แหวกฟ้าหาฝัน : Museum of Contemporary Art เมืองมิลาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/217942

วันอาทิตย์ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.
Museum of Contemporary Art Milan

Museum of Contemporary Art หรือ PadiglioneD’Arte Contemporanea (PAC) เมืองมิลานที่ตั้งอยู่บนถนน Palestro ติดกับ ModernArt Museum นี้ถือกำเนิดขึ้นครั้งแรกในปี 1947 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เทศบาลต้องการหาที่จัดแสดงผลงานแนว Contemporary Art แทน VillaBelgioiosa เพื่อนำมาจัดแสดงผลงานแนว Modern Art   Ignazio Gardella เป็นสถาปนิกที่ถูกเลือกให้เป็นผู้ออกแบบในปี 1948 และสร้างเสร็จในปี1954 มิวเซียมปิดตัวไปอีกครั้งและเปิดตัวใหม่ในปี 1979 แต่ที่นี่กลับโดนวางระเบิดในปี 1993 ในช่วงที่รัฐบาลกำลังปราบมาเฟีย เทศบาลจึงได้ทำการปรับปรุงอาคารใหม่ตามแนวทางสถาปัตยกรรมเดิม และเปิดตัวใหม่อีกครั้งในปี 1996 ด้วยนิทรรศการที่อุทิศให้กับ Leo Castelli ผู้จำหน่ายภาพเขียนชาวอิตาลี

ปัจจุบันที่นี่ถูกใช้เป็นที่จัดแสดงนิทรรศการแนว Contemporary Art อย่างต่อเนื่องเพื่อส่งเสริมให้ศิลปินมีพื้นที่สำหรับจัดแสดงผลงานใหม่ๆ ส่วนตัวอาคารก็เป็นตัวอย่างที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของการออกแบบจากสถาปนิกชาวอิตาเลียนสำหรับการจัดแสดงงานแนว Contemporary เฉกเช่นเดียวกับ Kunsthalle อื่นๆ

Death

ผลงานการจัดแสดงแนว Contemporary Artหรือศิลปะร่วมสมัยนี้มักถูกเรียกอีกคำหนึ่งว่าPostmodern Art แต่ละประเทศจะให้ความหมายต่างกันเช่น อังกฤษตั้งสมาคม Contemporary Art ตั้งแต่ปี 1910 แต่บางประเทศถือว่า งาน Contemporary Art ต้องหลังจากทศวรรษที่ 1930 บางประเทศต้องหลังสงครามโลกครั้งที่สอง หรือหลังทศวรรษที่ 1960 เลยทีเดียว นอกจากการแบ่งโดยปีของผลงานแล้ว การตีความยังกว้างขวางมากขึ้นกับนักสะสม มิวเซียมและห้องภาพ นักท่องเที่ยวที่คุ้นเคยกับการดูงานแนวContemporary Art มักเข้าใจดีว่า ผลงานศิลปะรุ่นใหม่มักขึ้นกับแนวคิด (concept) บางครั้งดูยากจนแทบไม่เข้าใจเลย หากศิลปินไม่ตั้งชื่อภาพหรือเขียนคำอธิบาย

Organics 2

ผลงานศิลปะของ Regina Jose Galndo นักแสดงและศิลปินหญิงชาวกัวเตมาลาที่จัดแสดงแบบเดี่ยวๆของเธอใน PAC เมื่อเดือนพฤษภาคม 2014 เป็นผลงานที่พูดถึงประเทศแม่ของเธอและเป็นหนึ่งในงานContemporary Art ที่ดูยากที่สุดชุดหนึ่งในโลกก็ว่าได้ เธอใช้สื่อทั้งภาพถ่ายและวีดีโอในการจัดแสดงผลงานที่พูดถึงความรุนแรง และการสังหารหมู่ในประเทศของเธอตลอด 30 ปีที่ผ่านมา

Organic

งานของเธอแสดงให้เห็นอย่างเด่นชัดว่าความรุนแรงที่เกิดขึ้นในกัวเตมาลานั้นไม่ได้เกิดจากภัยธรรมชาติ แต่เกิดจากสงครามอันถือเป็นน้ำมือมนุษย์ผู้ชมจะเห็นว่าเธอใช้ภาพถ่ายตัวเองเป็นเครื่องมือในการปลุกเร้าให้ทั่วโลกหันมากำจัดบาดแผลและไม่หลงลืมความทรงจำที่ทุกข์ทรมานที่เกิดจากการทำลายล้างในประวัติศาสตร์ เธอยังต้องการใช้ผลงานที่ส่วนหนึ่งเป็นร่างกายของเธอเองย้ำเตือนให้เห็นถึงความอยุติธรรมทางสังคมที่เกิดจากการแบ่งแยกเชื้อชาติและเพศ

Death 2

ห้องภาพแบ่งการจัดแสดงงานของเธอออกเป็น 5 ส่วนคือ การเมือง ผู้หญิง ความรุนแรง ธรรมชาติ และความตาย  เธอเปิดเรื่องด้วยการพูดถึงเรื่องการเมืองในประเทศกัวเตมาลาผ่านการใช้ร่างกายของเธอแสดงให้เห็นว่าเธอต่อต้านอาชญากรรมสงครามทุกรูปแบบการแบ่งชนชั้นในสังคม การแบ่งแยกเชื้อชาติ การประหารและความรุนแรงต่อผู้หญิง ส่วนการเรียกร้องความเท่าเทียมกันของสิทธิสตรีนั้น เธอจัดแสดงภาพหญิงเปลือยที่ถูกทำทารุณกรรมหลากรูปแบบซึ่งผู้ชมที่ได้ชมผลงานจริงจะรู้สึกคลื่นเหียนมาก และเข้าใจความรู้สึกของการถูกกดขี่ทางเพศได้อย่างถึงแก่น

Politics

สำหรับเรื่องความรุนแรงนั้น เธอพยายามที่จะใช้ร่างกายของเธอตอบคำถามที่ว่า มนุษย์จะทนไม่รู้สึกรู้สาต่อการเผชิญหน้ากับความรุนแรงได้นานเท่าใด และเมื่อใดคนส่วนใหญ่จึงจะลุกขึ้นมาช่วยเหลือคนที่ไม่สามารถปกป้องตัวเองได้ให้พ้นจากความรุนแรง ในห้องจัดแสดงยังมีภาพที่ผู้หญิงถูกทำทารุณกรรมมากมาย เช่น หญิงแก้ผ้ามัดมือถ่ายนู้ด

Organics 3

ในช่วงไม่กี่ปีหลัง เธอหันมาให้ความสนใจกับธรรมชาติมากขึ้น งานของเธอจึงกลมกลืนไปกับธรรมชาติมากขึ้นเสมือนหนึ่งเธอเป็นเพียงหินก้อนหนึ่งในทิวทัศน์ที่เธอเข้าไปถ่ายทำ แต่เธอก็ยังเย้ยหยันทางการเมืองด้วยการสื่อว่าตัวเธอเสมือนกับหลุมศพ หรือศพเน่าเปื่อย เรื่องสุดท้ายที่เธอพูดถึงคือความตายซึ่งเป็นการขมวดปมจาก 4 หัวข้อก่อนหน้านี้ว่า แม้ที่สุดแล้วมนุษย์ทุกคนต้องตาย แต่โลกทั้งโลกปล่อยให้ชาวกัวเตมาลาทนทุกข์ทรมานกับเผด็จการที่โหดร้ายโดยไม่ใส่ใจมานานเกินไปแล้ว

Politics2

ผู้ชมที่เข้าไปดูผลงานของเธอจะพบว่า ภาพถ่ายหลายรูปและวีดีโอหลายฉากดูน่าสยดสยองจนแทบจะอาเจียนออกมาเลยทีเดียว แต่มันกลับเป็นความจริงที่เกิดขึ้นแทบทุกวันจนไม่เป็นข่าวแล้วในประเทศกัวเตมาลาบ้านเกิดของเธอ อีกทั้งมันยังเกิดขึ้นทั่วโลกเพียงแต่ไม่มีศิลปินคนใดไปเก็บข้อมูล ความรุนแรงมานำเสนอต่อชาวโลกเท่านั้นเอง เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว คำถามสำหรับผู้ชมก็คือ ชาวโลกจะมัวแต่สนุกสนานโดยไม่สนใจมนุษยชาติอื่นที่กำลังทุกข์ทรมานจากน้ำมือมนุษย์ด้วยกันเลยดอกหรือ

Violence

Woman

แหวกฟ้าหาฝัน : Paper Exhibition ใน Modern Art Gallery มิลาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/216807

วันอาทิตย์ ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.
ผลงานของ Susan Rothenberg

นักท่องเที่ยวที่มีโอกาสเที่ยวมิวเซียมหรือห้องภาพประจำจะทราบดีว่า การชมมิวเซียมนั้นค่าเข้าชมมักไม่รวม Exhibition หรือนิทรรศการต่างๆ และค่าเข้าชมนิทรรศการมักแพงกว่าค่าเข้าชมผลงานถาวรด้วย แต่สำหรับ Modern Art Gallery มิลานกลับให้เข้าชม Exhibition ฟรี ทั้งนี้อาจเป็นเพราะ Paper Exhibition ที่จัดแสดงเป็นของจัดแสดงจาก UBS Art Collection ซึ่งเป็นองค์กรที่ไม่แสวงหากำไรก็เป็นได้

ของจัดแสดงในนิทรรศการที่มาจาก UBS Art Collection ที่จัดแสดงในห้องภาพแห่งนี้ ภัณฑารักษ์ได้คัดเลือกผลงานศิลปินที่มีชื่อเสียงจำนวน 35 คนที่ทำงานตั้งแต่ทศวรรษที่ 1960 ซึ่งชื่นชอบการใช้กระดาษมากกว่าผืนผ้าใบในการสร้างสรรค์ผลงานเพื่อบอกถึงเรื่องราว อารมณ์ และสิ่งที่ซ่อนอยู่ภายในความคิดของพวกเขามาจัดแสดง งานแต่ละชิ้นที่นำมาจัดแสดงนี้สะท้อนให้เห็นถึงอัจฉริยภาพและอัตลักษณ์ของศิลปินได้อย่างเหลือเชื่อ ยิ่งกว่านั้นผลงานที่ UBS Art Collection เก็บสะสมยังสะท้อนให้เห็นถึงความเป็นมืออาชีพทางด้านศิลปะไม่ด้อยไปกว่าความเป็นธุรกิจอันเป็นหน้าที่หลักของ UBS ด้วย UBS ได้คัดเลือกผลงานที่ประสบความสำเร็จในจุดสูงสุดของศิลปินเก็บไว้โดยไม่คำนึงถึงกาลเวลาและยุคสมัยอันสะท้อนให้เห็นถึงความต้องการที่จะส่งมอบศิลปะให้กับผู้ชมมากกว่าการทำเงิน


Slave

การจัดแสดงแบ่งเป็น 4 หัวข้อ คือ คำพูด ท่าทาง รูปร่าง รูปคน เพื่อแสดงถึงแนวคิดในการนำเสนอผลงานของศิลปินที่แตกต่างกันในหัวข้อเดียวกัน ผู้ชมที่ช่างสังเกตหรือมีจินตนาการสูงยังสามารถที่จะเห็นปฏิสัมพันธ์ระหว่างภาพเขียนจากศิลปินแต่ละคนและภาพปูนเปียกของห้องภาพเองได้อย่างเหลือเชื่อ

ผลงานของศิลปินเด่นที่ถูกนำมาจัดแสดงได้แก่ Susan Rothenberg ศิลปินแนว Contemporary Art ชาวสหรัฐฯ เธอเกิดที่เมือง Buffalo นิวยอร์ก ในปี 1945 จบการศึกษาจาก Cornell University ในปี 1966 และจบการศึกษาระดับปริญญาโทจาก George Washington University และ Corcoran Museum School ก่อนย้ายมาอยู่นิวยอร์ก เธอสามารถแสดงนิทรรศการเดี่ยวครั้งแรกในปีเมืองนิวยอร์กในปี 1975 นับจากนั้นมาเธอก็เป็นที่รู้จักในแง่ความสร้างสรรค์และความเป็นอิสระ เธอชื่นชอบที่จะเขียนรูปร่างต่างๆ เช่น ภาพการเต้นรำ ภาพศีรษะ และร่างกายสัตว์ โดยมีพัฒนาการเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะเรื่องสี เธอเป็นศิลปินที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงและมีผลงานจัดแสดงนิทรรศการเกือบทุกปีตามห้องภาพเด่นๆ ทั่วโลก ผู้ชมจะเห็นว่าศิลปินสามารถวาดรูปร่างท่าทางโดยใช้สีไม่กี่สี ให้ออกมาได้อย่างหลากหลาย และสร้างจินตนาการได้อย่างมากมายสมกับที่เป็นหนึ่งในศิลปินที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งยุค

Sandra Vasquez de la Horra ศิลปินแนวContemporary Art ชาวชิลี เธอเป็นศิลปินที่ชื่นชอบการใช้ดินสอในการเขียนมาตลอดโดยงานส่วนใหญ่เป็นงานเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ชิลีประเทศบ้านเกิด ศาสนา เพศ นิยายปรัมปรา สังคมและความตาย ผู้ที่ชมผลงานของเธอจะรู้สึกได้ถึงจินตนาการอันล้ำลึกของเธอ เช่น Fruta Madura ภาพเขียนผลไม้มหัศจรรย์นี้ ศิลปินก็เขียนให้มนุษย์และพืชมีปฏิสัมพันธ์กันเสมือนหนึ่งเรื่องราวย้อนยุคไปถึงสมัยที่มนุษย์ยังเก็บของป่ากิน ภาพ Home Sweet Home ที่เป็นผู้หญิงในท่าโก้งโค้งและมีผ้าหนึ่งผืนปูอยู่นี้ก็กระตุ้นให้ผู้ชมจินตนาการว่าเธอกำลังถูบ้านหรือกำลังจะปูเตียงเพื่อนอนกันแน่ และชื่อภาพต้องการสื่อไปทางไหน สำหรับ Slave ก็เย้ยหยันถึงสังคมการทำงานในยุคปัจจุบันว่า นายจ้างสั่งให้ลูกน้องทำงานเหมือนกับทาสเฉกเช่นยุคโบราณ


Study for Sin of Pride detail

Jim Shaw ศิลปินแนว Contemporary Art ชาวอเมริกัน เขาเกิดที่ Midland รัฐมิชิแกน และได้รับปริญญาตรีด้านศิลปะจากมหาวิทยาลัยมิชิแกนในปี 1974 ปริญญาโทจาก California Institute of Arts ในปี 1978 ในปี 2000 Shaw นำผลงานของศิลปินที่ไม่มีใครรู้จักมาจัดแสดงในงาน ICAที่ลอนดอน และได้รับคำวิจารณ์อย่างสาดเสียเทเสีย แต่เมื่อเขาจัดแสดงผลงานในอีก 2 ปีต่อมา เขากลับสร้างสรรค์ศิลปะแนวใหม่ที่เรียกว่า Fictive Art คือการนำเอาวัตถุ เหตุการณ์ต่างๆ มาออกแบบใหม่เพื่อสนับสนุนการเล่าเรื่องหลัก ผู้ชมจะเห็นว่าภาพ Study for Sin of Pride ที่นำมาจัดแสดงในห้องภาพนี้ก็เป็นตัวอย่างอันดีของ Fictive Art นั่นคือ เขาต้องการวาดมนุษย์ซึ่งเต็มไปด้วยบาป โดยแกนหลักของภาพเป็นหน้ามนุษย์ แต่ภายในรายละเอียดตั้งแต่ตาหน้า จมูก ฟัน ล้วนเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับบาปของมนุษย์ทั้งสิ้น

นักท่องเที่ยวที่มีโอกาสมาดูงานนิทรรศการนี้ แม้อาจไม่คุ้นเคยกับการดูภาพแนว Contemporary Art เลยก็ตาม แต่รับรองได้ว่าจะสามารถเพลิดเพลินกับจินตนาการของศิลปินตามแนวคิดดั้งเดิมของตัวเองได้ไม่มากก็น้อย


Home Sweet Home


Study for Sin of Pride


Fruta Madura

แหวกฟ้าหาฝัน : ผลงานเด่นใน Modern Art Gallery เมืองมิลาน 2

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/215708

วันอาทิตย์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.
Cleopatra detail

ใน Modern Art Gallery เมืองมิลานยังมีผลงานเด่นๆ อีกหลายชิ้น เช่น The Reading Girl ของ Pietro Magni นักประติมากรรมชาวอิตาเลียนแห่งเมืองมิลาน เขาเรียกศิลปะจาก Brera Academy และย้ายไปฝึกงานกับ Abbondio Sangiorgio หลังจากนั้นเขาย้ายไปอยู่โรม และได้ร่วมงานกับ Giuseppe Garibaldi เขาได้สร้างสรรค์ผลงานชิ้น Masterpiece ที่ชื่อ The Reading Girl ในช่วงเวลานี้ผลงานชิ้นนี้ไม่เพียงเป็นงานชิ้นที่ดีที่สุดของเขา ยังนำชื่อเสียงของเมืองสู่ระดับนานาชาติด้วย

Reading Girl

หญิงอ่านหนังสือนี้ไม่เพียงแสดงออกอย่างเด่นชัดตามแนวทางศิลปะแบบ Realism อันเป็นศิลปะที่กำลังโด่งดังในช่วงที่ศิลปินสร้างสรรค์ผลงาน แต่ยังมีกลิ่นอายของศิลปะแบบ Italian Romaticism ด้วย ผู้ชมจะเห็นว่าศิลปินสามารถแกะสลักหินอ่อนให้ท่วงท่า หน้าตา เสื้อผ้าอาภรณ์ รวมทั้งสัดส่วนของตัวละครดูงดงามเหมือนจริงราวภาพถ่ายได้อย่างเหลือเชื่อ

Girl intent to Write ของ Giovanni Spertini นักประติมากรรมชาวอิตาเลียน เขาเรียนศิลปะที่ Brera Academy เฉกเช่นเดียวกันกับ Pietro Magni และ Gianmaria Benzoni เขาได้รับรางวัลในการประกวดผลงานประติมากรรม Exposition of Philadelphia ปี 1876 และรางวัลอื่นๆ ทั้งในและนอกอิตาลีอีกหลายครั้ง จนได้รับการเสนอตำแหน่งศาสตราจารย์ที่สถาบันศิลปะแห่งกรุงมิลาน

Girl intent to Write

ผู้ชมจะเห็นว่าศิลปินสามารถที่จะแกะสลักหินอ่อนหญิงสาวที่กำลังตั้งใจจะเขียนหนังสือได้อย่างละเอียดลออละเมียดละไมมากสังเกตจากผมเผ้าโดยเฉพาะส่วนของปลายผมที่ละประบ่าลงมา ขอบลูกไม้ของเสื้อผ้า รอยยับของผืนผ้า ปลายนิ้วมือและนิ้วเท้า แม้ผู้ชมอาจรู้สึกว่า ตำแหน่งการจัดวางจะอยู่สูงกว่าระดับสายตาไปหน่อยก็ตาม แต่การพิจารณางานประติมากรรมกลับมีข้อดีเหนืองานทัศนศิลป์ตรงที่ ผู้ชมสามารถเดินดูรอบๆ หรือดูเป็น 3 มิติ อันจะทำให้ผู้ชมสามารถซึมซับและดื่มด่ำกับงานได้อย่างเต็มที่ และแม้งานประติมากรรมจะไม่มีสีสันเลยก็ตาม แต่ก็สามารถเปล่งความมีชีวิตชีวาได้อีกแบบหนึ่ง

Reading Girl ด้านข้าง

Cleopatra ของ Mose Bianchi ศิลปินชาวอิตาเลียน เขาเกิดที่ Monza และย้ายไปอยู่มิลานเพื่อเข้าศึกษาศิลปะที่ Brera Academy หลังสงครามประกาศอิสรภาพของอิตาลี เขากลับเข้าศึกษาศิลปะต่อกับ Giuseppe Bertini และได้รับรางวัลจนได้จัดแสดงนิทรรศการในเวียนนาในปี 1873 อันเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่เขาเริ่มสร้างสรรค์ผลงานแนว Genre scene งาน Cleopatra ใน Modern Art Gallery นี้เขาจับเอาตอนที่คลีโอพัตราฟาโรห์องค์สุดท้ายของอียิปต์กำลังฆ่าตัวตายหลังแพ้สงครามกับ Octavia ด้วยการให้งูกัด

Reading Girl detail

ผู้ชมจะรู้สึกได้ทันทีว่าผลงานของศิลปินชิ้นนี้ถือว่าเป็นผลงานชิ้นโบแดงของเขาชิ้นหนึ่งอย่างแน่นอน เพราะเขาเขียนได้อารมณ์และสมจริงในทุกอณูเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นสายตาของคลีโอพัตราที่เหลือบขึ้นมองเพดานนั้นเต็มไปด้วยความเคียดแค้นเจ็บปวดตามท้องเรื่อง ผ้าขนสัตว์ที่ปกคลุมช่วงขาลายหนังสิงโตอันเป็นสัญลักษณ์ถึงความยิ่งใหญ่ รอยยับของเสื้อผ้าและรอยหยักของกล้ามเนื้อใต้ถันแสดงให้เห็นถึงความสมจริงของเนื้องาน  แม้ผลงานชิ้นนี้จะจัดแสดงสูงไปหน่อยในห้องภาพ แต่ผู้ชมก็ยังจะสามารถดื่มด่ำกับอัจฉริยภาพของศิลปินได้ไม่ยากนัก

First Reading

First Reading ของ Plinio Nomellini ศิลปินชาวอิตาเลียน  เขาเข้าเรียนศิลปะที่ Florence Academy of Fine Arts ภายใต้การนำของ Giovanni Fattori และได้มีโอกาสจัดแสดงงานนิทรรศการผลงานหลายครั้งทั้งในและนอกอิตาลี  เมื่อเขาได้มีโอกาสจัดแสดงผลงานที่เจนัวร์ เขาก็เริ่มซึมซับแนวทางศิลปะแบบ Divisionism และปรับแต่งให้เข้ากับแนวทางศิลปะของตัวเอง  หลังจากนั้นในปี 1902 เขาเริ่มหันเหเข้าสู่ศิลปะแนว Symbolism มากขึ้น แต่กลับมาสร้างสรรค์ผลงานแนวทิวทัศน์อีกครั้งหลังปี 1919 เมื่อกลับมาอยู่ฟลอเรนซ์  ผลงาน First Reading ที่จัดแสดงใน Modern Art Gallery มิลานนี้เป็นงานผสมผสานระหว่างแนวทางศิลปะแบบ Divisionism และ Symbolism แต่ยังเน้นการใช้แสงเป็นจุดเด่นของภาพเฉกเช่นเดียวกันกับแนวทางศิลปะแบบ Scapitgliatura ที่เป็นต้นกำเนิดแนวทางศิลปะแบบ Impressionism อยู่ดี

Cleopatra

แหวกฟ้าหาฝัน : ผลงานเด่นใน Modern Art Gallery มิลาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/214761

วันอาทิตย์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.
Lovers to the Source of Life ของ Giovanni Segantini

ใน Modern Art Gallery มิลานยังมีผลงานเด่นๆ อีกหลายชิ้น เช่น The Circleของ Giuseppe Pellizza da Volpedoศิลปินยุค Neo Impressionism ชาวอิตาเลียนเขาใช้เทคนิค Divisionism หรือใช้จุดเล็กๆ ค่อยๆ แต่งสีตามทฤษฎีสีแบบใหม่ ผู้ชมจะเห็นว่าแม้เขาจะใช้จุดในการวาด แต่ก็มิได้เห็นจุดชัดเจนเหมือนอย่างงานแนว Pointillism ของ Georges Seurat หรือ Paul Signac โดยเฉพาะโทนสียังคงหม่นทึบตามแนวทางศิลปะแบบ Symbolism อยู่ดี

In Sleep ของ Alberto Martiniนักออกแบบและศิลปินแนว Surrealism ชาวอิตาเลียนแนวทางศิลปะแบบ Surrealism นี้ เริ่มต้นขึ้นในทศวรรษที่ 1920 โดยมีงานทั้งทัศนศิลป์และคีตกวีซึ่งมีเป้าหมายที่จะแก้ไขความขัดแย้งระหว่างความฝันและความจริง ศิลปินมักวาดวัตถุให้มีสัดส่วนตามจริง แต่มีรูปแบบจินตนาการ ศิลปินที่โดดเด่นที่สุดของแนวทางศิลปะนี้คงไม่มีใครเกิน SalvadorDali ส่วนงาน In Sleep ของ Alberto Martiniที่ดูคล้ายกับเมฆลอยอยู่บนฟ้าเหนือเทือกเขาในยามค่ำคืนนี้นั้นเป็นภาพที่ต้องใช้จินตนาการพอควรในการตีความโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อศิลปินตั้งชื่อว่า In Sleep ผู้ชมคงต้องคาดเดาเอาเองว่าสิ่งที่เขาต้องการสื่อน่าจะเป็นความฝันของผู้ชมในช่วงชีวิตที่หม่นหมอง หรืออะไรกันแน่

Lovers to the Source of Life ของ Giovanni Segantini detail

Lovers to the Source of Life ของ Giovanni Segantini ศิลปินแนว Divisionism ชาวออสเตรีย เขาใช้ชีวิตอย่างยากจนตลอดช่วงแรกของชีวิต เนื่องจากพี่ชายของเขาตายไปตั้งแต่เขาอายุ 5 ขวบ แม่ของเขาจึงเป็นโรคซึมเศร้าตลอด ส่วนพ่อของเขาก็ยากจนต้องออกหางานทำตลอดเวลา เมื่อแม่ของเขาเสียชีวิต เขาถูกทิ้งไว้กับพี่สาวต่างมารดา และพี่สาวของเขาพยายามที่จะพาเขาไปอยู่อิตาลี แต่เนื่องจากเอกสารในการขอสัญชาติไม่เรียบร้อย เขาจึงกลายเป็นคนไม่มีสัญชาติตลอดชีวิต เมื่อเขามีชื่อเสียงโด่งดังจากภาพเขียน Alps รัฐบาลสวิตเซอร์แลนด์พยายามจะให้สัญชาติเขา แต่เขาไม่รับเพราะเขาต้องการเป็นชาวอิตาเลียนมิใช่ชาวสวิส เมื่อเขาได้ย้ายไปอยู่กับลูกพี่ลูกน้อง เขาก็ได้โอกาสเข้าเรียนใน Brera Academy และมีส่วนในการก่อตั้งศิลปะแนว Scapigliatura

The Chancel of Sant Antonio ผลงานชิ้นแรกของเขาเป็นที่โด่งดังในเรื่องคุณภาพส่งผลให้เขาได้รับการสนับสนุนจากเจ้าของห้องภาพ Vittore Grubicy de Dragon นับจากนั้นจนตลอดชีวิต แม้การงานของเขาจะประสบความสำเร็จ แต่ชีวิตส่วนตัวกลับประสบปัญหา เขาไม่สามารถแต่งงานกับ Luigia Pierina Bugatti ได้เพราะเขาเป็นคนไม่มีสัญชาติส่งผลให้เขามีปัญหากับศาสนจักรซึ่งมีอิทธิพลมากในเวลานั้นต่อมาอีกหลายปี เมื่อผลงานที่ชื่อ Ave Maria ของเขาชนะการประกวดในงาน 1883 World’s Fairในอัมสเตอร์ดัม ชื่อเสียงของเขาก็เป็นที่เลื่องลือ หลังจากย้ายมาอยู่สวิสเพื่อลดค่าใช้จ่าย เขาก็ยิ่งประสบความสำเร็จมากขึ้นจนได้รับรางวัลหลายครั้งและผลงานของเขาก็ถูกซื้อไปโดยมิวเซียมหลายแห่ง

Mighty Aphrodite ของ Giovanni Segantini

สำหรับ Lovers to the Source of Life ที่ถูกสั่งเขียนโดย Jussopoff St.Petersburgเจ้าชายชาวรัสเซียนั้นเป็นช่วงที่ศิลปินขึ้นถึงจุดสูงสุดในวิชาชีพแล้ว ภาพที่มีชื่อเสียงที่สุดภาพหนึ่งของศิลปินชิ้นนี้เป็นตัวอย่างที่ดีที่สุดของแนวทางศิลปะแบบ Pointillism แต่ยังคงมีความแตกต่างจากผลงานของศิลปินแนวเดียวกันอยู่ดี เพราะเขาไม่ได้เน้นใช้จุดตลอดภาพ แต่ยังคงเขียนแบบให้ฝีแปรงเป็นเส้นอยู่ทั่วไปโดยเฉพาะอย่างยิ่งพื้นที่ใหญ่ๆ เช่น ขนนก เขามีการใช้สัญลักษณ์ตามแนวทางศิลปะแบบ Symbolismให้เห็นทั่วทั้งภาพด้วย เช่น ใช้สีขาว และน้ำแทนความบริสุทธิ์และความเป็นนิรันดร์  ส่วนความหอมหวนของความรัก เขาก็เปรียบเสมือนรุ่งอรุณของทุ่งหญ้าเขียวชอุ่ม

ส่วน Mighty Aphrodite นั้น ดั้งเดิมเขาเขียนภาพนี้เป็นภาพเปลือย แต่เปลี่ยนใจเขียนชุดสีแดงให้ใหม่หลังจากงานเสร็จไปแล้ว 3 ปีแม้ภาพนี้จะเป็นผลงานแนว Symbolism แต่จะไม่เห็นแนวทางศิลปะแบบ Divisionism เลยเพราะเขาเขียนขึ้นในช่วงต้นของชีวิตก่อนที่จะหันเหเข้าสู่ศิลปะแบบ Divisionism อย่างไรก็ดี การจัดวางองค์ประกอบของภาพนี้กลับมีกลิ่นอายของ Raphaelอยู่ไม่น้อย

The Circle ของ Giuseppe Pellizza da Volpedo

The Circle ของ Giuseppe Pellizza da Volpedo detail

In Sleep ของ Alberto Martini

แหวกฟ้าหาฝัน : ศิลปินเด่นใน Modern Art Gallery มิลาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/213774

วันอาทิตย์ ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

An Antique Dealer

ใน Modern Art Gallery มิลานยังมีผลงานของศิลปินเด่นอีก เช่น Gerolamo Induno ทหารและศิลปินชาวมิลาน เขาเป็นน้องชายของ Domenico Induno จึงมักทำงานด้วยกันเสมอ เขาเรียนศิลปะครั้งแรกที่ Brera Academy กับ Luigi Sabatelli และจัดแสดงผลงานครั้งแรกในปี 1845 เขาและพี่ชายเข้าร่วมในเหตุการณ์กบฏ 5 วัน ในมิลานจึงต้องหนีไปอยู่ที่ Ticino ก่อนจะต่อไปฟลอเรนซ์หลังจากนั้นเขาสมัครเข้าร่วมกับ Giacomo Mediciเพื่อไปรบกับฝรั่งเศสโดยในช่วงเวลานั้นเขาได้สร้างสรรค์ผลงานเกี่ยวกับสนามรบไว้จำนวนหนึ่ง ในการต่อสู้ที่ Villa del Vascello เขาได้รับบาดเจ็บรุนแรงแต่ได้รับความช่วยเหลือจาก Count Giulio Litta นักสะสมภาพจึงกลับมาทำงานที่ Studio ของพี่ชาย ระหว่างปี 1854-5 เขากลับไปเป็นทหารอีกครั้ง และได้ร่างภาพเกี่ยวกับสนามรบมากมายอีกครั้ง รวมทั้งภาพ Battle of the Chernaya ซึ่ง Victor Emmanuel II จักรพรรดิอิตาลีซื้อไป

ผลงานของ Gerolamo Induno ใน Modern Art Gallery มิลานนี้เป็นแบบ Genre Art หรืองานเขียนประเภทชีวิตประจำวันทั่วไป เขาจับเอาเรื่องราว
ที่ผู้คนพบได้ทั่วไปทุกวันมาสร้างสรรค์เป็นงานทัศนศิลป์ได้อย่างสวยงามราวกับฉากละครโดยเฉพาะอย่างยิ่ง An Antique Dealer ซึ่งเขียนถึงร้านขายของเก่าที่มีลูกค้าสาวสวยเข้าไปเลือกซื้อของ ส่วน Cripple who playsthe Mandolin นั้นเขาก็เขียนให้ชายที่เล่น Mandolin มีสีหน้าท่าทางที่ดูมีชีวิตชีวาจนเราทราบได้เลยว่าเพลงที่เขาเล่นน่าจะเป็นเพลงแนวสนุกสนานครื้นเครง

An Antique Dealer detail1

Domenico Induno ศิลปินชาวมิลาน พี่ชายของ Gerolamo Induno ผู้ชำนาญในการวาดภาพประวัติศาสตร์ เขาเคยเป็นลูกมือของ Luigi Cossa ช่างทองซึ่งเป็นผู้แนะนำให้เขาเข้ารับการศึกษาด้านศิลปะที่ Brera Academy โดยเข้าเรียนรุ่นเดียวกันกับ Francesco Hayez ซึ่งกลายเป็นผู้มีอิทธิพลต่องานของเขามากที่สุดคนหนึ่ง การที่เขาชอบวาดภาพฉากต่างๆ จากคัมภีร์ไบเบิ้ลและประวัติศาสตร์ทำให้เขาได้รับคำสั่งจากจักรพรรดิ Ferdinand I ให้วาดภาพฉากที่ Saul ได้รับการเจิมจาก Samuel ให้เป็นกษัตริย์เพื่อจัดแสดงใน Imperial Gallery of Vienna  แต่หลังจากที่เขาเข้าร่วมกับการกบฏ 5 วันในมิลาน ทำให้เขาต้องหนีไปอยู่ฟลอเรนซ์ อย่างไรก็ดีในปี 1854 เขาก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นสมาชิกสมาคมศิลป์ของBrera Academy และได้จัดแสดงนิทรรศการครั้งแรกนอกอิตาลีที่ปารีสซึ่งประสบความสำเร็จอย่างสูง หลังจากนั้นเขาได้รับการแต่งตั้งให้เป็นตุลาการและได้รับคำสั่งจากจักรพรรดิ Victor Emmanuel II เพื่อเขียนภาพอีกหลายภาพ ในปี 1863 เขาได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้อำนวยการของ Brera Academy และได้รับเหรียญทองในงาน World Exposition ในเวียนนาสำหรับ Domestic drama ในอีก 10 ปีต่อมา

ผลงานทั้งสามชิ้น ไม่ว่าจะเป็น La Vivandiera,Refugees from a Village on fire และ School Seamstresses ของ Domenico Induno ใน ModernArt Gallery มิลานล้วนมีลักษณะเฉพาะตามแนวทางศิลปะแบบRomanticism อย่างแจ้งชัด ตั้งแต่การจัดวางองค์ประกอบของภาพ เรื่องราวเกี่ยวกับคนทั่วไปหรือจากละครเวทีเฉกเช่นเรื่อง La Vivandiera และการให้แสง สี ที่ออกแนวมืดทึบ

An Antique Dealer detail2

Daniele Ranzoni ศิลปินชาวอิตาลี เขาเกิดในครอบครัวชนชั้นกรรมกร แต่ได้รับการศึกษาด้านศิลปะครั้งแรกที่ Accademia Albertina ในตูริน และมาฝึกกับ Giuseppe Bertini ใน Brera ในภายหลังซึ่งทำให้เขาได้เป็นเพื่อนกับ Tranquillo Cremona ศิลปินเด่นอีกคนที่มีผลงานให้ห้องภาพแห่งนี้เป็นจำนวนมาก  ผลงานในช่วงแรกของเขาจัดอยู่ในกลุ่ม Scapitgliatura แต่ต่อมาเขาได้รับอิทธิพลจากกลุ่ม Divisionism เฉกเช่นเดียวกันกับ Cremona เพื่อนของเขา

ผลงานของ Daniele Ranzoni ทั้ง 3 ชิ้น อันประกอบด้วย Portrait of Marta Bussi Ronati, The Children of the Principles Troubetzkoy และ Young girl in White นั้นมีลักษณะเฉพาะของศิลปะแบบ Scapitgliatura ที่กลายเป็นต้นแบบของศิลปะแนว Impressionism โดยยังไม่มีรูปแบบของศิลปะแบบ Divisionism เลย ทั้งนี้อาจเป็นเพราะผลงานเหล่านี้ยังเป็นผลงานในช่วงต้นของชีวิตของเขาก็เป็นได้

– portrait of marta bussi ronati

– i figli dei principi troubetzkoy

The children of the principles Troubetzkoy

– giovinetta in bianco

Young girl in white

Cripple who plays the Mandolin

La Vivandiera

Portrait of Marta Bussi Ronati

Refugees from a Village on fire

School Seamstresses

The Children of the Principles Troubetzkoy

oung girl in whitet

แหวกฟ้าหาฝัน : Tranquillo Cremona ใน Modern Art Gallery มิลาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/212740

วันอาทิตย์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.
Attraction (1874)

นอกจาก Gaetano Previati แล้วใน ModernArt Gallery ยังมีผลงานของศิลปินที่สำคัญอีกผู้หนึ่ง นั่นคือ Tranquillo Cremona ทั้งนี้คงเป็นเพราะเขาย้ายมาอยู่มิลานและเป็นศิลปินร่วมก่อตั้งศิลปะแนวใหม่เฉกเช่นเดียวกันกับ Gaetano Previati  เขาเป็นศิลปินที่มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งต่อแนวทางศิลปะแบบ Scapigliatura หรือ Bohemian ซึ่งต่อต้านวิชาการและอนาธิปไตย แนวทางศิลปะนี้มีส่วนสำคัญยิ่งต่อวัฒนธรรมของอิตาลีและยังเป็นต้นกำเนิดของแนวทางศิลปะแบบ Decedentism และ Symbolism ในเวลาต่อมาด้วย  ไม่เพียงงานด้านทัศนศิลป์เท่านั้น แนวทางศิลปะที่พยายามปรับเอาอิทธิพลของต่างประเทศมาผสมผสานกับวัฒนธรรมอิตาลีนี้ยังมีส่วนในงานคีตกวี และสังคีตศิลป์ด้วย ยิ่งกว่านั้นศิลปินกลุ่ม Scapigliatura นี้ยังมีวิถีชีวิตที่แปลกไปจากศิลปินแนวเดิมๆ นั่นคือ พยายามที่จะใช้ชีวิตต่อต้านระเบียบทุกรูปแบบ และเน้นการมีวิถีชีวิตตามใจปรารถนา ไม่ยึดติดจนบางคนเสียชีวิตตั้งแต่อายุยังน้อยจากโรคพิษสุราเรื้อรัง หรือฆ่าตัวตายเพราะหลงรักวัยรุ่นหญิง เป็นต้น

Cremona เกิดที่ปาเวียโดยเป็นน้องของ Luigi นักคณิตศาสตร์ที่มีชื่อเสียง เขาเป็นผู้ที่มีความสามารถทางด้านศิลปะตั้งแต่เด็กจนได้เป็นสมาชิกของโรงเรียนสอนเขียนภาพที่ปาเวียอันเป็นสถานที่ที่ทำให้เขาได้พบกับ Giovanni Carnovali ศิลปินชื่อดังแห่งแคว้น Lombardy ในปี 1852 เขาย้ายไปอยู่เวนิสและได้เข้าเรียนใน Academy of Fine Arts ซึ่งเขาชนะการแข่งขันหลายครั้งจนได้รับเงินเดือนจากออสเตรียถึง3 ปี  ต่อมาในปี 1859 เขาย้ายไปอยู่กับพี่สาวเพื่อเลี่ยงการเป็นทหาร และได้จัดแสดงผลงาน The Falconerที่ Brera Academy ภาพซึ่งปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่ Modern Art Gallery มิลานนี้เป็นตัวอย่างอันดีที่แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของ Hayez ต่อผลงานของ Cremona โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้แสงน้อย ๆ ฉาบไปที่ใบหน้าและการลงสีเหลือง แม้เขาจะเรียนศิลปะมาจากเวนิสก็ตาม แต่กลับไม่ได้เขียนภาพตามแนวทางศิลปะแบบ Venetian แต่อย่างใด  ส่วน A Visit to the Tomb of Juliet and Romeo (1862) ซึ่งถูกจ้างวาดโดย Giovanni Puricelli Guerra นักสะสมภาพนั้น แม้จะเป็นผลงานในช่วงเดียวกัน แต่เขากลับเขียนภาพตามแนวทางศิลปะแบบ Symbolism ที่ใช้ความมืดเป็นสัญลักษณ์ของความหมองเศร้ามากกว่าการเขียนภาพตามแนวทางของ Hayez


Maternal Love (1875)

หลังจากนั้นเขาก็ไม่มีผลงานชิ้นใดที่โดดเด่นอีกเลย จวบจนกระทั่งหลังปี 1870 เขาได้พัฒนาแนวทางการเขียนภาพใหม่ที่ผสมผสานระหว่าง Chiaroscuro และการใช้สีทึมๆ ดิบๆ เขียนลงบนผ้าใบโดยไม่เห็นรอยฝีแปรงที่เด่นชัดเลย ผู้ชมจะเห็นว่าตัวละครที่ดูมีชีวิตชีวาของเขาแทบทุกภาพเสมือนหนึ่งผุดออกมาจากมุมมืด เช่น Portrait of Luigi Luvoni (1872),  Portrait of Mary Marozzi (1873), Attraction (1874), Portrait of lady Deschamps (1875) และMaternal Love (1875) ผู้ชมจะสังเกตเห็นว่าฝีแปรงของเขามีลักษณะอ่อนนุ่มดูคลุมเครือเหมือนสายลมซึ่งถอยห่างจากแนวทางศิลปะก่อนหน้าทั้ง Venetian School และ Titian ที่เขาร่ำเรียนมาแล้วอย่างสิ้นเชิง อย่างไรก็ดี แม้ในช่วงหลังชีวิตของเขาจะรุ่งเรืองขึ้น แต่เขากลับมีโอกาสเสพสุขได้ไม่นาน เขาเสียชีวิตไปตั้งแต่ยังเยาว์อันเป็นผลมาจากการได้รับพิษจากสีที่เขาชอบใช้มือผสมนั่นเอง


A Visit to the Tomb of Juliet and Romeo


The Falconer


Portrait of lady Deschamps


Portrait of Mary Marozzi (1873)


Portrait of Luigi Luvoni (1872)

แหวกฟ้าหาฝัน : Gaetano Previati ใน Modern Art Gallery มิลาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/211704

วันอาทิตย์ ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.
The Sun King 1895

ใน Modern Art Gallery มิลานมีผลงานของศิลปินผู้หนึ่งเป็นจำนวนมากนั่นคือ Gaetano Previati ทั้งนี้คงเป็นเพราะ  แม้เขาจะเกิดที่ Ferrara ใกล้ Bolognaแต่เขาย้ายมาอยู่มิลานตั้งแต่ยังหนุ่ม และทำงานอยู่ที่ Brera Academy of Fine Arts เมืองมิลานนี่เอง เขาศึกษาศิลปะกับ Giuseppe Bertini ศิลปินชาวอิตาลี และสามารถพัฒนาตัวเองจนกลายเป็นผู้ร่วมก่อตั้งศิลปะแนว Divisionism หรือศิลปะแนว Neo-Impressionism ที่เน้นการแยกสีและเขียนด้วยจุดด้วย

Gaetano Previati ชนะการประกวด Canonica ในปี 1879 และจัดแสดงผลงานครั้งแรกที่ตูรินในปี 1880 หลังจากนั้นเขาก็จัดแสดงผลงานเดี่ยวๆ เรื่อยมาตามเมืองใหญ่ๆ ของอิตาลี เช่น มิลาน ตูริน เวนิส  หลังปี 1891 เขาเริ่มเขียนผลงานแนว Divisionism และตั้งทฤษฎีศิลปะแนวนี้ และ Symbolism เมื่อศิลปะแนว Divisionism ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น เขาก็ได้รับเชิญให้ไปเปิดนิทรรศการ 7th Biennale ที่ปารีสที่ถูกจัดขึ้นโดย Alberto Grubicy นักค้าภาพในปี 1907 และ Alberto นี่เองที่ได้ก่อตั้งสมาคม Gaetano Previati ขึ้นในปี 1911 และซื้อภาพจำนวนมากของเขาเพื่อมาจัดแสดงที่เจนัวร์ในปี 1915 และมิลานในปี 1916, 1919

Caravels Pisan 1907

เนื่องจากในห้องภาพ Modern Art Gallery มิลานนี้มีผลงานของ Gaetano Previati อยู่หลายชิ้นนักท่องเที่ยวจึงสามารถเห็นพัฒนาการของผลงานของเขาได้อย่างเด่นชัดนั่นคือ ในช่วงต้นของชีวิต ศิลปินจะสร้างสรรค์ผลงานผสมผสานระหว่างศิลปะแนวRomanticism และ Impressionism ซึ่งเป็นแนวทางศิลปะที่นิยมในช่วงเวลานั้นสังเกตได้จากการใช้สีที่หม่นหมอง แต่ยังปล่อยให้เห็นรอยฝีแปรงที่เด่นชัดเช่น Portrait of Emilia Cairati (1881) Portrait of Luigi Arrigoni (1885)   Female figure ที่เขียนระหว่างปี 1881-5 และ The Madonna of Chrysanthemums ที่เขียนขึ้นระหว่างปี 1885-7 ด้วย

ส่วนผลงาน Trip into the Blue (1895) จะเริ่มออกแนว Symbolism อันเป็นศิลปะที่นิยมในฝรั่งเศส รัสเซีย และเบลเยียมในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19  คำว่า Symbolism นี้มาจากคำว่า Symbol ซึ่งมาจากคำลาตินที่ว่า Symbolum อันแปลว่าสัญลักษณ์ของความศรัทธา หรือสัญญาณของการรับรู้ในสมัยกรีกโบราณนั้น Symbolon ก็คือการแบ่งดินเผาออกเป็นสองชิ้นแล้วให้กับทูตที่มาเป็นพันธมิตรกัน  แนวทางศิลปะแบบ Symbolism นี้เป็นปฏิกิริยาต่อต้าน Naturalism และ Realism อันเป็นแนวทางศิลปะที่นิยมในช่วงก่อนหน้าการเกิด Symbolism เล็กน้อย ศิลปินพยายามที่จะหันเหออกจากความเป็นจริง และใช้จิตวิญญาณ นิยายปรัมปรา จินตนาการและความฝันในการสร้างสรรค์ผลงานมากขึ้น  กลุ่มศิลปิน Symbolist เชื่อว่าศิลปะจะต้องแสดงความจริงซึ่งไม่สามารถอธิบายได้อย่างตรงไปตรงมา  ผู้ชมจะเห็นว่า ผลงาน Trip into the Blue นี้เป็นไปตามอัตลักษณ์ของงานแนว Symbolism อย่างแจ้งชัดโดยเฉพาะการใช้สีที่ออกแนวมืดทึบ  ให้รายละเอียดน้อย และแนวทางการจัดวางองค์ประกอบของภาพเฉกเช่นเดียวกันกับภาพThe Sun King (1895)

Trip into the Blue 1895

สำหรับภาพ Caravels Pisan ซึ่งถูกเขียนขึ้นในปี 1907 นั้นแม้จะไม่มีลักษณะ Devisionism อย่างเด่นชัดนัก แต่ผู้ชมก็จะเห็นว่าศิลปินตั้งใจวาดให้เห็นร่องรอยของฝีแปรงเป็นเส้นๆ ด้วยโดยไม่เป็นจุดๆ อย่างแจ้งชัด ทั้งนี้คงเป็นเพราะเขาไม่ได้เน้นให้งานแสดงลักษณะเด่นของศิลปะอย่างใดอย่างหนึ่งก็เป็นได้

The Madonna of Chrysanthemums 1885-7

Female figure 1881-5

Portrait of Emilia Cairati 1881

Portrait of Luigi Arrigoni

แหวกฟ้าหาฝัน : งานประติมากรรมใน Modern Art Gallery มิลาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/210753

วันอาทิตย์ ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.
Amore and Psyche detail

งานประติมากรรมเป็นสาขาหนึ่งของทัศนศิลป์ที่มีลักษณะเป็น 3 มิติ ในสมัยโบราณงานประติมากรรมมักเกิดจากการแกะสลักวัสดุต่างๆ เช่น หิน โลหะ เซรามิก หรือไม้ แต่ปัจจุบันวัสดุที่ถูกนำมาแกะสลักมีความหลากหลายมากขึ้นงานประติมากรรมที่มีอายุยืนยาวที่สุดที่หลงเหลืออยู่ส่วนใหญ่เป็นงานประติมากรรมจากหิน และมักเป็นผลงานที่เกี่ยวเนื่องกับศาสนา ตัวละครในนิยายปรัมปรา และเรื่องราวเกี่ยวกับกรีกโบราณ

ใน Modern Art Gallery มิลานก็มีผลงานประติมากรรมเด่น ๆ อยู่หลายชิ้น เช่น Amore and Psyche ของ Giovanni Maria Benzoni นักประติมากรรมชาวอิตาเลียน Giovanni Maria Benzoni เกิดใน Songavazzo ในเดือนสิงหาคมปี 1809 หลังจากที่บิดาเสียชีวิต เขาก็ย้ายไปอยู่กับลุงซึ่งเป็นช่างไม้และได้ฝึกฝนการแกะสลักไม้ตั้งแต่ยังเด็ก เมื่อผลงานของเขาเป็นที่เตะตาของ Camplani of Riva di Solto มาก Solto จึงได้แนะนำ Benzoni ให้รู้จักกับ Fontana เพื่อนสนิทของ Luigi Tadini, Count of Crema ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนงานศิลปะรายใหญ่ในช่วงเวลานั้น Benzoni จึงได้รับคำสั่งให้ลองแกะสลักไม้ตามตัวอย่างมาให้ Tadini ดูซึ่งเป็นที่พอใจของ Luigi Tadini มาก แต่เมื่อ Tadini พยายามจะส่ง Benzoni เข้า Carrara Academy in Bergamo และ Brera Academy เขากลับถูกปฏิเสธและไม่สามารถหาโรงเรียนเข้าเรียนได้

Tadini จึงตัดสินใจเสียเงินส่ง Benzoni ไปโรมเพื่อไปฝึกงานกับ Giuseppe Gabbris นักประติมากรรมที่มีชื่อเสียงในขณะนั้น และเข้าเรียนต่อที่ St.Luca Academy แทน Tadini ก็ไม่ผิดหวังเพราะ Benzoni สามารถชนะการแข่งขันระดับมหาวิทยาลัยได้ เมื่อ Tadini เสียชีวิตระหว่างที่ Benzoni ยังเรียนไม่จบ Tadini ก็ยังทำพินัยกรรมให้เงินทุน Benzoni เรียนต่อไปอีก 3 ปี หลังจบการศึกษา Benzoni สามารถเปิดร้านรับงานประติมากรรมทุกชนิด และมีลูกค้าเป็นชนชั้นสูงมากมาย เช่น สันตะปาปา Gregorio XIV ผู้นำรัฐบาล จักรพรรดิรัสเซีย และราชวงศ์อิตาลีและฮอลแลนด์ ผลงานของ Benzoni ได้รับถูกนำไปจัดแสดงในมิวเซียมหลากหลายแห่งทั่วโลก Amore and Psyche ในห้องภาพแห่งนี้ก็สะท้อนให้เห็นถึงอัจฉริยภาพของศิลปินได้อย่างเด่นชัด สังเกตจากท่วงท่าที่ดูมีชีวิตชีวาและเหมือนจริงอย่างยิ่งของทั้ง Amore and Psyche นักท่องเที่ยวจะสังเกตเห็นว่าส่วนเสื้อผ้าของ Psyche นั้นดูพลิ้วไหวราวกับผืนผ้าจริงๆ เลยทีเดียว

Achilles

Achilles ของ Innoceno Fraccaroli นักประติมากรรมชาวอิตาเลียนผู้ชนะการประกวด Brera Academy ในปี 1829 ผลงานนี้เป็นหนึ่งในผลงานที่ศิลปินได้นำไปจัดแสดงตามมิวเซียมดังๆ ทั่วโลก เช่น ลอนดอน ปารีส Fraccaroli เป็นศิลปินที่ชื่นชอบสร้างสรรค์ผลงานเกี่ยวกับตัวละครในนิยายปรัมปรา เช่น Achilles ก็เป็นหนึ่งในตัวละครนิยายปรัมปรากรีก เขาเป็นวีรบุรุษในสงครามโทรจันที่เป็นผู้ฆ่า Hector แม้คนส่วนใหญ่จะไม่ทราบชะตากรรมของ Achilles ว่าลงเอยเช่นใด แต่คนส่วนใหญ่เชื่อว่าเขาถูกปารีสฆ่าตายโดยถูกศรปักที่ข้อเท้าอันเป็นตำแหน่งที่อ่อนแอที่สุดของเขานั่นเอง ผลงาน Achilles ชิ้นนี้ก็แสดงให้เห็นถึงอัจฉริยภาพของศิลปินได้อย่างเด่นชัด ตั้งแต่มัดกล้ามเนื้อ เส้นเลือดบริเวณ ต้นแขน น่อง และข้อเท้าที่ถูกต้องตามกายวิภาคของมนุษย์ทุกอย่าง รวมทั้งรอยพับของผืนผ้าที่ดูอ่อนนุ่มราวกับผืนผ้าจริงๆ

Allogorical Figure

Allogorical Figure ของ Giacomo Spalla นักประติมากรรมชาวอิตาเลียนที่ทำงานให้กับพระเจ้านโปเลียนและ Carlo Felice แม้ส่วนใบหน้าของผลงานนี้จะดูไม่เนียนเท่าใดนัก แต่ศิลปินก็แกะสลักส่วนของเสื้อผ้าได้ดูพลิ้วไหวได้ราวกับผืนผ้าจริง

Minerva infuses the soul to Prometheus

Minerva infuses the soul to Prometheus ของ Camillo Pacetti นักประติมากรรมชาวอิตาเลียน ประธาน Brera Academy ต่อจากGiuseppe Franchi ผลงานชิ้นนี้ศิลปินจับเอาตอนที่ Minerva เทพีแห่งสติปัญญาได้ประทานวิญญาณให้กับ Prometheus ยักษ์ในนิยายปรัมปรากรีกที่เชื่อว่าเป็นผู้สร้างมนุษยชาติ และเป็นผู้ขโมยไฟจากเทือกเขาโอลิมปัสมาสร้างสรรค์เป็นชิ้นงาน  ผลงานชิ้นนี้แสดงอัจฉริยภาพของศิลปินได้อย่างเด่นชัด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสัดส่วนของตัวละคร กล้ามเนื้อของ Prometheus หน้าตาของ Minerva และรอยพับเสื้อผ้าของนางล้วนกลมกลืนอ่อนไหวราวกับผืนผ้าที่นักท่องเที่ยวอดไม่ได้ที่จะยื่นมือไปแตะต้อง

Angel

Angel ด้านหลัง

นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบงานประติมากรรมจะรู้สึกสนุกและชื่นชอบห้องภาพนี้มากเพราะไม่เพียงห้องภาพนี้จะมีผลงานประติมากรรมของศิลปินทั้ง 4 ข้างต้นแล้ว ที่นี่ยังมีผลงานประติมากรรมสวยๆ แนว Neoclassicism จากศิลปินอีกหลายท่านให้ชมกันอย่างจุใจ เช่น Angel ของ Giovanni Pandiani, The Leggitrice ของ Pietro Magni ซึ่งรับรองได้ว่านักท่องเที่ยวจะรู้สึกอิ่มเอมจนลืมกินข้าวอย่างแน่นอน

แหวกฟ้าหาฝัน : Modern Art Museum เมืองมิลาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/209735

วันอาทิตย์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.
ด้านหน้า

นักท่องเที่ยวที่ชื่นชมศิลปะและได้มีโอกาสมาเยือนมิลาน หลังจากได้ชม Brera แล้ว มิวเซียมหนึ่งที่ควรเข้าให้ได้ก็คือ Modern Art Museum ที่ตั้งอยู่ที่ Villa Reale  ตรงข้าม Giardini Pubblici ทั้งนี้เพราะที่นี่จัดแสดงภาพเขียนของศิลปินทั้งอิตาลีและทั่วทั้งยุโรปตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 18-20 และเป็นมิวเซียมที่ใหญ่ที่สุดที่มีผลงานคริสต์ศตวรรษที่ 19 ของอิตาลี ส่วนผลงานศิลปะตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 21 ถูกย้ายไปยัง Padiglione d’Arte Contemporanea ที่สร้างขึ้นในปี 1955 หลังสงครามโลกครั้งที่สอง

Villa Reale ดั้งเดิมนั้นมีชื่อว่า Villa Belgiojoso ถูกสร้างขึ้นครั้งแรกในปี 1790 ภายใต้การออกแบบของ Leopold Pollack เป็น 3 ชั้นสองปีกเพื่อใช้เป็นที่อยู่ของ Count Lodovico Barbiano di Belgiojoso เมื่อกลับมาอยู่มิลาน  การตกแต่งวิลล่าที่ถูกสร้างขึ้นเป็นเวลาถึง 3 ปีนี้ประกอบด้วยรูปปั้นหลากสีสันในธีมเกี่ยวกับนิยายปรัมปราที่ออกแบบโดยคีตกวี Giuseppe Parini และนักประติมากรรมที่ตกแต่งมหาวิหารมิลาน  ส่วนชั้นหนึ่งตกแต่งโดย Giocondo Albertoli สถาปนิก ศิลปินและนักประติมากรรมชาวสวิส อย่างไรก็ดี ภายหลังจากที่นโปเลียนเข้าครอบครองวิลล่าแห่งนี้ การตกแต่งภายในกลับถูกปรับไปบ้างและถูกตกแต่งใหม่ด้วยภาพปูนเปียกฝีมือ Andrea Appiani


inside

ภายหลังวิลล่าแห่งนี้ตกอยู่ภายใต้การครอบครองของฝรั่งเศสและกลายเป็นที่ทำการทางการทหารไป  ต่อมาในปี 1804  Melzi d’Eril ประธานาธิบดีอิตาลีได้ซื้อวิลล่าแห่งนี้ คืนมาจากทายาทของตระกูล Belgiojoso เพื่อเป็นของขวัญให้กับนโปเลียน ที่นี่จึงได้นามใหม่ว่า Villa Bonaparte ซึ่งนโปเลียนได้ยกวิลล่านี้ให้ลูกบุญธรรมไปอีกต่อหนึ่งในเวลาต่อมา  หลังจากนั้นวิลล่าแห่งนี้ก็เปลี่ยนมืออีกหลายครั้งตามที่มิลานถูกครอบครองสู่มือของออสเตรียบ้าง ฝรั่งเศสบ้าง รวมทั้งเป็นที่พำนักของพระเจ้านโปเลียนที่สามด้วย  หลังจากอิตาลีรวมชาติวิลล่าแห่งนี้กลายเป็นสมบัติของราชวงศ์อิตาลีและถูกละไว้ชั่วระยะหนึ่งก่อนที่จะเริ่มปรับโฉมใหม่ในปี 1920 เมื่อวิลล่าแห่งนี้ตกเป็นของรัฐบาลกลางโดยเปลี่ยนเป็น Modern Art Museum นับจากนั้นมา
นอกจากส่วนของอาคารแล้ว ที่นี่ยังมีส่วนของสวนที่เป็นแบบอังกฤษแห่งแรกในมิลานด้วย  Leopold Pollack สถาปนิกผู้ออกแบบตั้งใจออกแบบให้ส่วนของสระไม่สามารถมองเห็นได้ทั้งหมดในคราวเดียวกันด้วยความหวังที่จะสร้างความตื่นเต้นให้กับผู้ชมผ่านจินตนาการของแต่ละคน  ความสวยงามของธรรมชาติและความโรแมนติกของสวนยังกลมกลืนไปได้ดีกับสถาปัตยกรรมแบบคลาสิกของอาคารด้วย นักท่องเที่ยวที่มีโอกาสมาเยี่ยมเยือนมิวเซียมแห่งนี้จึงสามารถจะพักขา นั่งปิกนิก จิบกาแฟเพื่อชื่นชมธรรมชาติก่อนกลับบ้านได้ด้วย


inside2


ทางเดิน


ห้องเลคเชอร์


ห้องเลคเชอร์ถ่ายจากด้านหลัง

แหวกฟ้าหาฝัน : Basilica of Sant’ Ambrogio เมืองมิลาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/208710

วันอาทิตย์ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.
Basilica Sant’ Ambrogio

นักท่องเที่ยวที่มีโอกาสไปเยือนเมืองมิลาน ได้เข้ามหาวิหารเมืองมิลานแล้ว และอยากไปเที่ยว Science Museum ของมิลาน ควรแวะโบสถ์ที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของมิลานนั่นคือ Basilica of Sant’ Ambrogio ด้วยเพราะโบสถ์นี้เป็นโบสถ์ที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของเมือง และอยู่ในเส้นทางที่ต้องเดินผ่านอยู่แล้ว โบสถ์ที่ถูกสร้างขึ้นโดย St.Ambrose ตั้งแต่ปี 379 นี้ถูกสร้างขึ้นบนตำแหน่งที่มีการฝังศพของผู้ถูกสังหารหมู่โดยชาวโรมัน  ในช่วงที่ St.Ambrose มาถึงมิลานนั้น กรุงมิลานกำลังอยู่ท่ามกลางความขัดแย้งอย่างรุนแรง  ด้วยเหตุที่ท่านเข้าข้างโรมันท่านจึงสร้างโบสถ์ขึ้น 4 แห่ง และ Sant’ Ambrogioก็เป็นโบสถ์แห่งหนึ่งที่ท่านสร้างขึ้นโดยในช่วงเวลานั้นและตั้งชื่อว่า Basilica Martyrum เพื่อระลึกถึงการสังหารหมู่

แม้ในช่วงที่สร้างโบสถ์ใหม่ๆ ที่นี่ยังเป็นนอกเมืองมิลาน แต่เมื่อเมืองเจริญมากขึ้น โบสถ์แห่งนี้จึงกลายเป็นศูนย์กลางทางด้านศาสนาและชุมชนไป นอกจากนี้ โบสถ์นี้ยังมีความสำคัญตรงที่เป็นสถานที่ฝังพระศพของจักรพรรดิ Louis IIที่สิ้นพระชนม์ใน Lombardy ในปี 875 และยังเป็นที่ฝังพระศพของ St.Ambrose, St.Gervasus และ St.Protasus ซึ่งภายหลังพระศพทั้งหมดถูกย้ายไปอยู่จุดเดียวโดยได้รับการตกแต่งใหม่ภายใต้คำบัญชาของ Cardinal Benedetto Erba Odescalchi ในคริสต์ศตวรรษที่ 18 ด้วย


Basilica Sant’ Ambrogio

ส่วนการที่โบสถ์ถูกสร้างให้มีหอคอย 2 แห่ง ก็เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของการแบ่งแยก ในคริสต์ศตวรรษที่ 9 Tower of Monks เป็นหอคอยที่พระใช้เพื่อแสดงถึงความสัตย์ซื่อของพระ  ส่วนผู้ที่มาถือศีลนั้น ในช่วงแรกไม่มีหอคอยเองและไม่สามารถที่จะตีระฆังได้จนกระทั่งในคริสต์ศตวรรษที่ 12 ที่โบสถ์ได้รับการปรับโฉมครั้งใหญ่ตามแนวทางศิลปะแบบ Romanesque ต่อมาปลายคริสต์ศตวรรษที่ 15 กลุ่ม Beneditinesได้มีบัญชาให้ Donato Bramante สถาปนิกยุคเรอเนสซองส์ชาวอิตาเลียนที่มีชื่อเสียงมากในช่วงเวลานั้นให้ออกแบบโบสถ์ใหม่ แต่อาคารส่วนใหญ่ที่สร้างในช่วงเวลานั้นก็ถูกทำลายไปมากเมื่อสหรัฐฯ ทิ้งระเบิดในสงครามโลกครั้งที่สองในเดือนสิงหาคม ปี 1943

อย่างไรก็ดีส่วนของโบสถ์ที่ยังหลงเหลืออยู่ในปัจจุบันเป็นส่วนของโบสถ์ที่สวยที่สุดจุดหนึ่งและได้รับการซ่อมแซมจนอยู่ในสภาพดี ก็คือ ส่วนของหลังคาโมเสกที่เป็นรูป Christ Pantacrator with St. Gervasus and Protasus และ Scenes from the Life of St. Ambrose ถึงกระนั้นก็ตาม นักท่องเที่ยวที่ไปถึงสถานที่จริงยังคงต้องใช้ความพยายามในการค้นหา เพราะหลังคาโบสถ์สูงมาก และยังต้องใช้กล้องซูมลงมาดูว่า ChristPantacrator ที่แสนเก่าแก่ร่วม 700 ปีนี้สวยงามอย่างไร


Around Tower


Inside


Inside3


Inside2


Outside