แหวกฟ้าหาฝัน : National Museum เมือง Krakow

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/322878

แหวกฟ้าหาฝัน : National Museum เมือง Krakow

แหวกฟ้าหาฝัน : National Museum เมือง Krakow

วันอาทิตย์ ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 06.00 น.

Nero’s Torches detail 1

นักท่องเที่ยวที่ได้มา Krakow หลังจากเยือนบ้าน Pope John Paul II และเที่ยวตลาดผ้า Cloth Hall แล้ว หากมีเวลาและชื่นชอบศิลปะรุ่นใหม่ควรเยือน National Museum เมือง Krakowด้วย การเข้ามิวเซียมนี้เป็นทางเลือกที่ดีอีกทางหนึ่งสำหรับนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบมิวเซียม ไม่ชอบช็อปปิ้ง และไม่อยากนั่งรอเพื่อนที่ร้านกาแฟที่ตลาด Cloth Hall เพราะมิวเซียมนี้อยู่ชั้นบนของตลาด ที่นี่ยังเป็นที่เก็บของสะสมงานจิตกรรมและประติมากรรมของศิลปินโปลยุคคริสต์ศตวรรษที่ 19 ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ

National Museum ส่วนที่จัดแสดงงานจิตรกรรมและประติมากรรมคริสต์ศตวรรษที่ 19 นี้มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า Gallery of 19th Century Polish Art at Sukiennice มิวเซียมที่ถูกจัดตั้งขึ้นในวันที่ 7 ตุลาคม 1879 โดยคำสั่งของคณะกรรมการเทศบาลเมืองนี้เกิดขึ้นหลังจากการเริ่มปรับปรุงตลาดผ้าได้ 2 ปีอันเป็นผลมาจากการที่เทศบาลได้ภาพเขียนNaro’s Torches ที่มีชื่อเสียงของ Henryk Siemiradzkiศิลปินที่มีชื่อเสียงที่สุดคนหนึ่งชาวโปลมาเป็นของขวัญ เพื่อให้การจัดการของมิวเซียมเป็นไปอย่างเรียบร้อย เทศบาลจึงแต่งตั้ง Wladyslaw Luszczkiewicz ผู้อำนวยการAcademy of Fine Art เป็นผู้อำนวยการ หลังเปิดทำการของสะสมก็เพิ่มขึ้นอย่างสม่ำเสมอจากการที่คหบดีประจำเมืองและศิลปินประจำชาติบริจาคมามากมาย เช่นในปี 1920 มิวเซียมได้รับของบริจาคถึง 15,000 ชิ้น จากFeliks MangghaJasienski ผู้บริจาคเพียงรายเดียว ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 1930 มิวเซียมจึงมีของสะสมมากถึง 3 แสนชิ้น

อย่างไรก็ดีเมื่อเวลาผ่านไปมิวเซียมก็ทรุดโทรมลงและในปี 2006 เทศบาลเมืองจึงได้ทำการปิดทำการย้ายของจัดแสดงไปที่อื่นก่อน และเริ่มปรับโฉมมิวเซียมใหม่จนเปิดใหม่อีกครั้งในอีก 4 ปีต่อมา การปรับโฉมครั้งนี้ทำให้มิวเซียมแห่งนี้มีความทันสมัยอย่างมาก มีการเพิ่มเทคนิคใหม่ๆ ในการจัดแสดง เช่น ปรับอุณหภูมิห้องและแสงให้เหมาะสม

ห้องต่างๆ ในมิวเซียมแบ่งตามยุคสมัยของภาพ ประกอบด้วย 1.ห้อง Bacciarelli หรือห้อง Enlightenmentจัดแสดงงานศิลปะตั้งยุคบาโรคตอนปลาย รอคโคโคและคลาสิก โดยภาพที่จัดแสดงเป็นภาพที่เกี่ยวเนื่องกับการต่อสู้ของชาวโปลโดยศิลปินชาวโปล และภาพของศิลปิน ต่างชาติยุคก่อนโรแมนติก 2.ห้อง Michalowski เป็นห้องภาพที่จัดแสดงภาพของ Piotr Michalowski ศิลปินชาวโปลยุคโรแมนติก ภาพเด่นๆ ของห้องนี้ คือ ภาพ Somosierra, The Cardinal, Senko และภาพต่างๆ เกี่ยวกับม้า

3.ห้อง Siemiradzki เป็นห้องภาพที่จัดแสดงผลงานของศิลปินชาวโปลที่โดดเด่นอีกคนนั่นคือHenryk Siemiradzki ภาพที่เด่นที่สุดที่เขามอบให้กับห้องภาพก็คือ Nero’s Torches ซึ่งเขาวาดไว้ในปี 1876 นอกจากนั้นห้องนี้ยังมีภาพที่เกี่ยวเนื่องกับนิยายปรับปรา พระคัมภีร์ไบเบิ้ล ภาพ Still life ภาพทิวทัศน์ ภาพสำคัญในประวัติศาสตร์อีกด้วย 4.ห้อง Chelmonski หรือห้องของศิลปิน JozefChelmonski ซึ่งจัดแสดงศิลปะยุคRealism, Impressionism และ Symbolism ภาพที่จัดแสดงในห้องนี้ส่วนใหญ่เป็นภาพทิวทัศน์ ภาพเกี่ยวกับสงคราม และภาพ Portrait นอกจากงานจิตรกรรมแล้ว ที่นี่ยังมีงานประติมากรรมของศิลปินชาวโปลดังๆ ด้วยอีกหลายคนนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบภาพเขียนสามารถที่จะเสพประสบการณ์ผลงานของศิลปินชาวโปลได้อย่างเต็มอิ่มเลยทีเดียว

Napoleon by Piotr Michalowski

Napoleon by Piotr Michalowski
บรรยากาศภายในมิวเซียม

บรรยากาศภายในมิวเซียม
งานประติมากรรมหินอ่อน

งานประติมากรรมหินอ่อน
งานประติมากรรมรูปนโปเลียน

งานประติมากรรมรูปนโปเลียน
การจัดแสดงภาพ

การจัดแสดงภาพ
Union of Lublin by Marcello Baccciarelli

Union of Lublin by Marcello Baccciarelli
Stefan Czarniecki on horseback by Piotr Michalowski

Stefan Czarniecki on horseback by Piotr Michalowski
Self Portrait by Marcello Bacciarelli

Self Portrait by Marcello Bacciarelli
Nero’s Torches

Nero’s Torches
Nero’s Torches detail 2

Nero’s Torches detail 2

แหวกฟ้าหาฝัน : เยือนตลาดผ้า Cloth Hall เมือง Krakow

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/321359

แหวกฟ้าหาฝัน : เยือนตลาดผ้า Cloth Hall เมือง Krakow

แหวกฟ้าหาฝัน : เยือนตลาดผ้า Cloth Hall เมือง Krakow

วันอาทิตย์ ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 06.00 น.

Cloth Hall

นักท่องเที่ยวที่ได้มาเยือน Krakow สถานที่หนึ่งที่ต้องมาเยือนให้ได้ไม่เช่นนั้นเหมือนมาไม่ถึงเมืองนี้ก็คือ Cloth Hall ตลาดกลางเมืองในย่านเมืองเก่า ตลาดที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกตั้งแต่ปี 1978 เคยเป็นศูนย์กลางของการค้าขายระดับนานาชาติมาก่อน พ่อค้าจากประเทศต่างๆ จะมาที่นี่เพื่อเจรจาธุรกิจและแลกเปลี่ยนสินค้ากันย้อนไปถึงคริสต์ศตวรรษที่ 15 Cloth Hall ซึ่งเป็นอาคารที่ก่อสร้างขึ้นครั้งแรกตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 13 แห่งนี้เป็นแหล่งของสินค้านานาชนิดไม่ว่าจะเป็นเครื่องเทศ ผ้าไหม หรือเครื่องหนัง ทั้งนี้เพราะ Krakow เป็นเมืองส่งออกเสื้อผ้า ดีบุกและเกลือ

หลังจากที่อาคารถูกไฟไหม้ไปในช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 16 กลุ่มพ่อค้าได้ร่วมกันให้ Jan Maria Padovanoเป็นสถาปนิกปรับปรุง Cloth Hall ใหม่ และให้ Santi Gucciนักประติมากรรมชาวอิตาเลียนโปลเป็นผู้ออกแบบตกแต่งหน้าบรรณจนทำให้อาคารแห่งนี้เป็นอาคารสวยที่สุดในสมัยนั้น แม้ Krakowจะเคยเป็นเมืองหลวงและเคยเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของยุโรปในช่วงก่อนยุคเรอเนสซองส์แต่เมืองนี้ก็เสื่อมถอยลงหลังจากที่โปแลนด์ย้ายเมืองหลวงไปที่อื่นในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 16 ยิ่งในช่วงกลางทศวรรษที่ 1870 ที่ดินแดนแห่งนี้ก็ตกอยู่ภายใต้อาณัติของออสเตรีย อาคารแห่งนี้จึงทรุดโทรมลงและบางส่วนก็ถูกรื้อถอนไป

อย่างไรก็ดี ในช่วงเวลาต่อมาได้มีการต่อเติมแนวเสาหินและระเบียงด้านนอกเพิ่มเติมโดย Tomasz Prylinski เป็นผู้ออกแบบ ส่วนภายในมีการปรับปรุงให้เป็นไม้และในวันที่ 7 ตุลาคม 1879 สภาเทศบาลเมืองได้ลงคะแนนเสียงยกชั้นบนของ Cloth Hall ให้เป็นมิวเซียมแห่งชาติแห่งแรกของโปแลนด์เพื่อเป็นจุดศูนย์กลางของความรักชาติ และเป็นศูนย์รวมชาติให้กับชาวโปลทั้งในและนอกประเทศ นับจากนั้นมาส่วนของอาคารโดยรวมก็ไม่ได้รับการปรับปรุงเลยจนทรุดโทรมลงไปอีก เมื่อชาว Krakow ต้องการแหล่งช็อปปิ้งใหม่ๆ และต้องการมิวเซียมใหม่ ในปี 2006 เทศบาลเมืองจึงได้ทำการปรับปรุงอาคารให้มีความทันสมัยโดยมีการติดตั้งลิฟท์แอร์ และแสงให้เหมาะสมกับการจัดแสดงทั้งสินค้าและงานศิลปะ

นักท่องเที่ยวจะพบว่าด้านใต้ตลาดนี้เป็นที่จัดแสดงนิทรรศการประวัติศาสตร์ของตลาดโดยมีmultimedia อธิบายถึงเรื่องราวของแต่ละส่วนจัดแสดง และบริเวณอาคารด้านนอกและส่วนที่ไว้ขายสินค้ามีความสวยงามน่าสนใจ ส่วนระเบียงที่เดิมเป็นทางลาดเฉยๆ ก็มีร้านกาแฟ Café Szal ตั้งอยู่ซึ่งดูน่านั่ง เพราะลูกค้าสามารถเพลิดเพลินกับบรรยากาศบริเวณจัตุรัสด้านล่างและโบสถ์ St. Mary ได้อย่างเต็มไปด้วยอรรถรสโดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชายสามารถนั่งรอเพื่อนหญิงช็อปปิ้งที่ตลาดด้านล่างที่เต็มไปด้วยร้านค้าขายของหัตถกรรมและของที่ระลึกของเมืองและประเทศโปแลนด์ ที่นี่จึงกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของเมืองที่นักท่องเที่ยวต้องมาเยือนเพื่อให้ได้สัมผัสกับบรรยากาศการซื้อสินค้าพื้นเมืองย้อนหลังไป 700 ปีที่ไม่สามารถหาได้จากที่ใดในโลกอีกแล้ว

Multimedia ใต้ Cloth Hall

Multimedia ใต้ Cloth Hall
ด้านข้าง Cloth Hall

ด้านข้าง Cloth Hall
โบสถ์กลางจัตุรัส

โบสถ์กลางจัตุรัส
บรรยากาศร้านค้าภายใน Cloth Hall

บรรยากาศร้านค้าภายใน Cloth Hall
บรรยากาศจัตุรัสกลางเมือง

บรรยากาศจัตุรัสกลางเมือง
นิทรรศการชั้นใต้ดินร้านทอง Cloth Hall

นิทรรศการชั้นใต้ดินร้านทอง Cloth Hall
นิทรรศการชั้นใต้ดิน Cloth Hall

นิทรรศการชั้นใต้ดิน Cloth Hall
อีกมุม Cloth Hall

อีกมุม Cloth Hall
งานประติมากรรมกลางจัตุรัส

งานประติมากรรมกลางจัตุรัส

แหวกฟ้าหาฝัน : Palace of Bishop Erasmus Ciolek เมือง Krakow

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/319861

แหวกฟ้าหาฝัน : Palace of Bishop Erasmus Ciolek เมือง Krakow

แหวกฟ้าหาฝัน : Palace of Bishop Erasmus Ciolek เมือง Krakow

วันอาทิตย์ ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 06.00 น.

งาน altar

นักท่องเที่ยวที่ซื้อ Krakow passและชื่นชอบงานจิตรกรรมยุคโบราณ มิวเซียมหนึ่งที่ควรเข้าให้ได้และฟรีด้วยก็คือ Palace of Bishop ErasmusCiolek พระราชวังที่ก่อสร้างขึ้นครั้งแรกในปี 1501 เพื่อเป็นที่พำนักของ ErazmCiolek บิชอปแห่ง Plock และเลขาของพระเจ้า Alexander Jagiellon เนื่องจากเจ้าของพระราชวังเป็นผู้ที่ชื่นชอบงานศิลปะและอุปถัมภ์ศิลปินเป็นจำนวนมาก พระราชวังของท่านจึงได้รับการออกแบบด้วยสถาปัตยกรรมที่ทันสมัยที่สุดในยุคโกธิกโดยได้รับอิทธิพลจากศิลปินแนวเรอเนสซองส์ของอิตาลีด้วย ในช่วงสร้างพระราชวังใหม่ๆ นั้นที่นี่ใช้เป็นทั้งที่พำนักของท่านบิชอปและเป็นสำนักพิมพ์

พระราชวังได้รับการต่อเติมเพิ่มหลายครั้ง เช่น ในทศวรรษที่ 1520 และคริสต์ศตวรรษที่ 15, 16 แต่การต่อเติมที่สำคัญกลับเกิดขึ้นในครึ่งแรกของคริสต์ศตวรรษที่ 18 โดยมีการต่อเติมส่วนของ Hall of Virtues และมีการตกแต่งด้วยภาพปูนเปียก และหน้าบรรณ ในปี 1805 พระราชวังตกอยู่ในกำมือของจักรวรรดิออสเตรียซึ่งได้เปลี่ยนสถานที่แห่งนี้เป็นสถานีตำรวจและคุก ภายหลังสถานที่แห่งนี้กลายเป็นที่ทำการอะไรต่อมิอะไรหลายอย่าง

อย่างไรก็ดี ในที่สุดหลังจากการเปลี่ยนการปกครองโปแลนด์ในปี 1996 พระราชวังก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเมือง Krakow เมื่อพระราชวังกลายเป็นมิวเซียม การปรับปรุงครั้งใหญ่ก็เริ่มขึ้น โดยเงินทุนมากจาก The Citizens’ Committee for the Renovation of Krakow’s Historic Monuments มิวเซียมได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการในปี 2007 โดยแบ่งเป็น 2 ชั้น เพื่อจัดแสดงผลงานของศิลปินชาวโปลในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 12-18 โดยในชั้นแรกจัดแสดงผลงานที่ชื่อ Orthodox Art of the Old Polish Republic โดยแบ่งเป็น 2 ส่วนคือ PolishPainting and Sculpture ก่อนปี 1764 และส่วนคริสต์ศตวรรษที่ 18 ที่เรียกว่า Orthodox Church Art

สำหรับงานจิตรกรรมที่สำคัญสุดของยุคโกธิกตั้งแต่ราวคริสต์ศตวรรษที่ 14-16 คือ Cruxification ofKroznena และ Portrait of King Sigismund II Augustus เนื่องจากมิวเซียมแห่งนี้เสียค่าใช้จ่ายไปมากมายกับการปรับปรุงอาคารทำให้ WladyslawLuszczkiewicz ผู้อำนวยการคนแรกของ National Museum พยายามหาหนทางที่จะไม่ซื้อของสะสมที่มีราคาแพง แต่ของสะสมส่วนใหญ่ก็มิได้น้อยหน้าเพราะผู้อำนวยการแต่ละคนสามารถที่จะต่อรองหาของสะสมมาจัดแสดงได้ในราคาย่อมเยา หรือไปขอมาจากโบสถ์ต่างๆ ที่รื้องานเก่าทิ้ง จากบ้านคหบดีหรือสถานที่ราชการเก่าแก่อีกทางหนึ่ง ดังนั้นไม่เพียงที่นี่จะมีของสะสมตั้งแต่ยุค Romanism, Gothic, ไปจนถึงงานต้นยุคเรอเนสซองส์ที่มีมูลค่าสูงสุด เช่น ของ Durerเท่านั้น ที่นี่ยังมีงานยุคบาโรคสวยๆ ด้วย เพราะในช่วงเวลานั้นงานของศิลปินชาวโปลเริ่มผลิดอกออกผลเป็นจำนวนมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งงานที่เกี่ยวเนื่องกับพิธีศพ เช่น งานประดับหลุมฝังศพ เช่น Altar

ไม่เพียงมิวเซียมที่ได้รับการประกาศให้เป็นปูชนียสถานที่ได้รับการดูแลอย่างดีจาก General Conservatorof Monuments นี้จะมีการจัดแสดงผลงานถาวร ที่นี่ยังมีงานนิทรรศการเป็นช่วงๆ ด้วย เช่น นิทรรศการจิตรกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับคริสต์ศาสนาของศิลปินยุคปัจจุบัน นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสมาเยี่ยมเยือนในช่วงเวลานั้นก็จะได้รับประสบการณ์กับการพลิกแพลงและการสรรสร้างงานพระแม่มารีและพระบุตรที่มีความหลากหลาย แม้แต่รูปพระเยซูกับสาวกก็มีความแปลกใหม่เช่นกัน

Cruxification of Kroznena

Cruxification of Kroznena
ภาพเขียนรุ่นเก่า

ภาพเขียนรุ่นเก่า
พระเยซูกับสาวก

พระเยซูกับสาวก
ของจัดแสดงส่วน exhibition

ของจัดแสดงส่วน exhibition
Portrait of King Sigismund II Augustus

Portrait of King Sigismund II Augustus
Madonna and child3

Madonna and child3
Madonna and child

Madonna and child
Madonna and child รุ่นเก่า

Madonna and child รุ่นเก่า

แหวกฟ้าหาฝัน : เยี่ยมบ้าน Pope John Paul II @Krakow

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/318355

แหวกฟ้าหาฝัน : เยี่ยมบ้าน Pope John Paul II @Krakow

แหวกฟ้าหาฝัน : เยี่ยมบ้าน Pope John Paul II @Krakow

วันอาทิตย์ ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่มาเยือนโปแลนด์ เมืองหนึ่งที่ต้องมาให้ได้ ไม่เช่นนั้นเหมือนมาไม่ถึงโปแลนด์นั่นคือ เมือง Krakow เมืองนี้เป็นเมืองเก่าแก่อันดับสองของประเทศ อยู่บนแม่น้ำ Vistula ห่างจากวอร์ซอโดยรถไฟ 2 ชั่วโมงครึ่งถึง 3 ชั่วโมง ขึ้นกับสถานีที่ออกเดินทางและชนิดของรถที่เลือก นักท่องเที่ยวที่ซื้อ Poland Rail pass ชั้นหนึ่งจะต้องจองที่นั่งโดยไม่มีค่าใช้จ่าย และได้รับ snack และเครื่องดื่ม 2 drink ด้วย ส่วนนักท่องเที่ยวที่ซื้อ pass ชั้นสองก็ต้องจองที่นั่งโดยไม่มีค่าใช้จ่ายเช่นกัน แต่ไม่ได้รับ snack และ drink เหมือนอย่างชั้นหนึ่ง เมืองที่มีประวัติย้อนไปถึงคริสต์ศตวรรษที่ 7 นี้เป็นศูนย์กลางทางการค้าตั้งแต่ปี 965 จึงมีความสำคัญทางด้านการศึกษา วัฒนธรรมและศิลปะมายาวนาน ยิ่งกว่านั้นที่นี่ยังเคยเป็นเมืองหลวงของประเทศระหว่างปี 1038-1569 ด้วย

ในช่วง Second Polish Republicในปี 1918 เมือง Krakow ได้ตั้งมหาวิทยาลัยและศูนย์วัฒนธรรมขึ้นจึงตอกย้ำความเป็นศูนย์กลางทางด้านการศึกษาของประเทศ เมืองนี้ยังเป็นเมืองที่มีประชากรเป็นจำนวนมาก และมีประชากรมากถึง 8 ล้านคนภายในบริเวณ 100 กิโลเมตร จึงทำให้เมืองมีความสำคัญและได้ยกระดับเป็นเมืองหลวงของ Lessor Poland Voivodeship ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เมื่อเยอรมนีบุกโปแลนด์ เมือง Krakow ได้กลายเป็นเมืองที่ทำการของเยอรมนีอย่างเป็นทางการ ชาวยิวในเมืองจึงถูกบีบบังคับให้เข้าไปอยู่ในกำแพงเมืองที่เรียกว่า Krakow Ghetto ซึ่งภายหลังชาวยิวถูกส่งไปยังค่ายกักกันที่ Auschwitz และถูกเผาทั้งเป็นที่เรียกว่าการสังหารหมู่ที่คุก Auschwitz ไม่เพียงKrakow จะเป็นเมืองที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งของยุโรปแล้ว เมืองนี้ยังมีสถาปัตยกรรมที่น่าทึ่งหลากยุคสมัยไม่ว่าจะเป็นยุคโกธิคเรอเนสซองส์ หรือบาโรค ยิ่งกว่านั้นที่นี่ยังมีJagiellonian University มหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกด้วย Krakowยังได้รับตำแหน่งเมืองหลวงทางด้านวัฒนธรรมในปี 2000 และได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในปี 2013 อีกต่างหากด้วย

ในปี 1978 เมืองนี้กลายเป็นเมืองสำคัญระดับโลกขึ้นมาอีกครั้งเมื่อ Archbishop of Krakow ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งพระสันตะปาปาโดยได้รับนามว่า จอห์นปอลที่สอง พระองค์กลายเป็นพระสันตะปาปาองค์แรกในรอบ 455 ปี ที่ไม่ได้เป็นชาวอิตาเลียนและเป็นชาว Slavic คนแรกที่ได้รับการสถาปนาเป็นพระสันตะปาปา ยิ่งกว่านั้นในปีเดียวกันนั้นเอง ส่วนของเมืองเก่าก็ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจึงทำให้ Krakow กลายเป็นเมืองที่มีชื่อเสียงติดอันดับโลกภายในเวลาชั่วข้ามคืน

นักท่องเที่ยวที่มา Krakowจึงควรอยู่หลายวัน และวางแผนสถานที่ท่องเที่ยวมาก่อน เพราะเมืองนี้มีที่ท่องเที่ยวมากมายโดยเฉพาะอย่างยิ่งมิวเซียม ดังนั้นเพื่อให้การเที่ยวเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและประหยัด นักท่องเที่ยวควรซื้อ Krakow card ซึ่งมีอยู่ 2 แบบ คือ 2 หรือ 3 วัน สนนราคา 30-36 เหรียญสหรัฐ ซึ่งจะทำให้นักท่องเที่ยวสามารถเข้ามิวเซียมได้ฟรีถึง 40 แห่ง หลังจากได้ Krakow card แล้ว นักท่องเที่ยวอาจต้องจัดแผนใหม่เพื่อให้สามารถที่จะบริหาร card ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ และประหยัดเวลาในการเดินทางมากที่สุด สถานที่ท่องเที่ยวหนึ่งที่นักท่องเที่ยวควรไปเยือนและเข้าฟรีจาก card ก็คือ บ้านท่าน Bishop of Krakow (Karol Wojtyla) หรือบ้านท่านสันตะปาปาจอห์นปอลที่สองขณะดำรงตำแหน่ง Bishop นั่นเอง นักท่องเที่ยวที่ได้มาเยือนบ้านของท่านซึ่งปัจจุบันชื่อ John Paul II Museum จะสามารถสัมผัสกับความขลังราวต้องมนต์ไปกับของใช้ประจำวันและวิถีชีวิตประจำวันของท่าน อาทิ นาฬิกา กล้องถ่ายรูป เสื้อผ้า โต๊ะทำงานของสะสมต่างๆ ที่ท่านได้รับมาระหว่างดำรงตำแหน่งสันตะปาปา รวมทั้งได้มีโอกาสเห็นภาพถ่ายหายากอันแสดงให้เห็นถึงการรับใช้อย่างใกล้ชิดของท่านกับสามัญชนที่เห็นแล้วขนลุกนั่นคือ ภาพถ่ายที่ท่านล้างเท้าเฉกเช่นเดียวกันกับที่พระเยซูล้างเท้าให้กับสาวกอีกต่างหากด้วย

กระเป๋าสตางค์ท่านสันตะปาปา

กระเป๋าสตางค์ท่านสันตะปาปา
เสื้อผ้าท่านสันตะปาปา

เสื้อผ้าท่านสันตะปาปา
สภาพในบ้าน

สภาพในบ้าน
ภาพถ่ายท่านสันตะปาปาตอนหนุ่ม

ภาพถ่ายท่านสันตะปาปาตอนหนุ่ม
ภาพถ่ายท่านสันตะปาปาเซ็นชื่อ

ภาพถ่ายท่านสันตะปาปาเซ็นชื่อ
ภาพเขียนท่านสันตะปาปาในงานพิธี

ภาพเขียนท่านสันตะปาปาในงานพิธี
ภาพเขียนท่านสันตะปาปา

ภาพเขียนท่านสันตะปาปา
นาฬิกาท่านสันตะปาปา

นาฬิกาท่านสันตะปาปา
จักรยานและของใช้ส่วนตัวท่านสันตะปาปา

จักรยานและของใช้ส่วนตัวท่านสันตะปาปา
กล้องถ่ายรูปของท่านสันตะปาปา

กล้องถ่ายรูปของท่านสันตะปาปา

แหวกฟ้าหาฝัน : เยือน Ethnographic Museum Torun

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/316904

แหวกฟ้าหาฝัน : เยือน Ethnographic Museum Torun

แหวกฟ้าหาฝัน : เยือน Ethnographic Museum Torun

วันอาทิตย์ ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ตัวอย่างบ้าน

นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสเยือน Torun ได้ถ่ายรูปในบริเวณเมืองเก่าและเข้า The Living Museum ofGingerbread แล้ว นักท่องเที่ยวชื่นชอบมิวเซียม และวัฒนธรรมอาจเจียดเวลามาเข้า Ethnographic Museum Torun ด้วยก็ได้ ที่นี่เป็นมิวเซียมเก่าแก่ที่เปิดมาตั้งแต่ 1959 แล้ว ผู้จัดการมิวเซียมที่ดูแลมิวเซียมแห่งนี้อย่างยาวนานคือ ศาสตราจารย์ Maria Znamierowska-Prüfferowa ศาสตราจารย์ด้านมานุษยวิทยาแห่งมหาวิทยาลัย NicolausCopernicus เธอได้ยกระดับมิวเซียมแห่งนี้ให้เป็นมิวเซียมระดับชาติ และเป็นหนึ่งในสามของมิวเซียมชาติพันธุ์ของโปแลนด์ มิวเซียมแห่งนี้มีหน้าที่เก็บของสะสม ปกป้อง และรักษาของสะสมเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมของชาวโปแลนด์โดยมีของสะสมทั้งเอกสารและวัตถุต่างๆ เกี่ยวกับมานุษยวิทยาเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้มิวเซียมแห่งนี้ยังมีบทบาทสำคัญในการให้ความรู้กับประชาชนในเรื่องเกี่ยวกับมานุษยวิทยาของเมืองกับชาวเมือง ชาวโปแลนด์และนักท่องเที่ยวทั่วโลกอีกต่างหากด้วย

มิวเซียมแห่งนี้ไม่ได้อยู่ใจกลางเมืองแต่ไม่ได้ห่างไกลจนต้องใช้รถบัส นักท่องเที่ยวต้องเดินออกจากบริเวณเมืองเก่าไปทางทิศเหนือ 450 เมตร ค่าใช้จ่ายในการเข้าส่วนจัดแสดงถาวรที่เรียกว่า Secret of Everyday Life สนนราคา 5 เหรียญแต่ผู้สูงอายุสามารถเข้าฟรี และส่วนนิทรรศการที่เรียกว่า Ethnographic Park 9 เหรียญ นักท่องเที่ยวที่ไม่สนใจจะชมงาน outdoor สามารถเลือกดูเฉพาะภายในได้ หรือหากสนใจจะชมภายหลัง ค่าใช้จ่ายไม่ต่างกันเพราะไม่มีส่วนลดหากเลือกชมทั้งส่วนจัดแสดงถาวรและส่วนนิทรรศการเหมือนอย่างมิวเซียมแห่งอื่น

ส่วน Secret of Everyday Life เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับวัฒนธรรมรอบทะเลบอลติกระหว่างปี 1850-1950 ภายในจะมีการจัดแสดงเกี่ยวกับชีวิตประจำวันของผู้คนแถบ Kujawsko-Pomorski ซึ่งประกอบไปด้วยเมือง Kujawy, Bory Tucholskie,Kociewie, Paluki, Krajna ในเรื่องการทำมาหากินของชาวนาชาวไร่ และการทำงาน แม้ชีวิตในช่วงเวลานั้นจะไม่ได้น่ารื่นรมย์ แต่ชาวบ้านกลับสามารถตีความ และดัดแปลงวัฒนธรรมและความเป็นอยู่ให้พวกเขาสามารถที่จะผ่านความทุกข์ยากไปได้อย่างน่ารื่นรมย์ ของจัดแสดงยังเน้นย้ำถึงเส้นกั้นระหว่างอิทธิพลในเรื่องวัฒนธรรมของผู้มั่งคั่งและคนชั้นกลางที่แตกต่างจากชาวบ้านทั่วไปโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องเทคโนโลยีและการเปลี่ยนแปลงทางด้านอารยธรรม

แม้ชาวบ้านแถบนี้จะเป็นชาวโปลที่นับถือศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิกเป็นส่วนใหญ่ แต่เนื่องจากที่นี่เป็นเมืองท่าและเมืองการค้าสำคัญ วัฒนธรรมต่างชาติต่างศาสนาโดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวเยอรมัน ชาวดัตช์ชาวรัสเซีย ชาวโปแตสแตนท์ ยิปซีและชาวยิว จึงมีอิทธิพลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนไม่น้อย นักท่องเที่ยวจะได้ทราบว่าในระหว่างปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 และต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 คนแถวนี้กินอะไร แต่งตัวอย่างไร ทำความสะอาดร่างกายและบ้านอย่างไร และการใช้ชีวิตยามว่างเป็นอย่างไร

นักท่องเที่ยวที่มีเวลาและสนใจเกี่ยวกับบ้านของชาวโปลก็อาจเพิ่มเวลาในการเยี่ยมเยือนและจ่ายเงิน 9 เหรียญหรือประมาณ 90 บาทไทย เพื่อชมนิทรรศการแบบบ้านที่ชาวโปลอาศัยอยู่ในคริสต์ศตวรรษที่ 19 เนื่องจากเมือง Torun อยู่ค่อนมาทางเหนือของทวีปยุโรป ในฤดูหนาวจึงมีอากาศหนาวเย็นมาก นักท่องเที่ยวจะได้เห็นแบบบ้านที่คนเมืองหนาวอยู่โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังคาที่ทำจากหญ้าแห้งหนาหลายนิ้วถึงเป็นฟุต การจัดสัดส่วนในบ้านที่ห้องนอนเกือบทุกห้องจะมีรูปภาพที่เกี่ยวเนื่องกับศาสนาติดอยู่อันสะท้อนให้เห็นถึงความเคร่งครัดในศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิกอันเป็นศาสนาประจำถิ่นบ้านที่ไม่มีปล่องไฟ บ้านของช่างเหล็กที่เต็มไปด้วยเครื่องไม้เครื่องมือในการตีเหล็ก บ้านของชาวนา โรงนา โรงเลี้ยงสัตว์ สถานีดับเพลิง กังหันลมและกังหันน้ำ

หลังจากที่นักท่องเที่ยวเยี่ยมเยือนมิวเซียมแห่งนี้เสร็จ นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะไม่เพียงได้ความรู้และสนุกสนานกับการถ่ายภาพกับแบบบ้าน เข้าใจชีวิตผู้คนเท่านั้น ยังอาจรู้สึกว่าตัวเองได้นั่งไทม์แมชชีนย้อนกลับไปหลายร้อยปีในดินแดนที่ไม่เคยรู้จักมาก่อนเลยทีเดียว

เครื่องมือทอผ้า

เครื่องมือทอผ้า
ห้องนอน

ห้องนอน
สภาพห้องเก็บเครื่องมือทำมาหากินฟาร์ม

สภาพห้องเก็บเครื่องมือทำมาหากินฟาร์ม
ร้านตัดผม

ร้านตัดผม
เครื่องมือทำขนมปัง

เครื่องมือทำขนมปัง
ภายในบ้าน

ภายในบ้าน
ร้านช่างไม้

ร้านช่างไม้

แหวกฟ้าหาฝัน : เมืองขนมปังขิง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/315488

แหวกฟ้าหาฝัน : เมืองขนมปังขิง

แหวกฟ้าหาฝัน : เมืองขนมปังขิง

วันอาทิตย์ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

Interactive Media

นักท่องเที่ยวที่ได้มาเยือน Torun นอกจากจะเดินเที่ยวบริเวณเมืองเก่าซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก และถ่ายรูปกับงานประติมากรรมที่มีชื่อเสียงแล้ว สถานที่ท่องเที่ยวที่ต้องไปให้ได้ไม่เช่นนั้นเหมือนมาไม่ถึง Torun ก็คือ มิวเซียมขนมปังขิง Torun บ้านเกิดของ Nicolaus Copernicus นักคณิตศาสตร์ ดาราศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ผู้ปฏิวัติวงการดาราศาสตร์ด้วยทฤษฎีที่ให้ดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางจักรวาลแทนโลกนี้เป็นเมืองที่มีชื่อเสียงด้านขนมปังขิง ทั้งนี้เพราะเมืองนี้ตั้งอยู่บนพื้นที่ที่มีดินดี ทำให้สามารถปลูกข้าวสาลีได้ดี และยังอยู่ใกล้กับหมู่บ้านที่มีน้ำผึ้งมาก ยิ่งกว่านั้นการที่เมืองนี้อยู่ใกล้ทะเลทำให้การนำเข้าเครื่องเทศซึ่งมาจากอินเดียเพื่อใช้ทำขนมปังขิงทำได้ง่ายขึ้น ขนมปังขิงของเมืองนี้ถูกกล่าวถึงครั้งแรกตั้งแต่ปี 1380 และได้รับชื่อเสียงไปทั่วโปแลนด์และยุโรปอย่างรวดเร็ว ช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 17 เมื่อขนมปังขิงของเมือง Torun เป็นที่ต้องการมากขึ้น รัฐบาลเมืองจึงให้การสนับสนุนด้วยการลดภาษีเครื่องเทศที่นำเข้าจากที่อื่นเพื่อเพิ่มการส่งออก

อย่างไรก็ดี ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 18 การค้าขนมปังเริ่มตกต่ำจนเหลือเพียงรายเล็กๆ 3 รายอันเป็นผลมาจากการที่บริษัทใหญ่ๆ กว้านซื้อร้านเล็กๆ ไปหมด และหันมาผลิตเป็นแบบโรงงานแทนโรงงานที่ใหญ่และมีชื่อเสียงที่สุดเป็นของ Gustav Weese ซึ่งเป็นร้านขนมปังเก่าแก่
ตั้งแต่ปี 1763 ขนมปังขิงของโรงงานนี้เป็นที่ต้องการมากทั่วทั้งยุโรปและแอฟริกา สามารถส่งออกไปถึงญี่ปุ่น จีน ตุรกี และโฮโนลูลู นอกจากขนมปังขิงจะเป็นที่ชื่นชอบของคนทั่วไปแล้ว มันยังเป็นอาหารประจำชาติของชาวโปแลนด์ที่พวกเขามักมอบให้กับนักการเมือง กษัตริย์ และศิลปิน เช่น พระเจ้านโปเลียนแห่งฝรั่งเศส พระสันตะปาปาจอห์นปอลล์ที่สอง, Jan Matejko นักจิตรกรรม, Helena Modjeska นักแสดง และ Artur Rubinstein นักเปียโนขนมปังขิงยังเป็นสิ่งสำคัญของเมืองจนกระทั่ง Fryderyk Hoffman นักกวีแห่งคริสต์ศตวรรษที่ 17 ยกย่องให้เป็น 1 ใน 4 ของสิ่งที่ดีที่สุดของโปแลนด์นั่นคือ วอดก้าของ Gdansk, ขนมปังขิงของ Torun, ผู้หญิงของ Krakow และ รองเท้าของวอร์ซอร์

เมื่อขนมปังขิงเป็นสิ่งที่มีความสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของเมือง นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบมิวเซียมย่อมอยากเยือนมิวเซียมที่เกี่ยวข้องกับขนมปังขิงอย่างไม่ต้องสงสัย เมือง Torun มีมิวเซียมขนมปังขิง 2 แห่ง นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบความแปลก และต้องการเรียนรู้การทำขนมปังขิงด้วย ควรไปเยือน The Living Museum of Gingerbread มิวเซียมinteractive แห่งแรกของยุโรปที่ถูกสร้างขึ้นในปี 2006 นี้ตั้งอยู่ที่เลขที่ 9 ถนน Rabianska ไม่ไกลจากอนุสาวรีย์ Copernicus มากนัก นักท่องเที่ยวต้องซื้อตั๋วเข้ามิวเซียมก่อนโดยสนนราคามี 2 แบบขึ้นอยู่กับว่านักท่องเที่ยวจะเข้าworkshop ซึ่งจะจัดเป็นรอบๆ เพื่อหัดทำขนมด้วยหรือไม่ หากนักท่องเที่ยวไม่สนใจหัดทำขนมปังขิง ก็อาจเยือนแต่มิวเซียมได้โดยค่าใช้จ่ายจะถูกกว่า และสามารถชิมขนมปังขิงที่มีวางไว้ให้ลองชิมหลังเสร็จสิ้นการเยือนมิวเซียมเหมือนกัน ภายในมิวเซียมชั้นหนึ่ง ส่วนมิวเซียมจะเป็นห้องจัดแสดงวิธีการทำขนมปังขิง เครื่องมือ อุปกรณ์ตั้งแต่สมัยโบราณจนถึงเริ่มเข้าสู่ยุคโรงงาน ส่วนชั้นสองจะเป็นส่วนโรงงานสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 19-20 ที่บริหารโดยพี่น้องตระกูล Rabianski ซึ่งจัดแสดงเครื่องจักรจากเยอรมนีที่ใช้ทำขนมปัง เตาเผาและแบบทำขนมปังต่างๆ ก่อนกลับนักท่องเที่ยวอาจนั่งพักและลองกินขนมปังขิงที่มีวางไว้ให้กินฟรีบนชั้นสองนี้ได้

สำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการมาให้ถึง Torun อาจเข้าส่วนเวิร์กช็อปที่อยู่ชั้นหนึ่งด้วย ส่วนเวิร์กช็อปนี้จะนำนักท่องเที่ยวกลับสู่ยุคกลางเพื่อเรียนรู้วิธีทำขนมปังขิงจากผู้ชำนาญการทำขนมปังขิงในสมัยนั้น นักท่องเที่ยวจะมีโอกาสเรียนรู้วิธีการทำขนมปังขิงอย่างละเอียดและได้มีโอกาสที่จะตระเตรียมและทำขนมปังขิงด้วยตัวเองจนเสร็จสิ้นกระบวนการและได้รับขนมปังขิงที่ทำกลับบ้านไปด้วย

Work Shop

Work Shop
ห้องผู้จัดการโรงงาน

ห้องผู้จัดการโรงงาน
มิวเซียมขนมปังขิง

มิวเซียมขนมปังขิง
พิมพ์ขนมปัง

พิมพ์ขนมปัง
เตาอบสมัยเก่า

เตาอบสมัยเก่า
ตัวอย่างขนมปังขิง

ตัวอย่างขนมปังขิง
ขนมปังขิงแจก

ขนมปังขิงแจก
การจัดแสดงภายใน

การจัดแสดงภายใน

แหวกฟ้าหาฝัน : ชิวๆ ชมเมือง Torun

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/314084

แหวกฟ้าหาฝัน : ชิวๆ ชมเมือง Torun

แหวกฟ้าหาฝัน : ชิวๆ ชมเมือง Torun

วันอาทิตย์ ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

Town Hall

นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสมาโปแลนด์ และชอบกินขนมปังขิง เมืองหนึ่งที่ควรไปเยือนให้ได้ก็คือ เมืองTorun ที่อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือห่างจากวอร์ซอโดยรถไฟ 2 ชั่วโมง 45 นาทีถึง 3 ชั่วโมง แล้วแต่ชนิดของรถไฟ เมืองนี้อยู่ห่างจากเมือง Bydgoszcz โดยรถไฟเพียงแค่ 1 ชั่วโมงเท่านั้น สามารถเดินทางไปพร้อมกันได้ หรือจะนอนเมืองใดเมืองหนึ่งแล้วเดินทางไปเที่ยวอีกเมืองหนึ่งก็ได้ การเดินทางเข้าเมืองจากสถานีรถไฟ แนะนำนั่งรถบัสสาย 22 สนนราคา 2.8 เหรียญ และหากเป็น senior แค่ 1.4 เหรียญ เพราะการเดินต้องใช้เวลาค่อนข้างนานและไม่มีอะไรดูข้างทาง รถบัสจะจอดก่อนเข้าประตูเมือง มีสวนสาธารณะที่สวยงามให้ถ่ายรูปได้โดยเฉพาะในฤดูใบไม้เปลี่ยนสี

Nicolaus Copernicus and Tower

Torun เมืองทางทิศเหนือของโปแลนด์บนแม่น้ำ Vistula นี้เคยเป็นเมืองเก่าแก่ที่สุดของประเทศมาตั้งแต่สมัยคริสต์ศตวรรษที่ 8 ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 13 เมืองนี้ได้ถูกขยายอาณาเขตให้กว้างขวางขึ้นโดยกลุ่มอัศวิน Teuton ที่นี่จึงมีประชากรหลากหลายพื้นฐานและศาสนาจนได้ชื่อว่าเป็นเมืองที่ทันสมัยที่สุดทั้งทางด้านวัฒนธรรมและเทคโนโลยีในยุคกลาง ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 17 เมืองนี้ได้กลายเป็นศูนย์กลางทางการค้าจึงมีความมั่งคั่งสูงส่งผลให้สถาปัตยกรรมของที่นี่ก้าวหน้าและสวยงามกว่าเมืองอื่นไม่ว่าจะเป็นแบบโกธิค แมนเนอริสซึม หรือบาโรค การที่เมืองนี้เป็นเพียงไม่กี่เมืองของโปแลนด์ที่รอดพ้นน้ำมือของระเบิดจากสงครามทำให้ย่านเมืองเก่าของที่นี่ยังคงความสวยงามไว้ได้จนได้ชื่อว่าเมืองที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งในยุโรปและได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในปี 1997 อีกทั้งยังติดอันดับ หนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโปแลนด์ในปี 2007 ด้วย

Town Hall

นักท่องเที่ยวที่ไม่ชอบเข้ามิวเซียมใดๆ แต่ชอบถ่ายภาพ และได้มีโอกาสมาเยือน Torun เมืองมรดกโลกแห่งนี้สามารถใช้เวลากับย่านเมืองเก่าที่มีสถาปัตยกรรมและงานประติมากรรมหลากหลายชิ้นได้อย่างไม่รู้เบื่อ เช่น 1.Town Hall หรือศาลาว่าการเมือง อาคารซึ่งเป็นหนึ่งในอาคารที่ใหญ่ที่สุดและเก่าแก่ที่สุดของยุโรปแห่งนี้เป็นอนุสรณ์ของความรุ่งเรืองของเมืองในยุคจักรวรรดิ Hansa อาคารนี้ถูกสร้างขึ้นภายใต้อัศวิน Teuton ที่มีนามว่า Conrad von Wallenrode ในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 14 ซึ่งเป็นช่วงที่เมืองนี้มั่งคั่งสูงสุด อาคารนี้ทำหน้าที่สองอย่างคือ ชั้นหนึ่งเป็นหอการค้าสำหรับขายเสื้อผ้า ส่วนชั้นบนเป็นที่ว่าการของเทศบาล2.คนสีไวโอลินที่มีกบล้อมรอบ ประติมากรรมนี้มีนิยายปรัมปรามาจากการที่เมืองนี้ตั้งอยู่ริมแม่น้ำ Vistula เป็นเมืองชายแดน และอยู่ในตำแหน่งการค้าที่สำคัญของยุโรป ทำให้การล่องแพเป็นประเพณีสำคัญ ครั้งหนึ่ง เมืองถูกโจมตีโดยฝูงกบ ชาวเมืองจึงเดือดร้อนมาก นักล่องแพคนหนึ่งคิดวิธีกำจัดกบได้ด้วยการสีไวโอลินเรียกกบมาอยู่รวมกันและขับไล่ฝูงกบออกไปจากเมือง เพื่อระลึกถึงคุณงามความดีของนักล่องแพท่านนี้ชาวเมืองจึงตั้งอนุสาวรีย์รูปคนสีไวโอลินและมีฝูงกบล้อมรอบไว้ในปี 1914

ทางเข้าเมือง

3.อนุสาวรีย์ Nicolaus Copernicus นักดาราศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่และสร้างชื่อเสียงให้ชาวเมือง อนุสาวรีย์นี้ได้รับการดำริขึ้นครั้งแรกโดย พระเจ้าFrederick the Great แห่งปรัสเซีย ณ หลุมฝังศพของ Copernicus ที่ Frauenburg แต่แนวคิดนี้ไม่สำเร็จ ต่อมาStanislaw Staszic นักวิทยาศาสตร์ชาวโปแลนด์ดำริจะสร้างอนุสาวรีย์ให้ Copernicus อีกหลังจากได้ยินพระเจ้านโปเลียนแห่งฝรั่งเศสเห็นว่า ยังไม่มีใครสร้างอนุสาวรีย์ให้Copernicus เลย อนุสาวรีย์นี้จึงถูกสร้างขึ้นครั้งแรกในปี 1809 โดยบัญชาของพระเจ้านโปเลียนแห่งฝรั่งเศส หลังสงครามนโปเลียน คณะกรรมการตัดสินใจย้ายอนุสาวรีย์ไปเมืองอื่น แต่ภายหลัง กรรมการเมืองได้ตัดสินใจสร้างอนุสาวรีย์ขนาด 2 เท่าของขนาดตัวขึ้น ณ Torunบ้านเกิดของ Copernicus ซึ่งก็คืออนุสาวรีย์Copernicus ในชุดนักวิชาการที่มือซ้ายถือลูกโลกและนิ้วชี้ขวาชี้ไปที่สวรรค์อันเป็นสัญลักษณ์ของความเชื่อมต่อทางด้านดาราศาสตร์ที่นักท่องเที่ยวที่มาเยือน Torun ต้องมาถ่ายรูปให้ได้ ไม่เช่นนั้นเหมือนมาไม่ถึง Torun นั่นเอง

Violinist

ประติมากรรมกบ

ประติมากรรมลา

Nicolaus Copernicus and Tower

แหวกฟ้าหาฝัน : ช็อปปิ้ง@โรงงานเบียร์เก่าเมืองPoznan

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/312707

แหวกฟ้าหาฝัน : ช็อปปิ้ง@โรงงานเบียร์เก่าเมืองPoznan

แหวกฟ้าหาฝัน : ช็อปปิ้ง@โรงงานเบียร์เก่าเมืองPoznan

วันอาทิตย์ ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

Old Town Poznan

นักท่องเที่ยวที่ชอบเมืองสวยๆ ห้างเยอะๆ ที่ได้มาเยี่ยมเยือนโปแลนด์ เมืองหนึ่งที่แนะนำก็คือ Poznan เมืองทางทิศตะวันตกที่อยู่ห่างจากวอร์ซอร์โดยรถไฟ 3 ชั่วโมงเศษนี้เป็นเมืองที่ใหญ่อันดับสองของโปแลนด์และเป็นเมืองที่มีประชากรมากเป็นอันดับ 4 ของประเทศ โดยมีประชากรมากถึง 550,000 คน ปัจจุบันเมืองที่เก่าแก่และใหญ่ที่สุดเมืองหนึ่งของโปแลนด์แห่งนี้เป็นศูนย์กลางทั้งทางด้านการค้า กีฬา การศึกษา เทคโนโลยีและท่องเที่ยว มหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงที่สุดของเมืองคือ มหาวิทยาลัย AdamMickiewicz มีนักศึกษามากถึง 13,000 คนและใหญ่เป็นอันดับสามของประเทศ Poznanยังเป็นเจ้าภาพของงานแสดงสินค้านานาชาติที่ใหญ่ที่สุดในโปแลนด์ และยุโรปอยู่เนืองๆ เนื่องจากเมืองนี้เป็นเมืองมหาวิทยาลัย และมีความรุ่งเรืองอย่างมากจึงเป็นเมืองที่มีความมั่งคั่ง และมีมาตรฐานการดำรงชีวิตที่สูง มีชื่อเสียงทางด้านความปลอดภัยจึงได้รับการคัดเลือกให้เป็นเมืองที่มีคุณภาพชีวิตที่ดีระดับต้นๆ จาก Globalization and World Cities Research Network

Poznan เป็นเมืองที่มีความสำคัญมาอย่างยาวนานตั้งแต่สมัยโปแลนด์ยังเป็นชนเผ่า ที่นี่ได้ดำรงตำแหน่งสำคัญของประเทศก่อนที่โปแลนด์จะเป็นประเทศคาทอลิกในปี 966 และยังเป็นเมืองแรกที่มีโบสถ์คาทอลิก และมี Archbishopมาดำรงตำแหน่งหัวหน้าศาสนจักรด้วย หลังจากการสิ้นพระชนม์ของพระเจ้า Mieszko ที่สอง เมืองนี้ก็อ่อนแอลง และเมืองหลวงของประเทศก็ถูกย้ายไปอยู่ที่เมือง Krakow อย่างไรก็ดีเมืองนี้กลับมีอิสระในการปกครองตนเอง และได้สร้างปราสาทให้เป็นที่ประทับของเจ้าผู้ครองนครในปี 1249 ภายใต้บัญชาของ Duke Przemysl ที่ 1 ทางทิศตะวันตกของแม่น้ำ Warta ต่อมาพระองค์ได้ตั้งให้ Thomasof Guben เป็นผู้สร้างเมือง เขาจึงได้เกณฑ์ชาวเยอรมันมาช่วยส่งผลให้ชาวเยอรมันย้ายมาตั้งถิ่นฐานในเมืองนี้เป็นจำนวนมาก

นับจากนั้นมาเมืองนี้ก็ยิ่งมีความสำคัญมากขึ้นเพราะที่นี่กลายเป็นเมืองการค้าระหว่าง Lithuania และ Ruthenia กับยุโรปตะวันตก อย่างไรก็ดีความรุ่งเรืองของเมืองกลับหยุดชะงักลงเมื่อย่านเมืองเก่าไฟไหม้ไปในวันที่ 2 พฤษภาคม 1536 ทำให้ปราสาท ศาลาว่าการเมืองและอาราม รวมทั้งอาคารถึง 175 หลัง ถูกทำลายลงอย่างราบคาบ ซ้ำร้ายเมืองนี้ยังได้รับผลกระทบจากโรคระบาดและในระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 17-18 ที่นี่ยังได้รับผลกระทบอย่างหนักจากสงครามหลายครั้งอีกต่างหากด้วย หลังสงครามโลกครั้งที่สองเทศบาลเมืองได้ทำการพัฒนาอาคารขึ้นใหม่ และทำการขยายส่วนกลางเมืองขึ้นในปี 1987

บริเวณเมืองเก่านั้นประกอบด้วยพื้นที่ซึ่งเคยเป็นเมือง Poznan มาตั้งแต่สมัยยุคกลาง ประกอบด้วย ตลาดและศาลาว่าการเมืองอันบ่งบอกถึงความรุ่งเรืองของเมืองมาตั้งแต่ปี 1253 นักท่องเที่ยวที่มาเยี่ยมเยือนจะเห็นว่าบริเวณเมืองเก่าเต็มไปด้วยอาคารหลากสีเป็นรูปโค้งตัวยู ไม่ได้เป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัสเหมือนอย่างเมืองทั่วไป ทั้งนี้เพราะบริเวณเมืองเก่าปัจจุบันเป็นพื้นที่ที่อยู่ภายใต้กำแพงเมืองโบราณ ความสวยงามของบริเวณนี้ทำให้พื้นที่นี้ได้รับการจดทะเบียนให้เป็นสมบัติชาติ

นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบการช็อปปิ้งและชอบดูงานออกแบบอาคารสวยๆ ที่ได้มีโอกาสมาเมือง Poznan ไม่เพียงสามารถที่จะเดินเล่นในย่านเมืองเก่าแล้ว ไม่ควรหยุดช็อปเพียงแค่ห้างหน้าสถานีรถไฟเท่านั้น ต้องมาช็อปที่ StaryBrowar ช็อปปิ้งเซ็นเตอร์ที่เป็นทั้งศูนย์กลางการค้าและศิลปะให้ได้ ที่นี่ไม่เพียงมีร้านค้าและความงดงามที่ไม่เหมือนช็อปปิ้งเซ็นเตอร์อื่นๆ ยังมีความแปลกใหม่ในแง่ของการจัดพื้นที่อันเป็นผลมาจากการดัดแปลง Brewery Huggerow โรงงานผลิตเบียร์เก่ามาเป็นห้างสรรพสินค้า ห้างที่มีพื้นที่ 130,000 ตารางเมตร และร้านค้า 210 ร้าน ซึ่งเดิมถูกออกแบบโดย Studio ADS และถูกดัดแปลงให้เป็นห้างโดย RyszardKajaนี้ได้กลายเป็นของ Deutsche Asset & Wealth Management ตั้งแต่ปี 2015 นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสมาเยี่ยมเยือนห้างแห่งนี้จะรู้สึกถึงความลงตัวในการออกแบบ การจัดวางแสง และการจัดการพื้นที่สมกับที่ห้างแห่งนี้ได้รับรางวัล Best Shopping Center ขนาดกลางทั้งระดับทวีปยุโรปและระดับโลกในปี 2005 และยังชนะประกวด National Geographic Travelerในปี 2012 จนทำให้เมืองนี้ได้รับรางวัลที่หนึ่งของ New Polish Wondersอีกต่างหากด้วย

Old Town Poznan2

Old Town Poznan2
ห้างตรงข้ามสถานีรถไฟ

ห้างตรงข้ามสถานีรถไฟ
หลังคา Stary Browar

หลังคา Stary Browar
Stary Browar ภายใน

Stary Browar ภายใน
Stary Browar ภายใน

Stary Browar ภายใน
Stary Browar ด้านติด park

Stary Browar ด้านติด park
Stary Browar passage ภายใน

Stary Browar passage ภายใน
Skin Stary Browar

Skin Stary Browar
Old Town Poznan 4

Old Town Poznan 4
Old Town Poznan3

Old Town Poznan3

แหวกฟ้าหาฝัน : ตามรอย Pope John Paul II ที่ Gdansk

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/311847

แหวกฟ้าหาฝัน : ตามรอย Pope John Paul II ที่ Gdansk

แหวกฟ้าหาฝัน : ตามรอย Pope John Paul II ที่ Gdansk

วันอาทิตย์ ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

รูปถ่ายท่านสันตะปาปาในร้าน

นักท่องเที่ยวที่มีโอกาสเยือนโปแลนด์ เมืองหนึ่งที่ควรไปให้ได้ก็คือ Gdansk เมืองทางเหนือติดทะเลบอลติกของประเทศแห่งนี้มีความสำคัญ และความสวยงามอย่างมาก นักท่องเที่ยวที่ซื้อ Poland rail pass สามารถนั่งรถไฟจากกรุงวอร์ซอด้วยรถตรงขบวนพิเศษที่ต้องเสียเงินเพิ่มไม่ว่าจะนั่งรถชั้นหนึ่งหรือสองก็ตามเป็นเงิน 43 เหรียญโปแลนด์ แต่ถ้านั่งชั้นหนึ่งจะมีอาหารเสิร์ฟเหมือนอาหารโรงแรม 1 มื้อ โดยใช้เวลา 2 ชั่วโมง 40 นาทีแต่หากนักท่องเที่ยวเดินทางจากเมืองMalbork ก็จะใช้เวลาเพียงแค่ 30 นาทีเท่านั้น โดยมีรถไฟขบวนหวานเย็นหรือ BTS มาให้เลือกด้วยการเดินทางเข้าเมืองจากสถานีรถไฟก็ไม่ยาก ไม่จำเป็นต้องใช้รถบัสเลย เพราะเดินไปเรื่อยๆ แค่ 10 กว่านาทีก็ถึงมิวเซียมอำพันซึ่งก็คือกลางเมืองแล้ว

Gdansk เมืองหลวงของแคว้นPomeranian Voivodeship และเมืองท่าที่สำคัญทางใต้ของอ่าว Gdansk นี้เป็นเมืองขนาดใหญ่ มีประชากรมากถึง 1.4 ล้านคน เมืองที่เคยถูกปกครองโดยเยอรมนีเคยเป็นเมืองหลวงของโปแลนด์และเคยได้ชื่อว่าเป็นเมืองที่ใหญ่และร่ำรวยที่สุดของประเทศก่อนที่วอร์ซอจะกลายเป็นเมืองหลวงในคริสต์ศตวรรษที่ 18 ในช่วงก่อนสิ้นสุดการปกครองแบบคอมมิวนิสต์ เมืองนี้ยังเป็นเมืองต้นกำเนิดของการเดินขบวนเพื่อประกาศอิสรภาพจนก่อให้เกิดการล่มสลายของลัทธิคอมมิวนิสต์ในยุโรปตะวันออกและการพังทลายลงของกำแพงเบอร์ลินในเวลาต่อมา

นอกจากความสำคัญทางประวัติศาสตร์แล้ว เมืองที่มีความสวยงามมากแห่งนี้ยังเป็นเมืองที่มีความสำคัญมากสำหรับชาวคาทอลิกโปแลนด์ด้วย ทั้งนี้เพราะที่นี่เป็นสถานที่ท่านสันตะปาปาจอห์นปอลที่สองเคยมาเยี่ยมเยือน สันตะปาปาจอห์นปอลที่ 2 หรือ เซนต์จอห์นปอลที่สองซึ่งได้รับเลือกเป็นสันตะปาปาตั้งแต่ปี 1978 เป็นผู้มีชื่อเสียงในการนำการสิ้นสุดยุคคอมมิวนิสต์มาสู่ทวีปยุโรปตะวันออกอย่างสันติ ท่านเป็นสันตะปาปาที่มีชื่อเสียงมาก เนื่องจากไม่เพียงท่านเป็นสันตะปาปาอยู่ยาวนานหลายสิบปี นำสันติภาพมาสู่ภูมิภาคยุโรปแล้ว ท่านยังเป็นสันตะปาปาที่เดินทางมากที่สุดด้วย ยิ่งกว่านั้น การที่ท่านเป็นคนโปแลนด์โดยกำเนิดทำให้ท่านไม่เพียงได้รับความเคารพนับถืออย่างมาก ยังเป็นที่เชิดหน้าชูตาให้กับชาวโปแลนด์ด้วย

เมื่อครั้งที่ท่านเสด็จมายังเมือง Gdansk ในปี 1987 อันเป็นเมืองที่เคยจัดการฉลองการเป็นอิสรภาพจากลัทธิคอมมิวนิสต์ การเทศน์ของท่านบนเวทีที่สูงกว่า 15 เมตรมีประชาชนกว่าล้านคนมายืนฟังยาวถึง 5 กิโลเมตร แม้ช่วงเวลานั้นชาวโปแลนด์ส่วนหนึ่งจะละทิ้งประเทศไป เพราะพวกเขาต้องการโอกาสและชีวิตใหม่นอกประเทศ การเทศน์ครั้งนั้นเพื่อหนุนใจให้ชาวโปลต่อสู้กับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในประเทศอย่างกล้าหาญ สามัคคี และอดทน เพื่อยืนยันว่าการช่วยเหลือซึ่งกันและกันจะนำสันติสุขและความมั่งคั่งมาให้กับโปแลนด์มากกว่าความขัดแย้งและการแตกแยก ท่านเน้นย้ำให้ชาวโปแลนด์รักซึ่งกันและกันตามคำสอนของพระคัมภีร์

นอกจากท่านสันตะปาปาจะมาเทศน์ที่เมืองนี้แล้ว ท่านยังได้มาชิมอาหารเลิศรสของเมืองซึ่งเป็นร้านที่มีคนดังๆ มากมายมาเยือน นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบการติดตาม Michelin star ควรตามมาลิ้มลองด้วย ร้านที่ว่านั่นคือ Pod Lososiem หรือชื่อบน Google map คือ Under the Salmon ร้านอาหารเล็ก ๆ ที่อยู่บนถนน Szerokaนี้เป็นร้านที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1598 ร้านนี้สามารถผ่านร้อนผ่านหนาวจากสงครามมาตลอดและสามารถยืนหยัดมาปรุงอาหารพื้นเมืองให้กับคนดัง ๆ ทั่วโลกรับประทานจวบจนปัจจุบัน นักท่องเที่ยวที่มีโอกาสไปเยือนโปแลนด์และมาถึง Gdansk ต้องหาโอกาสไปลิ้มลองเมนูเด็ดให้ได้ ไม่ว่าจะเป็นจาน Salmon ที่ท่านสันตะปาปาจอห์นปอลที่สองรับประทาน หรือจานเนื้อที่ท่านประธานาธิบดีจอร์จบุชเคยลิ้มลอง นอกจากนักท่องเที่ยวจะได้ตามรอยท่านโป๊ปจากเมนูอาหารแล้ว นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสมาถึงร้านอาหารร้านนี้แล้วจะสามารถประทับใจไม่รู้ลืมกับการตกแต่งที่วิจิตรตระการตาราวกับว่ากำลังได้รับประทานอาหารในวังเลยทีเดียว

แก้วเบียร์

แก้วเบียร์

เมนูหน้าร้าน

เมนูหน้าร้าน
เมนูที่ท่าน Pope รับประทาน

เมนูที่ท่าน Pope รับประทาน
บรรยากาศในร้าน

บรรยากาศในร้าน
บรรยากาศในร้าน (2)

บรรยากาศในร้าน (2)
บรรยากาศในเมือง

บรรยากาศในเมือง
ชุดจานรับแขก

ชุดจานรับแขก

จาน Salmon

จาน Salmon

แหวกฟ้าหาฝัน : Amber Museum เมือง Gdansk

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/310548

แหวกฟ้าหาฝัน : Amber Museum เมือง Gdansk

แหวกฟ้าหาฝัน : Amber Museum เมือง Gdansk

วันอาทิตย์ ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ของตกแต่งจากอำพัน

นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสมาเยือนเมือง Gdansk เมืองท่าทางเหนือของโปแลนด์ติดทะเลบอลติกสถานที่ท่องเที่ยวหนึ่งที่ต้องไปเยี่ยมเยือนให้ได้ไม่เช่นนั้นเหมือนมาไม่ถึงเมืองนี้ก็คือ
Amber Museum ทั้งนี้เพราะเมืองนี้เป็นแหล่งใหญ่ของ Amber หรืออำพัน และเป็นเมืองที่มีการค้าอำพันมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

หลายคนคงสงสัยว่า Amber หรืออำพันคืออะไร และสำคัญอย่างไร อำพันก็คือยางของซากต้นไม้ดึกดำบรรพ์ตั้งแต่สมัย Neolithic ซึ่งมีความสวยงามจนมนุษย์นำมาทำเป็นเครื่องประดับ และของตกแต่งต่างๆ หรือแม้แต่ทำเป็นยา การถือกำเนิดของอำพันในขั้นแรกจะอ่อนนุ่มเพราะมันคือยางของต้นไม้ และมีสัตว์หรือวัตถุต่างๆ ฝังเข้าไป อำพันเป็นของที่รู้จักกันมาตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 4 แล้ว บันทึกในประวัติศาสตร์ของชาวเยอรมันที่ถูกเรียกว่า Gutones ซึ่งอาศัยอยู่ริมหาดกล่าวถึงอำพันไว้ว่า พวกเขาพบอำพันตามชายหาดของเกาะ Abalus ในฤดูใบไม้ผลิ และใช้มันเป็นเชื้อเพลิงหรือขายให้กับเพื่อนบ้านซึ่งก็คือชาว Teutonesบริเวณที่พบอำพันจำนวนมาก ได้แก่ Heligoland, Zealand, Bay of Gdansk, SambiaPennisula ซึ่งแหล่งเหล่านี้ก็เป็นแหล่งค้าอำพันที่ใหญ่ที่สุดของยุโรปเหนือที่เชื่อมต่อกับทะเลเมดิเตอร์เรเนียนหรือที่เรียกว่าAmber Road

อำพันมีองค์ประกอบเป็นสารเนื้อผสม แต่เนื้อของมันก็ประกอบไปด้วยสารหลายชนิดที่ละลายได้ในเอทานอล ไดเอตทิลอีเทอร์ และคลอโรฟอร์ม รวมถึงสารที่ละลายไม่ได้จำพวกบิทูเมนอำพันประกอบไปด้วยสารโมเลกุลขนาดใหญ่จากการเกิดโพลิเมอร์ด้วยการเติมอนุมูลอิสระของสารดั้งเดิมในกลุ่มของแลบเดน กรดคอมมูนิกคัมมูนอลและไบโฟร์มีน เมื่ออำพันมีอายุมากขึ้นเรื่อยๆก็จะมีการเกิดโพลิเมอร์มากขึ้นเรื่อยๆพร้อมๆไปกับปฏิกิริยาไอโซเมอร์เมื่ออำพันโดนความร้อนที่มากกว่า 200 องศาเซลเซียส จะละลายออกมาเป็นน้ำมันอำพัน อำพันบอลติกมีความแตกต่างไปจากอำพันชนิดอื่นๆ ของโลกด้วยเนื้อของมันมีกรดซัคคินิกจนเป็นที่รู้จักกันในนามของซัคคิไนต์

การพัฒนาการของยางไม้จากต้นไม้ที่ยังมีชีวิตที่ทำให้เกิดอำพันนั้นไม่ค่อยบริสุทธิ์ เพราะหลังจากที่ยางไม้ตกลงบนพื้นจะมีซากเศษของสิ่งต่างๆ อยู่ส่งผลให้ยางไม้มีสีต่างๆ กัน อำพันสามารถพบได้หลายแห่ง ส่วนใหญ่จะเป็นบริเวณที่ยุคหินรุ่งเรือง เช่น ชายฝั่ง Samland ทางทิศตะวันตกของ Konigberg ในปรัสเซียอันเป็นบริเวณที่ถูกกล่าวขวัญถึงว่ามีอำพันเป็นจำนวนมากมาตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 12 จวบจนถึงปี 1946 ส่วนวิธีการทำเหมืองอำพันก็คือการขุดเอาพื้นทะเลขึ้นมา แล้วเก็บอำพันโดยใช้มือ หรือการดำน้ำลงไปเก็บอำพันขึ้นมา

มิวเซียมอำพันหรือ Amber Museum ของเมือง Gdansk ตั้งอยู่ไม่ไกลจากสถานีรถไฟนัก และอยู่ใกล้กับ information มาก ห่างกันเพียงแค่ข้ามถนน มิวเซียมแห่งนี้ตั้งอยู่ ณ ตำแหน่งประตูเมืองเก่าที่เคยเป็นหอคอยคุมขังและห้องทรมานนักโทษ การจัดแสดงแบ่งเป็นสองส่วนคือ ส่วนที่หนึ่งจัดแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับอำพัน เส้นทางการค้าอำพันแถบบอลติก อำพันแบบต่างๆ ที่ภายในมีสัตว์และพืชอยู่ภายใน รวมทั้งเครื่องประดับและเครื่องไม้เครื่องมือที่ทำจากอำพันการที่ Gdansk เป็นตำแหน่งสำคัญทางการค้าอำพัน ทำให้เมืองนี้มีการทำเครื่องประดับอำพันมาตั้งแต่ปี 1477 โดยรุ่งเรืองสุดในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 16-18 โดยในช่วงเวลานั้น เมือง Gdansk ไม่เพียงเป็นแหล่งผลิตเครื่องประดับ แต่ยังสร้างสรรค์งานประติมากรรม งานตกแต่ง และของใช้ในชีวิตประจำวันด้วย ปัจจุบัน เนื่องจากอำพันเป็นของมีราคาสูง งานส่วนใหญ่จึงเป็นงานเครื่องประดับเท่านั้นนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบเครื่องประดับและเรื่องราวของอำพันจะสามารถตื่นตาตื่นใจกับของจัดแสดงต่างๆ ที่แม้มีจำนวนห้องไม่มาก แต่ก็ได้ความรู้และความเพลิดเพลินเป็นอย่างดี

ส่วนที่สองเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติของอาคารตั้งแต่การถือกำเนิดของอาคาร ส่วนของหอคอยที่สร้างขึ้นตั้งแต่กลางคริสต์ศตวรรษที่ 14 ซึ่งใช้เป็นป้อมปราการป้องกันเมือง ส่วนพื้นที่ใช้สอยอันเคยเป็นที่คุมขังและทรมานนักโทษได้รับการปรับปรุงหลายครั้งในคริสต์ศตวรรษที่ 15-16 เพื่อรองรับการใช้งานที่หลากหลายมาขึ้นจวบจนถึงการปรับปรุงให้ทันสมัยระหว่างปี 2000-2006 เพื่อใช้
เป็นมิวเซียมนักท่องเที่ยวที่ไม่ชื่นชอบเรื่องคุก และการทรมานอาจสามารถได้อรรถรสที่แตกต่างแต่ก็อาจรู้สึกกระอักกระอ่วนก็เป็นได้

display พร้อมแว่นขยาย

display พร้อมแว่นขยาย
อำพันขนาดใหญ่

อำพันขนาดใหญ่
ส่วนที่เคยเป็นคุก

ส่วนที่เคยเป็นคุก
ภายในอาคารเดิม

ภายในอาคารเดิม
เครื่องประดับจากอำพัน

เครื่องประดับจากอำพัน
เครื่องดนตรีจากอำพัน

เครื่องดนตรีจากอำพัน
interactive display

interactive display