แหวกฟ้าหาฝัน : The Best of Uffizi

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/229178

วันอาทิตย์ ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

Primavera

นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบภาพเขียนและมีโอกาสมาเยือนฟลอเรนซ์ส่วนใหญ่มักต้องการที่จะเข้า Uffizi ให้ได้ครั้งหนึ่งในชีวิต ทั้งนี้เพราะที่นี่มีภาพเขียนที่ดีที่สุดภาพหนึ่งในโลกที่ผู้ที่ชื่นชอบศิลปะต้องดูให้ได้ นั่นคือ Primavera ของ Sandro Botticelli ภาพที่มีขนาด 6’8″ x 10’4″ ที่ถูกจ้างเขียนโดย Lorenzo di Pierfrancesco de’ Medici เพื่อเป็นอนุสรณ์ในงานแต่งงานของเขาที่จัดขึ้นในเดือนพฤษภาคม 1482 นี้เป็นหนึ่งในภาพเขียนที่ดูสนุก ให้ความเพลิดเพลิน และสร้างความสุขที่สุดให้กับผู้ชมภาพหนึ่งในโลก

ภาพที่ตัวละคร เสื้อผ้าหน้าผม และสภาพแวดล้อมถูกออกแบบอย่างวิจิตรบรรจงและกลมกลืนกันอย่างน่าทึ่งนี้ทำให้ภาพดูคล้ายกับฉากในละครบัลเล่ต์ที่ดูสวยงามไม่รู้เบื่อ  เมื่อผลงานชิ้นนี้ถูกเขียนขึ้นเพื่องานแต่งงานในฤดูใบไม้ผลิ ผลงานจึงถูกกำหนดให้เป็นช่วงฤดูใบไม้ผลิเพื่อแสดงให้เห็นว่าการมีเพศสัมพันธ์ทางกามารมณ์สามารถนำไปสู่ความรักแบบบริสุทธิ์ที่ควรเพิ่มประสบการณ์ให้กับผู้ชมผ่านการชมผลงานศิลปะในสวนช่วงฤดูใบไม้ผลิ ยิ่ง Lorenzodi Pierfrancesco เจ้าของภาพเป็นนักปรัชญา เขายิ่งต้องการให้ภาพของเขาได้รับการตีความและเข้าใจอย่างลึกซึ้งในแง่ปรัชญาของความรักตามแนวคิดของพลาโตที่ว่า ความรักของมนุษย์นำสู่ความรักของพระเจ้าได้

Primavera detail 1

โดยทั่วไปศิลปินในยุคนั้นมักเขียนภาพตามแนวทางแบบฟลอเรนซ์ที่เริ่มต้นอธิบายภาพจากซ้ายมาขวา (ทางซ้ายของภาพคือขวามือของผู้ชม) การตีความภาพนี้อย่างละเอียดลออจึงต้องเริ่มจากซ้ายมาขวา (เริ่มที่ขวามือของผู้ชม) เฉกเช่นเดียวกันกับการอ่านบทกวี และมักเริ่มต้นด้วยเหตุการณ์ที่เป็นลบ และจบลงด้วยเหตุการณ์ที่เป็นบวกโดยส่วนตรงกลางภาพเป็นส่วนที่มีเกียรติสูงสุด ส่วนการจัดวางองค์ประกอบของตัวละครมักถูกแบ่งเป็นชุดๆ 2 ชุดโดยมีตัวละครหญิง 3 ตัว และมีตัวละครชายแยกอยู่อย่างโดดเด่นทางซ้ายสุด ทางขวาก็เช่นกัน

ทางซ้ายสุดของภาพทางด้านล่างอันเป็นจุดเริ่มต้นของภาพนั้นเป็นภาพ Zephyr เทพเจ้าแห่งลมกำลังจะจับตัว Chloris นางไม้เพื่อไปข่มขืนแสดงให้เห็นว่า ความรักซึ่งเป็นอารมณ์บริสุทธิ์เยี่ยงความรักของพระเจ้านั้น มีกำเนิดจากสวรรค์ถูกนำลงมาสู่โลกบนพื้นฐานของความปรารถนาทางเพศจนนำสู่การแต่งงาน ผู้ชมจะเห็นดอกไม้จากปากของ Chloris เพื่อย้ำเตือนว่าเธอจะถูกเปลี่ยนเป็นดอกไม้หรือเทพีแห่งความอุดมสมบูรณ์ในเวลาต่อมา ใน Fasti ของ Ovid นั้นหลังจากที่ Zephyr ข่มขืน Chloris และแต่งงานกับเธอแล้ว เขาได้เปลี่ยนเธอเป็นดอกไม้หรือเทพีแห่งดอกไม้เพราะ ความงามของดอกไม้ก็คือสัญลักษณ์ของการแต่งงาน ความรักและความสมบูรณ์ตามน้ำพระทัยของพระเจ้า

ส่วนวีนัสเทพีแห่งรักยืนอยู่ในสวนแห่งรักตรงกลางภาพสังเกตได้จากการมีกามเทพอยู่เหนือศีรษะของเธอ การที่วีนัสมีนัยน์ตาหมองเศร้าแต่งกายเต็มยศยืนในท่วงท่าไม่สมบูรณ์แบบมากนัก ร่วมกับกามเทพที่ปิดตา เป็นสัญลักษณ์ของความรักแบบมนุษย์ที่ไม่สมบูรณ์ และมักเป็นไปโดยปราศจากเหตุผล

Primavera detail 2

ส่วนภาพหญิงสามคนที่ยืนอย่างสง่างามทางด้านขวาของภาพ (ทางซ้ายของผู้ชม) เป็นตัวแทนของคุณสมบัติที่ผู้หญิงต้องมีเพื่อที่จะได้รับความรักจากชายหนุ่ม ไม่ว่าจะเป็นความงาม ความบริสุทธิ์และความพึงพอใจทางเพศล้วนเป็นคุณสมบัติที่ผู้หญิงต้องมีเพื่อเป็นตัวกระตุ้นที่ก่อให้เกิดความรักตามการตีความทางศิลปะในคริสต์ศตวรรษที่ 15  ศิลปินวาด Voluptas เทพีแห่งความพึงพอใจทางเพศบุตรสาวของ Cupid และ Psyche ปรากฏอยู่ทางซ้ายของภาพเพื่อเป็นสัญลักษณ์แสดงให้เห็นว่า จุดเริ่มต้นของความรักมาจากความปรารถนาทางเพศ  และวาดให้ความงามและความบริสุทธิ์อยู่ตรงข้ามเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของความรักของพระเจ้าซึ่งตีความได้ว่า ความปรารถนาทางเพศก็สามารถที่จะสร้างแรงบันดาลใจให้กับคู่รัก ได้ตระหนักว่าความงามและความบริสุทธิ์เป็นเรื่องของพระเจ้า และนำจิตวิญญาณหวนคืนสู่พระเจ้าได้เช่นกัน

Primavera detail 3

ส่วนความบริสุทธิ์หรือหญิงที่อยู่ตรงกลางหันหลังให้กับผู้ชมนั้นกำลังเป็นเป้าหมายของลูกศรจากกามเทพแสดงให้เห็นว่า เธอกำลังตกหลุมรัก Mercury เทพเจ้าแห่งโชคลาภและความมั่งคั่ง ซึ่งเป็นผู้ส่งสารระหว่างมนุษย์กับพระเจ้าที่ศิลปินเขียนไว้ตรงขวามือ  สำหรับพื้นหลังของภาพ ศิลปินเขียนให้สวนเต็มไปด้วยส้มเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของความรักและเดือนพฤษภาคมอันเป็นเดือนที่ผู้สั่งวาดภาพแต่งงานด้วย ส่วนความสวยงามของสวนก็เพื่อเตือนให้ผู้ชมคิดถึงความรักในสวนที่สวยงามเต็มไปด้วยดอกไม้หรือสวนอีเดนอันเป็นสถานที่ซึ่งความรักและความปรารถนาทางเพศเริ่มต้นขึ้นครั้งแรกในโลก

การตีความโดยรวมของ  Primavera ทั้งภาพนี้จึงเริ่มต้นที่ด้านล่างซ้ายสุดของภาพจากความรักซึ่งถือกำเนิดขึ้นจากเซ็กส์ และสิ้นสุดที่จุดสูงสุดทางขวาของภาพ เมื่อความรักเคลื่อนขึ้นผ่านความงามและความบริสุทธิ์สู่ความรักของพระเจ้าซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของความรักอย่างแท้จริงนั่นเอง

หลังจากดื่มด่ำกับความงามของภาพ ไม่ว่าผู้ชมจะมีความรู้หรือไม่ก็ตามย่อมสัมผัสได้ถึงบรรยากาศในภาพที่ให้ความรื่นเริงบันเทิงใจราวกักำลังดูละครเวที ยิ่งนักท่องเที่ยวที่มีความรู้ด้านศิลปะ และการตีความภาพอยู่บ้างก็จะยิ่งสามารถชมภาพ Primavera หรือ The Best of Uffizi ได้อย่างมีอรรถรส กินใจและซาบซึ้งมากขึ้นจนมิอาจลืมเลือน แม้ผ่านไปหลายปีแล้วก็ตาม

Primavera detail 4

Primavera detail 5

Primavera detail 6

แหวกฟ้าหาฝัน : วีนัสที่สวยที่สุดในโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/228116

วันอาทิตย์ ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

Birth of Venus

เป็นที่ทราบกันดีแล้วว่า วีนัสเทพีแห่งความงาม ความรัก ความปรารถนา และความมั่งคั่งนี้เป็นเทพีที่สวยที่สุดในโลก ศิลปินทุกยุคทุกสมัยจึงชื่นชอบที่จะสร้างสรรค์วีนัสเพื่อพิสูจน์ฝีมือ ส่วนวีนัสที่ได้รับการยกย่องว่าสวยที่สุดในโลกคงไม่มีภาพใดเกิน Birth of Venus ของ Sandro Botticelli ที่นักท่องเที่ยวต้องต่อคิวยาวบางครั้งกว่า 5 ชั่วโมง เพื่อซื้อตั๋วเข้าไปชมใน Uffizi ฟลอเรนซ์ และยังต่อคิวยาวร่วมชั่วโมงเพื่อจะได้มีโอกาสชื่นชมภาพนี้

Birth of Venus ผลงานชิ้นเอกของศิลปินผู้นี้ถูกเขียนขึ้นบนผืนผ้าใบโดยคำสั่งของ Lorenzo di Pierfrancesco ราวปี 1484
ภาพวีนัสเทพีแห่งความรักเปลือยกายยืนอยู่บนฝาหอยที่วางอยู่พื้นดินราวกับเพิ่งโผล่ออกมาจากน้ำทะเลนี้แสดงให้เห็นถึงการฟื้นตัวของตำนานกรีกโบราณในบริบทของวงการศิลปะยุคเรอเนสซองส์อย่างเด่นชัด ภาพวีนัสที่เป็นภาพเปลือยเต็มตัวที่ไม่เกี่ยวข้องกับศาสนจักรชิ้นแรกของยุคคลาสสิกนี้ถูกยืมเหตุการณ์มาจากตอนที่วีนัสถูกเป่าโดย Zephyrus เทพเจ้าแห่งลมมาขึ้นเกาะที่ Paphos ในไซปรัส ในขณะที่ Hora เทพเจ้าแห่งฤดูใบไม้ผลิยืนรออยู่บนฝั่งเพื่อหยิบยื่นผ้าไว้คลุมกายอันเปลือยเปล่าของวีนัส แม้สายตาของวีนัสจะดูเศร้าสร้อย แต่ท่าทางและผิวเนื้อที่เรียบเนียนอมชมพู ร่วมกับผมยาวเหยียดหยิกเป็นลอนราวไหมกลับสะท้อนให้เห็นถึงความงดงามของนางราวกับงานประติมากรรมกรีกชั้นเยี่ยม เมื่อวีนัสเกิดมาเพื่อเป็นเทพีแห่งความงาม และผู้ชมกำลังเป็นประจักษ์พยานของการสร้างที่สมบูรณ์แบบเยี่ยงนี้ เราจึงได้เห็นท่วงท่าในขณะที่วีนัสกำลังจะเยื้องย่างออกจากฝาหอยเชลล์โดยมีลมพัดดอกกุหลาบซึ่งตามตำนานกรีกนั้นกุหลาบออกดอกครั้งแรกตอนวีนัสเกิดอาบรอบตัวของเธอ ขณะเดียวกันส้มบนต้นก็ออกลูกเป็นสีทองสวยงาม


Venus

พลาโต นักปรัชญาชาวกรีกเห็นว่าวีนัสเป็นเทพีแห่งความรักที่สร้างแรงบันดาลใจแห่งความรักทางด้านร่างกาย และยังเป็นเทพีแห่งท้องฟ้าที่สร้างแรงบันดาลใจแห่งความรักทางปัญญาด้วย นั่นหมายความว่าความสวยงามทางกายภาพสามารถกระตุ้นจิตใจให้เข้าใจความงามทางด้านจิตใจได้ด้วย เนื่องจากภาพนี้ถูกเชื่อว่าศิลปินถูกว่าจ้างให้เขียนขึ้นเพื่อเป็นของขวัญในงานแต่งงานของ Lorenzo the Magnificat การเขียนภาพจึงถูกตีความถึงความรักของเจ้าบ่าว-เจ้าสาวได้อย่างลงตัว นอกจากนี้นักวิจารณ์ศิลป์บางคนยังเชื่อว่า ภาพวีนัสนี้ศิลปินเขียนถึง Simonetta Cattaneo Vespucci ภรรยาลับของทั้ง Giuliano de’ Medici และตัว Lorenzo ซึ่งเธอเกิดที่เมืองชายฝั่ง Portovenereหรือ Port of Venus แต่หากตีความตามแนวคิดของคริสเตียนแล้ว ความเปลือยเปล่าของวีนัสสะท้อนให้เห็นถึงเอวาในสวนของอีเดน และการถือกำเนิดขึ้นของวีนัสจากทะเลก็เหมือนกับพระนางมารีให้กำเนิดพระคริสต์ อย่างไรก็ดี นักวิจารณ์ภาพบางคนกลับเปรียบเทียบภาพนี้กับช่วงเวลาในการบาติสมาพระเยซูอันเป็นช่วงเวลาที่พระองค์นำความรักของพระเจ้ามาสู่
มวลมนุษย์

แม้ Botticelli จะอยู่ในยุคเดียวกันกับ Andrea Mantegna แต่เขากลับมีวิธีการวาดรูปร่างของวีนัสแตกต่างกับศิลปินในยุคเดียวกัน นั่นคือ เขาจะวาดให้เรือนร่าง บริเวณคอ และมือของวีนัสออกแนวยาวๆ ดูเลื่อนลอยราวกับไม่มีน้ำหนักและตกแต่งอย่างวิจิตรบรรจงตามแบบศิลปะไบเซนไทน์


Detail

แม้สุภาษิตจะมีว่า Beauty is in the eye of the beholder หรือความสวยงามขึ้นกับสายตาของผู้ชม แต่หลังจากที่นักท่องเที่ยวได้มีโอกาสชื่นชมวีนัสที่มีความวิจิตรบรรจงและน่าหลงใหลนี้เรียบร้อย คงไม่มีใครสงสัยว่าเหตุใดภาพนี้จึงเป็น Masterpiece of all time และวีนัสของ Botticelli จึงเป็นวีนัสที่สวยที่สุดในโลก

แหวกฟ้าหาฝัน : อีกผลงานเด่นของ Sandro Botticelli ใน Uffizi ฟลอเรนซ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/226985

วันอาทิตย์ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

Madonna of the Pomegranate

นอกจาก Adoration of the Magi แล้ว ใน Uffizi ยังมีผลงานเด่นของ Sandro Botticelli อีกหลายภาพ เช่น Pallas and the Centaur ภาพที่ถูกแขวน ณ พระราชวังของ Lorenzo di Pierfrancesco de’ Medici และไปอยู่ในห้องเก็บของของ Giovanni Medici เมื่อเขาเสียชีวิต
ในปี 1498 นี้ยังเป็นปริศนาอยู่ว่า แท้ที่จริงแล้วภาพนี้ถูกเขียนขึ้นเพื่ออะไรและมีความหมายลึกซึ้งใดให้ตีความหรือไม่ ภาพหญิงในชุดเชือกโปร่งใสตกแต่งด้วยเถามะกอก มีอาวุธขนาดใหญ่เป็นเครื่องประดับดึงรั้งผมของคนครึ่งม้าโดยมีฉากหลังเป็นท้องทะเลนี้ นักวิจารณ์ภาพหลายคนเชื่อว่าถูกเขียนขึ้นเพื่อเป็นของขวัญแต่งงานให้กับLorenzo di Pierfrancesco  แต่นักวิจารณ์ภาพอีกส่วนหนึ่งยังเชื่อว่าภาพนี้ศิลปินต้องการสื่อให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างธรรมชาติ 2 ด้าน เช่น ความบริสุทธิ์กับโลกีย์ ความอ่อนน้อมกับความภาคภูมิใจ สัญชาตญาณกับเหตุผล

Portrait of a Youth with a Medal ภาพเขียนหนุ่มหล่อที่มองตรงมายังผู้ชมด้วยสายตาเลื่อนลอยโดยมีมือทั้งสองถือเหรียญโลหะขนาดใหญ่นี้ถือเป็นภาพหนึ่งที่มีประวัติศาสตร์ลึกลับที่สุดภาพหนึ่งแห่งยุค ไม่มีใครทราบว่าศิลปินถูกใครว่าจ้างให้เขียนภาพนี้ แม้ภาพนี้จะมีสัญลักษณ์ของตระกูล Medici อยู่บนเหรียญก็ตาม นักวิจารณ์ภาพเชื่อว่าศิลปินน่าจะเขียนภาพนี้ให้กับ Niccolo Fiorentino หรืออาจเขียนถึง Antonio Filipepi ซึ่งเป็นช่างทองก็ได้

Madonna of the Magnificat

Madonna of the Magnificat  ภาพเขียนรูปวงกลมในกรอบวงกลมนี้มีลักษณะพิเศษต่างจากภาพทั่วไปในยุคเดียวกันและถูกเขียนขึ้นหลายครั้งโดย Sandro Botticelli Madonna of the Magnificat อันเป็นชื่อของภาพที่ถูกนำมาที่ Uffizi ในปี 1784 นี้ได้รับแรงบันดาลใจจากบทอธิษฐาน Magnificat anima mea ซึ่งหมายถึงพระเยซูที่กำลังเปิดหนังสือที่ถูกถือโดยนางฟ้าเพลงสวดนี้ร้องโดยนางมารีเพื่อสรรเสริญพระเจ้าขณะที่เดินทางไปพบอลิซาเบทภรรยาของเซคาริยาที่คาดว่าจะให้กำเนิดบุตรชายในไม่ช้า การพาดพิงถึงเหตุการณ์นี้ปรากฏในหน้าหนังสือที่กำลังเปิดอยู่ตอนเซคาริยาผู้ประกาศพูดถึงการกำเนิดบุตรชายของเขาเซนต์จอห์นเดอะแบพติส ซึ่งเป็นนักบุญประจำเมืองฟลอเรนซ์  ภาพนี้เขียนตามแนวทางการเขียนภาพแบบใหม่ของยุคเรอเนสซองส์ที่มีพื้นหลังเป็นธรรมชาติรูปแม่น้ำอันสงบเงียบ ในขณะที่รอบพระเยซูยังมีนางฟ้าอีกสององค์กำลังสวมมงกุฎให้กับพระนางมารีผู้บริสุทธิ์โดยมือข้างหนึ่งของพระนางกำลังประคองพระเยซูอยู่ ในขณะที่ใช้มืออีกข้างจุ่มปากกาลงในหมึก ภาพที่ศิลปินเขียนได้อย่างวิจิตรบรรจง และมีรายละเอียดซับซ้อนมากมายนี้ถือเป็นหนึ่งใน Masterpiece ของศิลปินเลยทีเดียว

Madonna of the Magnificat detail

Madonna of the Pomegranate ภาพพระนางมารีที่มีสายตาเหม่อลอยขณะอุ้มพระเยซูและถือทับทิมสีแดงเลือดอันสื่อถึงความทุกข์ทรมานที่พระองค์จะได้รับในอนาคตซึ่งถูกห้อมล้อมด้วยเทวดาและเทพธิดา 6 องค์นี้ถูกเขียนขึ้นหลังจาก Madonna of the Magnificat หลายปี ภาพที่ถูกใส่ในกรอบทองและเชื่อว่าศิลปินถูกสั่งให้เขียนขึ้นเพื่อไว้ประดับ Audience Hall of the Massai diCamera ในพระราชวัง Vecchio นี้แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการในฝีมือของศิลปินค่อนข้างมากสังเกตได้จากความสมดุลของสี และความกลมกลืนในการใช้สัญลักษณ์ต่างๆ ที่ศิลปินเขียนไว้ เช่น ความบริสุทธิ์และพระคุณของพระนางมารีที่แสดงด้วยดอกกุหลาบและดอกลิลลี่

นักท่องเที่ยวที่ได้ชมผลงานสองชิ้นหลังของ Botticelli จะสังเกตได้ว่าทั้งพระนางมารี พระบุตร เซนต์จอห์นเดอะแบพติส และเทวดาและเทพธิดาหลายคนในภาพจะปรากฏในงานอีกหลายชิ้นของศิลปินราวกับว่าเขามีภาพของคนเหล่านี้อยู่ในใจตลอดเวลาและวาดออกมาราวกับภาพถ่ายเลยทีเดียว (ภาพจากหนังสือ Uffizi Gallery : Art History Collections)

Madonna of the Magnificat detail2
 

 

Madonna of the Pomegranate detail

Pallas and the Centaur

Portrait of a Youth with a Medal

แหวกฟ้าหาฝัน : Sandro Botticelli ใน Uffizi

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/225911

วันอาทิตย์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

Adoration of the Magi

ใน Uffizi มิวเซียมที่ได้ชื่อว่าดีที่สุดแห่งหนึ่งในโลกนี้มีผลงานของ Sandro Botticelli ศิลปินที่มีชื่อเสียงที่สุดคนหนึ่งของยุคเรอเนสซองส์ตอนต้นอยู่เป็นจำนวนมาก ทั้งนี้เพราะเขาเป็นศิลปินที่เกิดในเมืองฟลอเรนซ์นั่นเอง  ดั้งเดิมนั้น Botticelli  ได้รับการอบรมเป็นช่างทำทองกับพี่ชายที่ชื่อ Antonio และเคยเป็นเด็กฝึกงานด้านศิลปะตั้งแต่อายุ 14 ปี Vasari นักประวัติศาสตร์ศิลป์เชื่อว่า Botticelli เคยฝึกงานกับ Fra Filippo Lippi มาก่อนทำให้งานในช่วงแรก ๆ ของเขาได้รับอิทธิพลจาก Lippi  ค่อนข้างมาก นอกจากนี้เขาน่าจะเคยเดินทางไปยังฮังการีและเป็นผู้ทำผลงานภาพปูนเปียกใน Esztergom ร่วมกับ Lippi ด้วย

Adoration of the Magi detail

ผลงานที่เด่น ๆ ของ Botticelli ใน Uffizi ก็คือ Fortitude ผลงานในช่วงต้นของอาชีพของศิลปินชิ้นนี้ถูกว่าจ้างโดย Tribunale dell’ Arte della Mercanzia ในเดือนพฤษภาคม ปี 1470 เพื่อตกแต่ง Audio Hall   แม้ผลงานชิ้นนี้จะเป็นชิ้นแรกๆ ของศิลปินแต่ก็เริ่มฉายแววศิลปินที่มีชื่อเสียงแล้ว สังเกตได้จากการลงสี ลวดลายของเส้น และลายพับผ้าบริเวณใต้อก และหน้าขา รวมทั้งนิ้วเท้าแสดงให้เห็นว่าศิลปินสามารถวาดภาพได้อย่างเหมือนจริงจนดูเหมือนภาพถ่าย

Madonna and Child with Saints ผลงานที่ถูกเคลื่อนย้ายมาจากแท่นบูชาใน Benedictine monastery of St.Ambrogio มายัง Accademia gallery ในปี 1808 นี้แสดงให้เห็นอย่างเด่นชัดว่าศิลปินได้รับอิทธิพลในการจัดวางองค์ประกอบของภาพมาจาก Fra Filippo Lippi ซึ่งแตกต่างจากภาพ Virgin and Saint ทั่วไปตรงที่ ศิลปินวาดให้ Mary Magdalene และ Saint John the Baptist อยู่ในท่ายืนแทนที่จะเป็นท่าคุกเข่าเหมือนอย่างปกติ ส่วนรูปแบบของเสื้อผ้านั้น ศิลปินได้รับอิทธิพลมาจาก Verrocchio อาจารย์อีกคนของเขาในช่วงเวลานั้น

Adoration of the Magi detail2

The Return of Judith ภาพที่ถูกเชื่อว่าเป็นสมบัติส่วนตัวของตระกูล Medici และถูกย้ายมาอยู่ใน Uffizi ตั้งแต่ปี 1632 นี้ แสดงให้เห็นว่าศิลปินได้รับอิทธิพลมาจาก Pollaioloทั้งในการวาดตัวละครและภูมิทัศน์ สังเกตได้จากการใช้แสงขับให้เสื้อผ้าดูเรืองรองเด่นชัด ผลงานชิ้นนี้ยังสะท้อนถึงความละเอียดอ่อนของลายเส้นได้อย่างดีโดยเฉพาะส่วนของเสื้อผ้าที่ดูพลิ้วไหวอย่างเหมือนจริง

Adoration of the Magi แท่นบูชาที่ถูกเขียนขึ้นสำหรับ chapel of the broker Gasparre Lami  ในโบสถ์ Santa Maria Novella นี้ ถูกเคลื่อนย้ายหลายครั้งก่อนไปปรากฏในห้องเก็บของ ของ Don Antonio de’Medici  เนื่องจากภาพนี้ต้องการแสดงให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่และมั่งคั่งของตระกูล Medici ศิลปินจึงถูกสั่งให้วาดถึงผู้มีอำนาจหลายคนของตระกูล Medici ด้วย เช่น Cosimo the Elder ก็คือ Magnus ที่คุกเข่าอยู่ใต้แทบเท้าของพระเยซู ส่วนชายที่ใส่ชุดดำทางซ้ายที่หันหน้าไปหาชายชุดแดงก็คือ Piero the Gouty ชายที่ใส่ชุดดำทางขวาก็คือ Lorenzo the Magnificent ลูกชายของ Piero ชายทางซ้ายสุดก็คือ Giuliano โดยมี Poliziano กวีพิงอยู่ข้างๆ ส่วนคนทางขวาสุดก็คือ Botticelli นั่นเอง ผลงานชิ้นนี้ Vasari นักประวัติศาสตร์ศิลป์ให้ความเห็นไว้ว่า Boticelli ได้มีพัฒนาการจนขึ้นถึงจุดสุดยอดของเขาแล้ว (ภาพจากหนังสือ Uffizi Gallery : Art History Collections)

Adoration of the Magi detail3

Fortitude

Madonna and Child with Saints

The Return of Judith

แหวกฟ้าหาฝัน : Uffizi สุดยอดมิวเซียมของโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/224795

วันอาทิตย์ ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

Uffizi

นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบศิลปะ มิวเซียมหนึ่งที่ต้องไปให้ได้ครั้งหนึ่งในชีวิตก็คือ Uffizi ทั้งนี้เพราะที่นี่เป็นที่เก็บผลงานศิลปะที่หลากหลายที่สุดและมีชื่อเสียงที่สุดของยุคเรอเนสซองส์ยุคทองของศิลปะของอิตาลี อาคารของมิวเซียมเป็นกลุ่มอาคารที่เริ่มต้นขึ้นโดย Giorgio Vasari ศิลปิน สถาปนิก และนักประวัติศาสตร์ชาวอิตาเลียนในปี 1560 เพื่อเป็นสถานที่ทำงานของ Cosimo I de’ Medici ผู้ปกครองคนแรกของแคว้นทัสคานีในช่วงเวลานั้น Vasariไม่เพียงออกแบบอาคารรูป U shape นี้ สำหรับเป็นสำนักงานให้กับตระกูล Medici เท่านั้น เขายังสร้างระเบียงลับเชื่อมสำนักงานนี้กับพระราชวัง  Pitti เหนือสะพาน Vecchio, โบสถ์Santa Felicita และอีกหลายอาคารระหว่างทางจนถึงสวนก่อนถึงพระราชวังด้วย ส่วนมิวเซียมที่เก่าแก่ที่สุดของยุโรปสมัยใหม่ที่เริ่มต้นในปี 1581 นี้เริ่มต้นที่ชั้นหนึ่งของปีกตะวันออกของ Uffizi โดยได้มีการนำของสะสมของตระกูล Medici มาเริ่มจัดตั้ง หัวใจของมิวเซียมอยู่ที่ห้องแปดเหลี่ยมที่ชื่อ Tribuna ซึ่งถูกออกแบบและตกแต่งเป็นรูปธาตุทั้งสี่จากหินอ่อนและหินมีค่าโดย Bernardo Buontalenti

Uffizi และสะพาน Vecchio

Uffizi กลายเป็นแหล่งรวมของผลงานและงานสร้างของศิลปินดังๆ แห่งยุคทั้ง Leonardo da Vinciและ Michelangelo หลังจากตระกูล Medici หมดอำนาจAnna Maria Luisa ทายาทคนสุดท้ายของตระกูลได้รับการเจรจาเพื่อเปิดเป็นมิวเซียมให้ประชาชนได้เข้าชมของสะสมโดย Grand Duke Peter Leopold ในปี 1769 หลังจากนั้นมิวเซียมได้รับการปรับปรุงใหม่ตามแนวทางแบบวิทยาศาสตร์ และแบ่งของสะสมใหม่  ระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 19  ของสะสมยุคเรอเนสซองส์ส่วนหนึ่งถูกเคลื่อนย้ายไปยัง NationalMuseum of Bargello และของสะสมยุค Etruscanถูกเคลื่อนย้ายไปยัง Archaeological Museum

ในวันที่ 27 พฤษภาคม 1993 เกิดระเบิดขึ้นที่ Via dei Georgofili  และทำลายส่วนของปราสาทไปโดยเฉพาะห้อง Niobe ส่งผลให้ผลงานประติมากรรมยุคคลาสิก และนีโอคลาสิก รวมทั้งภาพเขียนปูนเปียกหลายส่วนถูกทำลายจนยากแก่การแก้ไข  เนื่องจากที่นี่มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเที่ยวเป็นจำนวนมาก และมีของสะสมจำนวนมากจนไม่สามารถที่จะจัดแสดงได้หมดในทีเดียวและต้องหมุนเวียนกันจัดแสดง รัฐบาลอิตาลีจึงจำเป็นต้องขยายพื้นที่จาก  6,000 ตารางเมตรเป็น 13,000 ตารางเมตร ในปี 2006

จากด้านใต้

สำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการเข้าชมมิวเซียมนี้จริงๆ แต่ไม่ต้องการที่จะเข้าคิวซื้อตั๋วซึ่งต้องใช้เวลานานมากโดยเฉพาะเดือนที่มีนักท่องเที่ยวมาก เช่นเดือนกรกฎาคม อาจต้องเข้าคิวนานถึง 5 ชั่วโมงนักท่องเที่ยวสามารถจองตั๋วเข้าชมได้ทางอินเตอร์เนตโดยต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเล็กน้อยแต่ค่าตั๋วจะเข้าชมได้เฉพาะส่วนมิวเซียมเท่านั้น  สำหรับส่วน Vasari corridor ที่เป็นทางเดินพิเศษและมีของจัดแสดงเป็นภาพเขียนคริสต์ศตวรรษที่ 17-18 กว่าพันภาพ และ Self Portrait ของศิลปินดัง ๆ ตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 16-20 นี้จะปิดสำหรับคนทั่วไป แต่นักท่องเที่ยวสามารถที่จะนัดเพื่อขอทำทัวร์ส่วนตัวได้โดยการนัดหมายทางอินเตอร์เนตต่างหากได้เช่นกัน

ส่วนนักท่องเที่ยวที่มิได้ชื่นชอบศิลปะมากนักหรือไม่ใช่คอมิวเซียมก็สามารถมาเยี่ยมเยือนมิวเซียมได้ฟรีก่อนเดินผ่านจาก Piazza della Signori ไปยังสะพาน Vecchio โดยสามารถที่จะถ่ายรูปสถาปัตยกรรมด้านนอก และงานประติมากรรมของผู้มีชื่อเสียงดังๆ ของฟลอเรนซ์และอิตาลี เช่น กาลิเลโอ ฯลฯซึ่งสามารถจะสร้างความเพลิดเพลินได้ไม่น้อยเลยทีเดียว

inside

ทางเดิน

ถ่ายจากสะพาน

 

แหวกฟ้าหาฝัน : ผลงานเด่นใน Accademia Gallery ฟลอเรนซ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/223621

วันอาทิตย์ ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

Rape of the Sabine Women ของ Giambologna

ใน Accademia Gallery มิลานนอกจากจะมีผลงานเด่นของ Michelangeloแล้ว ที่นี่ยังมีผลงานเด่นๆ ของศิลปินอีกหลายคนเช่น Rapeof the Sabine Women ของGiambologna นักประติมากรรมยุคเรอเนสซองส์และ Mannerism กลุ่ม Flemish ชาวฝรั่งเศส ผลงานปูนปาสเตอร์เพื่อเป็นแบบสำหรับแกะสลักหินอ่อนรูปชายหญิง 3 คน โดยที่ชายคนหนึ่งย่อตัวลง และชายอีกคนหนึ่งยกหญิงขึ้นสู่อากาศที่เกาะเกี่ยวกันจนดูราวกับเป็นคนเดียวกันชิ้นนี้ศิลปินต้องการให้ผู้ชมเดินชมผลงานให้รอบๆ  ศิลปินได้รับแรงบันดาลใจในการปั้นผลงาน Masterpiece ชิ้นนี้จากงานของMichelangelo โดยตั้งใจที่จะหารูปแบบการจัดวางองค์ประกอบของงานที่มีลักษณะเฉพาะและโดดเด่นมากขึ้น ปัจจุบันหินอ่อนแกะสลักจากตัวอย่างปูนนี้ซึ่งถือเป็นงานนู้ดผู้หญิงที่ดีที่สุดชิ้นหนึ่งของศิลปินจัดแสดงอยู่ที่ Piazza della Signoria

Deposition ของ Filippino Lippi detail2

Deposition ของ Filippino Lippi ศิลปินอิตาเลียนต้นคริสต์ศตวรรษที่ 15 และPietro Perugino ศิลปินยุคเรอเนสซองส์ งานไม้ที่ถูกจ้างโดย  Friars of Santissima Anunziataof Florence ชิ้นนี้ถูกเขียนโดยศิลปินสองคนก็เพราะ  Lippi เสียชีวิตไปก่อนที่จะวาดพระเยซูเสร็จในปี 1504  Perugino  ที่มาทำงานต่อจึงเพิ่มส่วนขยายเข้าไปเพื่อให้งานเสร็จสมบูรณ์และสวยงามมากขึ้น

Madonna and Child with the infant St.John and two Angels ของ SandroBotticelli ศิลปินยุคต้นเรอเนสซองส์ชาวอิตาเลียนผลงานในยุคต้นๆ ของศิลปินชิ้นนี้สะท้อนลักษณะเฉพาะของ Filippo Lippi อาจารย์ของเขา การจัดแสดงองค์ประกอบของภาพเช่นนี้กลายเป็นความชื่นชอบส่วนตัวของศิลปินซึ่งผู้ชมจะสามารถเห็นได้จากงานอีกหลายชิ้นจากศิลปินคนเดียวกันนี้ Madonna of the Sea ของ Botticelli ชิ้นนี้เป็นอีกผลงานหนึ่งที่นักท่องเที่ยวชื่นชมมาก ทั้งนี้เพราะภาพนี้ศิลปินวาดได้อย่างอ่อนหวานและมีรายละเอียดที่สวยงามมากโดยเฉพาะส่วนของผ้าบางๆ ที่คลุมศีรษะ และแววตาอันแสนหมองเศร้าของ Madonna ที่เป็นสัญลักษณ์ของชะตากรรมอันแสนสั้นของพระคริสต์ ในอีกไม่ช้า

Deposition ของ Filippino Lippi

Adoration of the Child ของ Lorenzodi Credi นักประติมากรรมและศิลปินยุคเรอเนสซองส์ชาวอิตาเลียน ภาพการชื่นชมพระบุตรนี้มีการจัดแสดงส่วนประกอบของภาพละม้ายคล้าย  Adoration of the Maggi ของ Leonardo da Vinci มากโดยเฉพาะฉากหลังการจัดแสดงส่วนประกอบภาพเช่นนี้ในยุคนั้นมีไม่มากนัก นักวิจารณ์ภาพส่วนใหญ่เชื่อว่าDa Vinci ได้แรงบันดาลใจในการวาดส่วนประกอบของภาพเยี่ยงนี้จาก Lorenzo di Credi นี่เอง  อย่างไรก็ดี ผู้ชมจะเห็นว่าการวาดฉากหลังของ Di Credi ค่อนข้างจะสมดุลทั้งซ้ายขวามากกว่างานของ Da Vinci ที่ให้น้ำหนักข้างใดข้างหนึ่งและมีมิติและสัดส่วนที่ถูกต้องมากกว่า

นักท่องเที่ยวที่มีโอกาสมาเยี่ยมเยือนมิวเซียมนี้จึงไม่เพียงได้มีโอกาสชมผลงานประติมากรรมชิ้นที่ดีที่สุดในโลกชิ้นหนึ่งและผลงานของ Michelangelo หลากหลายชิ้นเท่านั้นยังจะได้มีโอกาสเยี่ยมชมภาพเขียนของศิลปินที่มีชื่อเสียงของยุคเรอเนสซองส์อีกหลายคนด้วย (ภาพจากหนังสือ Accademia Gallery : The Official Guide all of the works)

Madonna of the Sea ของ Botticelli detail

Madonna and Child with the infant St. John and two Angels ของ Sandro Botticelli detail

Madonna and Child with the infant St. John and two Angels ของ Sandro Botticelli

Deposition ของ Filippino Lippi detail

Madonna of the Sea ของ Botticelli

แหวกฟ้าหาฝัน : Michelangelo ใน Accademia Gallery ฟลอเรนซ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/222466

วันอาทิตย์ ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

Pietà

ใน  Accademia Gallery มิลาน ไม่เพียงมีผลงาน David ซึ่งถือเป็น Masterpiece ที่สุดชิ้นหนึ่งของ Michelangelo แล้ว ที่นี่ยังมีผลงานสำคัญของศิลปินผู้นี้อีกเป็นจำนวนมาก Michelangelo di Lovdovico Buonarroti Simoni นักประติมากรสถาปนิก วิศวกร คีตกวี และศิลปินยุค High Renaissance นี้มีผลงานมากมายที่ได้รับการยกย่องว่าสวยงามน่าอัศจรรย์ ผลงานด้านประติมากรรมที่สำคัญที่สุดในโลกของเขาสองชิ้นไม่ว่าจะเป็น Pietà ที่อยู่ในมหาวิหาร St.Peter หรือ David ที่จัดแสดง ณ Accademia แห่งนี้ถูกปั้นขึ้นตั้งแต่เขาอายุยังไม่ครบ 30 ปี

นอกจากผลงานอันโดดเด่นสองชิ้นนี้แล้ว เขายังเป็นผู้วาด Fresco ที่สำคัญที่สุดของโลกด้วย นั่นคือ Genesis ใน Sistine Chapel ของมหาวิหาร St.Peter และยังเป็นผู้ออกแบบมหาวิหาร St.Peter เองในช่วงปลายของชีวิต การที่เขาสามารถสร้างชื่อเสียงได้ตั้งแต่วัยเยาว์ ทำให้เขาไม่เพียงเป็นผู้ที่มีชื่อเสียงที่สุดในยุคสมัยของตัวเองแล้ว เขายังได้รับการยกย่องให้เป็นศิลปินที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกตลอดกาลด้วย

Awakening Slave

เนื่องจาก Accademia Gallery เป็นเจ้าของผลงานของเขาหลายชนิดโดยเฉพาะอย่างยิ่งผลงานด้านประติมากรรม ห้องภาพจึงจัดแสดงส่วนของ Michelangelo ให้ไว้แยกต่างหากโดยให้ชื่อว่า Gallery of the Slaves  ดั้งเดิมนั้นผลงาน Slave ทั้งสี่ชิ้น ศิลปินถูกจ้างให้ปั้นเพื่อไว้ประดับหลุมฝังศพของ Pope Julius II ที่มหาวิหาร St.Peter แต่ภายหลังหลุมฝังศพถูกลดขนาดลงมาก  ผลงานที่ยังไม่เสร็จทั้งสี่ชิ้นจึงถูกบริจาคไปให้กับ Grand Duke Cosimo I de’ Medici และถูกส่งต่อมายังห้องภาพแห่งนี้ในปี 1909

The Bearded Slave

แม้ผลงานทั้งสี่ชิ้นนี้จะไม่ใช่งานที่เสร็จสมบูรณ์ แต่มันกลับเป็นตัวอย่างที่ดีที่แสดงให้เห็นแนวคิด รูปแบบและความสร้างสรรค์ในการสร้างงานของศิลปิน ปัจจุบันนักวิจารณ์ศิลป์เชื่อว่า การที่ผลงานเหล่านี้ไม่เสร็จสมบูรณ์ไม่เพียงเป็นเพราะศิลปินไม่ต้องการให้เสร็จ แต่ต้องการให้ผลงานเหล่านี้สะท้อนให้เห็นความทุกข์ทรมานของชีวิตผู้คนตลอดเวลาตราบเท่าที่ยังมีลมหายใจอยู่ และยังแสดงให้เห็นถึงอารมณ์ตามที่ศิลปินมักอ้างว่า เขาถูกผลงานเหล่านี้เรียกร้องให้นำมันออกมาจากหินอ่อนเหมือนกับที่มนุษย์เรียกร้องให้ตัวเองออกจากครรภ์มารดา  

The Young Slave งานประติมากรรมผู้ชายที่งอเข่าเล็กน้อย มีแขนซ้ายพาดปิดส่วนใหญ่ของใบหน้า และแขนทิ้งลงข้างสะโพกนี้ นักวิจารณ์ศิลป์เชื่อว่า ศิลปินเริ่มแกะงานจากด้านหลัง แม้แต่ละส่วนทำเสร็จไม่เท่ากัน ลำตัวข้างซ้ายเสร็จมากกว่าข้างขวา เป็นไปได้ว่าศิลปินต้องการให้ผู้ชมตีความงานได้อย่างหลากหลาย เขาจึงสร้างสรรค์งานแบบที่ผู้ชมยากจะคาดเดา เช่น เหตุใดทาสต้องยืนบนแท่นหินที่แคบเช่นนี้ เป็นไปได้ว่า ศิลปินต้องการสื่อถึงความบีบคั้นจากการเป็นทาส หน้าตาของทาสดูอ่อนเยาว์กว่าเนื้อตัวเป็นไปได้ว่าศิลปินต้องการสื่อว่าการเป็นทาสทำให้ร่างกายทรุดโทรมเกินปกติ อย่างไรก็ดีการที่งานชิ้นนี้ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ทำให้ผู้ชมยากจะคาดเดาว่าแท้ที่จริงแล้วศิลปินต้องการสร้างสรรค์ผลงานไปทางใดกันแน่

The Young Slave

The Bearded Slave ผลงานชิ้นนี้ถือเป็นผลงานที่สมบูรณ์ที่สุดในผลงานชุด Slave ทั้งหมดของศิลปินสังเกตได้จากหนวดเครา กล้ามเนื้อบนร่างกาย แขนขาที่ดูค่อนข้างสมบูรณ์ถูกต้องตามหลักกายวิภาค รวมทั้งเริ่มมีส่วนของเสื้อผ้าให้เห็นแล้ว

Atlas การที่ผลงานชิ้นนี้ได้รับการขนานนามว่า Atlas ก็เพราะทาสคนนี้กำลังอยู่ในท่าทางแบกของหนักราวกับแบกโลกไว้บนหัว ทั้งๆ ที่ของหนักที่ว่านั้นคือศีรษะของเขาเอง แต่นักวิจารณ์ศิลป์อีกกลุ่มกลับคิดว่า งานประติมากรรมชิ้นนี้เป็นตัวแทนของ Titan ซึ่งเป็นผู้แบกโลกไว้บนบ่าต่างหาก

Atlas

งานชิ้นสุดท้าย Awakening Slave เป็นอีกผลงานยอดเยี่ยมของศิลปิน ผู้ที่ได้มีโอกาสชื่นชมผลงานนี้ของจริงใน Accademia จะรู้สึกได้เลยว่า ผลงานชิ้นนี้สะท้อนปรัชญาในการทำงานของ Michelangelo ที่ว่า เขามีหน้าที่เอาตัวตนของสิ่งที่เขาแกะซึ่งกำลังทุรนทุรายอยู่ออกจากหินอ่อนออกมาให้ได้เลยทีเดียว (ภาพจากหนังสือ Accademia Gallery : The Official Guide all of the works)

Atlas detail

แหวกฟ้าหาฝัน : ตามหา David ใน Accademia Gallery เมืองฟลอเรนซ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/221317

วันอาทิตย์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบศิลปะโดยเฉพาะ Michelangelo หากได้มีโอกาสไปเยี่ยมเยือนฟลอเรนซ์ คงไม่พอใจเพียงแค่ดู David ที่อยู่กลางจัตุรัส Signori เท่านั้น คงต้องหาโอกาสไปดู David ของจริงให้ได้ที่ Accademia Gallery ไม่เช่นนั้นคงรู้สึกเหมือนมาไม่ถึงฟลอเรนซ์  อย่างไรก็ดี ห้องภาพนี้กลับไปไม่ง่าย เพราะไม่เพียงไม่ได้อยู่ในละแวกเดียวกันกับสถานที่ท่องเที่ยวหลักแล้ว การเข้าชมยังต้องจองตั๋วล่วงหน้าด้วยไม่เช่นนั้นนักท่องเที่ยวอาจพลาดโอกาสได้

Accademia Gallery ถูกสร้างขึ้นครั้งแรกในปี 1784 จากการที่  Grand Duke of Tuscany Pietro Leopoldo ได้นำของสะสมมารวมกันเพื่อจัดตั้ง  Academy of Fine Art  การจัดตั้งห้องภาพนี้เกิดจากการรวมอาคารสองแห่งของโรงพยาบาล San Matteo  และ Convent of San Niccolo di Cafaggio เข้าด้วยกันโดยปรับปรุงห้องพักของโรงพยาบาลใหม่ให้เหมาะกับการเรียนศิลปะ  ผู้ก่อตั้งได้นำแบบจำลองงานก๊อปปี้ประติมากรรมต่างๆ ร่วมกับงาน The Rape of Sabin women ของ Giambologna มาจัดแสดง อีกทั้งยังส่งเสริมให้นำผลงานที่ได้รับรางวัลในการแข่งขันของสถาบันมาจัดแสดงเป็นของจัดแสดงแบบถาวรด้วย

เมื่อฟลอเรนซ์กลายเป็นเมืองหลวงของอิตาลีหลังจากการรวมชาติอิตาลี Accademia Gallery ก็ได้รับการปรับปรุงครั้งใหญ่โดยเพิ่มงานที่ทันสมัยจาก Palazzo della Crocetta เข้ามาด้วยอีกจำนวน 146  ชิ้นส่งผลให้ที่นี่กลายเป็น  Modern Art Museum แห่งแรกของอิตาลี  ในปี 1872  อาคารของมิวเซียมได้รับการปรับปรุงใหม่เพื่อรองรับ David ผลงาน  Masterpiece ของ Michelangelo ที่ย้ายมาจาก Piazza della Signoria  ที่นี่ได้กลายเป็นที่จัดแสดงผลงานของ Michelangelo ครบ  400 ปี ในปี 1875 ด้วย อย่างไรก็ดีหลังปี 1920 เทศบาลได้ย้ายภาพเขียนแนว Modern Art ไปยัง Pallazzo Pitti ส่งผลให้ที่นี่ไม่มีผลงานแนว Modern Art มากพอจึงถูกเปลี่ยนชื่อเป็น Accademia Gallery

ผลงานเด่นที่สุดในห้องภาพคงไม่มีอะไรเกินงานประติมากรรม David ของMichelangelo  Buonarroti สถาปนิก วิศวกร นักประติมากรรม ศิลปิน และกวีที่มีอิทธิพลสูงสุดคนหนึ่งของศิลปะตะวันตกยุคเรอเนสซองส์ดาวิดถูกจ้างแกะขึ้นโดย Florence Opera del Duomo เพื่อตกแต่งมหาวิหารในปี 1501 เมื่อดาวิดถูกนำไปวางไว้หน้า  Palazzo Vecchioครั้งแรกนั้น ผลงานชิ้นนี้ก็ถูกยกย่องจากนักวิจารณ์ศิลป์และศิลปินในฐานะเป็น สัญลักษณ์ของความมีอิสรภาพและคุณงามความดีของสาธารณชนฟลอเรนซ์

ดาวิดหรือผลงานของกษัตริย์ชาวอิสราเอลในท่วงท่าที่เพิ่งได้รับชัยชนะมาจากการฆ่าโกไลแอทของ Michelangelo นี้เป็นไปตามอย่างวีรบุรุษกรีกซึ่งถอยห่างจากนิยามดาวิดของ Donatello และ Verrocchio สองนักประติมากรรมที่สร้างให้ดาวิดมีท่วงท่าเหมือนอย่างในคัมภีร์ไบเบิ้ลมากกว่า  นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสชมดาวิดหรือผลงานประติมากรรมขนาดมหึมาที่ดูเงียบขรึม ในท่วงท่าสง่างามและทรงพลังซึ่งได้รับการยกย่องให้เป็นผลงานศิลปะที่ดีที่สุดชิ้นหนึ่งในโลกนี้ มักเชื่อกันว่า Michelangeloถูกกษัตริย์ดาวิดเรียกร้องให้นำพระองค์ออกจากหินอ่อนแท่งนี้เลยทีเดียว (ภาพจากหนังสือAccademia Gallery : The Official Guide all of the works)

แหวกฟ้าหาฝัน : วันหนึ่งในฟลอเรนซ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/220194

วันอาทิตย์ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

จัตุรัส Signoria

นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสมาเยี่ยมเยือนอิตาลี เมืองหนึ่งที่ต้องไปให้ได้ไม่ว่าจะเข้าอิตาลีทางโรม หรือมิลานด้วยสายการบินไทย หรือเวนิสด้วยสายการบินอื่นก็ตาม นั่นคือ เมืองฟลอเรนซ์ การที่นักท่องเที่ยวต้องมาเมืองนี้ให้ได้ก็เพราะ ฟลอเรนซ์เป็นเมืองหลวงของศิลปะแนวเรอเนสซองส์ที่ส่งผลให้อิตาลีกลายเป็นประเทศที่มีวิวัฒนาการทางศิลปะสูงสุดของโลกตะวันตกในคริสต์ศตวรรษที่ 17 การเข้าฟลอเรนซ์ผ่านทางโรมจะสั้นสุดสามารถเดินทางโดยรถไฟด่วนเพียงแค่ชั่วโมงเศษ หากนักท่องเที่ยวเข้าอิตาลีทางมิลานจะต้องใช้เวลาเกือบสามชั่วโมง พอๆ กันกับจากเวนิส อย่างไรก็ดีการเดินทางด้วยรถไฟในอิตาลีก็มิได้ยากเย็น เพียงแต่ต้องจองที่นั่งเสียเงินเพิ่มก่อนหากใช้อิตาลีพาส หากนักท่องเที่ยวต้องการความแน่นอนควรซื้อตั๋วรถไฟชั้นหนึ่งด้วย เพราะไม่เช่นนั้นแล้ว ที่นั่งที่ต้องเสียเงินจองเพิ่มอีกถึง 9-18 ยูโรอาจไม่ได้เวลาที่ดี นอกจากนี้การนั่งรถไฟชั้นหนึ่งของอิตาลีไม่เพียงให้ความปลอดภัยกับนักท่องเที่ยวมากกว่า นักท่องเที่ยวยังจะได้รับเครื่องดื่มและขนมขบเคี้ยวเสิร์ฟเพิ่มอีกต่างหากด้วยซึ่งถือว่าคุ้มค่ามากกับราคาที่เพิ่มจากชั้นสองใบละประมาณ 3 พันบาท

บรรยากาศ Promenade ทางไปสะพาน Vecchio

นักท่องเที่ยวที่มาถึงฟลอเรนซ์ทางรถไฟแล้ว สามารถเดินเท้าเข้าเมืองได้เลย ไม่จำเป็นต้องไปหารถใต้ดินหรือรถบัสให้เสียเวลา เพราะเมืองนี้ไม่ใหญ่มาก และตลอดเส้นทางเดินสู่สถานที่ท่องเที่ยวล้วนสวยงามและมีร้านรวงให้ช็อปปิ้งมากมาย นักท่องเที่ยวที่ชอบกระเป๋าหนังอิตาลีที่ไม่ติดแบรนด์สามารถเดินไปช็อปปิ้งได้ที่ตลาดกระเป๋าบนถนน Via dell’ Ariento และ Via Calmala ไม่ไกลจากสถานีรถไฟมากนัก ที่นี่มีตลาดกระเป๋าหนังขนาดใหญ่สองแห่งให้ซื้อกันอย่างจุใจแถมยังต่อราคาได้อีกต่างหากด้วย เสร็จจากซื้อกระเป๋าหนัง นักท่องเที่ยวจะเข้า Florence Duomo หรือ Cathedral of Saint Mary of the Flowers มหาวิหารโกธิกที่ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ปี 1296 หรือแวะถ่ายรูปด้านหน้าอย่างเดียวก็ได้

Florence Cathedral นี้ ได้รับการออกแบบโดย Arnolfo di Cambio สถาปนิกชาวอิตาเลียน ส่วนโดมได้รับการออกแบบโดย Filippo Brunelleschi วิศวกร สถาปนิกและนักออกแบบชาวอิตาลี  มหาวิหารที่ด้านนอกได้รับการตกแต่งด้วยหินอ่อนหลากสีโดยเน้นสีเขียวและชมพูบนขอบขาวนี้ได้รับการตกแต่งโดย Emilio De Fabris สถาปนิกชาวอิตาลีในคริสต์ศตวรรษที่ 19 มหาวิหารที่ตั้งอยู่ ณ PiazzadelDuomo และประกอบด้วย 3 อาคารนั่นคือ มหาวิหาร หอศิลป์จุ่มที่มีประตูทองอันแสนงดงามนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก และเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของแคว้นทัสคานีด้วย ส่วนโดมของมหาวิหารยังมีความสำคัญตรงที่เป็นโดมอิฐแดงที่ใหญ่ที่สุดในโลกด้วย  นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสมาเยือนฟลอเรนซ์และมีเวลาควรเข้าไปดูการตกแต่งภายในให้ได้ด้วย แต่อาจจำเป็นต้องเผื่อเวลา และมีความอดทนค่อนข้างมาก เพราะคิวในการเข้ายาวมาก

สะพาน Vecchio

ถัดจากนั้น นักท่องเที่ยวจะเข้าสู่ PiazzaDella Signoria  จัตุรัสกลางเมือง สถานที่ถ่ายรูปสำคัญซึ่งมี David อยู่หน้า Palazzo Vecchio และ Perseus ตัดหัว Medusa  ณ บริเวณนี้นักท่องเที่ยวมักตื่นตาตื่นใจกับสถาปัตยกรรมและผลงานประติมากรรมที่อยู่รอบๆ จนลืมไปว่าอิตาลีเป็นเมืองของนักล้วงกระเป๋า นักท่องเที่ยวต้องระวังตัวให้มากเมื่อมาถึงบริเวณนี้

หลังจากถ่ายรูปกับดาวิดและรอบๆ จัตุรัสจนพอใจ นักท่องเที่ยวจะเดินผ่าน Uffizi Galleryซึ่งมีผลงานประติมากรรมมากมายอยู่รายรอบเพื่อเดินผ่านไปยัง Promenade ที่จะข้ามสะพาน Ponte Vecchio สะพานทองสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญอีกแห่งของฟลอเรนซ์  ระหว่างทางเดินก่อนข้ามสะพานนักท่องเที่ยวสามารถถ่ายรูปและช็อปปิ้งซื้อของชำร่วยได้ราคาไม่แพงมากนัก แต่บริเวณนี้ก็เต็มไปด้วยนักล้วงกระเป๋าเช่นกัน  บนสะพาน Ponte Vecchioนักท่องเที่ยวมักจะตื่นตาตื่นใจกับร้านทองที่ทองรูปพรรณได้รับการออกแบบอย่างวิจิตรตระการตาหาดูได้ยากที่ใดในโลก  นักท่องเที่ยวสามารถถ่ายรูปงานทองได้ไม่ยาก เพราะเจ้าของไม่ค่อยหวงเท่าไหร่ แต่หากต้องการจะซื้อต้องคิดหนักสักหน่อย เพราะของแต่ละชิ้นไม่ขายตามน้ำหนักทอง แต่จะขายเป็นชิ้นและราคาแพงมาก

หลังจากข้ามสะพานทองไปแล้ว หากนักท่องเที่ยวมีเวลาและต้องการดูภาพเขียนสวยๆ สามารถข้ามสะพานต่อไปยัง Palazzo Pitti พระราชวังที่มีมิวเซียมที่เก็บภาพเขียนสวยๆ จำนวนมากได้ด้วย สำหรับนักท่องเที่ยวที่มีเวลาน้อย การได้เดินเที่ยวรอบเมือง ได้ถ่ายรูปกับ Duomo และสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญๆ ของเมืองฟลอเรนซ์ ร่วมกับการซื้อกระเป๋า ของที่ระลึกและทองรูปพรรณของอิตาลีก็น่าจะประทับใจไม่รู้ลืมกับเมืองฟลอเรนซ์เพชรน้ำเอกแห่งเรอเนสซองส์ได้แล้ว

Duomo

ทางเข้า Duomo เดินจากสถานี

บรรยากาศบริเวณจัตุรัส Signori

หน้า Palazzo della Vecchio

หน้าตลาดกระเป๋า

ตลาดกระเป๋า

David ที่จัตุรัส Signori

Perseus ตัดหัว Medusa

ประตูทอง

แหวกฟ้าหาฝัน : เที่ยวทะเลสาบ Como

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/219094

วันอาทิตย์ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

บรรยากาศในทะเลสาบ Como

นักท่องเที่ยวที่มีโอกาสมาเยือนมิลาน และไม่ชอบเที่ยวแต่ในเมือง สถานที่ท่องเที่ยวหนึ่งที่ควรไปเยี่ยมเยือนให้ได้ก็คือ ทะเลสาบโคโม ทะเลสาบที่เกิดจากการละลายของนํ้าแข็ง มีพื้นที่มากถึง 146 ตารางกิโลเมตร ใหญ่เป็นอันดับสามของอิตาลี ลึกถึง 400 เมตร นี้เป็นทะเลสาบที่ลึกที่สุดในยุโรป การที่ทะเลสาบนี้มีชื่อเสียงมายาวนาน เป็นที่พักผ่อนของชาวโรมมาแต่โบราณมีทิวทัศน์สวยงามมากที่สุดแห่งหนึ่งในยุโรปมีรีสอร์ทสวยๆ มากมายและไม่ไกลจากมิลานเมืองแฟชั่นมากนักทำให้ที่นี่เป็นแหล่งพักตากอากาศของผู้มีชื่อเสียงและดารามากมาย เช่น Madonna, George Clooney, Sylvester Stallone, Richard Branson นักท่องเที่ยวที่ได้มาเยี่ยมเยือนเมืองต่างๆรอบทะเลสาบนี้จึงสามารถหวังที่จะพบดาราเหล่านี้ได้ไม่ยากนักไม่ว่าจะเป็นฤดูท่องเที่ยวหรือไม่ก็ตาม

ส่วนการไปเที่ยวเมืองรอบๆ ทะเลสาบสามารถเข้าออกได้ทั้งทางเรือ รถบัสและรถไฟ แต่ในช่วงที่ไม่ใช่ฤดูร้อนหรือไม่ใช่ฤดูท่องเที่ยว นักท่องเที่ยว
จำเป็นต้องเช็คตารางเวลาทั้งเรือ รถบัส และรถไฟให้ดีไม่เช่นนั้นแล้ว นักท่องเที่ยวอาจพลาดการเดินทางได้ โดยทั่วไป นักท่องเที่ยวที่ต้องการเดินทางเช้าไปเย็นกลับมิลานโดยไม่แวะพัก อาจจำเป็นต้องเลือกเที่ยวได้เพียงแค่สองเมืองให้อยู่ในทิศทางเดียวกัน เพราะทะเลสาบนี้มีลักษณะเป็นรูป Y คว่ำ รถไฟที่วิ่งระหว่างเมืองวิ่งในเวลาจำกัด ส่วนเมืองยอดนิยมประจำทะเลสาบก็คือ Como, Bellagio และ Leccoและ Menaggio สำหรับเมืองอื่นๆ นั้นนักท่องเที่ยวสามารถไปทำกิจกรรมอื่นๆ ได้ เช่น เล่นกอล์ฟหรือสกี

Cable Car

นักท่องเที่ยวที่พอมีเวลาเที่ยวได้ทั้งวันอาจเริ่มต้นด้วยการออกจากมิลานทางรถไฟในตอนเช้าไป Lecco เมืองทางขวาของทะเลสาบก่อน เพราะมีรถไฟออกจากมิลานไปแต่เช้า  เมืองที่มีประวัติศาสตร์เป็นเมืองอุตสาหกรรมตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 18 แห่งนี้มีความสวยงามโดยเฉพาะด้านหน้าเมืองที่ติดทะเลสาบ หลังจากนักท่องเที่ยวแวะจิบกาแฟและถ่ายรูปกับทะเลสาบเป็นที่พอใจแล้ว นักท่องเที่ยวอาจแวะชม Silk Museum และ Guzzi Moto Museum ก่อนจับเรือไป Bellagio เมืองที่อยู่ตรงปลายระหว่างทะเลสาบ

Bellagio เป็นเมืองที่เต็มไปด้วยรีสอร์ทที่หรูหราจึงเหมาะกับการพักผ่อนทุกฤดู เมืองนี้เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญอีกแห่งของทะเลสาบเพราะเต็มไปด้วยร้านค้า ร้านอาหาร และบาร์ เนื่องจากที่นี่ไม่ไกลจากมิลานมากนัก ชาวมิลานหรือนักท่องเที่ยวที่มีเวลาว่างตอนเย็นๆ มักขับรถหรือนั่งรถไฟและเรือมากินอาหารเย็นกัน แม้ด้านหน้าทะเลสาบในเมืองนี้เต็มไปด้วยร้านอาหารและร้านขนม แต่นักท่องเที่ยวส่วนหนึ่งก็ยังชอบเดินเข้าไปในเมืองเพื่อหาบรรยากาศแปลกใหม่ที่มีร้านขายของที่ระลึกและแฟชั่นด้วย ตรงกลางจัตุรัสของเมืองยังมีแหล่งท่องเที่ยวสำคัญก็คือ Basillica di San Giacomoที่มีหอระฆังและภาพปูนเปียกสวยงามประดับภายใน นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวยังไม่ควรพลาดที่จะเดินไปยัง Bellagio Promontory ตำแหน่งที่จะเห็นทะเลสาบโคโมแยกออกเป็น 2 ขา

บ้านริมทะเลสาบ Como

หลังจากชื่นชม Bellagio จนพอใจ นักท่องเที่ยวก็สามารถเลือกนั่งเรือหรือบัสต่อไปยัง Como เมืองที่ใหญ่ที่สุดของทะเลสาบและมีประวัติศาสตร์ย้อนหลังไปถึงยุคทองแดง เมืองที่เคยถูกครอบครองทั้งจากโรมัน ฝรั่งเศส ออสเตรียและสเปนนี้กลับถูกครอบครองโดยผู้ปกครองมิลานเป็นอันดับสุดท้ายด้วยฝีมือของ Giuseppe Garibaldi เมืองที่เคยเป็นเมืองที่มีชื่อเสียงทางด้านผลิตภัณฑ์ไหมตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 12 และปัจจุบันเป็นเมืองที่มีผลิตภัณฑ์ไหมที่มีชื่อเสียงที่สุดของยุโรปนี้มีแหล่งท่องเที่ยวสำคัญคือ Museo della Seta หรือมิวเซียมไหม นอกจากมิวเซียมไหมแล้ว นักท่องเที่ยวอาจหาโอกาสเยี่ยมชม Basilica di San Fedele  โบสถ์แนวโรมันเนสท์ที่สวยที่สุดของเมืองก่อนช็อปปิ้งของฝากที่มีอยู่ตามร้านค้าในเมืองมากมาย ส่วนนักท่องเที่ยวที่เดินริมทะเลสาบอาจพบธงไทยติดอยู่ริมตู้ตู้หนึ่งก็ไม่ต้องแปลกใจ เพราะเจ้าของตู้ซึ่งเป็นเจ้าของเรือมีภรรยาเป็นคนไทย มักมารอคุยกับคนไทยที่มาเที่ยวชมทะเลสาบแห่งนี้ หากนักท่องเที่ยวที่พอมีเวลาเหลืออาจรับประทานอาหารเย็นริมทะเลสาบก่อนจับรถไฟกลับมิลานดึกๆ ก็ยังได้ด้วย

ริมทะเลสาบเมือง Lecco

ร้านค้าใน Como

โบสถ์เมือง Como

บรรยากาศกลางเมือง Como

บรรยากาศ Lecco

เจ้าของเรือชาวอิตาเลี่ยนที่มีภรรยาเป็นคนไทย