แหวกฟ้าหาฝัน : เดินเล่นชิวๆ ที่ Sirmione

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/241278

วันอาทิตย์ ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ปราสาท

Sirmione เป็นเมืองที่อยู่ที่ Brescia หากเดินทางไปจากมิลานจะถึงก่อน Verona เล็กน้อยโดยใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง โดยรถไฟ เมืองนี้เป็นเมืองเล็กๆ จึงไม่มีรถไฟผ่าน ถึงกระนั้นก็ตามนักท่องเที่ยวที่เดินทางจากมิลานเพื่อไป Verona อาจแวะเมืองนี้ก่อนก็ได้เพราะเป็นเมืองที่สวยงาม และเป็นทางผ่านอยู่แล้วโดยลงที่สถานีรถไฟ Desenzano แล้วนั่งรถบัสที่จอดอยู่ทางด้านขวาของสถานีรถไฟในราคา 3.5 ยูโร เพื่อต่อไปยังเมืองนี้โดยรถบัสจะไปจอดข้างประสาทเลย ที่สถานีรถบัสจะมี information ตั้งอยู่ นักท่องเที่ยวสามารถสอบถามข้อมูลและเข้าห้องนํ้าได้โดยมีค่าใช้จ่ายเพื่อปลดทุกข์ 0.3 ยูโร หลายคนอาจคิดว่าทำไมค่าปลดทุกข์ถึงแพงขนาดนี้ แต่หากเทียบกับที่อื่น ๆ แล้วยังถูกกว่าเกือบครึ่งเลยทีเดียว

ท่าเรือ

เมืองที่อยู่ทางตอนใต้ของทะเลสาบ Garda นี้มีประวัติศาสตร์ย้อนไปถึง 5-6 ร้อยปีก่อนคริสต์ศักราช การที่เมืองนี้ตั้งอยู่กลางแผ่นดินที่ยื่นเข้าไปในทะเลสาบทำให้เมืองที่ล้อมรอบด้วยทะเลสาบนี้กลายเป็นรีสอร์ทสำหรับคนรวยมาพักผ่อนตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 1 ในช่วงปลายจักรวรรดิโรมันเมืองนี้กลายเป็นเมืองหน้าด่านที่สำคัญหลังจากนั้น Sermione ก็ถูกเปลี่ยนมือหลายครั้งและตกเป็นของ Republic of Venice ระหว่างปี 1405-1797 ในรัชสมัยราชวงศ์ Habsburg แห่งออสเตรีย และกลายเป็นส่วนหนึ่งของอิตาลีนับจากปี 1860 เป็นต้นมา

บรรยากาศกลางเมือง

สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของเมืองก็คือ Grottoes of Catullus หรือซากปรักหักพังของ Roman Villa แต่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มักเข้าชม  Scaliger Castle มากกว่า ป้อมปราการที่เป็นตัวอย่างของยุคกลางนี้ถูกสร้างขึ้นครั้งแรกในปี 1277 โดย Mastino della Scala ในช่วงที่เมืองตกอยู่ภายใต้การปกครองของตระกูล Scaligerป้อมปราการแห่งนี้มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์มากเพราะตั้งอยู่ในตำแหน่งทางเข้าของแหลมล้อมรอบด้วยคูเมืองที่ปัจจุบันนักท่องเที่ยวจะเห็นเป็ดและหงส์ว่ายนํ้าอยู่เต็มไปหมด ส่วนการเข้าสู่ป้อมนั้นสามารถเข้าได้จากสะพานที่สามารถดึงขึ้นปิด 2 ข้างเท่านั้น ทั้งนี้เพราะป้อมปราการนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อป้องกันศัตรู

บรรยากาศรอบปราสาท

ส่วนวิธีการเข้าไปในปราสาทนั้น นักท่องเที่ยวต้องเดินขึ้นบันไดไป 150 ขั้นเพื่อขึ้นไปสู่ป้อมปราการและหอคอย นักท่องเที่ยวที่มีขาแข็งแรงและสามารถขึ้นไปถึงยอดของหอคอยจะสามารถชื่นชมทะเลสาบ Grada ไปอย่างจุใจนักท่องเที่ยวยังจะสามารถเดินรอบปราสาทได้ด้วยเพราะมีทางเดินเชื่อมกันอยู่ด้านบน ภายในปราสาทจะมีส่วนของสวน มิวเซียมและคุกอยู่

ไม่เพียงนักท่องเที่ยวแต่จะสามารถเพลิดเพลินกับการชมปราสาทที่เคยเป็นป้อมแห่งนี้ได้ รอบๆ เมืองยังมีร้านค้า ร้านอาหาร และร้านกาแฟให้นั่งเล่นชมทิวทัศน์อันสวยงามของทะเลสาบที่เต็มไปด้วยเป็ดและหงส์อีกต่างหากเมืองนี้จึงเป็นเมืองหนึ่งที่นักท่องเที่ยวน่าไปพักผ่อนในฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อนเพราะบรรยากาศทั้งเมืองจะมีชีวิตชีวาน่าประทับใจอย่างยิ่ง

บรรยากาศรอบเมือง

บรรยากาศริมนํ้า (2)

บรรยากาศริมนํ้า

ปราสาท 2

ปราสาทถ่ายจากฝั่งตรงข้าม

รีสอร์ทริมนํ้า

ทางขึ้นหอคอย

โรงแรม Sermione

โรงแรมริมนํ้า

แหวกฟ้าหาฝัน : ชมตึกหลากสีที่ Portofino อิตาลี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/240207

วันอาทิตย์ ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบทะเล และได้มีโอกาสเดินทางไปอิตาลีตอนเหนือจะพบว่าสถานที่หนึ่งที่น่าเที่ยวก็คือ Portofino หมู่บ้านชาวประมงเล็กๆ ที่มีตึกหลากสีสวยงาม หมู่บ้านที่เป็นส่วนหนึ่งของเจนัวร์บนริเวียร่าของอิตาลีนี้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่เดินทางไปไม่ง่ายนัก นักท่องเที่ยวต้องนั่งรถไฟจากมิลานไปลงที่ Santo Margherita ซึ่งอยู่ห่างจากเจนัวร์ 35 กิโลเมตร ก่อนเดินไปที่ท่าเรือที่ห่างไปร่วมกิโลเมตรเพื่อนั่งเรือต่อไปยัง Portofino โดยต้องเสียค่าเรืออีก 5.5 ยูโร

Portofino เป็นหมู่บ้านเก่าแก่ที่ถูกตั้งขึ้นโดยชาวโรมันในชื่อ Portus Delphini หรือ Port of Dolphin เพราะที่นี่มีปลาโลมามากมายอาศัยอยู่ ที่นี่กลายเป็นส่วนหนึ่งของ Republic of Genoa ในปี 1229แม้ธรรมชาติของเมืองเหมาะที่จะเป็นอ่าว และเหมาะกับการจอดเรือหาปลา แต่ภายหลังที่นี่ก็ได้รับการพัฒนาให้เป็นตลาดปลาหลักของ Republic of Genoaไปเลย ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ชาวอังกฤษและยุโรปเหนือเริ่มนิยมมาเที่ยวหมู่บ้านนี้มากขึ้น เพราะพวกเขาสามารถนั่งรถม้ามาได้จาก Santa MargheritaLigure จนทำให้หลังปี 1950 เป็นต้นมา รายได้จากนักท่องเที่ยวเริ่มมากกว่าการหาปลา


Portofino

แม้สถานที่ท่องเที่ยวของหมู่บ้านจะมีไม่มาก มีแต่โบสถ์สองสามแห่ง และอนุสาวรีย์ Christ of the Abyss ที่สูง 17 เมตร แต่ Portofino กลับมีชื่อเสียงมากขึ้นหลังทศวรรษที่ 1950 จากเพลง Love In Portofino ที่ถูกเขียนโดย Leo Chiosso การที่บรรยากาศของเมืองมีความเป็นเอกลักษณ์จากสีสันของตึกที่มีความหลากหลายและสดใสทำให้ที่นี่กลายเป็นต้นแบบของอ่าวใน Tokyo Disney Sea และ Universal Orlando Resort ยังสร้างเลียนแบบหมู่บ้านนี้ในขนาดเหมือนจริงด้วย

ความสวยงามของตึกหลากสีของหมู่บ้านทำให้ที่นี่เป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์และคอนเสิร์ตอีกหลายเรื่อง เช่น ภาพยนตร์เรื่อง Top Gearในฉากที่ Richard Hammond แข่งกับ James May, ภาพยนตร์เรื่อง Beyond the Cloudsและ Andrea Bocelli นักร้องโอเปร่าชื่อดังแห่งยุคก็เคยมาจัดคอนเสิร์ตที่นี่ในปี 2013  ด้วย


Portofino
นอกจากนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวหมู่บ้านแห่งนี้จะได้มีโอกาสถ่ายรูปกับบ้านหลากสีอย่างจุใจแล้วนักท่องเที่ยวอาจนั่งพักชมวิว จิบกาแฟ กินไอศกรีม หรืออาหารเที่ยงก่อนจับบัสกลับไป Santo Margheritaแทนที่จะนั่งเรือเหมือนอย่างขามาเพื่อให้ได้ชมทิวทัศน์ริมทะเลเมดิเตอร์เรเนียนที่แตกต่างอันจะได้ประสบการณ์ที่แปลกใหม่อีกด้านหนึ่งก็ยังได้


Portofino


Santo Margherita ถ่ายจากทะเล


ชายหาดเมือง Santo Margherita บนฝั่ง


ทิวทัศน์ระหว่างทาง by bus


ทิวทัศน์ระหว่างทาง by bus2

แหวกฟ้าหาฝัน : ผลงานเด่นใน Modern Art Gallery ใน Palazzo Pitti ฟลอเรนซ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/239135

วันอาทิตย์ ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

In Bed ของ Federico Zandomeneghi

นักท่องเที่ยวที่เยี่ยมเยือนห้องภาพในอิตาลีเป็นประจำจะพบว่าห้องภาพในอิตาลีส่วนใหญ่จะมีแต่ภาพรุ่นเก่าๆ ก่อนคริสต์ศตวรรษที่ 18 แต่ใน ModernArt Gallery ใน Palazzo Pitti ฟลอเรนซ์นี้กลับมีผลงานหลายยุคของศิลปินหลายชาติอยู่เป็นจำนวนมากให้ชมได้อย่างจุใจ เช่น

The Two Foscari ของ Francesco Hayezศิลปินยุคโรแมนติกชาวอิตาลี ภาพที่ถูกเขียนขึ้นในปี 1852 และถูกครอบครองโดย Andrea Maffei ก่อนที่เขาจะบริจาคให้กับ Royal Galleries of Florence ในปี 1886 นี้ถูกเขียนขึ้นตามบทละครของ Lord Byron ที่เขียนขึ้นจากเรื่องจริงของ Francesco Foscari และ Jacopo Foscari บุตรชาย สีหน้า และท่าทางของตัวละครทุกตัวในฉากที่ Francesco Foscari กำลังขับไล่บุตรชายออกจากบ้านเนื่องจากเขาฆ่า Donato สมาชิกสภานี้แสดงให้เห็นถึงความตึงเครียดและความเจ็บปวดของตัวละครทุกตัวอย่างเห็นได้ชัด

Little Bacchus ของ Plinio Nomellini

In Bed ของ Federico Zandomeneghi ศิลปินยุค Impressionism ชาวอิตาลี ภาพที่ถูกเขียนขึ้นในช่วงเวลาเดียวกันกับที่ศิลปินไปคบหากับ Monet,Degas และ Pissarro ศิลปินยุค Impressionism ชาติอื่นนี้แสดงให้เห็นว่าเขาได้รับอิทธิพลจากงานแนวImpressionism ด้วย นอกเหนือไปจากงานของเพื่อนร่วมชาติกลุ่ม Macchiaioli  แม้ In Bed จะเป็นงานที่ถูกเขียนในห้องนอนมิใช่งานที่ใช้ทิวทัศน์ด้านนอกเหมือนอย่างงานแนว Impressionism อื่นๆ แต่ก็มีลักษณะหลักของงานแนวนี้อย่างครบถ้วนโดยเฉพาะอย่างยิ่งแสง

Paolo and Francesca ของ Otto Vermehrenศิลปินชาวเยอรมันผู้มีความสามารถในการแก้ไขงาน ภาพที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นในช่วงที่ศิลปินขึ้นถึงจุดสุดยอดในวิชาชีพแล้วนี้มีลักษณะของ Symbolism อย่างครบถ้วนตามยุคสมัย

Paolo and Francesca ของ otto Vermehren

Little Bacchus ของ Plinio Nomelliniศิลปินชาวทัสคานี ภาพที่ถูกเขียนขึ้นในปี 1910 นี้คาดว่าจะเป็นบุตรชายของศิลปินเองที่เขาสมมติให้เป็น Pan เทพเจ้าแห่งป่าผู้ดูแลฝูงแกะซึ่งเป็นเพื่อนกับนางไม้  ศิลปินวาดให้เด็กชายยืนเปลือยเปล่าท่ามกลางทุ่งหญ้าที่มีแสงเรืองรองโดยรอบ ร่วมกับการจัดวางองค์ประกอบของภาพทำให้ผู้ชมรำลึกถึง Pan ได้ไม่ยากแม้ศิลปินจะรังสรรค์งานโดยปล่อยให้เห็นร่องรอยฝีแปรงอย่างเด่นชัดตามแนวทางศิลปะแบบImpressionism ซึ่งไม่นิยมวาดเรื่องราวตำนานปรัมปราเลยก็ตาม

The Mournful news ของ Odoardo Borraniศิลปินชาวปีซ่า ภาพที่ถูกเขียนขึ้นในปี 1880 นี้ เป็นผลงานที่เขียนตามแนวทางการเขียนภาพของกลุ่มMacchiaioli อย่างแจ้งชัดทั้งในเรื่องเนื้อหาและบรรยากาศ ภาพหญิงสองคนที่กำลังฟังเด็กหญิงอ่านหนังสือพิมพ์ซึ่งมีเนื้อข่าวเกี่ยวกับการสิ้นพระชนม์ของพระเจ้า Vitorio Emanuele II นี้ดูมีบรรยากาศโศกเศร้าตามหัวข้อข่าวอย่างเห็นได้ชัด สังเกตได้จากทั้งหน้าตา และท่าทางของตัวละครทุกคนล้วนหมองคล้ำหดหู่ แม้เด็กหญิงจะไม่ได้สวมชุดดำเลยก็ตาม

Self Portrait with pupil Domenico Candia ของ Giovanni Costetti

Self Portrait with pupil Domenico Candia ของ Giovanni Costetti ศิลปินชาวอิตาลี ภาพที่ถูกเขียนขึ้นในปี 1922 นี้ เป็นภาพแรกที่เขาเขียนตัวเองคู่กับศิษย์ แม้เขาจะเขียนภาพศิษย์มาแล้วหลายภาพก็ตามนักท่องเที่ยวที่คุ้นเคยกับภาพแนว PostImpressionism จะสังเกตเห็นว่าแนวทางการวาดภาพของศิลปินเป็นการผสมผสานระหว่างแนวทางของ Cezanne โดยเฉพาะการลงสี และ Paul Gauguin ที่มักเน้นการเขียนขอบ

นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสเยี่ยมเยือนห้องภาพนี้มักรู้สึกอิ่มเอมจนลืมหิว เพราะได้มีโอกาสเสพศิลปะหลากหลายสมัยคุ้มค่าเข้าชมจริงๆ (ภาพจาก The Official Guide Pitti Palace: All the Museum, All the Works)

The Mournful news ของ Odoardo Borrani

The Two Foscari ของ Francesco Hayez

แหวกฟ้าหาฝัน : Modern Art Gallery ใน Palazzo Pitti ฟลอเรนซ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/238014

วันอาทิตย์ ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

The Florentine storytellers ของ Vincenzo Cabianca

นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบศิลปะและได้มีโอกาสเยี่ยมเยือน Palazzo Pitti แล้วหากมีเวลาว่างหลังชมภาพยุคเก่าใน Palatine Gallery แล้ว นักท่องเที่ยวควรเข้า Modern Art Gallery ด้วย เพราะที่นี่มีผลงานตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 18 สวยๆ ให้ชมมากมาย  Modern ArtGallery นี้เริ่มต้นครั้งแรกในปี 1748 โดยตั้งใจจะเก็บสะสมงานของผู้ชนะประกวดใน Florentine’s Academy ในช่วงเวลานั้น Palazzo Pitti เพิ่งตกแต่งใหม่จึงได้รับการสะสมงานมากขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อตกแต่ง จนกระทั่งกลางคริสต์ศตวรรษที่ 19 Grand Ducal Painting แนว Modern Art ถูกย้ายไปเก็บไว้ที่ Palazzo della Crocetta จนที่นั่นได้รับการตั้งชื่อให้เป็น Modern Art Museum

The Florentine storytellers ของ Vincenzo Cabianca detail

เมื่อผู้ครองเมืองรุ่นสุดท้ายของกลุ่มSavoy ถูกขับออกจากพระราชวัง VittorioEmanuele II ก็สะสมงานเพิ่มขึ้นจนหลังปี 1922 ทางเทศบาลเมืองฟลอเรนซ์จึงมีดำริที่จะนำผลงานแนว Modern Art กลับมาไว้ที่ Palazzo Pitti อีกครั้งและเปิดให้ประชาชนได้มีโอกาสเข้าชมนับจากนั้นมาห้องภาพก็ขยายออกเป็น 30 ห้องและเก็บสะสมงานของศิลปินกลุ่ม Macciaioli ที่มีต้นกำเนิดจาก Giovanni Fattori ศิลปินทัสคานีและศิลปะแนวอื่นๆ ของอิตาลีระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 19-20

นักท่องเที่ยวที่มีโอกาสเยี่ยมเยือนห้องภาพนี้อาจแปลกใจว่าทำไมห้องภาพนี้ถึงได้ชื่อว่า Modern Art Gallery ทั้งๆ ที่ภาพเขียนมีตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 18 เป็นต้นไป ที่เป็นเช่นนี้เพราะอิตาลีให้คำจำกัดความ Modern Art ว่าศิลปะก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง ส่วนผลงานหลังสงครามโลกครั้งที่สองอิตาลีจะให้คำจำกัดความว่าเป็น Contemporary Art ซึ่งจัดแสดงอยู่ที่ Centro per I’arte contemporanea Luigi Pecci ห่างจากฟลอเรนซ์ไปอีก 15  กิโลเมตร

Cloister ของ Giuseppe Abbati

ผลงานของศิลปินใน Modern Art Gallery มีค่อนข้างหลากหลายสไตล์โดยมีห้องส่วนหนึ่งสำหรับศิลปินกลุ่ม Macchiaioli โดยเฉพาะ ทั้งนี้เพราะศิลปินกลุ่ม Macchiaioli นี้เป็นกลุ่มศิลปินชาวทัสคานีที่รวมตัวกันขึ้นช่วงครึ่งหลังของคริสต์ศตวรรษที่ 19 โดยมีแนวคิดฉีกออกจากศิลปะดั้งเดิมของอิตาลีด้วยการวาดภาพทิวทัศน์ภายนอกในช่วงเวลาที่จับได้และเน้นแสงธรรมชาติมากกว่าอันเป็นที่มาของศิลปะแนว Impressionism นั่นเอง เช่น Cloister ของ Giuseppe Abbati ศิลปินชาวอิตาลีกลุ่มMacchiaioli ภาพที่ถูกเขียนขึ้นในช่วงที่โบสถ์ Santo Croce  มีหินหลากสีวางเกะกะจากการที่กำลังซ่อมแซมอยู่นี้ทำให้ศิลปินมีโอกาสได้ฝึกสังเกตแสงและเงาในช่วงเวลาต่างๆ กันของวันบนหินต่างสี และสามารถสร้างสรรค์ผลงานที่เป็นต้นกำเนิดของงานแนว Impressionism ได้อย่างลงตัวและน่าสนใจ การวาดแสงที่ตกกระทบหินและเงาจากชายที่หันหลังดูมีมิติมากจนผู้ชมที่ได้เห็นภาพของจริงในห้องภาพบางคนอาจเข้าใจผิดไปแล้วเลยว่านี่เป็นงานแนวImpressionism ด้วยซ้ำ

The Florentine storytellers ของ Vincenzo Cabianca ศิลปินชาว Verona กลุ่ม Macchiaioli ภาพที่ถูกจัดแสดงครั้งแรกในงาน  Italian Fair ปี 1861 นี้กระตุ้นให้ระลึกถึงอารยธรรมในยุคกลาง แม้หัวข้อและเรื่องราวที่ศิลปินต้องการสื่อจะออกแนวประวัติศาสตร์ แต่ตัวภาพสะท้อนให้เห็นอย่างเด่นชัดว่าเขาต้องการทดลองเขียนภาพเกี่ยวกับการใช้สีและแสงของทิวทัศน์ภายนอกซึ่งกำลังเป็นที่นิยมในช่วงเวลานั้น  ศิลปินสามารถเขียนรายละเอียดของภาพได้อย่างละเอียดละออมีมิติในทุกเรื่องราวอันสะท้อนให้เห็นถึงอัจฉริยภาพของเขาในการประสานศิลปะแนว Romanticism และ Impressionism ได้อย่างลงตัว แม้ในช่วงเวลานั้นจะยังไม่ใช่ยุคของ Impressionism อย่างแท้จริงก็ตาม

Modern Art Gallery

Self Portrait with his wife and two children ของ Louis Gauffier ศิลปินชาวฝรั่งเศสผู้ชนะประกวด Prix de Rome ในปี 1779 ภาพวาดตัวเองพร้อมภรรยาและบุตรนี้เป็นตัวอย่างของงานแนวนีโอคลาสิกที่โดดเด่นที่สุดใน Modern Art Gallery ศิลปินจัดวางองค์ประกอบของภาพโดยให้ Paolina Chatillonภรรยาของเขาอยู่ในตำแหน่งที่โดดเด่นที่สุดโดยเขาวาดรายละเอียดของภรรยาไม่ว่าหน้าผม เสื้อผ้า และท่วงท่าได้อย่างงดงามราวกับเทพธิดาอันแสดงให้เห็นถึงการยกย่องโดยไม่ต้องใช้คำพูดใดๆ มาอธิบาย  ส่วนตัวเขาที่ปรากฏอยู่ด้านข้างมีสายตาที่ครุ่นคิดราวกับกำลังสรรหาคำมาบรรยายความงามของภรรยาหรือความรักที่มีต่อครอบครัว ส่วนการจัดวางองค์ประกอบของภาพก็ออกแนวประวัติศาสตร์ปนตำนานโบราณสังเกตได้จากการวางภาพตัวละครที่เด่นสุดตรงหน้า แต่มีทิวทัศน์ที่เป็นอาคารแบบกรีกโบราณอยู่ไกลๆ อันเป็นลักษณะเฉพาะในการวาดภาพศิลปะแนวนีโอคลาสิกนั่นเอง (ภาพจาก The Official GuidePitti Palace : All the Museum, All the Works)

Self Portrait with his wife and two children ของ Louis Gauffier

Self Portrait with his wife and two children ของ Louis Gauffier detail

 

แหวกฟ้าหาฝัน : ผลงานของศิลปินอิตาลียุคอื่น ใน Palatine Gallery ฟลอเรนซ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/236889

วันอาทิตย์ ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

Hylas and the Nymphs ของ Francesco Furini (1635)

นอกจากผลงานแนวเรอเนสซองส์แล้วใน Palatine Gallery ยังมีผลงานแนวอื่นของศิลปินอิตาลีอีกหลายคนด้วย เช่น Venus CombingCupid’s Hair ของ Giovanni Da San Giovanni(1630) ศิลปินยุคบาโรกชาวอิตาเลียน ภาพวีนัสหวีผมให้คิวปิดนี้สะท้อนให้เห็นถึงความชื่นชอบในการสร้างสรรค์งานแนวตำนานกรีกโบราณของศิลปินได้เป็นอย่างดี ท่าทางและแววตาของวีนัสขณะหวีผมให้กับกามเทพนี้สะท้อนให้ถึงความรักใคร่ ความเอาใจใส่ และความเอ็นดูได้อย่างน่าทึ่ง  ส่วนรายละเอียดเสื้อผ้า แววตา กิริยาท่าทาง และนิ้วเท้าของวีนัสก็แสดงให้เห็นถึงอัจฉริยภาพของศิลปินได้อย่างเด่นชัด

Judith holding the head of Holofernes ของ Cristofano Allori (1620) ศิลปินยุค Mannerism ชาวอิตาลี ภาพที่ศิลปินเขียนภาพหน้าตัวเองให้เป็น Holofernes และภรรยาลับของเขาเป็น Judith นี้แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของ Caravaggio ต่องานของเขาได้อย่างเด่นชัด แม้ภาพจูดิธถือศีรษะของ Holofernesนี้จะยังไม่เสร็จสิ้นสังเกตได้จากเสื้อผ้าของจูดิธ แต่ส่วนที่เสร็จสิ้นแล้วไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้าบางส่วน ศีรษะของ Holofernes ล้วนเป็นแบบอย่างที่ดีของงานแนว Realism โดยเฉพาะรอยพับของเสื้อผ้า มือซ้ายของจูดิธ และหนวดเคราของHolofernes ที่เขียนได้เสมือนจริงมากราวกับภาพถ่ายเลยทีเดียว


Judith holding the head of Holofernes ของ Cristofano Allori (1620)

Hylas and the Nymphs ของ Francesco Furini (1635) ศิลปินยุคบาโรกชาวอิตาลี ภาพที่ถูกจ้างเขียนโดย Agnolo Galli และถูกซื้อโดย Palatine Gallery เมื่อต้นคริสต์ศตวรรษ 21 นี้ สะท้อนให้เห็นถึงฝีมือในการวาดภาพนู้ดของศิลปินอย่างไม่ต้องสงสัย ผู้ชมจะพบว่าศิลปินสามารถจัดการกับองค์ประกอบของภาพนู้ดของหญิงสาวในอิริยาบถต่างๆ ได้อย่างลงตัว ดูเป็นธรรมชาติ และกระตุ้นกำหนัดได้อย่างเหลือเชื่อสมกับที่เขาได้รับการยกย่องให้เป็นศิลปินที่มีความสามารถที่สุดคนหนึ่งในการวาดภาพนู้ดแห่งยุคเลยทีเดียว

The Story of Hercules ของ Pietro Benvenuti (1828) ศิลปินยุคนีโอคลาสสิกชาวอิตาลี ภาพที่เขียนแบบ Fresco นี้เป็นตัวอย่างของงานแนวนีโอคลาสสิกอิตาลีที่ไม่ด้อยไปกว่าประเทศใดๆ ในโลกแม้อิตาลีจะมิใช่ต้นกำเนิดของงานแนวนี้ก็ตาม ภาพเรื่องราวของเฮอร์คิวลิสที่ถูกเขียนในห้องยามในช่วงที่ ตระกูล Lorraine ปกครองทัสคานีหลังนโปเลียนนี้เขียนด้วยสีที่ออกเฉดเขียวตลอดเกือบทั้งภาพ แต่ก็ยังให้อารมณ์ตื่นเต้นได้เป็นอย่างดี

ในห้องภาพนี้ไม่เพียงมีผลงานทัศนศิลป์ ยังมีผลงานประติมากรรมด้วย เช่น Michelangeloas a child ของ Emilio Zocchi (1861)นักประติมากรรมชาวอิตาลี งานประติมากรรมที่ Michelangelo กำลังแกะสลักเทพเจ้าแห่งไร่นาในสวน San Macro นี้สะท้อนให้เห็นถึงอิทธิพลของตำนานกรีกโบราณต่อวิถีชีวิตประจำวันในช่วงเวลานั้นได้เป็นอย่างดี


Michelangelo as a child ของ Emilio Zocchi (1861)
Venus ของ Antonio Canovaนักประติมากรรมยุคนีโอคลาสสิกชาวอิตาลีงานประติมากรรมที่ถูกจ้างแกะเพื่อทดแทนVenus dei Medici ซึ่งนโปเลียนนำไปปารีสเมื่อครั้งบุกอิตาลีนี้เป็นผลงานชิ้นเยี่ยมที่สุดของศิลปินชิ้นหนึ่ง ความเนียนของหินอ่อนตามเนื้อตัวและอวัยวะต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นหน้า ผม เท้า ก้น และผืนผ้าสะท้อนให้เห็นว่าศิลปินมีเทคนิคที่ลึกล้ำในการแกะสลักหินอ่อนไม่เป็นรองศิลปินอันดับต้นๆ คนใดของโลกรวมทั้ง  Bernini และ Michelangelo จึงไม่เป็นที่สงสัยว่าเหตุใดเขาได้รับการยกย่องให้เป็นนักประติมากรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของยุคนีโอคลาสสิก นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสชมผลงานชิ้นนี้จริงๆ จะรู้สึกได้ถึงความราบเรียบ อ่อนนุ่มและละเมียดละไมของผิวกายราวกับผิวหญิงสาวเป็นๆ มายืนอยู่ตรงหน้าเลยทีเดียว (ภาพจาก The Official Guide Pitti Palace: All the Museum, All the Works)


The Story of Hercules ของ Pietro Benvenuti (1828)


Venus Combing Cupid’s Hair ของ Giovanni Da San Giovanni (1630)


Venus ของ Antonio Canova

แหวกฟ้าหาฝัน : Raphael ใน Palatine Gallery ฟลอเรนซ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/235768

วันอาทิตย์ ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

Madonna and Child, St.John the Baptist (1516)

ใน Palatine Gallery ซึ่งเป็นที่เก็บผลงานยุคเรอเนสซองส์เด่นๆ อยู่มากถึง 500 ชิ้นนี้ แต่ไม่มีศิลปินคนใดจะได้รับการยกย่องและมีผลงานจนถึงกับจัดแสดงเป็นห้องพิเศษเลย ยกเว้น Raphael

Raphael หรือ Raffaello  Sanzio da Urbino สถาปนิกและศิลปินยุคเรอเนสซองส์ที่โดดเด่นที่สุดคนหนึ่งแห่งยุคคู่กับ Michelangelo และ Leonardoda Vinci จนได้รับการยกย่องให้เป็น Trinity of the Great Master นี้เป็นศิลปินที่ประสบความสำเร็จอย่างมากตั้งแต่ยังมีชีวิตอยู่ ทั้งนี้เพราะไม่เพียงเขาจะมี workshop ขนาดใหญ่แล้ว เขายังมีผลงานเป็นจำนวนมากด้วย แม้เขาจะเสียชีวิตตั้งแต่อายุเพียงแค่ 37 ปีก็ตาม นอกจากเขาจะมีห้องที่จัดแสดงผลงานพิเศษที่ Palatine Gallery นี้แล้ว เขายังมีห้องพิเศษในVatican Palace ที่เขาเขียนภาพปูนเปียกที่ชื่อ The School of Athens ไว้ด้วย หลังจากที่เขาเสียชีวิต อิทธิพลของงานเขาต่อศิลปินอื่นๆ เริ่มลดลงโดยถูกแทนที่โดยงานของ Michelangelo แต่หลังคริสต์ศตวรรษที่ 18 เป็นต้นมา ผลงานของเขากลับมีอิทธิพลต่อโลกศิลปะตะวันตกอีกครั้งอันเป็นผลมาจากความกลมกลืนกันและความนุ่มนวลของงาน

Madonna and Child (1506)

แม้งานของ Raphael จะถูกแบ่งเป็น 3 ยุค แต่ผลงานของเขาใน Palatine Gallery มีเพียง 2 ยุคเท่านั้น คือ ระหว่าง 1504-8 ซึ่งเป็นช่วงที่เขาศึกษางานของศิลปินฟลอเรนซ์ และยุคหลังที่เขาทำงานในโรมจนกระทั่งเสียชีวิต ผลงานในยุคสองนั้นประกอบด้วย Portrait of Angnolo Doni (1505) ภาพเหมือนนี้เป็นภาพคู่ที่ศิลปินถูกเจ้าของภาพซึ่งเป็นนักสะสมภาพว่าจ้างให้วาดคู่กับภรรยาของเขาซึ่งจัดแสดงอยู่ข้างๆ กันในห้องภาพ Portrait of Maddalena Doni (1505) ภาพภรรยาของนักสะสมภาพนี้เป็นภาพที่ถูกวาดขึ้นก่อนภาพของสามี แต่เดิมนั้นภาพนี้ศิลปินต้องการวาดโดยใช้ฉากเป็นห้อง แต่ภายหลังกลับใช้พื้นหลังเป็นทิวทัศน์ในฤดูใบไม้ผลิแทนเพื่อให้คนทั้งสองดูเด่นขึ้น  นักท่องเที่ยวที่ช่างสังเกตจะพบว่ารายละเอียดของภาพทั้งเสื้อผ้าและเครื่องประดับได้รับอิทธิพลมาจากภาพเขียนแนว Flemish แต่ตัวภาพเขียนของ Maddalena Doni ได้รับอิทธิพลมาจาก Mona Lisa ของ Leonardo da Vinci

Madonna and Child (1506) ภาพพระแม่มารีและพระบุตร ภาพที่เป็นหนึ่งในหลาย ๆ ภาพที่ศิลปินวาดในช่วงที่มาอยู่ในฟลอเรนซ์นี้มีชื่อเรียกกันว่า Madonna del Granduca เพราะภาพนี้ถูก Grand Duke Ferdinand III of Lorraine ครอบครองในช่วงที่นโปเลียนครอบครองแคว้นทัสคานี  ภาพพระแม่มารีที่ดูคล้ายภาพเหมือนที่สุดภาพหนึ่งของศิลปินนี้ได้รับแรงบันดาลใจในการเขียนภาพแบบ Chiaroscuro ที่มี Leonardo da Vinci เป็นเจ้าตำรับสังเกตได้จากการที่พระแม่มารีและพระบุตรดูราวกับลอยออกมาจากผืนหลังแม้พื้นหลังจะไม่มีทิวทัศน์เหมือนอย่าง Chiaroscuroอื่นๆ เลยก็ตาม แม้ศิลปินจะวาดภาพนี้ในช่วงที่เขายังไม่ได้ขึ้นถึงจุดสูงสุดของอาชีพ แต่พระแม่มารีและพระบุตรของเขาก็ดูอ่อนช้อย นุ่มนวล เคร่งขรึม และมีรายละเอียดที่ดูเหมือนจริงมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งผ้าที่หุ้มพระบุตรอยู่

Portrait of a woman (1507)

Portrait of a woman (1507) ภาพหญิงตั้งครรภ์ในชุดแดงนี้เป็นหนึ่งในภาพที่ดีที่สุดของศิลปินในยุคแรกของเขาสังเกตจากการใช้สี และแววตาแม้เขาจะไม่ได้วาดให้พื้นหลังเป็นทิวทัศน์ตามอย่าง Chiaroscuro แต่เขาก็สามารถวาดให้หญิงชุดแดงดูราวกับลอยออกมาจากพื้นหลังได้อยู่ดี

Portrait of a Young Woman (1516) ภาพผู้หญิงในผ้าคลุมผมสีครีมนี้ ไม่มีใครทราบว่าศิลปินใช้ใครเป็นนางแบบ แต่นักวิจารณ์ศิลป์รุ่นใหม่เชื่อกันว่าเธอคือ La Fornarina  หรือคู่รักลึกลับของ Raphael หญิงสาวที่ศิลปินเขียนในช่วงจุดสูงสุดในวิชาชีพของเขานี้แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการในการวาดภาพจากที่เขาเคยได้รับอิทธิพลมาจาก Florentine School แต่เพิ่มส่วนของความเป็นงานประติมากรรมเข้าไปด้วยสังเกตได้จากสีหน้า แววตา และท่วงท่าที่ดูสงบเยือกเย็นแต่อุดมไปด้วยความสดชื่น ยิ่งกว่านั้นสายตาที่จ้องมองมายังผู้ชมราวกับกำลังค้นหาบวกกับความงามของใบหน้านี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงความงามเดียวกันกับ The Sistine Madonna ที่ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่เดรสเดนเยอรมันด้วย เป็นไปได้ว่านางแบบมาจากคนเดียวกัน

Portrait of a Young Woman (1516)

Madonna and Child, St.John the Baptist (1516) ภาพพระแม่มารีที่ได้ชื่อว่าสวยที่สุดของศิลปินภาพนี้ไม่มีใครทราบว่าใครเป็นผู้จ้างวาด แต่นักวิจารณ์ศิลป์เชื่อว่า Pope Leo X de’ Mediciน่าจะเป็นผู้จ้างวาดมากที่สุด ภาพพระแม่มารีภาพนี้ยังมีจุดเด่นอีกอย่างตรงที่เป็นภาพพระแม่มารีในวงกลมภาพเดียวของ Raphael  การที่เขาวาดภาพนี้ก็เพราะภาพพระแม่มารีในวงกลมกำลังเป็นที่นิยมในฟลอเรนซ์ แม้เขาจะทำงานอยู่ในโรมก็ตาม และศิลปินดังๆ ส่วนใหญ่ ในยุคนั้นต่างมีภาพแนวนี้กันทั้งนั้น เนื่องจากตัวละครทุกตัวอยู่ในวงกลมที่ค่อนข้างแคบ การจัดวางองค์ประกอบของภาพจึงค่อนข้างแน่น ดูอบอุ่น และซับซ้อนผลงานชิ้นนี้เป็นผลงานในช่วงสูงสุดของอาชีพของศิลปิน เขาจึงวาดรายละเอียดอย่างละเอียดลออไม่ว่าจะเป็นแววตา ผม เสื้อผ้า นิ้วมือโดยใช้สีสันสดใสแนวVenetian นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสชมภาพนี้ในห้องภาพจะสามารถสัมผัสได้ถึงอัจฉริยภาพของศิลปินโดยไม่จำเป็นต้องมีความรู้ทางด้านศิลปะใดๆ เลยสักนิด(ภาพจาก The Official Guide Pitti Palace :All the Museum, All the Works)

Portrait of Angnolo Doni (1505)

Portrait of Maddalena Doni (1505)

แหวกฟ้าหาฝัน : Palatine Gallery ใน Palazzo Pitti ฟลอเรนซ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/234660

วันอาทิตย์ ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

Pieta ของ Fra Bartolomeo

ใน Palazzo Pitti มีห้องภาพและมิวเซียมอยู่หลายแห่ง  ห้องภาพที่สำคัญที่สุดก็คือ  Palatine Galleryห้องภาพแห่งนี้เป็นห้องภาพหลักของพระราชวังและมีภาพเขียนยุคเรอเนสซองส์จัดแสดงอยู่มากถึงกว่า 500 ชิ้น ของจัดแสดงทั้งหมดเป็นของสะสมส่วนตัวของสมาชิกตระกูล Medici โดยการจัดแสดงมีรูปแบบเหมือน Private collection จึงไม่มีการเรียงลำดับเวลาเฉกเช่นการจัดแสดงในห้องภาพมาตรฐานทั่วไป

ห้องที่สวยที่สุดซึ่งตกแต่งแนวบาโรคโดย Pietro da Cortona นี้มีรูปภาพปูนเปียกชื่อ The Age of Gold, The Age of Silver, The Age of Bronz และ The Age of Iron ซึ่งถือเป็นผลงาน Masterpiece ชิ้นหนึ่งในพระราชวัง นักท่องเที่ยวที่มาเยี่ยมเยือนห้องภาพแห่งนี้จะเดินผ่านห้องต่างๆ รวม 28 ห้อง โดยแต่ละห้องมีภาพเขียนปูนเปียกบนเพดานตกแต่งอย่างหรูหรา และมีชื่อเฉพาะตามชื่อภาพ หรือศิลปินที่รังสรรค์ผลงานด้วย

Lamentation over the dead Christ ของ Andrea del Sarto

ภาพเขียนเด่นในห้องภาพแห่งนี้มีหลายภาพ เช่น  Virgin and Child with Scenes from the Life of St. Anne ของ Filippo Lippi ศิลปินชาวอิตาลี ภาพที่คาดว่าจะถูกจ้างเขียนโดย Martelli นี้เป็นผลงานชิ้นเดียวของคริสต์ศตวรรษที่  15 และของศิลปินผู้นี้ในห้องภาพ ภาพพระนางมารีอุ้มพระบุตรที่ถือทับทิมปอกเปลือกอยู่อันเป็นสัญลักษณ์ถึงความยากลำบากที่พระบุตรต้องเผชิญในอนาคตโดยมีฉากหลังเป็นภาพ Anne และ Joachim พบกันที่ประตูทองทางด้านขวา และภาพ St. Anne คลอดพระนางมารีทางด้านซ้ายภาพนี้เป็นภาพแรก ๆ ของยุคที่เขียนในรูปแบบ 3  มิติ แต่ก็ยังสะท้อนให้เห็นถึงอัจฉริยภาพของศิลปินได้เป็นอย่างดี

Pieta ของ Fra Bartolomeo ศิลปินชาวอิตาลี ภาพที่ถูกเขียนขึ้นเพื่อประดับแท่นบูชาในโบสถ์ San Gallo นี้เป็นภาพหนึ่งที่มีอิทธิพลมากสุดในคริสต์ศตวรรษที่ 16ภาพพระนางมารีตระกองกอดร่างพระคริสต์หลังจากถูกนำลงจากกางเขนท่ามกลางสาวกอีก 4 คนนี้สะท้อนให้เห็นถึงอิทธิพลของ Raphael อย่างมาก แต่ศิลปินก็ยังสามารถที่จะสร้างสรรค์งานให้มีความบริสุทธิ์และตื่นตาตื่นใจได้จากสีที่สดเข้มและการจัดแสดงองค์ประกอบของภาพที่ดูมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

Golden Age

Lamentation over the dead Christ ของ Andrea del Sarto ศิลปินชาวอิตาลี อีก Pieta ของห้องภาพนี้ถูกเขียนขึ้นเพื่อตกแต่งแท่นบูชาในโบสถ์ San Pietro a Luco  ใน  Mugello ผู้ชมจะเห็นว่าภาพนี้มีการจัดองค์ประกอบของภาพตามแนวทางที่ Michelangelo และ Raphael ชื่นชอบ  และพื้นหลังก็เป็นภาพทิวทัศน์มองเห็นแต่ไกลตามแนวทางศิลปะแบบเรอเนสซองส์ แต่ศิลปินกลับ ให้สีฉูดฉาดตัดกันไปทั่วทั้งภาพ
ตามอย่างแนวทางศิลปะแบบ Mannerismซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าศิลปินสามารถที่จะสร้างสรรค์งานจากแนวทางศิลปะที่หลากหลายได้อย่างกลมกลืนยิ่ง

ในห้องภาพเดียวกันนี้  Andrea del Sarto ยังมีภาพเด่นอีกภาพคือ Dispute on the Trinity ภาพ St.Augustine, St.Lawrence, St.Dominic และ St.Francis ในท่ายืนร่วมกับ Mary Magdalene และ St. John the Baptist ในท่าคุกเข่านี้สะท้อนให้เห็นถึงอิทธิพลของ Raphael ต่อศิลปินค่อนข้างมาก ภาพที่ถูกเขียนขึ้นสำหรับแท่นบูชาในโบสถ์ Augustinian of San Gallo นี้ใช้สีสันสดใสร่วมกับสีโทนนุ่มปนเปกันอันเป็นผลมาจากการที่ศิลปินพยายามใช้เทคนิคของทั้ง Raphael และ Leonardo da Vinci ในการสร้างสรรค์ภาพให้กลมกลืนกันนั่นเอง  (ภาพจาก The Official Guide Pitti Palace : All the Museum, All the Works)

Dispute on the Trinity

Saturn Room

Virgin and Child with Scenes from the Life of St. Anne ของ Filippo Lippi

ผลงานของ Pietro da Cortona

แหวกฟ้าหาฝัน : Grand Apartment ของ Palazzo Pitti

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/233507

วันอาทิตย์ ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

Tapestry Apartment

นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสไปเยี่ยมเยือนเมืองฟลอเรนซ์ และมีเวลามากพอหลังจากช็อปปิ้งกระเป๋า ทอง ถ่ายรูปกับ David ที่ Piazza Signoriรวมทั้งเยี่ยมชม Uffizi แล้วควรเดินข้ามสะพาน Vecchio เพื่อไปยัง Palazzo Pitti หรือ PittiPalace  พระราชวังแห่งยุคเรอเนสซองส์ที่ใหญ่ที่สุดของเมืองด้วย ทั้งนี้เพราะที่นี่มีมิวเซียมและ Grand Apartment ที่แสนงดงามให้เยี่ยมชม พระราชวังที่ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของแม่น้ำ Arno นี้มีประวัติย้อนไปถึงปี 1458 โดยมีต้นกำเนิดเป็นที่พำนักของ Luca Pitti นายธนาคารเมืองฟลอเรนซ์ ในช่วงแรกนั้น พระราชวังแห่งนี้มีลักษณะพิเศษตรงที่มีหน้าต่างใหญ่กว่าทางเข้าของพระราชวัง Medici แต่การตกแต่งพระราชวังกลับมิได้เสร็จสมบูรณ์จวบจน Luca Pitti เสียชีวิตในปี 1472

Chapel

พระราชวังแห่งนี้เปลี่ยนมือจากBuonacaassorso Pitti มาสู่ตระกูล Medici ในปี 1549 และกลายเป็นที่พำนักของครอบครัว Grand Duchy of Tuscany นับจากนั้นมา  Vasari ถูกจ้างให้มาขยายขนาดของพระราชวังเพื่อให้เข้ากันกับรสนิยมของ Cosimo I de’ Medici อีกทั้งยังสร้าง Vasari Corridor เหนือทางเดินจาก Palazzo Vecchio พระราชวังเก่าของ Cosimo และที่ทำการรัฐบาลผ่าน Uffizi ต่อมาเหนือสะพาน Vecchio มายังพระราชวัง Pitti แห่งนี้ ในช่วงเวลานั้น Palazzo Pitti ยังทำหน้าที่เพียงแค่เป็นที่พำนักของแขก และทำหน้าที่เป็นศาลเป็นครั้งคราว

ที่นี่กลายเป็นที่พำนักของตระกูล Medici ในสมัยของ Ferdinando บุตรของ Eleonora และ Johann แห่งออสเตรีย  หลังการสิ้นอำนาจของตระกูล Medici ที่นี่ก็ถูกเปลี่ยนมือไปสู่ The AustrianHouse of Lorraine ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 18 พระราชวังเปลี่ยนมืออีกครั้งกลายเป็นฐานของนโปเลียนและกลายเป็นพระราชวังของอิตาลีในช่วงต้นของการรวมประเทศ  ในปี 1919 พระเจ้าVictor Emmanuel III ได้บริจาคพระราชวังแห่งนี้ให้เป็นสมบัติของชาติ  นับจากนั้นพระราชวังแห่งนี้ถูกแบ่งออกเป็น 5 ห้องภาพและ 1 มิวเซียม

Charity Room

ส่วน Grand Apartment ที่เคยเป็นที่อยู่ของตระกูล Medici มีทั้งหมด 14 ห้อง ห้องที่เห็นในปัจจุบันได้เปลี่ยนแปลงไปมากแล้วจากสมัย Medici ห้องในส่วนนี้ส่วนใหญ่มักมีขนาดเล็กแต่ตกแต่งไว้สำหรับอยู่อาศัยและยังคงมีภาพของสมาชิกตระกูล Medici ประดับอยู่ กษัตริย์องค์สุดท้ายของอิตาลีใช้พระราชวังแห่งนี้เป็นที่พำนักตั้งแต่ทศวรรษที่ 1920 ก่อนเปลี่ยนที่นี่เป็นมิวเซียมไปอย่างถาวร ห้องของส่วนนี้ตั้งอยู่บนชั้นหนึ่งโดยในช่วงแรกระหว่างกลางคริสต์ศตวรรษที่ 16-17 ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นที่พำนักของสมาชิกตระกูล Medici โดยเฉพาะ Grand Prince Ferdinando de’ Medici ซึ่งสิ้นพระชนม์ ณ พระราชวังแห่งนี้ในปี 1713 หลักฐานที่หลงเหลือของช่วงเวลานี้ก็คือส่วนของหอสวดมนต์และห้องนอนของ Grand Prince Ferdinando

King’s Bedroom

ในสมัยของ Lorraine พระราชวังแห่งนี้ได้รับการปรับปรุงและตกแต่งเฟอร์นิเจอร์ใหม่โดยมีการตกแต่งแบบปูนปั้นแนวนีโอคลาสิกใน Oval Room หรือห้องแต่งตัวของราชินีด้วยผ้าไหมปักเป็นแผงที่ออกแบบโดย Ignacio Pellegrini อีกทั้งยังตกแต่งเพดานด้วยภาพปูนปั้นแนวร็อกโคโคซึ่งเป็นศิลปะที่นิยมในช่วงการรวมชาติของอิตาลี ในช่วงที่พระเจ้าVictor Emanuel II ครองราชย์ พระองค์ให้ตกแต่งห้องด้วยเฟอร์นิเจอร์ใหม่ และใช้พรมตามศิลปะแนวบาโรค

นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสมาเยี่ยมเยือน Grand Apartment ของ Palazzo Pitti จะสังเกตได้ว่า แม้ที่นี่จะผ่านการเปลี่ยนมือหลายครั้งและได้รับการตกแต่งโดยสถาปนิกตามแนวทางศิลปะที่แตกต่างกันในแต่ละช่วงเวลา แต่การตกแต่งพระราชวังด้วยแนวทางศิลปะที่หลากหลายของห้องต่างๆ ก็เป็นไปอย่างสวยงามกลมกลืนกันจนแทบไม่รู้สึกว่าพระราชวังแห่งนี้มีประวัติศาสตร์อันโชกโชนทั้งในการเปลี่ยนมือและตกแต่ง (ภาพจาก TheOfficial Guide Pitti Palace : All the Museum, All the Works)

King’s Studio

Oval Room

Parrot Room

Pope’s Room

Queen’s Bedroom

Tapestry Apartment detail

Tapestry Apartment detail2

Tapestry Apartment detail3

Yellow Room Queen apartment

แหวกฟ้าหาฝัน : ผลงานของศิลปินดังใน Uffizi ฟลอเรนซ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/232445

วันอาทิตย์ ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

Adoration of the Magi ของ Albrecht Durer

ไม่เพียงใน Uffizi ฟลอเรนซ์จะมีผลงานของศิลปินอิตาเลียนเท่านั้น ที่นี่ยังมีผลงานของศิลปินดังอื่นๆ ด้วย เช่น Adoration of the Magi ของ Albrecht Durer นักทฤษฎีและศิลปินยุคเรอเนสซองส์ชาวเยอรมัน ภาพที่ถูกจ้างเขียนโดย Frederick III the Wise สำหรับ Palatine Chapel ในปราสาท Wittenberg แคว้น Saxony นี้ถูกเขียนขึ้นในปี 1504 ภาพเขียนที่เคยขึ้นทะเบียนเป็นของสะสมของ Rudolph II ในเวียนนาในฐานะของขวัญจาก Prince Elector Christian II นี้ถูกส่งมายัง Uffizi ในปี 1793 เพื่อแลกกับ Presentation in the Temple ของ Fra Bartolomeo  ศิลปินเขียนภาพนี้โดยนำส่วนประกอบของแนวทางศิลปะที่หลากหลายมาจัดเรียงกันเข้า เช่นองค์ประกอบของภาพเป็นแบบ Venetian ส่วนพื้นหลังที่เป็นรูปซากปรักหักพังต่างๆ กลับได้รับแรงบันดาลใจจากศิลปะอิตาลี ร่วมกับ Nordic Style ที่นิยมวาดทิวทัศน์อยู่ไกลสุด ส่วนต้นไม้และสัตว์กลับได้รับแรงบันดาลใจจากแนวทางศิลปะแบบเยอรมันของเพื่อนร่วมชาติ

Adoration of the Magi ของ Albrecht Durer detail

Adam and Eve ของ Lucas Cranachthe Elder ศิลปินยุคเรอเนสซองส์ชาวเยอรมัน ภาพที่มีสองภาพติดกันนี้ถูกนำมาอยู่ใน Uffizi ตั้งแต่ต้นคริสต์ศตวรรษที่  18 ภาพมนุษย์คู่แรกภาพนี้เป็นช่วงเวลาที่ทั้งคู่เกือบจะทดลองผลไม้ต้องห้ามแล้ว สังเกตได้จากการที่พวกเขาถือใบไม้เพื่อปกปิดอวัยวะเพศ นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบศิลปะและดูมิวเซียมเป็นประจำจะทราบดีว่า  Lucas Cranach the Elderผู้นี้เป็นศิลปินที่ชื่นชอบการเขียนภาพอดัมและอีฟมาก เขาจึงมีภาพของมนุษย์คู่แรกนี้อยู่ในมิวเซียมต่างๆ เกือบทั่วโลก นอกจากนี้ การที่ฝีไม้ลายมือของศิลปินมีความคงเส้นคงวาทำให้นักท่องเที่ยวสามารถจะจดจำหน้าตาของอีฟได้ไม่ยาก เพราะเธอจะมีหน้ากลมแป้น ตาเกือบเหมือนชั้นเดียว และหูต่ำ ชนิดที่ว่าเห็นที่ไหนก็จำได้ว่า Cranach เป็นคนวาด

Self Portrait as a Young Man ของ Rembrandt

Self Portrait as a Young Man ของ Rembrandt ศิลปินที่มีชื่อเสียงที่สุดในยุคทองของชาวดัทช์ ภาพที่ถูกยกให้ครอบครัวFlorentine Gerini โดย Johann Wilhelm สามีของ Anna Maria Luisa de’ Medici นี้เป็นภาพที่ศิลปินเขียนขึ้นในช่วงแรกของชีวิตหลังจากที่เขาเพิ่งออกจากบ้านเพื่อย้ายไปอยู่กรุงเฮก  Rembrandt เป็นผู้ที่ชื่นชอบวาดภาพตัวเองเพื่อการศึกษา เขาจึงมีภาพของตัวเองมากที่สุดในโลกจนได้รับสมญานามว่าเจ้าพ่อ Self Portrait แม้ภาพนี้ศิลปินจะเขียนขึ้นตั้งแต่ในวัยเยาว์ แต่นักท่องเที่ยวจะเห็นว่าเขาสามารถวาดหน้าตา เสื้อผ้า ผมเผ้าและเครื่องประดับได้เหมือนจริงมากราวกับภาพถ่ายจึงไม่น่าแปลกใจที่เขาจะได้รับการยกย่องให้เป็นศิลปินที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ศิลปะดัทช์เลยทีเดียว

The Adolescent Bacchus ของCaravaggio ศิลปินยุคบาโรคชาวมิลานที่มีชื่อเสียงจนได้สมญานามว่า Bad boy แห่งวงการศิลปะ ภาพที่ถูกเขียนให้กับ Cardinal FrancescoMaria Del Monte ในปี 1595 นี้ นักวิจารณ์ภาพเชื่อว่า ถูกบริจาคไปให้กับ Ferdinando I de’ Medici ในช่วงเวลาเดียวกันกับภาพ Medusa  ส่วนหน้าตาของ Bucchus นั้นเชื่อกันว่าเป็นภาพของ Mario Monnitti ศิลปินชาว Sicilian ที่อยู่กับ Caravaggio ในช่วงเวลาที่เขาวาดรูปนี้ ภาพนี้มีการถกเถียงกันอย่างมากในเรื่องของความหมาย นักวิจารณ์ภาพกลุ่มหนึ่งเชื่อว่า แม้จะเป็นภาพเทพเจ้าแห่งไวน์ แต่ภาพนี้ต้องการสื่อถึงพระเยซูคริสต์ที่กำลังเสนอถ้วยแห่งความรอดให้กับมนุษย์ไม่ว่าศิลปินต้องการสื่อถึงอะไร แต่ตัวภาพเองก็เต็มไปด้วยสัญลักษณ์ของราคะ เช่น หน้าที่แดงก่ำ ปากที่อิ่มเอิบ นิ้วที่สกปรก ผลไม้ใกล้เน่า และถูกแมลงแทะ  นักท่องเที่ยวจะเห็นว่าแม้ศิลปินจะมีประวัติทำผิดกฎหมายอย่างโชกโชน แต่ผลงานของเขากลับโดดเด่นจนอาจถือได้ว่าเขาเป็นศิลปินที่เก่งที่สุดคนหนึ่งของอิตาลีจนสามารถมี School ของตัวเองที่เรียกว่า Caravaggism เลยทีเดียว (ภาพจากหนังสือ Uffizi Gallery : Art History Collections)

Adam ของ Lucas Cranach the Elder

Eve ของ Lucas Cranach the Elder

The Adolescent Bacchus ของ Caravaggio

The Adolescent Bacchus ของ Caravaggio detail

แหวกฟ้าหาฝัน : ผลงานของศิลปินยุคเรอเนสซองส์ใน Uffizi

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/230251

วันอาทิตย์ ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

Annunciation ของ Leonardo da Vinci detail2

ใน Uffizi ฟลอเรนซ์ไม่เพียงมีผลงานของ Sandro Botticelli เท่านั้น ที่นี่ยังมีผลงานของศิลปินยุคเรอเนสซองส์อีกหลายคน เช่น Annunciation ของ Leonardo da Vinci สถาปนิก วิศวกร และศิลปินที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งยุคเรอเนสซองส์ ผลงานที่ถูกนำมาจากโบสถ์ San Bartolomeo a Oliveto สู่ Uffizi ในปี 1867 นี้ถูกเชื่อว่าศิลปินเขียนขึ้นตั้งแต่มีอายุเพียงแค่ 20 ปีเท่านั้น  ภาพการแจ้งข่าวให้กับพระนางมารีของเทพธิดานั้นเป็นภาพที่มีรายละเอียดเพิ่มขึ้นมากมายหลังการทำความสะอาดโดย Alfio Del Serra ศิลปินใช้สีแดงเป็นสีเด่นของภาพเห็นได้ตั้งแต่ประตู เสื้อของพระนางมารีและเทพธิดาจึงส่งผลให้ภาพมีความเรืองรองเป็นอย่างมาก เขายังได้ลองเขียนภาพทิวทัศน์เป็นฉากหลังโดยมีรายละเอียดของต้นไม้ให้เห็นอย่างกระจ่างชัด ร่วมกับดอกไม้ที่กระจายอยู่ตามพื้นทั่วไป  นอกจากนี้ทัศนียภาพที่เห็นแต่ไกลที่เป็นรูปทะเลสาบยังเต็มไปด้วยรายละเอียดที่กลมกลืนไปกับสีฟ้าของเทือกเขาแสดงให้เห็นถึงความเป็นคนละเอียดอ่อนของศิลปิน   แม้ภาพนี้จะไม่ใช่ภาพที่ดีที่สุดของ Leonardo da Vinci แต่ก็ยังแสดงให้เห็นอัจฉริยภาพของศิลปินได้อย่างเด่นชัดโดยเฉพาะส่วนที่เป็นมือของทั้งพระนางมารีและเทพธิดาที่ศิลปินเขียนได้เหมือนจริงราวกับภาพถ่ายเลยทีเดียว

Annunciation ของ Leonardo da Vinci

Holy Family with the Infant St. Johnthe Baptist ของ Michelangelo Buonarroti สถาปนิก นักประติมากรรม คีตกวีและศิลปินที่มีชื่อเสียงที่สุดคนหนึ่งของยุคเรอเนสซองส์คู่แข่งคนสำคัญของ Leonardo da Vinci ผลงานชิ้นเดียวของ Michelangelo ที่ลงเหลืออยู่ในฟลอเรนซ์ชิ้นนี้ Vasari นักประวัติศาสตร์เชื่อว่าถูกว่าจ้างและประดับอยู่ในบ้านของ Agnolo Doni พ่อค้าชาวอิตาเลียนที่เห็นว่าศิลปินเรียกค่าจ้างแพงเกินไป  ภาพ Holy Family ที่ถูกตกแต่งด้วยสีสันสดใสอย่างวิจิตรตระการตานี้ถูกวางองค์ประกอบเสมือนหนึ่งงานประติมากรรม  พระนางมารีที่กำลังจะไปรับพระคริสต์จาก St. Joseph มีแววตาที่ค่อนข้างหมองเศร้าอันเป็นสัญลักษณ์ที่บ่งบอกถึงชะตากรรมของพระคริสต์ ส่วนฉากหลังที่เป็นรูปเปลือยของชายหนุ่มพิงกำแพงในอิริยาบถต่างๆ ได้กลายเป็นต้นแบบในการเขียนภาพปูนเปียกในมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ในเวลาต่อมา ภาพที่อยู่ในกรอบอันแสนหรูหรานี้ถูกเชื่อว่าเป็นภาพที่ได้รับแรงบันดาลใจในช่วงการเกิดของพระคริสต์หรือช่วงบาติสมาสังเกตจากการมีภาพ  St. John ให้เห็นทางด้านขวาของมุมภาพ การตีความตามนี้เป็นผลให้นักวิจารณ์ภาพหลายคนเชื่อว่าศิลปินถูกว่าจ้างให้วาดภาพนี้ในการถือกำเนิดของ Maria บุตรสาวของ Doni ในวันที่ 8  กันยายน 1507 ด้วยนักท่องเที่ยวที่ได้ดูภาพนี้จริงๆ ในมิวเซียมจะสังเกตได้ว่า กรอบรูปถูกแกะอย่างสละสลวยและมีรายละเอียดมากมาย ส่วนสีสันของเสื้อผ้าของตัวละครเด่นๆ ในภาพก็ค่อนข้างสดใสและมีความพลิ้วไหวราวกับจะกระโดดออกมาจากกรอบภาพเลยทีเดียว

Annunciation ของ Leonardo da Vinci detail

Holy Family with Saint Catherine and the Infant St.John ของ Paolo Veronese ศิลปินยุคเรอเนสซองส์ชาวเวนิส ผลงานที่ถูกขายโดย Paolo Del Sera ไปให้กับ Cardinal Giancarlo de’ Medici ในปี 1654 และถูกนำมายัง Uffizi ในปี 1798 นี้ถือเป็นผลงานที่โดดเด่นที่สุดชิ้นหนึ่งในช่วงสูงสุดในชีวิตของ Veronese ภาพที่ St. Catherine ที่ตกแต่งทรงผมด้วยมุกในชุดสีทองอะร้าอร่ามกำลังชื่นชมพระคริสต์นี้ถูกเขียนขึ้นครั้งแรกในปี 1564 สำหรับตกแต่งแท่นบูชาในงานเฉลิมฉลองห้องสวดมนต์ของโบสถ์ San Zacchariah  ศิลปินวาดภาพนี้ได้อย่างลงตัวมาก โดยเฉพาะการจัดวางองค์ประกอบของภาพและแสงเงา  สิ่งที่แสดงให้เห็นถึงอัจฉริยภาพที่เด่นชัดสุดคงไม่มีอะไรเกินส่วนของผมของSt.Catherine ที่ดูบางเบาเรียบรื่นดุจใยไหมที่นุ่มนวลจนอดไม่ได้ที่จะเอื้อมไปสัมผัสเลยทีเดียว

Annunciation ของ Leonardo da Vinci detail3

Self Portrait  ของ Raphael สถาปนิกและศิลปินยุคเรอเนสซองส์ชาวอิตาลี ภาพที่เชื่อกันว่าถูกเขียนขึ้นครั้งแรกในปี 1506 นี้เป็นภาพที่มีการถกเถียงกันมาอย่างยาวนานก่อนได้ข้อสรุปว่าเป็นภาพ Self Portrait ของศิลปินเองจากจดหมายของทายาทของ Grand Duchess Vittoria dellaRovere ภรรยาของ Ferdinando II de’ Mediciภาพนี้เคยถูกแขวนไว้ในห้องนอนของ Grand Duchessในปี 1652 และถูกย้ายไปอยู่ใน LeopoldCollection ในปี 1663 ก่อนถูกนำมาแขวนใน  Uffiziในปี 1683 ในที่สุด ภาพ Self Portrait ภาพเดียวของศิลปินที่เขาเขียนด้วยมือของตัวเองโดยดูภาพตัวเองจากในกระจกนี้วาดให้เขาดูหนุ่มและมีความสุขมากสังเกตได้จากแววตา แม้เขาจะสวมเสื้อดำและไม่มีเครื่องประดับใดๆ เลยก็ตาม (ภาพจากหนังสือ Uffizi Gallery : Art History Collections)

Holy Family with Saint Catherine and the Infant St. John ของ Paolo Veronese

Holy Family with the Infant St. John the Baptist ของ Michelangelo Buonarroti detail3

Holy Family with the Infant St. John the Baptist ของ Michelangelo Buonarroti

Holy Family with the Infant St. John the Baptist ของ Michelangelo Buonarroti detail4

Holy Family with the Infant St. John the Baptist ของ Michelangelo Buonarroti detail2

Holy Family with the Infant St. John the Baptist ของ Michelangelo Buonarroti detail

Self Portrait ของ Raphael