แหวกฟ้าหาฝัน : National Museum วอร์ซอร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/296289

แหวกฟ้าหาฝัน : National Museum วอร์ซอร์

แหวกฟ้าหาฝัน : National Museum วอร์ซอร์

วันอาทิตย์ ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ขึ้นชื่อว่า National Museumนั่นหมายความว่าที่นี่ต้องเป็นมิวเซียมที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศและเป็น The must ที่นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบมิวเซียมต้องไปให้ได้เมื่อไปถึงประเทศหรือเมืองนั้นๆ National Museum วอร์ซอร์ประเทศโปแลนด์ ก็ไม่ผิดหวังโดยเฉพาะกับนักท่องเที่ยวขามิวเซียม มิวเซียมที่ถูกสร้างขึ้นครั้งแรกในปี 1862 ในฐานะ Museum of Fine Arts และปัจจุบันเป็นมิวเซียมที่เก่าแก่ที่สุดของโปแลนด์นี้มีของสะสมมากถึง 830,000 ชิ้น ของจัดแสดงมีตั้งแต่ยุคโบราณไม่ว่าจะเป็นอียิปต์ กรีก หรือโรมันมากถึง 11,000 ชิ้น และผลงานด้านจิตรกรรม ประติมากรรม ภาพถ่าย เหรียญและงานพิมพ์ยุคต่างๆ เรื่อยมาจนถึงผลงานของศิลปินชาวโปลศิลปินพื้นเมืองตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 16 นอกจากนี้ ที่นี่ยังมีผลงานศิลปะของศิลปินต่างชาติไม่ว่าจะเป็นอิตาเลียน ฝรั่งเศส ดัชท์ เยอรมันหรือแม้แต่รัสเซียก็มีเป็นจำนวนมาก ที่สำคัญที่นี่ยังมีผลงานศิลปะดังๆ ที่อดอล์ฟ ฮิตเลอร์แห่งเยอรมนีเคยปล้นจากประเทศต่างๆ มาสะสมไว้อีกต่างหากด้วย

หลังจากที่โปแลนด์ประกาศอิสรภาพและเปลี่ยนชื่อ Museum City of Fine Arts เป็น National Museum ในปี 1918 มิวเซียมนี้ก็ได้รับของสะสมเพิ่มขึ้นมากมาย รวมทั้งของสะสมเก่าๆ จากเทศบาลเมือง มูลนิธิ TheMianmowski มหาวิทยาลัยวอร์ซอร์ และ The Society for the Protection of Historical Monument นอกจากนี้ที่นี่ยังได้ก่อตั้งแผนก Museum of the Polish Army ขึ้นเพื่อเก็บสะสมอาวุธต่างๆ ด้วย ในช่วงแรก ภัณฑรักษ์หมดเวลาไปกับการหาสถานที่ก่อตั้งมิวเซียมจนสิ้นปี 1923 รัฐบาลก็เลือกสถานที่ได้และตัดสินใจให้ Tadeusz Tolwinski เป็นสถาปนิกออกแบบ แต่กว่าที่อาคารของมิวเซียมจะสร้างเสร็จก็ใช้เวลากว่า 4 ปี และใช้เวลาอีก 3 ปีกว่า จะได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการในปี 1938 โดยมี Stanisław Lorentz เป็นผู้อำนวยการ

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง มิวเซียมต้องประสบปัญหาเฉกเช่นเดียวกับมิวเซียมอื่นๆ ทั่วโลกในเรื่องการย้ายทรัพย์สมบัติเพื่อหลบภัย ไม่เพียงแต่สมบัติของมิวเซียม แต่ยังรวมของ Royal Castle ด้วย ไม่เพียงส่วนใหญ่ของอาคารจะถูกทำลายไปในช่วงสงคราม ทรัพย์สมบัติส่วนใหญ่ก็ถูกกองทัพนาซีปล้นไปด้วย ซ้ำร้ายภายหลังการจลาจลภายในประเทศยังทำความเสียหายกับมิวเซียมอีกต่างหาก ผู้อำนวยการมิวเซียมได้บันทึกไว้ว่า การถูกทำลายของโปแลนด์และชาวโปล การทำลายล้างชาวยิวในโปแลนด์ และการย้ายเขตแดน การถูกขับไล่ และความโหดเหี้ยมทั้งหลายได้ถูกทิ้งร่องรอยไว้แล้วที่มิวเซียมแห่งนี้

ในช่วงที่ Lorentz เป็นผู้อำนวยการนั้นเขาได้พัฒนามิวเซียมให้ก้าวหน้าอย่างมาก โดยมีการปรับปรุงการจัดแสดง และมีการนำแขกรับเชิญสำคัญๆ เยี่ยมชมเอง นอกจากนี้เขายังเป็นผู้นำเข้าผลงานศิลปะดังๆ เช่น ภาพเขียนของ Bernardo Bellotto หรือ Canaletto แห่งโปแลนด์เข้ามาจัดแสดง รวมทั้งแจกันจาก Gołuchów Castle ภาพเขียนจาก Wilanów ภาพ Lady with an Ermine ของ Leonardo Davinci รวมทั้งผลงานศิลปะนานาชาติเข้ามาสะสมไว้อีกด้วย การเติบโตอย่างรวดเร็วของมิวเซียมสิ้นสุดลงในทศวรรษที่ 1980 จากเหตุผลทางการเมือง และLorentz ก็ถูกปลดในเวลาต่อมาจากกฎอัยการศึก

นักท่องเที่ยวที่มีโอกาสมาเยือนจะสามารถสัมผัสได้ถึงความใหญ่โตของสถานที่และความอลังการของสะสมที่มีอยู่ ของสะสมส่วนที่น่าสนใจมีหลากหลายมาก นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบงานสะสมคริสต์ศตวรรษที่ 19 จะได้ดูอย่างเต็มอิ่ม แต่หากต้องการดูจนครบทุกช่วงเวลา คงต้องเผื่อเวลาไว้ไม่น้อยกว่า 4 ชั่วโมงเลยทีเดียว

แหวกฟ้าหาฝัน : Royal Castle พระราชวังหลวงกรุงวอร์ซอร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/295024

แหวกฟ้าหาฝัน : Royal Castle พระราชวังหลวงกรุงวอร์ซอร์

แหวกฟ้าหาฝัน : Royal Castle พระราชวังหลวงกรุงวอร์ซอร์

วันอาทิตย์ ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 15.00 น.

พระราชวังหลวงกรุงวอร์ซอร์หรือที่ประทับของราชวงศ์โปลนั้นตั้งอยู่กลางจัตุรัสในย่านเมืองเก่า ย้อนไปถึงปี 1339 เมื่อมีบันทึกจากทูตของพระสันตะปาปาว่าพระเจ้า Casimir III แห่งโปแลนด์มีความขัดแย้งกับราชวงศ์เยอรมันสิ้นคริสต์ศตวรรษที่ 13 ในช่วงที่ Conrad IIดุ๊กแห่ง Mosavia ปกครองวอร์ซอร์ท่านก็ดำริที่จะสร้างพระราชวังขึ้นเป็นที่พำนัก เมื่อดุ๊กคนต่อมาขึ้นเถลิงอำนาจ ท่านก็ปรับปรุงวังใหม่ให้ก่อสร้างด้วยอิฐ นับจากนั้นมาที่นี่ก็ถูกรุกรานหลายครั้งโดยชาวสวีเดน Brandenburgian, ชาวปรัสเซียและกองทัพของราชวงศ์รัสเซีย

หลังจากการจลาจลในเดือนพฤศจิกายนของคริสต์ศตวรรษที่ 19 พระราชวังนี้ก็กลายเป็นศูนย์กลางสำนักงานของซาร์แห่งรัสเซีย ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 1 กองทัพนาซีก็ใช้พระราชวังแห่งนี้ก็เป็นที่ทำการของผู้ปกครองชาวเยอรมัน และในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองพระราชวังแห่งนี้ก็กลายเป็นที่อยู่ของ Ignacy Moscicki ประธานาธิบดีโปแลนด์ ในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่สองที่กองทัพนาซีได้ทำลายส่วนของพระราชวังไปหลายส่วน เช่น เพดาน ทำให้ภาพปูนเปียกที่มีชื่อว่า The Creation of the World ของ Bacciarelli เสียหาย หลังจากนาซีสามารถครอบครองพระราชวัง พวกเขาได้ปล้นและเผาพระราชวังแห่งนี้จนราบคาบ เคราะห์ดีที่เจ้าหน้าที่มิวเซียมแห่งชาติของโปแลนด์บางคนสามารถเคลื่อนย้ายสมบัติบางอย่างไปก่อนที่พระราชวังจะถูกเผาจนหมด

หลังสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลงรัฐบาลโปแลนด์ได้เริ่มทำการชุบชีวิตพระราชวังโดยนำเอาทรัพย์สมบัติที่เก็บซ่อนไว้กลับมา ในปี 1949 สภาโปแลนด์ได้ผ่านกฎหมายเพื่อสร้างพระราชวังขึ้นใหม่ให้เป็นอนุสรณ์ที่สะท้อนถึงประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของโปแลนด์โดยแต่งตั้งให้ Jan Dobrowski, Piotr Bieganski, และ Jan Zachwatowicz เป็นสถาปนิกรับผิดชอบในการออกแบบทั้งอาคารและเฟอร์นิเจอร์

พระราชวังอันเป็นที่กำเนิดของรัฐธรรมนูญฉบับแรกของยุโรป และเป็นฉบับที่สองรองจากรัฐธรรมนูญของสหรัฐในวันที่ 3 พฤษภาคม ปี 1791 นี้ ถูกปรับปรุงใหม่ตั้งแต่ปี 1965 โดยได้นำเอาสมบัติเก่า ๆ ที่เคลื่อนย้ายไปก่อนที่พระราชวังจะถูกไฟไหม้ เช่น ของตกแต่งภายในบางอย่าง สมบัติในห้องสมุด และหลังคาทองแดงกลับมาจัดตั้งใหม่และขึ้นทะเบียนเป็นสมบัติล้ำค่าทางประวัติศาสตร์ของโปแลนด์ ส่วนการบูรณะในช่วงระหว่างปี 1971-84 โดยคำสั่งของคณะกรรมการชาตินั้นได้รับเงินสนับสนุนจากสหรัฐอเมริกาเกือบทั้งหมด

นักท่องเที่ยวที่มาเยือนพระราชวังที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกตั้งแต่ปี 1980 แห่งนี้จะได้ชื่นชมกับห้องต่างๆ มากมาย แต่ส่วนใหญ่เป็นของที่ถูกสร้างขึ้นใหม่ ยกเว้นของตกแต่งบางอย่าง เช่นห้อง Jegiellonian ซึ่งเป็นห้องของ Sigismund Augustus ราชวงศ์ที่มีต้นกำเนิดจาก Lithuaniaซึ่งปกครองโปแลนด์ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 14-16ส่วน Houses of Parliament อันเป็นห้องที่มีการเซ็นสนธิสัญญาสำคัญได้รับการตกแต่งโดยGiovanni Battista di Quadro และส่วนRoyal Apartment ซึ่งเคยเป็นที่ประทับของ Stanislaw Augustus Poniatowski นอกจากห้องต่างๆ แล้ว นักท่องเที่ยวยังจะได้ชื่นชมกับ ผลงานสำคัญของ Rembrandt ที่โปแลนด์เป็นเจ้าของคือ The Father of the JewishBride และ The Jewish Bride ซึ่งเคยเป็นของ Countess Karolina Lanckornska สมกับที่เป็นที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวถึงปีละกว่า 5 แสนคน

แหวกฟ้าหาฝัน : ย่านเมืองเก่าของวอร์ซอร์ สาธารณรัฐ โปแลนด์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/293738

แหวกฟ้าหาฝัน : ย่านเมืองเก่าของวอร์ซอร์ สาธารณรัฐ โปแลนด์

แหวกฟ้าหาฝัน : ย่านเมืองเก่าของวอร์ซอร์ สาธารณรัฐ โปแลนด์

วันอาทิตย์ ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่เที่ยวยุโรปตะวันตกมาจนปรุ ประเทศยุโรปตะวันออกประเทศหนึ่งที่น่าสนใจ ก็คือ ประเทศโปแลนด์ การเดินทางมาโปแลนด์ก็ไม่ยาก มีสายการบินเข้าวอร์ซอร์ หรือ คาร์คอฟหลายสายการบิน แต่ไม่มีสายการบินตรง เมืองหลวงของประเทศโปแลนด์คือ เมืองวอร์ซอร์เมืองที่ใหญ่ที่สุดและเป็นเมืองหลวงของโปแลนด์แห่งนี้ตั้งอยู่บนแม่น้ำ Vistula เมืองที่ใหญ่เป็นอันดับ 9 ของยุโรปและมีประชากรมากถึง 1.75 ล้านคน นี้อยู่ห่างจากทะเลบอลติก 260 กิโลเมตร เมืองที่เคยได้รับการขนานนามว่าปารีสแห่งตะวันออกนี้เคยเป็นเมืองที่สวยที่สุดเมืองหนึ่งก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง เมื่อกองทัพนาซีของเยอรมนีบุกโปแลนด์และฆ่าชาวยิว รวมทั้งขับไล่ชาวโปลออกจากเมืองจนเกิดสงครามกลางเมืองขึ้นในเดือนตุลาคมปี 1944 เมืองนี้ก็ถูกทำลายลงอย่างราบคาบ

ย้อนไปในอดีต เจ้าชาย Plock แห่ง Masovia ได้ก่อตั้งวอร์ซอร์ขึ้นครั้งแรกบนที่ดินที่เดิมเป็นหมู่บ้านชาวประมงในคริสต์ศตวรรษที่ 13 ต่อมาที่นี่กลายเป็นที่พำนักของ Duke of Masovia และกลายเป็นส่วนหนึ่งของโปแลนด์เมื่อรัฐบาลยกเลิกตำแหน่งดุ๊ก เนื่องจากวอร์ซอร์ตั้งอยู่กึ่งกลางระหว่าง Krakow และ Vilnius ที่นี่จึงกลายเป็นเมืองหลวงของสาธารณรัฐโปแลนด์และเป็นที่ประทับของพระเจ้า Sigismund III Vasa ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 18 เมื่อเกิดสงครามขึ้น เมืองนี้ถูกยึดหลายครั้ง แต่ในที่สุด Stanislaw II Augustus ก็ได้จัดตั้งวอร์ซอร์เป็นศูนย์กลางทางด้านวัฒนธรรมและศิลปะส่งผลให้เมืองนี้ได้รับขนานนามว่าปารีสแห่งตะวันออก วอร์ซอร์จึงเป็นเมืองหลวงของ Polish-Lithuanian Commonwealthจวบจนปี 1795 ก่อนที่จะถูกปรัสเซียยึดครอง และกลายเป็นจังหวัดหนึ่งของปรัสเซียใต้

หลังจากที่กองทัพของพระเจ้านโปเลียนแห่งฝรั่งเศสบุกมาถึงวอร์ซอร์ พระองค็ได้ยกให้เมืองหลวงเป็นเมืองหลวงอีกครั้งหลังจากนั้นรัสเซียได้บุกเข้ามายึดครองโปแลนด์หลายครั้งส่งผลให้ชาวเมืองโกรธแค้นและก่อสงครามกลางเมือง ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 Sokrates Starynkiewicz เทศมนตรีที่ถูกแต่งตั้งโดยพระเจ้า Alexander III ได้จัดทำระบบน้ำและกำจัดขยะของเมือง รวมทั้งได้ขยายถนน ไฟ และรถรางส่งผลให้เมืองรุ่งเรืองขึ้นมากจนมีประชากรมากเป็นอันดับ 3 รองจากมอสโคว์และเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง วอร์ซอร์ตกอยู่ภายใต้อำนาจของกองทัพนาซี จวบจนสิ้นสงคราม รัสเซียจึงเข้าครอบครองวอร์ซอร์แทนยังผลให้ชาวโปแลนด์ไม่พอใจและกระด้างกระเดื่องต่อรัสเซีย เมื่อเยอรมนีบุกโปแลนด์อีกครั้งในวันที่ 1 กันยายน 1939 อันเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามโลกครั้งที่สองนั้น เยอรมนีได้ส่งกองทัพเข้ายึดสถาบันการศึกษาทั้งหมด และชาวยิวซึ่งเป็นประชากรมากถึง 30% ก็ถูกกักกันทันที หลังสงครามโลกครั้งที่สอง โปแลนด์ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของรัสเซียและกลายเป็นคอมมิวนิสต์ หลังสหภาพโซเวียตล่มสลาย โปแลนด์ก็ยุติการเป็นคอมมิวนิสต์ตามไปด้วย และสามารถกลายเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพยุโรปเมื่อไม่นานมานี้

ย่านเมืองเก่าของวอร์ซอร์ซึ่งเป็นย่านที่นักท่องเที่ยวมาเยี่ยมเยือนมากที่สุดของประเทศนั้น มีแหล่งท่องเที่ยวสำคัญหลายแห่งเช่น Market Place ที่เต็มไปด้วยร้านอาหาร ร้านกาแฟ และร้านขายของ กำแพงเมือง โบสถ์ ศาลาว่าการเมือง และพระราชวัง ส่วนที่เคยโดดเด่นสุดของบริเวณนี้ก็คือ ศาลาว่าการเมืองที่ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 1429 นักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวย่านนี้ต้องมีขาแข็งแรงสักหน่อย เพราะอาณาบริเวณของเมืองเก่าค่อนข้างกว้าง รวมทั้งมีตรอกซอกซอยมากมาย อย่างไรก็ตาม ย่านนี้เป็นย่านที่เดินสนุกเพราะมีร้านค้าและร้านอาหารให้พักขาค่อนข้างมาก นักท่องเที่ยวที่ไม่ชอบเข้าเยี่ยมเยือนอะไรเลย ก็สามารถที่จะเพลิดเพลินกับความสวยงามของอาคารได้อย่างจุใจ

แหวกฟ้าหาฝัน : Wine Museum เยอรมนี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/292474

แหวกฟ้าหาฝัน : Wine Museum เยอรมนี

แหวกฟ้าหาฝัน : Wine Museum เยอรมนี

วันอาทิตย์ ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ด้านใน museum

นักท่องเที่ยวที่ชอบดื่มแอลกอฮอล์ที่ไปเยอรมนีต่างทราบดีว่าเยอรมนีเป็นประเทศเบียร์ แต่แท้ที่จริงแล้ว เยอรมนียังมีเขตที่ปลูกไวน์ด้วยเขตนั้นคือ ริมแม่น้ำไรน์ เมืองที่มีชื่อเสียงเกี่ยวกับไวน์เมืองหนึ่งก็คือ Rudesheim am Rhein เมืองนี้ไม่เพียงเป็นแหล่งปลูกไวน์สำคัญ ยังมีมิวเซียมไวน์ด้วย Wine Museum ของ Rudesheim นี้ตั้งอยู่แทบจะติดกับสถานีรถไฟของเมืองเลยทีเดียว นักท่องเที่ยวที่ต้องการเยือนมิวเซียมแห่งนี้ต้องมาให้ถูกฤดูกาล เพราะมิวเซียมปิดในฤดูหนาว

มิวเซียมไวน์ของ Rudesheim ตั้งอยู่ที่ Bromserburg Castle ปราสาทที่เก่าแก่ที่สุดของลุ่มน้ำไรน์ ปราสาทที่มีอายุกว่าพันปีที่มีของจัดแสดงเกี่ยวกับไวน์มากถึงสองพันชิ้นนี้เคยเป็นที่ประทับของ Archbishops of Mainz ในคริสต์ศตวรรษที่ 12 และเป็นที่ตั้งของสังฆมณฑลที่สำคัญในเวลานั้น ต่อมาอัศวินหลายตระกูลได้เข้าครอบครอง ในปี 1911 Counts of Ingelheim ได้ซื้อปราสาทแห่งนี้จาก Bromsera มาทำเป็นที่พำนักของตัวและตั้งชื่อว่า Romantic living castle ท่าน Counts ได้ปรับแต่งห้องใหม่แบบที่อยู่อาศัย เพิ่มสวนสวยๆ และสนามบนหลังคาด้วย ในช่วงเวลานั้นท่านได้ใช้ปราสาทแห่งนี้รับแขกมากถึงสามพันกว่าคน


ทิวทัศน์ฝั่งตรงข้าม

ต่อมาในปี 1941 เทศบาลเมืองRudesheim ได้ซื้อปราสาทแห่งนี้จากเจ้าของเดิม ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง รัฐบาลได้ใช้ปราสาทแห่งนี้เป็นคุก และที่พักของคนไร้บ้าน หลังสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลง เทศบาลได้ทำการปรับปรุงสถานที่แห่งนี้ใหม่และได้จัดตั้งเป็นมิวเซียมขึ้นในปี 1950 ของจัดแสดงที่นักท่องเที่ยวจะได้ชมนี้จะบอกเล่าถึงวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์การปลูกองุ่นและการผลิตไวน์จากอดีตจนถึงปัจจุบัน ไม่เพียงนักท่องเที่ยวที่ชอบชิมไวน์จะได้เรียนรู้วิธีการทำไวน์สไตล์เยอรมันจากปราสาทนี้แล้ว ที่นี่ยังมี roof garden ที่สวยงามซึ่งสามารถเห็นทิวทัศน์ฝั่งตรงข้ามแม่น้ำด้วย นอกจากนี้ในมิวเซียมยังมีบริเวณให้ชิมไวน์ตรง Terrace ให้อีกต่างหาก

สำหรับนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบดื่มไวน์ แต่อาจไม่ชื่นชอบชมมิวเซียมก็อาจสามารถเสพประสบการณ์ที่ไม่เหมือนที่ใดในโลกได้ด้วยการชิมไวน์บนเรือที่เรียกว่า Wine tasting on the water นักท่องเที่ยวที่ต้องการเสพประสบการณ์นี้อาจต้องเลือกเวลาไปเมืองนี้เสียหน่อย เพราะการชิมไวน์บนเรือนี้จะมีเฉพาะวันอาทิตย์ที่สองของเดือนเมษาถึงกันยายนเท่านั้น และจะออกเดินทางเพียงวันละเที่ยวตอน 17.10 น. เรือที่นั่งจะเสิร์ฟไวน์ที่ผลิตจากเมืองนี้และล่องไปบนแม่น้ำไรน์โดยผ่านทิวทัศน์ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกรอบเมืองและ Assmannshausen นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสพิเศษนี้รับรองได้ว่าจะประทับใจไม่รู้ลืมเลยทีเดียว


ของจัดแสดงในมิวเซียม


แก้วไวน์


สวนภายใน


เครื่องมือตรวจสอบใหม่


แม่นํ้าไรน์จากหลังคามิวเซียม


ตัวอย่างแก้วไวน์

แหวกฟ้าหาฝัน : กิน Dinner @ Rudesheim

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/290722

แหวกฟ้าหาฝัน : กิน Dinner @ Rudesheim

แหวกฟ้าหาฝัน : กิน Dinner @ Rudesheim

วันอาทิตย์ ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ร้านอาหาร Stadt Frankfurt

นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบเยอรมนี ช่วงเวลานี้คงรู้สึกว่าเป็นช่วงเวลาที่ดีทั้งนี้เพราะเดือนนี้เข้าสู่เทศกาลOctoberfest แล้ว และตั๋วเครื่องบินเข้าสู่เยอรมนี ไม่ว่าจะเป็น Munich, Frankfurt หรือแม้แต่ Berlin ก็มีราคาลดลงมาก นักท่องเที่ยวสามารถเลือกตั๋วได้ทั้งบินตรงและต่อเครื่องได้ในราคาเริ่มตั้งแต่หมื่นกว่าบาทไปจนถึงสามหมื่นกว่าบาท เช่น Qatar Airline, Thai, Austrian Airline หรือแม้แต่ Lufthansa นักท่องเที่ยวที่เอาราคาเป็นหลักราคาหมื่นกว่าสำหรับสายการบิน Qatar นี้แทบเรียกว่าไม่เคยกล้าฝันถึงทีเดียว เวลาที่เข้าถึงเมืองปลายทางก็ดีด้วย เพราะเป็นช่วงเช้า นักท่องเที่ยวสามารถที่จะเที่ยวต่อได้ทั้งวันโดยไม่เสียเวลาส่วนนักท่องเที่ยวที่ชอบความสะดวกสบายและไม่ชอบต่อเครื่องสายการบินที่บินตรง ไม่ว่าจะเป็น TG หรือLufthansa ราคาก็อยู่ในเกณฑ์รับได้ เพราะลดลงจากสี่หมื่นกว่าเหลือเพียงสองหมื่นกว่าปลายๆ หรือสามหมื่นต้นๆ เท่านั้น

เมื่อนักท่องเที่ยวเลือกช่วงเวลานี้บรรยากาศรื่นเริงแนว Octoberfest จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องเสพ แต่นักท่องเที่ยวบางคนอาจไม่อยากไปเสียค่าโรงแรมแพงๆ ในมิวนิค เมืองอื่นที่สามารถเสพบรรยากาศ Octoberfest ได้ และไม่ไกลจากเมือง Frankfurtซึ่งเป็นเมืองปลายทางยอดนิยมของสายการบินTG และ Lufthansa ที่บินตรงก็คือ Rudesheim เมืองที่นักท่องเที่ยวที่มีเวลาน้อย หรือ Transitไม่ข้ามวันสามารถเดินทางไปเยี่ยมเยือนได้ไม่ยาก เพราะอยู่ห่างจากสนามบินไม่ไกลนัก นักท่องเที่ยวสามารถซื้อตั๋ว S แล้วนั่งไปเมืองนี้จากสนามบิน Frankfurt airport ได้เลย สนนราคาเพียงแค่ 8.35 เหรียญเท่านั้น

Rudesheim am Rhein เมืองที่ห่างจากสถานีรถไฟสนามบิน Frankfurt เพียงแค่ 1 ชั่วโมง 20 นาที หรือ 1 ชั่วโมง 40 นาที นี้เป็นเมืองมรดกโลกที่ชาวแฟรงก์เฟิร์ตและบริเวณใกล้เคียงนิยมมากินข้าวเย็นกัน เมืองที่อยู่เชิงเขา Niederwald ทางทิศตะวันออกของแม่น้ำไรน์นี้เป็นส่วนหนึ่งของเขต Frankfurt am Rhein แม้เมืองนี้จะไม่มีชื่อเสียงเท่าเมือง Cologne แต่เมืองนี้กลับเป็นเมืองท่องเที่ยวที่ชาวเยอรมันเองนิยมมาเที่ยวกันจนเป็นเมืองที่มีนักท่องเที่ยวมากเป็นอันดับสองของเขต Frankfurt การที่นักท่องเที่ยวชอบมาเมืองนี้ไม่เพียงเพราะ
ที่นี่เป็นเมืองผลิตไวน์เท่านั้น ยังเป็นเพราะทิวทัศน์ของแม่น้ำไรน์ในเมืองนี้สวยงามเป็นพิเศษจนได้ชื่อว่า Romantic road of Rhine ด้วย

Rudesheim เป็นพื้นที่ที่ถูกตั้งถิ่นฐานครั้งแรกตั้งแต่ก่อนคริสตกาลโดยชาว Celts หลังจากนั้นที่นี่ถูกครอบครองโดยชาวโรมันแล้วตามด้วยชาว Franks ซึ่งเป็นกลุ่มแรกที่ปลูกไวน์ในบริเวณนี้ นอกจากไวน์แล้ว เมืองนี้ยังมีชื่อเสียงทางด้านการขนส่งโดยเฉพาะขนไม้ด้วย นับจากปี 1883 เป็นต้นมาที่นี่ก็กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของเขตนี้ เพราะ Rudesheim เป็นที่ตั้งของ Niederwalddenkmal หรืออนุสาวรีย์ที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์ของการรวมชาติเยอรมันหลังการสิ้นสุดสงคราม Franco-Prussian อนุสาวรีย์มูลค่าหนึ่งล้านมาร์คทองที่ถูกวางศิลาฤกษ์ครั้งแรกโดยพระเจ้า KaiserWilhelm I และมีความสูงมากถึง 38 เมตรนี้สามารถเยี่ยมเยือนได้ด้วยการนั่งกระเช้าแต่หากนักท่องเที่ยวมีขาที่แข็งแรงสามารถเดินขึ้นเขาไปได้


Niederwalddenkmal

นอกจากอนุสาวรีย์แล้ว บรรยากาศบนถนน Drosselgasse ที่มีความยาว 144 เมตร ของ Rudesheim ยังมีความสวยงามและมีเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใคร นักท่องเที่ยวที่มาเยือนในช่วงกลางวัน สามารถหาร้านกาแฟสวยๆ นั่งสบายกินได้บริเวณนี้ร้านดังที่สุดของเมืองซึ่งเสิร์ฟกาแฟที่เรียกว่า Rudesheimer Kaffee ซึ่งก็คือกาแฟพิเศษผสมแอลกอฮอล์และใส่ whipped cream ที่ผลิตขึ้นครั้งแรกที่ Rudesheim ในปี 1957 ส่วนนักท่องเที่ยวที่มีเวลาไม่มากและมาในเวลาเย็นก็สามารถที่จะหาร้านอาหารสวยๆ อาหารอร่อยๆ กินได้บริเวณเมืองเก่า ร้านที่มีชื่อเสียงของเมืองนี้ส่วนใหญ่ล้วนเสิร์ฟขาหมูและเบียร์เยอรมันรสเลิศแบบเดียวกับบรรยากาศ Octoberfest ใน Munich ทั้งนั้นเช่น ร้าน Stadt Frankfurt แต่หากนักท่องเที่ยวมาเที่ยวช่วงคริสต์มาสก็จะตื่นตาตื่นใจกับตลาดคริสต์มาสได้อย่างจุใจเลยทีเดียว


Rudesheim kaffee


บรรยากาศ Drosselgasse

.
อาหารพื้นเมือง


บรรยากาศร้านกาแฟ


บรรยากาศเมือง Rudesheim

แหวกฟ้าหาฝัน : เยือน Chateaux เมือง Maribor

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/289541

แหวกฟ้าหาฝัน : เยือน Chateaux เมือง Maribor

แหวกฟ้าหาฝัน : เยือน Chateaux เมือง Maribor

วันอาทิตย์ ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ประเทศสโลวีเนีย นอกจากเมือง Ptuj แล้ว Maribor เป็นอีกเมืองที่มีชื่อเสียงทางด้านไวน์ เมืองที่ใหญ่เป็นอันดับที่ 2 ของประเทศและมีประชากรมากถึง 95,000 คนนี้เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดของแคว้น Lower Styria เมืองที่ถูกกล่าวขวัญถึงครั้งแรกในปี 1204 นี้เติบโตอย่างรวดเร็วหลังจากชัยชนะของพระเจ้า Rudolf I แห่งราชวงศ์ Habsburgต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 ประชาชนส่วนใหญ่ของเมืองกว่า 80% พูดภาษาเยอรมัน เมืองนี้จึงมีชื่อเป็นภาษาเยอรมันว่า Marburg an der Drau

ระหว่างสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ชาวสโลวีเนียส่วนใหญ่ที่อาศัยบริเวณนี้ถูกสงสัยว่าเป็นศัตรูกับจักรวรรดิออสเตรียส่งผลให้ประชาชนขาดความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน หลังการล่มสลายของจักรวรรดิ Austrian-Hungarian ในปี 1918 Maribor ซึ่งถูกครอบครองโดยทั้งกลุ่มสโลวีเนียนโครแอตและเยอรมันได้มีการจัดประชุมและสรุปว่าดินแดนส่วนนี้จึงควรเป็นของเยอรมันเนื่องจากประชาชนชาวเยอรมันในเมืองมีมากกว่า แต่ผู้นำที่เข้าประชุมชาวสโลวีเนียไม่ยินยอม จึงเกิดการแข็งข้อและยึดเมืองส่งผลให้ชาวออสเตรียเยอรมันที่พูดภาษาเยอรมันถูกขับออกจากพื้นที่ แต่ชาวบ้านกลุ่มหนึ่งที่พูดภาษาเยอรมันซึ่งเรียกตัวเองว่า Green Guard ไม่ยินยอมจึงลุกขึ้นสู้และสามารถยึดเมืองคืนได้

อย่างไรก็ดีภายหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่งสิ้นสุดลง Maribor ก็ตกอยู่ในมือชาวสโลวีเนียนอีก และกลายเป็นส่วนหนึ่งของดินแดน Kingdom of Serbs, Croats and Slovenes โรงเรียน องค์กรและสมาคมที่พูดภาษาเยอรมันถูกปิดหมดภายใต้การปกครองของยูโกสลาเวียซึ่งเป็นประเทศใหม่ที่ถูกสถาปนาขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง แต่หลังทศวรรษที่ 1930 ชาวเยอรมันก็เริ่มกลับมามีบทบาทอีกครั้ง และยิ่งมีอิทธิพลมากขึ้นเมื่อนาซีเยอรมันเรืองอำนาจ

ในปี 1941 ดินแดน Lower Styria ก็ถูกครอบครองโดยนาซี และฮิตเลอร์ก็ได้ประกาศครอบครองดินแดนแห่งนี้รวมส่งทหารเข้ามาครอบครองประสาท อีกทั้งยังขับไล่ชาวโลวีเนียนออกจากเมือง เมืองนี้กลายเป็นคุกขังนักโทษชาวอังกฤษ ออสเตรีย และนิวซีแลนด์ให้กับเยอรมันระหว่างปี 1941-5 เนื่องจากเมืองนี้กลายเป็นเมืองอุตสาหกรรมอาวุธให้กับเยอรมันจึงกลายเป็นเป้าหมายของการถูกโจมตีทางอากาศส่งผลให้เมืองถูกทำลายมากถึง 47% หลังสงคราม Maribor กลายเป็นเมืองที่ถูกทำลายมากที่สุดของยูโกสลาเวีย หลังยูโกสลาเวียแตก ชาวเมืองตกงานมากถึง 25% เศรษฐกิจของเมืองนี้กระเตื้องขึ้นเล็กน้อยเมื่อสโลวีเนียเข้าเป็นสมาชิกอียูและใช้เงินยูโร

สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของเมืองก็คือ city museumที่อยู่ใน Castle มิวเซียมประจำเมืองแห่งนี้มีขนาดเล็กมีของจัดแสดงไม่มาก สมบัติที่ดูล้ำค่าสุดน่าจะเป็นภาพเขียนของ Rambrandt เจ้าพ่อ Portrait นอกจากนี้ที่นี่ยังมี Art Galleryซึ่งมีภาพเขียนของศิลปินประจำชาติจำนวนหนึ่ง รวมทั้งภาพเขียนของศิลปินจีนอีกจำนวนเล็กน้อย

เนื่องจาก Maribor เป็นเมืองไวน์ที่สำคัญของประเทศ นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบไวน์จึงควรเข้าเยี่ยมเยือน Chateaux หรือ old wine house ที่ผลิตไวน์ประจำเมือง การเยือน Chateaux แห่งนี้คล้ายกับการเที่ยวมิวเซียมนั่นคือมีไกด์นำทางเป็นรอบๆ การบรรยายจะพูดถึงการผลิตไวน์ในเมืองนี้ซึ่งปัจจุบันผลิตได้ 1 ล้านลิตรสามารถส่งออกไปขายในเมืองต่างๆ แต่จำนวนนี้ลดลงจากสมัยก่อนที่เคยผลิตได้ถึง 10 ล้านลิตร ไฮไลท์ของการเยี่ยม Chateaux ก็คือ การเข้าไปเดินในถังไวน์ เนื่องจากถังไวน์ของเมืองมีขนาดใหญ่มาก และเป็นถัง stainlessฝาปิดมีขนาดใหญ่กว่าตัวคนหลายเท่าสามารถมุดเข้าไปดูได้สบายๆ ส่วนสำคัญสุดท้ายอยู่ที่การชิมไวน์ที่มีสนนราคา 4 เหรียญ 3 แก้ว นักท่องเที่ยวสามารถเลือกไวน์ที่ถูกใจโดยบอกรสชาติที่ต้องการชิมได้ ไวน์ที่อร่อยที่สุดราคาสูงสุดขวดละ 32 เหรียญ ขนาด 375 ซีซี เป็นไวน์หวานของเมือง Ptuj ส่วนพันธุ์องุ่นที่เป็นลักษณะเฉพาะของย่านนี้ก็คือพันธุ์ Renina ซึ่งสามารถผลิตไวน์ที่หอมหวานที่สุดในโลกนักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสลิ้มลองไวน์จากองุ่นพันธุ์นี้จะตรึงใจไปนานเท่านานเลยทีเดียว

แหวกฟ้าหาฝัน : ครึกครื้นริมทะเล Adriatic

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/288250

แหวกฟ้าหาฝัน : ครึกครื้นริมทะเล Adriatic

แหวกฟ้าหาฝัน : ครึกครื้นริมทะเล Adriatic

วันอาทิตย์ ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ชายทะเลหาดหญ้าเมือง Koper

นอกจาก Piran แล้วเมืองชายทะเลอีกเมืองที่นักท่องเที่ยวที่ได้เยือน Slovenia ชอบไปกันคือเมือง Koper เมืองที่เป็นส่วนหนึ่งของ Istrian Region ที่อยู่ห่างจากอิตาลีเพียงแค่ 3.1 ไมล์นี้มีเอกลักษณ์ทางด้านนิเวศวิทยาพิเศษที่ไม่เหมือนใคร นั่นคือ มีความหลากหลายทางด้านทรัพยากรธรรมชาติมาก แม้สโลเวเนียจะมีชายหาดเพียงแค่สั้นๆ แต่ชายหาดของเมืองนี้กลับมีความสำคัญมาก เพราะที่นี่เป็นจุดหมายปลายทางที่สำคัญของการล่องเรือเมดิเตอร์เรเนียน เนื่องจากเมืองนี้อยู่ไม่ไกลจากอิตาลี ภาษาหลักของที่นี่จึงมีทั้งภาษาสโลเวเนียและอิตาลี

เมืองที่ได้รับการพัฒนามาตั้งแต่ยุคโบราณทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของอ่าว Koper นี้ดั้งเดิมมีชื่อว่า Goat town เมื่อชาวโรมันหนีมาอยู่ที่นี่ในปี 568 Koper จึงเติบโตขึ้น ต่อมาในคริสต์ศตวรรษที่ 6 เมืองนี้กลายเป็นที่ตั้งของศาสนจักรระดับมณฑลที่เรียกว่าสังฆมลฑลจึงเป็นที่ประทับของ Bishop ก่อนตกเป็นของชาว Avars ในคริสต์ศตวรรษที่ 8 นับจากต้นคริสต์ศตวรรษที่ 10 ที่นีก็มีการค้ากับเวนิช แต่ในช่วงสงครามระหว่างเวนิชและจักรวรรดิโรมัน เมืองนี้กลับอยู่ฝั่งเยอรมัน และกลายเป็นส่วนหนึ่งของจักรพรรดิ ConradII แต่ Koper ก็กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของสาธารณรัฐเวนิชอีกครั้งในปี 1278


ชายหาดเมือง Portoroz

ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 16 Koper เกิดโรคระบาดครั้งใหญ่ส่งผลให้ประชากรลดลงอย่างรวดเร็ว เมื่อ Trieste กลายเป็นเมือง
ท่าใหญ่ Koper เลยหมดความสำคัญลงนับจากนั้นมา เมืองนี้เป็นอาณาจักรภายใต้การปกครองของอิตาลีในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง แต่ได้รับการสถาปนาเป็นส่วนหนึ่งของยูโกสลาเวียเมื่ออิตาลีแพ้สงครามโลกครั้งที่สองเมื่อสโลเวเนียประกาศอิสรภาพในปี 1991 Koper ก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของสโลเวเนียในที่สุด สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของเมืองนี้ก็คือ PraetorianPalace และ Tower แต่หากนักท่องเที่ยวมีเวลาไม่มาก และต้องการไปเที่ยวสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญอีกแห่งของอิตาลีนั่นคือ Trieste นักท่องเที่ยวอาจทำเพียงแค่เดินเล่นริมทะเลที่คลาคล่ำไปด้วยผู้คนที่แต่งกายแบบนุ่งน้อยห่มน้อยตามแบบชายหาดตะวันตกทั่วไป ชายหาดของ Koperยังมีลักษณะแตกต่างจากทะเลที่ใดในโลกตรงที่ เป็นชายหาดหญ้าด้วย

นอกจาก Piran และ Koper แล้ว เมืองริมทะเลที่อยู่ห่างกันไม่มากเพียงนั่งบัสไปแค่ยี่สิบกว่านาทีอีกแห่งที่น่าสนใจก็คือ Portoroz ที่แปลว่า Port of Rose เมืองสปาแห่งนี้เริ่มพัฒนาครั้งแรกในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 อันเป็นผลมาจากการที่ผู้ว่าเมือง Piran และแพทย์ท้องถิ่นต้องการกระตุ้นการท่องเที่ยวของเมืองจึงส่งเสริมการรักษาด้วยน้ำเกลือ และโคลนเกลือ นับจากความสำเร็จในการรักษาด้วยวิธีดังกล่าวของ Dr.Giovanni Lugnano แล้วที่นี่เลยกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวด้านสุขภาพติดอันดับของยุโรป นับจากนั้นมาเมืองนี้เลยเป็นที่ชุมนุมของคนมีชื่อเสียงต่างๆ ที่มาสร้างบ้านพักตากอากาศ ยิ่งเมื่อ Dr.Orazio Pupiniชาวออสเตรียได้เปิด Sanatorium เพื่อไว้บริการทางการแพทย์ขึ้น Portoroz ยิ่งโด่งดังจนเกิดการสร้างโรงแรมที่ดังที่สุดของย่านนี้คือ Hotel Palaceโรงแรมที่เคยเป็นที่พักของราชวงศ์ Austro-Hungarian ได้กลายเป็นโรงแรมที่สวยที่สุดของคาบสมุทร Adriatic เพื่อสร้างความบันเทิงให้กับนักท่องเที่ยวและผู้ป่วยมากขึ้น ทางรัฐบาลจึงอนุญาตให้สร้างคาสิโนขึ้นในเมือง ปัจจุบันนักท่องเที่ยวที่มาเยือนเมืองนี้จะเห็นตึกรามบ้านช่องขนาดใหญ่มากมายบรรยากาศแบบพัทยาบ้านเรา ส่วนชายหาดก็คลาคล่ำไปด้วยเก้าอี้ผ้าใบและร้านอาหารที่ขายน้ำดื่ม ไอศกรีม และแอลกอฮอลล์ให้กับนักท่องเที่ยวเพื่อดับกระหายหลังจากเล่นน้ำทะเลเมืองนี้จึงมีบรรยากาศที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับ Piranเมืองท่องเที่ยวชายทะเลที่สำคัญอีกแห่งของ Slovenia


ทางเข้าเมือง Koper


ทางเข้าเมือง Portoroz


บรรยากาศชายทะเล Koper


บรรยากาศถนนริมหาด Koper


บรรยากาศริมทะเล Portoroz


ปราสาทเมือง Kopre


ร้านเครื่องดื่มริมทะเล Portoroz


ร้านอาหารเมือง Koper


ลักษณะเก้าอี้นอนเมือง Portoroz

แหวกฟ้าหาฝัน : Piran เมืองประวัติศาสตร์ริมทะเล Adriatic

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/286955

แหวกฟ้าหาฝัน : Piran เมืองประวัติศาสตร์ริมทะเล Adriatic

แหวกฟ้าหาฝัน : Piran เมืองประวัติศาสตร์ริมทะเล Adriatic

วันอาทิตย์ ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

อู่จอดเรือหน้าเมือง

Slovenia ประเทศสวยงามเล็กๆ ที่แยกตัวออกจากยูโกสลาเวียแห่งนี้มีเมืองริมทะเลไม่มากเหมือนอย่าง Croatia แต่ก็มีเมืองริมทะเลที่มีชื่อเสียงเช่นกัน เมืองแรกคือ Piran เมืองหลักหนึ่งในสามของ Slovenia Istria เมืองชายทะเลที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวมากที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศนี้มีประวัติมาตั้งแต่สมัยก่อนยุคโรมัน บริเวณนี้เคยเป็นที่อยู่ของชนเผ่า Illyrian Histri ที่มีอาชีพชาวนา ประมงและล่าสัตว์ พวกเขายังเคยปล้นสะดมพ่อค้าชาวโรมันที่เดินทางในทะเลเอเดรียติกเหนือด้วย คาบสมุทร Piran ถูกควบรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรโรมันในช่วง 178 ปีก่อนคริสตกาล เมื่อชาวโรมันละจากเมืองนี้ไปในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 5 ดินแดนแห่งนี้ก็ถูกชนกลุ่ม Avars และ Slav รุกราน คนกลุ่มนี้ได้เปลี่ยนพื้นที่แห่งนี้เป็นสังคมเมืองมากขึ้น เมื่อ Piran ตกเป็นเมืองขึ้นของอาณาจักร Byzantine การก่อสร้างป้อมปราการก็เพิ่มขึ้น พวกเขาตกเป็นของ Holy Roman Empire อีกครั้งในคริสต์ศตวรรษที่ 10

ในช่วงระหว่างปลายคริสต์ศตวรรษที่ 13 ถึงสิ้นคริสต์ศตวรรษที่ 18ที่นี่เป็นเขตปกครองของสาธารณรัฐเวนิส แต่ก็มีอิสระพอควรในการตัดสินใจ อย่างไรก็ดี ในระหว่างนี้ ชาวบ้านก็ถูกรังแกจากสาธารณรัฐเจนัวร์อยู่หลายครั้ง และในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 18 ชาวบ้านก็ยิ่งถูกรังแกเนื่องจากสาธารณรัฐเวนิสอ่อนแอลงและถูกโจมตีโดยจักรวรรดิออสเตรีย ยิ่งในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 ซึ่งPiran กลายเป็นเขตปกครองของจักรพรรดินโปเลียนด้วยแล้ว พวกเขายิ่งต้องสู้รบกับอังกฤษ เพราะตัวเองเป็นฝ่ายฝรั่งเศส ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ที่นี่ตกเป็นของจักรวรรดิ Austro-Hungarian ส่งผลให้เมืองมีความเจริญรุ่งเรืองและกลายเป็นเมือง Spa หลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง อิตาลีได้เข้าครอบครองเมืองอยู่หลายปีจวบจนกระทั่งอิตาลีแพ้ในสงครามโลกครั้งที่สอง เมืองนี้เลยกลายเป็นส่วนหนึ่งของประเทศยูโกสลาเวีย เมื่อยูโกสลาเวียแตก Piran จึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของสโลวีเนียในที่สุด


ถนนในเมือง

การเดินทางมาเมือง Piranไม่ยากมาก หากมาจากลูเบียน่า นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางด้วยรถบัสซึ่งมาถึงเมืองเลยหรือมาด้วยรถไฟถึงเมือง Koper แล้วต่อรถบัสก็ได้ ค่ารถบัสส่วนต่อเพียงแค่ 3 เหรียญเท่านั้น ระหว่างทางก่อนถึงเมือง Piran นักท่องเที่ยวจะเห็นบรรยากาศของเมืองชายทะเลอีกหลายแห่ง นักท่องเที่ยวอาจเล็งไว้ก่อนก็ได้ว่าขากลับจะแวะเมืองไหนบ้าง แต่ละเมืองมีบรรยากาศไม่เหมือนกัน เมืองที่เป็นเหมือนเชิงเขานี้มีบ้านเรือนที่มีสีสันใกล้เคียงกันเป็นระเบียบเรียบร้อย สวยสะอาดตา นักท่องเที่ยวสามารถเดินเล่นพักผ่อนหย่อนใจไปจนถึงปลายสุดแหลมแล้วดูนักท่องเที่ยวเล่นน้ำหรืออาจแวะกินไอติมหรือข้าว ชมวิวทอดอารมณ์ก็ได้ แม้เมืองนี้จะเป็นเมืองพักผ่อนหลักของนักท่องเที่ยว แต่ความสวยงามของเมืองและบรรยากาศเมืองนี้ กลับ slow life ไม่เร่งรีบและแออัดเหมือนอย่างเมืองท่องเที่ยวเช่นบ้านเรา สมแล้วที่ Slovenia ได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่คนอยากไปเกษียณมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก


ทางเข้าเมือง Piran


บรรยากาศกลางเมือง


บรรยากาศการเล่นนํ้า


หน้าศาลากลาง


บรรยากาศริมทะเล

แหวกฟ้าหาฝัน : ปราสาท Predjama ประเทศสโลวีเนีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/285828

แหวกฟ้าหาฝัน : ปราสาท Predjama ประเทศสโลวีเนีย

แหวกฟ้าหาฝัน : ปราสาท Predjama ประเทศสโลวีเนีย

วันอาทิตย์ ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ปราสาท Predjama

หลังจากนักท่องเที่ยวเสร็จภารกิจจากถ้ำ Postjama และพักกินอาหารเรียบร้อยแล้ว ก็ถึงเวลามารอรถบัสเพื่อไป exercise สถานที่ท่องเที่ยวที่สองของตั๋ว combo ที่ซื้อมา หากนักท่องเที่ยวไม่ต้องการเสียเวลา ควรมาดูเวลารถบัสที่หน้าห้องโถงขายตั๋วไว้ก่อนว่ารถบัสไปปราสาทจะออกกี่โมง เพื่อคำนวณเวลาในการเยือนถ้ำและกินข้าว ไม่เช่นนั้นแล้ว อาจพลาดรอบที่ควรจะเป็นเพราะมาไม่ทันแล้วเลยต้องนั่งคอยนานอันจะส่งผลต่อการนั่งรถไฟกลับลูเบียน่า

ปราสาท Prejama ซึ่งตั้งห่างจากถ้ำ 11 กิโลเมตร ณ หมู่บ้าน Predjama นี้ถูกกล่าวถึงครั้งแรกในชื่อ Luegg ในปี 1274 แต่เดิมนั้นปราสาทถูกสร้างแบบโกธิกโดยสร้างอยู่ใต้หน้าผาซึ่งทำให้ยากต่อการโจมตีของศัตรู ปราสาทแห่งนี้กลายเป็นที่พำนักของ Erazem Lueger ที่มีชื่อเสียงว่าเป็น Robber Baron หรือโรบินฮู้ดที่ขโมยของคนรวยมาช่วยคนจน ตามตำนานเล่าว่า Erazem เริ่มมีความขัดแย้งกับราชวงศ์ Habsburgs แห่งออสเตรีย เพราะเขาดันไปฆ่า Pappenheim ทหารเอกของราชวงศ์เข้า เนื่องจาก Pappenheim ไปฆ่าเพื่อนรักของเขาก่อน จักรพรรดิแห่งราชวงศ์ Habsburgs เลยมีบัญชาให้ Andrej Ravbar สั่งจับตาย Erazem และสามารถทำได้สำเร็จเพราะ Erazem ถูกเพื่อนหักหลัง


จำลองการลงโทษ

หลังจากที่ Erazem ถูกฆ่าตายในขณะนั่งส้วม ปราสาทก็ตกเป็นของตระกูล Oberburg และถูกเปลี่ยนมือและสร้างใหม่อีกครั้งในปี 1511 โดยตระกูล Purgstall หลังจากนั้นไม่นาน ปราสาทที่เพิ่งสร้างเป็นครั้งที่สองก็ถูกแผ่นดินไหวทำลายลง ต่อมาในปี 1567 Archduke Charles of Austria ได้ให้ Baron Philipp von Coberzl เช่าไป 20 ปี เขาได้ปรับปรุงปราสาทใหม่ให้มีสถาปัตยกรรมแบบเรอเนสซองส์ หลังคริสต์ศตวรรษที่ 18 ปราสาทริมผาที่ถูกขายต่อหลายทอดแห่งนี้กลายเป็นสถานที่พักผ่อนช่วงฤดูร้อนของเจ้าของอย่างสม่ำเสมอ จวบจนกระทั่งตกอยู่ในมือของรัฐบาลคอมมิวนิสต์แห่งยูโกสลาเวียจึงได้กลายมาเป็นมิวเซียมในที่สุด

นักท่องเที่ยวที่ต้องการเยือนปราสาท 4 ชั้น ที่ฝังอยู่ในหุบผาสูง 123 เมตร และยากจะถูกโจมตีแห่งนี้สามารถเดินทางโดยรถบัส
จาก Postjama cave ถึงทางเข้าเลย ไม่ต้องเดินทางระยะไกลอีก นักท่องเที่ยวสามารถรับ Audioguide ที่มีให้เลือก 15 ภาษา เพื่อเดินชมปราสาทเองโดยไม่ต้องรอไกด์ แต่ต้อง กะเวลารถที่ออกรอบต่อไปกลับไปยังถ้ำให้ดี จะได้ไม่พลาด ภายในปราสาทเด็กๆ จะสนุกสนานกับการยลตามช่องของกำแพงที่สมัยก่อนมีไว้เพื่อไว้ตั้งปืนกล และให้ทหารเทน้ำมันราดรดผู้บุกรุก ปราสาทที่มี 26 ห้องและผนังเกือบทั้งหมดเป็นผนังผาตามธรรมชาตินี้มีส่วนของชั้นบนสุดดูอลังการมากจนแทบไม่เชื่อว่านี่เป็นปราสาทที่ธรรมชาติจัดสรรจนนับได้ว่าเป็นสถาปัตยกรรมที่สร้างสรรค์โดยสถาปนิกที่เก่งที่สุดคนหนึ่งของโลกเลยทีเดียว


จำลองชีวิตความเป็นอยู่


ตำแหน่งตั้งปืนป้องกัน


ทางเข้าปราสาท


วิวจากปราสาท


เสื้อเกราะ


ห้องทำงานของเจ้าของปราสาท

แหวกฟ้าหาฝัน : เยือน Queen of Cave ที่ Postojna

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/284632

แหวกฟ้าหาฝัน : เยือน Queen of Cave ที่ Postojna

แหวกฟ้าหาฝัน : เยือน Queen of Cave ที่ Postojna

วันอาทิตย์ ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ถ้ำ Postojna ที่มีความยาว 24,340 เมตร ใกล้เมือง Postojna เมืองทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของสโลเวเนีย ซึ่งได้ชื่อว่า Queen of Cave แห่งนี้เป็นถ้ำที่มีความยาวเป็นอันดับสองของประเทศ และเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ การเดินทางจากลูเบียน่าไปที่ถ้ำไม่ยากมากหากไปโดยรถบัส แต่หากไปโดยรถไฟก็อาจต้องเดินไกลสักหน่อย แต่ก็อยู่ในระยะที่เดินได้ เพราะถ้ำห่างจากสถานีกิโลเมตรเศษ ระหว่างทางไม่ค่อยมีทิวทัศน์น่าสนใจ และค่อนข้างร้อน ถ้ำที่เปิดใน
ฤดูร้อนนี้ด้านหน้าจะมีส่วนขายตั๋วและร้านขายของจัดไว้อย่างสวยงาม ค่าตั๋วขายเป็น combo set คู่กับปราสาท Predjama ที่อยู่ห่างจากถ้ำไป 9 ไมล์ พร้อมค่ารถบัสไปกลับรวม 30 ยูโร

ก่อนเข้าถ้ำ

การเที่ยวถ้ำที่มีนักท่องเที่ยวมาเยือนถึงปีละกว่า 36 ล้านคนแห่งนี้ นักท่องเที่ยวต้องเตรียมตัวมาให้พร้อมสรรพเพราะภายในถ้ำจะหนาวมาก อุณหภูมิตั้งแต่ 8-12 องศาแล้วแต่ช่วงเวลา อย่างไรก็ดี ทางถ้ำมีเสื้อให้เช่าใส่อยู่ แต่ทางที่ดีนักท่องเที่ยวควรเตรียมไปเองจะง่ายกว่า รองเท้าที่สวมใส่ก็ควรสบายๆ ไม่แนะนำให้ใช้รองเท้าส้นสูงแหลม การเที่ยวถ้ำนั้นจะจัดเป็นรอบๆ ตามที่พิมพ์บนตั๋ว นักท่องเที่ยวต้องเผื่อเวลาเดินจากที่ขายตั๋วไปยังปากถ้ำพอสมควร เพราะมีร้านรวงมากมายคอยดักไว้ การเข้าแถวเพื่อเข้าเยี่ยมเยือนจะมีหลายภาษาให้เลือกเอาที่ชอบใจ

คนเดินในถ้ำ

ถ้ำที่ถูกกล่าวถึงครั้งแรกโดย Johann Weikhard von Valvasor นักผจญภัยนั้นเดิมเชื่อว่าน่าจะมีมาตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 13 แล้ว เพราะภาพวาดบนฝาผนังถ้ำย้อนไปถึงปี 1213 ที่นี่เริ่มเป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวคนแรกที่เยี่ยมเยือนคือ Archduke Ferdinand ต่อมาในปี 1814 รัฐบาลได้เพิ่มความสะดวกสบายให้กับนักท่องเที่ยวมากขึ้นด้วยการติดไฟภายใน และถ้ำแห่งนี้เลยเป็นสถานที่แรกของประเทศที่มีไฟฟ้าใช้ ถ้ำแห่งนี้ได้ถูกจัดเตรียมให้พระเจ้าแผ่นดินเสด็จครั้งแรกในปี 1818 เมื่อพระเจ้าฟรานซิสที่ 1 แห่งจักรวรรดิออตโตฮังกาเรียนมีพระประสงค์จะเสด็จมาเยือน การเสด็จในครั้งนั้นทำให้เจ้าหน้าที่ได้ค้นพบส่วนของถ้ำเพิ่มขึ้นอีก

ทางเดินในถ้ำ

เนื่องจากถ้ำแห่งนี้มีความยาวมากถึง 5 กิโลเมตร ไกด์ทัวร์สมัยนั้นจึงกดดันให้รัฐบาลทำการวางระบบรางเพื่ออำนวยความสะดวกมากขึ้น นักโทษชาวรัสเซียจึงเป็นแรงงานสำคัญในการสร้างสิ่งก่อสร้างภายในถ้ำในช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 1แต่ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองนั้น ถ้ำแห่งนี้กลายเป็นที่เก็บน้ำมันมากถึงกว่าพันบาร์เรลของกองทัพนาซีส่งผลในเดือนเมษายน 1944 ถ้ำแห่งนี้ตกเป็นเป้าของการจู่โจมจนไฟไหม้ไปหมด รัฐบาลจึงได้เปลี่ยนมาใช้รถไฟที่ใช้ไฟฟ้าในปี 1945 และเปิดให้บริการกับประชาชนเป็นระยะทาง 5.3 กิโลเมตร เดือนมิถุนายน 2015 เจ้าหน้าที่ผู้ดูแลถ้ำได้ค้นพบทางน้ำที่เชื่อมถ้ำแห่งนี้ไปกับถ้ำ Planina ทำให้ระบบถ้ำเพิ่มขึ้นจากเดิมเป็น 24 กิโลเมตร

บรรยากาศในถ้ำ

การท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวจะเริ่มต้นด้วยการขึ้นรถไฟที่มีคิวยาวมาก และต้องลุ้นว่าตกลงเราจะได้ไปรอบนี้มั้ยโดยเฉพาะในช่วงกลางฤดูร้อนที่คนมาร่วมเข้าคิวจำนวนมหาศาล ทางรถไฟที่ถูกสร้างขึ้นใหม่ไม่ได้เป็นของธรรมชาตินี้จะไปจรดกับเส้นทางของถ้ำที่เป็นธรรมชาติภายในซึ่งจะมืดกว่า และดูมีความเสียหายอยู่อันเป็นผลจากการโดนระเบิดในสงครามโลกครั้งที่สอง หลังจากนั้นนักท่องเที่ยวจะได้ไปเยือนห้องโถงใหญ่ห้องแรกเรียกว่า Gothic Hall และฟังคำบรรยาย ก่อนเดินตามไกด์ไปตามทางแคบๆ ที่ไม่ได้น่ากลัวมากและเดินไม่ลำบากมากนักจนไปจรดอีกห้องโถงที่เรียกว่า Congress Hall ซึ่งแต่เดิมเป็นห้องเต้นรำ นอกจากนี้นักท่องเที่ยวยังจะเดินผ่านทางเดินที่ตกแต่งด้วยประติมากรรม และสะพานรัสเซียเข้าสู่ห้องโถงสีแดงและสีขาว ก่อนจบทัวร์นักท่องเที่ยวจะผ่านตู้ปลาขนาดใหญ่ที่มีปลาหน้าตาแปลกที่เรียกว่า human fish ใน Concert Hall ก่อนจบทัวร์ด้วยการนั่งรถไฟย้อนกลับไปที่ปากทาง เป็นอันสิ้นสุดทัวร์ที่แสนประทับใจในเวลาชั่วโมงครึ่ง

รถไฟในถ้ำ