแวะเมืองนี้จึงควรนั่งรถวนเป็นวงกลมจาก Warsaw มา Wroclaw แล้วไปเข้า Krakow ก่อนกลับ Warsaw เพื่อนั่งเครื่องกลับกรุงเทพฯ เลยจะง่ายที่สุด

เมืองใหญ่ที่สุดทางทิศตะวันตกของโปแลนด์และใหญ่อันดับสี่ของประเทศนี้ตั้งอยู่บนแม่น้ำ Oder ดั้งเดิมนั้นเมืองนี้เป็นเมืองหลวงของแคว้น Silesia แต่ปัจจุบันเป็นเมืองหลวงของแคว้นLower Silesian Voivodeship เมืองที่มีประวัติศาสตร์ย้อนไปตั้งแต่ปี 1175 และเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิโปแลนด์ โบฮีเมีย ฮังการี ราชวัง Habsburgปรัสเซีย และเยอรมนีกลายเป็นส่วนหนึ่งของโปแลนด์ในปี 1945

เมืองที่มีความหลากหลายทางด้านวัฒนธรรมนี้เป็นชุมชนที่มีความเติบโตของนักศึกษาค่อนข้างมาก ทั้งนี้เพราะมหาวิทยาลัยประจำเมืองผลิตผู้ชนะรางวัลโนเบลมากถึง 9 คนจึงทำให้มหาวิทยาลัยประจำเมืองมีนักศึกษามากถึง 130,000 ส่งผลให้เมือง Wroclaw เป็นเมืองที่มีเด็กมากที่สุดของประเทศ อีกทั้งยังทำให้ที่นี่กลายเป็นศูนย์กลางทั้งทางด้านเศรษฐกิจ การค้า การศึกษาและวัฒนธรรมที่สำคัญของประเทศจนส่งผลให้ Wroclaw เป็นเมืองที่มีคุณภาพดีติด 100 อันดับแรกของโลก

นอกจากมหาวิทยาลัยแล้ว สถานที่ท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวให้ความสนใจอีกแห่งก็คือ The Anonymous Pedestriansหรืองานประติมากรรมคนเดินถนนที่อยู่ตรงสี่แยกใกล้กับสถานีรถไฟ งานประติมากรรมจากทองแดงซึ่งเป็นผลงานของ Jerzy Kalina ซึ่งเคยอยู่ในกรุงวอร์ซอในปี 1977 นี้ ดั้งเดิมเป็นปูนปาสเตอร์และถูกย้ายมาอยู่ใน Wroclaw National Museum นาน 28 ปี ก่อนจะถูกแกะสลักด้วยทองแดงและนำมาจัดแสดงไว้ที่สี่แยกในตำแหน่งที่ตั้งปัจจุบันเพื่อเป็นการรำลึกถึงครบรอบ 24 ปีของการประกาศกฎอัยการศึกอันเนื่องมาจากงานศิลปะนี้สะท้อนถึงการทำงานใต้ดินหรือองค์กรใต้ดินอันนำมาซึ่งการประกาศกฎอัยการศึกในครั้งนั้นนั่นเอง

งานประติมากรรมที่ประกอบด้วยคนหลายคนที่เดินลงไปใต้ดินและผุดขึ้นมาใหม่ทั้งสองฝั่งของสี่แยกนั้นถูกจัดแสดง ณ สี่แยกนี้ครั้งแรกในปี 2005 โดยที่ศิลปินไม่ได้เปลี่ยนแปลงเรื่องราวจากครั้งเก่าก่อน ตัวละครจึงยังใส่ชุดเหมือนในยุคปี 1970 งานประติมากรรมชุดนี้ถูกกล่าวถึงในระดับโลกในปี 2011 เพราะนิตยสาร Newsweek ยกย่องให้สถานที่แห่งนี้เป็นหนึ่งในสถานที่ที่สวยที่สุดในโปแลนด์ และนิตยสาร AmericanBudget Travel ก็ยกย่องให้เป็นสถานที่ที่น่าจดจำที่สุดแห่งหนึ่งของโลกยิ่งกว่านั้นด้วยงานประติมากรรมชิ้นนี้นี่เองที่ทำให้เมืองนี้ได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในเมืองที่มีความสร้างสรรค์ที่สุดจากเว็บ boredpanda.com และวารสารสถาปัตยกรรม Arch2O ก็กล่าวถึงผลงานชิ้นนี้เพียงชิ้นเดียวของโปแลนด์ นักท่องเที่ยวที่มาถึงเมืองนี้จึงไม่ควรพลาดที่จะมาชมงานประติมากรรมที่ได้รับการยกย่องและรางวัลมากมายชิ้นนี้

แหวกฟ้าหาฝัน : Exhibition ใน Lublin Museum

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/341213

แหวกฟ้าหาฝัน :  Exhibition ใน Lublin Museum

แหวกฟ้าหาฝัน : Exhibition ใน Lublin Museum

วันอาทิตย์ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

หลุมศพสุนัข

โดยทั่วไปมิวเซียมไม่เพียงมีของจัดแสดงแบบถาวรเท่านั้น ยังมักจัดนิทรรศการเพื่อเพิ่มพูนความรู้ให้กับคนท้องถิ่น และดึงดูดนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นด้วย Lublin Museum ซึ่งเป็นมิวเซียมประจำเมืองก็เช่นกัน Exhibition ในมิวเซียมเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นในบริเวณเมืองย้อนไป 3 หมื่นปีก่อนคริสตกาล ของจัดแสดงจึงมีความน่าสนใจเพราะมันบอกถึงความยาวนานของวัฒนธรรมที่ไม่น่าเชื่อว่าจะยังสามารถศึกษาย้อนกลับไปได้ถึงขนาดนั้น เช่น ตัวอย่างที่อยู่อาศัยจำลองขนาดเท่าของจริงของชาว Aurignacian ที่อาศัยอยู่ใน Gora Putawska เมื่อ 3 หมื่นปีก่อนคริสตกาล เนื่องจากคนยุคนั้นไม่มีความรู้ในการก่อสร้างเลย ที่อยู่อาศัยของพวกเขาจึงอาศัยพื้นดินเป็นพื้นไปเลย แต่ก็ยังมีใช้ไม้และหนังสัตว์ในการกั้นห้องเพื่อป้องกัน ความหนาวเย็น การที่พวกเขายังชีพด้วยการล่าสัตว์ทำให้ที่อยู่อาศัยไม่ได้สร้างแบบถาวร และเนื่องจากเขาย้ายบ้านบ่อยพวกเขาจึงเก็บกระดูกของสัตว์ที่ถูกล่ามาได้มาไว้ในบ้านอยู่เป็นจำนวนมากด้วย

กระท่อมจำลองขนาด 1 : 10 จาก Lublin-Czwartek อันเป็นที่อยู่อาศัยในกลุ่มสลาฟรุ่นแรกตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 7 กระท่อมขนาด 14 ตารางเมตรนี้ มีผนังที่ทำจากไม้ไผ่ที่ฝังเสาไว้ในดิน กระท่อมที่เรียกว่าSemi-sub-terranean นี้ มีหลังคาทำจากหญ้าและฟาง ภายในมีเตาผิงที่ใช้หินเป็นสิ่งให้ความอบอุ่นตั้งอยู่ทางทิศเหนือของบ้าน

ไม่เพียงมีตัวอย่างที่อยู่อาศัย มิวเซียมยังมีตัวอย่างหลุมฝังศพหลากหลาย แบบด้วย เช่น ขนาด 1 : 10 ที่ค้นพบณ Stawinek หลุมฝังศพแต่ละหลุมจะมีขนาดค่อนใหญ่ยาว 10×3 เมตร เพราะใช้ฝัง 3 คน รวมกันแต่มีการกั้นเป็นสัดส่วนของแต่ละคน และมีการฝังเหยือก ถ้วย กรวย ขวาน และใบมีดไว้ อันบ่งบอกถึงความเชื่อของคนแถวนี้ในเรื่องชีวิตหลังความตาย และการเกิดใหม่นั่นเอง สุสานใน RaciborowiceKolonia ยุคทองแดงตอนต้นของชาว Strzyzow ขนาด 1 : 30 ตัวอย่างที่นำมาจัดแสดงเป็น 1 ใน 27 สุสานที่ขุดพบในทศวรรษที่ 1950 โดยสุสานเหล่านี้เริ่มมีพัฒนาการที่เพิ่มขึ้นเพราะมีอาคารด้านบนเหนือสุสานด้วย อาคารเหล่านี้มักเกี่ยวเนื่องกับความเชื่อหรือสิ่งที่คนตายให้ความนับถือ ส่วนหลุมฝังศพของกลุ่ม Maslomeczที่นำมาจัดแสดงในมิวเซียมนี้เป็นส่วนหนึ่งของหลุมที่ขุดพบขนาด 1 : 1 จากจำนวน 536 หลุม ที่ขุดพบ หลุมฝังศพยุค 300 ปี ก่อนคริสตกาลของหญิงสาวนี้มีความลึกค่อนข้างมาก ภายในบรรจุข้าวของเครื่องใช้และโลงที่ทำจากไม้โอ๊ค นักโบราณคดียังพบว่าหลุมอื่นๆ อาจมีการฝังชาย-หญิงที่คาดว่าเป็นสามี-ภรรยา รวมกันด้วย

นอกจากหลุมฝังที่เป็นกิจจะลักษณะอย่างเป็นทางการแล้ว มิวเซียมยังมีการจัดแสดงโพรงขนาดเท่าของจริงที่มีการนำศพของชาวบ้านมาบรรจุไว้รวมกันโดยยังคงมีซากของไม้ไผ่ซึ่งถูกเผาแล้ว ที่ใช้ในพิธีการเผาศพบรรจุอยู่ในโพรงเดียวกันด้วย

นอกจากหลุมฝังศพของคนแล้ว ที่นี่ยังมีการจัดแสดงหลุมฝังศพของสุนัขด้วย ตัวอย่างหลุมฝังศพสุนัขที่ขุดพบจากบริเวณ StrzyzowHrubieszow ของยุคทองแดงตอนต้นขนาดเท่าของจริงนี้ ไม่เพียงมีกระดูกสุนัขฝังอยู่ ยังมีภาชนะใส่ของเหลวบรรจุในหลุมด้วยอันแสดงให้เห็นถึงวัฒนธรรมของชาวบ้านในยุคนั้นว่า สุนัขเป็นสัตว์ที่พวกเขาให้การยกย่อง นักท่องเที่ยวที่มีโอกาสเยือนมิวเซียมและได้ดูนิทรรศการจะได้รับความรู้เกี่ยวกับชีวิตหลังความตายของชนพื้นเมืองในยุคโบราณคงคิดเหมือนๆ กันว่ามนุษย์ไม่ว่าจะยุคสมัยไหน อยู่ ณ แห่งหนตำบลใดล้วนเชื่อในเรื่องชีวิตหลังความตายทั้งนั้น

ธนูในการล่าสัตว์

ธนูในการล่าสัตว์
หลุมฝังศพ Stawinek

หลุมฝังศพ Stawinek
แบบจำลองหลุมฝังศพยุคหิน

แบบจำลองหลุมฝังศพยุคหิน
แบบจำลองชีวิตความเป็นอยู่

แบบจำลองชีวิตความเป็นอยู่
แบบจำลองการขุดหลุม

แบบจำลองการขุดหลุม
บ้านชาวสลาฟ Lublin-Czwartek

บ้านชาวสลาฟ Lublin-Czwartek

เต็นท์นักล่าสัตว์

เต็นท์นักล่าสัตว์
เครื่องมือล่าสัตว์

เครื่องมือล่าสัตว์
เครื่องประดับอำพันในหลุมฝังศพ

เครื่องประดับอำพันในหลุมฝังศพ

แหวกฟ้าหาฝัน : Lublin Museum

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/339810

แหวกฟ้าหาฝัน :  Lublin Museum

แหวกฟ้าหาฝัน : Lublin Museum

วันอาทิตย์ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

Rumors by Adam Pawlin

นักท่องเที่ยวที่มาดู Lublin Castleไม่เพียงจะได้ดูอาคารและเรียนรู้ประวัติศาสตร์ของปราสาทแล้ว ที่นี่ยังเป็นมิวเซียมประจำเมืองด้วย Lublin Museum เป็นหนึ่งในมิวเซียมที่เก่าแก่ที่สุดของโปแลนด์ตะวันออกโดยก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1906 แล้วผู้ที่ดำริที่จะก่อตั้งมิวเซียมแห่งนี้คือHieronimLopacinski อาจารย์มัธยมนักประวัติศาสตร์ นักมานุษยวิทยาที่ให้ความสนใจเกี่ยวกับประวัติศาสตร์อย่างมาก ในช่วงแรก เขาพยายามที่จะจัดนิทรรศการถึง 2 ครั้งในปี 1901 ซึ่งครั้งแรกเขาจัดนิทรรศการโดยมีของจัดแสดงเกี่ยวกับภาพเขียน ภาพร่าง งานตกแต่ง เหรียญ แผนที่ อาวุธถึงกว่า4 พันชิ้น ครั้งที่สองเขาก็จัดนิทรรศการเกี่ยวกับอุตสาหกรรมและการเกษตรของเมืองแล้วจึงคิดถึงการจัดตั้งมิวเซียมในเวลาต่อมา

มิวเซียมที่เก่าแก่ที่สุดของโปแลนด์ตะวันออกนี้มีของจัดแสดงเกี่ยวกับมานุษยวิทยาประกอบด้วยงานประติมากรรม จิตรกรรมพื้นเมือง และเรื่องราวเกี่ยวกับศาสนาของศิลปินนานาชาติ เช่น รูปจำลอง Christ the Sorrowful, Portrait of King Stanislaw August in Coronation robes โดย Bacciarelli ศิลปินชาวอิตาเลียนแห่งยุคปลายบาโรคและนีโอคลาสิก, Pilate washing his hands โดย Henrickter Brugghenศิลปินชาวดัตช์ยุคทองของฮอลแลนด์ เขาเป็นสมาชิกก่อตั้งของกลุ่มที่ชื่นชอบงานของ Caravaggio หรือกลุ่มที่เรียกว่า UtrechtCaravaggist และงานจิตรกรรมของศิลปินโปแลนด์ในคริสต์ศตวรรษที่ 18-20 เช่นBringing Hay in โดย Aleksander Kotsis จิตรกรชาวโปล ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ที่เขียนภาพได้หลากหลายแนว แต่เน้นการผสมผสานระหว่างภาพแนว Realistic และ Romantic เป็นส่วนใหญ่ Landscape โดยJozef Chelmonski ศิลปินชาวโปล ปลายยุคโรแมนติก April โดย BazyliAlbiczuk ศิลปินชาวโปล ที่มีความสามารถมากแห่งต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 เขาเป็นศิลปินที่แปลกเพราะไม่เคยเรียนเขียนภาพจากที่ไหนเลยแต่อาศัยการศึกษาด้วยตัวเอง เขาเน้นเขียนภาพทิวทัศน์โดยภาพเขียนของเขามีจุดเด่นที่การใช้สีที่สดใสและมีรายละเอียดมาก Autumn Fogs และ Rumors โดย Adam Pawlin

มิวเซียมที่ได้ชื่อว่ามีของสะสมมากที่สุดแห่งหนึ่งของโปแลนด์นี้ ไม่เพียงจัดแสดงของสะสมทางด้านประติมากรรมและจิตกรรมเท่านั้น ยังมีการจัดแสดงเกี่ยวกับโบราณคดีมากถึงพันกว่าชิ้นโดยบางชิ้นย้อนหลังไปถึง 3,700 ปี อาวุธที่ออกแบบโดยนักรบยุโรปตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 17 อำพันที่มาจาก Bassonia ของตกแต่ง เช่น เฟอร์นิเจอร์ เครื่องเงินจากเมือง Lublin ในคริสต์ศตวรรษที่ 17-18 เครื่องกระเบื้องจากจีนพัด เข็มขัด ยิ่งกว่านั้นที่นี่ยังเป็นที่จัดแสดงงานศิลปะแขนงต่างๆ ของศิลปินท้องถิ่น Lublinเหรียญ และงานโลหะที่ถือกำเนิดขึ้นจากชาวโปลในคริสต์ศตวรรษที่ 10-20 ซึ่งของจัดแสดงชุดนี้ถือเป็นชุดที่มีจำนวนมากที่สุดในมิวเซียมทั้งหมดของโปแลนด์เลยทีเดียว

April by Bazyli Albiczuk

April by Bazyli Albiczuk
พัด

พัด
จัดสัมมนาชั่วคราว

จัดสัมมนาชั่วคราว
งานประติมากรรม

งานประติมากรรม
งานจิตรกรรม

งานจิตรกรรม
เครื่องกระเบื้องจากจีน

เครื่องกระเบื้องจากจีน
การจัดแสดงในมิวเซียม

การจัดแสดงในมิวเซียม
Bringing Hay in by Aleksander Kotsis

Bringing Hay in by Aleksander Kotsis
Autumn Fogs by Adam Pawlin

Autumn Fogs by Adam Pawlin

แหวกฟ้าหาฝัน : Lublin Castle

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/338395

แหวกฟ้าหาฝัน :  Lublin Castle

แหวกฟ้าหาฝัน : Lublin Castle

วันอาทิตย์ ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

Lublin Castle front

ไม่เพียงนักท่องเที่ยวที่มาเมือง Lublin จะสามารถเยี่ยมเยือน Open Air Museum แล้ว เมืองนี้ยังมี Castle หรือปราสาทให้เยี่ยมเยือนด้วย ประสาทของท่านดุ๊ก Casimir ที่สองนี้เป็นปราสาทที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของโปแลนด์ ปราสาทที่ก่อตั้งขึ้นครั้งแรกตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 12 บนเขานี้ ดั้งเดิมนั้นส่วนของปราสาทสร้างจากไม้ แต่ในคริสต์ศตวรรษที่ 13 เจ้าของได้ปรับปรุงโดยใช้หินมาก่อสร้างโดยส่วนต่อเติมที่สร้างด้วยศิลปะแบบ Romanesque ที่สูงที่สุดซึ่งยังคงอยู่จนถึงปัจจุบัน ต่อมาในคริสต์ศตวรรษที่ 14 Casimir the Great ได้สร้างอาคารและกำแพงหินล้อมรอบตัวตึก รวมทั้งได้เพิ่มส่วนของโบสถ์สไตล์โกธิคที่มี Chapel of the HolyTrinity ขึ้นด้วยเพื่อไว้สวดมนต์ การตกแต่งภายในหอสวดมนต์ด้วยภาพปูนเปียกโดยRuthenian Master Anderj ซึ่งมีเอกลักษณ์พิเศษที่เกิดจากการผสมผสานระหว่างศิลปะตะวันตกและออกโธดอกซ์ที่ไม่เหมือนใครเกิดขึ้นในทศวรรษแรกของคริสต์ศตวรรษที่ 15 โดยคำบัญชาของพระเจ้า Wladyslaw ที่สองภาพเขียนนี้ยังคงอยู่จนถึงปัจจุบันเช่นกัน

ในช่วงราชวงศ์ Jagiellon ปราสาทแห่งนี้รุ่งเรืองมาก และเป็นที่พำนักสำคัญของราชวงศ์ตลอดมาจึงได้มีการต่อเติมขยายออกไปอีกโดยนำเข้าศิลปินจากเมือง Krakow มาปรับปรุง ยิ่งกว่านั้นที่นี่ยังเคยเป็นสถานที่เซ็นสัญญา Union of Lublin และสัญญาการก่อตั้งPolish-Lithuanian Commonwealth ด้วยหลังสงครามในคริสต์ศตวรรษที่ 17 ส่วนของปราสาทได้ถูกทำลายลงคงเหลือแต่ส่วนที่เก่าแก่ที่สุดนั่นคือ หอสวดมนต์ที่รอดพ้นจากสงครามมาได้ หลังจาก Lublin ตกอยู่ในกำมือของรัสเซียและการแบ่งแยกดินแดนภายใต้เงื่อนไข Congress of Vienna ในปี 1815 รัฐบาลกลางโปแลนด์โดย Stanislaw Staszic จึงมีดำริให้ Stanislaw Stompfปรับปรุงปราสาทขึ้นใหม่ระหว่างปี 1826-28 โดยสถาปนิกได้เลือกแนวทางศิลปะแบบ EnglishNeogothic ซึ่งแตกต่างจากอาคารเดิมอย่างคนละขั้ว ทั้งนี้เพราะรัฐบาลต้องการให้ที่นี่ใช้เป็นคุกแทนที่จะเป็นปราสาทหรือที่ทำการรัฐ อย่างไรก็ดีรัฐบาลยังคงบัญชาให้สถาปนิกเก็บรักษาส่วนของหอสวดมนต์ไว้

นับจากการปรับปรุงครั้งนั้นปราสาทก็ใช้เป็นคุกอยู่นานถึง 128 ปี จวบจนกระทั่งปี 1954 โดยในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองระหว่างปี 1939-44 นั้น ปราสาทคุมขังนักโทษชาวโปลและยิวมากถึง 8 หมื่นคน ก่อนสงครามโลกสิ้นสุดลง กองทัพนาซีก็จัดการสังหารหมู่ผู้ต่อต้านเยอรมันชาวโปลทั้งหมด รวมทั้งชาวยิวจนเหลือนักโทษเพียงแค่ 300 คนเท่านั้น หลังสงครามโลกสิ้นสุดลง รัสเซียซึ่งกำลังมีอิทธิพลต่อรัฐบาลและรัฐบาลโปลก็ยังคงใช้สถานที่แห่งนี้เป็นคุกต่อไปอีกนับสิบปีโดยคุมขังนักโทษที่ต่อต้านรัสเซียมากถึง 35,000 คนและในครั้งนั้นรัฐบาลได้สังหารผู้ต่อต้านหัวรุนแรงที่อยู่ในคุกนี้ไปถึง 333 คน หลังปี 1954รัฐบาลได้ยกเลิกการใช้ปราสาทแห่งนี้เป็นคุกและทำการปรับปรุงทัศนียภาพใหม่ และในปี 1957 ก็จัดตั้ง Lublin Museum ขึ้นแทน

City view from Lublin Castle

City view from Lublin Castle
Lublin Castle outside

Lublin Castle outside
inside chapel

inside chapel
fresco inside chapel

fresco inside chapel
Building Across Lublin Castle

Building Across Lublin Castle
Chapel

Chapel

แหวกฟ้าหาฝัน : Open Air Museum เมือง Lublin

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/336994

แหวกฟ้าหาฝัน :  Open Air Museum เมือง Lublin

แหวกฟ้าหาฝัน : Open Air Museum เมือง Lublin

วันอาทิตย์ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ของจัดแสดงส่วนเครื่องมือทำมาหากินในมิวเซียม

นักท่องเที่ยวที่มีโอกาสมาเยือนโปแลนด์ และชื่นชอบ open air museum เมืองหนึ่งที่ควรไปเยือนให้ได้คือ Lublin เมืองที่อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ห่างจากกรุงวอร์ซอร์ 170 กิโลเมตร หรือโดยทางรถไฟ 2 ชั่วโมงกว่านี้เป็นเมืองที่ใหญ่เป็นอันดับเก้าของประเทศ ใหญ่เป็นอันดับสองของ Lesser Poland และใหญ่ที่สุดทางทิศตะวันออกของแม่น้ำ Vistula เมืองที่มีประวัติศาสตร์ย้อนไปตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 6 นี้ เป็นเมืองที่เคยมีความสำคัญทางด้านประวัติศาสตร์โดยเฉพาะกับLithuania ทั้งนี้เพราะที่นี่เป็นศูนย์กลางของการค้าขายระหว่าง Vilnius และ Krakow ชาวเมืองจึงได้สิทธิพิเศษในการทำการค้ากับ Lituaniaต่อมาในปี 1569 รัฐบาลเมืองจึงได้ทำข้อตกลงระหว่างโปแลนด์และ Grand Duchy of Lithuaniaจนถือกำเนิด Polish-Lithuanian Commonwealth ขึ้น และยังสถาปนาศาลขึ้นที่นี่ด้วย

การที่เมืองLublin เป็นศูนย์กลางของการค้าจึงทำให้ที่นี่เป็นแหล่งพำนักใหญ่ของนักประพันธ์กลอน และนักเขียนมากมายส่งผลให้เมืองนี้ยังเป็นศูนย์กลางของการศึกษาเฉกเช่นเดียวกันกับวอร์ซอร์ Krakow และ Poznan ก่อนการประกาศอิสรภาพของโปแลนด์ในช่วงสิ้นคริสต์ศตวรรษที่ 18 Lublin ยังเป็นเมืองสำคัญที่กษัตริย์โปแลนด์ส่งผู้แทนมาปกครองและยังให้สิทธิในการเลือกตั้งด้วย แม้ว่าเมืองนี้จะถูกทำลายลงไปอย่างมากในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง แต่ตัวเมืองเก่าก็ยังมีหลายส่วนที่อยู่ในสภาพดีจนได้รับการยกย่องให้เป็นสมบัติแห่งชาติในเดือนพฤษภาคมปี 2007

นอกจากความสวยงามแล้ว Financial Times Group ยังยกย่องให้เมือง Lublin เป็นหนึ่งในเมืองที่น่าทำธุรกิจด้วยที่สุดในโปแลนด์ ยิ่งกว่านั้นเมืองนี้ยังเป็นเมืองที่มีต้นทุนต่อประสิทธิภาพดีที่สุดอันดับสองของโปแลนด์ เป็นเมืองที่สะอาด และเป็นเมืองที่มีคุณภาพชีวิตดีที่สุดเมืองหนึ่งของประเทศ Lublin จึงได้รับการยกย่องให้เป็นเมืองที่น่าลงทุนทางตรงมากที่สุดของโปแลนด์

การที่เมืองมีประวัติศาสตร์ยาวนาน เทศบาลเมืองจึงดำริที่จะเปิด Open Air VillageMuseum ขึ้นเมื่อต้นทศวรรษที่ 1960 โดยให้เป็นส่วนหนึ่งของมิวเซียมประจำเมือง ต่อมาในเดือนมกราคมปี 1970 ทางเทศบาลเมืองจึงยกระดับมิวเซียมนี้ให้เป็นอิสระ และได้ยกที่ดิน 27 เฮกเตอร์ ให้เป็นที่จัดแสดง แม้มิวเซียมจะมิได้อยู่กลางเมือง แต่การเดินทางไปมิวเซียมก็ไม่ยากมีรถบัสเบอร์ 18, 20, 30, 37 ไปจอดหน้ามิวเซียมเลยแม้ว่าในใบโฆษณาจะบอกให้นักท่องเที่ยวเผื่อเวลาเข้าชมเพียงแค่ 2 ชั่วโมง แต่เนื่องจากมิวเซียมเป็น Open Air ที่มีขนาดกว้างขวาง และบ้านแต่ละหลังก็อยู่ค่อนข้างห่างกัน ประกอบกับระหว่างทางมีเก้าอี้นั่งพัก และสามารถปิคนิกได้นักท่องเที่ยวจึงควรเผื่อเวลาไว้สัก 4 ชั่วโมงในการเยี่ยมเยือนให้ได้เต็มอรรถรส

นักท่องเที่ยวจะไม่เพียงสนุกสนานกับเรื่องราวชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนทั้งในด้านชีวิตประจำวัน ที่อยู่อาศัย การทำมาหากิน ศาสนา ของทั้งประชาชนและผู้ปกครองทั้งในเขตLublin และรอบๆ ซึ่งประกอบด้วยPodlachia, the Lublin Polesia, the Vistula Region, Roztocze,the Lublin Upland เท่านั้น ยังได้ประสบการณ์ย้อนยุคกับ กังหัน สถานีดับเพลิง และร้านรวงประเภทต่างๆ ตามอาชีพด้วย ไม่ว่าจะเป็นช่างรองเท้า ช่างทอง ช่างเหล็ก ฯลฯ ซึ่งแตกต่างจากวิถีชีวิตในยุคปัจจุบันอยู่ค่อนข้างมาก ยกเว้นร้านอาหารเท่านั้น หลังจากที่นักท่องเที่ยวเก็บเกี่ยวประสบการณ์และความสนุกสนานในมิวเซียมเสร็จแล้วก่อนกลับควรแวะจิบเบียร์เย็นๆ หรือเครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์อย่างอื่นที่ผับด้านหน้าที่เคยเป็นโรงเรียนตั้งแต่ปี 1866 ด้วย ร้านอาหารนี้แม้บรรยากาศจะดูบ้านๆ แต่อาหารประจำเมืองที่เสิร์ฟเป็นอาหารฝีมือมาตรฐานพื้นเมืองอันจะทำให้นักท่องเที่ยวจะได้ประสบการณ์ที่ยากจะลืมเลยทีเดียว

การจัดห้องแต่งตัว

การจัดห้องแต่งตัว
หลังคาโรงเก็บฟืน

หลังคาโรงเก็บฟืน
ร้านตัดเสื้อ

ร้านตัดเสื้อ
ตัวอย่างห้องรับแขกบ้านเศรษฐี

ตัวอย่างห้องรับแขกบ้านเศรษฐี
ตัวอย่างร้านตัดผมสมัยก่อน

ตัวอย่างร้านตัดผมสมัยก่อน
ตัวอย่างร้านขายเครื่องครัวและห้องอาบน้ำสมัยโบราณ

ตัวอย่างร้านขายเครื่องครัวและห้องอาบน้ำสมัยโบราณ
เครื่องมือทำมาหากิน

เครื่องมือทำมาหากิน
ของจัดแสดงส่วนชีวิตประจำวันในมิวเซียม

ของจัดแสดงส่วนชีวิตประจำวันในมิวเซียม

แหวกฟ้าหาฝัน : ชมศิลป์ข้างถนนเมือง Lodz

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/335645

แหวกฟ้าหาฝัน :  ชมศิลป์ข้างถนนเมือง Lodz

แหวกฟ้าหาฝัน : ชมศิลป์ข้างถนนเมือง Lodz

วันอาทิตย์ ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสมาโปแลนด์ และชอบดูศิลปะแปลกๆ เมืองหนึ่งที่ต้องไปให้ได้ก็คือ Lodz เมืองที่ใหญ่เป็นอันดับสามของประเทศและเป็นศูนย์กลางทางด้านอุตสาหกรรมแห่งนี้อยู่ห่างจากวอร์ซอไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ 134 กิโลเมตร นักท่องเที่ยวสามารถนั่งรถไฟตรงจากสถานี Warsaw west ไปเมือง Lodz ได้ภายในเวลาเพียงแค่ 1 ชั่วโมงครึ่งเท่านั้นหากนักท่องเที่ยวใช้ Poland Pass สามารถใช้ได้โดยไม่เสียเงินเพิ่ม แต่ต้องจองอีกเช่นเคยเพราะเป็นรถเร็ว

Lodz เป็นเมืองโบราณที่ถือกำเนิดขึ้นครั้งแรกในปี 1332 และได้รับการสถาปนาเป็นเมืองตั้งแต่ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 15 แต่ยังคงเป็นเมืองขนาดเล็ก และเป็นสมบัติของบิชอป Kuyavian จวบจนสิ้นคริสต์ศตวรรษที่ 18หลังการประกาศอิสรภาพของโปแลนด์จากจักรวรรดิรัสเซีย เมืองนี้ก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของโปแลนด์ และเติบโตอย่างรวดเร็วจากการเป็นเมืองอุตสาหกรรมเสื้อผ้าและเป็นแหล่งที่อยู่ของผู้อพยพทั้งชาวเยอรมันและชาวยิว นับจากการเพิ่มขึ้นมากมายของผู้อพยพทำให้ชาวเมืองส่วนใหญ่ขาดความเท่าเทียมกันในสังคมซึ่งสะท้อนให้เห็นจากสถาปัตยกรรมในเมืองที่มีทั้งแมนชั่นหรูสลับกับโรงงานและบ้านเสื่อมโทรม

หลังจากโปแลนด์ประกาศอิสรภาพในปี 1918 Lodz กลายเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดและเป็นเมืองที่มีความหลากหลายทางด้านวัฒนธรรมและเป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของยุโรปส่งผลให้เมืองมีการพัฒนาทั้งทางด้านสาธารณสุขและการศึกษาอย่างรวดเร็ว หลังจากที่เยอรมนีบุกโปแลนด์ในปี 1939 กองทัพนาซีของเยอรมนีจึงเลือกตั้งฐานทัพในเมืองนี้ชาวยิวจึงถูกบังคับเข้าไปอยู่ในชุมชนแออัดของเมือง และภายหลังถูกส่งไปยังค่ายตามเมืองต่างๆเพื่อทำงานหรือสังหาร เมื่อเมืองนี้เป็นที่ตั้งของฐานทัพใหญ่นาซี เมืองจึงเสียหายมากจากสงคราม แต่หลังจากที่โปแลนด์ได้รับโอกาสในการปกครองตัวเองแบบสังคมนิยม เมืองนี้กลับรุ่งเรืองขึ้นอีกครั้งหนึ่ง หลังการล่มสลายของระบบคอมมิวนิสต์ เมืองก็ยิ่งได้รับการพัฒนามากขึ้น โดยไม่เพียงเด่นทางด้านอุตสาหกรรมสิ่งทอ ยังเด่นเรื่องอุตสาหกรรมเคมีด้วย อีกทั้งยังเพิ่มอุตสาหกรรมภาพยนตร์ขึ้นมาอีกจนได้ชื่อว่าเป็นเมืองที่มีนักแสดงและผู้กำกับมากที่สุดของโปแลนด์ และในปี 2017 ได้รับตำแหน่งUNESCO Creative cities network และ City of Film

นอกจากเมืองนี้จะก้าวหน้าทางด้านภาพยนตร์แล้ว ยังมีความก้าวหน้าอย่างมากทางด้านศิลปะด้วย ในปี 2009 เทศบาลเมืองได้อนุมัติให้มีการจัดตั้งมูลนิธิเพื่อเปลี่ยนทัศนียภาพจากเมืองอุตสาหกรรมโดยตั้งใจตกแต่งเมืองให้มีความสวยงามและแปลกตาด้วยการเชิญศิลปินพื้นเมืองและนานาชาติมาบรรจงสร้างสรรค์งานศิลปะบนผนังตึกและโรงจอดรถให้เป็นเหมือนผืนผ้าใบนักท่องเที่ยวที่มีโอกาสมาเยือนเมืองนี้จะรู้สึกประทับใจตั้งแต่อยู่ในสถานี เพราะสถานีใหญ่มาก และสวยงามทันสมัย อีกทั้งยังมีนิทรรศการภาพเขียนจัดแสดงอยู่ด้านบน เมื่อเดินออกมานอกสถานีระหว่างทางเข้าเมือง นักท่องเที่ยวก็จะได้เห็นงานศิลปะตามตึกต่างๆ ที่ศิลปินร่วมกันรังสรรค์ขึ้นถึง 60 ภาพโดยนักท่องเที่ยวที่ชอบความสนุกสนานสามารถไปหาคู่มือภาพเขียนตามถนนต่างๆ ได้ที่ Information นอกจากภาพเขียนแล้ว เมืองนี้ยังมีงานประติมากรรมตามท้องถนนให้นักท่องเที่ยว ถ่ายรูปได้ นักท่องเที่ยวที่มาเมือง Lodzรับรองได้ว่าจะมีประสบการณ์กับการชมศิลป์ข้างถนนโดยลืมการชมศิลปะในห้องภาพไปเลยทีเดียว

แหวกฟ้าหาฝัน : Snare Picture ใน Contemporary Art Museum เมืองKrakow

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/334258

แหวกฟ้าหาฝัน :   Snare Picture ใน Contemporary Art Museum เมืองKrakow

แหวกฟ้าหาฝัน : Snare Picture ใน Contemporary Art Museum เมืองKrakow

วันอาทิตย์ ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ใน Contemporary Art Museum ส่วนใหญ่มักมีการนำผลงานแปลกๆ แนวร่วมสมัยมาจัดแสดงนิทรรศการเพื่อให้นักท่องเที่ยวและคนท้องถิ่นได้มีประสบการณ์ใหม่ๆ Contemporary ArtMuseum เมือง Krakow จึงได้นำงานของ DanielSpoerri ศิลปินชาวสวิสที่เกิดในโรมาเนียมาให้ชื่นชม ตอนแรกเกิดในปี 1930 ที่โรมาเนียเขาชื่อ Daniel Isaac Feinstein หลังโรมาเนียเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่สอง ร่วมกับนาซีเยอรมัน บิดาของเขาก็ถูกฆ่าตายในปี 1941 มารดาของเขาจึงพาเขากลับไปอยู่สวิตเซอร์แลนด์ในปี 1942 และได้ยกเขาให้เป็นบุตรบุญธรรมของ ProfessorTheophil Spoerri ลุงของมารดา เขาเลยเปลี่ยนชื่อเป็น Deniel Spoerri ในช่วงทศวรรษที่ 1950 เขาเป็นนักเต้นรำและกลายเป็นนักเต้นหลักของโรงละครกรุง Bern ในปี 1954 ในช่วงเวลานั้นเขาพบกับศิลปินแนว Surrealism และ Flexus Movement หลายคน

ในปี 1960 เขาได้เริ่มสร้างสรรค์งานศิลปะแนวใหม่ที่มีอัตลักษณ์ของตัวเองที่เรียกว่า Snare Picture ขึ้นเป็นครั้งแรกโดยให้นิยามว่ามันคือการที่วัตถุถูกวางในตำแหน่งต่างๆ บนโต๊ะ ลิ้นชัก หรือกล่องอย่างมีระเบียบหรือไม่มีระเบียบมีเพียงระนาบเท่านั้นที่เปลี่ยนแปลง เช่น การจัดโต๊ะกินข้าวซึ่งโดยปกติจะอยู่ในแนวนอน แต่เมื่อนำมาทำเป็นงานศิลปะมันกลับมาอยู่ในแนวตั้งซึ่งเป็นการเปลี่ยนมิติใหม่ในการมองให้ดูแปลกตามากขึ้นผลงานชิ้นแรกที่เขาจัดทำขึ้นชื่อ Breakfast โดยจัดแสดงจากอาหารมื้อเช้าที่เหลืออยู่ของแฟนผลงานชิ้นนี้ปัจจุบันอยู่ใน Collection ของ Museumof Modern Art เมืองนิวยอร์ก นอกจากนี้เขายังมีงานเด่นๆ ที่ขายได้ถึง 2 แสนเหรียญ ที่ชื่อMeal eaten by Marcel Duchamp

งาน Snare Picture เป็นงานศิลปะที่ศิลปินสรรสร้างการจัดวางองค์ประกอบของงานระหว่างจินตนาการและการปฏิบัติทั่วไป Spoerriมักสร้างงานจากความทรงจำที่เขาเห็นในชีวิตประจำวันโดยมีการเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา เช่น จัดวางของชิ้นเล็กลง เน้นความสมดุลมากขึ้น โดยยังคงให้มีความสวยงามและมีชีวิตชีวา อย่างเต็มที่ การเปลี่ยนแปลงระนาบของการจัดแสดงงานทำให้ชิ้นงานดูมีความแปลก แหวกแนวน่าสนใจและน่าประทับใจ เขามีวิธีการนำเสนอผลงานนิทรรศการได้อย่างน่าประทับใจ เช่น ในการเสนอผลงานที่ Galerie Lawrence เมืองปารีส เขาเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับโต๊ะอาหารแต่ละโต๊ะที่เขานำเสนอทั้งหมดที่เกิดขึ้นณ วันที่ 17 ตุลาคม ค.ศ.1962 เวลา 03.47 น.ซึ่งทำให้ผู้ชมรู้สึกราวกับกำลังอยู่ในงานเลี้ยงณ วันเวลานั้นๆ ร่วมกับเขาเลยทีเดียว

การที่เขาชอบนำเสนองาน 3 มิติที่เกี่ยวเนื่องกับอาหารไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับโต๊ะอาหาร ในห้องครัว หรือส่วนประกอบของอาหาร งานของเขาจึงถูกเรียกว่า Eat Art นอกจากนี้
เขายังเปิดร้านอาหารชื่อ Restaurant Spoerriใน Dusseldorf เยอรมนี และเปิด Eat Gallery ไว้ที่ชั้นบนของร้านอาหาร อีกทั้งยังเขียนสูตรอาหารไว้ในบันทึกประจำวันโดยได้ตีพิมพ์ในชื่อ Mythology & Meatballs ด้วย

นักท่องเที่ยวที่มีโอกาสเห็นการนำเสนอของ Spoerri จะรู้สึกทึ่งในอัจฉริยภาพของเขา เพราะเขาสามารถนำผู้ชมสู่โลกของสิ่งที่คุ้นเคยในรูปแบบที่แปลกใหม่ด้วยการใช้เพียงแค่สิ่งละอันพันละน้อยบนโต๊ะอาหาร กล่อง ลิ้นชักที่ทุกคนเห็นจนชินตามาจัดเรียงในรูปแบบของศิลปะที่ประหลาด ล้ำยุคแต่เสมือนจริงผลงานของเขาจึงดูลุ่มลึก น่าดึงดูด และมีเอกลักษณ์อีกทั้งยังเต็มไปด้วยความขบขัน และสนุกสนานที่กระตุ้นให้เห็นถึงความแปลกแยกและช่างคิดของศิลปิน แต่น่าประทับใจได้อย่างยิ่ง

แหวกฟ้าหาฝัน : Contemporary Art Museum เมือง Krakow

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/332991

แหวกฟ้าหาฝัน : Contemporary Art Museum เมือง Krakow

แหวกฟ้าหาฝัน : Contemporary Art Museum เมือง Krakow

วันอาทิตย์ ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบงาน Contemporary Art และได้มาเยือนเมือง Krakow หลังจากเยี่ยมเยือน Oskar Schindler Factory แล้ว สถานที่ท่องเที่ยวอีกแห่งที่ควรเยือนให้ได้คือ Contemporary Art  Museum มิวเซียมที่อยู่ไม่ไกลจากโรงงานของ Schindler มากนักนี้เป็นมิวเซียมที่ค่อนข้างใหม่เพิ่งก่อตั้งขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ 2010 นี่เอง นโยบายในการซื้อของสะสมของมิวเซียมนั้นจะเน้นงานสะสมยุคทศวรรษที่ 1970 ซึ่งเป็นผลงานที่เกี่ยวข้องกับการแสดงออก งานภาพยนตร์ การแสดง และงานแนว Abstract โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงFluxus Movement อันเป็นแนวทางศิลปะสำคัญที่ศิลปินและนักประพันธ์เพลง นักออกแบบ และนักประพันธ์กลอนทดลองแนวทางศิลปะที่ผสมผสานกันระหว่างสื่อหลายอย่าง (mixed media) เป็นกลุ่มแรกภัณฑารักษ์จะเน้นงานของศิลปินชาวโปลที่มีความสำคัญต่อวัฒนธรรมโปล เช่น Leon Chwistek, Marian Eile, Roman Ingarden ซึ่งผลงานของศิลปินเหล่านี้มีส่วนสำคัญยิ่งต่อการสร้างวัฒนธรรมชาติในเวลาต่อมาห้องที่สำคัญที่สุดของมิวเซียมจึงเป็นห้อง Potocka Gallery ซึ่งเกิดขึ้นจากความพยายามของ Maria Anna Potocka ผู้ร่วมก่อตั้งมิวเซียมมาตั้งแต่สมัยทศวรรษที่ 1970 นอกจากห้องนี้แล้ว มิวเซียมยังได้รับของสะสมจากทายาทของ Mikolaj Smocznski ตั้งแต่งานยุคต้นๆ ของศิลปินเรื่อยไปจนถึงงานชิ้นสุดท้ายของศิลปิน ไม่เพียงมิวเซียมจะได้รับของสะสมจากการบริจาค คณะรัฐมนตรียังอนุมัติเงินให้มิวเซียมซื้อของสะสมมากถึง 275 ชิ้น ในระหว่างปี 2011-6 อีกด้วย

ยิ่งกว่านั้น มิวเซียมยังให้ความสำคัญกับการสะสมงานศิลปะที่สร้างสรรค์ขึ้นในช่วงต้นทศวรรษที่ 1990 ที่เน้นเรื่องการผสมผสานแนวคิด และการวิพากษ์โดยสะสมงานของศิลปินท้องถิ่นเมือง Krakow เองเพื่อสร้างเสริมกำลังใจ และส่งเสริมการเรียนรู้ด้วย นอกจากผลงานศิลปะของศิลปินแล้ว มิวเซียมยังเก็บเอกสารสำคัญๆ ของศิลปินชาวโปล เช่น Marian Eile, Wladyslaw Hasior, Galeria Krzysztofory ไว้เป็นจำนวนมากด้วย ข้อมูลเหล่านี้จะทำให้อนุชนรุ่นหลังสามารถเรียนรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ศิลป์ของโปแลนด์ได้อย่างละเอียดลออ

ส่วนงานของศิลปินต่างชาติภัณฑารักษ์ก็ให้ความสำคัญกับงานของศิลปินชาวยุโรปตะวันออกโดยเน้นงานที่เกี่ยวเนื่องกับวัฒนธรรมและประสบการณ์ทางการเมือง สำหรับงานของศิลปินชาติอื่นนอกยุโรปตะวันออกก็เน้นงานของศิลปินที่เป็นต้นแบบแนวคิดทางด้านศิลปะ และแรงบันดาลใจให้กับศิลปินชาวโปล รวมทั้งศิลปินที่มีความแตกต่างทางด้านวัฒนธรรมอย่างสุดโต่งเพื่อสร้างความหลากหลายให้กับผู้เยี่ยมเยือน วิธีการจัดแสดงผลงานบนพื้นที่กว่า 4 พันตารางเมตร ของอาคารที่ออกแบบโดย Caludiio Nari นั้นจะแบ่งเป็น 2 กลุ่ม ผลงานถาวรจัดแสดงที่ชั้นหนึ่ง และผลงานนิทรรศการจะจัดที่ชั้นสอง ตัวอย่างงานศิลปะในมิวเซียมที่น่าสนใจ เช่น Between ของ Stanislaw Drozdz ชาว Krakow ผลงานที่เดิมจัดแสดงที่ Foksal Gallery นั้นศิลปินต้องการตั้งคำถามกับผู้ชมว่า วัตถุแต่ละชิ้นควรอยู่ห่างกันเท่าใดจึงจะสามารถแสดงอัตลักษณ์ของตัวเองได้ ศิลปินใช้พื้นที่ของห้องเป็นจำนวนมากในการสร้างสรรค์งานที่มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใครซึ่งผู้ชมสามารถจดจำได้จากการเห็นผลงานเพียงครั้งเดียวซึ่งถือได้ว่าน่าทึ่งมากสำหรับงานศิลปะที่อาจดูเรียบๆ แต่กลับมีอัตลักษณ์ที่โดดเด่น

The Son of Man and Eve II ของ Fashid Larimian จิตรกรชาวออสเตรียเป็นงานที่ใช้อุปกรณ์หลายอย่างมาสร้างสรรค์งานที่เรียกว่า mixed media ผลงานชิ้นนี้เป็นการผสมผสานระหว่างภาพเขียน และภาพพิมพ์สี รวมกับอุปกรณ์ที่หาซื้อจากตลาดโดยศิลปินพยายามบรรจงประดิษฐ์งานที่ได้รับแรงบันดาลใจจากงานจิตรกรรมของ Rene Magritte ให้คล้ายกับงานจิตรกรรมยุโรปโบราณ แต่ผสมผสานกับวัฒนธรรมของชาวอิหร่าน

นอกจากส่วนห้องภาพแล้ว มิวเซียมที่มีพื้นที่กว่า 1 หมื่นตารางเมตร และมีมูลค่ากว่า 16 ล้านยูโรนี้ยังมีส่วนของห้องสมุด ห้องปฏิบัติการศิลปะ ห้องขายหนังสือและร้านกาแฟอีกด้วย นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสเยือนมิวเซียมที่ปัจจุบันมีของสะสมร่วม 5 พันชิ้น ที่เป็นแหล่งรวมผลงานของศิลปินชาวโปลยุคใหม่ที่สำคัญแห่งหนึ่งของประเทศนี้รับรองได้ว่าจะสนุกและประทับใจไม่รู้ลืมกับผลงานศิลปะใหม่ๆ ที่ภัณฑารักษ์เลือกสรรมาให้ชมอย่างไม่ต้องสงสัย

แหวกฟ้าหาฝัน : St.Mary Basilica โบสถ์ที่สวยที่สุดแห่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/331750

แหวกฟ้าหาฝัน :  St.Mary Basilica  โบสถ์ที่สวยที่สุดแห่ง

แหวกฟ้าหาฝัน : St.Mary Basilica โบสถ์ที่สวยที่สุดแห่ง

วันอาทิตย์ ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

the Altar of Veit Stoss

นักท่องเที่ยวที่มาเยือนโปแลนด์ส่วนใหญ่มักเยือนสถานที่ท่องเที่ยวประเภทตัวเมืองเก่า พระราชวัง หรือมิวเซียมที่เกี่ยวเนื่องกับสงคราม แต่ยังมีสถานที่อีกแห่งที่น่าสนใจ นั่นคือ โบสถ์ แต่เนื่องจากโปแลนด์เป็นประเทศที่ผ่านสงครามมาอย่างโชกโชน โบสถ์ที่รอดพ้นสงครามจึงมีน้อย โบสถ์แห่งหนึ่งที่น่าสนใจในเมือง Krakow ก็คือ St.Mary Basilica หรือ Church of Our Lady Assumed into Heaven โบสถ์ข้างตลาดกลางเมืองที่ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 13 นี้เป็นตัวอย่างของสถาปัตยกรรมแนวโกธิกที่สำคัญของประเทศ

โบสถ์ที่สำคัญที่สุดของเมืองนี้ได้รับการต่อเติมหลายครั้ง แท่นบูชาหลักของโบสถ์ที่ชื่อ the Altar of Veit Stoss ซึ่งถือเป็นหนึ่งในแท่นบูชายุคโกธิคที่สวยที่สุดในยุโรปนี้สร้างขึ้นตั้งแต่ปี 1477 โดยสร้างเป็น 5 ตอนจากไม้ 3 ชนิด แท่นบูชาเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับพระแม่มารีและการช่วยให้รอด เรื่องราวเกี่ยวกับบรรพบุรุษของพระเยซู พระแม่มารีที่ถูกล้อมรอบด้วยสาวกของพระเยซู การสวมมงกุฎให้พระแม่มารีเป็นราชินีของสวรรค์ พร้อมกันนั้นก็มีการทำบันไดแท่นบูชาใต้หลังคาโค้งในช่วงเวลาเดียวกันซึ่งปัจจุบันเหลือเพียงหน้าตา 3 บานเท่านั้นที่ยังเป็นของเก่า

ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 15 โบสถ์ ก็ได้รับการต่อเติมให้มีหอคอยสูงถึง 80 เมตร เพื่อใช้ในการป้องกันเมือง และเป็นที่ติดตั้งระฆังใช้ตีบอกเวลาทุกชั่วโมงเพื่อเป็นการระลึกถึงวีรกรรมของนักเป่าแตรที่ส่งสัญญาณให้ประชาชนหนีเมื่อโมกุลมารุกราน และในช่วงเวลาใกล้เคียงกันก็มีการสร้างหอคอยที่สูง 69 เมตร หรือที่เรียกว่า Bell Tower โดยตำแหน่งที่ตั้งระฆังเป็นที่ตั้งของห้องสวดมนต์ St.Paul ซึ่งถูกออกแบบโดยBartolommeo Berecci ตามแนวศิลปะแบบเรอเนสซองส์อิตาลี การที่หอคอยทั้งสองมีความสูงต่างกันมากจึงมีตำนานเล่าว่าหอคอยทั้งสองนี้ได้ถูกจ้างให้ออกแบบโดยสถาปนิก 2 คน ที่เป็นพี่น้องกัน เนื่องจากคนพี่ออกแบบหอคอยอันสูง แต่สถาปนิกคนน้องอิจฉาจึงใช้มีดแทงพี่ชายเสียชีวิตและสร้างหอคอยของตัวเองให้สูงกว่าพี่ชายแต่ในวันเปิดหอคอย เขาสำนึกผิดเลยสารภาพว่าตัวเองเป็นคนฆ่าพี่ชายและฆ่าตัวตายด้วยมีดที่ใช้แทงพี่ชายและมีดเล่มนั้นยังคงแขวนที่ประตูของ Cloth Hall จนถึงปัจจุบัน แต่อีกตำนานเล่าว่าหลังจากที่น้องชายฆ่าพี่ชายแล้ว หอคอยด้านใต้ได้รับการก่อสร้างจนแล้วเสร็จด้วยฝีมือของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ก่อนที่น้องชายจะตกจากหอคอยลงมาตาย

นอกจากตำนานการสร้างหอคอยแล้ว หอคอยนี้ยังมีตำนานเกี่ยวกับการแจ้งเตือนภัยด้วย ในยุคกลาง การแจ้งเตือนภัยมักถูกกระทำที่หอคอยอันสูงซึ่งถูกใช้เป็นที่เฝ้าระวังเมืองด้วย การแจ้งเตือนประกอบด้วยการบอกเวลาเปิดปิดประตูเมือง แจ้งเตือนไฟไหม้หรือมีศัตรูบุก แต่เมื่อโปแลนด์ถูกบุกโดยชาว Tatars ในคริสต์ศตวรรษที่ 12 รัฐบาลจึงสั่งให้ยามเฝ้าหอคอยตลอด 24 ชั่วโมง เมื่อยามเห็นชาว Tatars เขาก็เริ่มส่งสัญญาณเตือน แต่ยามกลับถูกธนูยิงของชาว Tatars ยิงเข้าที่คอจนเสียชีวิต

ส่วนที่นั่งในโบสถ์ใต้หลังคาโค้งที่ถูกจัดวางในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 16 นี้ได้รับการตกแต่งด้วยรูปพระเยซูและพระแม่มารี ด้านนอกหน้าต่างของหอสวดมนต์มีระฆังซึ่งถูกแกะสลักโดย Kacper Koerber of Wroclaw ในปี 1736 ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 18 โบสถ์ได้รับการตกแต่งด้วยแนวทางศิลปะที่วิจิตรตระการตาขึ้นเป็นแบบบาโรคโดยการควบคุมของ Francesco Placidi โดยเลียนแบบโบสถ์ Church of the Holy Sepulchre ในเยรูซาเรม ส่วนของประตูตกแต่งด้วยผลงานประติมากรรมเป็นรูปของผู้พยากรณ์ สาวกของพระเยซู และเซนต์ของชาวโปลล์โดย Karol Hukan สำหรับกระจกสีนั้นเป็นผลงานของศิลปิน Stanislaw Wyspianski ศิลปินดังชาวโปลแห่งคริสต์ศตวรรษที่ 19

นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสเยือนโบสถ์แห่งนี้จะได้มีประสบการณ์กับศิลปะที่หลากหลายแนวแต่ก็ดูสวยงามกลมกลืนอย่างไม่มีที่ติสมกับเป็นโบสถ์ที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งของโปแลนด์เลยทีเดียว

Pope John Paul II

Pope John Paul II
บรรยากาศในโบสถ์ถ่ายจากด้านหน้า

บรรยากาศในโบสถ์ถ่ายจากด้านหน้า
บรรยากาศโบสถ์ถ่ายจากด้านหลัง

บรรยากาศโบสถ์ถ่ายจากด้านหลัง
บรรยากาศในโบสถ์

บรรยากาศในโบสถ์
บรรยากาศในโบสถ์

บรรยากาศในโบสถ์
ตัวอย่าง Altar

ตัวอย่าง Altar
ด้านหน้าโบสถ์ St.Mary Basilica

ด้านหน้าโบสถ์ St.Mary Basilica