แหวกฟ้าหาฝัน : หนึ่งวันใน Ljubljana, Slovenia

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/271147

แหวกฟ้าหาฝัน : หนึ่งวันใน Ljubljana, Slovenia

แหวกฟ้าหาฝัน : หนึ่งวันใน Ljubljana, Slovenia

วันอาทิตย์ ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

Metelkova city

นักท่องเที่ยวที่เที่ยวยุโรปจนปรุ และเริ่มไม่รู้จะไปประเทศไหนแล้ว ประเทศหนึ่งที่ปลอดภัย สวยงามและน่าเที่ยวอีกแห่งก็คือ Slovenia การเดินทางไปเมืองหลวงของประเทศที่ชื่อ Ljubljana นี้ก็ไม่ยากสามารถนั่งต่อเครื่องจากเวียนนาได้ สายการบินที่สะดวกสุดจึงควรเป็น Austrian airline แต่หากนักท่องเที่ยวต้องการตั๋วราคาถูก ก็เลือกสายการบินอะไรก็ได้ที่เข้าเวียนนา แล้วบินต่อมาอีกทีหนึ่ง สายการบินที่ต่อเครื่องน้อยสุดอีกสายการบินหนึ่งก็คือ EVA air เพราะบินตรงจากกรุงเทพฯ เข้าเวียนนาเช่นกัน ข้อด้อยกว่าของสายการบินนี้คือ ไม่มีเครื่องออกทุกวัน และเวลาก็ไม่ดีเท่าAustrian airline แต่ตั๋วโปรโมชั่นมักมีบ่อยและราคาถูกกว่า นักท่องเที่ยวสามารถคาดเดาสภาพเมือง Ljubljana ได้ตั้งแต่เหยียบสนามบิน เพราะสนามบิน Ljubljana เล็กมาก เล็กกว่าสนามบินใหญ่ๆ ตามหัวเมืองประเทศเราเสียอีก การเข้าเมืองก็ไม่มีรถไฟมีแต่รถบัส รถออกตรงเวลาดี เสียอย่างเดียววิ่งนานมาก 50 นาทีเชียว

Ljubljana (ลูเบียน่า) เมืองหลวงที่อ่านค่อนข้างยาก และมีความหมายว่าที่รักนี้เป็นเมืองเล็กๆ ที่แสนน่ารักของยุโรป ตั้งอยู่กลางประเทศสโลเวเนีย เมืองนี้มีประชากรเพียงแค่ 260,000 คนจึงเป็นเมืองที่ค่อนข้างปลอดภัยและน่าเดินเล่นสำหรับนักท่องเที่ยวที่ไม่ชอบความหรูหรา ฟุ้งเฟ้อ และความวุ่นวาย ผู้คนในเมืองมักใช้ชีวิตแบบslow life โดยเฉพาะวันศุกร์จะมีตลาดอาหารที่ต้องมาสัมผัสจึงจะสามารถเข้าใจบรรยากาศของคำว่าslow and beautiful life ได้อย่างแท้จริงนักท่องเที่ยวจะหลงใหลเมืองนี้ได้ไม่ยากตั้งแต่ได้เริ่มสัมผัส ทั้งนี้เพราะถนนหนทางของเมืองนี้เล็ก แทบไม่มี highway และตึกรามบ้านช่องสวยงามตามแบบอย่างออสเตรีย


Metelkova city 2

สถานที่ท่องเที่ยวเด่นๆ สำหรับนักท่องเที่ยวผ่านเมืองและไม่ได้โปรดการเข้ามิวเซียมมากมายก็คือ การเดินเล่นในเมือง ผ่านสะพาน Triple Bridge ซึ่งมีตลาดปลาตั้งอยู่ นักท่องเที่ยวจะรู้สึกตื่นตาตื่นใจกับสะพานนี้เพราะสะพานนี้ไม่ได้เป็นสะพานแค่ข้ามถนน แต่มีร้านค้าเรียงรายอยู่บนสะพานด้วย และ Dragon Bridge ซึ่งมีหัวมังกรติดอยู่หัวเสาที่อยู่ใกล้กันซึ่งไม่ไกลจากสถานีรถไฟกลางมากนัก ถ้านักท่องเที่ยวชอบล่องเรือ ก็อาจเลือกล่องเรือแทนการเดินดูทั่วทั้งเมืองได้ หรือจะเดินเล่นช็อปปิ้งแถว Gornji Tr ก็ได้ นอกจากนี้เมืองนี้ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวแปลกตาไม่เหมือนที่ใดในโลกนั่นคือMetelkova city หรือเมืองวัฒนธรรม ที่นี่ตั้งอยู่ใจกลางกรุงลูเบียน่า ณ ตำแหน่งที่ตั้งทางการทหารสมัยที่ยังเป็นเมืองหนึ่งของยูโกสลาเวียอยู่ เมืองวัฒนธรรมที่ตั้งชื่อตามบาทหลวงนิกายคาทอลิกนามว่า Fran Metelko นี้ประกอบด้วยอาคารทั้งหมด 7 หลังบนพื้นที่ 12,500 ตารางเมตร อาคารทุกหลังอันเป็นที่ตั้งของห้องภาพ บาร์ ห้องเขียนภาพของศิลปินออฟฟิศจัดคอนเสิร์ตถูกตกแต่งด้วยงานเขียนสีนํ้ามันที่มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนที่ใดในโลก นักท่องเที่ยวสามารถจะมาเดินเล่นถ่ายภาพได้อย่างสนุกสนาน

นอกจากเดินเล่น ถ่ายรูปแล้ว เมืองนี้ยังเป็นสวรรค์ของนักช็อป ที่นี่มี Big city ซึ่งเป็นแหล่งช็อปปิ้งใหญ่ชานเมืองที่มีร้านค้ามากถึง 470 ร้าน หากนักท่องเที่ยวไม่แน่ใจว่าจะซื้ออะไร แต่มาเดินเฉยๆก็ได้ แต่หากต้องการมาซื้อของคงต้องทำการบ้านมาให้เรียบร้อย ไม่เช่นนั้นคงกลับไปมือเปล่าอย่างแน่นอน เพราะหาร้านไม่เจอ


Metelkova city3

แม้เมืองนี้จะไม่ติดลิสต์ของเมืองท่องเที่ยวยอดนิยม จึงไม่ใช่เมืองที่นักท่องเที่ยวได้มีโอกาสไปแวะเวียนบ่อยๆ แต่สโลเวเนียกลับเป็นประเทศต้นๆ ที่คนอยากมาเกษียณ ประเทศนี้แม้จะไม่ใหญ่โต แต่ก็มีกลิ่นอายของความเป็นยุโรปอย่างเต็มเปี่ยม
นักท่องเที่ยวที่มองหาเมืองที่จะมาใช้ชีวิตหลังเกษียณจะหลงรักและอยากมาอยู่เมืองนี้ไม่ยากนัก เพราะเมืองนี้มีโครงสร้างพื้นฐานที่ดี ตึกรามบ้านช่องสวยงาม มีความเป็นระเบียบเรียบร้อย ผู้คนน่ารัก ค่าครองชีพไม่สูงมากติดไปทางค่อนข้างตํ่าด้วยซํ้าหากเทียบกับยุโรปตะวันตกอื่นๆ ยิ่งถ้าเป็นนักดื่มด้วยแล้วจะยิ่งติดใจเพราะไวน์ Slovenia รสชาติดี ราคาถูกโดยเฉพาะเทียบกับไวน์ฝรั่งเศส แต่หากนักท่องเที่ยวชื่นชอบไวน์ขาวก็จะยิ่งปลื้ม เพราะไวน์ขาวของประเทศนี้อร่อยและถูกมาก นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสมาเยี่ยมเยียนประเทศนี้สักครั้ง รับรองได้ว่าจะประทับใจไม่รู้ลืมเลยทีเดียว


ตลาดเช้า


บรรยากาศตลาดวันศุกร์


บรรยากาศ Slow Life


บรรยากาศตลาดวันศุกร์


บรรยากาศในเมือง


สะพานลางเมือง

แหวกฟ้าหาฝัน : Palace of Reason ที่ Padua อิตาลี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/269991

แหวกฟ้าหาฝัน : Palace of Reason ที่ Padua อิตาลี

แหวกฟ้าหาฝัน : Palace of Reason ที่ Padua อิตาลี

วันอาทิตย์ ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสไปเที่ยวเมืองเวนิส เมืองที่อยู่ใกล้และน่าสนใจก็คือPadua เพราะที่นี่อยู่ห่างจากเวนิสทางรถไฟเพียงแค่30 นาทีเท่านั้น นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางได้สะดวกโดยไม่ต้องใช้รถไฟด่วน และไม่ต้องจองให้เปลืองเงินหากใช้อิตาลีพาสต์ Padua เมืองทางทิศเหนือของอิตาลีที่มีประชากรเพียงแค่ 2 แสนกว่าคนนี้มีชื่อเสียงในประวัติศาสตร์มากที่สุดก็เพราะที่นี่มีมหาวิทยาลัย Padua อันเป็นที่ซึ่งกาลิเลโอ กาลิเลอีเป็นอาจารย์อยู่เมื่อหลายร้อยปีก่อน เมืองที่มีผังเมืองที่ถูกจัดวางอย่างยอดเยี่ยมและมีอาคารที่แสนสวยงามนี้ยังมีชื่อเสียงอีกด้านในแง่เป็นเมืองในเรื่อง The Taming of Shrew ของ William Shakespeare ด้วย

Padua ถูกเชื่อว่าเป็นเมืองที่เก่าแก่ที่สุดในอิตาลีตอนเหนือ มีประวัติย้อนไปถึง 1,183 ปีก่อนคริสตกาล และถูกจัดตั้งโดยเจ้าชาย Antenor ชาวโทรจันหลังจากที่เมืองทรอยแตก หลังจากนั้นเมืองนี้ก็ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของโรมัน และกลายเป็นเมืองหนึ่งที่มีชื่อเสียงในการผลิตม้า และขนแกะส่งผลให้สิ้นคริสต์ศตวรรษแรก เมืองนี้กลายเป็นเมืองที่มั่งคั่งที่สุดนอกกรุงโรม การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของ Padua เกิดขึ้นเมื่อไฟไหม้ในปี 1174 จนต้องสร้างเมืองใหม่อีกครั้งส่งผลให้เมืองมีความก้าวหน้าเพิ่มขึ้นจวบจนคริสต์ศตวรรษที่ 13 หลังจากนั้นเมืองนี้ก็มีผู้ปกครองจากที่ต่างๆ ผลัดกันมามีอำนาจจวบจนตกมาเป็นของอิตาลีในปี 1866 Paduaก็กลายเป็นเมืองที่จนที่สุดทางตอนเหนือของอิตาลี

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง พระเจ้า Vittorio Emanuele III เลือกที่จะมาประทับที่ Padua ทำให้เมืองนี้กลายเป็นศูนย์กลางทางด้านอุตสาหกรรมจนส่งผลให้เมืองนี้ก้าวหน้ามากขึ้นหลังสงครามโลก อย่างไรก็ดี หลังสงครามโลกครั้งที่สอง Padua กลับเสียหายอย่างหนักจากระเบิดที่ลงหลายครั้งจนทำให้โบสถ์และผลงานทางศิลปะเสียหายไปเป็นอันมาก อย่างไรก็ตามหลังสงคราม Padua ก็ได้รับการพัฒนาอย่างรวดเร็วอีกครั้งหนึ่ง จนกลายเป็นหนึ่งในเมือง ที่ร่ำรวยที่สุดแห่งหนึ่งของอิตาลี

สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญสุดของเมืองคือ Palazzo della Ragione หรือ Palace of Reason พระราชวังที่มีหลังคาที่ไม่มีเสาที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป พระราชวังที่มีห้องโถงรูปสี่เหลี่ยมขนาด 81.5×27 เมตรสูง 24 เมตรนี้เริ่มสร้างเมื่อปี 1172 โดยได้รับการตกแต่งหลังคาจากFra Giovanni และมีผนังโดยรอบเป็นภาพปูนเปียก หลังจากที่พระราชวังถูกไฟไหม้ไปในปี 1420 สถาปนิกคนใหม่ได้ปรับห้องภายในให้มีขนาดยาวขึ้นและตกแต่งใหม่ด้วยภาพปูนเปียกอีกโดย Nicolo Miretto และ Stefano da Ferrara

พระราชวังที่มีหลังคาแปลกที่สุดในโลกแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองการเป็นอิสรภาพของเมือง ทางทิศตะวันตกของพระราชวังนี้อยู่ติดกับ Piazza dei Signori ที่มีหอระฆังที่สร้างขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่ 15 ตั้งอยู่ นักท่องเที่ยวที่มีโอกาสมาเยือนพระราชวังแห่งนี้ไม่เพียงจะได้ดูภาพปูนเปียกจนจุใจ แต่ยังได้สัมผัสกับบรรยากาศที่แปลกไม่เหมือนพระราชวังแห่งใดในโลก เพราะตลอดการเยือนจะรู้สึกอบอวลไปด้วยกลิ่นอาหารราวกับกำลังอยู่ในโรงอาหารขนาดใหญ่เลยทีเดียว

แหวกฟ้าหาฝัน: Verona Castle

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/268936

แหวกฟ้าหาฝัน: Verona Castle

แหวกฟ้าหาฝัน: Verona Castle

วันอาทิตย์ ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

TOP VIEW

นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสไปเที่ยวเมือง Verona และไปเที่ยว Arena บ้านจูเลียตและโบสถ์แล้ว หากยังมีเวลาควรไปเยี่ยมเยือน Castelvecchio หรือ Verona Castleด้วย ปราสาทของตระกูล Scliger แห่งนี้เป็นปราสาทที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของอิตาลีตอนเหนือ ปราสาทที่มีลักษณะสถาปัตยกรรมแบบโกธิกแห่งนี้ถูกสร้างด้วยอิฐแดงทั้งหลัง ดั้งเดิมนั้นที่นี่มีคูล้อมรอบ แต่ปัจจุบันแห้งเหือดไปหมดแล้ว ปราสาทที่มีหอคอย 7 อัน และอาคารใหญ่ 4 แห่งนี้ ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของมิวเซียมด้วย

สะพาน

ปราสาทที่ Lord Cangrande II della Scala สร้างตลอดความยาวแม่นํ้าโดยมีสะพานเชื่อมและอยู่นอกกำแพงเมืองโรมันนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อป้องกันภัยจากตระกูล Gonzaga  และ Sforza จึงมีสะพานเผื่อไว้ให้คนในตระกูลสามารถหนีไปทางเหนือสู่แคว้น Tyrol ได้หากถูกรุกราน และคนในตระกูลเขาก็มีโอกาสต้องใช้สะพานจริงเพื่อหนีภัยไปยังเยอรมันในเวลาต่อมา หลังจากนั้นปราสาทนี้ก็ถูกครอบครองโดยนโปเลียน ในช่วงสงครามนโปเลียนในปี 1796 เมื่อชาวเมืองตัดสินใจต่อต้านกองทัพฝรั่งเศส พวกเขาจึงทำลายปราสาทลงไปอย่างมากโดยลืมคิดไปว่า ปราสาทแห่งนี้ตั้งอยู่ในพื้นที่เมืองของตัวเอง

ส่วนสะพานที่เชื่อมระหว่างแม่น้ำ Adige นั้นเป็นสะพานที่มีลักษณะแบบป้อมปราการโดยมีส่วนโค้งเป็นส่วนๆ และมีความกว้างมากที่สุดในโลก ขณะสร้างคือ กว้างถึง 48.7 เมตร ส่วนของสะพานที่สร้างในปี 1354 นั้น มีความแข็งแรงมาก แม้จะสร้างขึ้นเพื่อให้การหนีจากป้อมเกิดขึ้นได้ง่ายเท่านั้น อย่างไรก็ดี สะพานกลับถูกทำลายลงไปมากเมื่อฝรั่งเศสยึดครองอิตาลีในคริสต์ศตวรรษที่ 18 ซ้ำร้ายในปี 1945 ซึ่งเป็นช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2นั้นสะพานแห่งนี้ได้ถูกเยอรมันทำลายลงอย่างราบคาบ แต่ก็ถูกสร้างขึ้นใหม่ในปี 1949 โดยยังคงใช้อิฐแดงทางด้านบนเฉกเช่นเดิม ส่วนด้านล่างใช้หินอ่อนสีขาวแทน

ส่วนของมิวเซียมนั้นก็มีของจัดแสดงเป็นพวกวัสดุจากการฟื้นฟูปราสาทของ Carlo Scarpa สถาปนิกผู้ปรับปรุงอาคารระหว่างปี 1959-73รวมทั้งงานทอง เซรามิก อาวุธโบราณ ภาพเขียนงานปูนเปียกจากคริสต์ศตวรรษที่ 14 ซึ่งเป็นงานเกี่ยวกับศาสนจักรเป็นส่วนใหญ่ รวมทั้งงานประติมากรรม และระฆังเก่า

นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสมาเยี่ยมเยือนปราสาทแห่งนี้ไม่เพียงจะได้ชมมิวเซียมที่มีของจัดแสดงหลากหลายแบบแล้ว ยังสามารถประทับใจไม่รู้ลืมกับการถ่ายรูปบนกำแพงที่มีความสวยงามและมีเอกลักษณ์ไม่เหมือนสถานที่ท่องเที่ยวอื่นใดเลย
อีกต่างหากด้วย

ด้านหน้า

ภายใน

แหวกฟ้าหาฝัน : เข้าโบสถ์เมือง Verona

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/267820

แหวกฟ้าหาฝัน : เข้าโบสถ์เมือง Verona

แหวกฟ้าหาฝัน : เข้าโบสถ์เมือง Verona

วันอาทิตย์ ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่ต้องการออกจากโรมไป Venice เมืองที่ควรแวะก่อนคือ Verona ที่นี่ไม่ได้มีเพียง Arena และบ้านจูเลียตเท่านั้น เมืองนี้ยังมีโบสถ์ที่น่าสนใจหลายแห่งด้วย โบสถ์ของเมืองนี้แต่ละแห่งมีลักษณะพิเศษแตกต่างจากโบสถ์ทั่วไป และมีความสวยงามเป็นเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใครอีกต่างหาก เช่น  San Fermo Maggiore โบสถ์ที่สร้างด้วยศิลปะแนว Romanesque นี้ ถูกสร้างขึ้นครั้งแรกในคริสต์ศตวรรษที่ 8   ต่อมาในคริสต์ศตวรรษที่  11 คณะสงฆ์  Bendictine ก็สั่งให้สร้างส่วนของชั้นสองและหอระฆัง แต่กว่าหอระฆังจะสร้างเสร็จก็ปาเข้าไปคริสต์ศตวรรษที่  13 แล้ว ในปี 1755 ทางโบสถ์ได้นำระฆัง 6 ใบมาบรรจุไว้เป็นวงกลมตามอย่างศิลปะที่เรียกว่า Veronese bellringing art  ภายในโบสถ์มีแท่นบูชาที่สวยงามผลงานของ Giovannoi Battista Belloti ศิลปินยุคบาโรคที่ชื่อSt.Francis of Assisi ประดับอยู่  นอกจากนี้ที่นี่ยังเปิดให้เข้าชมห้องอธิษฐานชั้นใต้ดินซึ่งมีผนังตกแต่งด้วยภาพปูนเปียก แม้ไม่วิจิตรเท่าการตกแต่งด้านบนก็ตาม

San Anastasia โบสถ์ Dominican ที่สร้างด้วยศิลปะโกธิคใกล้กับสะพาน Pietra นี้ถูกสร้างขึ้นครั้งแรกในปี 1280  โบสถ์ที่ถูกออกแบบโดย Dominican friars Fra’ Benvenuto da Imola นี้สร้างขึ้นทับโบสถ์ที่ถูกสร้างโดยพระเจ้า Theoderic
the Great ส่วนของหอระฆังนั้นแต่เดิมบรรจุระฆังแค่ 4 ใบต่อมาในปี 1650 ทางโบสถ์ได้เพิ่มระฆังใบที่ 5 และในปี 1839 ก็เพิ่มระฆังอีกเป็น 9 ใบโดยจัดตั้งในแนว Veronese bellringing art ด้านหน้าโบสถ์แบ่งเป็นสามตอนสอดรับกับตรงกลางและบันไดสองข้าง ด้านหน้าทำจากหินแดง แต่ส่วนกลางเป็น Rose Window หรือสถาปัตยกรรมหน้าต่างที่นิยมตกแต่งสำหรับโบสถ์แนวโกธิคอันคงเป็นเพราะเมืองนี้เป็นเมืองหลวงของสถาปัตยกรรมแบบโกธิคอยู่แล้ว

ส่วนภายในของโบสถ์นั้นสร้างจากหินอ่อนจากเมือง Verona เอง เสาหินหลักตกแต่งด้วยสัญลักษณ์ของ Castelbarco of Trento ผู้ออกเงินสร้างโบสถ์ และยังมีงานประติมากรรมของ Cortesia Serego ในรูปกำลังขี่ม้าและถือคทาอันแสดงถึงอำนาจบนโลงศพที่ว่างเปล่าเพื่อเป็นการถวายเกียรติแก่เขาอีกต่างหากด้วย ส่วนฐานของเสาหลักใหญ่สองต้นมีการตกแต่งด้วยงานประติมากรรมรูปคนหลังค่อมจากฝีมือของ Gabriele Caliari บุตรชายคนโตของ Paolo Veronese

นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสมาเยี่ยมเยือนโบสถ์ทั้งสองของเมือง จะรู้สึกตื่นตาตื่นใจกับการตกแต่งภายในของทั้งสองโบสถ์ที่งดงามและอลังการมาก แต่ก็อาจฉงนสนเท่ห์ว่า เหตุใดโบสถ์ทั้งสองของเมืองจึงไม่ได้รับการจัดอันดับให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวชั้นนำเฉกเช่นเดียวกันกับโบสถ์ชั้นนำอื่นๆ ของอิตาลี

แหวกฟ้าหาฝัน: MAXXI

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/266616

แหวกฟ้าหาฝัน: MAXXI

แหวกฟ้าหาฝัน: MAXXI

วันอาทิตย์ ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบงานสถาปัตยกรรมทันสมัยแปลกๆ และงาน Contemporary Art สถานที่ท่องเที่ยวหนึ่งที่ต้องไปให้ได้เมื่อไปเยี่ยมเยือนโรม ไม่งั้นเสียดายแย่ นั่นคือ MAXXI หรือ National Museum of the 21st Century Arts ที่นี่เป็น National museum of contemporary art and architect ของกรุงโรมที่เริ่มต้นโครงการครั้งแรกในปี 2000 และใช้เวลาถึง 10 ปี ในการก่อสร้างภายใต้รัฐบาลอิตาลีถึง 6 ชุด สถานที่ตั้งของมิวเซียมนี้เดิมเป็นค่ายทหารมาก่อน สถาปัตยกรรมที่มีหน้าตาแปลกตาทั้งภายนอกภายในนี้ได้มาจากการประกวดแบบ สถาปนิกที่ชนะการประกวดแบบคือ Zaha Hadid สถาปนิกชาวอิรักที่เติบโตในอังกฤษ สถาปนิกหญิงคนแรกที่ได้รับรางวัล Pritzker Architecture Prize ปี 2004, Stirling Prize ปี 2010, 2011, Royal Gold Medal จาก Royal Institute of British Architects ผู้ได้รับฉายานามจาก The Guardian of London ว่า Queen of the Curve ผลงานเด่นๆ ของเธอมีมากมาย ไม่ว่าจะเป็น The Aquatic Center ในสนามกีฬาโอลิมปิกลอนดอนปี 2010, Art Museum Boston, Al Wakrah Stadium กรุงโดฮา ผลงานการออกแบบ MAXXI นี้เองที่ทำให้ Zaha Hadid ได้รับรางวัล Stirling Prize อันเป็นรางวัลสูงสุดสำหรับการออกแบบสถาปัตยกรรมของอังกฤษจาก Royal Institute of British Architect’s ในปี 2010

Zaha Hadid เกิดในอิรักจากครอบครัวผู้มีอันจะกิน เธอเข้าศึกษาระดับวิทยาลัยด้านคณิตศาสตร์ที่ American University ในกรุงเบรุตก่อนจะย้ายไปลอนดอนเพื่อเข้าศึกษาทางด้านสถาปัตยกรรม R.E.M. Koolhaas ศาสตราจารย์ที่สอนเธอ ณArchitecturalAssociation School of Architecture กรุงลอนดอนยกย่องว่าเธอเป็นนักเรียนที่ปราดเปรื่องที่สุดที่เขาเคยสอนมาในชีวิต เธอได้รับการขนานนามว่าเป็นผู้ก่อตั้ง 89 องศา เพราะไม่มีงานชิ้นใดของเธอที่จะมีมุม 90 องศาเลย หลังจบการศึกษาเธอเข้าทำงานกับอาจารย์จนได้รับสัญชาติอังกฤษจึงเปิดบริษัทเอง และได้ทำการสอนด้านสถาปัตยกรรมที่สถาบันดังๆ ระดับโลก ไม่ว่าจะเป็น Harvard Graduate School of Design, Cambridge University, University of Chicago, Hochschule fur Bildende Kunste Hamburg, University of Illinois Chicago และ Columbia University

ผลงานชิ้นต้นๆ ที่เธอออกแบบและได้รับการสร้างที่กลายเป็นต้นแบบให้กับ MAXXI คือ Vitra Fire Station เยอรมนี และ Phaeno Science Center, Wolfsburg เยอรมนี แนวคิดหลักในการออกแบบ MAXXI คือ ความรู้สึกเคลื่อนไหว ทุกโครงสร้างในอาคารจะให้ความรู้สึกว่ากำลังเคลื่อนไหวอย่างไม่สิ้นสุดงานออกแบบตึกที่ภายในอาคารประกอบด้วย MAXXI Art, MAXXI Architect หอจัดแสดงคอนเสิร์ต ห้องสมุด ห้องขายหนังสือและห้องอาหารนี้เป็นการวางรูปแบบที่มีลักษณะแปลกตาอย่างมาก นั่นคือ มีการวางตัวไขว้ไปมาระหว่างสถาปัตยกรรมตามตรงและขวาง รวมทั้งแบบเหลี่ยมมุมผสมกับความโค้งคล้ายกับการจัดเรียงของโครงสร้างงานสถาปัตยกรรมการขนส่ง โครงสร้างของตัวอาคารประกอบด้วยผนังโค้งที่ทำจากคอนกรีต ส่วนโครงสร้างตามแนวขวางทำจากเหล็กกล้าสีดำ บางกลุ่มของส่วนหลังคาก็มีคอนกรีตห่อหุ้มไฟเบอร์อยู่

นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสเข้าไปเยี่ยมเยือน MAXXI สามารถรู้สึกได้ถึงความปราดเปรื่องของสถาปนิก และยิ่งได้ดูผลงานแบบประกวดของเธอเทียบกับผู้เข้าประกวดอื่นในส่วน MAXXI Architect แล้ว จะยิ่งเข้าใจได้ว่าเหตุใด คณะกรรมการจึงเลือกให้ผลงานของ Zaha Hadid ชิ้นนี้ชนะประกวด และเมื่อเสร็จการเยี่ยมเยือนก็จะรู้สึกได้ดั่งที่เธอตั้งใจให้ผู้เข้าเยี่ยมเยือนรู้สึกนั่นคือ อาคารสร้างความรู้สึกบรรจบกัน รบกวนกันและดูวุ่นวายไม่รู้จบได้อย่างน่าทึ่งจริงๆ

แหวกฟ้าหาฝัน : ศิลปินโรมใน Gallery of National Modern Art กรุงโรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/265481

แหวกฟ้าหาฝัน : ศิลปินโรมใน Gallery of National Modern Art กรุงโรม

แหวกฟ้าหาฝัน : ศิลปินโรมใน Gallery of National Modern Art กรุงโรม

วันอาทิตย์ ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

The Rain of Gold

ใน Gallery of National Modern Art กรุงโรมนั้น นอกจากจะมีผลงานของศิลปินสัญชาติอิตาเลียน ที่นี่ยังมีผลงานของศิลปินโรมด้วย เช่น Enrico Prampolini จิตรกรแนว Futurism หลังจากที่เขาศึกษาด้านศิลปะกับ Dullio Cambellotti ที่ Academy of Fine Arts กรุงโรมแล้ว เขาก็กลายเป็นผู้นำในการเคลื่อนไหวทางด้านศิลปะแนว Futurism นอกจากงานด้านจิตรกรรมแล้ว เขายังทำงานร่วมกับ Bino Sanminiatelli เปิดนิตยสารชื่อ Varietas ในมิลาน และร่วมสร้างภาพยนตร์เรื่อง Thais ที่กำกับโดย Anton Giulio Bragaglia ภาพยนตร์ที่สะท้อนแนวทางศิลปะแบบ German Expressionism เขายังสร้างโรงภาพยนตร์Futurist Theater Prampolini ด้วยในปี 1927 แม้ผลงาน Mussolini on horseback ที่จัดแสดงใน Gallery of National Modern Art กรุงโรมจะไม่ใช้สีฉูดฉาดตามแบบ Expressionism นักแต่แนวทางของฝีแปรงและรูปแบบของการสร้างสรรค์สะท้อนความเป็นภาพของอนาคตอย่างเต็มรูปแบบ และเน้นการใช้สีฟ้าเป็นพื้นอันเป็นสีเอกลักษณ์ของศิลปินได้อย่างลงตัว

Francesco Trombatori เข้าเรียนที่Technical school ก่อนย้ายจากซิซิลีไปยังกรุงโรมเพื่อเข้าเรียน Academy of Fine Arts และ Nude School เขาเป็นคนที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงสามารถจัดแสดงผลงานเดี่ยวได้ตั้งแต่อายุยังน้อยโดยจัดแสดงที่ Syracuse ในโรงภาพยนตร์ของเทศบาล หลังจากนั้นเขาได้จัดแสดงผลงานอีกในงาน Second International Exhibition of Roman Secession ในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง เขาเข้าร่วมรบและกลับมาในสภาพบาดเจ็บ แต่ก็ยังคงทำงานศิลปะอย่างต่อเนื่องโดยเน้นการเขียนภาพเหมือนแบบ Photodynamic ภายหลังเขาเข้าร่วมเสวนากับ Giorgio de Chirico และได้จัดแสดงผลงานในงาน Venice Biennale ในช่วงทศวรรษที่ 1930 ผลงานของเขาได้รับการจัดแสดงไปทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นกรุงบัวโนสไอเรส สต็อกโฮม หรือออสโล ภาพ Still Life ของเขาใน Gallery of National Modern Art แสดงให้เห็นถึงอัจฉริยภาพของเขาอย่างเด่นชัดทั้งในเรื่องการใช้สี แสงและความเหมือนจริงจนดูราวกับภาพถ่ายอย่างใดอย่างนั้นเลยทีเดียว

Mussolini on horseback

Mario Mafai จิตรกรผู้ร่วมก่อตั้งRoman School ออกจากโรงเรียนตั้งแต่ยังเยาว์เพื่อเข้าเรียนที่ Free school of the Nude ที่ Accademia di Belle Arti di Roma หลังจากนั้นเขาแต่งงานกับ Antonietta Raphael และร่วมกันก่อตั้งศิลปะแนว Expressionism ที่เรียกว่า Roman School ต่อมาเขาได้มีโอกาสจัดแสดงผลงานศิลปะหลายแห่งและได้เปิดห้องภาพของตัวเองด้วยในปี 1927 ซึ่งกลายเป็นแหล่งนัดพบของศิลปินแนว Expressionism ที่สำคัญๆ ของอิตาเลียนในช่วงเวลานั้น

The Head Doll ผลงานที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นในปี 1938 นี้เป็นผลงานในช่วงที่ศิลปินเพิ่งเริ่มเข้าสู่แนวทางศิลปะแบบ Expressionism จึงยังไม่เห็นการแสดงออกถึงสีหน้าท่าทางที่เร้าอารมณ์มากนัก แม้แววตาของตุ๊กตาจะบ่งบอกถึงความตื่นกลัว แต่ฝีแปรงส่วนใหญ่ยังเหลือร่องรอยของงานแนว Impressionism สังเกตได้จากดอกไม้และผ้าปูโต๊ะ Naked on the Couch แม้หญิงเปลือยในภาพจะไม่ได้ถูกเขียนจนเรียบเนียนเหมือนอย่างผลงานในยุคเก่าๆ แต่กลับให้ความรู้สึกวาบหวิวและเหมือนจริงได้ไม่แพ้ภาพนู้ดดังๆ ใดๆ เลยสมเป็น masterpiece ของศิลปินจริงๆ

Naked on the Couch

Fausto Pirandello ศิลปินอิตาเลียนแนว Roman School บุตรของ Luigi Pirandelloนักประพันธ์รางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมเข้าเรียนศิลปะครั้งแรกในกรุงปารีส หลังจากนั้นเขาก็เข้าร่วมกลุ่ม Roman School และสร้างสรรค์ผลงานแนว Realism ที่เน้นความน่าขยะแขยงและช่วงเวลาที่เลวร้ายในชีวิต หลังจากนั้นเขาเปลี่ยนแนวทางศิลปะจากเน้น cubism สู่ Tonalism ซึ่งเป็น Expressionism มากกว่า อย่างไรก็ดี หลังทศวรรษที่ 1950 เขาหันมาฅสร้างสรรค์งานแบบ Cubism อีกครั้งหลังได้รับอิทธิพลจากงานของ Georges Braque และ Pablo Picasso ถึงกระนั้นก็ตาม งานของเขายังคงมีความเป็นเอกลักษณ์และไม่ได้เหมือนกับงานของ Braque และ Picasso เสียทีเดียว ผลงานของเขาจึงได้รับการจัดแสดงเดี่ยวหลายครั้งในช่วงที่เขายังมีชีวิตอยู่ The Rain of Goldที่จัดแสดงใน Gallery of National Modern Art กรุงโรมนี้เป็นผลงานที่สร้างสรรค์จากนิยายปรัมปราตอน Danae ตั้งครรภ์จากการเสพสมกับ Zeus เทพแห่งปวงเทพทั้งหลายที่มาในรูปของฝนทอง แทนที่ศิลปินจะสร้างสรรค์งานในที่แจ้ง เขากลับวาดให้ Danae อยู่ในห้องปิดโดยใช้ท่าทางของ Danae ที่ดูเหมือนกับกำลังถูกเสพสมในสภาพของความสับสนวุ่นวายแทนอันเป็นอัตลักษณ์ที่เขาชอบใช้สร้างสรรค์ผลงานนับจากเริ่มต้นชีวิตศิลปิน

Still Life

The Head Doll

แหวกฟ้าหาฝัน : ศิลปินอิตาเลียนใน Gallery of National Modern Art กรุงโรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/264441

แหวกฟ้าหาฝัน : ศิลปินอิตาเลียนใน Gallery of National Modern Art กรุงโรม

แหวกฟ้าหาฝัน : ศิลปินอิตาเลียนใน Gallery of National Modern Art กรุงโรม

วันอาทิตย์ ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

Pessimism and Optimism

ใน Gallery of National Modern Art กรุงโรม นอกจากมีผลงานแนว Futurism ของUmberto Boccini แล้วยังมีผลงานของ Giacomo Balla ศิลปินแนว Futurism ที่โดดเด่นอีกผู้หนึ่งด้วย Giacomo Balla เกิดในตูรินในครอบครัวของช่างถ่ายภาพ ในวัยเด็ก เขาเรียนดนตรี แต่เมื่อบิดาของเขาเสียชีวิตเมื่อเขาอายุเพียงแค่ 9 ปีเขาก็หันมาให้ความสนใจกับการทำธุรกิจถ่ายภาพ และเริ่มสนใจงานจิตรกรรมจนตัดสินใจเข้าเรียนเขียนภาพที่มหาวิทยาลัยตูริน หลังจากนั้นเขาย้ายไปอยู่ที่โรมและแต่งงานกับ Elisa Marcucci และทำงานเป็นจิตรกรที่วาดภาพเหมือนและผู้วาดภาพประกอบหนังสือ หลังจากที่เขาประสบความสำเร็จจนสามารถจัดแสดงนิทรรศการผลงานตามเมืองต่าง ๆ ได้มากขึ้น เช่น โรม เวนิส มิวนิก เบอร์ลิน เขาก็สอนเทคนิค Division ให้กับ UmbertoBoccioni และ Gino Severini และร่วมกันจัดตั้งศิลปะแนวใหม่ที่เรียกว่า Futurism รวมทั้งออกแบบเฟอร์นิเจอร์ และเสื้อผ้าตามแนวทางศิลปะแบบ Futurism ด้วย

ผลงานของ Balla ไม่ว่าจะเป็น The Arrowsof Love Life, Pessimism and Optimism และ Science against obscurantism ล้วนมีความลงตัวในการใช้สีที่ค่อนข้างสดใสโดยเน้นการวาดเป็นเหลี่ยมมุมมากกว่าการวาดที่เหมือนจริงเพื่อแสดงให้เห็นถึงความทันสมัยและแปลกแยกจากผลงานศิลปินอิตาลีรุ่นเก่าๆ แม้ศิลปินจะตั้งชื่อภาพไว้ แต่ผู้ชมยังคงต้องตีความอย่างหนักหน่วงว่าแท้ที่จริงแล้วศิลปินต้องการสื่ออะไรกันแน่ในแต่ละภาพ


Hector and Andromache

Giorgio de Chirico ศิลปินผู้ก่อตั้งScuola Metafisica ชาวอิตาเลียน เกิดที่เมือง Volosปัจจุบันอยู่ในประเทศกรีซจากมารดาชาวเจนัวร์และบิดาชาวซิซิเลี่ยน หลังจากเรียนศิลปะที่Athens Polytechnic ภายใต้การดูแลของ GeorgiosRoilos จิตรกรชาวกรีซแล้ว เขาก็ย้ายไปอยู่เยอรมันเพื่อเข้าเรียนศิลปะที่ Academy of Fine Arts เมืองมิวนิกกับ Max Klinger หลังจากนั้นเขากลับไปอิตาลีและใช้ชีวิตอยู่ที่มิลานก่อนย้ายไปยังFlorence เพื่อเขียนภาพแรก The Enigma of an Autumn Afternoon ของภาพชุด Metaphysical Town Square หลังจากนั้นเขาย้ายไปอีกหลายเมืองและเขียนภาพในชุดนี้อีกหลายภาพ เช่น The Enigma of the Oracle จนกระทั่งได้จัดแสดงผลงานที่ Salon des Independants จนเป็นที่สนใจของ Pablo Picasso และ Guillaume Apollinaire และยังทำให้เขาได้มีโอกาสขาย The Red Tower ผลงานชิ้นแรกได้ ในครั้งนั้นเองเขาได้เซ็นสัญญากับ Paul Guillume นักขายงานศิลป์ซึ่งกลายเป็นตัวแทนขายของเขาต่อมาอีกหลายปี

ในช่วงสงครามครั้งที่ 1 เขาได้สมัครเข้าเป็นทหาร แต่เนื่องจากเขามีร่างกายอ่อนแอจึงไม่สามารถทำงานภาคสนามได้ จึงถูกส่งตัวไปทำงานที่โรงพยาบาลและพบกับ Carlo Carra และร่วมกันจัดตั้ง Pittura Metafisica ขึ้น หลังจากนั้นเขาก็ผลิตงานจิตรกรรมมากขึ้นและได้จัดแสดงทั่วทั้งยุโรป ผลงานระหว่างปี 1909-19 อันเป็นยุค Metaphysic นั้น เขาเน้นวาดภาพเกี่ยวกับเมืองตามชายทะเลเมดิเตอร์เรเนียนที่มีลักษณะมืดทึบเคร่งครึมดูอึดอัด แต่ภายหลังเขาหันมาวาดภาพภายในอาคารมากขึ้นโดยเน้นความผสมผสานแบบหุ่นยนต์แทน


Self Portrait

ฤดูใบไม้ร่วงปี 1919 เขาได้เขียนบทความชื่อ The Return of Craftsmanship ซึ่งกลายเป็นจุดผกผันที่เขาหวนกลับสู่การเขียนภาพแบบอดีตตามแนวทางของ Raphael และ Signorelli จนดูเหมือนกับทำตัวเป็นศัตรูกับศิลปะรุ่นใหม่ อย่างไรก็ดี หลังทศวรรษที่ 1920ผลงานของ Chirico กลับกลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับศิลปินแนว Surrealism และเขาก็ได้รับการเข้าร่วมกลุ่ม Surrealism ในปี 1924 ยิ่งเมื่อเขาแต่งงานและย้ายมาอยู่ปารีสในปีต่อมา ผลงานของเขาก็ออกแนว Surrealism มากขึ้น

ผลงานของ Chirico ใน Gallery of National Modern Art กรุงโรมล้วนอยู่ในช่วงที่เขาปรับแนวทางการเขียนภาพเป็น Surrealism ไม่ว่าจะเป็น The Archeologist, Hector and Andromache หรือ Self Portrait ผู้ชมจะเห็นว่า งานของเขาใช้สีสันสดใสมากขึ้น และรังสรรค์ผลงานแบบเสมือนจริงเพื่อให้ผู้ชมใช้จินตนาการมากขึ้น เช่น การวาดตัวคนที่ไม่มีหน้า การเอาอาคารมาไว้บนตัก แทนที่จะเป็นฉากหลังในArcheologist อีกทั้งยังมีการผสมผสานเสื้อผ้าแบบโบราณเข้ากับงานสมัยใหม่ใน Hector and Andromache เป็นต้น แม้ผลงานแนว Surrealismของเขาจะไม่ได้สุดโต่งเฉกเช่น Salvaldor Dali แต่ก็คงไว้ซึ่งอัตลักษณ์ของผลงานแนวนี้ได้อย่างคงเส้นคงวาเลยทีเดียว


The Archeologist


Science against obscurantism


he Arrows of Love Life

แหวกฟ้าหาฝัน : Futurism ใน Gallery of National Modern Art กรุงโรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/263306

วันอาทิตย์ ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

Horse, Knight and Block

 

ใน Gallery of National Modern Art แนวทางศิลปะอย่างหนึ่งที่จำเป็นต้องมี ไม่เช่นนั้นจะเรียกว่า Modern Art ไม่ได้ก็คือ Futurism หลายคนคงสงสัยว่าแล้ว Futurism คืออะไร Futurism คือแนวทางศิลปะและการเคลื่อนไหวทางสังคมที่ถือกำเนิดขึ้นครั้งแรกในอิตาลีในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20แนวทางศิลปะหรือการเคลื่อนไหวทางสังคมนี้เน้นความรวดเร็ว เทคโนโลยี ความเยาว์วัย ความรุนแรงในการสร้างสรรค์ศิลปะและวัตถุต่างๆ เช่น รถ เครื่องบิน และสินค้าอุตสาหกรรม แม้แนวทางศิลปะนี้จะพบได้ส่วนใหญ่ในอิตาลี แต่ก็ยังพบได้ทวีปยุโรปใกล้เคียง เช่น รัสเซีย อังกฤษ และเบลเยียม ศิลปินจะใช้สื่อกลางหลากหลายชนิดในการสร้างสรรค์ผลงานทั้งด้านจิตรกรรม ประติมากรรม งานออกแบบผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม หัตถกรรมพื้นบ้าน ภาพยนตร์ แฟชั่น เสื้อผ้า วรรณกรรมและดนตรี การรวมตัวกันของศิลปินอิตาเลียนเกิดขึ้นจากการที่พวกเขาต้องการฉีกหนีตัวเองออกจากศิลปะดั้งเดิมของอิตาลีที่เน้นความมีระเบียบและความอ่อนโยนเข้าสู่ยุคใหม่ที่เน้นความรวดเร็วและความเฉียบพลัน เมื่อมิวเซียมต้องมีผลงานแนว Futurism ผลงานที่จำเป็นต้องมีไม่งั้นเรียกว่าไม่ครบเครื่องก็คือ ผลงานของ Umberto Boccioni จิตรกรและนักประติมากรรมผู้แผ้วทางศิลปะแนว Futurism ชาวอิตาเลียนนั่นเอง

Umberto Boccini เกิดในปี 1882 ทางตอนเหนือของอิตาลี เขารํ่าเรียนแถวบ้านเกิดจนกระทั่งอายุ 15 ปีจึงย้ายตามบิดาที่เป็นข้าราชการชั้นผู้น้อยไปอยู่ Sicily เกาะทางใต้ของอิตาลี ก่อนจะย้ายไปอยู่โรมในปี 1989 เพื่อเข้าเรียนศิลปะที่ Accdemia di Belle Arti di Roma หลังจากนั้นเขาก็ได้รํ่าเรียนศิลปะกับ Giacomo Balla จิตรกรที่เน้น Division เทคนิค แล้วย้ายไปอยู่ปารีสเพื่อเรียนแนวทางศิลปะแบบ Impressionism และ Post Impressionism หลังจากนั้นเขาย้ายไปอยู่มิลานและได้พบกับ Gaetano Previati และได้ร่วมกันเขียน Manifesto of Futurism หรือแถลงการณ์เกี่ยวกับแนวทางศิลปะแบบ Futurism ขึ้นในปี 1910 หลังจากนั้นเขาได้สร้างสรรค์ผลงานแนว Futurism ออกมาจำนวนมาก ก่อนที่จะสมัครไปเป็นทหารเพื่อร่วมรบในสงครามโลกครั้งที่ 1 และเสียชีวิตลงจากการตกม้าขณะซ้อมรบในปี 1916

Horse, Knight and Block เป็นผลงานที่สะท้อนถึงสัมพันธภาพระหว่างสิ่งแวดล้อม การสร้างสรรค์ผลงานโดยการใช้รูปทรงเหลี่ยมและโค้งแบบเบลอทำให้ผู้ชมต้องใช้จินตนาการอย่างมากในการวิเคราะห์ว่าศิลปินต้องการสื่ออะไรกันแน่ ภาพนี้เป็นตัวอย่างที่ดีภาพหนึ่งของศิลปะตามแนวทางFuturism ที่เน้นจินตนภาพมากกว่าความเหมือนจริง

Synthetic Plastic

Synthetic Plastic ภาพผู้หญิงวัยกลางคน
นั่งพักบนเก้าอี้ราวกับคนหมดแรงนี้เป็นภาพที่ศิลปินเขียนขึ้นจากแรงบันดาลจากผลงานของ Cezanne สังเกตได้จากการใช้สีเขียวเป็นพื้น และการใช้ฝีแปรงแบบมีระเบียบเรียบร้อยเอกลักษณ์เฉพาะของ Cezanne

 Portrait of Ferruccio Busoni 

ส่วน Portrait of Ferruccio Busoni นักดนตรีผู้คุ้นเคยกับศิลปินนั้น เป็นภาพสุดท้ายในชีวิตของศิลปิน แต่ก็เป็นภาพที่สะท้อนให้เห็นถึงอิทธิพลของ Cezanne ต่องานของเขาได้อย่างเด่นชัด สังเกตจากการใช้สีเขียวเป็นพื้นอีกเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ภาพนี้กลับมีความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัดจาก Synthetic Plastic ตรงที่เขาใช้ฝีแปรงแบบเบลอๆ ราวกับสีนํ้า ซึ่งเป็นแนวทางการวาดภาพที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเองซึ่งแตกต่างจาก Cezanne อย่างชัดแจ้ง

AntiGraceful

นอกจากศิลปินจะมีความสามารถทางด้านจิตรกรรมแล้ว เขายังสร้างสรรค์งานประติมากรรมที่มีความโดดเด่นได้อีกด้วย เช่น AntiGraceful งานประติมากรรมรูปหน้าชายวัยกลางคนที่ทำจากปูนปลาสเตอร์ปิดด้วยแผ่นทองแดงที่เลียนแบบการแกะสลักทองแดงนี้เป็นงานชิ้นสำคัญที่สุดชิ้นหนึ่งของศิลปิน ผลงานชิ้นนี้เป็นตัวอย่างที่ดีของงานแนว Futurism ที่ไม่เน้นความเนียนของชิ้นงาน แต่เน้นความแปลกแยกที่ฉีกจากศิลปะรุ่นเก่าอย่างแจ้งชัด แต่ยังคงความสวยงามของการเป็นงานศิลปะได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง

แหวกฟ้าหาฝัน : Impressionist ใน Gallery of National Modern Art กรุงโรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/262109

วันอาทิตย์ ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

 After Bathing

ขึ้นชื่อว่า Gallery of National Modern Art แล้ว ผลงานของศิลปินแนวหนึ่งที่ต้องมีไม่เช่นนั้นไม่สามารถเรียกว่า Modern Art ได้นั่นคือImpressionism มิวเซียมแนว ModernArt กรุงโรมก็เช่นกัน ผลงานของศิลปินที่มีอัตลักษณ์โดดเด่นที่มิวเซียมนำมาจัดแสดงก็คือ Edgar Degas เจ้าพ่อบัลเลต์แห่งยุค Impressionism เขาเกิดณ กรุงปารีสในครอบครัวผู้มีอันจะกินเขาเรียนศิลปะตั้งแต่ยังเล็ก และเปลี่ยนห้องนอนตัวเองเป็นสตูดิโอตั้งแต่อายุเพียงแค่ 18 ปี แม้เขาจะให้ความสนใจแต่ในเรื่องศิลปะ เขากลับยอมเข้าเรียนสาขากฎหมายในมหาวิทยาลัยปารีสตามความปรารถนาของบิดาซึ่งเป็นนายธนาคาร อย่างไรก็ดี ในที่สุดเขาก็ทนเสียงเรียกร้องของจิตวิญญาณแห่งความเป็นศิลปินไม่ไหวจนต้องเข้าเรียนใน Ecole des Beaux Arts โดยให้ความสนใจกับแนวทางศิลปะของ Ingres ศิลปินชื่อดังในสมัยนั้น หลังจากนั้นเขาเดินทางไปอยู่กับน้าที่อิตาลี และเริ่มลอกเลียนแบบงานของ Michelangelo,Raphael และ Titian หลังกลับมาอยู่ฝรั่งเศสเขาเริ่มให้ความสนใจกับภาพเขียนแนวประวัติศาสตร์มากขึ้น ต่อมาเขาได้มีโอกาสศึกษางานของ Edouard Manetผู้ก่อตั้งศิลปะแนว Impressionism ขณะที่ทั้งสองกำลังฝึกวาดภาพเขียนของ Valazquezด้วยกันในพิพิธภัณฑ์ลูฟท์

หลังจากที่ดวงตาของเขาได้รับความเสียหายจากการฝึกยิงปืนในช่วงที่เขาไปร่วมสงครามระหว่างฝรั่งเศสและปรัสเซีย เขาก็ย้ายไปอยู่ที่New Orleans และเริ่มวาดภาพเกี่ยวกับครอบครัวชาวบ้านใน New Orleans ซึ่งงานเหล่านี้ถูกซื้อไปจัดแสดงอยู่ตามมิวเซียมต่างๆ เป็นจำนวนมาก เมื่อพ่อเขาเสียชีวิตและน้องชายติดหนี้เป็นจำนวนมาก เขาจึงกลับมาอยู่ปารีสเพื่อสร้างสรรค์ผลงานและขายงานศิลปะใช้หนี้ ผลงานในช่วงเวลานั้นกลายเป็นผลงานแนว Impressionismที่ถูกมิวเซียมนำมาจัดแสดงไปทั่วโลกในเวลาต่อมา แม้เขาจะไม่อยากร่วมกลุ่ม Impressionism เพราะเขาคิดว่างานของเขาไม่ได้เข้ากันได้ดีกับแนวทางศิลปะนี้มากนัก แต่เขาก็ร่วมจัดแสดงผลงานหลายครั้ง เมื่อเขามีเศรษฐานะดีขึ้น เขาก็เริ่มสะสมงานของศิลปินอื่นๆ เช่น El Greco, Manet, Pissarro, Cezanne, Gauguin, Van Gogh ในช่วงปลายของชีวิต เขาใช้ชีวิตอย่างสันโดษ และหันมาให้ความสนใจกับงานประติมากรรมมากขึ้น ทั้งนี้อาจเป็นเพราะเขามีปัญหาเรื่องสายตาจนเกือบจะตาบอดก็เป็นได้นักท่องเที่ยวที่เยี่ยมเยือนมิวเซียมบ่อยๆจะคุ้นเคยกับงานของ Degas ดีเพราะมีเอกลักษณ์ที่เหมือนใคร เขาชอบสร้างสรรค์งานที่เกี่ยวกับบัลเลต์ และการเต้นรำเป็นอย่างมากแทบจะเรียกได้ว่า พอเห็นปุ๊บก็เดาได้เลยว่าเป็นผลงานของใคร


ผลงาน Degas

After Bathing ภาพเขียนนู้ดผู้หญิงหลังอาบน้ำที่อยู่ในท่วงท่าราวกับกำลังเต้นรำบนฟลอร์นี้เป็นหนึ่งในผลงานตามแนวทางที่ศิลปินท่านนี้ชอบวาดนักท่องเที่ยวที่คุ้นเคยกับงานของเขาจะเห็นว่า แม้ภาพนี้จะไม่ใช่ภาพนักเต้นบัลเลต์อย่างภาพอื่นที่เขาชอบวาด แต่ก็เป็นภาพนู้ดที่มีเอกลักษณ์ตรงกับแนวทางที่เขาชอบว่านั่นคือ ท่วงท่าของผู้หญิงมีชีวิตชีวาแตกต่างจากภาพนู้ดของศิลปินท่านอื่น

Dancer with Tambourine ผลงานประติมากรรมรูปคนเต้นรำอันเป็นผลงานที่เป็นเอกลักษณ์ของศิลปินนี้ นักท่องเที่ยวจะเห็นว่า แม้ตัวงานจะขาดความละเอียดเฉกเช่นงานรุ่นเก่าๆ ที่เน้นความเนียน แต่ก็มีความอ่อนช้อยราวกับมนุษย์กำลังเต้นรำจริงๆ การที่เนื้องานดูหยาบอาจเป็นเพราะศิลปินสร้างสรรค์งานในช่วงที่สายตาของเขาเกือบจะบอดอยู่แล้ว ถึงกระนั้นก็ตาม ความมีชีวิตชีวาก็มิได้น้อยลงอย่างไร ผลงานชิ้นนี้จึงสะท้อนอัจฉริยภาพของศิลปินได้อย่างแท้จริง


Bellerina

แหวกฟ้าหาฝัน : Gustav Klimt ใน Gallery of National Modern Art กรุงโรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/260993

วันอาทิตย์ ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ใน Gallery of National Modern Art กรุงโรม ไม่เพียงจะมีผลงานของ Auguste Rodin, Vincent Van Gogh แล้ว ที่นี่ยังมีผลงานเด่นของศิลปินดังยุค Symbolism อีกผู้หนึ่งนั่นคือ Gustav Klimt เขาเกิดที่ Baumgarten ใกล้กรุงเวียนนาประเทศออสเตรีย ในครอบครัวที่มีบิดาเป็นช่างสลักทองซึ่งกลายเป็นผู้มีอิทธิพลต่อผลงานของเขามากในเวลาต่อมา และเข้าเรียนศิลปะที่ Vienna School of Arts and Crafts เฉกเช่นเดียวกับพี่ชาย ในช่วงที่ทั้งสองเรียนอยู่นั้น ทั้งสองช่วยอาจารย์ของเขาเขียนภาพติดผนังใน Kunsthistorisches museum

ต่อมาในปี 1888 Klimt ได้รับรางวัลจากจักรพรรดิ Franz Josef I แห่งออสเตรียจากการที่เขาช่วยเขียนจิตรกรรมบนผนังใน Burgtheater ในกรุงเวียนนา และได้กลายเป็นสมาชิกของมหาวิทยาลัยกรุงเวียนนาและมิวนิค ต้นทศวรรษที่ 1890 Klimt ได้พบกับ Emilie Louise Floge นักออกแบบแฟชั่น และทั้งสองได้กลายเป็นคู่กันจวบจน Klimt เสียชีวิต ในปี 1897 เขาได้ร่วมกับเพื่อนๆ ก่อตั้ง Vienna Secession สมาคมศิลปะแนวใหม่ที่สร้างสรรค์ผลงานฉีกกฎกติกาเดิม สมาคมนี้ได้นำผลงานของศิลปินต่างชาติเข้ามาสู่เวียนนาและยังได้ออกนิตยสารของกลุ่มตนเพื่อเสนอผลงานของศิลปินในกลุ่ม สมาคมนี้ได้รับการสนับสนุนอย่างดีจากรัฐบาล รวมทั้งได้รับการสนับสนุนสถานที่ให้จัดนิทรรศการ

The Kiss

ในปี 1902 Klimt ได้สร้างสรรค์ Beethoven Frieze ซึ่งกลายเป็นผลงานเด่นเพื่อเฉลิมฉลองให้กับ Beethoven และจัดแสดงในนิทรรศการครั้งที่ 14 ของกลุ่ม หลังจากนั้น Klimt ก็เก็บตัวและออกไปอยู่กับครอบครัว Floge ที่ Attersee และวาดภาพทิวทัศน์เป็นส่วนใหญ่ ถึงกระนั้นก็ตามเขาก็ยังวาดภาพคนที่ตกแต่งด้วยสีทองที่เรียกว่าช่วง Golden Phase อยู่บ้างประปรายซึ่งภาพเหล่านั้นกลายเป็นภาพดังและราคาสูงในเวลาต่อมา เช่น Judith, Portrait of Adele Bloch-Bauer และ The Kiss ซึ่งนักวิจารณ์ภาพเชื่อว่าผลงาน The Kiss อันลือลั่นที่เขาสร้างสรรค์ขึ้นในปี 1907 นี้เป็นภาพของเขาและภรรยานั่นเอง แม้ Klimt จะประสบความสำเร็จอย่างสูงในช่วงเวลาที่ยังมีชีวิตอยู่ แต่เขากลับไม่ค่อยได้เขียนบันทึกความทรงจำ ภาพเขียนตัวเอง และบันทึกเทคนิคการเขียนภาพ ทำให้คนรุ่นหลังไม่สามารถทราบถึงเรื่องราวของเขาละเอียดนัก

ผลงานของ Klimt ใน Gallery of National Modern Art กรุงโรมที่มีชื่อว่า The Three Ages of Woman หรือภาพหญิง 3 วัยที่ถูกเขียนขึ้นในปี 1905 นี้เป็นภาพที่เขาชนะประกวดเหรียญทองในนิทรรศการนานาชาติกรุงโรมปี 1911 ภาพหญิง 3 วัยซึ่งประกอบด้วยภาพเด็กที่ถูกหญิงสาวอุ้มอย่างทะนุถนอมอยู่ และหญิงชราที่ยืนก้มหน้าอยู่ด้านข้างนี้เป็นตัวอย่างของภาพแนว Symbolism ที่สะท้อนถึงการเดินทางของเวลาได้อย่างยอดเยี่ยม หญิงชราในภาพมาจากงานประติมากรรมของ Auguste Rodin ที่ชื่อว่า The Old Courtesan ที่ถูกจัดแสดงในนิทรรศการ The Secession ครั้งที่ 9 ณ กรุงเวียนนา แม้ภาพนี้จะอยู่ในช่วง Golden Phase ของเขา แต่สีเทาหม่นในภาพกลับมิใช่แนวทางการวาดภาพที่เขาเคยสร้างสรรค์มาก่อน Klimt คงต้องการสะท้อนให้เห็นว่าเมื่อยามชรา ชีวิตก็หม่นหมองมากขึ้นไม่เพียงพื้นภาพจะดูจืดชืด ภาพของหญิงชรายังดูอ่อนล้าหมดแรง แก่ชราและขาดชีวิตชีวาสังเกตได้จากแขนขวาที่ตกห้อย เต้านมที่หย่อนยาน หน้าท้องที่แบนราบ และเส้นเลือดที่โป่งพองราวกับคนขาดอาหาร เธอใช้มือซ้ายปิดบังส่วนใบหน้าเพื่อบดบังเรื่องราวที่กำลังจะเกิดขึ้นในชีวิตราวกับคนไม่อยากมีชีวิตอยู่อีกต่อไป ส่วนภาพของเด็กและหญิงสาวแม้จะหลับตา แต่กลับสะท้อนความสุขสดชื่นและอบอุ่นเฉกเช่นวัยของคนทั้งสอง นักท่องเที่ยวที่คุ้นเคยกับภาพของ Klimt อาจรู้สึกว่าภาพส่วนใหญ่ของเขามักขาดมิติ แต่กลับแสดงถึงอัจฉริยภาพในการใช้สี และแสงของศิลปินอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง แม้ภาพ The Three Ages of Woman นี้จะถูก Klimt เขียนขึ้นในช่วง Golden phase แต่กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการใช้สีดำมากขึ้น และภาพที่ถูกประดับด้วยทองแนวนี้เป็นภาพที่ Klimt สร้างชื่อเสียงให้กับตัวเองนับจากปี 1901 จนตลอดชีวิตของเขา

The Three Ages of Woman

 


Judith