แหวกฟ้าหาฝัน : ว่าด้วยเรื่องทางเข้า Vatican Museum

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/251489

วันอาทิตย์ ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ที่มาเที่ยวอิตาลีและเข้าโรม สถานที่ท่องเที่ยวหนึ่งที่เป็น the must ต้องไปให้ได้ก็คือ Vatican Museum ทั้งนี้เพราะที่นี่ไม่เพียงเป็นมิวเซียมที่ใหญ่อันดับหกของโลกและอันดับหนึ่งของกรุงโรมแล้ว ที่นี่ยังอยู่ในเขตปกครองพิเศษหรือนครอันศักดิ์สิทธิ์ของชาวคาทอลิกทั่วโลกด้วยที่นี่จึงเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ชาวคริสต์นิกายคาทอลิกต้องมาให้ได้ครั้งหนึ่งในชีวิต เฉกเช่นเดียวกับที่ชาวมุสลิมต้องไปเมกะให้ได้อย่างไรอย่างนั้น แต่วิธีการที่ดีที่สุดในการเที่ยวมิวเซียมนี้ก็คือ เข้าผ่านทาง Sistine Chapel โดยนักท่องเที่ยวควรเข้ามหาวิหาร St.Peter ก่อน นักท่องเที่ยวที่ต้องการเข้ามหาวิหารนี้ควรต้องไปให้ถึงมหาวิหารแต่เช้า เพราะคิวจะยาวมาก และกว่าจะออกจากมหาวิหารมาเยี่ยมชมมิวเซียมขนาดใหญ่นี้ได้ก็ต้องใช้เวลานานมากอีกเช่นกัน

Creation of Adam

หลังจากชื่นชมภายนอกและภายในของมหาวิหาร St.Peter มหาวิหารที่สำคัญที่สุดของคริสตศาสนิกชนแล้ว นักท่องเที่ยวจะผ่านเข้าไปยัง Sistine Chapel เพื่อชื่นชมภาพ Fresco ที่สำคัญที่สุดของ Michel Angeloที่เขียนไว้บนหลังคานั่นคือ Creation of Adam ภาพที่พระเจ้าใช้นิ้วแตะกับ Adam อันถือเป็นจุดกำเนิดของมวลมนุษยชาติตามพระคัมภีร์ไบเบิ้ลที่ชาวคริสต์ อิสลาม และยิวเชื่อกันทั่วโลก ภาพนี้แค่ภาพเดียวก็ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวทุกศาสนาจากทุกมุมโลกมาตั้งแถวเข้าคิวรอได้แล้ว ทั้งนี้เพราะภาพนี้ศิลปินใช้เวลาวาดด้วยท่าพิสดารนั่นคือ ห้อยหัวอยู่นานถึง 4 ปี นอกจากภาพนี้แล้ว ในห้อง Sistine Chapel ยังมีภาพสำคัญอีกภาพของศิลปินคนเดียวกันนั่นคือ The Last Judgement ด้วย ยิ่งกว่านั้น ห้องนี้ยังมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดกับชาวคาทอลิก เพราะห้องนี้เป็นห้องกำเนิดสันตะปาปาทุกพระองค์ ก่อนที่สันตะปาปาจะได้รับการคัดเลือก ผู้ทำหน้าที่คัดเลือก นั่นคือ คาดินัลที่ถูกมอบหมายจะมาประชุมกันในห้องเพื่อคัดเลือก และจะออกจากห้องไม่ได้จนกว่าจะได้สันตะปาปาไม่ว่าจะต้องใช้เวลายาวนานกี่วันก็ตาม ในช่วงไม่กี่ปีนี้ก็มีการคัดเลือกไปแล้วถึง 2 ครั้ง

Creation of Adam detail

นักท่องเที่ยวที่มีโอกาสมาเยี่ยมชมห้องนี้ จะพบว่า ผู้คนแออัดยัดทะนานมากลื่นไหลโดยถูกผลักไสให้เคลื่อนตัวไปข้างหน้า แต่ก็สามารถชื่นชมได้อย่างเต็มอิ่มและสามารถปลาบปลื้มได้อย่างแน่นอน เรียกว่าคุ้มค่ากับการเสียเวลามาเข้าคิว หลังจากที่นักท่องเที่ยวชื่นชมห้องสวดมนต์นี้เสร็จ จะผ่านออกทางประตูเข้าสู่วาติกันมิวเซียมได้ หรืออาจเดินออกไปข้างนอกได้เลย แล้วแต่จะเลือก อย่างไรก็ดี นักท่องเที่ยวที่มีเวลาไม่มาก หรือเคยชื่นชมภาพเขียนFresco ของศิลปิน Michelangelo แล้วอาจเลือกเข้าคิวที่ยาวอีกเช่นกันเข้ามิวเซียมตรงๆ ได้เลย

วาติกันมิวเซียมที่ถือกำเนิดขึ้นครั้งแรกจากการที่พระสันตะปาปาจูเลียตที่สองซื้อรูปปั้น Laocoon and His son จาก Santa Maria Maggiore เมื่อต้นคริสต์ศตวรรษที่ 16นั้น เป็นมิวเซียมที่มีผลงานศิลปะจำนวนมาก เพราะสันตะปาปาทุกพระองค์นับจากนั้นมาก็เริ่มสะสมงานศิลปะต่างๆ มากขึ้นกว่าเดิม และนำผลงานศิลปะประเภทต่างๆ ซึ่งเคยเป็นของส่วนพระองค์ออกมาให้สาธารณชนชื่นชมด้วยเพื่อเผยแพร่ประวัติศาสตร์ศิลป์ และศิลปวัฒนธรรม ส่วนของมิวเซียมที่นักท่องเที่ยวเข้าชมในปัจจุบันนั้นประกอบด้วยกลุ่มของมิวเซียมและห้องภาพที่ถือกำเนิดโดยสันตะปาปาหลายพระองค์ เช่น Pio-Clementine Museum เป็นส่วนของมิวเซียมที่ถือกำเนิดจากสันตะปาปา Clement XIV และสันตะปาปา Pius VI เป็นต้น

Laocoon and His Son

Last Judgement

Vatican Museum

มหาวิหาร St.Peter

แหวกฟ้าหาฝัน : ภาพเด่นใน PalazzoBarberini

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/250008

วันอาทิตย์ ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

Judith beheading Holofernes ของ Michelangelo Merisi da Caravaggio

นักท่องเที่ยวที่ไม่ใช่ขามิวเซียมหรือห้องภาพเวลาไปเยี่ยมเยือนห้องภาพใด มักสนใจแต่ภาพเด่นของห้องภาพหรือมิวเซียม ส่วนภาพอื่นๆก็ดูไปงั้นๆ หรือบางคนอาจไม่ดู และเลือกนั่งรอในห้องอาหาร หรือเล่นเนตเลยด้วยซํ้า ภาพเด่นของ National Gallery of Ancient Art แม้จะมีไม่มาก แต่ภาพเหล่านี้ก็สวยงามสมกับเป็นผลงาน masterpiece ของศิลปินเลยทีเดียว เช่น Saint Mary Magdalene ของ Piero di Cosimo ศิลปินอิตาลียุคเรอเนสซองส์ ภาพที่เป็นของ Monte di Piet และถูกบริจาคมาให้กับรัฐในปี 1907 นี้เห็นได้ชัดว่าได้รับอิทธิพลมาจากงาน ของ Leonardo da Vinci และ Filippo Lippiผู้ชมจะเห็นว่าแม้ภาพนี้จะเป็นผลงานตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 15 แต่ศิลปินก็สามารถรังสรรค์งานได้อย่างยอดเยี่ยมโดยเฉพาะอย่างยิ่งส่วนผมและเสื้อผ้าซึ่งเนียนราวกับภาพถ่าย

Judith beheading Holofernes ของ Michelangelo Merisi da Caravaggio

Venus and Adonis ของ Tizia Vecellio หรือ Titian ศิลปินอิตาลีที่สำคัญที่สุดของ Venetian School ภาพที่ถูกเขียนขึ้นตามบัญชาของพระเจ้าชาร์ลที่ห้าเพื่อเก็บไว้ในกรุงปราก และถูกปล้นไปเก็บไว้ในสวีเดนในสมัยของพระเจ้า Gustavus Adolfus ก่อนตกทอดมาถึงพระราชินี  Christina of Sweden ซึ่งถือมากรุงโรมเมื่อพระองค์สละราชย์จนขายไปอีกหลายทอดจากรัชทายาทของพระองค์จนมาถึงรัฐบาลโรมในที่สุดนี้ แม้จะใช้สีน้อย แต่ศิลปินก็สร้างสรรค์ได้อย่างลงตัว ผู้ชมจะเห็นว่าผลงานชิ้นนี้ของศิลปินอยู่ในระดับ masterpiece สังเกตได้จาก เสื้อรายละเอียดของเสื้อผ้าของ Adonis และสายตาของทั้ง Venus และ Adonis ที่บ่งบอกถึงความรักของทั้งคู่ได้โดยไม่ต้องใช้จินตนาการใดๆ

Sleeping Putto ของ Guido Reni ศิลปินอิตาลียุคบาโรกภาพที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของ Collection of Barberiniในเดือนมกราคมปี 1629 นี้เป็นผลงานภาพปูนเปียกที่ตระกูลBarberini ต้องการตกแต่ง Cappella Paolina ใน S.Maria Maggiore นักท่องเที่ยวจะเห็นว่าภาพเด็กนอนหลับอย่างมีความสุขนี้ดูไม่ต่างจากภาพถ่ายเลยอันแสดงให้เห็นถึงอัจฉริยภาพของศิลปินได้อย่างเด่นชัดสมกับเป็นหนึ่งใน masterpieceของศิลปินเลยทีเดียว

Judith and Holofernes ของ Francesco Furini

Judith beheading Holofernes ของ Michelangelo Merisi da Caravaggio ศิลปินอิตาลีต้นตำรับ Caravaggism ภาพจากเรื่องราวในพระคัมภีร์ที่ Judith ช่วยชนชาติของตัวด้วยการทำให้ Holofernes เมาและตัดคอเขาเสียนี้ศิลปินต้องการแสดงให้เห็นถึงความดีชนะความเลวอย่างแจ้งชัดโดยตัวภาพเน้นให้เห็นถึงสีหน้าและเสียงกรีดร้องของ Holofernes ที่หวาดกลัวระคนขึ้งเครียด สังเกตจากกล้ามเนื้อที่หดเกร็งของแขนทั้งสองผู้ชมที่ไปดูภาพจริงนี้จะสัมผัสถึงอัจฉริยภาพของศิลปินได้ไม่ยากเย็นเพราะเขาสามารถเขียนให้ภาพแสดงถึงช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านจากความเป็นสู่ความตายได้อย่างน่าทึ่ง สังเกตจากนัยน์ตาเหลือกโผนของ Holofernes อันแสดงว่าเขาเสียชีวิตแล้ว แต่การเกร็งตัวของกล้ามเนื้อแขนทั้งสองข้าง มือที่กำผ้าปูที่นอนแน่น และเสียงกรีดร้องอันเป็นสัญลักษณ์ให้เห็นว่าเขามีชีวิตอยู่ซึ่งน่าจะเป็นปฏิกิริยาอัตโนมัติจากระบบประสาทมากกว่า นอกจากนั้นในห้องภาพแห่งนี้ยังมีภาพ Judith and Holofernes จาก Francesco Furini ศิลปินอิตาลียุคบาโรกอื่นให้เปรียบเทียบด้วย นักท่องเที่ยวจะพบว่าภาพชื่อเดียวกันนี้ของ Furini ให้บรรยากาศที่อ่อนนุ่มกว่า และไม่เร้าใจเท่า

Venus and Adonis ของ Tizia Vecellio

นอกจากภาพข้างต้นแล้ว นักท่องเที่ยวที่มาเยี่ยมเยือนมิวเซียมนี้ส่วนหนึ่งคงต้องการมาดูผลงานเด่นที่สุดของห้องภาพนั่นคือ The Fornarina ของ Raphael Sanzio ศิลปินและสถาปนิกอิตาลียุคเรอเนสซองส์ ภาพคนรักของ Raphael ที่ถูกครอบครองโดยตระกูล Barberini นี้อาจเป็นภาพของ Margherita Luti บุตรสาวของ Francesco Senese ซึ่งย้ายเข้าไปอยู่ใน convent หลังจากที่ศิลปินเสียชีวิต  ภาพที่ศิลปินเขียนในปีสุดท้ายของชีวิตนี้ดูมีชีวิตชีวาและเหมือนจริงมากโดยเฉพาะแววตา และผืนผ้าที่ Fornarinaใช้ปกปิดส่วนกลางของร่างกาย นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสมาภาพของจริงนี้คงรู้สึกว่าคุ้มแล้วที่ได้เสียเงินมาเยือนห้องภาพแห่งนี้ (ภาพจาก Guide the National Gallery of Ancient Art at Palazzo Barberini)

Venus and Adonis ของ Tizia Vecellio

Saint Mary Magdalene ของ Piero di Cosimo

Sleeping Putto ของ Guido Reni

แหวกฟ้าหาฝัน : Scene from Bible ใน Palazzo Barberini 3

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/249108

วันอาทิตย์ ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

Christ Driving the Money Changer out of the Temple ของ Valentin de Boulogne

ใน National Gallery of Ancient Art กรุงโรม ยังมีภาพจากพระคัมภีร์ไบเบิ้ลอีกหลายภาพ เช่น The Raising of Lazarus ของ MattiaPreti ศิลปินอิตาลียุคบาโรก ตอนหนึ่งจากพระคัมภีร์จอห์น 11: 1-44 ที่พระเยซูทำอัศจรรย์เพื่อให้ Lazarus of Bethany ฟื้นคืนชีพหลังจากที่เขาถูกฝังไปแล้วนี้เป็นอีกหัวข้อหนึ่งที่ศิลปินนิยมนำมาสร้างสรรค์ผลงาน ทั้งนี้เพราะช่วงเวลานี้ไม่เพียงเป็นการถวายพระเกียรติกับพระองค์แล้วยังเป็นตอนหนึ่งที่ศิลปินสามารถใช้จินตนาการได้อย่างหลากหลายด้วย ภาพการฟื้นคืนชีพของ Lazarus นี้เป็นผลงานที่ศิลปินสามารถผสมผสานแนวทางศิลปะแบบเรอเนสซองส์และนาโปลีได้อย่างลงตัวโดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้แสงและเงาเพื่อแสดงให้เห็นถึงความขลัง ผู้ชมที่เห็นผลงานของจริงจะสามารถเห็นถึงรัศมีที่แผ่ออกจากนิ้วดัชนีของพระเยซูและรอบๆ เศียรเลยทีเดียว

Christ Driving the Money Changer out of the Temple ของ Valentin de Boulogne detail

Christ Driving the Money Changerout of the Temple ของ Valentin deBoulogne ศิลปินฝรั่งเศสแนว Tenebrism เรื่องราวตอนนี้เกิดขึ้นในเยรูซาเลมเมื่อพระเยซูเสด็จเข้าไปในวิหารและเห็นพ่อค้ามาขายสัตว์เพื่อให้ชาวบ้านนำมาบูชายัญ พระองค์ทรงพิโรธมากจึงขับไล่พ่อค้าเหล่านี้ไป และกล่าวว่า  มีพระวจนะเขียนไว้ว่า “นิเวศของเราเขาจะเรียกว่าเป็นนิเวศอธิษฐาน” แต่เจ้าทั้งหลายมากระทำให้เป็น “ถ้ำของพวกโจร” ดั้งเดิมนั้นภาพเขียนนี้ของศิลปินเคยอยู่ในของสะสมของราชวงศ์สเปน แต่ในช่วงที่นโปเลียนเรืองอำนาจก็ปล้นสเปนมาเป็นของตัว หลังจากนั้นภาพเขียนนี้ก็ถูกเปลี่ยนมืออีกหลายครั้งจนมาอยู่ที่ National Gallery of Ancient Artในปี 1895  ผลงานชิ้นนี้แสดงอัตลักษณ์ของงานแนว Tenebrism อย่างเด่นชัดตรงที่มีการใช้แสงสลับกับเงาขับเน้นความรุนแรงของเรื่องราวจากตัวละครในภาพ

Samson and Delilah ของ Mathias Stom

The Judgment of Solomon ของ Valentin de Boulogne ศิลปินชาวฝรั่งเศสแนว Tenebrism ฉากที่แสดงถึงความเฉลียวฉลาดของกษัตริย์โซโลมอน บุตรดาวิด ในการตัดสินคดีหญิงสองคนแย่งลูกคนเดียวกันนี้เป็นฉากที่แสดงการยกย่องกษัตริย์โซโลมอนอย่างมาก ในตอนนี้เมื่อมีหญิงสองคนมาให้พระองค์ตัดสินว่าทารกที่รอดตายเป็นของใคร พระองค์จึงสั่งให้ทหารนำดาบมาเพื่อแบ่งเด็กให้หญิงทั้งสองคนละครึ่ง เมื่อหญิงคนหนึ่งร้องว่า อย่าฆ่าเด็กเลย ยกเด็กให้อีกคนเถอะส่วนอีกคนร้องว่า ให้พระองค์แบ่งเด็กไปเลยเด็กจะได้ไม่ต้องเป็นของทั้งเธอและหญิงคนแรก พระองค์จึงตัดสินให้หญิงที่เป็นคนร้องคนแรกโดยให้เหตุผลว่าเพราะเธอเป็นแม่เด็กจึงไม่อยากให้เด็กตาย เรื่องราวที่แสดงความปราดเปรื่องนี้ส่งผลให้พระนามของกษัตริย์โซโลมอน กระเดื่องไปทั่วอิสราเอล แม้ผลงานชิ้นนี้จะมาจากศิลปินคนเดียวกัน และใช้เทคนิคใกล้เคียงกันในการวาดทั้งสองภาพ นั่นคือ ใช้แสงเป็นตัวสร้างความโดดเด่นให้กับตัวละคร แต่เขากลับสามารถที่จะใช้ภาพสื่อถึงความยุติธรรมและความปราดเปรื่องของกษัตริย์โซโลมอนได้โดยไม่จำเป็นต้องมีคำอธิบายอันสะท้อนให้เห็นถึงอัจฉริยภาพของศิลปินได้อย่างเด่นชัด นอกจากนี้ ศิลปินคนเดียวกันยังมีภาพฮิตในพระคัมภีร์จัดแสดงในห้องภาพนี้ด้วยคือ The Last Supper

The Judgment of Solomon ของ Valentin de Boulogne

Samson and Delilah ของ Mathias Stomศิลปินชาวดัทช์แนว Caravaggism เรื่องราวในตอนนี้ของพระคัมภีร์กล่าวถึงแซมซั่น บุตรของสามีภรรยาชาวอิสราเอลที่ถือกำเนิดตามคำทำนายของนางฟ้า แต่มีเงื่อนไขว่าเขาต้องรับใช้ชาติ อุทิศตัวให้กับพระผู้เป็นเจ้าและห้ามตัดผม แซมซั่นเป็นชายหนุ่มที่มีพละกำลังมาก เริ่มทะนงตนและผิดสัญญาด้วยการไม่ดำรงตนอย่างบริสุทธิ์ ชอบเที่ยวโสเภณี แต่เขายังไม่ผิดสัญญาในเรื่องไม่ตัดผม เขาจึงยังคงแข็งแรง แต่เมื่อเขาติดผู้หญิงโสเภณีที่มีนามว่า Delilah ที่ได้รับสินบนมาให้หลอกถามเขาว่าอะไรคือความลับของความแข็งแรง เขาก็สารภาพกับนางและถูกตัดผมจนหมดกำลังในที่สุด ศิลปินเขียนให้ Delilah ถือกรรไกรและแซมซั่นดูหมดแรงซึ่งสามารถบอกถึงเรื่องราวตามพระคัมภีร์ได้ในฉากเดียวอันสะท้อนให้เห็นถึงอัจฉริยภาพของศิลปินได้อย่างเด่นชัด ผลงานชิ้นนี้แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของ Caravaggio อย่างเด่นชัด สังเกตได้จากการให้แสง แต่ยังคงมีเอกลักษณ์ของตัวเองตรงที่ศิลปินชอบจัดวางองค์ประกอบของภาพแบบสามเหลี่ยมและให้จุดเด่นอยู่ตรงฐานเหมือนอย่างตัวแซมซั่นในภาพ

นักท่องเที่ยวที่มีโอกาสมาเยือน Palazzo Barberini ไม่เพียงจะได้ชมพระราชวังอันสวยงาม ยังได้มีโอกาสชมภาพเขียนจากพระคัมภีร์จนจุใจอันน่าจะทำให้รู้สึกคุ้มค่าและอิ่มเอได้ไม่น้อยทีเดียว  (ภาพจาก Guidethe National Gallery of Ancient Art at PalazzoBarberini)

The Last Supper

The Last Supper detail

The Raising of Lazarus ของ Mattia Preti

The Raising of Lazarus ของ Mattia Preti detai

แหวกฟ้าหาฝัน : Scene from Bible ใน Palazzo Barberini 2

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/248275

วันอาทิตย์ ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

นอกจากภาพ Ascension of Virgin ของ Benvenuto Tisi, Christ and the Woman Taken in Adultery ของ Jacopo Robusti และ The Toilet of Bathsheeba ของ Jacopo Zucchi แล้ว ใน National Gallery of Ancient Art ยังมีภาพอันเกี่ยวเนื่องกับศาสนจักรอีกหลายภาพ เช่น Saul Attacking David ของ Giovan Francesco Barbieri หรือ Il Guercino ศิลปินอิตาลียุคบาโรก ภาพที่ถูกเขียนขึ้นพร้อมกับ Samson showing his hair ตามคำบัญชาของ Cardinal Falconieri นี้ ถูกส่งต่อมาอยู่ที่ Papal Residence ในปี 1787 ภาพกษัตริย์ซาอูลกำลังจะทำร้ายดาวิดซึ่งเป็นตอนหนึ่งในพระคัมภีร์ที่พระองค์เริ่มไม่ไว้ใจดาวิดซึ่งขณะนั้นยังเป็นแค่ทหารใกล้ชิดที่ทำหน้าที่เล่นดนตรีนี้ได้ถูกส่งต่อเป็นทอดๆ จนมาถึง Palazzo Barberini ในปี 1994  ภาพกษัตริย์ซาอูลกำลังเงื้ออาวุธเพื่อจะทำร้ายดาวิดนี้มีการจัดวางองค์ประกอบของภาพเหมือนอย่างผลงานประติมากรรมหรือฉากในโรงละครอันสะท้อนให้เห็นว่าศิลปินสร้างสรรค์งานแนวบาโรกเข้ากับงานแนวคลาสิกได้อย่างกลมกลืนสมกับเป็นหนึ่งใน Masterpiece ของเขา

Sacrifice of Isaac ของ Orazio Riminaldi ศิลปินอิตาลียุคบาโรก ภาพนี้มาจากฉากสะเทือนใจที่สุดฉากหนึ่งในพระคัมภีร์ตอนที่อับราฮัมต้องฆ่าบุตรชาย Isaac เพื่อบูชายัญให้กับพระเจ้าตามพระบัญชาของพระองค์  การที่อับราฮัมเป็นผู้ที่รักพระเจ้ามาก เขาไม่เคยขัดคำสั่งเลย แม้การฆ่าลูกชายจะทำร้ายจิตใจของเขามากก็ตาม แต่เขาก็ยังเลือกที่จะเชื่อฟังอยู่ดี แต่ในที่สุดพระองค์ก็ส่งทูตสวรรค์มาห้ามไม่ให้ฆ่าบุตรชายและส่งแกะมาให้บูชายัญแทน แม้ศิลปินจะจับเอาฉากตอนที่ทูตสวรรค์กำลังห้ามอับราฮัมซึ่งเป็นช่วงเวลาที่บีบคั้นมากที่สุดมารังสรรค์ผลงาน แต่เขาก็สามารถใช้แนวทางศิลปะ 2 แบบได้อย่างกลมกลืน สังเกตจากการจัดวางองค์ประกอบของภาพตามแนวทางศิลปะแบบ Caravaggism และสีหน้าท่าทางของตัวละครที่ดูค่อนข้างอ่อนโยนตามแนวทางศิลปะแบบบาโรก

Rest on the Flight into Egypt ของ Angelo Caroselli ศิลปินอิตาลียุคบาโรก ภาพนี้ก็มาจากอีกฉากสำคัญในพระคัมภีร์ตอนที่ทูตสวรรค์มาบอกให้โจเซฟพามารีพระมารดาของพระเยซูหนีไปอยู่อียิปต์หลังจากที่มารีเพิ่งคลอดพระบุตร ผลงานชิ้นนี้สะท้อนให้เห็นว่าศิลปินได้รับอิทธิพลมาจาก ทั้ง Venetian School และ Nicolas Poussin ศิลปินชั้นนำยุคบาโรกชาวฝรั่งเศสซึ่งแตกต่างจากผลงานศิลปินชาวอิตาลีทั่วไปอย่างเห็นได้ชัด  ผู้ชมที่เคยเห็นผลงานของ Poussin จะพบว่า การจัดวางองค์ประกอบของภาพและสีหน้าท่าทางของตัวละครแต่ละตัวในภาพละม้ายกับผลงานของ Poussin อย่างมากโดยเฉพาะอย่างหน้าตาของตัวละคร

The Flight into Egypt ของ G. Andrea Ansaldo ศิลปินอิตาลี Flemish School ภาพที่ถูกเขียนขึ้นจากเหตุการณ์เดียวกันกับภาพด้านบนนี้กลับมีการจัดวางองค์ประกอบของภาพต่างกันอย่างเห็นได้ชัด  แม้ภาพจะถูกวาดตั้งแต่ปี 1638 และนางมารีใส่ชุดเหมือนชาวอียิปต์ แต่การที่นางปล่อยผมยาวและใส่หมวกปีกกว้างทำให้ภาพดูทันสมัยราวกับเพิ่งเขียนในคริสต์ศตวรรษที่ 21 นี้เอง

Cain and Abel ของ Pietro Novelli ศิลปินอิตาลียุคบาโรก ฉากที่ศิลปินจับเอาฉากหลังจากที่เคนเพิ่งฆ่าอาเบลน้องชายและวิ่งหนี แต่พระเจ้าเรียกเขาและถามเขาถึงน้องชายว่าอยู่ไหนนี่เป็นฉากที่มีศิลปินวาดไว้ใน Barberini collection ถึง 4 ภาพ ผู้ชมจะเห็นว่าศิลปินได้รับอิทธิพลจากทั้ง Caravaggism และ Bolognese อย่างเห็นได้ชัดโดยเฉพาะการจัดวางองค์ประกอบของภาพที่ดูโหดเหี้ยม และเหมือนจริงเสมือนฉากหนึ่งในละครเลยทีเดียว  (ภาพจาก Guide the National Gallery of Ancient Art at Palazzo Barberini)

แหวกฟ้าหาฝัน : Scene from Bible ใน Palazzo Barberini

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/247400

วันอาทิตย์ ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

The Toilet of Bathsheeba ของ Jacopo Zucchi

นักท่องเที่ยวที่เพิ่งเข้ามิวเซียมใหม่ๆ คงสงสัยว่า ทำไมมิวเซียมหรือห้องภาพที่จัดแสดงภาพรุ่นเก่าถึงมีแต่ภาพที่เกี่ยวเนื่องกับศาสนาคริสต์มากนักโดยเฉพาะอย่างยิ่งรูปพระนางมารีอุ้มพระบุตร ภาพ The Holy Family และภาพที่มีชื่อซํ้าๆ อีกหลายชื่อ ทั้งนี้เพราะในสมัยโบราณผู้ที่มีฐานะมั่งคั่งมากพอที่จะสั่งหรือจ้างวาดภาพได้มีแต่กษัตริย์ ขุนนางระดับสูงและศาสนจักรเท่านั้น  ภาพส่วนใหญ่ที่ศิลปินเขียนจึงมักเป็นไปเพื่อการตกแต่งโบสถ์เป็นส่วนใหญ่ เรื่องราวที่ใช้ในการเขียนจึงมักเป็นเรื่องราวในพระคัมภีร์ไบเบิ้ลทั้งนั้น  นักท่องเที่ยวที่มีความรู้เกี่ยวกับพระคัมภีร์จะได้เปรียบคนที่ไม่มีความรู้หน่อยตรงที่สามารถดูภาพได้อย่างสนุกสนานกว่า แต่ผู้ที่ไม่มีความรู้เลยก็สามารถที่จะถือโอกาสหาความรู้จากการดูภาพได้เช่นกัน

The Toilet of Bathsheeba ของ Jacopo Zucchi detail

National Gallery of Ancient Art ซึ่งเป็นสถานที่หนึ่งที่เก็บสะสมภาพรุ่นเก่าจึงมีภาพเรื่องราวในพระคัมภีร์ไบเบิ้ลมากมาย เช่น Ascension of Virgin ของ Benvenuto Tisi ศิลปินอิตาลียุคเรอเนสซองส์ แมนเนอริส ภาพที่ถูกเขียนขึ้นเพื่อประดับทางเดินในโบสถ์ Santa Maria in Vado นี้ถูกนำมาโรมครั้งแรกเพื่อถวายแด่พระสันตะปาปาในปี 1598 ผู้ชมจะเห็นว่า ภาพพระบุตรลอยขึ้นบนฟ้ากลับสู่สวรรค์อันเป็นช่วงเวลาหลังจากที่พระองค์ฟื้นคืนชีพแล้ว 40 วันนี้ได้รับอิทธิพลจากแนวทางการเขียนภาพของRaphael อย่างเห็นได้ชัดโดยเฉพาะอย่างยิ่งเสื้อผ้าและการให้สี

Christ and the Woman Taken in Adultery ของ Jacopo Robusti หรือ Tintorettoศิลปินอิตาลียุคเรอเนสซองส์ ภาพนี้เป็นตอนหนึ่งในพระคัมภีร์ที่ศิลปินสามารถสร้างสรรค์ผลงานได้อย่างหลากหลาย พระคัมภีร์ตอนนี้มาจากจอห์น 53:8-11 ที่พระเยซูใช้นิ้วเขียนลงบนพื้นรอบตัวหญิงที่เคยทำความผิดซึ่งปกติมักถูกหินขว้างจนตายว่า ใครผู้ไม่เคยทำผิดสามารถขว้างหินใส่หญิงคนนี้ได้เลย ประชาชนที่มายืนอยู่รอบๆ จึงเดินหนีจากไป นางจึงรอดตายได้โดยพระคุณของพระบุตรด้วยประการฉะนี้ผลงานชิ้นนี้ของศิลปินแสดงให้เห็นถึงอัจฉริยภาพของศิลปินอย่างมากตั้งแต่สีหน้าท่าทางและเสื้อผ้าของตัวละครแต่ละตัว รวมทั้งการจัดวางองค์ประกอบของภาพจนดูเป็นสามมิติได้อย่างเหลือเชื่อ

Christ and the Woman Taken in Adultery ของ Jacopo Robusti

The Toilet of Bathsheeba ของ Jacopo Zucchi ศิลปินอิตาลียุคแมนเนอริสซึมภาพนี้เคยถูกยืมไปเบอร์ลินในปี 1908 และถูกเชื่อว่าถูกระเบิดทำลายไปตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่สองแล้ว แต่ก็หวนกลับมาสู่ห้องภาพนี้ได้อีกในปี 1998 ภาพที่นางบาชีบาอาบน้ำนี้เป็นภาพในพระคัมภีร์ตอนหนึ่งที่ศิลปินยุคเรอเนสซองส์นิยมสร้างสรรค์ผลงาน  เรื่องราวส่วนนี้ในพระคัมภีร์เก่ามีว่า กษัตริย์ดาวิดเห็นนางบาชีบาภรรยาของของ Uriah ทหารเอกของพระองค์กำลังอาบน้ำ พระองค์เกิดติดใจเลยสั่งให้ทหารนำนางมาพบพระองค์และหลับนอนด้วย เมื่อนางตั้งครรภ์ กษัตริย์ดาวิดก็ออกอุบายเพื่อฆ่า Uriah ในสงครามและรับเอานางมาเป็นภรรยา พระเจ้าจึงทรงลงโทษกษัตริย์ดาวิดด้วยการอนุญาตให้บุตรคนแรกของพระองค์กับนางบาชีบาเสียชีวิต แต่ยอมให้บุตรคนที่สองเป็นกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ นั่นคือ โซโลมอน  ผลงานชิ้นนี้ของศิลปินมีการจัดวางองค์ประกอบภาพคล้ายกับละครเวทีโดยท่วงท่าของนางบาชีบาและผู้รับใช้ดูอ่อนช้อยคล้ายกับงานประติมากรรม ส่วนการลงสีที่เรียบเนียนก็สมกับเป็นงานแนวแมนเนอริสต์ต้นแบบ  (ภาพจาก Guide the NationalGallery of Ancient Art at PalazzoBarberini)

Ascension of Virgin ของ Benvenuto Tisi

Christ and the Woman Taken in Adultery ของ Jacopo Robusti detail2

Christ and the Woman Taken in Adultery ของ Jacopo Robusti detail

 

แหวกฟ้าหาฝัน : Pieta ใน Palazzo Barberini

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/246507

วันอาทิตย์ ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ผลงานของ Annibale Carracci

Pieta หรือ Lamentation of Christ เป็นภาพเรื่องราวในพระคัมภีร์ตอนที่พระนางมารีอุ้มพระบุตรที่เพิ่งสิ้นพระชนม์จากการตรึงกางเขนอันเป็นฉากหนึ่งจาก Passion of Christ เมื่อศิลปินสร้างสรรค์งานในชื่อ Pieta นั้นมักจะมี 3 ลักษณะ คือ ภาพเศร้าเสียใจของพระนางมารีและอุ้มพระบุตรอยู่ ภาพพระนางมารีที่ถูกดาบแทง (Mater Dolorosa) และ ภาพพระนางมารียืนอยู่ข้างพระบุตรที่ยังถูกตรึงอยู่บนกางเขน   อย่างไรก็ดีภาพ Pieta ที่คนทั่วไปเข้าใจมักเป็นภาพพระนางมารีอุ้มพระบุตรอยู่  ส่วนภาพ Pieta ที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลกคงไม่มีงานชิ้นใดเกิน Pieta งานประติมากรรมชั้นยอดของ Michelangelo ในมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ที่คนทั่วโลกไปเข้าคิวชมกัน

ผลงานของ Annibale Carracci detail

ถึงกระนั้นก็ตาม Pieta ก็เป็นหัวข้อที่ศิลปินนิยมสร้างสรรค์  ใน National Gallery of Ancient Art ก็มีภาพเขียนของศิลปินหลายคนในหัวข้อนี้ เช่น ผลงานของผู้ที่ติดตาม Michelangelo ซึ่งอาจเป็น Jacopo dell’ Indaco  ภาพ Pieta ที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับผลงานประติมากรรมของ Michelangelo ที่เป็นสีครีมอ่อนคล้ายคลึงกับงานประติมากรรมนี้ใกล้เคียงกันกับผลงานที่ชื่อ Anthroned Virgin with the Infant Christ and Saint John the Baptist และ A Praying Virgin with the Infant Christ and Saint John the Baptist ที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นในทศวรรษที่ 1490 ผู้ชมจะพบว่าหากดูเฉพาะส่วนของรังสีเหนือศีรษะของทั้งพระนางมารีและพระบุตรอาจรู้สึกว่าผลงานค่อนข้างหยาบ แต่หากสังเกตให้ดีโดยเฉพาะส่วนเท้า รอยพับของผ้า และสายตาของพระนางมารีจะพบว่า ศิลปินเขียนได้อย่างวิจิตรบรรจงมากสมกับเป็นศิษย์ของ Michelangelo จริง ๆ

ผลงานของ Annibale Carracci ศิลปินอิตาลียุคบาโรกชิ้นนี้มาในกรอบไม้ที่เรียกว่า Triptych สามภาพพร้อมกัน  ผลงานที่โดดเด่นที่สุดชิ้นหนึ่งของศิลปินเป็นของ Cardinal Odoardo Farnese และยกให้กับหลานของเขา Duke of Parma ต่อมาผลงานชิ้นนี้มาถึงกรุงโรมจากการแต่งงานระหว่าง Maria และ Vittoria Farnese ลักษณะของ Pieta นี้ค่อนข้างแตกต่างจากผลงานของศิลปินอื่น เนื่องจากพระนางมารีมิได้โอบอุ้มพระบุตรในท่ามาตรฐาน แต่กลับโอบกอดด้านข้าง แต่ความเศร้าโศกที่ปรากฏจากท่าทางและสีหน้ามิได้ดูลดลง ซํ้ายังดูเหมือนมนุษย์ปกติอย่างมากอีกด้วย นอกจากนี้ภาพของ Saint อื่นที่มาพบก็ดูตกใจระคนโศกเศร้าเสมือนหนึ่งปฏิกิริยาของมนุษย์อีกต่างหาก  ผู้ชมจะพบว่าศิลปินสามารถสร้างสรรค์ผลงานได้อย่างมีชีวิตชีวาทั้งหน้าตา ท่าทาง และกิริยาของตัวละครทุกตัวล้วนเป็นไปอย่างสมจริงสมกับที่ผลงานชิ้นนี้ได้รับการยกย่องให้เป็น Masterpiece ของเขา

ผลงานของ Annibale Carracci detail2

ผลงานของ Giovan Battista Gaulli or Baciccia ศิลปินอิตาลียุคบาโรก ที่มีอีกชื่อหนึ่ง Dead Christ in the arms of the weeping Virgin with two little angels นี้ถูกเขียนขึ้นตามคำบัญชาของ Cardinal Flavio Chigi  แม้สีหน้า แววตาและท่าถือผ้าเช็ดหน้าของพระนางมารีในภาพจะดูไม่เศร้าสร้อยเท่าที่ควร แต่การจัดวางองค์ประกอบของภาพท่าพระศพของพระคริสต์ และเสื้อผ้าของพระนางมารีก็สะท้อนให้เห็นถึงฝีไม้ลายมือของศิลปินที่จัดได้ว่าฉกาจในงานแนวบาโรกอย่างแจ้งชัด

ผลงานของ Massimo Stanzione ศิลปินอิตาลียุคบาโรกชิ้นนี้ได้รับการพิจารณาว่าเป็นของเขาอันเป็นผลจากการทำความสะอาดภาพเขียน และฟื้นฟูห้องภาพนี้ในปี 1958  ผลงานชิ้นนี้ดูแตกต่างจาก Pieta อื่น ๆ ตรงที่ศิลปินไม่ได้พยายามยัดเยียดบรรยากาศความเศร้าให้กับผู้ชม แต่ต้องการให้ภาพนี้ดูเสมือนฉากหนึ่งในละครที่ตัวละครกำลังรํ่าไห้ให้กับการจากไปของบุคคลอันเป็นที่รักจนสร้างความสะเทือนใจและโหยหาได้มากกว่า  ผู้ชมจะเห็นว่า ภาพมารดาที่หัวใจกำลังสลายคุกเข่าลงบรรจงยกมือบุตรชายอันเป็นที่รักที่จากไปขึ้นมาประพรมจูบลาช้าๆท่ามกลางแสงหม่นหมองที่มีฉากหลังเป็นพื้นดำนี้บ่งบอกถึงบรรยากาศของความเศร้าสร้อยอย่างหาที่เปรียบมิได้สมกับเป็นหนึ่งใน masterpiece ของศิลปินอย่างไม่ต้องสงสัย (ภาพจาก Guide the National Gallery of Ancient Art at Palazzo Barberini)

Follower of Micheangelo

ผลงานของ Giovan Battista Gaulli or Baciccia

ผลงานของ Giovan Battista Gaulli or Baciccia detail

ผลงานของ Massimo Stanzione

ผลงานของ Massimo Stanzione detail

แหวกฟ้าหาฝัน : Madonna ใน Palazzo Barberini

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/245446

วันอาทิตย์ ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

Madonna and Child with Saint Petronius and Saint John the Baptist ของ Domenico Zampieri detail

Madonna หรือ Mary หรือพระแม่มารีพระมารดาของพระคริสต์นี้ตามพระคัมภีร์ตอน Matthew และ Luke ในพระคัมภีร์ใหม่นั้นถูกเชื่อกันว่าเป็นหญิงบริสุทธิ์ที่ตั้งครรภ์ตามคำบัญชาของพระเจ้า  อย่างไรก็ดีนางมารีได้แต่งงานกับโจเซฟตามคำแนะนำของทูตสวรรค์เพื่อให้พระบุตรที่ต่อไปจะเป็นพระคริสต์พระผู้ช่วยให้รอดของชาวคาทอลิกและชาวคริสเตียนได้รับการคุ้มครองในการเดินทางไปเบธเลเฮม พระนางมารีหรือนางมารีนี้มักเป็นตัวละครที่ศิลปินยุคโบราณสร้างสรรค์ผลงานโดยมีหัวข้อหลากหลาย เช่น Madonna and Child, Madonna and Child and St.John the Baptist, The Holy Family

Madonna and Child with Saint Petronius and Saint John the Baptist ของ Domenico Zampieri

ใน National Gallery of Ancient Art ก็มีภาพพระแม่มารีหลายภาพ เช่น Madonnaand Child ของ Filippo Lippi ศิลปินอิตาลีในคริสต์ศตวรรษที่ 15 ภาพที่ถูกเขียนขึ้นตามคำบัญชาของ Monsignor Vitelleschi อาร์ชบิชอบแห่งฟลอเรนซ์เพื่อแขวนไว้ที่ Augustinian Convent of San Marco นี้ ทั้งการจัดวางองค์ประกอบ การใช้สี และรูปแบบการวาดผลงานแสดงให้เห็นอย่างแจ้งชัดว่าได้รับอิทธิพลมาจาก Masaccio และ Venetian School  แม้ศิลปินจะสร้างสรรค์งานขึ้นในช่วงที่เขายังไม่ขึ้นถึงจุดสูงสุดในวิชาชีพก็ตาม แต่ผลงานชิ้นนี้ก็แสดงให้เห็นถึงอัจฉริยภาพของเขาได้อย่างเด่นชัดแล้วสังเกตได้จากการเขียนผ้าคลุมที่ดูพลิ้วไหวจนอดไม่ได้ที่จะเอื้อมมือไปแตะต้อง

The Holy Family ของ Andrea d’ Agnolo ศิลปินอิตาลียุคเรอเนสซองส์ ภาพที่ถูกเขียนขึ้นตามคำบัญชาของ Zanobi Bracci เพื่อตกแต่งห้องสวดมนต์ใน Villa di Rovezzanoและถูกก๊อปปี้หลายครั้งนี้ได้รับอิทธิพลมาจาก Raphael อย่างเห็นได้ชัด สังเกตได้จากท่าทาง สีหน้าและรัศมีรอบศีรษะของ St.Joseph รวมทั้งหน้าตาและท่าทางของพระคริสต์ด้วย

Madonna and Child with Saint Petronius and Saint John the Baptist ของ Domenico Zampieri detail2

Madonna and Child ของ Giulio Pippi หรือ Giulio Romano ศิลปินและสถาปนิกอิตาลียุคเรอเนสซองส์ลูกศิษย์ของ Raphael ภาพนี้มีลักษณะพิเศษแตกต่างจากภาพเขียนแนวนี้ของศิลปินอื่นในยุคเดียวกันตรงที่ศิลปินจัดให้พระนางมารีและพระบุตรอยู่ในห้องหับมิดชิดมิใช่ในทัศนียภาพที่เป็นธรรมชาติเพื่อแสดงให้เห็นถึงความเป็นครอบครัวที่ใกล้ชิดกันหรือเสมือนมนุษย์นั่นเอง

Madonna with the Infant Christ and Saint John the Baptist  ของ Domenico Beccafumi ศิลปินอิตาลียุคเรอเนสซองส์ ภาพพระนางมารีและพระบุตรที่เขียนไม่เสร็จที่เคยถูกเข้าใจผิดว่าเป็นของ Leonardo da Vinci นี้แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของ Leonardo da Vinci อย่างแจ้งชัดโดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดวางองค์ประกอบของภาพและแนวทางในการวาด การให้สี และแสง

Madonna and Child ของ Filippo Lippi

Madonna and child with SaintPetronius and Saint John the Baptist ของDomenico Zampieri ศิลปินอิตาลียุคบาโรก ภาพที่ถูกเขียนขึ้นเพื่อประดับ Santi Giovanni e Petronio dei Bolognesi นี้ถูกนำไปจัดตั้งที่ Brera มิลานในปี 1812 แม้ศิลปินจะเขียนภาพตามแนวทางศิลปะแบบบาโรก แต่การจัดวางองค์ประกอบกลับสะท้อนให้เห็นถึงอิทธิพลศิลปะแนวเรอเนสซองส์ และการใช้สีตามแนวทางศิลปะแบบ Venetian School ภาพเขียนสีนํ้ามันบนผืนผ้าใบเพื่อตกแต่งแท่นบูชาขนาดใหญ่นี้ ศิลปินวาดส่วนของนักดนตรีได้อย่างน่ารักและดูสดใส มีชีวิตชีวามากสมกับเป็นผลงานชิ้นสำคัญชิ้นหนึ่งของศิลปินเลยทีเดียว (ภาพจาก Guide theNational Gallery of Ancient Art at PalazzoBarberini)

Madonna and Child ของ Giulio Pippi

Madonna with the Infant Christ and Saint John the Baptist ของ Domenico Beccafumi

The Holy Family ของ Andrea d’ Agnolo

แหวกฟ้าหาฝัน : Palazzo Barberini กรุงโรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/244359

วันอาทิตย์ ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่มาเยือนกรุงโรมหลายครั้ง และไปเที่ยวสถานที่ท่องเที่ยวหลักมาจนทั่ว ไม่ว่าจะเป็นกรุงวาติกัน วาติกันมิวเซียม มหาวิหาร St. Peter น้ำพุเทรวี่ บันไดสเปน คอลอสเซียมแล้ว คงต้องเริ่มคิดว่าต้องไปไหนอีก สถานที่ท่องเที่ยวหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ Palazzo Barberini ที่นี่ไม่เพียงเป็นพระราชวัง ยังเป็น National Gallery of Ancient Art ด้วย พระราชวังที่ตั้งอยู่ที่จัตุรัส Piazza Barberini ซึ่งเป็นทางลาดนี้เคยเป็นของตระกูล Sforza มาตั้งแต่ปี 1549 ต่อมา Maffeo Barberini  ซึ่งต่อมาคือพระสันตะปาปา Urban VIII ได้ซื้อพื้นที่นี้จาก Cardinal Alessandro Sforza เพื่อมาทำพระราชวัง

Crucifix

การที่ตระกูล Barberini ไม่เคยมีอำนาจในโรมมาก่อน แต่ได้มีโอกาสเป็นสันตะปาปา ทำให้สันตะปาปา Urban VIII ต้องการให้พระราชวังแห่งนี้เป็นสถานที่แสดงพระราชอำนาจและความร่ำรวยหรูหราของพระองค์ แม้ที่นี่จะเคยเป็นพระราชวังเก่าของตระกูล Sforza แต่เนื่องจากการสิ้นอำนาจและเงินหมด ทำให้พระราชวังแห่งนี้ไม่ได้รับการตกแต่งอย่างเต็มที่ อย่างไรก็ดี พระองค์ยังเก็บงานสถาปัตยกรรมเดิมไว้ ส่วนใหม่ได้รับการออกแบบจากสถาปนิกชั้นนำแห่งยุคหลายคนเช่น Carlo Maderno ออกแบบตามแนวทางสถาปัตยกรรมแบบเรอเนสซองส์โดยยังคงให้มีสวนอยู่ตรงกลาง  เมื่อ GianLorenzo Bernini มารับงานต่อ เขาก็พยายามที่จะก่อสร้างตามแบบเดิมเพียงแต่ขยายเพิ่มเป็นสองชั้น และเพิ่มห้อง oval ขึ้นเพื่อให้กลืนกับสถาปัตยกรรมเดิมๆ ด้วย  นอกจากนี้เขายังออกแบบส่วนของบันไดให้ดูหรูหราเพื่อส่งเสริมกลยุทธ์ของท่าน Urban VIII ด้วย  ส่วนบันไดอันหลังถูกออกแบบโดย Borromini ให้เป็นบันไดวนที่มีความทันสมัยกว่าโดยได้รับแรงบันดาลใจจาก Palazzo Farnese  การตกแต่งที่สำคัญอีกอย่างของพระราชวังก็คือ The Triumph of Divine Providence ภาพเขียนปูนเปียกของ Pietro da Cortona ที่เป็นแนวทางศิลปะแบบบาโรก

Fornarina

เมื่ออำนาจของตระกูล Barbernini เริ่มเสื่อมถอยพวกเขาก็หันมาอาศัยการพึ่งพิงตระกูล Colonnaด้วยการแต่งงานและมีสัญญาต่อกันในการให้คนในตระกูลคนที่สองใช้นามสกุล Barbernini  พวกเขาจึงใช้การปรับโฉมพระราชวังแห่งนี้เพื่อฟื้นฟูอำนาจของตระกูลโดยปรับปรุงชั้นสองใหม่เพื่อใช้อยู่อาศัยจริง และหลีกหนีจากแนวทางศิลปะแบบหรูหรา หลังการรวมชาติของอิตาลีในคริสต์ศตวรรษที่ 19 ที่นี่ถูกปรับโฉมอีกครั้ง เมื่อรัฐบาลอิตาลีซื้ออาคารนี้มาเป็นของรัฐ ก็ได้ปรับโฉมพระราชวังให้กลายเป็น National Gallery of Ancient Art โดยจัดแสดงของตามลำดับปีจากคริสต์ศตวรรษที่ 13-18

ของจัดแสดงชั้นล่างเป็นยุคเรอเนสซองส์ตอนต้นประกอบด้วยงานสำคัญคือ The Madonna Advocata งานเก่าแก่ที่สุดของห้องภาพ Crucifix ของ Simone and Machilone ชั้นหนึ่งจะเป็นงานแนวเรอเนสซองส์และบาโรก รวมถึงภาพ Fornarinaซึ่งเป็นภาพสำคัญของ Raphael ที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวให้อยากมาเยี่ยมเยือนห้องภาพแห่งนี้ ส่วนชั้นบนสุดจัดแสดงผลงานยุคบาโรคที่มีภาพเด่นเป็นภาพ Pope Urban VIII ของ Gian Lorenzo Bernini (ภาพจาก Guide the National Gallery of Ancient Art at Palazzo Barberini)

Triumph of Divine Providence

Pope Urban VIII

The Madonna Advocata

Fornarina detail

แหวกฟ้าหาฝัน : วันหนี่งในโรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/243329

วันอาทิตย์ ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

คนส่วนใหญ่คงคุ้นกับสุภาษิตที่ว่า โรมไม่ได้สร้างเสร็จในวันเดียว แต่หากนักท่องเที่ยวมีเวลาน้อย กลับสามารถเที่ยวโรมในวันเดียวได้โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวที่ไม่ได้ชื่นชอบมิวเซียมเท่าใดนัก วิธีการเที่ยวในโรมเพียงวันเดียวให้ได้ทั่วอย่างง่ายที่สุดก็คือ การเดินเท้า ทั้งนี้เพราะสถานที่ท่องเที่ยวแต่ละแห่งของโรมอยู่ไม่ไกลกันมากหากวางแผนดี ๆ และเดินเท้าเข้าไปง่าย

สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญที่สุดที่นักท่องเที่ยวต้องไปให้ถึงและเข้าชมให้ได้ก็คือ โคลอสเซียม มิเช่นนั้นจะไปไม่ถึงโรมเลยทีเดียว  การเดินทางไปโคลอสเซียมก็ไม่ยากเพราะอยู่ใกล้กับสถานีรถไฟกลางมากที่สุดห่างเพียงแค่กิโลเศษ   Colosseum  หรือที่เรียกกันว่า Flavian Amphitheatre ที่อยู่ทางทิศตะวันออกของ Roman Forum นี้ถูกสร้างขึ้นครั้งแรกในปี 72  ก่อนคริสตศักราชโดยจักรพรรดิ Vespasian แต่สำเร็จในสมัยจักรพรรดิ Titus ในอีก 8 ปีต่อมา  สนามกีฬาที่มีส่วนโค้ง 80 อันและมีที่นั่ง 55,000 ที่นี้ประกอบด้วย 4 ชั้นโดยที่นั่งแต่ละชั้นแบ่งออกตามลำดับของความสำคัญของผู้นั่ง นักท่องเที่ยวที่มีโอกาสมาเยือนสนามกีฬาประวัติศาสตร์แห่งนี้จะเห็นว่าโดยรอบของสนามกีฬาเว้า ๆ แหว่ง ๆ อันเป็นผลมาจากแผ่นดินไหว  อย่างไรก็ดี ภายในสนามกีฬายังคงสภาพดีอยู่ค่อนข้างมากแม้จะมีอายุเกินสองพันปีแล้วก็ตาม  ผู้ที่มาเยี่ยมเยือนคงต้องเตรียมตัวกันแดดให้เรียบร้อยหากมาในฤดูร้อนเนื่องจากภายในสนามกีฬาไม่มีส่วนร่มใด ๆ เลย และการเดินเที่ยวชมโดยรอบต้องใช้เวลาเกือบสองชั่วโมงไม่นับการเขาแถวซื้อตั๋วและเข้าห้องน้ำซึ่งอยู่ในบริเวณไม่มีหลังคาเช่นกัน  หากนักท่องเที่ยวไม่ได้จองตั๋วเข้ามาก่อน แนะนำให้มาเร็วหน่อยเพราะคิวซื้อตั๋วยาวมาก อาจต้องเสียเวลาเป็นชั่วโมงและอึดอัดใจกับการถูกแซงคิวโดยนักท่องเที่ยวบางสัญชาติที่มีชื่อเสียในเรื่องการขาดระเบียบวินัย

เสร็จจากโคลอสเซียมนักท่องเที่ยวก็สามารถหาซื้อของรับประทานอาหารเที่ยงหรือของว่างและนั่งเล่นบริเวณรอบ ๆ ได้ไม่ยากเพราะมีเก้าอี้ว่างอยู่เต็มไปหมด ต่อจากนั้นก็ถึงเวลาเดินเท้าไปยังสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ เช่น 1. บันไดสเปน บันไดสเปนที่มี  135 ขั้นและถูกสร้างขึ้นเพื่อคั่นระหว่าง Piazza di Spagna กับ Piazza Trinita dei Monti นี้กลายเป็นบันไดที่มีชื่อเสียง เนื่องจากมันปรากฏในภาพยนตร์เรื่อง Roman Holiday ในปี 1953  นับจากนั้นมาบันไดแห่งนี้ก็ปรากฏในมิวสิกวีดีโอเพลงและภาพยนตร์อีกหลายเรื่องจนกลายเป็นที่มาของสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญที่สุดของโรมชนิดที่ว่าถ้าไม่ได้มาเที่ยวที่นี่เหมือนมาไม่ถึงโรมเลยทีเดียว  นอกจากบันไดสเปนแล้ว สถานที่ท่องเที่ยวอีกแห่งที่เป็นสัญลักษณ์ของกรุงโรมก็คือ 2. น้ำพุเทรวี่  น้ำพุที่ถูกออกแบบด้วยสไตล์บาโรกโดย Nicola Salvi สูง 26.3 เมตรนี้ปรากฏในภาพยนตร์หลายเรื่องเช่นกัน  การที่น้ำพุแห่งนี้มีความสวยงาม ปรากฏในภาพยนตร์หลายเรื่องและเป็นน้ำพุสไตล์บาโรกที่ใหญ่ที่สุดในโลกนี่เองที่ทำให้น้ำพุแห่งนี้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของโรมจนถือเป็นน้ำพุที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลกก็ว่าได้

เสร็จจากแหล่งที่ท่องเที่ยวสองแห่งนี้บางคนก็อาจอยากช้อปปิ้งแล้ว แต่หากนักท่องเที่ยวที่ชอบดูภาพยนตร์อาจไปตามรอยเท้าภาพยนตร์เรื่อง Angels and Demons ด้วยการเดินต่อไปยัง 3. Patheon สถานที่ท่องเที่ยวที่มีรูปร่างหน้าตาคล้าย Roman Forum และถูกสร้างขึ้นในสมัยใกล้เคียงกันคือในปี 125 ก่อนคริสตกาล  เนื่องจากสถานที่ท่องเที่ยวแห่งนี้ยังคงสมบูรณ์อยู่มาก นักท่องเที่ยวจึงควรไปเยี่ยมชมให้ได้ แม้ภายในจะไม่มีอะไรให้ดูมากนักก็ตาม

4. Santa Maria del Popolo โบสถ์ที่ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่กลางคริสต์ศตวรรษที่ 15 แห่งนี้มีหน้าบรรณอันสวยงาม  นอกจากภายในโบสถ์จะมีภาพเขียนของ Caravaggio ศิลปินชื่อดังที่สุดคนหนึ่งของอิตาลีแล้ว ส่วนโดมยังมีโมเสกฝีมือ Raphael ศิลปินชื่อดังที่สุดอีกคนของอิตาลีด้วย  5. Piazza Navona จัตุรัสรูปไข่ที่มีน้ำพุชื่อ Four Rivers ฝีมือแกะสลักของ Bernini และเสาโอบิลิกของอียิปต์อยู่ตรงกลาง  6. Castel Sant’ Angelo ปราสาทที่ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 2 ริมแม่น้ำ Tiber แห่งนี้มีลักษณะเด่นเป็นสง่าโดยก่อนทางเข้านักท่องเที่ยวต้องเดินข้ามสะพานก่อน นักท่องเที่ยวสามารถหาจุดถ่ายรูปได้มากมายก่อนถึงตัวปราสาท  ภายในปราสาทมีมิวเซียมอยู่ แต่นักท่องเที่ยวที่ไม่ได้ชื่นชอบมิวเซียม หรือไม่มีเวลาอาจเดินเลยผ่านไปยังจุดสุดท้าย  7.  St. Peter’s Basilica มหาวิหารที่ใหญ่ที่สุดในโลกเพื่อเยี่ยมชมและถ่ายรูปบริเวณรอบ ๆ และเข้าไปชม Pieta ของ Michael Angelo ในมหาวิหารเลยก็ได้

สำหรับนักท่องเที่ยวที่จะเดินเที่ยวโรมในวันเดียวนั้นคงต้องเตรียมตัวให้มากสักหน่อยโดยเฉพาะอย่างยิ่งการฝึกกำลังขา ทั้งนี้เพราะสถานที่ท่องเที่ยวส่วนใหญ่ของโรมไม่อนุญาตให้นำรถเข้า  ยิ่งกว่านั้นนักท่องเที่ยวต้องเตรียมตัวในเรื่องความปลอดภัยให้ดี หากโดนล้วงกระเป๋าก่อนเสร็จสิ้นภารกิจอาจทำให้อารมณ์เสียและเสียอรรถรสในการชื่นชมประวัติศาสตร์อันยาวนานร่วมสองพันปีของประเทศนี้ไปอย่างยากที่จะกู้อารมณ์และเวลาคืนเลยทีเดียว

 

 

แหวกฟ้าหาฝัน : ตามหาจูเลียตที่ Verona อิตาลี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/242251

วันอาทิตย์ ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่มาอิตาลี ได้ไปเที่ยวเมืองหลักต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโรม มิลาน ฟลอเรนซ์ เวนิส เรียบร้อยแล้ว และชื่นชอบบทประพันธ์ของ William Shakespeare นักประพันธ์บทละครที่มีชื่อเสียงที่สุดคนหนึ่งของอังกฤษโดยเฉพาะโรมีโอแอนด์ จูเลียต บทประพันธ์ดีเด่นที่สุดของเขาควรมาเที่ยวเมือง Verona ให้ได้ ทั้งนี้เพราะที่นี่มีบ้านจูเลียตอยู่

ด้านหน้า Arena

Verona เมืองที่ตั้งอยู่บนแม่นํ้า Adige แคว้น Veneto ทางเหนือของอิตาลีที่มีประชากรอาศัยอยู่เพียงแค่ 250,000 คนนี้ เป็นเมืองใหญ่อันดับสองของแคว้น การเข้าเมือง Verona ง่ายที่สุดควรมาจากเวนิส เพราะใช้เวลาเดินทางโดยรถไฟด่วนเพียงแค่ 1 ชั่วโมง 20 นาทีเท่านั้น แต่หากนักท่องเที่ยวพักที่มิลานก็ยังสามารถที่จะเดินทางมาได้ไม่ยากเช่นกันโดยใช้เวลาเพียงแค่ 2 ชั่วโมงเศษๆ เท่านั้นซึ่งถือว่าไม่นานมาก อยู่ในวิสัยที่จะเที่ยววันเดียวแล้วเดินทางกลับไปพักที่มิลานได้

ต้นกำเนิดเมือง Verona ยังไม่เป็นที่แน่ชัดแต่เนื่องจากตำแหน่งของเมืองอยู่ตรงทางเชื่อมระหว่างถนนหลายเส้นจึงถูกครอบครองโดยกลุ่มคนหลายกลุ่มที่มาครอบครองพื้นที่แถบนี้ เมืองนี้ตกเป็นของกษัตริย์อิตาลีครั้งแรกในปี 774 แต่กลับกลายเป็นเมืองขึ้นของ Duchy of Bavariaในปี 880 นับจากนั้นมาผู้นำหลายประเทศก็พยายามครอบครองเมืองนี้จวบจนกระทั่งหลังสงครามโลกครั้งที่สองที่อิตาลีเข้าเป็นสมาชิกนาโต้ Verona ก็กลายเป็นเมืองที่มีความสำคัญทางด้านกลยุทธ์อีกครั้งจากการที่เมืองนี้อยู่ใกล้กับสหภาพโซเวียต ชาวอเมริกันจึงส่งทหารมาประจำการเป็นจำนวนมากในช่วงสงครามเย็น

Love note บ้านจูเลียต

สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญสุดของเมืองคือ Arenaหรือ Roman Amphitheatre ที่ตั้งอยู่กลางจัตุรัส Braที่ใหญ่ที่สุดในเมือง สนามกีฬาโรมันที่ถูกสร้างขึ้นในปี 30 นี้เป็นสนามกีฬาที่ใหญ่เป็นอันดับสามของอาณาจักรโรมันรองจาก Colosseum ในโรมและใน Capua สนามกีฬาที่มีขนาดความยาว 139 เมตร กว้าง 110 เมตร และจุคนได้ 25,000 คนนี้ทำจากหินอ่อนโดยแบ่งเป็น 44 ขั้น ดั้งเดิมนั้นอาคารของ Arena ที่สมบูรณ์แบบที่สุดในโลกนี้ถูกสร้างจากหินปูนสีขาวและชมพูจาก Valpolicella แต่หลังจากแผ่นดินไหวในปี 1117 ซึ่งได้ทำลายสนามกีฬาไปเกือบทั้งหมด ปัจจุบันส่วนของ Arena บางส่วนเท่านั้นที่ทำจากหิน Valpolicella  นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสมาเยือนเมืองนี้จะเห็นArena  แต่ไกลนับจากเดินเข้ากำแพงเมือง เพราะมันครอบครองพื้นที่ด้านหน้าของเมืองเกือบทั้งหมด ปัจจุบันที่นี่ยังเป็นสนามกีฬาที่ถูกใช้งานอยู่โดยไว้จัดละครเวทีหรือแข่งกีฬาโดยสามารถจุคนได้ 15,000 คน

จัตุรัสหน้าประตูเมือง

นอกจาก Arena แล้ว สถานที่ท่องเที่ยวอีกแห่งที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาเมืองนี้ก็คือ ระเบียงบ้านจูเลียตที่โรมีโอมาสารภาพรัก จริงอยู่บทประพันธ์เรื่องนี้เป็นแค่จินตนาการของ Shakespeare แต่เป็นที่ทราบกันดีว่าบทประพันธ์รักเรื่องนี้ของนักประพันธ์เป็นบทประพันธ์รักที่ดีที่สุดและโด่งดังที่สุดเรื่องหนึ่งของวงการวรรณกรรมตะวันตก ผู้คนจากทั่วโลกจึงต้องการมีส่วนในฝันของหนุ่มสาวที่ความรักจบลงด้วยความเศร้านี้ บ้านเลขที่ 23 บนถนน Casa di Giulietta ที่ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 13 ของจูเลียตนี้เป็นของครอบครัว Dell Capello แต่แท้ที่จริงแล้วระเบียงที่นักท่องเที่ยวสาวๆ ยอมเสียเงินเข้าไปชมเพื่อถ่ายรูปในท่ารอโรมีโอนั้นกลับเพิ่งสร้างในคริสต์ศตวรรษที่ 20 นี่เอง นอกจากถ่ายรูปที่ระเบียงแล้ว นักท่องเที่ยวยังสามารถชมมิวเซียม อ่านโน้ตติดประตูเพื่อตามหาโรมิโอหรือจะเขียนโน้ตแปะฝากรอหนุ่มๆไว้บ้าง ระหว่างรอคิวถ่ายรูปกับผลงานประติมากรรมรูปจูเลียตที่ทำจากทองแดงและจับถันขวาของเธอเพื่อความโชคดีก่อนกลับบ้านไปฝันถึงโรมิโอของตัวเองต่อไปได้ด้วย

ตลาดนัดในเมือง

ทางเข้า Arena

ทางเข้าเมือง Verona

นํ้าพุจัตุรัสกลางเมือง

ประติมากรรมจูเลียต

ภายใน Arena

หอนาฬิกากลางเมือง

Photo thur 18 june 2009