แหวกฟ้าหาฝัน : ไปเที่ยวปราสาทที่ใหญ่ที่สุดในโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/309165

แหวกฟ้าหาฝัน : ไปเที่ยวปราสาทที่ใหญ่ที่สุดในโลก

แหวกฟ้าหาฝัน : ไปเที่ยวปราสาทที่ใหญ่ที่สุดในโลก

วันอาทิตย์ ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่มีโอกาสเยือนโปแลนด์ สถานที่แห่งหนึ่งที่ควรไปให้ได้ ไม่เช่นนั้นเสมือนหนึ่งยังมาไม่ถึงก็คือ Malbork Castle ปราสาทที่ใหญ่ที่สุดในโลก การเดินทางมาปราสาทนี้ก็ไม่ยาก หากนักท่องเที่ยวซื้อ Poland rail pass สามารถนั่งรถไฟมาถึงเมืองได้โดยใช้เวลาในการเดินทางจากวอร์ซอร์ประมาณ 2 ชั่วโมง รถไฟที่ออกจากวอร์ซอร์นี้เป็นรถไฟสายพิเศษจึงต้องเสียค่าจองต่างหากนอกเหนือจากปกติอีก 43 เหรียญโปแลนด์ต่อเที่ยว แต่หากนักท่องเที่ยวซื้อตั๋วรถไฟชั้นหนึ่งจะมีอาหารเสิร์ฟให้ด้วยโดยอาหารที่เสิร์ฟจะเหมือนกับอาหาร A la cart ตามโรงแรม เมื่อลงรถไฟแล้ว นักท่องเที่ยวสามารถเดินจากสถานีรถไฟไปถึงปราสาทได้โดยไม่จำเป็นต้องนั่งรถบัส เพราะปราสาทห่างจากสถานีรถไฟเพียงแค่ 1.6 กิโลเมตรเท่านั้น ระหว่างทางก็เดินไม่ยาก และมีร้านรวงขายของอยู่ทั่วไป เดินเพลินๆ เดี๋ยวเดียวก็ถึงปราสาทแล้ว ก่อนเข้าปราสาทนักท่องเที่ยวต้องซื้อตั๋วในห้องขายตั๋วที่มีขนาดใหญ่มากซึ่งทำให้คาดเดาได้ว่าในฤดูร้อนนักท่องเที่ยวคงล้นหลาม ด้วยสนนราคาถึง 30 เหรียญโปแลนด์ โดยรวมค่า Audio guide ไว้แล้ว

หลังจากเสียเงินค่าเข้า และถ่ายรูปด้านหน้าจนสมใจแล้ว ก็ถึงเวลาเดินชมปราสาทที่สร้างด้วยอิฐแดงที่ใหญ่ที่สุดในโลก ปราสาทสไตล์คลาสิกแห่งยุคกลางที่ถูกสร้างขึ้นโดยอัศวิน Teuton เพื่อใช้เป็นป้อมปราการนี้ดั้งเดิมชื่อ Mary’s Castle ตามชื่อเมือง Marienburg ต่อมาในปี 1466 ทั้งปราสาทและเมืองได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรปรัสเซียหรือจังหวัดหนึ่งของโปแลนด์ ปราสาทที่ขึ้นทะเบียนมรดกโลกตั้งแต่เดือนธันวาคมปี 1997 และตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของแม่น้ำ Nogat นี้เป็นที่ประทับของราชวงศ์มาอย่างยาวนานจวบจนกระทั่งเกิดการแบ่งแยกประเทศโปแลนด์ครั้งที่หนึ่งในปี 1772 โดยมีการว่างเว้นเพียงช่วงที่โปแลนด์ที่ปกครองโดยราชวงศ์สวีเดนเท่านั้น ปราสาทได้รับการต่อเติมหลายครั้งจนกลายเป็นปราสาทสไตล์โกธิกที่ใหญ่ที่สุดในยุโรปโดยมีพื้นที่มากถึง 52 เอเคอร์ หรือ 4 เท่าของพระราชวังวินเซอร์ พระราชวังที่เคยเป็นที่ประทับของเจ้าหญิงไดอาน่าแห่งอังกฤษ อย่างไรก็ดีในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองปราสาทนี้ได้ถูกทำลายลงอย่างมาก จึงได้รับการบูรณะครั้งใหญ่ในครึ่งหลังของคริสต์ศตวรรษที่ 20 จวบจนกระทั่งสมบูรณ์ในเดือนเมษายนปี 2016 นี่เอง นักท่องเที่ยวจะเห็นว่าปราสาทแบ่งเป็นหลายส่วนและมีกำแพงหลายชั้น

ส่วนที่สำคัญและเข้าถึงง่ายที่สุดของปราสาทก็คือส่วนที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำ Nogat เพราะบริเวณนี้จะเป็นที่จอดเรือที่มาจากทะเลบอลติก ในช่วงที่อัศวิน Teuton ปกครองและดูแลปราสาทนั้น พวกเขาสามารถสร้างรายได้จากการเก็บค่าผ่านเรือและกลายเป็นผู้ควบคุมการค้าอำพันแต่ผู้เดียว ในปี 1466 ทั้งปราสาทและเมืองกลายเป็นส่วนหนึ่งของราชวงศ์ปรัสเซีย และกลายเป็นที่พำนักของราชวงศ์ หลังจากการแบ่งแยกโปแลนด์ครั้งที่หนึ่งนับจากปี 1772 ที่นี่ก็ถูกปล่อยปละละเลย จนถึงปี 1794 David Gilly สถาปนิกชาวปรัสเซียได้รับมอบหมายให้ทำการสำรวจและจัดการกับอนาคตของปราสาทFriedrich Gilly บุตรชายของ David Gilly จึงได้ทำการแกะสลักเรื่องราวของปราสาทและจัดแสดงที่เบอร์ลินประเทศเยอรมนี เพื่อเรียกร้องความสนใจให้กับปราสาท ปราสาทกลายเป็นโรงพยาบาลในสมัยนโปเลียน แต่หลังสงคราม 6 ฝ่ายที่ฝรั่งเศสพ่ายแพ้ให้กับเยอรมนี ปราสาทแห่งนี้ก็กลายเป็นสัญลักษณ์ของประวัติปรัสเซียไป

ในช่วงการบูรณะปราสาทที่เป็นสัญลักษณ์ของความยิ่งใหญ่ของอัศวิน Teuton ในการทำสงครามศาสนากับปรัสเซียและลิทัวเนียนี้ได้ทำให้เกิดการฟื้นฟูศิลปะยุคกลาง และงานแกะสลักที่เคยถูกหลงลืมมานาน การเยือนปราสาทแห่งนี้จึงเป็นกระตุ้นเตือนให้เห็นความสำคัญของประวัติศาสตร์ยุโรปกลางที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งและความรุนแรง อีกทั้งยังสะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนในการก่อสร้างปราสาทตามแนวทางศิลปะแบบโกธิก ปราสาทแห่งนี้จึงเป็นเสมือนหนึ่งอนุสาวรีย์ที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์ไว้ทั้งทางด้านวิทยาศาสตร์และศิลปะศาสตร์ นักท่องเที่ยวที่ได้มาเยือนปราสาทจะรู้สึกสนุกสนานและตื่นตาตื่นใจกับความอลังการของงานสถาปัตยกรรมที่ดูเรียบง่ายแต่ยิ่งใหญ่สมกับที่เป็นปราสาทที่ใหญ่ที่สุดในโลกและได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก

Malbork Castle

Malbork Castle

ตัวอย่างห้องในปราสาท

ตัวอย่างห้องในปราสาท
อาหารบนรถไฟสายพิเศษ

อาหารบนรถไฟสายพิเศษ

แหวกฟ้าหาฝัน : Modern Art Gallery เมือง Bydgoszcz

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/307888

แหวกฟ้าหาฝัน : Modern Art Gallery เมือง Bydgoszcz

แหวกฟ้าหาฝัน : Modern Art Gallery เมือง Bydgoszcz

วันอาทิตย์ ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่ได้มาเที่ยวเมือง Bydgoszcz นอกจากแวะถ่ายรูปกับ Tightrope Walker และเยือน Museum of Soap แล้ว สถานที่ท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวที่ชอบศิลปะควรแวะเยี่ยมเยือนด้วยก็คือ Modern Art Gallery ของ Leon Wyczolkowski District Museum มิวเซียมที่ถูกสร้างขึ้นในบริเวณที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของโรงสีในปี 1861 โดยคลังของเขตได้ซื้อพื้นที่นี้มาในปี 1974 และได้ถูกขายต่อให้กับ Leon Wyczolkowski Regional Museum ในปี 1977 นี้มีของจัดแสดงซึ่งประกอบด้วยงานจิตรกรรมงานภาพถ่าย งานประติมากรรม ฯลฯ ของศิลปินในคริสต์ศตวรรษที่ 19-20 รวมกว่า 13,000 ชิ้น วิธีการจัดแสดงจะเป็นรูปแบบตามเวลาจึงทำให้นักท่องเที่ยวสามารถเห็นแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของศิลปะของชาวโปลในช่วงร้อยปีที่ผ่านมาได้อย่างละเอียดลออ ที่นี่ยังเป็นที่เก็บผลงานของศิลปินท้องถิ่นอีกเป็นจำนวนมากด้วย

ของจัดแสดงภายในอาคาร 2 ชั้นเป็นงานแนว Contemporary Art ของศิลปินท้องถิ่นปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19ไม่ว่าจะเป็น Olga Boznańska, Józef Pankiewicz, Jacek Malczewski, Jana Stanisławski and Leon Wyczółkowski ซึ่งล้วนได้รับอิทธิพลจากงาแนวImpressionism และ Expressionism สำหรับผลงานของศิลปินท้องถิ่นในช่วงสงครามจะมีความหลากหลายกว่าเพราะได้รับอิทธิพลจากศิลปินยุโรปตะวันตกจนเกิดการทดลองแนวทางศิลปะเองด้วย ผลงานที่โดดเด่นในช่วงเวลานั้นเป็นแนวทางศิลปะที่เรียกว่าPolish Expressionism ของศิลปิน Leon Chwistek,Tytus Czyżewski, Tymon Niesiołowski, Wacław Wąsowicz, Stanisław IgnacyWitkiewicz, Romuald Kamil Witkowski และศิลปินอีกส่วนหนึ่งที่ได้รับอิทธิพลจากงานของศิลปินปารีส เช่น Tadeusz Makowski, Mela Muter, Jan Rubczak and Eugeniusz Zak.

แนวทางศิลปะที่สำคัญที่สุดของศิลปินชาวโปลในคริสต์ศตวรรษที่ 20 คือ Colourism หรือแนวทางศิลปะที่เน้นการใช้สีฉูดฉาดซึ่งได้รับอิทธิพลจากศิลปินชาวปารีส ตั้งแต่หลังปี 1945 เป็นต้นมาแนวทางศิลปะแบบ Colourism ซึ่งเคยถูกบดบังความโดดเด่นในยุค Impressionism ก็กลายเป็นแนวทางศิลปะหลักส่วนศิลปะแนว Fauvism ของศิลปินชาวโปลในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 ซึ่งเป็นแนวทางศิลปะเดียวกันกับที่เบ่งบานในสหรัฐฯ และสก็อตแลนด์ นี้ก็คล้ายคลึงกับศิลปะแนว Colourismที่จะพยายามค้นหาการแสดงออกทางศิลปะตามการเปลี่ยนแปลงของสังคมและการเมือง ศิลปินส่วนใหญ่จะอาศัยอยู่ในเมืองหลักๆ เช่น เมือง Cracow กลุ่มศิลปินรุ่นหนุ่ม อาทิ Maria Jarema, Tadeusz Kantor, Kazimierz Mikulski, Jerzy Nowosielski,Erna Rosenstein and Jonasz Stern ได้ตั้งกลุ่ม The II Cracovian ขึ้นโดยเน้นแนวทางศิลปะตั้งแต่ก่อนเริ่มสงครามทำให้เมือง Cracowเป็นศูนย์กลางของ The First Exhibition ofModern Art ที่จัดแสดงงานของ Marek Włodarski, Andrzej Wróblewski and Henryk Stażewski

นอกจากที่ Cracow แล้ว ศิลปินตามเมืองอื่นๆ ก็พยายามค้นหาแนวทางศิลปะร่วมสมัยที่สามารถสร้างความกลมกลืนกับแนวทางศิลปะแบบ Surrealism ในวอร์ซอเมืองหลวงก็เริ่มมีสมาคมของศิลปินรุ่นหนุ่มเช่นกัน ทั้งนี้เพราะพวกเขาก็ไม่อยากน้อยหน้า แต่เน้นแนวทางศิลปะแบบ Realism และ Colourism

นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสเยือนห้องภาพแห่งนี้จะได้เสพผลงานแนว contemporary art ของศิลปินชาวโปลและท้องถิ่นอย่างจุใจโดยเฉพาะอย่างยิ่งงานแนว Colourism และ Fauvism

แหวกฟ้าหาฝัน : เยือนมิวเซียมสบู่เมือง Bydgoszcz

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/306632

แหวกฟ้าหาฝัน : เยือนมิวเซียมสบู่เมือง Bydgoszcz

แหวกฟ้าหาฝัน : เยือนมิวเซียมสบู่เมือง Bydgoszcz

วันอาทิตย์ ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสมาเยือนโปแลนด์ เมืองหนึ่งที่ควรไปให้ได้คือ Bydgoszcz เมืองชื่อสะกดยากที่อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของวอร์ซอร์และอยู่ห่างจากวอร์ซอร์ทางรถไฟถึง 3 ชั่วโมงนี้เป็นเมืองใหญ่อันดับ 8 ของประเทศและมีประชากรมากถึง 470,000 คน เมืองที่เป็นเมืองหลวงคู่กับ Torun นี้มีความสำคัญตรงที่เป็นที่ตั้งของ University of Technology and Life Science ซึ่งมีความสัมพันธ์อย่างลึกซึ้งกับมหาวิทยาลัยแพทย์ที่ชื่อว่า Medical College of Nicolaus Copernicus University เมือง Torun การที่เมืองนี้มีชื่อเสียงทางด้านสถาปัตยกรรมทั้งแบบนีโอโกธิก นีโอบาโรค นีโอคลาสิก อาร์ตนูโว และสมัยใหม่ทำให้เมืองนี้ได้รับฉายาว่า Little Berlin การเดินทางเข้าเมืองก็ไม่ยาก หากนักท่องเที่ยวเดินทางมาเมืองนี้โดยรถไฟ นักท่องเที่ยวสามารถนั่งรถรางสาย 3 หรือ 5 เข้ามาถึงใจกลางเมืองได้โดยขึ้นรถที่หน้าสถานีรถไฟ และลงรถที่หน้าโรงแรม Mercure

เมืองที่มีสวนสาธารณะกลางเมืองใหญ่ที่สุดในโปแลนด์นี้มีสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญที่สุดที่เป็น Landmark ของเมืองคือ Mill Island ที่อยู่เกือบกลางเมืองใกล้กับตลาด เกาะที่เคยเป็นศูนย์กลางของเมืองมาตั้งแต่สมัยยุคกลางราวคริสต์ศตวรรษที่ 17 นี้เป็นที่ทำการของราชวงศ์ที่มาพำนักอยู่โดยที่ตึกรามบ้านช่องบริเวณนั้นที่เรียกว่า white granary สร้างขึ้นตั้งแต่ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 18 บริเวณพื้นที่ริมน้ำที่เต็มไปด้วยบ้านที่สร้างจากอิฐแดง และต้นเกาลัดทำให้บริเวณนี้ของเมืองมีความสวยงามและมีเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใคร ยิ่งกว่านั้นเมืองนี้ยังมีจุดถ่ายรูปที่สำคัญของเมืองคือ Man Crossing the River หรือประติมากรรมรูปผู้ชายที่เดินอยู่บนเชือกหรือที่เรียกว่า Tightropewalker ร่องรอยอยู่กลางแม่น้ำ Brda ประติมากรรมที่ถูกออกแบบโดย Jerzy Kedziora นี้ถูกสร้างสรรค์ขึ้นเพื่อระลึกถึงวันที่โปแลนด์เข้าเป็นสมาชิกของสหภาพยุโรปในปี 2004

นอกจากการเดินเล่นถ่ายรูปกับ Tightrope walker อันเป็นประติมากรรมไฮไลท์ของเมืองแล้ว นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบมิวเซียมควรหาเวลาแวะเยือน Museum of Soap and History of Dirt หรือมิวเซียมสบู่และประวัติเกี่ยวกับความสกปรกด้วย แค่อ่านชื่อ นักท่องเที่ยวก็คงฉงนแล้วว่ามิวเซียมแบบนี้มีด้วยหรือ แล้วทำไมต้องจัดตั้งมิวเซียมแบบนี้ขึ้น มิวเซียมขนาดเล็กที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากประติมากรรม Tightrope Walker นี้ จะบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับสบู่ ความลับของความสกปรก และวิธีการทำสบู่

หลังจากนักท่องเที่ยวเสียเงินค่าตั๋วแล้ว นักท่องเที่ยวจะได้รับการนำเที่ยวแบบทัวร์โดยนักท่องเที่ยวไม่ต้องรอให้มีกลุ่มหลายๆ คน เพราะเจ้าหน้าที่สามารถนำเที่ยวได้เลย แม้จะมีนักท่องเที่ยวเพียงแค่คนเดียว เจ้าหน้าที่จะบรรยายเรื่องราวเกี่ยวกับการอาบน้ำ การซักล้างย้อนหลังไปหลายศตวรรษ นักท่องเที่ยวที่มีเด็กเล็กไปด้วยอาจรู้สึกสนุกสนานยิ่งขึ้น เพราะสามารถปีนป่ายไปบนอ่างอาบน้ำหลากหลายแบบ เจ้าหน้าที่จะมีการบรรยายถึงสบู่แบบต่างๆ วิธีการใช้สบู่ ประวัติเกี่ยวกับการอาบน้ำการซักเสื้อผ้าซึ่งชาวยุโรปไม่ได้ทำทุกวันแบบชาวเอเชียเนื่องจากหนาวมาก นอกจากนี้ยังมีการแสดงให้เห็นถึงวิธีการทำผ้าให้แห้ง การรีดผ้า หลังจากฟังคำบรรยายจนจบ นักท่องเที่ยวจะทราบว่า ชนชาติฝรั่งเศสเป็นชนชาติที่ได้ประโยชน์ที่สุดจากสบู่ ทั้งนี้เพราะค่าอาบน้ำของชาวฝรั่งเศสแพงมาก และการอาบน้ำเป็นการอาบรวมกันระหว่างชายและหญิง ส่วนชาวโปแลนด์ในสมัยยังเป็นคอมมิวนิสต์นั้นการซื้อเครื่องซักผ้าเป็นเรื่องยากลำบากเพราะมีราคาแพงมาก และผลิตน้อยจึงต้องรอคิวนาน แต่เครื่องซักผ้า ของชาวโปแลนด์ในสมัยนั้นทำงานได้หลายอย่าง เช่น รีดเส้นสปาเกตตี ก่อนกลับเจ้าหน้าที่ยังมีการสอนนักท่องเที่ยวทำสบู่โดยให้นักท่องเที่ยวเลือกกลิ่นและสีเอง และนักท่องเที่ยวก็จะได้สบู่ที่เลือกส่วนประกอบเองนี้กลับไปเป็นที่ระลึกด้วย นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสมาเยือนมิวเซียมนี้จะรู้สึกว่าการเสียเงินไม่กี่เหรียญและใช้เวลาเพียงแค่ครึ่งชั่วโมงกว่านี้ให้ความประทับใจไม่รู้ลืมและคุ้มค่าจริงๆ

Tightrope Walker กลางน้ำ

Tightrope Walker กลางน้ำ

Tightrope Walker

Tightrope Walker
เตารีด

เตารีด

แหวกฟ้าหาฝัน : Warsaw Uprising Museum

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/305237

แหวกฟ้าหาฝัน : Warsaw Uprising Museum

แหวกฟ้าหาฝัน : Warsaw Uprising Museum

วันอาทิตย์ ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบประวัติศาสตร์ และชอบศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับสงครามที่ได้มีโอกาสไปเยือนกรุงวอร์ซอร์ มิวเซียมหนึ่งที่ควรไปเยี่ยมเยือนให้ได้คือ UprisingMuseum มิวเซียมที่จัดตั้งขึ้น ณ สถานีรถรางเก่าเพื่อระลึกถึง 60 ปีของผู้เสียสละชีวิตในการจลาจลเพื่อต่อต้านเยอรมนี ณ วอร์ซอร์นี้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับการโหวตจากเว็บดังๆ ให้เป็นมิวเซียมอันดับหนึ่งของกรุงวอร์ซอร์

มิวเซียมที่เกี่ยวเนื่องกับการจลาจลในปี 1944 ซึ่งจัดตั้งขึ้นครั้งแรกในปี 1983 นี้มีเป้าหมายที่จะให้ข้อมูลเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ในการจลาจลอย่างถูกต้องที่สุด ของจัดแสดงภายใต้พื้นที่มากถึง 3,000 กว่าตารางเมตรจึงเป็นเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับการสู้รบ ชีวิตประจำวันระหว่างการจลาจล ความรุนแรงที่เกิดขึ้น สถานการณ์การเมืองระหว่างประเทศในช่วงเวลานั้น ช่วงเวลาหลังจากการจลาจลที่โปแลนด์ตกอยู่ภายใต้การปกครองแบบคอมมิวนิสต์ และชะตากรรมของผู้ก่อการจลาจล ของจัดแสดงเรื่องราวเหล่านี้ประกอบด้วยอาวุธ ภาพถ่าย และภาพยนตร์ที่ถูกบันทึกในช่วงเวลานั้น

ส่วนที่สองของการจัดแสดงซึ่งเปิดในเดือนพฤษภาคมปี 2006 ในอาคาร B นั้นเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับการทิ้งระเบิด โดยมีการจัดแสดงการจำลองการทิ้งระเบิด Liberator B-24J ด้วย นอกจากนี้เรื่องราวส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับเยอรมนีและพันธมิตรในกรุงวอร์ซอร์โดยเอกสารส่วนใหญ่เป็นบันทึกเรื่องราวส่วนตัวของผู้อยู่ในเหตุการณ์ของรัฐบาลใต้ดินโปแลนด์ที่ภายหลังพ่ายแพ้และการกระด้างกระเดื่องครั้งนั้นได้ชื่อว่าการจลาจลอย่างละเอียดทีละวันระหว่างเดือนสิงหาคมถึง 2 ตุลาคมปี 1944

เพื่อให้ง่ายต่อการเข้าใจ ภัณฑรักษ์ได้แบ่งการจัดแสดงเป็นส่วนๆ ดังนี้

-ห้องผู้ก่อการจลาจล เป็นห้องจัดแสดงที่อุทิศให้กับกลุ่มก่อการจลาจลรุ่นเยาว์และเด็กๆ ที่อยู่ในเหตุการณ์จลาจล ในห้องจะมีอนุสาวรีย์การจลาจลจำลอง และรูปถ่ายสีของ Roza Maria Gozdziewska ผู้มีฉายาว่านางพยาบาลน้อย

-ห้องภาพยนตร์ จะจัดแสดงภาพยนตร์ที่ถูกถ่ายทำโดยผู้ก่อการจลาจลในช่วงปี 1944 อย่างต่อเนื่อง

-แบบจำลองท่อน้ำทิ้งเพื่อแสดงให้เห็นถึงประสบการณ์การใช้ท่อระบายน้ำในการเคลื่อนที่เข้าหาพื้นที่ของชาวเยอรมันโดยที่ผู้อพยพไม่ได้รับความสกปรกจากท่อน้ำทิ้ง

-โรงพยาบาลของกลุ่มก่อการจลาจล

-หอเก็บ Liberator B-24J ของจริงซึ่งถือเป็นหนึ่งในไฮไลท์ของมิวเซียม

-ห้องแสดงภาพยนตร์ขนาดใหญ่บนชั้นหนึ่งที่ฉายภาพยนตร์เกี่ยวกับข่าวในช่วงเวลานั้น

-หอคอยสังเกตการณ์ซึ่งตั้งอยู่ด้านบนสุดของอาคาร เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้ชมทิวทัศน์ของ Freedom Park และเมืองวอร์ซอร์ในมุมสูงด้วย

-ห้องเครื่องพิมพ์จัดแสดงเครื่องพิมพ์ดีดและแท่นพิมพ์ที่กลุ่มจลาจลใช้

-เมืองหายนะ เป็นภาพยนตร์ 3 มิติที่ถูกถ่ายทำให้เห็นถึงกรุงวอร์ซอร์หลังการถูกโจมตีทางอากาศในปี 1945

-ส่วนของนาซี เป็นการแสดงถึงความน่าสะพรึงกลัวของการยึดครองของเยอรมันและการสังหารโหดที่กระทำโดยชาวเยอรมันและผู้ทำงานร่วมกันระหว่างการจลาจล

-ส่วนของคอมมิวนิสต์ เมื่อสหภาพโซเวียตยึดครองโปแลนด์ รัฐบาลหุ่นเชิดของสตาลิน และชะตากรรมของผู้กระด้างกระเดื่องหลังสงคราม

นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสเยี่ยมเยือนมิวเซียมจะรู้สึกตื่นตาตื่นใจกับวิธีการจัดแสดงและสามารถเข้าใจถึงเหตุการณ์ตั้งแต่ต้นจนจบราวกับได้อยู่ร่วมในสถานการณ์ในห้วงเวลานั้นจวบจนกระทั่งผู้ก่อการจลาจลหลบหนีออกจากกรุงวอร์ซอร์ และรวมไปถึงชะตากรรมของผู้ก่อการอย่างละเอียดละออเลยทีเดียว

แหวกฟ้าหาฝัน : Bali ใน Ethnographic Museum วอร์ซอร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/303934

แหวกฟ้าหาฝัน : Bali ใน Ethnographic Museum วอร์ซอร์

แหวกฟ้าหาฝัน : Bali ใน Ethnographic Museum วอร์ซอร์

วันอาทิตย์ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

บาหลี สถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของอินโดนีเซีย ที่อยู่ระหว่างเกาะชวา และ Lombok และมีเมืองหลวงชื่อ Denpasar นี้เป็นเกาะที่มีชนกลุ่มน้อยชาวฮินดูเป็นคนพื้นเมือง บาลีมีความหลากหลายทางด้านสิ่งมีชีวิตทางน้ำมาก และมีปะการังมากกว่าแถบแคริบเบียนอันเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงทางด้านปะการังถึง 7เท่า นักท่องเที่ยวจึงนิยมมาพักผ่อนหย่อนใจริมหาด และดำน้ำดูปะการัง นอกจากนี้บาหลียังเป็นด่านหน้าของอินโดนีเซีย และเป็นเขตของชาวฮินดูศาสนาดั้งเดิมที่อยู่มาตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 1 โดยไม่ได้เปลี่ยนแปลงเหมือนอย่างเขตอื่นของอินโดนีเซียที่เปลี่ยนเป็นอิสลามหลังคริสต์ศตวรรษที่ 15 หลังคริสต์ศตวรรษที่ 10 เขตนี้มีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับชวาตะวันออก และความสัมพันธ์นี้แนบแน่นขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่ 14 อันเป็นช่วงเวลาที่ราชวงศ์ Majapahit ปกครอง ที่นี่จึงกลายเป็นศูนย์กลางของศาล วัด และศิลปวัฒนธรรม ปัจจุบัน แม้บาหลีจะทันสมัยขึ้นมาก แต่ศิลปวัฒนธรรมยังคงมีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นกับอดีต และยังคงอยู่ในวิถีชีวิตประจำวันของชาวบาหลี แนวคิดของชาวบาหลียังคงเชื่อเรื่องการปกป้องคุ้มครองจากเทพเจ้า บาหลีจึงมีเทศกาลที่เกี่ยวเนื่องกับศาสนาอยู่อย่างสม่ำเสมอ การที่ชาวบาหลีเป็นชนกลุ่มน้อยชาวอินดูที่มีวัฒนธรรมที่แตกต่างจากชาวอิสลามซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ของอินโดนีเซีย ศิลปวัฒนธรรมของพวกเขาจึงมีเอกลักษณ์เฉพาะ

จากเหตุผลข้างต้น บาหลีจึงไม่เพียงเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมเท่านั้น แต่ยังมีความก้าวหน้าทางด้านศิลปวัฒนธรรม ไม่ว่าจะเป็นการเต้นรำ ดนตรี งานประติมากรรม งานเครื่องหนัง งานโลหะ และงานจิตรกรรม งานด้านศิลปะของบาหลีจึงเป็นเรื่องน่าศึกษา นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบมิวเซียมและศึกษาวัฒนธรรมที่มีโอกาสได้ไปบาหลีก็มักไปเยี่ยมเยือนมิวเซียมกันด้วย แต่นักท่องเที่ยวที่มาวอร์ซอ ก็อาจได้มีโอกาสพิเศษศึกษาวัฒนธรรมบาหลีได้ด้วย เพราะ Ethnographic Museum วอร์ซอเล็งเห็นความสำคัญ และความมีเอกลักษณ์ของบาหลี
จึงได้จัดนิทรรศการชื่อ Magic and Bali Art from the collection of Krzyszt of Musial ซึ่งเป็นนิทรรศการเกี่ยวกับบาหลีด้วย

Krzysztof Musial ผู้ประกอบการชาวโปลที่มีชื่อเสียงทางด้านการสะสมงานศิลปะไม่เพียงแต่จะสะสมงานของศิลปินร่วมชาติเท่านั้น เขายังสะสมงานของศิลปินนานาชาติด้วยโดยเฉพาะงานของศิลปินชาวอินโดนีเซียมากว่า 2 ทศวรรษด้วย แม้บาหลีจะเป็นเกาะที่คนค่อนข้าง
เคร่งศาสนา แต่ผลงานศิลปะที่จัดแสดงก็มีความหลากหลายทั้งที่เกี่ยวเนื่องกับศาสนาและไม่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ผู้ชมสามารถสัมผัสกับอรรถรสของศิลปวัฒนธรรมได้อย่างเต็มอิ่ม ในส่วนที่เกี่ยวเนื่องกับศาสนา ของการจัดแสดงก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับนิยายปรัมปราของอินเดียโบราณ พระเจ้าของชาวฮินดู และเทศกาลต่างๆ นอกจากนี้ของจัดแสดงที่มีอัตลักษณ์น่าศึกษาอีกประเภทหนึ่งก็คืองานผ้าซึ่งเป็นงานที่มีคุณค่าอย่างยิ่ง

ยิ่งกว่านั้น ยังมีภาพเขียนจากศิลปินชาวบาลีตั้งแต่ทศวรรษที่ 1930 ซึ่งเป็นงานเขียนเกี่ยวกับชีวิตประจำวัน ศิลปวัฒนธรรมของชาวบาหลีในช่วงเวลานั้นเช่น เรื่องราว Kecak หรือ Monkey Chant เป็นแบบอย่างการเต้นรำของชาวบาหลีในทศวรรษที่ 1930ที่ประกอบด้วยนักเต้นชาย 150 คนร้องและเต้นรำเป็นวงกลมโดยมีการเคลื่อนไหวมือและแขนคล้ายกับการรบในสงครามเรื่องรามายณะ ส่วนงานจิตรกรรมของศิลปินชาวบาหลีที่เรียกว่า classic นั้นมักเป็นงานเขียนเกี่ยวกับหมู่บ้าน Kamasan ซึ่งเป็นหมู่บ้านในบทกวีรามายณะอันเป็นเรื่องราวที่ย้อนกลับไปในอดีตของเกาะชวา นักท่องเที่ยวไทยที่ได้มีโอกาสไปเยือน Ethnographic Museum วอร์ซอในช่วงที่มีนิทรรศการเรื่องบาหลีและคุ้นเคยกับเรื่องราวของรามายณะนี้น่าจะดูนิทรรศการได้อย่างสนุกสนานไม่น้อยเลยทีเดียว

แหวกฟ้าหาฝัน : Holy Trinity ใน Ethnographic Museum เมือง Warsaw

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/302570

แหวกฟ้าหาฝัน : Holy Trinity ใน Ethnographic Museum เมือง Warsaw

แหวกฟ้าหาฝัน : Holy Trinity ใน Ethnographic Museum เมือง Warsaw

วันอาทิตย์ ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

In The Beginning

โดยทั่วไปมิวเซียมเกือบทุกแห่งไม่เพียงมีของจัดแสดงแบบถาวรหรือที่เรียกว่าPermanent Exhibition แล้ว มิวเซียมมักดึงดูดนักท่องเที่ยวและคนพื้นเมืองด้วยนิทรรศการ หรือที่เรียกว่า Exhibition เพื่อให้คนพื้นเมืองมาเยี่ยมเยือนให้บ่อยขึ้น เพิ่มพูนความรู้และเพิ่มรายได้ให้กับมิวเซียมEthnographic Museum เมือง Warsawก็เช่นกัน ที่นี่มักมีการจัดแสดงนิทรรศการอย่างสม่ำเสมอ เช่น เรื่อง Holy Trinity หรือเรื่องราวของพระเจ้าที่มีอยู่ 3 ภาค อันเป็นเรื่องที่เกี่ยวเนื่องกับพระคัมภีร์ไบเบิ้ล ของจัดแสดงเป็นภาพเขียนและงานประติมากรรมโดยมีการอ้างถึงเรื่องราวในพระคัมภีร์เป็นช่วงๆเช่น

1.ในบทปฐมกาลเขียนไว้ว่า พระเจ้าเป็นผู้สร้างสวรรค์และโลก พระองค์ทรงเห็นว่าสิ่งที่พระองค์สร้างเป็นสิ่งที่ดี ในนิยายปรัมปรา สิ่งที่เกิดขึ้นมักตรงกันข้าม ปีศาจจะต่อสู้กับพระเจ้าในรูปแบบต่างๆ แม้แต่ร่างกายของมนุษย์ชายหญิงที่ต่างกันก็เป็นผลมาจากการที่ปีศาจใส่เต้านมและอวัยวะเพศให้ในขณะที่พระเจ้ามองไม่เห็นด้วย


Adam and Eve

2.ในตอนที่เทพได้มาปรากฏตัวให้โจเซฟเห็นและแจ้งให้โจเซฟ นางมารีและพระบุตรหนีไปอียิปต์ (Flight to Egypt) และอยู่ที่นั่นจนกว่าพระองค์จะอนุญาตให้กลับมา พระองค์ได้แสดงอัศจรรย์ช่วยชีวิตโจเซฟและครอบครัวด้วยแมงมุมโดยให้เขาและครอบครัวซ่อนในถ้ำและให้แมงมุมชักใยปกคลุมไว้ ท้องของแมงมุมยังปรากฏภาพไม้กางเขน และพวกมันก็ยังทำให้เกิดฝนและสภาพอากาศที่เลวร้ายทำให้ทหารของกษัตริย์เฮโรดไม่สามารถจะมาทำร้ายพระบุตรได้

3.ส่วนตอนที่จอห์นปรากฏตัวครั้งแรกและให้บับติสมาด้วยน้ำนั้น (Baptise Christ) การบับติสมาครั้งนั้นเป็นการปรากฏครบของพระเจ้าตรีเอกานุภาพ (Holy Trinity) ครั้งแรกต่อสาธารณชน ในนิยายปรัมปรากล่าวว่า หลังจากที่โจเซฟถูกยิวทำร้ายอย่างสาหัส พวกเขาเลยเปลี่ยนเป็นชาวโปล ในนิทรรศการก็มีภาพพระเยซูได้เดินทางมาจากนาซาเรธและได้รับการบาติสมาด้วยน้ำจากจอห์นที่จอร์แดนด้วยเช่นกัน แต่เป็นรูปแบบที่ดูแปลกตา

4.หลังจากที่พระเยซูเสร็จจากการรับประทานอาหารมื้อสุดท้ายของพระองค์ร่วมกับสาวกแล้ว (Last Supper) พระองค์ก็ลงไปนั่งที่พรม และนำผ้าขนหนูมาคาดที่เอว พระองค์เทน้ำลงในอ่างและลงมือล้างเท้าให้กับสาวกและเช็ดเท้าให้กับพวกเขาด้วยผ้าขนหนูที่พระองค์คาดเอว เหตุการณ์นี้ได้เป็นเครื่องยืนยันว่า การเป็นคริสเตียนคือการรับใช้พี่น้อง มิใช่การอยู่เหนือหรือใช้ผู้อื่น และชาวคริสต์ทั่วโลกถือให้วันนั้นเป็นวันอาบน้ำครั้งแรกหลังจากฤดูหนาวอันยาวนาน การได้สัมผัสน้ำไม่เพียงเป็นเครื่องแสดงให้เห็นว่าร่างกายสะอาด แต่ยังดีกับสุขภาพด้วย


Baptise Christ

5.จูดาสผู้ทรยศแจ้งกับทหารที่จะมาจับพระเยซูว่า เขาจะส่งสัญญาณชี้ตัวด้วยการจูบชายคนนั้น ทหารก็ลงมือจับชายคนนั้นเลย เมื่อเขาพบกับพระเยซู เขาก็ลงมือตามที่สัญญากับทหารทันที แม้ในพระคัมภีร์จะมิได้มีการกล่าวถึงสีของหนวดเคราและผมของจูดาส แต่ภายหลังชาวโรมเชื่อว่าผู้ทรยศจะมีหนวดเคราและผมสีแดง ดังนั้นเมื่อใดที่วาดชายผู้ใดมีหนวดเคราและผมแดง ก็เป็นการชี้ถึงผู้ทรยศเมื่อนั้น

6.พระเยซูกล่าวกับสาวกว่า พระองค์จะเดินทางไปเยรูซาเลม และบุตรมนุษย์จะถูกนำไปพบกับหัวหน้าสงฆ์และถูกตัดสินประหารด้วยการตรึงกางเขน และพระองค์จะฟื้นหลังจากนั้น 3 วัน ภาพเขียนส่วนใหญ่จะเขียนถึงตอนที่พระเยซูถูกทรมานบนกางเขนและเดินผ่านฝูงชนไปจนถึงจุดตรึงกางเขน (Passion of Christ)

7.เทพธิดากล่าวกับหญิงนั้นว่า ไม่ต้องกลัว เราทราบว่าเธอกำลังหาพระเยซูที่ถูกตรึงกางเขน แต่พระองค์ไม่อยู่แล้ว (Empty Tomb) พระองค์ทรงเป็นอย่างที่พระองค์เคยกล่าวไว้ก่อนแล้ว ตามมาสิ มาดูสถานที่ที่พระองค์เคยถูกวางไว้หลังตรึงกางเขนกัน แท้ที่จริงแล้วในพระคัมภีร์ไม่มีการพูดถึงการฟื้นคืนชีพของพระเยซู มีแต่การเน้นถึงหลุมศพที่ว่างเปล่า และการพบกันระหว่างพระเยซูและสาวกเท่านั้น

นักท่องเที่ยวที่มีความรู้เรื่องในเรื่องราวเกี่ยวกับพระคัมภีร์เป็นอย่างดีสามารถที่จะเข้าถึงนิทรรศการได้อย่างลึกซึ้ง แต่การที่ภัณฑารักษ์ได้จัดเตรียมข้อมูลเกี่ยวกับแต่ละตอนไว้อย่างละเอียด ก็ทำให้นักท่องเที่ยวไม่มีความรู้เกี่ยวกับพระคัมภีร์ก็ยังสามารถที่จะดูได้อย่างสนุกเช่นกัน

Empty Tomb

Empty Tomb
St. John the Baptist baptise Christ

St. John the Baptist baptise Christ
Passion of Christ

Passion of Christ
Last Supper

Last Supper
Flight to Egypt2

Flight to Egypt2

แหวกฟ้าหาฝัน : Ethnographic Museum Warsaw

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/301154

แหวกฟ้าหาฝัน : Ethnographic Museum Warsaw

แหวกฟ้าหาฝัน : Ethnographic Museum Warsaw

วันอาทิตย์ ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

Adoration of the Kings

นักท่องเที่ยวที่ชอบเยือนมิวเซียม และได้มีโอกาสไปยังประเทศที่มีวัฒนธรรมแปลกใหม่ มิวเซียมหนึ่งที่ต้องไปเยี่ยมเยือนให้ได้นอกจาก
National Museum แล้วก็คือ Ethnographic Museum หรือมิวเซียมเกี่ยวกับชาติพันธุ์ นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสมาเที่ยวกรุงวอร์ซอร์เมืองหลวงของโปแลนด์ก็คงอยากทราบว่ามิวเซียมประเภทนี้ที่เมืองหลวงของประเทศยุโรปตะวันออกจะดีเท่ากับยุโรปตะวันตกหรือไม่ มิวเซียมที่ก่อตั้งครั้งแรกในปี 1888 นี้มีของจัดแสดงเกี่ยวกับยุโรปและโปแลนด์มากถึง 54,000 ชิ้น และของจัดแสดงที่ไม่เกี่ยวเนื่องกับยุโรปมากถึง 22,000 ชิ้น จึงเป็นที่น่าสนใจต่อนักท่องเที่ยวที่ชอบค้นหาไม่ด้อยไปกว่ามิวเซียมแห่งใดในโลก

ส่วนของจัดแสดงถาวรประกอบด้วย3 ส่วน 1.The Ordinary-The Extraordinary, The Ethnographic Museum’s FascinatingCollections. The Museum’s 120th Anniversaryexhibition 2.Celebration Time in Polish and European Folklore ที่สรรสร้างขึ้นในปี 2013ณ ชั้นสองบนพื้นที่ 850 ตารางเมตร นั้นก็เพื่อเฉลิมฉลองมิวเซียมอายุครบ 125 ปี ในห้องจัดแสดงนี้จะมีการจัดแสดงเกี่ยวกับเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายพื้นเมืองของทั้งชาวโปแลนด์และยุโรป รวมทั้งเครื่องมือเกี่ยวกับพิธีกรรมทางศาสนา ศิลปะที่เกี่ยวเนื่องกับศาสนา กระเบื้องตกแต่ง งานผ้า และงานไม้3.Orders of Things. The store room of Piotr B.Szacki

ของจัดแสดงที่โดดเด่นที่สุดในมิวเซียมแห่งนี้คงไม่มีอะไรเกินของจัดแสดงจากแถบซับซาฮาราของจัดแสดงชุดนี้เป็นของสะสมที่ WaclawKorabiewicz บริจาคมาให้ไม่ว่าจะเป็นเครื่องใช้ในครัวอาวุธ เสื้อผ้า เครื่องประดับ เครื่องราชอิสริยาภรณ์ งานประติมากรรม หน้ากาก วัสดุอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับศาสนาและพิธีกรรมทางศาสนา หมวกของชนเผ่า Makonde ในแทนซาเนียและซิมบับเว นอกจากนี้แล้วยังมีเสื้อผ้าของชนเผ่า Bukuba, Bakongo และ Chokwe ซึ่งเป็นของบริจาคจาก Aleksandra Kosinski อีกด้วย

นอกจากมิวเซียมจะมีการจัดแสดงผลงานต่างๆ แล้ว ที่นี่ยังมีการออกนิตยสารราย 4 เดือนที่ชื่อ Etnografia Nowa เพื่อส่งข่าวสารและเผยแพร่ความรู้ให้กับคนทั่วไป และนักท่องเที่ยวที่สนใจเรื่องราวเกี่ยวกับวัฒนธรรม

นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสมาเยี่ยมเยือนมิวเซียมแห่งนี้จะได้รับความประทับใจอย่างไม่ต้องสงสัย ทั้งนี้เพราะของจัดแสดงในมิวเซียมแห่งนี้ได้รับการคัดเลือกอย่างพิถีพิถัน อันเป็นผลมาจากการที่ผู้อำนวยการและภัณฑารักษ์ทุกคนให้ความเอาใจใส่ต่อการคัดเลือกของจัดแสดงมาก พวกเขาต่างเห็นตรงกันว่า ของจัดแสดงทุกอย่างที่นำมาจัดแสดงต้องแสดงถึงความมีเหตุผลความอ่อนไหว และสะท้อนถึงความรู้และสัญชาตญาณของมนุษย์ พวกเขาหวังว่าการเยี่ยมชมมิวเซียมจะทำให้นักท่องเที่ยวได้มีประสบการณ์ราวกับการเดินทางย้อนไปในประวัติศาสตร์ และไปยังพื้นที่ห่างไกลที่ไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อน

ของจัดแสดงของเล่นเด็ก

ของจัดแสดงของเล่นเด็ก
ผ้าคลุมผม

ผ้าคลุมผม
เครื่องมือทำมาหากิน

เครื่องมือทำมาหากิน
ของจัดแสดงที่เกี่ยวเนื่องกับศาสนา

ของจัดแสดงที่เกี่ยวเนื่องกับศาสนา
ของจัดแสดงจากทวีปแอฟริกา

ของจัดแสดงจากทวีปแอฟริกา

แหวกฟ้าหาฝัน : Classicism ใน National Museum วอร์ซอ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/299857

แหวกฟ้าหาฝัน : Classicism ใน National Museum วอร์ซอ

แหวกฟ้าหาฝัน : Classicism ใน National Museum วอร์ซอ

วันอาทิตย์ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

Saul Rage at David by Antoni Stanislaw Brodowski

Classicism หรือแนวทางศิลปะที่ถือกำเนิดขึ้นในยุโรปหลังยุคกลางในช่วงครึ่งแรกของคริสต์ศตวรรษที่ 19 และเชื่อมต่อระหว่างยุค Age of Enlightenment และ Neoclassicism นี้มีรูปแบบที่เป็นแบบแผนและเข้มงวด เรื่องราวที่มักถูกกล่าวในช่วงนี้มักเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับนิยายปรัมปราของกรีกและเรื่องราวทางศาสนา งาน Classicism ที่ชัดเจน มีเหตุผล และเป็นแบบอุดมคติที่โดดเด่นสุด
ก็คือ งานของ Jacques Louis David, Jean Auguste Dominique Ingres และ Francois Gerard ส่วนในโปแลนด์นั้น ศิลปินที่โดดเด่นที่สุดของยุคนี้ก็คือ Antoni StanislawBrodowski

Antoni Stanislaw Brodowski เกิดวันที่ 26 ธันวาคม 1784 เขาเข้าเรียนคณิตศาสตร์ก่อนย้ายไปเรียนศิลปะกับ Marcello Bacciarelli หลังจากนั้นเขาย้ายไปเรียนศิลปะที่ปารีสกับ Jean Baptist Jacques Augustin ก่อนย้ายกลับมาอยู่กรุงวอร์ซอและทำงานเป็นเสมียนที่กระทรวงยุติธรรม ปี 1809 เขาย้ายกลับไปอยู่ปารีสใหม่และเรียนศิลปะกับ Jacques-Louis David ภายใต้ทุนรัฐบาล เมื่อเขาถูกบังคับให้ส่งผลงานกลับไปเพื่อการอนุมัติทุน เขาเลยตัดสินใจอยู่ปารีสและเลี้ยงตัวเองด้วยการเขียนรูปขาย และเข้าฝึกงานกับ Francois Gerard อย่างไรก็ดี ในที่สุดเขาก็กลับมาอยู่วอร์ซอและทำงานกับกระทรวงมหาดไทย แต่รายได้อันน้อยนิดกลับทำให้เขามีชีวิตอยู่อย่างยากลำบากจนกระทั่งเขาได้รับรางวัลเหรียญทองจากภาพเขียน Saul Rage at David ซึ่งจัดแสดง ณ National Museum วอร์ซอนี้ด้วยจึงได้รับการเสนองานเข้าทำงานในตำแหน่งอาจารย์ภาควิชา Drawing and Painting ที่มหาวิทยาลัยวอร์ซอจวบจนกระทั่งถูกรัสเซียปิดมหาวิทยาลัย ในช่วงเวลาที่เขาเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยนั้นเขาผลิตลูกศิษย์ที่เป็นศิลปินและมีผลงานแนว Classicism ออกมาเป็นจำนวนมาก

นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสชื่นชมงานของเขาไม่ว่าจะเป็น Oedipus and Antigone, Paris in the Phrygian Cap และ Saul Rage at David ใน National Museum วอร์ซอจะเห็นว่าBrowdowski มีฝีไม้ลายมือที่ไม่ด้อยกว่าศิลปินแนว Classicism อื่นๆ ที่ดังๆ คนใดเลย ซ้ำเขายังสามารถที่จะผสมผสานแนวทางของศิลปินดังทุกคนเข้าไว้ด้วยกันจึงมีความลงตัวและมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเองอีกต่างหาก ยิ่งภาพเขียนที่เป็นแนวภาพเหมือนด้วยแล้ว เขาสามารถที่จะผสมผสานศิลปะแบบ romantic เข้าไว้ได้อย่างวิจิตรบรรจงอีกด้วย

นอกจาก Antoni Stanislaw Brodowski ที่นี่ยังมีผลงานแนวนี้จากศิลปินโปแลนด์อีกหลายชิ้น เช่น Fine Art Exhibition in Warsaw in 1828 by Wincenty Kasprzycki และ Allegorical Scene with Napoleon by Jozef Peszka เป็นต้น

Academic Study of Male Nude by Ingres

Academic Study of Male Nude by Ingres
Portrait of Stanislaw Mniszek by Gerard

Portrait of Stanislaw Mniszek by Gerard
Paris in the Phrygian Cap by Antoni Stanislaw Brodowski

Paris in the Phrygian Cap by Antoni Stanislaw Brodowski
Oedipus and Antigone by Antoni Stanislaw Brodowski

Oedipus and Antigone by Antoni Stanislaw Brodowski
Fine Art Exhibition in Warsaw in 1828 by Wincenty Kasprzycki

Fine Art Exhibition in Warsaw in 1828 by Wincenty Kasprzycki
Allegorical Scene with Napoleon by Jozef Peszka

Allegorical Scene with Napoleon by Jozef Peszka

แหวกฟ้าหาฝัน : Academic Art ใน National Museum วอร์ซอร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/298740

แหวกฟ้าหาฝัน : Academic Art ใน National Museum วอร์ซอร์

แหวกฟ้าหาฝัน : Academic Art ใน National Museum วอร์ซอร์

วันอาทิตย์ ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

Last Judgement of Paris by Henryk Hektor Siemiradzk

หลายคนคงสงสัยว่า AcademicArt คืออะไร Academic Art คือ งานจิตรกรรมและประติมากรรมที่อยู่ภายใต้อิทธิพลของAcademics of European art โดยเฉพาะอย่างยิ่งศิลปะแนว Neoclassicism และ Romanticismของฝรั่งเศส ศิลปะแนวนี้เป็นการผสมผสานกันของศิลปะทั้งสองแนวข้างต้นซึ่งเน้นไปที่เรื่องราวเกี่ยวกับนิยายปรัมปราและศาสนาโดยศิลปินดังๆ ของศิลปะแนวนี้คือ William-Adolphe Bouguereau, Thomas Couture, and Hans Makart เมื่อโปแลนด์ไม่ใช่ประเทศใหญ่และมิได้มีชื่อเสียงโดดเด่นทางด้านศิลปะมากนัก และในช่วงที่ศิลปะแนวนี้กำลังเป็นที่นิยม โปแลนด์ก็ตกอยู่ภายใต้การปกครองของต่างชาติ ดังนั้นศิลปินโปลหลายคนจึงต้องไปศึกษาศิลปะในยุโรปโดยเฉพาะอย่างยิ่งในมิวนิค ปารีส และ St. Petersburg ส่งผลให้โปแลนด์จึงมีงานศิลปะแนวนี้ด้วยอยู่หลายคนเช่น Henryk Hektor Siemiradzki,Wladyslaw Czachórski และ Maurycygottlieb

Henryk Hektor Siemiradzkiเกิดวันที่ 24 ตุลาคม 1843 เกิดในครอบครัวทหารชาวโปลที่เข้ารบกับกองทัพรัสเซียในBelgorod ยูเครนปัจจุบัน เขาเข้าเรียนศิลปะที่แรกที่ Kharkiv Gymnasium และเข้าศึกษาต่อด้านฟิสิกส์ คณิตศาสตร์และธรรมชาติวิทยาที่มหาวิทยาลัย Kharkiv โดยยังคงศึกษาการวาดภาพอย่างต่อเนื่อง หลังจบการศึกษาเขาเดินทางไป St.Petersburg และเข้าศึกษาต่อด้านศิลปะที่ Imperial Academy of Arts โดยจบการศึกษาแบบได้เหรียญทอง และได้รับทุนไปศึกษาต่อในมิวนิคก่อนย้ายไปอยู่โรมและสร้างห้องภาพของตัวเองที่ Via Gaeta ต่อมาในปี 1873 เขาได้รับตำแหน่งวิชาการที่ ImperialAcademy of Arts ด้วยฝีไม้ลายมือที่ยอดเยี่ยมเขาเลยได้รับงานปูนเปียกที่ Cathedral of Christthe Saviour ในกรุงมอสโก และได้รับเหรียญทองในงาน Paris World’s fair ในปี 1878 นอกจากนี้เขายังผลิตผลงานเด่นๆ ให้กับ SukienniceMuseum ใน Krakow Old Town และ StateHistorical Museum กรุงมอสโก รวมทั้งCurtain for the Juliusz Slowacki Theaterใน Krakow ที่ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่ NationalMuseum วอร์ซอร์นี้ด้วย นอกจากภาพนี้แล้ว ที่นี่ยังมีผลงานเด่นที่แสดงให้เห็นถึงความกลมกลืนของงาน Classicism และ Romanticismอีกภาพของศิลปินก็คือ Judgement of Paris ภาพที่ดูเหมือนจริงราวกับภาพถ่ายนี้สะท้อนให้เห็นถึงอัจฉริยภาพของศิลปินได้อย่างไม่ต้องสงสัย

Wladyslaw Czachórski เกิดวันที่ 22 กันยายน 1850 ในเมือง Lublin เขาเข้าเรียนที่ School of Fine Arts ในกรุงวอร์ซอร์ ก่อนจะไปศึกษาต่อที่Dresden Academy และ Munich Academy ในช่วงเวลาเดียวกันกับศิลปินดังๆ หลายคน เช่น Hermann Anschütz, Karl von Piloty, and Alexander Wagner เขาได้รับเหรียญเงินจากมิวนิคก่อนเดินทางไปฝรั่งเศส อิตาลี และกลับมาโปแลนด์ในช่วงเวลานั้นเขาได้จัดนิทรรศการขึ้นหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็นมิวนิคหรือโปแลนด์ซึ่งทั้งสองแห่งเขาล้วนมีบ้านอยู่ ภาพ Actors in front of Hamletเป็นตัวอย่างของงานที่สะท้อนถึงชื่อเสียงของเขาในเรื่องการออกแบบเสื้อผ้า, เครื่องประดับและรายละเอียดอื่นๆเพื่อสร้างบรรยากาศของความหรูหราและความสง่างามได้เป็นอย่างดี

Maurycy gottlieb เกิดวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 1856 ในครอบครัวคหบดีชาวยิวและโปลใน Galicia ส่วนหนึ่งของยูเครนในปัจจุบัน เขาเข้าเรียนศิลปะที่ Vienna Fine Arts Academy ตั้งแต่อายุได้ 14 ปี ในปี 1873 เขาเดินทางไป Krakow และเข้าเรียนกับ Jan Matejko แต่การต่อต้านยิวทำให้เขาต้องหนีออกจาก Krakow และเดินทางไปนอร์เวย์หลังจากนั้นเขาเดินทางไปเวียนนาและต่อไปยังมิวนิคเพื่อเข้าเรียนกับ Karl Piloty และ Alexander Wagner ในปี 1876 เขาได้รับรางวัลเหรียญทองจากMunich Academy ในปี 1878 เขาเดินทางไปโรมและได้พบกับ Henryk Hektor Siemiradzki ก่อนที่จะถูกชวนให้ไปทำงานจิตรกรรมจากประวัติศาสตร์ชาวยิวในโปแลนด์ที่ Krakow ผลงาน Christ Teaching at Capernaum ในNational Museum วอร์ซอร์ของเขาแสดงให้เห็นถึงอัจฉริยภาพในเรื่องอารมณ์ของตัวละครได้อย่างไร้ที่ติ แม้เขาจะเสียชีวิตตั้งแต่อายุเพียงแค่ 23 ปี จากการป่วยเป็นไข้หวัด แต่เขาทิ้งผลงานไว้มากมายร่วม 300 ชิ้น โดยส่วนใหญ่เป็นผลงานที่ยังไม่เสร็จดี

Actor in front of Hamlet by Wladyslaw Czachórski

Actor in front of Hamlet by Wladyslaw Czachórski
Last Judgement of Paris detail

Last Judgement of Paris detail
Curtain for the Krakow company by Henryk Hektor Siemiradzk

Curtain for the Krakow company by Henryk Hektor Siemiradzk
Christ Teaching at Capernaum detail

Christ Teaching at Capernaum detail
Christ Teaching at Capernaum by Maurycy Gottlieb

Christ Teaching at Capernaum by Maurycy Gottlieb
Before a Bath by Henryk Hektor Siemiradzki

Before a Bath by Henryk Hektor Siemiradzki

แหวกฟ้าหาฝัน : Aleksander Gierymski ใน National Museum วอร์ซอร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/297506

แหวกฟ้าหาฝัน : Aleksander Gierymski ใน National Museum วอร์ซอร์

แหวกฟ้าหาฝัน : Aleksander Gierymski ใน National Museum วอร์ซอร์

วันอาทิตย์ ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

Evening on the Seine

การเยือน National Museum ประเทศใด ผลงานศิลปะของศิลปินท้องถิ่นย่อมมีมาก ใน National Museum กรุงวอร์ซอร์ก็เช่นกัน ศิลปินแนว Realism ผู้หนึ่งที่โดดเด่นที่สุดของโปแลนด์ก็คือ Aleksander Gierymski ศิลปินชาวโปลคริสต์ศตวรรษที่ 19 เขาเกิดในกรุงวอร์ซอร์ในปี 1867 เขาจบ Academy of Fine Arts ในกรุงมิวนิคในระดับเหรียญทอง หลังจากนั้นเขาไปอยู่ที่โรมและได้สร้างสรรค์ผลงานที่มีชื่อเสียงชิ้นแรกที่ชื่อ Roman Inn and Morra Game โดยได้จัดแสดงครั้งแรกใน Zacheta Gallery ณ กรุงวอร์ซอร์ หลังจากนั้นเขากลับไปทำงานในอิตาลีอีก และเน้นการศึกษาภาพเขียนแนวอิตาเลียน อย่างไรก็ดี งานเขียนของเขากลับก้าวเข้าสู่แนวทาง Impressionism ก่อนที่ศิลปะแนวนี้จะเป็นที่นิยม แต่มีเอกลัษณ์โดดเด่นเป็นของตัวเอง เขากลับมาอยู่วอร์ซอร์ใหม่ในช่วงระหว่าง 1879-1888 โดยทำงานร่วมกับนักเขียนและนักจิตรกรรมแนว Positive ในช่วงเวลานั้นเขาเขียนภาพเด่น Jewish Woman Selling Oranges ซึ่งเป็นภาพเขียนเกี่ยวกับคนจน และชีวิตของคนเดินดินทั่วไปโดยเน้นไปที่แสงสีของเมือง แม้ภาพนี้ของเขาจะมีเอกลักษณ์และสื่อถึงสังคมของประเทศ แต่กลับไม่ได้รับการต้อนรับ เขาจึงตัดสินใจไปอยู่ต่างประเทศอีกครั้ง เขาย้ายไปอยู่ฝรั่งเศส สลับกับเยอรมนีและเปลี่ยนแนวทางการสร้างสรรค์ผลงานไปเรื่อยๆ โดยเลิกเน้นภาพเกี่ยวกับบุคคลหันมาวาดภาพทิวทัศน์ในเวลากลางคืนแทน

ภายหลังเขากลับมาโปแลนด์อีกในปี 1893 และสมัครเข้าทำงานใน Academy of Fine Arts ใน Cracow และหวนกลับมาวาดภาพคนอีกครั้ง ภาพของเขาได้รับการต้อนรับบ้าง แต่เขาก็ไม่ประสบความสำเร็จมากนัก จึงย้อนกลับไปอิตาลี และหันไปวาดภาพเกี่ยวกับสถานที่โดยเน้นภายในอาคาร ภาพ Self Portrait ของเขาที่ถูกวาดในปีสุดท้ายก่อนเสียชีวิตสะท้อนให้เห็นถึงความผิดหวังอย่างรุนแรงสังเกตได้จากแววตา และสีหน้าที่บ่งบอกถึงความเป็นคนเจ้าอารมณ์ ใจร้อน และมุทะลุ ซ้ำร้ายในปีสุดท้ายของชีวิตเขายังต้องใช้เวลาอยู่ในโรงพยาบาลในกรุงโรมเพื่อบำบัดอาการทางจิตด้วย แม้เขาจะทิ้งผลงานแนว Realism ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นจิตรกรแห่งแสงที่สามารถจะสัมผัสบรรยากาศของฟากฟ้าได้อย่างวิจิตรเฉกเช่นเดียวกับ Courbet ให้กับโปแลนด์ แต่เขากลับไม่ได้รับการยกย่องเท่า


In the Bower

ใน National Museum กรุงวอร์ซอร์ มีผลงานของ Gierymski อยู่หลายภาพ เช่น The Jewish with Oranges ภาพเขียนหญิงชาวยิวพื้นเมืองถือตะกร้าส้มที่ศิลปินเขียนขึ้นตั้งแต่ปี 1880 นี้ได้ถูกขโมยไปโดยกองทัพนาซีในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง หลังสงครามรัฐบาลโปแลนด์เพียรพยายามตามหาอยู่หลายปี ในที่สุดภาพนี้ก็ปรากฏขึ้นในร้านขายของเก่าทางตอนเหนือของเยอรมนี รัฐบาลจึงได้เจรจาต่อรองและเพิ่งได้คืนมาในปี 2011 ศิลปินใช้ภาพนี้สื่อถึงบรรยากาศของชาติในช่วงเวลานั้นได้เป็นอย่างดี สังเกตได้จากสีหน้าของหญิงชราในเสื้อ และหมวกน้ำตาลเข้ม คลุมไหล่ด้วยผ้าสีแดงที่ดูเก่าคร่ำคร่าบ่งบอกถึงความเศร้าหมองหมดอาลัยตายอยาก เทียบกับส้มในตะกร้า 2 ใบ ที่ดูสดใสมีชีวิตชีวาอันบ่งบอกถึงความทุกข์ระทมของคนในชาติในช่วงเวลานั้นท่ามกลางธรรมชาติที่สวยงามของภาคใต้ของประเทศ

In The bower ผลงานชิ้นโบแดงของศิลปินที่เขาบรรจงใช้สีที่หลากหลายรังสรรค์งานที่มีความวิจิตรบรรจงทั้งด้านสี แสง ความเป็นธรรมชาติ ความพลิ้วไหว และสีหน้าท่าทางของตัวประกอบในภาพทุกคน นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสเห็นภาพจริงจะรู้สึกราวกับอยู่ในบรรยากาศของร้านน้ำชาท่ามกลางสวนในยุค Rococo เองเลยทีเดียว นอกจาก 2 ภาพนี้แล้วที่นี่ยังมีภาพของศิลปินผู้นี้อีกหลายภาพโดยเฉพาะภาพ Sand Diggers ที่มีความละเอียดอ่อนและสวยงามไม่แพ้ศิลปินชาติอื่นใดในโลกจริงๆ

Jewish Woman Selling Oranges detail

Jewish Woman Selling Oranges detail
Sand Diggers

Sand Diggers
Sand Diggers detail

Sand Diggers detail
Jewish Woman Selling Oranges

Jewish Woman Selling Oranges