แหวกฟ้าหาฝัน : Gustav Klimt ใน Gallery of National Modern Art กรุงโรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/260993

วันอาทิตย์ ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ใน Gallery of National Modern Art กรุงโรม ไม่เพียงจะมีผลงานของ Auguste Rodin, Vincent Van Gogh แล้ว ที่นี่ยังมีผลงานเด่นของศิลปินดังยุค Symbolism อีกผู้หนึ่งนั่นคือ Gustav Klimt เขาเกิดที่ Baumgarten ใกล้กรุงเวียนนาประเทศออสเตรีย ในครอบครัวที่มีบิดาเป็นช่างสลักทองซึ่งกลายเป็นผู้มีอิทธิพลต่อผลงานของเขามากในเวลาต่อมา และเข้าเรียนศิลปะที่ Vienna School of Arts and Crafts เฉกเช่นเดียวกับพี่ชาย ในช่วงที่ทั้งสองเรียนอยู่นั้น ทั้งสองช่วยอาจารย์ของเขาเขียนภาพติดผนังใน Kunsthistorisches museum

ต่อมาในปี 1888 Klimt ได้รับรางวัลจากจักรพรรดิ Franz Josef I แห่งออสเตรียจากการที่เขาช่วยเขียนจิตรกรรมบนผนังใน Burgtheater ในกรุงเวียนนา และได้กลายเป็นสมาชิกของมหาวิทยาลัยกรุงเวียนนาและมิวนิค ต้นทศวรรษที่ 1890 Klimt ได้พบกับ Emilie Louise Floge นักออกแบบแฟชั่น และทั้งสองได้กลายเป็นคู่กันจวบจน Klimt เสียชีวิต ในปี 1897 เขาได้ร่วมกับเพื่อนๆ ก่อตั้ง Vienna Secession สมาคมศิลปะแนวใหม่ที่สร้างสรรค์ผลงานฉีกกฎกติกาเดิม สมาคมนี้ได้นำผลงานของศิลปินต่างชาติเข้ามาสู่เวียนนาและยังได้ออกนิตยสารของกลุ่มตนเพื่อเสนอผลงานของศิลปินในกลุ่ม สมาคมนี้ได้รับการสนับสนุนอย่างดีจากรัฐบาล รวมทั้งได้รับการสนับสนุนสถานที่ให้จัดนิทรรศการ

The Kiss

ในปี 1902 Klimt ได้สร้างสรรค์ Beethoven Frieze ซึ่งกลายเป็นผลงานเด่นเพื่อเฉลิมฉลองให้กับ Beethoven และจัดแสดงในนิทรรศการครั้งที่ 14 ของกลุ่ม หลังจากนั้น Klimt ก็เก็บตัวและออกไปอยู่กับครอบครัว Floge ที่ Attersee และวาดภาพทิวทัศน์เป็นส่วนใหญ่ ถึงกระนั้นก็ตามเขาก็ยังวาดภาพคนที่ตกแต่งด้วยสีทองที่เรียกว่าช่วง Golden Phase อยู่บ้างประปรายซึ่งภาพเหล่านั้นกลายเป็นภาพดังและราคาสูงในเวลาต่อมา เช่น Judith, Portrait of Adele Bloch-Bauer และ The Kiss ซึ่งนักวิจารณ์ภาพเชื่อว่าผลงาน The Kiss อันลือลั่นที่เขาสร้างสรรค์ขึ้นในปี 1907 นี้เป็นภาพของเขาและภรรยานั่นเอง แม้ Klimt จะประสบความสำเร็จอย่างสูงในช่วงเวลาที่ยังมีชีวิตอยู่ แต่เขากลับไม่ค่อยได้เขียนบันทึกความทรงจำ ภาพเขียนตัวเอง และบันทึกเทคนิคการเขียนภาพ ทำให้คนรุ่นหลังไม่สามารถทราบถึงเรื่องราวของเขาละเอียดนัก

ผลงานของ Klimt ใน Gallery of National Modern Art กรุงโรมที่มีชื่อว่า The Three Ages of Woman หรือภาพหญิง 3 วัยที่ถูกเขียนขึ้นในปี 1905 นี้เป็นภาพที่เขาชนะประกวดเหรียญทองในนิทรรศการนานาชาติกรุงโรมปี 1911 ภาพหญิง 3 วัยซึ่งประกอบด้วยภาพเด็กที่ถูกหญิงสาวอุ้มอย่างทะนุถนอมอยู่ และหญิงชราที่ยืนก้มหน้าอยู่ด้านข้างนี้เป็นตัวอย่างของภาพแนว Symbolism ที่สะท้อนถึงการเดินทางของเวลาได้อย่างยอดเยี่ยม หญิงชราในภาพมาจากงานประติมากรรมของ Auguste Rodin ที่ชื่อว่า The Old Courtesan ที่ถูกจัดแสดงในนิทรรศการ The Secession ครั้งที่ 9 ณ กรุงเวียนนา แม้ภาพนี้จะอยู่ในช่วง Golden Phase ของเขา แต่สีเทาหม่นในภาพกลับมิใช่แนวทางการวาดภาพที่เขาเคยสร้างสรรค์มาก่อน Klimt คงต้องการสะท้อนให้เห็นว่าเมื่อยามชรา ชีวิตก็หม่นหมองมากขึ้นไม่เพียงพื้นภาพจะดูจืดชืด ภาพของหญิงชรายังดูอ่อนล้าหมดแรง แก่ชราและขาดชีวิตชีวาสังเกตได้จากแขนขวาที่ตกห้อย เต้านมที่หย่อนยาน หน้าท้องที่แบนราบ และเส้นเลือดที่โป่งพองราวกับคนขาดอาหาร เธอใช้มือซ้ายปิดบังส่วนใบหน้าเพื่อบดบังเรื่องราวที่กำลังจะเกิดขึ้นในชีวิตราวกับคนไม่อยากมีชีวิตอยู่อีกต่อไป ส่วนภาพของเด็กและหญิงสาวแม้จะหลับตา แต่กลับสะท้อนความสุขสดชื่นและอบอุ่นเฉกเช่นวัยของคนทั้งสอง นักท่องเที่ยวที่คุ้นเคยกับภาพของ Klimt อาจรู้สึกว่าภาพส่วนใหญ่ของเขามักขาดมิติ แต่กลับแสดงถึงอัจฉริยภาพในการใช้สี และแสงของศิลปินอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง แม้ภาพ The Three Ages of Woman นี้จะถูก Klimt เขียนขึ้นในช่วง Golden phase แต่กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการใช้สีดำมากขึ้น และภาพที่ถูกประดับด้วยทองแนวนี้เป็นภาพที่ Klimt สร้างชื่อเสียงให้กับตัวเองนับจากปี 1901 จนตลอดชีวิตของเขา

The Three Ages of Woman

 


Judith

แหวกฟ้าหาฝัน : Van Gogh อัจฉริยะโลกไม่ลืมใน Gallery of National Modern Art กรุงโรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/259925

วันอาทิตย์ ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

The Starry Night

วันที่ 8 พฤษภาคม 1889  Van Gogh ย้ายเข้าไปอยู่ที่ Saint Paul de Mausole กับ Frederic Salles ผู้ดูแลภายใต้การรักษาของ Theophile Peyron  เขาต้องอยู่ในห้องที่แบ่งเป็นสองส่วนโดยใช้ส่วนหนึ่งเป็นสตูดิโอวาดภาพ  ในช่วงเวลานั้นเขาวาดแต่ภาพเกี่ยวกับคลินิก เช่น Vestibule of the Asylum and Saint Remy  ภาพอีกส่วนหนึ่งก็เป็นภาพที่เป็นรูปขด ๆ เช่น The Starry Night อันโด่งดัง  การที่เขาถูกกักขังอยู่แต่ในคลินิกทำให้เขาขาดหัวข้อในการวาด เขาจึงหวนกลับไปวาดรูปตามหัวข้อเก่า ๆ โดยตีความใหม่ด้วยแนวเขียนแบบใหม่  ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ถึงเมษายนปี 1890 เขาเริ่มมีอาการซึมเศร้าจนไม่สามารถเขียนจดหมายได้ แต่ยังคงสามารถวาดภาพได้อย่างต่อเนื่องโดยเขาขอร้องให้แม่และน้องชายส่งผลงานเก่า ๆ ของเขามาที่คลินิกเพื่อเป็นตัวอย่างในการรังสรรค์ผลงาน   ภายหลังเมื่อเขาสามารถหวนกลับมาเขียนจดหมายได้ เขาเขียนจดหมายถึง Theo น้องชายว่าเขาเขียนภาพจากความทรงจำเก่า ๆ เช่น Two Peasant Women Digging in a Snow Covered Field at Sunset ซึ่งนักวิจารณ์ภาพส่วนใหญ่เห็นว่า ภาพเขียนในช่วงเวลานี้เท่านั้นที่ได้รับผลกระทบจากความเจ็บป่วยทางจิตของเขาจริง ๆ

Wheat Field with Crows

เดือนพฤษภาคม 1890  Van Gogh ย้ายไปอยู่ใกล้กับน้องชายและ Dr Paul Gachet ใน Auvers-sur-Oise เพื่อรักษากับแพทย์ท่านนี้ ทั้งนี้เพราะเขาเห็นว่าแพทย์ท่านนี้ป่วยมากกว่าเขาเสียอีก ในสัปดาห์สุดท้ายของชีวิต เขาเขียนภาพสีน้ำมันมากถึง 70 ชิ้น รวมทั้งภาพเขียนของแพทย์ที่รักษาเขา เช่น Portrait of  Dr Gachet  เขายังเขียนจดหมายหา Theo น้องชายบรรยายถึงทุ่งรวงข้าวสาลีที่สั่นไหวเสมือนหนึ่งความเศร้าสร้อยและเดียวดายอย่างหาที่สุดมิได้ของตัวเขา เขาบอกกับน้องชายว่า ภาพเขียนเหล่านี้สามารถที่จะแสดงออกถึงความรู้สึกของเขาได้มากกว่าคำพูดของเขาเสียอีก นักวิจารณ์ภาพส่วนใหญ่ก็เห็นตรงกันว่า Wheatfield with Crows อันเป็นภาพในช่วงเวลาสุดท้ายของ Van Gogh นั้นแสดงให้เห็นถึงความเศร้าสร้อยและเดียวดายอย่างหาใดเปรียบมิได้ นักท่องเที่ยวที่เคยได้เห็นภาพนี้ใน Van Gogh มิวเซียมก็คงสามารถสัมผัสความรู้สึกนี้ได้อย่างไม่ยากเย็น

ความเศร้าโศกและเดียวดายได้ทำลายชีวิตอัจฉริยะโลกไม่ลืมผู้นี้ลงในวันที่ 27 กรกฎาคม 1890 ด้วยอายุเพียงแค่ 37 ปี  Van Gogh เลือกที่จะจากโลกไปโดยฝีมือตัวเองด้วยปืน 7 มม ณ ทุ่งข้าวสาลีที่เขาหลงรัก  การยิงตัวตายของเขาไม่ได้ทำให้เขาเสียชีวิตทันที เพราะกระสุนไม่โดนอวัยวะภายในใด ๆ เขายังสามารถที่จะเดินกลับไปที่คลินิก แต่เนื่องจากเขาไม่ได้พบศัลยแพทย์ จึงไม่มีใครนำกระสุนออกจากร่างกายให้ เขายังคงสูบบุหรี่อย่างใจเย็นรอ Theo น้องชายเดินทางมาพบ  เขาเสียชีวิตในอีก 30 ชั่วโมงต่อมาจากการติดเชื้อเป็นอันจบสิ้นชีวิตของอัจฉริยะโลกไม่ลืม

The Arlesian

สำหรับ The Gardener ผลงานของ Van Gogh ใน Gallery of National Modern Art กรุงโรมนั้นเป็นภาพเขียนในช่วงปี 1889 อันเป็นช่วงเวลาใกล้ปีสุดท้ายในชีวิต ภาพเขียนจึงมีคุณลักษณะตามอัตลักษณ์ของศิลปินอย่างครบถ้วนแล้วนั่นคือ ใช้สีเขียว เหลือง และฟ้าเป็นหลัก โดยใช้ฝีแปรงใหญ่และหนักอันแสดงให้เห็นถึงความมั่นใจ เขาเขียนอธิบายภาพนี้ว่า ชาวสวนหนุ่มที่มีสีหน้ายิ้มแย้มท่ามกลางทุ่งหญ้าเขียวขจีนี้สะท้อนการเฉลิมฉลองความมีชีวิตที่ดีของมนุษยชาติ

แม้ The Arlesian จะถูกเขียนขึ้นในปี 1890 อันเป็นช่วงปีสุดท้ายในชีวิตของ Van Gogh  แต่กลับดูมีความสงบเยือกเย็นสังเกตได้จากแววตาและท่าทางของชาว Arles ในภาพที่แสดงให้เห็นอย่างแจ่มชัดว่า ช่วงเวลาที่ Van Gogh เขียนภาพนี้ เขากำลังมีความสุขและปราศจากอาการซึมเศร้า ฝีแปรงในภาพดูหนักแน่น มั่นคง และถ่ายทอดอารมณ์ที่สุขุมลุ่มลึกได้อย่างโดดเด่น แม้มิวเซียมแห่งนี้จะมีภาพของ Van Gogh ไม่มาก แต่ภาพทั้งสองก็แสดงอัจฉริยภาพของศิลปินได้อย่างไม่ต้องสงสัย

The Gardener

Two Peasant Women Digging in a Snow Covered Field at Sunset

 

แหวกฟ้าหาฝัน : Van Gogh อัจฉริยะโลกไม่ลืม2

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/258887

วันอาทิตย์ ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

เมื่อภาพเขียนขายไม่ออก Theoน้องชายของ Van Gogh จึงแนะนำให้เขาเขียนภาพที่มีสีสันมากขึ้น เขาจึงเข้าเรียนทฤษฏีสีที่ Antwerp และใช้เวลาส่วนใหญ่ในมิวเซียม หลังจากศึกษาแนวทางการใช้สีจาก ผลงานของ Peter Paul Ruben ศิลปินชื่อดังชาวดัตช์ยุคก่อนหน้า เขาก็เริ่มหันมาเขียนภาพที่มีสีฟ้า และเขียวมากขึ้น หลังจากที่เขาทนอยู่อย่างยากจนและเดียวดายไม่ไหว เขาจึงย้อนกลับมาอยู่กับ Theo น้องชายในปารีส และเริ่มวาดภาพที่มีสีสันฉูดฉาดมากขึ้น ต้น 1887 Van Gogh แยกตัวไปอยู่เอง และได้พบกับ Paul Signac ศิลปินแนวPointillism ซึ่งถือเป็นแขนงหนึ่งของ Impressionismแวนโก๊ะจึงเปลี่ยนแนวทางการวาดภาพสู่การใช้สีฟ้าและส้มจนภาพของเขาเกิดสีตัดตรงข้ามกันชัดเจนขึ้นปลายปี 1887 แวนโก๊ะได้รู้จักกับ Paul Gauguin และได้ถกกันถึงแนวทางศิลปะจนเขารู้สึกชื่นชอบGauguin มาก และอยากอยู่ใกล้ชิดกับเพื่อนศิลปินผู้นี้

อย่างไรก็ดี ต้น 1888 แวนโก๊ะป่วยหนักจากการที่เขาดื่มหนักและสูบบุหรี่จัด เขาจึงย้ายไปอยู่ Arles เมืองทางใต้ของฝรั่งเศส ในช่วงที่เขาย้ายมาใหม่ๆ เขารู้สึกตื่นเต้นกับวิถีชีวิตในเมืองนี้มากจนรู้สึกเหมือนไม่ใช่ฝรั่งเศสบ้านเกิด ประกอบกับทิวทัศน์ของเมืองเป็นที่ต้องใจเขามาก เขาจึงสร้างสรรค์ภาพเขียนนํ้ามันมากถึง 200 ภาพและภาพสีนํ้าอีกกว่าร้อยภาพ และภาพเขียนที่โด่งดังไม่ว่าจะเป็น The Old Mill, Van Gogh’s Chair, Bedroom in Arles, The Night Café, Starry Night Over the Rhone และ Vase with Twelve Sunflowers ก็ถูกเขียนขึ้นในเมืองนี้

ผลงานแรกๆ ในช่วงที่เขาอยู่เมือง Arles แม้จะดูเหมือนเป็นภาพทิวทัศน์และเรื่องราวในชีวิตประจำวันที่ขาดความชัดลึก แต่กลับใช้ฝีแปรงใหญ่ๆ และเต็มไปด้วยสีสันฉีกหนีจากแนวทางการวาดภาพที่ใช้สีทึมๆ แบบเดิมๆ ที่เขาเคยรังสรรค์มา เมื่อ Gauguin เพื่อนรักรับปากจะมาเยี่ยมเขาที่ Arles เขาตื่นเต้นมาก และได้วาดภาพ Sunflowers ซึ่งต่อมาเป็นภาพที่มาราคาแพงมากในตลาดโลกเพื่อมอบให้กับ Gauguin โดยหวังว่าเพื่อนรักจะยอมอาศัยอยู่ที่บ้านสีเหลืองกับเขาเพื่อสร้างสรรค์ผลงานศิลปะด้วยกันและถกเถียงกันเกี่ยวกับงานศิลปะ เมื่อ Gauguin มาถึงเขาได้รังสรรค์ Decoration for the Yellow House ภาพที่เขาใช้ความพยายามในการวาดที่สุดภาพหนึ่งในชีวิตมอบให้เพื่อนรักด้วย

แม้ทั้งสองจะญาติดีกันอยู่ช่วงหนึ่ง แต่Gauguin กลับมิได้สานสัมพันธ์กับ Van Gogh บนความเท่าเทียมกันเฉกเช่นที่ Van Gogh มีให้ ยิ่งเมื่อ Van Gogh เกรงว่า Gauguin จะทิ้งเขาไป ความสัมพันธ์ของทั้งสองจึงยิ่งเสื่อมทรามลง วันหนึ่งเมื่อ Gauguin พยายามจะออกไปเดินเล่นเพื่อคลายเครียด Van Gogh ก็ตามไปแล้วชักมีดออกมาข่มขู่ Gauguin ไม่ให้ Gauguin ย้ายหนี Gauguin ทนไม่ไหวจึงหนีออกจากบ้าน Van Gogh เสียใจมากจนหูแว่วจึงตัดใบหูตัวเองด้วยมีดโกนที่ถือไปข่มขู่ Gauguin นั่นเอง เมื่อเลือดออกจากหูเป็นจำนวนมาก Van Gogh จึงพันแผลแล้วนำผ้าห่อหูไปที่ซ่องที่เขาและ Gauguin คุ้นเคย หลังจากนั้นเขาถูกนำไปส่งโรงพยาบาล และได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรค Mania with GeneralisedDelirium หลังกลับบ้านได้ในวันที่ 7 มกราคม 1889 เขาก็ต้องเข้าๆ ออกๆ โรงพยาบาลอีกหลายครั้งจากอาการเห็นภาพหลอน และหลงผิดว่าจะถูกวางยาในช่วงที่เขาเข้าออกโรงพยาบาลและรักษากับ Doctor Felix Rey เขาได้วาดภาพ Dr Rey และมอบให้หมอเป็นที่ระลึก แต่หมอกลับไม่ชอบผลงานของเขา และใช้มันทำสุ่มไก่ ภาพนี้ปัจจุบันภาพที่มีมูลค่ามากถึง 50ล้านดอลลาร์นี้ถูกจัดแสดงอยู่ที่ Pushkin Museum

 

แหวกฟ้าหาฝัน : Van Gogh อัจฉริยะโลกไม่ลืม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/257949

วันอาทิตย์ ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.

The Potato Eaters

ปกติแล้วมิวเซียมทุกแห่งมักสะสมงานของศิลปินดังไว้เพื่อเป็นที่ดึงดูดนักท่องเที่ยว Gallery of National Modern Art กรุงโรมก็เช่นกัน ที่นี่มีผลงานของศิลปินรุ่นใหม่ที่ดัง ๆ ไม่น้อย เช่น Van Gogh ศิลปินชื่อก้องโลกชาวดัตช์ Vincent Willem Van Gogh ศิลปินยุค Post Impressionism ชาวดัตช์เป็นศิลปินที่อาภัพที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ เขาเป็นบุตรคนโตในครอบครัวชนชั้นกลางทางตอนเหนือของเนเธอร์แลนด์ ในวัยเด็ก พ่อของเขาเป็นนักสอนศาสนาที่มีรายได้ไม่มาก แต่ได้รับการสนับสนุนทางด้านการเงินเป็นบ้าน คนรับใช้ รถม้าและคนสวน แม่ของเขาเป็นลูกสาวเศรษฐี เขาจึงถูกเลี้ยงดูเหมือนอย่างชนชั้นสูงดั้งเดิมทำให้เขาเป็นคนเงียบขรึมและช่างคิด เขาสนใจศิลปะแต่เล็ก แต่ไม่ได้รับการสนับสนุนจากครอบครัว เมื่ออายุได้15 ปี เขาได้รับการสนับสนุนจากลุงให้ทำงานเป็นตัวแทนขายภาพที่ Goupil&Cie ในกรุงเฮก และย้ายไปอยู่ที่ลอนดอนในอีก 4 ปีต่อมาเขาประสบความสำเร็จอย่างสูงเมื่ออายุเพียง 20 ปี

Still Life with Open Bible

เมื่อเขาถูกปฏิเสธความรักจากลูกสาวเจ้าของที่ดินที่เขาเช่าอยู่ เขาก็กลายเป็นคนเก็บตัว หลังจากนั้นเขาย้ายไปอยู่ปารีส แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ เขาจึงย้ายกลับไปทำงานเป็นครูที่ไม่รับค่าจ้างที่ลอนดอนอีกครั้ง เขารู้สึกขาดความสุขจึงหันเหเข้าสู่ศาสนามากขึ้นด้วยการแปลคัมภีร์ไบเบิ้ลเป็นภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศสและเยอรมัน เขาตั้งใจจะเป็นศาสนจารย์ พ่อ-แม่จึงสนับสนุนเขาเต็มที่ด้วยการส่งเขาไปอยู่กับลุงเพื่อเตรียมเข้าเรียนทางด้านศาสนาที่มหาวิทยาลัยอัมสเตอร์ดัม แต่เขากลับสอบเข้าไม่ได้ เขาจึงหันไปเรียนหลักสูตรสั้นๆ 3 เดือนใกล้เมืองบรัสเซลล์แทน และสมัครเข้าเป็นมิชชันนารีที่ประเทศเบลเยียม

กลางปี 1880 เขาเริ่มกลับมาให้ความสนใจกับผู้คนและสิ่งแวดล้อมรอบข้าง และเริ่มทดลองบันทึกด้วยการวาดภาพ Theo น้องชายจึงแนะนำให้เขาเข้าเรียนทางด้านศิลปะที่ Academie Royale des Beaux Arts หลังจากนั้นไม่ถึงปี เขาก็กลับไปอยู่บ้านกับพ่อ-แม่และได้พบกับ Conelia Kee บุตรสาวของป้า เขาหลงรักเธอมาก แต่กลับถูกปฏิเสธอย่างไม่มีเยื่อใย เขาพยายามที่จะสานต่อความรัก ด้วยการข่มขู่แกมบังคับให้เธอเปิดโอกาสให้เขาได้พบด้วยการยอมเผามือตัวเอง แต่เธอก็ไม่สนใจอีก หลังจากนั้นไม่นาน เขาก็ได้พบกับ Clasina Maria หรือ Sien โสเภณีขี้เหล้าและมีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งกับเธอ แม้ภายหลัง Sien จะพยายามบอกว่าลูกชายคนเล็กของเธอที่ชื่อ Willem เป็นบุตรชายของ Van Gogh แต่เขาก็ไม่ยอมรับ เมื่อVan Gogh ไม่สามารถที่จะทนอยู่อย่างยากแค้นกับ Sien ได้เขาจึงตัดสินใจไปอยู่ที่ Nuenen และเริ่มให้ความสนใจแต่กับการวาดภาพอย่างเดียว เขาสามารถวาดภาพเกี่ยวกับผู้คนและหมู่บ้าน รวมทั้งภาพเหมือนจำนวนมาก อย่างไรก็ดีภาพเหล่านี้กลับเป็นภาพสีจืดๆ ทึมๆ เช่น น้ำตาลเข้ม แตกต่างจากภาพในช่วงหลังของชีวิต ต้น 1885 เริ่มมีผู้สนใจภาพเขียนมากขึ้น Theo จึงลองจัดแสดงผลงานของเขาขึ้นโดยภาพเด่นในช่วงนั้นคือ The Potato Eaters ซึ่งกลายเป็นจุดกำเนิดที่สร้างความโด่งดังให้กับเขาในเวลาต่อมา อย่างไรก็ดี ภาพเขียนสีทึมๆ แนวน้ำตาลเข้มเหล่านี้ของเขาไม่ว่าจะเป็น Skull of a Skeleton with Burning , Still Life with Open Bible กลับไม่เป็นที่ต้องตาต้องใจคหบดีในช่วงนั้นมากนัก ทำให้ภาพของเขาขายไม่ออก

Skull of a Skeleton with Buring Cigarette

แหวกฟ้าหาฝัน : งานประติมากรรมใน Gallery of National Modern Art กรุงโรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/257031

วันอาทิตย์ ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบผลงานประติมากรรมไม่เพียงสามารถชื่นชมผลงานชิ้นเด่นๆ ได้จากด้านหน้าของ Gallery of National Modern Artกรุงโรมแล้ว ภายในห้องภาพยังมีผลงานของนักประติมากรรมที่มีชื่อเสียงอีกหลายท่าน เช่น Medardo Rosso ศิลปินแนว Post Impressionism ชาวอิตาเลียน เขาเกิดในตูริน ก่อนที่จะย้ายไปมิลานเมื่ออายุ 12 ปี หลังจากปลดประจำการจากการเป็นทหาร เขาเข้าเรียนต่อที่ Brera Academy ซึ่งเขาถูกไล่ออกในเวลาต่อมาเนื่องจากไปชกต่อยกับนักศึกษาคนอื่นที่ปฏิเสธไม่ยอมเป็นหุ่นให้เขาเขียนภาพอันเป็นสิ่งที่นักศึกษาต้องปฏิบัติทุกคนในช่วงเวลานั้น การที่เขาเป็นปฏิปักษ์กับโรงเรียนหลายแห่ง ทำให้เขากลายเป็นคนโดดเดี่ยว อย่างไรก็ตาม การถูกปฏิเสธกลับมิได้ทำให้เขาท้อถอยแต่กลับเป็นแรงกระตุ้นให้เขาสามารถสร้างสรรค์ผลงานที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวแตกต่างจากศิลปินอื่นๆ อย่างเห็นได้ชัดจนเขาสามารถที่จะสรรค์สร้างงานที่โดดเด่นเป็นพิเศษ นั่นคือ งานประติมากรรมจากทองแดงที่ได้รับอิทธิพลจากศิลปะแนว Realism

Psyche another view

หลังปี 1882 ซึ่งเป็นช่วงต้นของศิลปะแนว Impressionism เขาเริ่มสร้างสรรค์งานที่แตกต่างจากเดิมอีกโดยมีรายละเอียดและเหลี่ยมมุมลดลงคล้ายแบบร่าง เขาปรับพื้นผิวของงานให้นุ่มนวลขึ้นเพื่อให้การเล่นกับแสง และเงาเกิดได้มากขึ้น นอกจากนี้วิธีการสร้างสรรค์งานของเขายังแตกต่างจากศิลปินอื่น ๆ ตรงที่เขาไม่เคยเขียนแบบร่างไว้บนกระดาษก่อน แต่กลับแกะงานลงบนวัตถุตรงๆ และแก้ไขเอาตามใจชอบ ในปี 1889 เขาย้ายไปอยู่ปารีสและเริ่มถ่ายรูปงานของเขาด้วยแสงที่แตกต่างกัน จากนั้นเขาก็นำภาพถ่ายงานประติมากรรมมาตกแต่งใหม่ด้วยเทคนิคแปลกๆ เขาเป็นคนให้ความสำคัญกับเรื่องแสงมาก และเห็นว่า การขาดแสงจะทำให้งานขาดความเป็นหนึ่งเดียว เขาเชื่อว่างานประติมากรรมที่ดีต้องมีไว้ชื่นชมทางสายตา เพราะงานที่ถูกจัดแสดงให้มิวเซียมเหล่านี้ไม่สามารถแตะต้องได้ มันจึงต้องให้ความรู้สึกกับผู้ชมราวกับได้สัมผัสด้วยมือจริงๆ เขายังเชื่อว่าการสัมผัสงานศิลป์ไม่มีอะไรสำคัญเท่ากับการชื่นชมด้วยตา ดังนั้นแสงและเงาจึงจำเป็นจะต้องสะท้อนอัจฉริยภาพของศิลปินให้ได้

แม้เขากับ Auguste Rodin จะเป็นเพื่อนกันในเวลาสั้น ๆ แต่ทั้งสองต่างมีอิทธิพลต่องานของกันและกันอย่างมาก นักท่องเที่ยวจะเห็นว่าทั้ง Pimp, Laughing Little Girl และ The Old ซึ่งเป็นผลงานของ Rosso มีลักษณะเฉกเช่นเดียวกันกับงานของ Rodin นั่นคือ งานขาดรายละเอียดและความเรียบรื่น แต่กลับแสดงความมีชีวิตชีวาได้อย่างชัดแจ้ง ถึงกระนั้นก็ตาม งานของศิลปินทั้งสองยังคงต่างกันตรงที่ Rodin ชอบใช้โลหะสีมืดทึบในการสร้างสรรค์ผลงาน แต่ Rosso กลับเน้นใช้หินอ่อนมากกว่า

Psyche

Pietro Tenerani นักประติมากรรมแนวนีโอคลาสิคชาวอิตาเลียน เขาเกิดที่ Torano และได้รับการฝึกทางด้านศิลปะกับ Pietro Marchettiลุงของเขาในปี 1813 และหันมาเรียนเพิ่มเติมในกรุงโรม เขาเริ่มมีชื่อเสียงมากขึ้นและได้รับการว่าจ้างให้ทำงานประติมากรรมให้กับแท่นเก็บพระศพของพระสันตะปาปา Pius VIII รวมทั้งรูปปั้น St Alfonso de Liguori ที่กรุงวาติกัน เขายังเป็นผู้แกะสลัก St. John the Evangelist สำหรับโบสถ์ San Francesco di Paola ในกรุงเนเปิ้ลด้วย นอกจากผลงานที่เกี่ยวเนื่องกับคริสตจักรแล้ว เขายังได้รับเกียรติให้แกะสลักรูปปั้นครึ่งตัวของผู้ปกครองเมืองและผู้มีอันจะกินอีกหลายคนด้วย

สำหรับ Psyche ผลงานเด่นของเขาใน Gallery of National Modern Art นี้แสดงให้เห็นถึง Psyche สาวคนรักของ Cupid ที่มีความงดงามหยดย้อยจนเป็นที่อิจฉาของวีนัสเทพธิดาแห่งความงามได้อย่างเด่นชัด นักท่องเที่ยวจะเห็นว่าแม้ Psyche จะอยู่ในท่าหลับใหลแต่ความสง่างามของเธอยังคงตรึงใจผู้พบเห็นได้อย่างไม่เสื่อมคลาย ผิวพรรณที่เนียนรื่นบนผืนผ้าที่เธอนั่งทับสะท้อนให้เห็นถึงอัจฉริยภาพของศิลปินยุค Neoclassic ท่านนี้ได้อย่างไม่ต้องสงสัย

Laughing Little Girl

Pimp

The Old

แหวกฟ้าหาฝัน : Impressionist ใน Gallery of National Modern Art กรุงโรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/256174

วันอาทิตย์ ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ขึ้นชื่อว่า Gallery of National ModernArt แล้ว ผลงานของศิลปินแนวหนึ่งที่ต้องมีไม่เช่นนั้นไม่สามารถเรียกว่า Modern Art ได้นั่นคือImpressionism มิวเซียมแนว Modern Art กรุงโรมก็เช่นกัน ผลงานของศิลปินที่มีอัตลักษณ์โดดเด่นที่มิวเซียมนำมาจัดแสดงก็คือ Edgar Degas เจ้าพ่อบัลเลต์แห่งยุค Impressionism เขาเกิด ณ กรุงปารีสในครอบครัวผู้มีอันจะกิน เขาเรียนศิลปะตั้งแต่ยังเล็ก และเปลี่ยนห้องนอนตัวเองเป็นสตูดิโอตั้งแต่อายุเพียงแค่ 18 ปี แม้เขาจะให้ความสนใจแต่ในเรื่องศิลปะ เขากลับยอมเข้าเรียนสาขากฎหมายในมหาวิทยาลัยปารีสตามความปรารถนาของบิดาซึ่งเป็นนายธนาคาร อย่างไรก็ดี ในที่สุดเขาก็ทนเสียงเรียกร้องของจิตวิญญาณแห่งความเป็นศิลปินไม่ไหวจนต้องเข้าเรียนใน Ecole des Beaux Arts โดยให้ความสนใจกับแนวทางศิลปะของ Ingres ศิลปินชื่อดังในสมัยนั้น หลังจากนั้นเขาเดินทางไปอยู่กับน้าที่อิตาลี และเริ่มลอกเลียนแบบงานของ Michelangelo,Raphael และ Titian หลังกลับมาอยู่ฝรั่งเศสเขาเริ่มให้ความสนใจกับภาพเขียนแนวประวัติศาสตร์มากขึ้น ต่อมาเขาได้มีโอกาสศึกษางานของ Edouard Manet ผู้ก่อตั้งศิลปะแนว Impressionism ขณะที่ทั้งสองกำลังฝึกวาดภาพเขียนของ Valazquez ด้วยกันในพิพิธภัณฑ์ลูฟท์

Bellerina

หลังจากที่ดวงตาของเขาได้รับความเสียหายจากการฝึกยิงปืนในช่วงที่เขาไปร่วมสงครามระหว่างฝรั่งเศสและรัสเซีย เขาก็ย้ายไปอยู่ที่ New Orleans และเริ่มวาดภาพเกี่ยวกับครอบครัวชาวบ้านใน New Orleans ซึ่งงานเหล่านี้ถูกซื้อไปจัดแสดงอยู่ตามมิวเซียมต่างๆ เป็นจำนวนมาก เมื่อพ่อเขาเสียชีวิตและน้องชายติดหนี้เป็นจำนวนมาก เขาจึงกลับมาอยู่ปารีสเพื่อสร้างสรรค์ผลงานและขายงานศิลปะใช้หนี้ ผลงานในช่วงเวลานั้นกลายเป็นผลงานแนว Impressionism ที่ถูกมิวเซียมนำมาจัดแสดงไปทั่วโลกในเวลาต่อมา แม้เขาจะไม่อยากร่วมกลุ่มImpressionism เพราะเขาคิดว่างานของเขาไม่ได้เข้ากันได้ดีกับแนวทางศิลปะนี้มากนัก แต่เขาก็ร่วมจัดแสดงผลงานหลายครั้ง เมื่อเขามีเศรษฐานะดีขึ้น เขาก็เริ่มสะสมงานของศิลปินอื่นๆ เช่น El Greco, Manet, Pissarro, Cezanne, Gauguin, Van Gogh ในช่วงปลายของชีวิต เขาใช้ชีวิตอย่างสันโดษและหันมาให้ความสนใจกับงานประติมากรรมมากขึ้นทั้งนี้อาจเป็นเพราะเขามีปัญหาเรื่องสายตาจนเกือบจะตาบอดก็เป็นได้ นักท่องเที่ยวที่เยี่ยมเยือนมิวเซียมบ่อยๆ จะคุ้นเคยกับงานของ Degas ดี เพราะมีเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใคร เขาชอบสร้างสรรค์งานที่เกี่ยวกับบัลเลต์ และการเต้นรำเป็นอย่างมากแทบจะเรียกได้ว่า พอเห็นปุ๊บก็รู้ได้เลยว่าเป็นผลงานของใคร

ผลงาน Degas

After Bathing ภาพเขียนนู้ดผู้หญิงหลังอาบน้ำที่อยู่ในท่วงท่าราวกับกำลังเต้นรำบนฟลอร์นี้เป็นหนึ่งในผลงานตามแนวทางที่ศิลปินท่านนี้ชอบวาดนักท่องเที่ยวที่คุ้นเคยกับงานของเขาจะเห็นว่า แม้ภาพนี้จะไม่ใช่ภาพนักเต้นบัลเลต์อย่างภาพอื่นที่เขาชอบวาด แต่ก็เป็นภาพนู้ดที่มีเอกลักษณ์ตรงกับแนวทางที่เขาชอบว่านั่นคือ ท่วงท่าของผู้หญิงมีชีวิตชีวาแตกต่างจากภาพนู้ดของศิลปินท่านอื่น

Dancer with Tambourine ผลงานประติมากรรมรูปคนเต้นรำอันเป็นผลงานที่เป็นเอกลักษณ์ของศิลปินนี้ นักท่องเที่ยวจะเห็นว่า แม้ตัวงานจะขาดความละเอียดเฉกเช่นงานรุ่นเก่าๆ ที่เน้นความเนียน แต่ก็มีความอ่อนช้อยราวกับมนุษย์กำลังเต้นรำจริงๆ การที่เนื้องานดูหยาบอาจเป็นเพราะศิลปินสร้างสรรค์งานในช่วงที่สายตาของเขาเกือบจะบอดอยู่แล้ว ถึงกระนั้นก็ตาม ความมีชีวิตชีวาก็มิได้น้อยลงอย่างไร ผลงานชิ้นนี้จึงสะท้อน
อัจฉริยภาพของศิลปินได้อย่างแท้จริง

After Bathing

แหวกฟ้าหาฝัน : Auguste Rodin ใน Gallery of National Modern Art กรุงโรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/255230

วันอาทิตย์ ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ใน Gallery of National Modern Art นอกจากจะมีผลงานประติมากรรมด้านหน้าที่โดดเด่นแล้ว ที่นี่ยังมีผลงานของ Auguste Rodin นักประติมากรรมชาวฝรั่งเศสที่โด่งดังที่สุดคนหนึ่งของโลกด้วย เขาเกิดในปี 1840 ณ กรุงปารีสในครอบครัวของเสมียนกรมตำรวจ เขาเริ่มศึกษาศิลปะตั้งแต่อายุ 10 ปี และเข้าเรียนทางด้านคณิตศาสตร์และศิลปะตั้งแต่อายุได้ 14 ปี อย่างไรก็ดี ผลงานของเขาที่ใช้ในการสมัครเข้าเรียนที่ Ecole des Beaux Arts กลับไม่ถูกใจอาจารย์จึงไม่สามารถเข้าเรียนได้ เนื่องจากเกณฑ์การตัดสินต้องการผลงานแนว Neoclassic ซึ่งเป็นศิลปะที่นิยมในช่วงเวลานั้น หลังจากน้องสาวเขาเสียชีวิตจากโรคติดเชื้อในช่องท้อง เขารู้สึกผิดมากเพราะเป็นผู้แนะนำน้องสาวให้ทำงานเกี่ยวกับศิลปะจนติดเชื้อ เขาจึงเลิกสนใจศิลปะไปช่วงหนึ่ง แต่ภายหลัง เจ้านายของเขากลับเห็นความสามารถของเขา และกระตุ้นให้เขาหันกลับมาทำงานตกแต่งและเข้าเรียนด้านประติมากรรมใหม่ และประสบความสำเร็จอย่างมากในการออกแบบบันไดและประตูในปี 1870

Jules Dalou

หลังสงครามระหว่างฝรั่งเศสและปรัสเซีย เขาได้ย้ายไปอยู่ที่เบลเยียม และได้เพิ่มพูนประสบการณ์และฝีมือในการแกะสลักงานจนสามารถขายงานเป็นจำนวนมาก จนมีเงินเก็บมากพอที่จะเดินทางไปอิตาลีเพื่อดูงานของ Donatello และ Michelangelo นักประติมากรรมชื่อดังชาวอิตาเลียน การได้เห็นผลงานของ Michelangelo นี่เองที่เป็นการเปิดมุมมองใหม่เกี่ยวกับงานประติมากรรมและพัฒนาฝีมือเขาจนฉีกแนวออกจากศิลปะแบบเดิมๆ เข้าสู่ศิลปะแนว Realism เมื่อCarrier-Belleuse เจ้านายเก่าของเขาได้เป็นผู้อำนวยการโรงงาน Sevres national porcelain จึงเสนอให้เขาเป็นนักออกแบบ เขาได้ออกแบบแจกันและโต๊ะประดับมากมายจนทำให้ชื่อเสียงของโรงงานกระฉ่อนไปทั่วยุโรป เขาจึงกลายเป็นศิลปินที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง งานประติมากรรมของ Rodin มีความโดดเด่นเป็นพิเศษตรงที่ ชิ้นงานดูหยาบ ขรุขระ ไม่เรียบลื่นเหมือนอย่างงานในยุคโบราณ แต่สามารถถ่ายทอดความซับซ้อนของอารมณ์ได้อย่างน่าทึ่ง

ผลงานของ Rodin ในมิวเซียมนี้ที่เด่นที่สุดก็คือ The Bronze Age ต้นตำรับผลงานที่สร้างชื่อเสียงให้กับ Rodin ชิ้นนี้เป็นผลงานภาพนู้ดชายขนาดเท่าตัวจริง หลังจากที่เขาได้เห็นผลงานของ Michelangelo เขาก็สร้างสรรค์ผลงานนี้ขึ้นเพื่อจัดแสดง ณ กรุงบรัสเซลส์ในปี 1877 และชนะประกวด เนื่องจากงานชิ้นนี้มีความมีชีวิตชีวาอย่างมาก ทำให้เขาถูกวิจารณ์จากนักวิจารณ์ศิลป์อย่างสาดเสียเทเสียเพราะมันไม่เข้ากับยุคสมัย อย่างไรก็ดี ผลงานชิ้นนี้ของเขากลับเป็นที่ชื่นชอบของสาธารณชนจนส่งผลให้เขาต้องทำซํ้าอีกหลายชิ้นตลอด
ชั่วอายุของเขา และผลงานที่จัดแสดงในมิวเซียมแห่งนี้ก็เป็นหนึ่งในผลงานหลังๆ ที่เขาสร้างสรรค์ขึ้น แต่ยังคงความมีเอกลักษณ์และงดงามไม่ต่างจากงานชิ้นแรก

Ballerina

งานประติมากรรมครึ่งตัวของ Jules Dalouนักประติมากรรมชาวฝรั่งเศสที่เลื่องชื่อของคริสต์ศตวรรษที่ 19 เพื่อนสนิทของ Rodin แม้งานชิ้นนี้จะไม่เหมือนงานประติมากรรมยุคดั้งเดิม แต่ก็สามารถแสดงรายละเอียดสำคัญๆ ได้อย่างโดดเด่น เช่น เส้นเลือดใหญ่บริเวณคอ แววตา หนวดเคราผลงานชิ้นนี้สะท้อนแนวทางศิลปะแบบ Realism อย่างเห็นได้ชัดRodin ยังสร้างสรรค์งานของศิลปินท่านนี้อีกหลายครั้งในเวลาต่อมาด้วย

Ballerina นักเต้นรำที่อยู่ในท่าทางค่อนข้างผาดโผนโดยเอาหัวเป็นส่วนรับนํ้าหนักร่วมกับแขนอยู่ที่พื้นและให้เท้าหนึ่งชี้ฟ้านี้เป็นผลงานที่ฉีกแนวออกจากงานประติมากรรมในช่วงเวลานั้นอย่างสุดโต่ง นักท่องเที่ยงจะเห็นว่า นอกจากงานจะเต็มไปด้วยชีวิตชีวาราวกับนักเต้นรำกำลังโลดแล่นบนเวทีแล้ว เนื้องานยังขาดรายละเอียดของหน้าตาจนดูเพศไม่ออกอันแสดงให้เห็นถึงอัตลักษณ์ของแนวทางศิลปะแบบ Realism อย่างเด่นชัด

The Bronze Age

แหวกฟ้าหาฝัน : Exhibition in Gallery of National Modern Art กรุงโรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/254312

วันอาทิตย์ ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

Multiple hand by Emilio Vedova

โดยทั่วไป นักท่องเที่ยวที่เข้ามิวเซียม Modern Art ประจำจะพบว่า นอกจากมิวเซียมจะมีการจัดแสดงผลงานถาวรแล้ว มิวเซียมเหล่านี้ส่วนใหญ่จะมีการจัดแสดง Exhibition ด้วย และข้อดีของมิวเซียม Modern Art เหนือมิวเซียมทั่วไปก็คือ ค่าเข้ามักรวม Exhibition หรือเท่ากับเข้าฟรีนั่นเอง ทั้งนี้เพราะมิวเซียม Modern Art หรือ Contemporary Art ต้องการส่งเสริมและเผยแพร่งานของศิลปินทั้งประจำชาติ และต่างชาติ เพื่อความก้าวหน้าทางศิลปะ Gallery of Nation Modern Art กรุงโรมก็มีนโยบายเช่นกัน ศิลปินที่ทางมิวเซียมนำมาจัดการแสดง Exhibition ก็มีทั้งศิลปินประจำชาติและศิลปินต่างชาติ เช่น

Multiple hand another side

Emilio Vedova จิตรกรยุคใหม่ที่มีชื่อเสียงที่สุดคนหนึ่งของอิตาลี เขาเกิดในครอบครัวชนชั้นกรรมาชีพที่เวนิส ในช่วงต้นของชีวิตเขาทำงานในโรงงานก่อนจะหันมาเป็นช่างภาพ เขาเรียนศิลปะด้วยตัวเองในเวลากลางคืน และให้ความสนใจกับศิลปะแนว Expressionism โดยเข้าร่วมกลุ่ม Corrente กับ Renato Guttuso และ Renato Birolli ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง หลังสงครามโลกครั้งที่สอง เขาเข้าร่วมกลุ่มศิลปินที่มีแนวทางศิลปะแบบ Abstract มากขึ้นโดยเน้นที่รูปทรงเรขาคณิตและสีสันฉูดฉาดต่างๆ ในช่วงทศวรรษที่ 1960 เขาเข้าร่วมกับกลุ่ม Arte Povera ที่เป็นกลุ่มเคลื่อนไหวทางศิลปะที่ถอยห่างจากแนวทางเคร่งครัดของสถาบัน เขาจัดแสดงศิลปะเดี่ยวครั้งแรกในปี 1951 และสามารถดึงดูดนักสะสมภาพที่มีชื่อเสียงอย่าง Peggy Guggenheim มาได้จนส่งผลให้เขากลายเป็นศิลปินอิตาเลียนชั้นนำในเวลาต่อมา หลังจากนั้นเขาได้ร่วมงานกับ Luigi Nono นักประพันธ์บทละครและร่วมออกแบบฉากและเสื้อผ้าให้กับละครเวที Intlleranza และอีกหลายเรื่องจากนักประพันธ์คนเดียวกัน ผลงานของเขาส่วนใหญ่ถูกจัดแสดงใน Gallery of National Modern Art กรุงโรมแห่งนี้ และถูกประมูลจากนักสะสมภาพไปอีกเป็นจำนวนมาก ภาพเขียนที่จัดแสดงใน Exhibition ของมิวเซียมทั้งสองภาพของศิลปินผู้นี้แสดงให้เห็นถึงแบบอย่างแนวทางศิลปะแบบ Abstractที่เน้นสีสันฉูดฉาดฉีกหนีจากความจำเจของศิลปะแนวเดิมอย่างเห็นได้ชัด

Manolo Millares ศิลปินแนว Abstract ชาวสเปน ดั้งเดิมนั้นเขาเข้าสู่วงการโดยผลิตศิลปะแนว Surrealism แต่หลังปี 1950 เขาก็หันมาให้ความสนใจกับศิลปะแนว Abstract ตามยุคสมัย ต่อมาในปี 1957 เขาได้เข้าร่วมกับ Antonio Saura, Rafael Canogar จัดตั้งกลุ่ม The Step ขึ้นในกรุงมาดริดเมืองหลวงของสเปน หลังจากนั้นเขาก็เริ่มมีชื่อเสียงมากขึ้นจนในปี 1961 เขาสามารถที่จะจัดแสดงผลงานเดี่ยวที่ Pierre Matisse Gallery นครนิวยอร์กสหรัฐฯ ได้ แม้เขาจะสนใจศิลปะแนว Abstract แต่ผลงานของเขายังคงมีความแตกต่างจากผลงานของ Emilio Vedova อย่างเห็นได้ชัด สังเกตได้จากสีสัน และ media เขาเน้นการใช้เครื่องมืออื่นๆ ที่ทำให้ผลงานออกแนว 3 มิติ ไม่ได้อยู่บนระนาบเดียวกัน และไม่ใช้สีที่ฉูดฉาด แต่เน้นการใช้สีเดียวมากกว่า

Alberto Burri จิตรกรและนักประติมากรรมชาวอิตาเลียน เขาเกิดในครอบครัวผู้ค้าไวน์ แต่กลับจบแพทยศาสตร์บัณฑิตจากมหาวิทยาลัย Perugia โดยมีความเชี่ยวชาญทางโรคเขตร้อน เมื่ออิตาลีเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่สอง เขาต้องเข้าประจำการโดยถูกส่งตัวไปลิเบีย ในช่วงสงครามที่เขาอยู่ในค่ายทหารนั้น เขาเริ่มทดลองใช้วัสดุอุปกรณ์ที่มีอยู่ในค่ายสร้างสรรค์ผลงานศิลปะต่าง ๆ หลังสงครามโลกครั้งที่สองที่อิตาลีแพ้สงคราม และเสียหายอย่างหนักโดยเฉพาะอย่างยิ่งความรุ่งเรืองและความภาคภูมิใจกับศิลปะยุคเรอเนสซองส์ เขาจึงหันมาเป็นศิลปินเต็มตัว และเริ่มร่วมกับศิลปินอื่นๆ สร้างความภาคภูมิใจให้กับชาติใหม่โดยจัดตั้งกลุ่มกันขึ้นเพื่อเสนอทฤษฎีใหม่ๆ ในการวางรากฐานศิลปะ ในทศวรรษที่ 1950 ชาวอิตาเลียนและชาวอเมริกันมีความสัมพันธ์กันอย่างแน่นแฟ้นโดยมีการแลกเปลี่ยนศิลปินกันอย่างสมํ่าเสมอ Burri ได้มีโอกาสที่จะสร้างสรรค์ผลงานเพื่อฟื้นฟูประเทศ เช่น ทาสีหรือซ่อมแซมแท่นบูชาที่ถูกทำลายจากสงคราม และยังมีโอกาสได้ทดลองใช้วัสดุแปลกๆ เช่นผ้าป่านหยาบ ซึ่งหาได้ง่ายในค่ายทหารมาสร้างสรรค์ผลงานแนวใหม่ ผลงานในระยะหลังๆ ของเขาที่ใช้ Material หลายชนิดในงานชิ้นเดียวกันนั้นเป็นผลมาจากอิทธิพลของ Enrico Prampolini, ศิลปินแนว Dadaism และ Surrealismส่วนการตั้งชื่อผลงานของเขามักเน้นไปที่การเรียกชื่อวัสดุซึ่งน่าจะเป็นผลมาจากการที่เขาใช้วัสดุที่ไม่เหมือนศิลปินอื่น และความที่เขามีพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์เป็นอย่างดีมาก่อน นักท่องเที่ยวจะเห็นว่า ผลงานของเขาทุกชิ้นใช้สีเดียว แต่มีความแตกต่างกันทางด้านวัสดุ และวิธีการนำเสนอสมกับเป็นศิลปินแนว Abstract ที่ผู้ชมต้องใช้จินตนาการสูงในการตีความนั่นเอง

 

แหวกฟ้าหาฝัน : National Museum of Modern Art กรุงโรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/253409

วันอาทิตย์ ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

Cleopatra by Alfonso Balzico

National Museum of Modern Art กรุงโรม หรืออีกชื่อหนึ่ง National Gallery of Modern Art ที่ก่อตั้งขึ้นครั้งแรกในปี 1883 นี้ตั้งอยู่ที่ Palace of Fine Art บนถนน Delle Belle Arti ใกล้กับมิวเซียม Etruscan  มิวเซียมที่ได้รับการออกแบบโดย Cesare Bazzani สถาปนิกชื่อดังแห่งยุคในช่วงเวลานั้น และสร้างเสร็จในปี 1915 ได้รับการต่อขยายอีกในปี 2000 ซึ่งในครั้งหลังนี้ได้รับการออกแบบโดยบริษัท Diener & Diener บริษัทสถาปนิกชื่อดังของสวิสผู้ออกแบบอาคารดัง ๆ ทั้งอาคารพาณิชย์ มิวเซียม และตึกสำคัญ ๆ ของมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ทั่วทั้งยุโรป ที่นี่เป็นแหล่งรวมงานประติมากรรมและจิตรกรรมของคริสต์ศตวรรษที่ 19-20 ที่ใหญ่ที่สุดในอิตาลี  นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสมาเยือนมิวเซียมแห่งนี้ตอนแรกอาจรู้สึกผิดหวังกับสถาปัตยกรรมภายนอกที่ดูไม่ออกแนว modern เหมือนอย่างชื่อของมิวเซียม แต่นักท่องเที่ยวจะรู้สึกได้ถึงความ modern ทันทีเมื่อก้าวเข้าสู่อาคาร เพราะนักท่องเที่ยวจะได้พบกับพื้นอาคารที่เป็นเหมือนกระจกแตกขนาดใหญ่อันเป็นที่ตั้งของงานประติมากรรมชิ้นสำคัญที่จัดแสดงของมิวเซียมนี้นั่นคือ Eve After the Sin ของ Antonio Allegretti แค่นักท่องเที่ยวได้ถ่ายรูปกับพื้นกระจกแตกนี้ ก็สามารถที่จะสนุกสนานแล้ว

Eve After the Sin ของ Antonio Allegretti ศิลปินอิตาเลียนผู้ชนะเหรียญทองจาก Accademia Linguistica และศาสตราจารย์ทางด้านงานประติมากรรมแห่ง Royal Institute of Fine Art กรุงโรมชิ้นนี้แสดงให้เห็นถึงความโศกาอาดูรอย่างยิ่งของอีฟมารดาแห่งมวลมนุษยชาติหลังจากถูกพระเจ้าขับไล่ออกจากสรวงสวรรค์เนื่องจากทำบาปจากการกินแอปเปิ้ลเพราะความไม่เชื่อฟัง นักท่องเที่ยวจะเห็นว่าท่วงท่าและสีหน้าท่าทางของนางแสดงให้เห็นถึงความระทมขมขื่นระคนสิ้นหวังอย่างยิ่ง อันเนื่องมาจากการที่นางไม่สามารถทราบได้ว่านับจากนี้ชีวิตจะแปรผันเป็นเช่นใดจากที่เคยสุขสบายในสรวงสวรรค์ที่มีทุกอย่างพร้อมสรรพ นอกจากงานชิ้นนี้แล้ว งานเด่นอีกชิ้นที่จัดแสดงอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกันก็คือ Fabiola หรือ Saint Fabiola นักบุญหญิงที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นพยาบาลมาก่อน แต่ละทุกสิ่งทุกอย่างทางโลกเพื่ออุทิศตนเข้าสู่ศาสนจักร ผลงานประติมากรรมของหญิงสาวที่สวมชุดดูกรุยกรายเปิดไหล่ข้างหนึ่งในท่านั่งครุ่นคิดนี้สะท้อนให้เห็นความทันสมัยที่มากขึ้นจากงานในยุคเก่า ๆ ค่อนข้างมาก


Cleopatra another view

นอกจาก Eve after the Sin แล้วในมิวเซียมแห่งนี้ยังมี Cleopatra ของ Alfonso Balzico ศิลปินชาวอิตาลีแห่งยุค Romanticism ผู้ได้รับเหรียญรางวัลมากมายจากผลงานของตัวเองนี้เป็นหนึ่งในงานประติมากรรมที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งยุคของอิตาลี ผลงานชิ้นนี้ ของเขาสามารถแสดงให้เห็นถึงคุณลักษณะของ Cleopatra ที่ถูกบรรยายไว้ในหนังสือทั้งของ Antonio Spinosa และ William Shakespeare ได้เป็นอย่างแจ่มชัดไปพร้อมกันนั่นคือ ณ ชายแดนที่มีความผิดแผกระหว่างความโปร่งใสและไร้ห้วงเวลาของท้องน้ำที่กว้างใหญ่ และความร้อนแรงของเปลวไฟ กลับมีอรุณีนางหนึ่งซึ่งผิวอ่อนละมุนเนียนนุ่มดุดทองคำ มีผมสลวยสวยงามสีเหลืองทอง และถันอันเต่งตึงที่สามารถจะสั่นสะท้านโลกทั้งโลกได้ เธอคือราชินีแห่งอียิปต์ที่มีเสน่ห์อันจะหาใครมาต้านทานได้ มีบุคลิกที่แสนจะทรงอำนาจ จนทำให้ทุกท่วงท่าของนางสะกดผู้คนให้ตกอยู่ในมนต์เสน่ห์นี้เอง นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสชมผลงานประติมากรรมนี้จะเห็นว่าศิลปินสามารถที่จะประดิษฐ์ชิ้นงานที่เมื่อนักท่องเที่ยวเห็นปุ๊บก็สามารถคาดเดาได้โดยไม่ต้องดูชื่อว่า งานชิ้นนี้ก็คือ Cleopatra อันเลื่องชื่อของเช็คสเปียร์นั่นเอง


Cleopatra detail


Cleopatra detail


Eve after the Sin by Antonio Allegretti


Eve after the Sin detail1


National Gallery of Modern Art กรุงโรม


Fabiola2


Fabiola

แหวกฟ้าหาฝัน : Vatican Museum

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/252434

วันอาทิตย์ ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

Sleeping Ariadne

การเยือนมิวเซียม Vatican นั้นนักท่องเที่ยวต้องเตรียมตัวมากสักหน่อย เนื่องจากมิวเซียมนี้มีถึง 24 ส่วน และมีของสะสมที่สามารถนำมาเรียงกันได้ถึง 9 ไมล์ นักท่องเที่ยวจึงควรมาแต่เช้า เผื่อเวลาสำหรับการเยี่ยมเยือนมิวเซียมอย่างน้อย 4 ชั่วโมง จองซื้อตั๋วมาก่อนเพื่อไม่ต้องเข้าคิวที่ยาวมาก และวางแผนด้วยว่า ต้องการเยี่ยมชมผลงานศิลปะแนวใดเพื่อเปิดโอกาสให้ตัวเองได้อรรถรสสูงสุดในการชมงานไฮไลท์ที่นักท่องเที่ยวต้องดูให้ได้มีหลายส่วน เช่น 1.บันไดวน ทันทีที่นักท่องเที่ยวเข้าสู่มิวเซียมนักท่องเที่ยวจะได้พบกับบันไดวนที่ทำจากหินเป็นรูปเกลียวสองชั้นอันเป็นสัญลักษณ์ของ DNA บันไดวนที่ออกแบบโดย Guiseppe Momo นี้ถือเป็นบันไดวนที่ได้รับการถ่ายภาพมากที่สุดในโลก 2.Raphael Rooms ห้องโถงใหญ่ด้านหน้าทางเข้าที่มีมนต์สามารถสะกดนักท่องเที่ยวให้ตะลึงงันในความงดงามได้อย่างเหลือเชื่อนี้เป็นส่วนหนึ่งของที่ประทับของท่านสันตะปาปา แต่เป็นส่วนที่เปิดให้สาธารณชนได้เข้าชม ห้องนี้มีภาพเขียนปูนเปียกที่สำคัญของไมเคิลแองเจโล และราฟาเอล ตกแต่งอยู่ 3.บัลลังก์ของสันตะปาปา บัลลังก์ที่ทำจากหินอ่อนสีแดงของท่านสันตะปาปานี้เดิมตั้งอยู่ที่ Basilica di San Giovanni ใน Laterano นักท่องเที่ยวจะได้ชื่นชมกับหินอ่อน

Statue-Augustus

สำหรับนักท่องเที่ยวที่สนใจงานประติมากรรมควรเข้าชมส่วน Gallery of theStatues ที่จัดแสดง Sleeping Ariadne ผลงานที่ลอกเลียนแบบมาจากงานในคริสต์ศตวรรษที่ 2 ประติมากรรมอันเป็นงานสะสมของพระสันตะปาปา Julius II นี้เดิมตั้งอยู่ที่สนามส่วน Belvedere นักท่องเที่ยวที่แม้ไม่ชำนาญด้านศิลปะก็สามารถทราบได้ว่าเหตุใดงานชิ้นนี้จึงได้ชื่อว่าเป็นประติมากรรมที่มีชื่อเสียงที่สุดชิ้นหนึ่งของโลก หากได้มีโอกาสดื่มด่ำกับความประณีตบรรจงของเสื้อและผ้าคลุมของผู้หญิงกึ่งนั่งกึ่งนอนในชุดผ้าคลุมที่เปิดถันข้างหนึ่งของงานประติมากรรมชิ้นนี้

Museum ที่เก็บงานประติมากรรมเด่นๆอีกแห่งคือ Museum Chiaramonti ซึ่งตั้งชื่อตามนามสกุลของพระสันตะปาปา Pius VII ก่อนได้รับการแต่งตั้งเป็นพระสันตะปาปา ผลงานชิ้นเด่นของมิวเซียมนี้คือ Augustus จักรพรรดิองค์แรกของจักรวรรดิโรมัน นอกจากนี้ในมิวเซียมแห่งนี้ยังมี Galeria Lapidaria ห้องที่จัดแสดงโต๊ะหินและหลักศิลาจารึกที่ใหญ่ที่สุดในโลกด้วยน่าเสียดายที่นักท่องเที่ยวไม่สามารถเข้าเยี่ยมเยือนได้เองตามปกติ ต้องทำเรื่องขออนุญาตเท่านั้น

ส่วนนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบอียิปต์ ในวาติกันมิวเซียมแห่งก็มีส่วน Egyptian Museum ที่ถือกำเนิดจากพระสันตะปาปา Gregory XVI ด้วย ของสะสมเกี่ยวกับอียิปต์ในมิวเซียมแห่งนี้มีอยู่มากมายโดยเฉพาะโลงศพและโมเสกที่วิจิตรตระการตาไม่แพ้ที่อื่น สำหรับนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบงานภาพเขียนโดยเฉพาะภาพเหมือน ก็ควรเยี่ยมชม Vatican Historic Museum ด้วย เพราะที่นี่เป็นมิวเซียมที่เก็บสะสมภาพเหมือนของสันตะปาปาทุกพระองค์ตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 16 รวมทั้งพาหนะของพระสันตะปาปาและคาร์ดินัลอีกต่างหากด้วย

Stair case

ผลงานของ Michelangelo

ผลงานของ Raphael

โมเสก

หลังคา Fresco

ส่วนของ Eygpt