แหวกฟ้าหาฝัน : ปราสาทเมือง Ptuj

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/283280

แหวกฟ้าหาฝัน : ปราสาทเมือง Ptuj

แหวกฟ้าหาฝัน : ปราสาทเมือง Ptuj

วันอาทิตย์ ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ของจัดแสดงในปราสาท

นักท่องเที่ยวที่มาเมือง Ptuj หรือพะทุยนี้นอกจากจะต้องไปดู Wine cellar และ Little castle แล้ว สถานที่ท่องเที่ยวหลักอีกแห่งของเมืองที่ต้องไปให้ได้ก็คือ Ptuj Castle ปราสาทที่ตั้งอยู่เชิงเขาอันเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญแห่งนี้สร้างครั้งแรกตั้งแต่สมัยยุคหินหรือต้นยุคทองแดง ปราสาทแห่งนี้ถูกจารึกเป็นลายลักษณ์อักษรครั้งแรกโดย อาร์ชบิชอป Konrad ที่ 1โดยท่านเป็นผู้บูรณะปราสาทที่ถูกทำลายไปหลังจากที่ Friedrich ที่ 10 ลอร์ดคนสุดท้ายของเมืองเสียชีวิตในปี 1438 ที่นี่ก็กลายเป็นสมบัติของจักรพรรดิ Maximilian แห่งเยอรมันจนถึงปี 1490 ต่อมา Countess Theresia Herbersteinได้ซื้อปราสาทแห่งนี้ในปี 1873 และได้บูรณะใหม่หมดอีกครั้งและเป็นเจ้าของจวบจนปี 1945 ก่อนขายให้รัฐบาลเพื่อทำเป็นมิวเซียมหลังสงครามโลกครั้งที่สอง

ปราสาทยุคบาโรคที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำ Drava ซึ่งประกอบด้วยอาคารและหอคอยทุกทิศทาง ฟาร์ม ยุ้งฉาง และป้อมยามที่ปัจจุบันเป็นมิวเซียมนี้ต้องเข้าเยี่ยมชมโดยมีไกด์นำเท่านั้น ของจัดแสดงภายในนอกจากตัวอาคารเรื่องราวต่างๆ ของที่เกี่ยวเนื่องกับการสร้างแล้ว ยังมีของสะสมเกี่ยวกับอาวุธ เครื่องดนตรี วัฒนธรรมเกี่ยวกับศักดินาของสะสมเกี่ยวกับหน้ากาก หุ่นที่เกี่ยวเนื่องกับงานเฉลิมฉลองประจำปี ภาพเขียนของราชวงศ์ Habsburg แห่งออสเตรียที่เคยมาปกครองดินแดนแถบนี้ ส่วนของอาคารที่สวยงามที่สุดอยู่ชั้นล่างซึ่งเป็นที่จัดแสดงเฟอร์นิเจอร์ ถ้วยโถโอชาลวดลายจีน และภาพเขียนต่างๆ


ตัวอย่างของจัดแสดง exhibition

Exhibition ที่โดดเด่นจัดแสดงตั้งแต่ประตูทางเข้า เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับงาน carnival หน้ากากและหุ่นซึ่งตั้งต้นจากแนวคิดที่ว่า เมื่อผู้คนสวมหน้ากาก และเสื้อผ้าในหุ่น พวกเขาสามารถที่จะมีพฤติกรรมที่ดูแปลกออกไป หรือสามารถมีพฤติกรรมที่โดยปกติไม่สามารถยอมรับได้ง่ายขึ้น  ต้นกำเนิดของการสวมหน้ากากในอดีตเป็นผลมาจากแนวคิดที่ว่า มันจะทำให้เขาเหล่านั้นสามารถที่จะติดต่อกับสิ่งเหนือธรรมชาติได้  เมื่อมนุษย์สวมหน้ากาก พวกเขามักมีพฤติกรรมเปลี่ยนไป และมักจะทำตัวลอยลมไปกับสิ่งแวดล้อม หรือทำตัวคล้ายกับหน้ากากที่ตัวเองสวมใส่ หากพวกเขาสวมหน้ากากเป็นปีศาจ พวกเขาก็มักจะส่งเสียงแปลกๆ และทำตัวน่ากลัวเหมือนปีศาจ แต่หากพวกเขาสวมหน้ากากเป็นเทพเจ้า พวกเขาก็จะทำตัวเหมือนอย่างเทพเจ้าด้วยการให้ศีลให้พร หรือแม้แต่รดน้ำให้พรกับประชาชน

ในสโลเวเนีย เทศกาลหน้ากากซึ่งถือเป็นเทศกาลสำคัญมีถึง 2 ฤดูคือ กลางหน้าหนาวและตามเทศกาลต่างๆ เช่น ในงานแต่งงาน เทศกาลหว่านไถ ในช่วงเทศกาลหว่านไถนั้น ชาวบ้านจัดงานโดยหวังให้เทพเจ้าช่วยปกป้องพื้นที่เพาะปลูกให้พ้นภัยจากภูติผี ตัวละครที่ใส่หน้ากากในเทศกาลนี้จะมีหลายตัว เช่น คราด ม้า คนเก็บเกี่ยวเป็นต้น แม้ปัจจุบันสโลเวเนียเจริญขึ้นมากแล้วแต่เทศกาลหน้ากากหว่านไถก็ยังมีอยู่ในบางหมู่บ้าน เช่น Markovci, Lancova


ตัวอย่างผนังยุคบาโรก

ที่นี่นอกจากจะเป็นมิวเซียมแล้ว ยังเปิดให้ประชาชนเช่าสำหรับจัดงานแต่งงานจัดคอนเสิร์ตและการสัมมนาด้วย


ตัวอย่างภาพเขียนในปราสาท


ห้องทำงาน

ห้องในปราสาท


ห้องรับแขก

แหวกฟ้าหาฝัน : ดื่มไวน์ Pullus ที่ Ptuj ร้าน Pullus

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/282100

แหวกฟ้าหาฝัน : ดื่มไวน์ Pullus ที่ Ptuj ร้าน Pullus

แหวกฟ้าหาฝัน : ดื่มไวน์ Pullus ที่ Ptuj ร้าน Pullus

วันอาทิตย์ ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ร้าน Pullus

นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบดื่มไวน์ และมีโอกาสมาเยือนสโลเวเนีย เมืองหนึ่งที่ควรไปเที่ยวให้ได้ก็คือ Ptuj ทั้งนี้เพราะเมืองนี้เป็นเมืองอุตสาหกรรมไวน์ขาวที่ใหญ่ที่สุดของประเทศพะทุย เมืองชื่อแปลกที่อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศสโลเวเนีย และเป็นเมืองที่เก่าแก่ ที่สุดของประเทศแห่งนี้ยังเป็นที่ตั้งของ Pallus ชาโตว์ไวน์ที่มีชื่อเสียงที่สุดของประเทศด้วย Ptuj ถูกก่อตั้งขึ้นตั้งแต่สมัยยุคหิน และถูกครอบครองโดย Celt ในยุคโลหะตอนปลาย ในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 1 ที่นี่ถูกครอบครองโดยโรมและเป็นส่วนหนึ่งของจังหวัด Pannonian เมืองที่ถูกกล่าวถึงเป็นลายลักษณ์อักษรครั้งแรกในปี 69 ก่อนคริสต์กาลนี้ถูกครอบครองโดยชนเผ่าสลาฟตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 6 และถูกเปลี่ยนมือมาเป็นของบิชอฟแห่ง Salzburg ในปี 890

เมืองที่มีความสำคัญทางด้านยุทธศาสตร์ระหว่างทะเลบอลติกและทะเลเอเดรียติกนี้กลายเป็นสนามรบสำคัญระหว่างสงคราม Ottoman หลังถูกไฟไหม้หลายครั้งจนทำให้ประชากรลดลง ความสำคัญทางยุทธศาสตร์จึงลดลงตามไปด้วย ในปี 1910 ซึ่งเป็นช่วงของจักรวรรดิ Austro-Hungarian นั้นประชาชนในเมืองส่วนใหญ่เป็นคนพูดภาษาเยอรมัน ในขณะที่คนที่อยู่รอบๆ เมืองเป็นคนพูดภาษาสโลเวเนีย แต่เมื่อสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 1 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่จักรวรรดิ Austria-Hungary ล่มสลายนั้น เมืองนี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของ Republic of German Austria อย่างไรก็ดีภายหลังสงครามกลางเมืองที่มีRudolf Maister ชาวสโลเวเนียเป็นผู้นำ จำนวนของคนพูดเยอรมันกลับลดลง เมื่อยูโกสลาเวียบุกเมืองในปี 1941 Ptuj ก็ถูกทหารนาซีของเยอรมันครอบครองจำนวนคนพูดเยอรมันในเมืองนี้ก็เพิ่มขึ้นอีกครั้งหนึ่ง จวบจนกระทั่งเยอรมันแพ้สงคราม ชาวเยอรมันในเมืองนี้จึงอพยพย้ายหนีไปอยู่ทวีปอเมริกาเหนือ และปล่อยให้ชาวโลเวเนียครอบครองเมืองจวบจนทุกวันนี้


Little Castle

อุตสาหกรรมที่สำคัญที่สุดของเมืองชื่อแปลกนี้คือ ไวน์ Wine Cellar หรือที่เก็บไวน์ของเมืองนี้ย้อนไปถึงปี 1239 ในช่วงที่มีการก่อตั้งอาราม Minorite ขึ้นครั้งแรกบาทหลวงของนิกายนี้เป็นเจ้าของแผ่นดินมากมายในเมืองและได้ก่อตั้งห้องใต้ดินสำหรับเก็บไวน์ที่ใหญ่ที่สุดของเมืองไว้ อย่างไรก็ดี ในภายหลังศาสนจักรกลับศูนย์เสียอำนาจในการควบคุมการผลิตไวน์ไป นักท่องเที่ยวที่มีโอกาสมาเยือน Ptuj สถานที่แรกที่ควรเยี่ยมเยือนคือ WineChateaux แต่หากนักท่องเที่ยวไม่อยากเรียนรู้การทำไวน์อีกแล้ว เพราะได้ฟังมาจากที่อื่นๆ หลายครั้งแล้ว สถานที่ท่องเที่ยว The Must น่าจะเป็น Wine Cellar ของ Pullus ร้านขายไวน์ที่อยู่ไม่ไกลจากสถานีรถไฟมากนักน่าจะเป็นสวรรค์ของนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบไวน์ขาวเลยทีเดียว ทั้งนี้เพราะถิ่นนี้มีไวน์ขาวจากองุ่นหลากหลายพันธุ์ เช่น Italian Riesling, Chardonnay, Sauvignon, Rhine Riesling, Pinot Blanc, Pinot Gris, Traminer, and Muscatel ร้าน Pullus มีไวน์ขาวให้ชิมหลากหลายปี และหลากหลายรสชาติตั้งแต่ dry ที่ค่อนข้างเฝื่อน หวานน้อย หวานมากไวน์ขาวที่ผสมกันมาจนออกรสหวานของร้านนี้ไม่เพียงหวานชื่นใจเท่านั้น ยังหอมมากราวกับน้ำหอมเลยทีเดียว ที่สำคัญราคาไม่แพงด้วย ขวดที่แพงที่สุดราคาเพียงแค่ 30 กว่าเหรียญเท่านั้น

นอกจากร้านไวน์แล้ว นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบงานศิลปะ ควรเยี่ยมชม Little Castle หรือ DominicanMonastery อารามเก่าของบาทหลวงนิกาย Dominican อารามที่ถูกสร้างขึ้นครั้งแรกในคริสต์ศตวรรษที่ 13 นี้ มีความหลากหลายทางด้านสถาปัตยกรรม โดยส่วนของหลังคา และหน้าบรรณจะมีความสวยงามเป็นพิเศษ ปัจจุบันที่นี่เป็นมิวเซียมที่จัดแสดงเกี่ยวกับเหรียญโบราณ หลุมศพ และอาจมีนิทรรศการผลงานศิลปะแนวContemporary Art เป็นครั้งคราวด้วย


งานศิลปะหัวข้อ Politics


งาน contemporary art


หลังคาภายใน


ถังโอ๊คเก็บไวน์ให้ลองชิม


บรรยากาศงานศิลปะใน Little Castle


ชั้นขายไวน์


บรรยากาศในร้าน Pullus


บรรยากาศภายใน Little Castle

แหวกฟ้าหาฝัน : เมือง Kranj มีอะไร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/280835

แหวกฟ้าหาฝัน : เมือง Kranj มีอะไร

แหวกฟ้าหาฝัน : เมือง Kranj มีอะไร

วันอาทิตย์ ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

France Preseren

นักท่องเที่ยวที่มาถึงเมือง Kranj เมืองทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของลูเบียน่า นอกจากจะต้องเที่ยวอุโมงค์ให้ได้แล้ว เมืองนี้ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจอีกหลายแห่ง เมืองวัฒนธรรมสำคัญของสโลเวเนียที่แสนจะน่ารักแห่งนี้เป็นที่พำนักของ France Preseren ผู้ประพันธ์เพลงชาติสโลเวเนียและนักประพันธ์ที่มีชื่อเสียงที่สุด จึงมีสถานที่ท่องเที่ยวที่เกี่ยวข้องกับนักประพันธ์ผู้นี้พอควร นักท่องเที่ยวสามารถเริ่มจากการเดินเล่นในเมืองเก่าเพื่อถ่ายรูปกับตึกรามบ้านช่องและป้อมปราการรวมทั้งอนุสาวรีย์ของ Preseren ก่อนจะเข้าชมสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ดั้งเดิมนั้น เมืองเก่าแห่งนี้มีป้อมปราการมากถึง 8 แห่ง แต่ปัจจุบันเหลืออยู่เพียง 3 แห่งเท่านั้น และบางแห่งก็ได้ทำการปรับปรุงให้กลายเป็นสถานที่จัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับวัฒนธรรม ส่วนกำแพงที่เชื่อมระหว่างป้อมปราการก็เป็นทางเดินเพื่อไว้ชมสวนสาธารณะ

หลังจากนั้นที่นักท่องเที่ยวเดินเล่นถ่ายรูปกับตึกน่ารักๆของเมือง และอนุสาวรีย์ของ France Preseren เรียบร้อยก็ถึงเวลาเข้าโบสถ์ St.Kancijan Church โบสถ์ที่สำคัญที่สุดของเมืองที่มีสถาปัตยกรรมแบบโกธิกเพื่อชมกระจกสี และอธิษฐาน หลังจากนั้นนักท่องเที่ยวค่อยซื้อตั๋ว combo 6 เหรียญ เพื่อเข้าชมมิวเซียมสำคัญ 3 แห่งของเมือง หลังได้ตั๋ว นักท่องเที่ยวสามารถแวะพักขาที่ร้านกาแฟเพื่อจิบกาแฟฟรีที่มาพร้อมตั๋วก่อนเริ่มทัวร์ชุดใหญ่


กระจกสีในโบสถ์

มิวเซียมแห่งแรกที่นักท่องเที่ยวควรเข้าชมคือ City museum ซึ่งเป็น complex Gorenjski muzej ที่เรียกว่า Castle Khislstein ปราสาทแห่งนี้มีประวัติศาสตร์ว่าเจ้าของปราสาทที่เป็นท่านเค้านท์อยู่กับภรรยา แต่เนื่องจากท่านเป็นคนเจ้าชู้จึงได้นำหญิงงามอีกคนมาอยู่ด้วยในปราสาท เมื่อหญิงงามคนนี้คลอดลูกชาย ภรรยาท่านเค้านท์จึงโกรธมากจนนำเข็มมาปักศีรษะเด็กน้อย และจัดการกับท่านเค้านท์โดยให้กินแอปเปิ้ลที่ปอกด้วยมีดอาบยาพิษ เมื่อท่านเค้านท์พบว่าลูกชายจากชู้รักถูกภรรยาฆ่าตาย เขาโกรธมากจึงโยนภรรยาออกจากปราสาท และเผาปราสาทเสีย แต่เธอกลายเป็นงูซึ่งเชื่อกันว่ายังมีชีวิตอยู่จนทุกวันนี้

มิวเซียมประจำเมืองที่ตั้งในปราสาทซึ่งมี 3 ชั้นแห่งนี้บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับเมืองนี้โดยมีของจัดแสดงในมิวเซียมส่วนใหญ่เป็นของที่ขุดพบตั้งแต่สมัยยุคหิน และยุคโรมัน รวมทั้งอาวุธของสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 6 ซึ่งเป็นช่วงที่เมือง Kranj เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดของชาวสลาฟในสโลเวเนีย เช่น เครื่องมือทำมาหากินและชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนและเจ้าของปราสาท อาชีพ เรื่องราวเกี่ยวกับอาชีพ อาทิ การทำขนมปัง งานเหล็ก เครื่องประดับ ภาพเขียนเกี่ยวกับศาสนา เครื่องมือเครื่องใช้ของศาสนจักร

มิวเซียมที่สองในตั๋ว combo คือ Town Hall หรือศาลากลางของจัดแสดงที่นี่ส่วนหนึ่งคล้ายกับที่ City Museum แต่ของจัดแสดงส่วนใหญ่เป็นงานศิลปะโดยเน้นหนักไปที่งานประติมากรรมซึ่งมีรูปร่างหน้าตาแปลกๆ แนว Contemporary Art จึงเหมาะกับนักท่องเที่ยวที่ชอบงานศิลปะมากกว่าประวัติศาสตร์โดยเฉพาะงานศิลปะร่วมสมัย สำหรับมิวเซียมแห่งสุดท้ายในตั๋ว combo คือ บ้าน Preseren ซึ่งใช้จัดงานนิทรรศการต่างๆ เช่น งานภาพเขียนของ Berko ศิลปินแนว Contemporary Art ชาวสโลเวเนีย


ของจัดแสดงเกี่ยวกับศาสนจักร

นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสบริหารตั๋ว combo ราคา6 เหรียญ พร้อมกาแฟ 1 ถ้วยนี้ จนครบทุกรายการจะรู้สึกประทับใจและรู้สึกคุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไปจริงๆ


ของจัดแสดงเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน


ของจัดแสดงในศาลากลาง


เครื่องมือในการทำมาหากิน


ตัวอย่างผลงานของ Berko


บรรยากาศใน City Museum


บรรยากาศในโบสถ์


ห้องทำงาน


ตัวอย่างงานประติมากรรมในศาลากลาง

ตัวอย่างงาน Contemporary Art

แหวกฟ้าหาฝัน : เยือนประวัติศาสตร์อุโมงค์เมือง Kranj

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/279654

แหวกฟ้าหาฝัน : เยือนประวัติศาสตร์อุโมงค์เมือง Kranj

แหวกฟ้าหาฝัน : เยือนประวัติศาสตร์อุโมงค์เมือง Kranj

วันอาทิตย์ ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่ชอบถ้ำถ้าได้มีโอกาสมาสโลวีเนียจะไม่ผิดหวัง เพราะประเทศนี้มีถ้ำให้เข้าหลากหลายรูปแบบมาก ทั้งแบบธรรมชาติและแบบมนุษย์ทำ Kranj เมืองใหญ่อันดับสี่ของสโลวีเนียซึ่งตั้งห่างจากลูเบียน่าเมืองหลวงเพียงแค่ 20 กิโลเมตร ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือนี้ก็มีถ้ำเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจเช่นกัน เมือง Kranj ที่มีประชากรเพียงแค่ 37,000 กว่าคนนี้มีมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์โดยมีหลักฐานการค้นพบขวานทำจากทองแดง อย่างไรก็ดีการตั้งถิ่นฐานถาวรกลับมีหลักฐานชัดเจนในสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 11 นี่เอง ส่วนบันทึกทางประวัติศาสตร์เป็นลายลักษณ์อักษรก็พบเมื่อต้นคริสต์ศตวรรษที่ 13สำหรับหลักฐานที่เกี่ยวเนื่องกับความเป็นอยู่ของประชาชน เช่นการเสียภาษีและการสร้างโรงเรียนนั้นเพิ่งมีเมื่อกลางคริสต์ศตวรรษที่ 15นี่เอง

ในสมัยยุคกลางนั้น เมือง Kranj เริ่มมีการพัฒนาแล้ว โดยมีหลักฐานว่ามีโรงสีอยู่ริมแม่น้ำ ตามด้วยการค้าขาย และการผลิตสินค้าเกี่ยวกับไม้เสื้อผ้าขนสัตว์ นับจากนั้นมาเมืองนี้ก็ได้รับการพัฒนามาเรื่อยๆ จวบจนเข้าสู่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ที่นี่เป็นศูนย์กลางของการผลิตสินค้าเกษตร และไม้ เมืองนี้มีพัฒนาการเพิ่มขึ้นเรื่อยๆจนหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ก็กลายเป็นเมืองอุตสาหกรรมขนาดใหญ่อีกทั้งยังเป็นเมืองอุตสาหกรรมเกี่ยวกับผ้าที่ใหญ่ที่สุดของยูโกสลาเวียด้วย ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เมือง Kranj ถูกครอบครองโดยกองทัพนาซีของเยอรมัน กองทัพเยอรมันได้เปลี่ยนอุตสาหกรรมผ้าเป็นอุตสาหกรรมผลิตเครื่องบินส่งผลให้เมืองนี้กลายเป็นเมืองสำคัญทางยุทธศาสตร์


เก้าอี้สำหรับผู้หลบภัย

เนื่องจากในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 Kranj เป็นเมืองสำคัญที่ผลิตเครื่องบินของกองทัพนาซีนี่เอง รัฐบาลจึงจำเป็นจะต้องปกป้องประชาชนจากการถูกโจมตีทางอากาศ พวกเขาจึงได้สร้างถ้ำหรืออุโมงค์ขึ้นโดยเจาะลึกลงไปใต้เมืองถึง 1300 เมตร อุโมงค์แห่งนี้มีเป้าหมายเพื่อคุ้มครองประชาชนได้หลายหมื่นคน จริงอยู่ในช่วงสงคราม เมืองนี้มิได้ถูกโจมตีจริงอย่างที่คาดการณ์ แต่ประชาชนก็ได้ซ้อมหลบภัยผ่านการขุดอุโมงค์ทุกวัน หลังสงครามสิ้นสุดลง อุโมงค์นี้ก็ถูกละทิ้งไปโดยปริยายจนกลายเป็นที่เก็บขยะ รัฐบาลหันมาให้ความสนใจกับอุโมงค์แห่งนี้ใหม่ในปี 1991 เมื่อเกิดสงครามประกาศอิสรภาพของสโลวีเนียขึ้น รัฐบาลได้ทำการบูรณะอุโมงค์ใหม่เพื่อเตรียมไว้สำหรับให้ประชาชนหลบภัย อย่างไรก็ดีอุโมงค์นี้ก็ไม่ได้ใช้งานอีก เพราะสงครามสงบลงได้ภายหลังโดยไม่จำเป็นต้องให้ประชาชนมาหลบภัย

ในปี 2007 รัฐบาลได้ทำการบูรณะอุโมงค์ครั้งใหญ่โดยทำการกำจัดขยะและทำความสะอาด เพื่อเปิดให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวที่มาเมืองนี้ส่วนใหญ่ก็เพื่อมาเยือนถ้ำคนสร้างหรืออุโมงค์แห่งนี้โดยเฉพาะ นักท่องเที่ยวต้องซื้อตั๋วราคา 3 เหรียญที่ information ซึ่งมีไกด์นำไปตลอดเส้นทางโดยจะมีการบรรยายถึงประวัติศาสตร์ สาเหตุที่ต้องสร้างอุโมงค์ ความเป็นอยู่ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นเมื่อต้องใช้อุโมงค์ อุปกรณ์เครื่องใช้ต่างๆ อุโมงค์ขนาดใหญ่ที่สามารถจุคนได้นับหมื่นคนนี้มีการกั้นห้องไว้เป็นห้องๆ และมีห้องน้ำเป็นจุดๆ แต่นักท่องเที่ยวไม่สามารถใช้จริง เมื่อสิ้นสุดทัวร์จะมีการจำลองสถานการณ์การถูกระเบิดลงด้วยโดยเลียนแบบระเบิดในสงครามโลกครั้งที่สองที่อังกฤษ เสียงระเบิดจากเหตุการณ์จำลองที่นักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสรุนแรงและเหมือนจริงมาก นักท่องเที่ยวที่ขวัญอ่อนอาจรู้สึกตกใจและหวาดผวากับเหตุการณ์จำลองจริงๆ ได้ หากในกลุ่มทัวร์มีเด็กไปด้วย ไกด์จะให้พ่อแม่พาเด็กออกไปก่อนเพราะไม่ต้องการให้เด็กได้สัมผัสความรุนแรงอันแสดงให้เห็นถึงความใส่ใจของรัฐบาลต่อการเลี้ยงดูเด็กอย่างแท้จริง

อุโมงค์แห่งนี้ไม่เพียงเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวต้องไปให้ได้เมื่อไปเยือนเมืองแห่งนี้ ที่นี่ยังใช้เป็นสถานที่จัดงานชิมไวน์ งานฮาโลวีน และงานคริสต์มาสด้วย


ของจัดแสดงในอุโมงค์


วัสดุก่อสร้างอุโมงค์


การจัดแสดงในอุโมงค์

แหวกฟ้าหาฝัน : Slow Life In Bled

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/278417

แหวกฟ้าหาฝัน : Slow Life In Bled

แหวกฟ้าหาฝัน : Slow Life In Bled

วันอาทิตย์ ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

Bled Castle

Bled เมืองทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศสโลเวเนียนี้เป็นหนึ่งในเมืองที่นักท่องเที่ยวชอบไปมากที่สุดของประเทศ เมืองที่อยู่ทางใต้ของเทือกเขาKarawanks ใกล้พรมแดนออสเตรียนี้มีเสน่ห์อยู่ที่มีทะเลสาบ Bled ตั้งอยู่ตรงกลาง เมืองที่ถูกจัดตั้งครั้งแรกในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 6 นี้ถูกกล่าวถึงครั้งแรกในปี 1004 เมื่อพระเจ้า Henry ที่สองยกเมืองนี้ให้กับ Albuin บิชอปแห่ง Brixen เพื่อตอบแทนที่ท่านบิชอปช่วยพระองค์ทำสงครามจนได้ครอบครองเมืองทางเหนือของอิตาลีและพระองค์ยังได้ยกประสาทให้เป็นของขวัญด้วย อย่างไรก็ดีท่านบิชอปกลับแทบไม่เคยไปเยือนดินแดนที่ได้รับเป็นของขวัญนี้เลย และกลางคริสต์ศตวรรษที่ 14 พระองค์ก็ได้ปล่อยเช่าและถูกกลุ่มโปรแตสแตนท์ครอบครองในคริสต์ศตวรรษที่ 16 หลังสัญญาเช่าสิ้นสุดลง ศาสนจักรก็ส่งผู้ปกครองใหม่ไปปกครอง จนต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 เมื่อศาสนจักรถูกแยกตัวจากการปกครองอย่างเด็ดขาด เมืองนี้จึงกลายเป็นสมบัติของราชวงศ์ออสเตรีย  เมื่อราชวงศ์ออสเตรียหมดอำนาจ เมืองนี้ก็ถูกขายให้กับผู้มั่งคั่งหลากหลายอาชีพ ทั้งนายธนาคารและเจ้าของโรงงาน ก่อนที่จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรยูโกสลาเวียในที่สุด ในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ที่นี่กลายเป็นแหล่งบำบัดโรคที่ชาวสวิสนิยมมาอยู่ เนื่องจากอากาศดี ไม่หนาวมาก และเป็นจุดเริ่มต้นของการปีนเขาไปยัง Triglav National Park ด้วย คหบดีจากทั่วยุโรปจึงมาซื้อบ้านหลังที่สองไว้ที่นี่

การเดินทางไป Bled ก็ไม่ยาก และใช้เวลาไม่นานจากเมืองลูเบียน่า เพียงแต่ต้องต่อรถเท่านั้นเอง ไม่มีรถไฟตรง นักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสถึงเสน่ห์ของเมืองตั้งแต่ลงจากรถบัสเข้าเมือง นั่นคือ ลักษณะของอาคารบ้านช่องสวยงามเหมือนอย่างในออสเตรีย ใกล้ๆ ที่จอดรถบัสมีซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่ซึ่งนักท่องเที่ยวอาจซื้อของไว้สำหรับปิกนิกริมทะเลสาบได้ สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของเมืองที่ดึงดูดผู้คนจากทั่วโลกก็คือ ทะเลสาบ Bled ที่ในฤดู ใบไม้ผลิ นักท่องเที่ยวจะสามารถนั่งเล่น ปิกนิกริมทะเลสาบ  ล่องเรือ และตกปลาได้ บ้านเรือนริมทะเลสาบมีรูปแบบเหมือนบ้านเรือนของออสเตรียนอกจากทะเลสาบแล้วสถานที่ท่องเที่ยวขึ้นชื่ออีกแห่งก็คือโบสถ์กลางน้ำที่ชื่อ Assumption of Mary Pilgrimage ซึ่งนักท่องเที่ยวที่เชื่อในโชคลางต้องไปตีระฆังเพื่อความโชคดีให้ได้ โบสถ์นี้ยังเป็นสัญลักษณ์สำคัญของเมืองด้วย การเดินทางไปยังโบสถ์ต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่ม หากนักท่องเที่ยวไม่ต้องการเสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม ก็สามารถเดินเล่น ถ่ายรูปโบสถ์ได้จากระยะไกล และอาจขึ้นเขาไปยังไฮไลท์ที่สามนั่นคือ ปราสาท Bled

ปราสาทที่เก่าแก่ที่สุดและเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีนักท่องเที่ยวมาเยี่ยมเยือนมากที่สุดของประเทศนี้สร้างขึ้นตั้งแต่ต้นยุคกลาง ส่วนที่เก่าแก่ที่สุดของปราสาทคือส่วนหอคอยที่สร้างในแบบโรมันเนสท์ ปลายยุคกลางศาสนจักรได้ต่อเติมส่วนหอคอยเพิ่มอีกหลายแห่ง และยังได้เพิ่มป้อมปราการขึ้นด้วย ต่อมาการตกแต่งเริ่มเปลี่ยนเป็นแบบเรอเนสซองส์ และได้เพิ่มส่วนของสนาม บันได รวมทั้งหอสวดมนต์ที่ตกแต่งด้วยภาพปูนเปียก นักท่องเที่ยวที่มาเยือนปราสาทจะต้องขึ้นบันไดถึง 99 ขั้น เพื่อไปยังส่วนสูงสุดของเมืองที่ปราสาทตั้งอยู่ ประเพณีประจำเมืองที่โดดเด่นของเมืองเกิดขึ้นที่บันไดแห่งนี้ นั่นคือ เจ้าบ่าวมักอุ้มเจ้าสาวขึ้นมาจัดงานแต่งงานโดยตลอดทางเจ้าสาวห้ามพูดแม้แต่คำเดียวระหว่างทางเดินขึ้นเขาจะมี Print shop ตั้งอยู่ และบนปราสาทมีจุดถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึกมากมาย อีกทั้งยังมองเห็นโบสถ์ได้อย่างชัดเจน นักท่องเที่ยวที่ปีนบันไดมาถึงได้จะประทับใจ
กับเมืองนี้ไม่รู้ลืมเลยทีเดียว


Slow Life In Bled

Top View จาก Bled Castle


ทิวทัศน์ระหว่างขึ้น Bled Castle


บรรยากาศใน Print shop


โบสถ์ Assumption of Mary Pilgrimage

แหวกฟ้าหาฝัน : Ethnographic Museum of Ljubljana

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/277228

แหวกฟ้าหาฝัน : Ethnographic Museum of Ljubljana

แหวกฟ้าหาฝัน : Ethnographic Museum of Ljubljana

วันอาทิตย์ ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ตัวอย่างหน้ากากการเล่น

นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบเรื่องราวเกี่ยวกับวัฒนธรรมและชาติพันธุ์ เมื่อได้มีโอกาสไปเยี่ยมชมเมืองหลวงของประเทศใดๆ ก็ตาม มักอยากเข้าชมมิวเซียมเกี่ยวกับวัฒนธรรม หรือ ชาติพันธุ์ ที่มีชื่อภาษาอังกฤษว่า Ethnographic Museum ในเมืองลูเบียน่า สโลวีเนียก็มีมิวเซียมชาติพันธุ์ที่น่าสนใจเช่นกัน ที่นี่เป็นแหล่งรวมเรื่องราวเกี่ยวกับชนชาติสโลวีเนียและเรื่องราวทางด้านมานุษยวิทยาของชาวสโลวีเนียที่ใหญ่ที่สุดของประเทศด้วย มิวเซียมที่ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 1923 นี้ไม่เพียงเป็นที่เก็บของจัดแสดงเกี่ยวกับวัฒนธรรมและมานุษยวิทยาชาวสโลวีเนียแล้ว ยังมีของจัดแสดงของชาวยุโรป และชาติอื่นๆ ด้วย มิวเซียมประเภทนี้มักเป็นมิวเซียมที่แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์จึงมีเรื่องราวเกี่ยวกับกิจกรรมทางด้านเศรษฐกิจ การขนส่ง หัตถกรรม การค้า ความเป็นอยู่ การแต่งกาย และความเชื่อต่างๆ

นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสมาเยือนที่นี่จะรู้สึกได้ว่าที่นี่แตกต่างจากมิวเซียมทั่วไปอย่างสิ้นเชิง และประทับใจตั้งแต่แรกเข้า หลังจ่ายค่าเข้าชมแล้ว นักท่องเที่ยวจะได้ audio guide หรือไกด์ส่วนตัวอิเลคทรอนิกส์มาเครื่องหนึ่ง เมื่อนักท่องเที่ยวเดินชมไปถึงจุดต่างๆ เสียงบรรยายจะดังขึ้นเพื่ออธิบายสิ่งที่ได้เห็นโดยไม่ต้องกดปุ่มใดๆ ทั้งนั้น และทุกบอร์ดจัดแสดงจะมีตำแหน่งบอกทางให้หยุดเพื่อฟังเรื่องราว ยิ่งกว่านั้น ทางมิวเซียมยังมีการจัดของจัดแสดงให้สัมผัสได้สำหรับนักท่องเที่ยวที่มีปัญหาเรื่องสายตาอีกต่างหากด้วย


ของจัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับมนุษย์

มิวเซียมแห่งนี้มี 3 ชั้น ชั้นบนสุดเป็นชั้นจัดแสดงเกี่ยวกับเครื่องมือเครื่องใช้ เครื่องประดับ เสื้อผ้า การเล่น ของเล่น รูปปั้น รูปเคารพ ศิลปวัฒนธรรมของประเทศต่างๆ ทั่วโลก ทุกทวีป ไล่เลียงกันไป นักท่องเที่ยวจะได้มีโอกาสเห็นของจัดแสดงแปลกๆ ของทวีปต่างๆ และหากมีเวลา นักท่องเที่ยวสามารถจะเรียนรู้เกี่ยวกับชีวิตของประชากรโลกทุกทวีปอย่างค่อนข้างละเอียด เพราะมีการบรรยายทั้งจาก audio guide และบอร์ดตามชั้นต่างๆ ชั้นนี้เป็นชั้นที่ดูสนุกที่สุด และมีข้อมูลให้ศึกษามากที่สุด

ชั้นสองเป็นชั้นที่ดูค่อนข้างยาก เป็นเรื่องมนุษย์และความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมรอบตัว ไม่ว่าจะเป็นคน สัตว์ หรือสิ่งของ ธรรมชาติ เรื่องราวเกี่ยวกับนิทรรศการจะพูดว่า มนุษย์เราเกิดมาไม่สามารถอยู่คนเดียวได้ในโลก ต้องพึ่งพาอาศัยผู้อื่นตั้งแต่เกิด เช่น ต้องพึ่งพาพ่อ-แม่ โรงเรียน ที่ทำงาน โรงพยาบาล นิทรรศการที่จัดขึ้นจึงบอกเล่าเรื่องราวของมนุษย์ตั้งแต่เกิดไปเรื่อยๆ จนกระทั่งตายโดยให้แง่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสิ่งแวดล้อมทั้งหมด


ตัวอย่างบานประตู

ชั้นล่างเป็นนิทรรศการเกี่ยวกับประตู ประตูเป็นส่วนสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นส่วนตัว เพราะประตูกั้นเจ้าของบ้านออกจากส่วนสาธารณะ ประตูมีความสำคัญมาตั้งแต่สมัยโรมัน เพราะสมัยนั้น ประตูแต่ละแห่งมักมีคนเฝ้า เพื่อเชิญแขกเข้าไปในบ้าน คนโบราณส่วนหนึ่งเชื่อว่าการละเมิดค่านิยมการเชิญชวนแขกเข้าบ้าน มักนำมาซึ่งความโชคร้ายสู่สมาชิกครอบครัว และอาจทำให้ครอบครัวเสียชื่อเสียงได้  ชาวสโลวีเนียในอดีต ใช้ไม้ในการทำประตูเป็นส่วนใหญ่เฉกเช่นเดียวกันกับชาวยุโรปทั่วไป พวกเขายังเชื่อว่าประตูจะกั้นระหว่างอันตรายและความปลอดภัย ความมีเหตุผลและไร้เหตุผล ธรรมชาติและสิ่งเหนือธรรมชาติ รวมทั้ง
โลกมนุษย์กับสวรรค์ ส่วนกลอนประตูก็เป็นเครื่องป้องกันอันตรายจากโลกภายนอก นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสมาดูนิทรรศการประตูจะได้รับความรู้มากมายเกี่ยวกับประตูของชาวยุโรป ชาวสโลวีเนีย และประชาชนในทวีปอื่นๆ จนมุมมองเกี่ยวกับประตูเปลี่ยนไปตลอดกาล นักท่องเที่ยวจะเพลิดเพลินจนไม่อยากจะเชื่อว่าเรื่องแบบนี้ก็จัดทำเป็นนิทรรศการที่สามารถดูได้อย่างเพลิดเพลินจนรู้สึกอยากลุกขึ้นมาเป็นภัณฑารักษ์เพื่อจัดนิทรรศการเกี่ยวกับเรื่องอื่นบ้าง เช่น หน้าต่าง หรือส้วม เป็นต้น


ตัวอย่างเครื่องแต่งกาย

ตัวอย่างเครื่องประดับ


ตัวอย่างเครื่องมือทำมาหากิน


ตัวอย่างวัฒนธรรมมายา


ตัวอย่างบานประตู


เรื่องราวมนุษย์และความสัมพันธ์

แหวกฟ้าหาฝัน : Impressionism ใน Modern Art Museum ลูเบียน่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/275954

แหวกฟ้าหาฝัน : Impressionism ใน Modern Art Museum ลูเบียน่า

แหวกฟ้าหาฝัน : Impressionism ใน Modern Art Museum ลูเบียน่า

วันอาทิตย์ ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

A View from Tivoli Park

นักท่องเที่ยวที่ชอบงานแนว Impressionism หากได้มีโอกาสเยี่ยมเยือน Modern Art Museum เมืองLjubljana จะไม่ผิดหวังเลย แม้งานของที่นี่ส่วนใหญ่จะเป็นของศิลปินท้องถิ่นก็ตามศิลปินที่โดดเด่นของประเทศนี้มีหลายคนเช่น 1.Matija Jama ศิลปินผู้นี้เกิดที่ Ljubljana และเข้าศึกษาชั้นประถมที่เมืองเกิด ก่อนย้ายไปอยู่ Zagreb เมืองหลวงของ Croatia เพื่อเข้าเรียนต่อโรงเรียนมัธยม ต่อมาเขาเข้าศึกษาต่อทางด้านกฎหมาย ก่อนที่จะลาออกและย้ายไปอยู่มิวนิกเพื่อเรียนทางด้านศิลปะ หลังจบการศึกษา เขาก็กลับมาอยู่ที่เมืองหลวงของสโลวีเนียและทำงานด้านศิลปะ นอกจากงานด้านจิตรกรรมแล้ว เขายังออกแบบโปสเตอร์ด้วย ผลงานเด่นๆ ของเขาเป็นภาพเขียนเกี่ยวกับทิวทัศน์เป็นส่วนใหญ่ ในบั้นปลายของชีวิต เขาร่วมงานกับ Rihard Jakopi ศิลปินแนว Impressionism สัญชาติเดียวกันโดยเขียนภาพด้วยสีน้ำ ก่อนหันมาเขียนภาพแบบ true impressionism ด้วยสีน้ำมันภายหลัง  ผลงานของเขาใน Modern Art Museum มีเพียง 2 ชิ้นคือ  A View from Tivoli Park และ A View of the Danube แต่ก็สามารถเป็นตัวแทนของอัจฉริยภาพของเขาได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง นักท่องเที่ยวจะเห็นว่า ฝีไม้ลายมือของทั้งสองภาพไม่ด้อยไปกว่าศิลปินแนวนี้ชาวฝรั่งเศสเลย

2.Rihard Jakopic ศิลปินชาวสโลวีเนียผู้เกิดที่ Krakovo ชานกรุง Ljubljana จากครอบครัวพ่อค้าสินค้าเกษตร ในวัยเยาว์เขาศึกษาใกล้บ้านเกิด ก่อนย้ายไปเรียนศิลปะที่ Academy of Fine Arts กรุงเวียนนา เขาเลิกเรียนกลางคันเนื่องจากป่วย แล้วเข้าศึกษาต่อที่Academy of Fine Arts ที่มิวนิกอีกครั้ง เมื่อศึกษาจบเขากลับบ้านมาร่วมก่อตั้งสมาคม Slovene Art แล้วไปศึกษาต่อด้านศิลปะอีกที่กรุงปราก ก่อนกลับมาก่อตั้ง National Gallery of Sloveniaและร่วมเป็นสมาชิกของ Slovenian Academy of Sciences and Arts ในปี 1938 การที่เขามีผลงานมากถึง 1200 ชิ้น และเป็นศิลปินด้าน Impressionism ที่โด่งดังมากของประเทศทำให้ในปี 1969 ได้มีการตั้งรางวัลJakopic Award ซึ่งเป็นรางวัลทางด้านศิลปะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของประเทศขึ้น นอกจากนี้ในปี 1970 รัฐบาลยังได้มีการสร้างอนุสาวรีย์ของเขาขึ้นโดยได้รับการแกะโดย Bojan Kunaver ณ ศาลาใน Tivoli Park ที่เขาเคยก่อตั้งศาลาขึ้นในปี 1908 และในปี 1979 รัฐบาลยังได้สร้าง Jakopic Gallery ขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่เขา ณ ถนน Slovene กรุง Ljubljana ผลงานของ Jakopic ในมิวเซียมแห่งนี้มีอยู่เป็นจำนวนมาก แต่ผลงานเด่นๆ ของเขาก็คือ At the Piano, Behind a Red Curtain, The River Sava แม้ผลงานทั้งสามชิ้นนี้จะเป็นแนว Impressionism อย่างไม่ต้องสงสัย แต่ก็มีอัตลักษณ์เป็นของตัวเองโดยเขาใช้สีโทนอบอุ่นกลืนกันเกือบทุกภาพ


A View of the Danube

นอกจากผลงานของศิลปินชาวสโลวีเนียแล้ว ที่นี่ยังมีผลงานของศิลปินชาติอื่นด้วย เช่น Matej Sternen เขาเกิดในปี 1870 ณ เมือง Verd ส่วนหนึ่งของจักรวรรดิออตโตฮังการีเขาเข้าเรียนทางด้านเทคนิคที่เมือง Graz ประเทศออสเตรีย และเข้าเรียน Academy of Fine Art ที่กรุงเวียนนา ก่อนจะย้ายไปอยู่มิวนิก และทำงานที่นั่นจนเสียชีวิต  งานของเขาแตกต่างจากศิลปินแนว Impressionism อื่นตรงที่ เขายังชอบงาน  Figurative Art ด้วยโดยเน้นการวาดรูปเหมือนและภาพนู้ด  นอกจากนี้เขายังมีอาชีพหลักอีกอย่างคือ เป็นช่างแก้ไขภาพหรือซ่อมภาพ เขาจึงเป็นกำลังหลักในการซ่อมแซมภาพเขียนที่ถูกทำลายจากแผ่นดินไหวภาพของเขาใน Modern Art Museum มีอยู่หลายภาพ เช่น Morning in the Forest, In the Morning, The Pigeons และ At the Sewing Machine


At the Piano


At the Sewing Machine


Behind a Red Curtain


In the Morning


Morning in the Forest


The Pigeons


The River Sava

แหวกฟ้าหาฝัน : Museum of Modern Art ใน Ljubljana

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/274698

แหวกฟ้าหาฝัน : Museum of Modern Art ใน Ljubljana

แหวกฟ้าหาฝัน : Museum of Modern Art ใน Ljubljana

วันอาทิตย์ ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

บรรยากาศในมิวเซียม

นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบศิลปะรุ่นใหม่ หากมีโอกาสเที่ยวเมืองใหญ่ มิวเซียมหนึ่งที่ต้องไปให้ได้ก็คือ Museum of Modern Art เมืองลูเบียน่าเมืองหลวงของสโลเวเนียก็มี Museum of Modern Art ที่มีผลงานมากมายเช่นกัน มิวเซียมที่ก่อตั้งขึ้นครั้งแรก

ในวันที่ 30 ธันวาคมปี 1947 และเปิดทำการวันแรกในวันที่ 3 มกราคม 1948 นี้ถูกออกแบบโดย Edvard Ravnikar สถาปนิกชาวสโลเวเนียศาสตราจารย์ทางด้านสถาปัตยกรรมแห่ง Ljubljana School of Architecture มิวเซียมแห่งนี้ไม่เพียงแต่จัดแสดงผลงานศิลปะตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 20ของศิลปินสโลเวเนีย และผลงานของศิลปินสมัยยังเป็นยูโกสลาเวียเท่านั้น ยังมีการจัดแสดงผลงานนิทรรศการยุคปัจจุบันด้วย อีกทั้งยังเป็นที่จัดแสดงผลงาน InternationalBiennial of Graphic Art ที่จัดแสดง ณ เมืองลูเบียน่าปีเว้นปีมาตั้งแต่ 26 พฤศจิกายน 2511 ด้วย ยิ่งกว่านั้นที่นี่ยังได้ควบรวมเอา Metelkova Museum of Contemporary Art เข้าเป็นส่วนหนึ่งของมิวเซียมแห่งนี้อีกต่างหากด้วย


Concert ของ Bozidar Jakac

เนื่องจากที่นี่เป็น Modern Art Museum ของเมืองหลวงจึงมีผลงานจัดแสดงครบทุกหมวดและมีชิ้นงานของศิลปินชาวสโลเวเนียเป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นงานประติมากรรมที่มีมากถึง 502 ชิ้น งานออกแบบ 3,000 กว่าชิ้น งานแบบร่าง 11,000 ชิ้น ภาพถ่ายกว่า 2 พันภาพ รวมทั้งงาน multimedia อีกเป็นจำนวนมากนอกจากนี้ที่นี่ยังมีงานของศิลปินสมัยยูโกสลาเวียทุกรูปแบบอีกถึง 136 ชิ้นอีกทั้งยังมีโครงการ Artist 2000+ ซึ่งเป็นโครงการที่เก็บสะสมงานของศิลปินยุโรปตะวันออกยุคใหม่ตั้งแต่ทศวรรษที่ 1990 เพื่อเผยแพร่งานของศิลปินยุโรปตะวันออกโดยมีการจัดแสดงครั้งแรกในปี 2000 ที่ถนน Metelkova ด้วยนับจากนั้นมาการสะสมงานของศิลปินยุคใหม่ก็เพิ่มขึ้นโดยมีการเพิ่มงานของศิลปินนานาชาติจากทั่วโลกอีกต่างหากด้วย

นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบงานศิลปะรุ่นใหม่จะสามารถเพลิดเพลินกับผลงานที่จัดแสดงในมิวเซียมนี้ไม่ยาก และยังสามารถจะสัมผัสกับประสบการณ์งานของศิลปินประจำชาติได้อย่างเต็มอิ่ม เพราะมิวเซียมแห่งนี้มีผลงานของศิลปินสโลเวเนียอยู่จำนวนมาก เช่น Hill with a Church ของ Nande Vidmar หรือ Path in the Forest ของ Rihard Jakopic หรืองานแนวแบบร่างบนกระดาษที่ดูแปลกตากว่าผลงานของศิลปินชาติอื่น เพราะใช้เครื่องมือที่ค่อนข้างหลากหลายกว่าดินสอ เช่น Concert, Suburban Road ของ Bozidar Jakac, Girl from Suburbs และ Sleeping Boy ของ Miha Males เป็นต้น


Girl from Suburbs ของ Miha Males

 


Hill with a Church ของ  Nande Vidmar


Path in the Forest ของ Rihard Jakopic


Sleeping Boy ของ Miha Males


Suburban Road ของ Bozidar Jakac

แหวกฟ้าหาฝัน : Franz Caucig ใน National Art Gallery of Ljubljana

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/273498

แหวกฟ้าหาฝัน : Franz Caucig ใน National Art Gallery of Ljubljana

แหวกฟ้าหาฝัน : Franz Caucig ใน National Art Gallery of Ljubljana

วันอาทิตย์ ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

Semiramis Fed by the Doves

โดยทั่วไปเมื่อไปเยี่ยมเยือนประเทศใดนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ไม่เพียงแต่อยากจะชื่นชมธรรมชาติ ถ่ายรูปสถานที่สำคัญๆ เท่านั้นก็ยังอยากเรียนรู้ประเทศนั้นๆ ด้วย ยิ่งนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบศิลปะ ก็ยิ่งอยากจะได้เห็นผลงานของศิลปินประจำชาติด้วย ศิลปินชาวสโลเวเนียที่โดดเด่นที่สุดคนหนึ่งใน National Art Galleryof Ljubljana คือ Franz Caucig หรือ Franc Kavcic ศิลปินยุคนีโอคลาสิก เขาเกิดที่ Goriziaเมืองหลวงของแคว้น Gorizia ในสมัยนั้น ท่าน Count Guido von Cobenzi ได้ส่ง Caucig ไปอยู่กับลูกชายเพื่อเรียนศิลปะ ณ กรุงเวียนนา หลังจากนั้นเขาได้ศึกษาศิลปะที่โบโลญญาและโรม ก่อนกลับมาทำงานที่เวียนนาอีกครั้ง ต่อมาในปี 1796 เขาย้ายไปอยู่เวนิสและเป็นกรรมการของ Accademia di Belle Arti เมืองเวนิส ก่อนกลับมาเป็นศาสตราจารย์ทางด้านแบบร่างที่ Vienna Academy ภายหลังเขาได้รับตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการภาควิชาจิตรกรรมและประติมากรรมและดำรงตำแหน่งนี้จนเสียชีวิตจากโรคปอดอักเสบ

แม้ Caucig เป็นตัวแทนของศิลปินยุคนีโอคลาสิกที่สำคัญของยุโรป แต่เขาจึงชอบเขียนภาพเกี่ยวกับกรีกและโรมัน รวมทั้งเรื่องราวที่เกี่ยวเนื่องกับพระคัมภีร์ไบเบิ้ลเป็นส่วนใหญ่ ผลงานจิตรกรรมของเขาเน้นการจัดวางองค์ประกอบของภาพแบบอนุสาวรีย์ และยกย่องสตรี เช่น A Girl Rescuing Aristomenes from Captivity ภาพเขียนที่เขียนจากตอนที่ Aristomenes of Messenia ถูกชาวคลีตันจับตัวไป ก่อนที่ Aristomenes จะถูกจับตัวมาบ้านหญิงสาว เธอฝันว่าหมาป่าได้นำสิงโตที่ไร้เล็บมาที่บ้านเธอ เมื่อชาวคลีตันจับ Aristomenes มาที่บ้านเธอ เธอระลึกถึงความฝันและเข้าใจทันทีว่าเธอต้องทำอย่างไร เธอจึงมอมทหารจนเมาและปล่อยตัวAristomenes ไป ศิลปินเลือกเหตุการณ์ที่แทบไม่เคยมีศิลปินคนใดวาดมาก่อนมาบรรจงประดิดประดอยเป็นผลงานจิตรกรรมที่สวยสดงดงาม  นักท่องเที่ยวสามารถที่จะสัมผัสถึงอัจฉริยภาพของศิลปินได้จากอารมณ์ความรู้สึกของตัวละครแต่ละตัวในภาพได้อย่างไม่ยากเย็นไม่ว่าจะเป็นทหารที่เมามาย ความมุ่งมั่นของหญิงสาว และสายตาที่แสดงความขอบคุณของAristomenes


Semiramis Fed by the Doves detail

Semiramis Fed by the Doves ภาพจากนิยายปรัมปรา เรื่องมีอยู่ว่าในทะเลสาบใหญ่ไม่ไกลจากซีเรียนักอันเป็นที่อยู่ของเทพธิดาเงือกDerceto ที่มีท่อนบนเป็นหญิงงาม ท่อนล่างเป็นปลา เนื่องจาก Dercato มีใบหน้างดงามมากจนเป็นที่อิจฉาของ Aphrodite เทพธิดาแห่งความงาม จึงแกล้งเธอให้ตกหลุมรักจนมีเพศสัมพันธ์พระรูปงามในโบสถ์ใกล้ๆ ในที่สุด Derceto เทพธิดาเงือกก็คลอดธิดาออกมา เธอรู้สึกอับอายมาก จึงทิ้งตัวลงทะเลและกลายร่างเป็นปลาหนีหายไปส่งผลให้ธิดาน้อยไม่มีคนดูแล เมื่อนกพิราบซึ่งมีรังอยู่ใกล้ๆ มาพบเข้าจึงเลี้ยงทารกน้อยไว้ แต่เมื่อธิดาน้อยอายุ 1 ปี เธอจำเป็นต้องรับประทานอาหารมากขึ้น พิราบจึงไปขโมยเนยแข็งของคนเลี้ยงแกะยังความประหลาดใจให้กับคนเลี้ยงแกะมาก พวกเขาจึงตามมาหาสาเหตุ ศิลปินวาดภาพตอนที่คนเลี้ยงแกะมาพบธิดาน้อยและพาเธอกลับไปมอบให้กับหัวหน้าซึ่งไม่มีลูก เขาจึงตั้งชื่อธิดาน้อยแสนสวยว่า Semiramis ซึ่งแปลว่าพิราบนั่นเอง ภาพนี้เป็นอีกภาพหนึ่งที่มีอัตลักษณ์ของภาพเขียนยุคนีโอคลาสิกอย่างครบถ้วนและศิลปินยังจับเอาเรื่องราวที่ยากจะบอกเล่าในภาพเดียวได้มาบรรจงเขียนได้อย่างอัศจรรย์

The Tomb of Mycon ภาพนี้เขียนถึงตอนที่ Milon และเพื่อนซึ่งเดินทางจากMilet เพื่อนำของขวัญไปให้ Apollo ระหว่างทางอากาศร้อนมาก ทั้งสองจึงหยุดพักที่น้ำพุที่มีคำจารึกไว้ว่า ที่นี่คือหลุมฝังศพของ Mycon ซึ่งเป็นคนดีตลอดชีวิต และยังต้องการทำความดีต่อไปจึงสร้างบ่อน้ำพุนี้ขึ้นเพื่อให้นักเดินทางมีน้ำสะอาดดื่ม ในภาพเป็นตอนที่ทั้งสองกำลังฟังเรื่องราวของ Mycon และลูกชายที่เป็นคนดีมากจากลูกสะใภ้ของ Mycon นักท่องเที่ยวจะเห็นว่าผลงานชิ้นนี้แสดงอัจฉริยภาพของศิลปินได้อย่างลงตัวสังเกตจาก การจัดวางองค์ประกอบของภาพ รอยพับของเสื้อผ้า และรายละเอียดของสิ่งของต่างๆ ในภาพ ไม่ว่าจะเป็นต้นไม้ ท่าทางของตัวละคร รายละเอียดของรองเท้า และผลไม้สมจริงมากจนดูราวกับภาพถ่ายเลยทีเดียว


A Girl Rescuing Aristomenes from Captivity

นอกจากผลงานทั้งสามภาพแล้ว ที่นี่ยังมีผลงานของศิลปินท่านนี้ให้ชื่นชมกันอย่างเต็มอิ่มอีกหลายภาพ เช่น Phocion, His Wife and Rich Lady of Ionia, Ideal Landscape with A Bridge andAmphitheater, Socrates with A Disciple and Diotima, และ Venus, Cupid and Peristera


Ideal Landscape with A Bridge and Amphitheater


Phocion, His Wife and Rich Lady of Ionia

Socrates with A Disciple and Diotima


The Tomb of Mycon


Venus, Cupid and Peristera

แหวกฟ้าหาฝัน : National Art Gallery of Ljubljana

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/272378

แหวกฟ้าหาฝัน : National Art Gallery of Ljubljana

แหวกฟ้าหาฝัน : National Art Gallery of Ljubljana

วันอาทิตย์ ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบภาพเขียน เมื่อได้มีโอกาสเยี่ยมเยือนเมืองใดก็ต้องหาโอกาสเข้า Art Gallery สักหนึ่งแห่ง ไม่เช่นนั้นมักรู้สึกว่ามาไม่ถึงเมืองนั้น ยิ่งนักท่องเที่ยวไปเมืองหลวงด้วยแล้ว การเยี่ยมเยือน National Art Gallery ยิ่งเป็นThe Must เลยทีเดียว National Art Gallery of Ljubljana ตั้งขึ้นครั้งแรกในปี 1918 ณ Kreslja Palace ในช่วงที่สโลวาเนียยังเป็นส่วนหนึ่งของประเทศยูโกสลาเวีย ก่อนย้ายมาอยู่ ณ สถานที่ตั้งปัจจุบันในปี 1925 อาคารนี้ก่อตั้งขึ้นครั้งแรกในปี 1896 โดยเป็นที่ทำงานของ Ivan Hribar นายกเทศมนตรีผู้มีความกระตือรือร้นที่จะเปลี่ยนลูเบียน่าให้เป็นเมืองหลวงของชาวสโลเวเนีย อาคารที่ออกแบบโดย Frantisek Skabrout เพื่อใช้เป็นศูนย์วัฒนธรรมนี้ กลายเป็นสถานที่ตั้งของสมาคมที่เกี่ยวเนื่องกับวัฒนธรรมหลายองค์กร อาคารนี้ได้รับการปรับปรุงครั้งแรกโดยต่อขยายในทศวรรษที่ 1990 โดย Edvard Ravnikar สถาปนิกชาวสโลเวเนีย และได้รับการต่อเติมเชื่อมสองอาคารอีกครั้งในปี 2001 โดยได้รับการออกแบบโดย Jurij Sadar และ Bostjan Vuga สถาปนิกชาวสโลเวเนียอีกเช่นกัน

เนื่องจากห้องภาพนี้เป็นห้องภาพของเมืองหลวงจึงเป็นห้องภาพที่ใหญ่สุดของประเทศ ที่นี่เก็บสะสมภาพตั้งแต่ยุคกลางถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 ผลงานเด่นๆ ในห้องภาพแห่งนี้มีหลายชิ้น เช่น Madonna with Christ Child Blessing by Giovanni Francesco Da Rimini ในห้องภาพทุกแห่งที่ไม่ใช่ Contemporary Art Gallery ภาพที่ต้องมีไม่ขาดภาพหนึ่งนั่นคือภาพที่มีชื่อว่าMadonna and Child ที่นี่ก็เช่นกัน ภาพMadonna and Child ของศิลปินอิตาลีท่านนี้เป็นส่วนหนึ่งของภาพ Triptych แต่ถูกตัดทอนเหลือเพียงส่วนเดียวในคริสต์ศตวรรษที่ 17 แม้ปัจจุบันจะไม่มีใครทราบว่าเดิมภาพนี้ถูกเขียนขึ้นเพื่อโบสถ์ใดกันแน่ แต่แนวทางการวาดภาพและต้นกำเนิดของศิลปินทำให้นักวิจารณ์ภาพเชื่อว่าภาพนี้ถูกเขียนขึ้นเพื่อประดับโบสถ์ในเมืองโบโลญญ่า ประเทศอิตาลี ทั้งนี้เพราะแนวทางการวาดภาพนี้เสมือนหนึ่งภาพของศิลปินเดียวกันที่จัดแสดงอยู่ ณ National Gallery กรุงลอนดอน และกรอบภาพเป็นแนวทางศิลปะเฉพาะของเมืองโบโลญญ่า  นักท่องเที่ยวที่ดูภาพเขียนยุคต้นคริสต์ศตวรรษที่ 15 ประจำจะรู้สึกได้ว่าภาพนี้เป็นผลงานที่โดดเด่นกว่าชิ้นอื่นๆ ตรงที่ การลงสีที่ดูฉูดฉาด และหน้าตาของ Madonnaที่ทันสมัยกว่าที่ศิลปินผู้อื่นวาดในช่วงเวลาเดียวกัน

The Death of Cleopatra by Felice Ficherelli ศิลปินยุคบาโรคชาวอิตาลี  ภาพการเสียชีวิตจากงูกัดของคลีโอพัตรา กษัตริย์หญิงองค์สุดท้ายของอียิปต์หลังจากที่ Mark Anthonyพ่ายแพ้ต่อ Octavian ชิ้นนี้เป็นภาพที่ศิลปินวาดในช่วงท้ายของชีวิต แม้ศิลปินจะเขียนภาพในแนวทางศิลปะแบบบาโรค แต่ผลงานนี้ก็สะท้อนให้เห็นถึงอิทธิพลของแนวทางศิลปะยุคเรอเนสซองส์อย่างเต็มที่

Jesus Washing the Feet of the Apostles by Giovanni Stefano Danedi ศิลปินอิตาลียุคบาโรค ภาพพระเยซูล้างเท้าให้สาวกเป็นช่วงเวลาก่อนภาพอาหารมื้อสุดท้ายของพระเยซูนี้นักวิจารณ์ศิลป์เชื่อว่าถูกเขียนขึ้นเพื่อประดับหอสวดมนต์ในโบสถ์แห่งใดแห่งหนึ่งในมิลาน ประเทศอิตาลี  ผลงานชิ้นนี้แสดงอัจฉริยภาพของศิลปินได้อย่างเด่นชัด สังเกตจากสีหน้าและท่าทางของพระเยซูที่ดูรักใคร่และอ่อนน้อมต่อสาวกที่กำลังถูกล้างเท้า เหตุการณ์ตอนล้างเท้าให้กับสาวกนี้ถือเป็นเหตุการณ์หนึ่งที่สำคัญในพระคัมภีร์เพื่อแสดงให้เห็นอย่างเด่นชัดว่าการรับใช้ผู้อื่นถือเป็นหลักคำสอนสำคัญ และเป็นการรับใช้พระเจ้าหนทางหนึ่ง และคนที่จะได้รับการยกย่องคือคนที่ยกย่องผู้อื่น นอกจากภาพทั้งสามนี้แล้ว ที่นี่ยังมีผลงานเด่นๆ อีกหลายภาพของศิลปินอื่นๆ ด้วย เช่น Diana and Actaeon by Martin Johann Schmidt และ Adoration ofThe Magi by Michelangelo Unterberger เป็นต้น