แหวกฟ้าหาฝัน : Post Impressionism in Goulandris Museum Athens

แหวกฟ้าหาฝัน : Post Impressionism in Goulandris Museum Athens

แหวกฟ้าหาฝัน : Post Impressionism in Goulandris Museum Athens

วันอาทิตย์ ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ใน Basil & Elise Goulandris Museum นั้น ผลงานที่ผู้ก่อตั้งมูลนิธิ Basil & Elise Goulandris สะสมมากที่สุดกลุ่มหนึ่งก็คือ Post Impressionism ทั้งนี้เป็นเพราะแนวทางศิลปะแบบ Post Impressionism นี้เป็นแนวทางศิลปะร่วมสมัยในช่วงที่ผู้ก่อตั้งทั้งสองมีชีวิตอยู่จึงมีศิลปินที่สร้างสรรค์ผลงานเป็นจำนวนมากมาให้ทั้งสองสนับสนุน Post Impressionism เป็นคำที่ถูกสร้างขึ้นโดย Roger Fry นักวิพากษ์ศิลป์ในปี 1906 เขาใช้มันเป็นชื่อการจัดแสดงนิทรรศการ Manet and the Post Impressionists ในปี 1910 เพื่ออธิบายถึงพัฒนาการของศิลปะนับจาก Edouard Manet หนึ่งในผู้ก่อตั้งศิลปะแนว Impressionism

 แนวทางศิลปะ Post Impressionism เป็นศิลปะที่พัฒนาขึ้นระหว่างปี 1886-1905 หลังการจัดแสดงนิทรรศการ Impressionism ครั้งสุดท้ายโดยมีปฏิกิริยาต่อต้านแนวทางศิลปะแบบ Impressionism ที่เน้นความเป็นธรรมชาติทั้งเรื่องสีและแสงเป็นหลัก ในขณะที่ Post Impressionism เน้นเรื่องนามธรรม และสัญลักษณ์มากกว่า แนวทางศิลปะนี้มีความหลากหลายในการนำเสนอผ่านศิลปินหลายท่านโดยแต่ละท่านจะนำเสนอในแนวทางที่แตกต่างกัน อาทิ Vincent Van Gogh ศิลปิน Post Impressionism ชาวดัชท์ที่มีชื่อเสียงและมีอิทธิพลที่สุดคนหนึ่งของโลก ผลงานของเขาที่ชื่อ Olive Picking ที่จัดแสดงในมิวเซียมที่ถูกรังสรรค์ขึ้นในปี 1889 นี้เป็นช่วงเวลาที่เขาอยู่ในโรงพยาบาลจิตเวชเพื่อรักษาโรคไบโพลาร์ เขาเขียนถึงน้องชายว่า ต้นมะกอกนี้มีความพิเศษที่ทำให้เขารู้สึกกล้า ๆ กลัว ๆ ที่จะวาด อย่างไรก็ดี เขาก็สามารถวาดภาพต้นมะกอกได้ถึง 3 ภาพในช่วงที่เขาได้มีโอกาสออกมาตากแดดนอกห้องนอน นักท่องเที่ยวจะสามารถสัมผัสได้ถึงอัจฉริยภาพของเขาอย่างเด่นชัด สังเกตุจากฝีแปรงบริเวณท้องฟ้าเต็มไปด้วยอารมณ์ที่คุกรุ่น ในขณะที่ส่วนของคนเก็บลูกมะกอกนั้นสัมผัสได้ถึงความสงบโดยเฉพาะอย่างยิ่งคนตรงกลางดูตั้งอกตั้งใจแม้จะหันหลังให้ผู้ชมก็ตาม

Paul Gauguin หรือที่มีชื่อเต็มว่า Eugene Henri Paul Gauguin จิตรกรและนักประติมากรรมแนว Post Impressionism  และ Symbolism เพื่อนสนิทของ Van Gogh ชาวฝรั่งเศสผู้มีอิทธิพลอย่างยิ่งต่องานแกะสลักนี้เป็นศิลปินที่มีประสบการณ์พิเศษที่ French Polynesia ผลงานของเขาส่วนใหญ่จึงมีกลิ่นอายจากแอฟริกาค่อนข้างมาก Still Life with Grapefruits ที่จัดแสดงในมิวเซียมนี้ถูกรังสรรค์ขึ้นหลังจากเขาออกจาก Tahiti ไปแล้ว 5 ปี แม้เขาจะมีผลงานในมิวเซียมแห่งนี้เพียงชิ้นเดียว แต่ผลงานชิ้นนี้ก็ถ่ายทอดด้วยสีสดใส เรียบง่าย ซื่อตรงอันเป็นอัตลักษณ์ประจำตัวของเขาได้อย่างครบถ้วน

Paul Cezanne จิตรกรชาวฝรั่งเศสที่เชื่อมต่อระหว่าง Realism และ Impressionism สู่ Post Impressionism ได้อย่างกลมกลืน นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสชื่นชมงานของเขาประจำจะสังเกตเห็นว่า แม้เขาจะอยู่ในยุคเดียวกันกับ Van Gogh แต่เขากลับไม่เน้นการใช้ฝีแปรงขนาดใหญ่และสีเหลือง แต่กลับสร้างความแตกต่างได้ด้วยฝีแปรงที่กลมกลืนและการใช้สีเขียวหลายเฉดได้อย่างน่าทึ่งทั้งในภาพ Self Portrait และ  Countryside in Auvers-sur-Oise

แหวกฟ้าหาฝัน : Basil & Elise Goulandris Museum Athens

แหวกฟ้าหาฝัน : Basil & Elise Goulandris Museum Athens

แหวกฟ้าหาฝัน : Basil & Elise Goulandris Museum Athens

วันอาทิตย์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวสายศิลป์ที่ชอบศิลปะรุ่นใหม่ที่มีโอกาสมาเยือนเอเธนส์เมืองหลวงของกรีซ คงไม่พอใจเพียงแค่เดินเล่นแถวจัตุรัส Monastiraki เพื่อช้อปปิ้งและเรียนรู้วิถีกรีกเท่านั้น คงต้องหามิวเซียม Contemporary Art เข้าให้ได้ มิวเซียมแนวนี้ที่มีชื่อเสียงที่สุดของเอเธนส์คือ Basil & Elise Goulandris Museum ซึ่งเป็นของมูลนิธิ Basil & Elise Goulandris มูลนิธินี้ก่อตั้งขึ้นในปี 1979 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อบริหารจัดการมิวเซียม 2 แห่งโดยแห่งแรกตั้งอยู่ที่เอเธนส์อีกแห่งอยู่ที่เกาะ Andros บ้านเกิดของผู้ก่อตั้ง

ผู้ก่อตั้งมูลนิธิคนแรกคือ  Basil Goulandris เขาเกิดในครอบครัวที่ทำขนส่งทางเรือจากเกาะ Andros ในวันที่ 6 กันยายน 1913 หลังจบการศึกษาจากกรีซ เขาเข้าเรียนต่อทางด้านกฎหมายที่สวิส ก่อนย้ายไปนิวยอร์คเพื่อทำธุรกิจให้กับครอบครัว หลังจากที่เขาแต่งงานกับ Elise ภรรยาที่มีความชื่นชอบทางด้านศิลปะ ทั้งสองก็ไปเยี่ยมเยือนมิวเซียมและนิทรรศการประจำ อีกทั้งยังเป็นสปอนเซอร์ให้กับศิลปินรุ่นเยาว์อยู่บ่อย ๆ นอกจากนี้เขายังร่วมกับนักธุรกิจอื่นเพื่อแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างกรีซและฝรั่งเศสด้วย ในปี 1981 เขาได้รับรางวัลจากรัฐบาลฝรั่งเศสให้เป็น Knight of the Legion of Honour  

ส่วน Elise Goulandris หรือที่มีนามสกุลเดิม nee Karadontis เกิดที่กรุงเอเธนส์ 1917 โดยเป็นลูกคนที่สี่ของครอบครัว Petro และ Evanthia Karadontis หลังจากการศึกษาจากกรีซ เธอเดินทางไปสหรัฐฯ เพื่อเรียนต่อและได้พบกับ Basil Goulandris ที่ชื่นชอบศิลปะเหมือน ๆ กัน ทั้งคู่ได้ร่วมกันส่งเสริมกิจกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับวัฒนธรรมด้วยกันจนเธอกับได้รับรางวัล Commander of the Order of the Arts and Letter จากรัฐบาลฝรั่งเศสเฉกเช่นเดียวกันกับสามี นอกจากนี้ในปี 1981 เธอยังได้รับรางวัล Silver Medal จาก Academy of Athens อีกต่างหากด้วย

เนื่องจาก Basil & Elise Goulandris มีฐานะดีและมีความชื่นชอบศิลปะจึงสะสมผลงานศิลปะที่ผลิตขึ้นในครึ่งหลังของคริสต์ศตวรรษที่ 20 ไว้มากมาย ในปี 1979 พวกเขาจึงจัดตั้งมูลนิธิขึ้นเพื่อให้มูลนิธินำผลงานสะสมที่สะสมไว้มาจัดแสดงให้กับสาธารณชนได้ชื่นชมบ้าง ผลงานที่ทั้งคู่สะสมเป็นไปตามความชื่นชอบส่วนตัวของทั้งคู่โดยไม่ได้เน้นเรื่องใดเป็นพิเศษ แต่ก็เป็นไปตามมาตรฐานสากล หลังจากที่ Basil Goulandris และ Elise Karadontis เสียชีวิตในปี 1994  และปี 2000 ตามลำดับ Goulandris Museum of Contemporary Art ที่ตั้งอยู่บนถนน Eratosthenous ก็ได้เปิดทำการขึ้นครั้งแรกในเดือนตุลาคมปี 2019 เพื่อจัดแสดงผลงานที่ Basil Goulandris และภรรยาเคยสะสมไว้ อาคารมิวเซียมที่ถูกสร้างขึ้นด้วยศิลปะแบบ Neoclassic ตั้งแต่ทศวรรษที่ 1920 เป็นอาคาร 11 ชั้น มีพื้นที่รวม 7,250 ตารางเมตร 4 ชั้นจัดแสดงผลงานถาวรชั้นละ 1,124 ตารางเมตร ส่วนชั้นใต้ดินจัดแสดงนิทรรศของศิลปินกรีซและนานาชาติบนพื้นที่ 530 ตารางเมตร นอกจากนี้ในอาคารยังมีห้องสมุดอยู่ชั้นใต้ดินโดยมีหนังสือมากกว่า 4,500 เล่ม และมีห้องดูภาพยนตร์อีก 190 ที่นั่งรวมทั้งร้านขายของและร้านอาหารด้วย นักท่องเที่ยวที่มาเยี่ยมเยือนจึงไม่เพียงสามารถชมศิลปะอย่างเต็มอิ่ม ยังสามารถนั่งพักในร้านอาหารหรือชมภาพยนตร์ได้ด้วยในบางครั้งหากมีการจัดแสดงด้วย  

แหวกฟ้าหาฝัน : เข้า Athens เมืองหลวงกรีซ

แหวกฟ้าหาฝัน : เข้า Athens เมืองหลวงกรีซ

แหวกฟ้าหาฝัน : เข้า Athens เมืองหลวงกรีซ

วันอาทิตย์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

หลังจากที่นักท่องเที่ยวแวะต่อเครื่องที่ Frankfurt เรียบร้อยแล้ว ก็ถึงเวลาเดินทางเข้า Athens เมืองหลวงของกรีซ แม้กรีซจะเป็นประเทศที่มีหลายสนามบินก็จริง แต่สนามบินใหญ่สุดอยู่ที่เมืองหลวงหรือกรุงเอเธนส์ สนามบินอื่น ๆ มักอยู่ในสถานที่ท่องเที่ยวหรือเกาะเล็ก ๆ อาทิ Mykonos, Santorini ซึ่งนักท่องเที่ยวเกือบทั้งหมดต้องเดินทางผ่านกรุงเอเธนส์ก่อนทั้งนั้น ไหน ๆ ก็เข้ากรุงเอเธนส์แล้ว นักท่องเที่ยวก็ควรต้องหยุดพักเที่ยวสักหน่อยก่อน เอเธนส์เป็นเมืองที่มีเสน่ห์มาก และมีความมีชีวิตชีวาสุด ๆ เมืองที่นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางจากสนามบินเข้าเมืองได้ไม่ยากนักแม้จะเกือบเที่ยงคืนแล้วก็ตาม

การเดินทางเข้าเมืองด้วยวิธีที่ง่ายที่สุดคือ รถบัส x95 เพราะเที่ยวสุดท้ายออกจากสนามบิน 2345 น การที่นักท่องเที่ยวควรเลือกบัสมากกว่ารถใต้ดินส่วนหนึ่งก็เพราะทางเดินไปสถานีรถไฟใต้ดิน ทั้งขาเข้าและขาออกอยู่ไกลมากนั่นเอง สำหรับนักท่องเที่ยวที่แวะเที่ยวเอเธนส์ก่อน ย่านที่ควรพักที่ดีที่สุดคือ Syntagma ทั้งนี้เพราะย่านนี้ไม่เพียงเป็นบริเวณกลางเมืองซึ่งมีแหล่งชอปปิ้งมากมาย ยังเป็นปลายทางของรถบัส x95 ที่มาจากสนามบิน และเป็นต้นทางของรถสายเดียวกันที่เข้าสู่สนามบินด้วย เรียกได้ว่าสะดวกสุด ๆ เลยทีเดียว

เอเธนส์เมืองที่ใหญ่ที่สุดและเป็นหลวงของกรีซนี้เป็นเมืองที่ใหญ่อันดับ 8 ของยุโรปโดยมีประชากรมากถึง 3.6 ล้านคน เมืองที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งในโลกที่มีประวัติย้อนไปถึง 3,400 ปีนี้มีชื่อเดิมว่า Athena ตามชื่อเทพีแห่งสติปัญญาของกรีก เอเธนส์เป็นเมืองที่มีความสำคัญมาแต่โบราณอันเป็นผลมาจากการที่เป็นศูนย์กลางของประชาธิปไตย ศิลปะ และการศึกษาปรัชญาจนอาจถือได้ว่าเป็นแหล่งกำเนิดของอารยธรรมตะวันตก และประชาธิปไตยก็ว่าได้ แม้เอเธนส์จะเป็นเมืองที่มีความรุ่งเรืองมาแต่โบราณ แต่ระดับความเจริญในปัจจุบันกลับสู้เมืองหลวงของยุโรปตะวันตกใหญ่ ๆ อื่น ไม่ได้ ถึงกระนั้นก็ตามที่นี่กลับมี Piraeus ท่าเรือใหญ่เป็นอันดับสองของยุโรปตั้งอยู่

สถานที่ท่องเที่ยวสำหรับนักท่องเที่ยวที่มีเวลาไม่มากนัก และไม่ชอบซากอาคารโบราณที่ดีที่สุดคือ ย่านจัตุรัส Monastiraki บริเวณใจกลางเมืองที่มีความคึกคักและมีชีวิตชีวามาก เพราะประกอบไปด้วยร้านค้าที่ขายของกระจุกกระจิก ของที่ระลึก และของพื้นเมืองต่าง ๆ โดยเฉพาะเสื้อผ้าแนวเทพีสีขาว ๆ รวมทั้งร้านอาหารพื้นเมืองที่มีบรรยากาศแสนจะครึกครื้น นักท่องเที่ยวที่ผ่านย่านนี้จะสามารถเรียนรู้วิถีชีวิตของชาวกรีซได้ในระดับหนึ่ง นอกจากนี้หากนักท่องเที่ยวมองจากย่านนี้ไปไกล ๆ ยังอาจได้เห็น Acropolis ลาง ๆ ด้วยทำให้สามารถถ่ายรูปกับ Acropolis สัญลักษณ์ของเมืองได้อีกต่างหากด้วยโดยไม่ต้องใช้ความพยายามในการขึ้นเขาเลย ยิ่งกว่านั้นย่านนี้ยังติดกับถนน Ermou ถนนช้อปปิ้งสายหลักของเมืองที่เต็มไปด้วยร้านค้าแฟชั่นที่มีสินค้าให้เลือกทั้งแบรนด์เนมและท้องถิ่นซึ่งทันสมัยและเดินสนุกไม่แพ้ถนนช้อปปิ้งสายใด ๆ ในยุโรปเลยทีเดียว

แหวกฟ้าหาฝัน : Frankfurt ประตูสู่ยุโรปตะวันตกที่ดีที่สุด

แหวกฟ้าหาฝัน : Frankfurt ประตูสู่ยุโรปตะวันตกที่ดีที่สุด

แหวกฟ้าหาฝัน : Frankfurt ประตูสู่ยุโรปตะวันตกที่ดีที่สุด

วันอาทิตย์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สิ้นเดือนมกราคม 2568 ที่ผ่านมา มีภัยพิบัติทางธรรมชาติอย่างหนึ่งที่สร้างความเสียหายให้กับสวรรค์ของนักท่องเที่ยวนั่นคือ แผ่นดินไหวที่ Santorini ประเทศกรีซ เป็นที่ทราบกันดีมานานแล้วว่า หากนักท่องเที่ยวอยากเที่ยวเกาะในยุโรป เกาะที่เป็นสวรรค์สำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องไปให้ได้ครั้งหนึ่งในชีวิตก็คือ Santorini เกาะที่เต็มไปด้วยบ้านสีขาวและโบสถ์หลังคาสีฟ้า เสน่ห์ของเกาะนี้ก็ตามภาพถ่ายส่งเสริมการท่องเที่ยว หรือในของชำร่วยต่าง ๆ เชิญชวนให้คนทั่วโลกเดินทางไปเยี่ยมเยือน

สำหรับคนไทยที่อยากเดินทางไปเยือนกรีซทำได้ไม่ยากนัก แต่ก็ไม่ได้ง่าย เนื่องจากการบินไทยที่นักเดินทางไทยชอบใช้ไม่มีเที่ยวบินตรงไปเอเธนส์เมืองหลวงของกรีซมานานนับสิบปีแล้ว แต่หากนักท่องเที่ยวอยากใช้การบินไทย ทางเลือกที่ดีที่สุดที่ควรเลือกก็คือ การบินผ่านเมือง Frankfurt ทั้งนี้เพราะสายการบินไทยจะบินถึงเมืองแฟรงเฟิร์ตในเวลาเช้าตรู่ หลังตรวจประทับตราวีซ่า แล้วสามารถต่อเครื่องไปยังเอเธนส์ได้เลยโดยเสียเวลาที่สนามบินไม่มากนักเพียงแค่ 2 ชั่วโมงเศษ หรือนักท่องเที่ยวจะแวะเที่ยวก่อนโดยฝากกระเป๋าไว้กับสายการบินได้ฟรี แล้วค่อยบินต่อไปยังเอเธนส์ในเวลาเย็นก็ได้ ทางเลือกหลังนี้น่าเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด ทั้งนี้เพราะนักท่องเที่ยวจะสามารถใช้เวลาในเมือง Frankfurt หรือเมืองใกล้ ๆ ได้อย่างเต็มที่จนถึงเย็น เที่ยวบินเย็นที่ดีที่สุดที่ออกจาก Frankfurt จะออกเวลา 1855 น และไปถึงเอเธนส์ในเวลา 2230 น. ซึ่งยังไม่ดึกเกินไปสำหรับการเดินทางเข้าเมืองเอเธนส์ เมืองหลวงของกรีซ

Frankfurt เมืองหลวงทางการเงินของเยอรมันและยุโรปแห่งนี้เป็นเมืองที่มีสถานที่ท่องเที่ยวมากมายให้คนไทยได้เลือกเที่ยว หลังจากผ่านตรวจคนเข้าเมืองที่คิวไม่ยาวมากแล้ว นักท่องเที่ยวสามารถเข้าเมืองได้ด้วยรถไฟท้องถิ่นสาย s8 หรือ s9 ที่มีค่าใช้จ่ายเพียงแค่ไม่ถึง 5 ยูโร หรือจะซื้อ one day pass เพื่อใช้ได้ทั้งวันรวมเที่ยวกลับมาสนามบินก็ได้ซึ่งถือว่าถูกมากสำหรับการเดินทางเข้าเมืองจากสนามบินในยุโรป นักท่องเที่ยวก็สามารถเข้าไปถึงกลางเมืองได้แล้วในเวลาเพียงแค่ 20 กว่านาที สำหรับนักท่องเที่ยวที่ไม่ชอบนั่งรถไฟก็อาจเลือกรถบัสได้โดยมีค่าใช้จ่ายมากกว่าเพียงเล็กน้อย

แม้ Frankfurt จะเป็นเมืองการเงินที่ทันสมัย แต่ที่นี่ก็มีอาคารโบราณที่ทั้งสวยงามและน่าสนใจ สำหรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมา Frankfurt ครั้งแรก สถานที่ท่องเที่ยวที่ต้องไปให้ถึงก็คือ Romer หรือกลุ่มอาคารยุคกลางในบริเวณกรุงเก่าของ Frankfurt am Main ที่อยู่ตรงข้ามกับโบสถ์ St. Nicholas และสภาว่าการเมืองเก่า เจ้าของอาคารได้ขายอาคารนี้ให้กับสภาเมืองในวันที่ 11 มีนาคม 1405 ส่งผลให้สภาเมืองเปลี่ยนมันเป็นที่ว่าการเทศบาล อาคารกลุ่มนี้ถูกทำลายลงไปบ้างในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองจึงได้มีการปรับปรุงใหม่หลายครั้งจนถึงครั้งล่าสุดปี 2018 ปัจจุบันกลุ่มอาคารนี้ไม่ได้ใช้ทำมิวเซียม แต่ใช้เป็นที่เช่าไว้จัดงานแต่งงาน นักท่องเที่ยวจะเห็นว่าอาคารรอบ ๆ สวยงามมากมีมุมถ่ายรูป 360 องศา แต่หากนักท่องเที่ยวมาในช่วงคริสต์มาสจะพบว่า บริเวณนี้ถ่ายรูปยากมาก เพราะเต็มไปด้วยร้านค้า แต่ที่นี่ก็เป็นตลาดคริสต์มาสใหญ่ที่สุดของเมือง นักท่องเที่ยวก็จะได้สัมผัสบรรยากาศครึกครื้นที่แปลกไปอีกแบบ

แหวกฟ้าหาฝัน : Camille Pissarro in National Museum of Western Art Tokyo

แหวกฟ้าหาฝัน : Camille Pissarro in National Museum of Western Art Tokyo

แหวกฟ้าหาฝัน : Camille Pissarro in National Museum of Western Art Tokyo

วันอาทิตย์ ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นอกจากใน National Museum of Western Art Tokyo จะมีผลงานของ Manet, Monet และ Renoir ศิลปินแนว Impressionism ผู้ก่อตั้ง 3 คนนี้แล้ว ที่นี่ยังมีผลงานของ Camille Pissarro ศิลปินผู้ร่วมก่อตั้งศิลปะแนว Impressionism อยู่อีกหลายชิ้นด้วยเช่นกัน Camille Pissarro หรือ Jacob Abraham Camille Pissarro เกิดเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 1830 บนเกาะ St. Thomas หรือ US Virgin ในปัจจุบันซึ่งในช่วงเวลานั้นเป็นเขตปกครองของชาวดัชท์จากบิดาที่เป็นลูกหลานของชาวโปรตุเกสยิว แต่ถือสัญชาติฝรั่งเศส มารดาของเขามาจากครอบครัวฝรั่งเศสยิวที่อาศัยอยู่ที่เกาะ St. Thomas นี้ เมื่อบิดาของเขาเดินทางมาค้าขาย ณ เกาะ St. Thomas จึงได้แต่งงานกับมารดา การแต่งงานของทั้งสองสร้างความวุ่นวายให้กับชุมชนนี้ ทั้งนี้เพราะก่อนที่มารดาของเขาจะแต่งงานกับบิดา แม่ของเขาเคยเป็นภรรยาของลุงของบิดาเขามาก่อน และชุมชนแห่งนี้มีข้อห้ามในการแต่งงานระหว่างเครือญาติทำนองนี้ ถึงกระนั้นก็ตาม เขาก็อาศัยอยู่ที่เกาะจวบจนเข้าวัยรุ่นจึงย้ายไปเรียนหนังสือที่ฝรั่งเศสที่ Savary Academy of Passy ใกล้กรุงปารีส

ในช่วงที่เขาเข้าเรียนศิลปะ เขาได้เข้ารับการฝึกฝนงานกับ Monsieur Savary และได้รับคำแนะนำให้รังสรรค์งานที่เกี่ยวกับธรรมชาติ เขาจึงตัดสินใจเดินทางกลับไปบ้านเกิดที่ St. Thomas เมื่อเขากลับบ้าน บิดาของเขาดีใจมาก เลยให้เขาช่วยงานเป็นผู้ดูแลท่าเรือ เขาอาศัยโอกาสที่มีอยู่ฝึกฝนภาพร่างเกี่ยวกับธรรมชาติอยู่ 5 ปีโดยอาศัยแรงบันดาลใจจากผลงานของ James Gay Sawkins จิตรกรชาวอังกฤษ เมื่ออายุได้ 20 ปีเขาได้พบกับ Fritz Melbye จิตรกรชาวดัชท์ที่ไปอาศัย ณ เกาะ St. Thomas ซึ่งได้สอนศิลปะแก่เขาและชักชวนให้เขาหันมาเป็นศิลปินเต็มเวลา เขาตัดสินใจย้ายไปทำงานที่เวเนซูเอล่า และทำงานกับ Melbye ต่อ เขาได้อาศัยทิวทัศน์แถว Caracas และ La Guaira เป็นแรงบันดาลใจในการสร้างงานทั้งทิวทัศน์ และหมู่บ้านจนสมุดร่างภาพเต็มไปด้วยผลงานละแวกนั้น

 ปี 1855 เข้าย้ายกลับไปปารีสและเข้าทำงานเป็นผู้ช่วยของ Anton Melbye และศึกษากับศิลปินอื่น ๆ อาทิ Courbet, Charles Francois Daubigny, Corot และ Jean Francois Millet รวมทั้งเข้าเรียนที่ Ecole des Beaux-Arts และ Academie Suisse ในที่สุดเขาก็ค้นพบแนวทางของตัวเองที่แตกต่างจากอาจารย์ทุกคน ในปี 1873 เขาได้ร่วมก่อตั้งสมาคมกับเพื่อนที่มีแรงบันดาลใจใกล้เคียงกันซึ่ง John Rewald นักประวัติศาสตร์ศิลป์เรียกเขาว่า Dean of the Impressionist Painters ไม่ใช่เพราะเขาอายุมากกว่าคนอื่น แต่เป็นเพราะเขาเป็นคนที่เฉลียวฉลาดและรู้จักที่จะสร้างสมดุล อีกทั้งยังมีบุคลิกภาพที่อบอุ่น แม้แต่ Paul Cezanne ศิลปินที่มีชื่อเสียงยังยกย่องให้เขาเป็นพ่อของตัวเองเลย ทั้งนี้เพราะเขาเป็นคนที่มีความเห็นอกเห็นใจและให้คำปรึกษากับศิลปินทุกคนได้ไม่ว่าเรื่องเล็กน้อยเพียงใดเฉกเช่นเดียวกับพระเจ้า

The Harvest ผลงานใน National Museum of Western Art Tokyo ชิ้นนี้เป็นหนึ่งในผลงานที่สำคัญของศิลปินที่เขารังสรรค์ขึ้นจากนาข้าวสาลีที่ Pontoise ชานกรุงปารีสตามแนวทางที่ใช้การตกแต่ง นั่นคือ ใช้เทคนิคที่ซับซ้อนด้วยการเคลือบด้านด้วยเทมเพอราเฉกเช่นเดียวกันกับการวาดภาพบนผนังด้วยสีปูนเปียกแบบโบราณ อีกทั้งรังสรรค์ด้วยองค์ประกอบที่ยาวมากซึ่งชวนให้นึกถึงผลงานของ Degas และมุมมองที่เกินจริงเล็กน้อยจากการจัดวางรูปร่างในแนวทแยงมุมทำให้ภาพวาดดูสวยงามสดชื่นขึ้น ผลงานที่ถูกจัดแสดงในงานนิทรรศการ Impressionism ครั้งที่ 7 ชิ้นนี้ยังใช้เทคนิคพิเศษเพิ่มอีกตรงที่ใช้สีละลายในไข่ขาวแทนน้ำมันเฉกเช่นสมัยเรอเนสซองส์ ยิ่งกว่านั้น หากนักท่องเที่ยวขยายภาพออกดูจะเห็นว่า เขาให้รายละเอียดมากมายแม้ในส่วนที่ดูไกลสุดลูกหูลูกตาด้วย

ส่วนภาพ Winter Landscape กลับตรงข้ามกับ The Harvest อย่างสิ้นเชิงตรงที่ทิวทัศน์ดูเงียบขรึมหมองหม่นส่งความหนาวเหน็บผ่านมายังผู้ชมอย่างเต็มที่ แม้ภาพ Conversation จะสร้างสรรค์ด้วยแนวทางศิลปะแบบ Impressionism ที่ไม่ค่อยให้รายละเอียด แต่ศิลปินก็รังสรรค์สีหน้าท่าทางของคู่สนทนาจนดูออกว่าเรื่องราวที่คุยน่าจะออกแนวเคร่งเครียดซึ่งเป็นเรื่องแปลกสำหรับผลงานแนวนี้

แหวกฟ้าหาฝัน : Auguste Renoir in National Museum of Western Art Tokyo

แหวกฟ้าหาฝัน : Auguste Renoir in National Museum of Western Art Tokyo

แหวกฟ้าหาฝัน : Auguste Renoir in National Museum of Western Art Tokyo

วันอาทิตย์ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ใน National Museum of Western Art Tokyo ไม่เพียงมีผลงานของผู้ก่อตั้งศิลปะแนว Impressionism 2 คนที่สำคัญ นั่นคือ Monet และ Manet แล้ว ที่นี่ยังมีผลงานของผู้ร่วมก่อตั้งที่สำคัญที่สุดอีกคนนั่นคือ Pierre Auguste Renoir เขาเกิดที่หมู่บ้าน Limoges ฝรั่งเศสในปี 1841 จากบิดาที่มีอาชีพเป็นช่างตัดเสื้อ บิดาของเขาย้ายไปปารีสเพื่อหาหนทางที่ดีกว่าในชีวิต แม้เขาจะมีความสามารถทางด้านศิลปะโดยเฉพาะในการร่างภาพ แต่เขาก็สามารถร้องเพลงได้อย่างดีด้วย ถึงกระนั้นก็ตามเขากลับเลิกเรียนดนตรีและหันมาฝึกงานในโรงงานกระเบื้องเพื่อช่วยบิดาหาเลี้ยงครอบครัว เขารู้สึกเบื่อหน่ายงาน และชอบหนีไปพิพิธภัณฑ์ลูฟท์เป็นประจำ เจ้าของโรงงานเห็นความสามารถทางด้านศิลปะของเขาจึงแจ้งให้ครอบครัวเตรียมตัวเขาเพื่อเข้าเรียน Ecole des Beaux Arts

ในปี 1862 เขาเริ่มศึกษาศิลปะกับ Charles Gleyre และได้มีโอกาสพบกับ Alfred Sisley และ Claude Monet ผลงานของเขาเริ่มได้รับการจัดแสดงใน Salon แต่เขายังคงยากจนและไม่ค่อยมีเงินซื้อสีอยู่ดี ชีวิตของเขาลุ่ม ๆ ดอน ๆ และเปลี่ยนแนวทางศิลปะอยู่เนือง ๆ จนได้เข้าร่วมกลุ่มกับ Camille Pissarro และ Edouard Manet ในการจัดแสดงผลงานแนว Impressionism ครั้งแรกในเดือนเมษายนปี 1874 ซึ่งเขาได้นำผลงาน 6 ชิ้นไปจัดแสดง แม้นักวิพากษ์ศิลป์จะวิจารณ์การจัดแสดงผลงานครั้งนั้นไม่ค่อยดีนัก แต่ผลงานของเขากลับได้รับการยอมรับค่อนข้างมาก

ในการจัดแสดงผลงานครั้งที่สอง เขาพยายามจัดแสดงผลงานที่มีความหลากหลายและเน้นผลงานภาพเหมือนให้มากขึ้นด้วยความหวังที่จะได้ผู้สนับสนุน หรือจ้างวาด ถึงกระนั้นก็ตาม เขาก็ยังไม่ประสบความสำเร็จและหันกลับมาส่งผลงานเข้า Salon ใหม่จนในปี 1879 ผลงานของเขาได้รับการยอมรับจนส่งผลให้เขาเริ่มมีชื่อเสียงและมีคนจ้างวาดโดยเฉพาะอย่างยิ่ง Paul Berard ได้กลายมาเป็นผู้อุปถัมภ์ใหญ่ของเขา

เขาระหกระเหินไปตามประเทศต่าง ๆ ทั้งยุโรปและแอฟริกา อาทิ สเปน อิตาลี และอัลจีเรียเพื่อหาแรงบันดาลใจและสร้างสรรค์ผลงานจากทิวทัศน์ที่มีความหลากหลายจนมีชื่อเสียง ปี 1887 เขาได้รับการร้องขอให้บริจาคผลงานจากกลุ่มศิลปินแนว Impressionism เพื่อเฉลิมฉลองการครองราชย์ 50 ปีของพระนางวิคตอเรียแห่งอังกฤษ ปี 1890 เขาแต่งงานกับ Aline Victorine Charigot นางแบบของเขาและศิลปินอีกหลายคนผู้เป็นมารดาของ Pierre บุตรชายของเขาที่เกิดตั้งแต่ปี 1885 นับจากนั้นมา เขาก็เพียรสร้างสรรค์งานของคนในครอบครัวทั้งภรรยาและบุตรอยู่เนือง ๆ        

ในมิวเซียมนี้มีผลงานผู้หญิงของเขาหลายชิ้น อาทิ  Parisiennes in Algerian Costume ผลงานชิ้นนี้เป็นผลงานชิ้นแรก ๆ ของเขาในช่วงที่เขาไปอัลจีเรีย และได้มีโอกาสสัมผัสกับวัฒนธรรมมุสลิมโดยตรงภายใต้แรงบันดาลใจจาก Eugene Delacroix นางงามกลุ่มนี้อาศัยในฮาเรมของคหบดีชาวมุสลิมที่เป็นคฤหาสน์ซึ่งตกแต่งด้วยพรมที่ถักทอได้อย่างวิจิตรพิสดาร  นักท่องเที่ยวจะเห็นว่าฝีแปรงในช่วงนี้ของศิลปินเริ่มเรียบไม่ชัดเจนเฉกเช่นศิลปินอื่น ส่วน Three Figures in Landscape, Woman with Rose และ Rose ล้วนเป็นผลงานที่เขารังสรรค์ในช่วงพีคของชีวิตแล้วสังเกตได้จากฝีแปรงและสีผิวของนางแบบ Renoir เป็นศิลปินที่ชื่นชอบการวาดผู้หญิงทั้งแต่งตัวและ Nude ฝีแปรงและสีสันของผิวผู้หญิงของเขามีความสวยงามและมีอัตลักษณ์ที่เฉพาะตัวมากจนกระทั่งผู้หญิงมากมายอยากมีผิวสีชมพูอมส้มอย่างผู้หญิงของ Renoir ยิ่งผลงานในช่วงท้าย ๆ ของชีวิตด้วยแล้วสีผิวและการผสมสีมีความกลมกลืนเรียบรื่นน่าสัมผัสยิ่งอันน่าจะเป็นผลมาจากการที่เขามีอาการต้อกระจกที่ค่อนข้างรุนแรงนั่นเอง 

แหวกฟ้าหาฝัน : Claude Monet in National Museum of Western Art Tokyo

แหวกฟ้าหาฝัน : Claude Monet in National Museum of Western Art Tokyo

แหวกฟ้าหาฝัน : Claude Monet in National Museum of Western Art Tokyo

วันอาทิตย์ ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ถ้าพูดถึงแนวทางศิลปะแบบ Impressionism ศิลปินที่โดดเด่นที่สุดคนหนึ่งก็คือ Claude Monet ดังนั้นมิวเซียมศิลปะตะวันตกทุกแห่งไม่เพียงต้องมีผลงานแนว Impressionism ยังจำเป็นต้องมีผลงานของ Claude Monet ด้วย National Museum of Western Art Tokyo จึงไม่มีข้อยกเว้น Oscar-Claude Monet เกิดวันที่ 14 พฤศจิกายน 1840 ณ กรุงปารีส เมื่อบิดาซึ่งเป็นพ่อค้าขายส่งย้ายไปอยู่ที่ Le Havre ในแคว้นนอร์มังดี เขาจึงต้องเข้าเรียนชั้นมัธยมที่ Le Havre secondary school of arts แม้บิดาจะต้องการให้เขาทำธุรกิจ แต่เขากลับมีความสามารถในทางศิลปะอย่างมากจนสามารถหารายได้เองได้จากการขายงานศิลปะตั้งแต่อายุเพียงแค่ 15 ปี ปี 1858 เขาได้รู้จักกับ Eugene Boudin ศิลปินที่มีชื่อเสียงชาวฝรั่งเศสผู้สอนเทคนิคการวาดภาพกลางแจ้งให้กับเขาซึ่งกลายเป็นแรงบันดาลใจและอาจารย์คาฃนสำคัญที่สุดในชีวิตของเขาด้วย

ต่อมาเขาย้ายมาปารีสและเข้าเรียนที่ Academie Suisse และได้พบกับ Camille Pissarro ศิลปินแนว Impressionism ที่สำคัญอีกผู้หนึ่ง ก่อนที่จะต้องไปรับราชการทหารที่ Algeria แอฟริกาอยู่ 2 ปี ระหว่างรับราชการทหารเขาได้เรียนรู้เกี่ยวกับแสงและสีของแอฟริกาเหนือจนกลายเป็นแรงบันดาลใจที่สำคัญต่อเขาในเวลาต่อมา ความที่เขามีสุขภาพไม่ดีทำให้เขาต้องจ่ายเงินให้กับราชการเพื่อสามารถลาออกก่อนครบกำหนดได้ เขาเดินทางกลับ Le Havre เพื่อรักษาตัว หลังจากหายป่วย เขาเดินทางกลับไปปารีสใหม่ และได้ทำงานที่สตูดิโอของ Charles Gleyre ที่ซึ่งเขาได้มีโอกาสรู้จักกับ Pierre Auguste Renoir และ Frederic Bazille นับจากนั้นมาเขาก็เดินทางไปที่ต่าง ๆ ในฝรั่งเศสร่วมกับเพื่อน 2 คนนี้อย่างสม่ำเสมอ รวมทั้งแลกเปลี่ยนเทคนิคการเขียนภาพกลางแจ้งด้วยกัน

ปี 1867 Camille Doncieux นางแบบของเขาซึ่งเป็นภรรยาลับของเขาได้ให้กำเนิดบุตรชายแก่เขาชื่อ Jean ส่งผลให้บิดาโกรธมากเลยตัดความช่วยเหลือทางการเงินนับจากนั้นมา เขาจึงจำเป็นต้องย้ายออกจากบ้านบิดาและไปอยู่กับน้าสาวแทน แม้ช่วงเวลานั้นเขาจะมีปัญหาสายตาจนไม่สามารถทำงานกลางแจ้งได้ แต่เขามีความจำเป็นต้องทำงานเพื่อเลี้ยงครอบครัว เขาจึงหันมาสร้างสรรค์งานที่เกี่ยวกับครอบครัว อาทิ Child with a Cup, A Portrait of Jean Monet ซึ่งผลงานชิ้นนี้ได้กลายเป็นต้นแบบงานแนว Impressionism ของเขาในเวลาต่อมา เมื่อเขาได้รู้จักกับ Louis Joachim Gaudibert นักสะสมงานศิลปะ เขาก็เริ่มมีฐานะดีขึ้นและได้พบกับ Camille อีกครั้ง เขาพยายามที่จะตั้งตัวเองให้เป็นจิตรกรผู้เชี่ยวชาญในการวาดภาพชนชั้นกลางจึงเปลี่ยนแปลงเทคนิคในการรังสรรค์งานใหม่โดยควบรวมการวาดแต่เฉพาะงานกลางแจ้งเดี่ยว ๆ แต่ใส่เทคนิคที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเองเพื่อให้เป็นภาพส่งเสริมการท่องเที่ยว อีกทั้งยังควบรวมผู้คนเข้าไปในภาพด้วยจนเหมือนภาพถ่ายแนวใหม่ การสร้างสรรค์งานแนวนี้เป็นที่ถูกใจ Gaudibert นักสะสมภาพมากจึงได้จ้างเขารังสรรค์งานคนในครอบครัวขึ้นอีกหลายชิ้น

ปี 1878 เขาย้ายไปอยู่ที่ Vetheuil หมู่บ้านเล็ก ๆ ชานกรุงปารีส ภาพ Vetheuil ที่จัดแสดงใน National Museum of Western Art Tokyo ชิ้นนี้ถูกรังสรรค์ขึ้นในปี 1901 เพื่อรำลึกถึงความหลังหมู่บ้านที่เขารักมากที่สุด เนื่องจากเป็นภาพแห่งความทรงจำเขาจึงไม่เน้นที่โบสถ์ซึ่งเป็นวัตถุ แต่กลับเน้นที่แสงและบรรยากาศรอบ ๆ เสมือนกับภาพในความทรงจำ ส่วน On the Boat เป็นภาพของลูกสาวสองคนของ Alice Hoschede ซึ่งต่อมาคนหนึ่งกลายมาเป็นภรรยาของเขาเป็นการรังสรรค์งานที่แปลกใหม่มากในสมัยนั้น ทั้งนี้เพราะทั้งสองนั่งอยู่ในเรือที่มีเพียงครึ่งลำ และเทคนิคเงาสะท้อนของเมฆและเงาของสาวบนพื้นน้ำเป็นการใช้แสงและเงาที่เป็นนวัตกรรมที่น่าตื่นตาตื่นใจอย่างยิ่ง นอกจากนั้นที่นี่ยังมีผลงานของ Monet อีกหลายชิ้นให้ชื่นชมอย่างจุใจ อาทิ Morning on the Seine, Poplars in the Sun, Snow in Argenteuil และ Yellow Irises

แหวกฟ้าหาฝัน : Manet in National Museum of Western Art Tokyo

แหวกฟ้าหาฝัน : Manet in National Museum of Western Art Tokyo

แหวกฟ้าหาฝัน : Manet in National Museum of Western Art Tokyo

วันอาทิตย์ ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบงานแนว Impressionism ผลงานของศิลปินต้นแบบ Impressionism คนสำคัญที่สุดที่ต้องหาดูให้ได้ในมิวเซียมที่มีจัดแสดงงานแนวนี้ก็คือ งานของ Edouard Manet เขาเป็นศิลปินฝรั่งเศสคนแรก ๆ ของยุคที่สร้างสรรค์งานแนว Realism และ Impressionism หรือถือได้ว่าเขาเป็นหนึ่งในกลุ่มผู้ก่อตั้งศิลปะแนว Impressionism เลยก็ได้ Edouard Manet เกิดในกรุงปารีสในปี 1832 ในครอบครัวที่มีบิดาเป็นผู้พิพากษา และแม่ของเขาเป็นลูกสาวของข้าราชการ และลูกสาวบุญธรรมของ Charles Bernadotte มกุฎราชกุมารของสวีเดน แม้บิดาของเขาอยากให้เขาเรียนกฎหมาย แต่ Edmond Fournier ลุงของเขากลับส่งเสริมให้เขาเรียนศิลปะและมักพาเขาไปพิพิธภัณฑ์ Louvre ซึ่งตั้งอยู่ที่กรุงปารีสเป็นประจำ ถึงกระนั้นก็ตาม บิดาของเขาก็ไม่ละความพยายามจึงส่งเขาไปเรียนการเดินเรือที่ Rio de Janeiro แต่เขากลับไม่สามารถสอบเข้าเป็นทหารเรือได้ ในที่สุดบิดาก็ต้องยอมแพ้และยินยอมให้เขาเข้าเรียนศิลปะกับ Thomas Couture จิตรกรที่ส่งเสริมให้เขาสร้างสรรค์งานที่เกี่ยวเนื่องกับชีวิตประจำวันซึ่งแหวกแนวกว่างานที่กำลังเป็นที่นิยมในสมัยนั้น

หลังจบการศึกษา เขาเปิดห้องภาพเล็ก ๆ และสร้างสรรค์งานเกี่ยวกับนักร้อง ผู้คนในคาเฟ่ ชนชั้นแรงงาน รวมทั้งขอทานโดยใช้ฝีแปรงแบบหลวม ๆ ง่าย ๆ ตามที่ได้รับอิทธิพลมาจาก Gustave Courbet ในปี 1861 ผลงานของเขา 2 ชิ้นได้ถูกนำไปจัดแสดงใน Salon ส่งผลให้มีคนมากมายรวมทั้งนักวิพากษ์ศิลป์ได้รับชมผลงาน บางคนเห็นว่างานของเขาถูกผลิตอย่างลวก ๆ แต่บางคนก็รู้สึกตื่นเต้นกับความแปลกใหม่ไปกับแนวทางศิลปะที่เขาสร้างสรรค์ขึ้นอันถือเป็นจุดเริ่มต้นของแนวทางศิลปะแบบ Impressionism จนนำมาซึ่งชื่อเสียงแก่เขาและกลายเป็นจุดเริ่มต้นของ Modern Art หรือแนวทางศิลปะที่มีนวัตกรรม และความคิดสร้างสรรค์อันส่งผลให้เกิดความเจริญก้าวหน้าทางศิลปะอย่างก้าวกระโดดจวบจนต้นคริสต์ศตวรรษที่ 21

ผลงานของ Manet ใน National Museum of Western Art Tokyo มาจาก Kojiro Matsukata นักธุรกิจชาวญี่ปุ่นผู้อุทิศตัวให้กับการสะสมงานศิลปะตะวันตกได้ซื้อ Sea in Stormy Weather ของ Edouard Manet มาในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง นับจากนั้นงานชิ้นนี้ได้ผ่านอีกหลายมือจนมาถึง Hildebrand Gurlitt ตัวแทนขายงานศิลปะที่เป็นนายหน้าขายงานศิลปะให้กับกลุ่มนาซีเยอรมัน ปัจจุบันงานสะสมของ Gurlitt กว่า 1,500 ชิ้นได้ถูกค้นพบที่บ้านของลูกชายเขาทั้งในมิวนิก เยอรมัน และซัลซ์บวร์ก ออสเตรีย นักท่องเที่ยวจะเห็นว่า ผลงานชิ้นนี้มีความแปลกใหม่ท้าทายมากในยุคสมัยนั้นสังเกตได้จากฝีแปรงในส่วนที่เป็นท้องน้ำจะดูใหญ่ หยาบ แต่เหมือนจริงอย่างไม่น่าเชื่อ

Portrait of Monsieur Brun เป็นอีกชิ้นหนึ่งที่ Manet แสดงนวัตกรรมในขณะนั้นอย่างเต็มที่สังเกตจากวิธีการที่ชายสวมหมวกในชุดสุภาพบุรุษเต็มยศยืนเท้าสะเอวในท่าสบาย ๆ บนทางเดินในสวนเป็นสิ่งที่แปลกใหม่มากในสมัยนั้น เนื่องจากภาพเหมือนชายในยุคนั้นมักจะอยู่ในท่านั่งและดูเป็นการเป็นงาน นอกจากนี้การเล่นแสงก็เป็นอีกเทคนิคหนึ่งที่ล้ำสมัยอย่างมากในช่วงเวลานั้น ส่วน Boy in Flowers ที่ศิลปินรังสรรค์ขึ้นเพื่อประดับ Chateau de Rottembourg ในหมู่บ้าน Montgeron ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของกรุงปารีสซึ่งมี Ernest Hoschede นักอุตสาหกรรมและสามีคนแรกของ Alice Hoschede ภรรยาของ Claude Monet เป็นเจ้าของนี้เป็นภาพ Jacques Hoschede ลูกชายของเขาอยู่ท่ามกลางพุ่มไม้ในสวนภายในคฤหาสน์อยู่ในระดับเดียวกันกับดอกไม้เป็นการนำเสนอด้วยเทคนิคใหม่อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนโดยอาศัยแรงบันดาลใจการสร้างงานดอกไม้ตามแบบศิลปะญี่ปุ่นนั่นเอง

แหวกฟ้าหาฝัน : Impressionism in National Museum of Western Art Tokyo 2

แหวกฟ้าหาฝัน : Impressionism in National Museum of Western Art Tokyo 2

แหวกฟ้าหาฝัน : Impressionism in National Museum of Western Art Tokyo 2

วันอาทิตย์ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

The Flower Crown by Aristide Maillol 

ใน National Museum of Western Art Tokyo ไม่เพียงมีผลงานแนว Impressionism ของ Berthe Morisot และ EdgarDegas ยังมีผลงานแนวนี้อีกหลายชิ้น อาทิ Venus at Her Toilet by Auguste Rodinนักประติมากรรมแนว Impressionism ที่เลื่องชื่อที่สุดคนหนึ่งของฝรั่งเศส งานประติมากรรมของเขามิได้ใช้หัวข้อในการสร้างงาน ความละเอียดลออ และวัสดุที่เคยใช้กันเป็นประจำ อาทิ หินอ่อน จึงฉีกแนวจากยุคก่อนหน้าอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน แม้งานของเขาจะได้รับแรงบันดาลใจจากงานรุ่นเก่าๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแนวทางศิลปะของอิตาเลียน แต่เขากลับตีความด้วยมุมมองใหม่ที่ไม่เหมือนใคร ผลงานเด่นของเขามีหลายชิ้น อาทิ The Thinker, The Kiss, The Gates of Hell ผลงาน Venus at Her Toilet หรือ The Toilette of Venus หรือ The Bather ที่เป็นภาพผู้หญิงนู้ดกำลังสระผมขณะคุกเข่าอยู่นี้ถูกสร้างสรรค์ขึ้นครั้งแรกในปี 1871โดยสร้างสรรค์ด้วยดินเหนียวเพื่อให้เป็นงานที่สามารถสร้างสรรค์เพิ่มเป็นจำนวนมากได้ผลงานนี้มีทั้งความงดงามและเย้ายวนแต่ก็สะท้อนแนวความคิดร่วมสมัยสำหรับการตกแต่งที่ให้วีนัสมีผ้าคลุมอกอย่างสุภาพ

Landscape at Louveciennes by Alfred Sisley ศิลปินแนว Impressionism ที่เน้นภาพแนวทิวทัศน์ Sisley แทบจะเป็นศิลปินแนว Impressionism เพียงคนเดียวที่แทบจะไม่มีภาพแนวอื่นเลยโดยเฉพาะอย่างยิ่งภาพคนแม้เขาจะเขียนแต่ภาพทิวทัศน์คล้ายกับ Monet แต่ผลงานของเขาก็ยังมีความแตกต่างจาก Monet อย่างเห็นได้ชัด ทั้งนี้เพราะเขาเน้นสภาพแวดล้อม และผลของแสงและอากาศ ในขณะที่งานของ Monet จะเน้นความมีชีวิตชีวาและเหมือนจริงมากกว่า

Venus at Her Toilet by Auguste Rodin

The Flower Crown by Aristide Maillol จิตรกรนักประติมากรรม และช่างพิมพ์ที่มีชื่อเสียงที่สุดคนหนึ่งของฝรั่งเศสผลงานของเขาเป็นแรงบันดาลใจให้กับศิลปินยุคหลังที่ดังๆ อีกหลายคน อาทิ Picasso, Henri, Matisse และ Henry Moore ภาพ The Flower Crown เด็กหญิงสองคนท่ามกลางทุ่งหญ้าในวันฟ้าใส คนหนึ่งนั่งหลับตาเหยียดขาสบายใจกำลังร้อยดอกไม้เป็นมงกุฎ ขณะที่อีกคนยืนลืมตาถือดอกไม้ชนิดเดียวกันเชิญชวนให้ผู้ชมสำรวจลึกเข้าไปในจิตใจตัวเอง ด้านขวาสุดของภาพมีกิ่งมะเดื่อผลไม้ต้องห้ามตามพระคัมภีร์เป็นนัยให้ตีความว่าทั้งสองกำลังเผชิญกับทางแยกเพื่อไปสู่ความเป็นผู้ใหญ่ ศิลปินสร้างสรรค์ผลงานชิ้นนี้ให้มีทั้งความอ่อนหวาน สดชื่นพร้อมกับนัยที่ต้องใช้จินตนาการอย่างล้ำลึก

Landscape of Brittany by Paul Gauguin จิตรกร นักประติมากรรม ช่างพิมพ์ และช่างทำเซรามิกที่มีชื่อเสียงที่สุดคนหนึ่งของกลุ่ม Post-Impressionist เขาเป็นศิลปินที่เรียนรู้ด้านศิลปะด้วยตัวเองโดยไม่ผ่านโรงเรียนศิลป์มาก่อนส่งผลให้เขาเป็นคนที่มีความเปิดกว้างทางความคิด เขาใช้เวลาว่างจากการเป็นนายหน้าขายหุ้นมาทำงานศิลปะ วิกฤตเศรษฐกิจในปี 1882 ทำให้เขาตกงาน เขาจึงหันมาทำงานด้านศิลปะเต็มเวลา ผลงาน Landscape of Brittany ถูกสร้างสรรค์ในช่วงเวลาที่เขาอยู่ที่Brittany แต่ก็มีอัตลักษณ์ของเขาครบถ้วนไม่ว่าจะเป็นฝีแปรงที่ใหญ่มั่นใจ การใช้สีที่หลากหลาย แต่เด่นไปทางสีเขียวที่เขาใช้สื่อความรู้สึกอย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นความหวัง ความอิจฉา ความขมขื่น และความลึกลับ สีเขียวของเขาจึงไม่เป็นเพียงแค่สีธรรมชาติ แต่เป็นสัญลักษณ์ของจิตวิญญาณ และความรู้สึกภายใน ผู้ชมจะเห็นว่าศิลปินสามารถใช้สีเขียวหลายโทนในภาพนี้สะท้อนให้เห็นถึงความรู้สึกอย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นความหมองหม่น ความเหนื่อยหน่าย และความหวังครบถ้วนได้ในภาพเดียว

The Flower Crown by Aristide Maillol

The Flower Crown by Aristide Maillol

Landscape at Louveciennes by Alfred Sisley

Landscape at Louveciennes by Alfred Sisley

Landscape at Louveciennes by Alfred Sisley

Landscape at Louveciennes by Alfred Sisley

Landscape of Brittany by Paul Gauguin

Landscape of Brittany by Paul Gauguin

Landscape of Brittany by Paul Gauguin

Landscape of Brittany by Paul Gauguin

แหวกฟ้าหาฝัน : Impressionism in National Museum of Western Art Tokyo 1

แหวกฟ้าหาฝัน : Impressionism in National Museum of Western Art Tokyo 1

แหวกฟ้าหาฝัน : Impressionism in National Museum of Western Art Tokyo 1

วันอาทิตย์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

Beach of Trouville by Eugene Boudin

มิวเซียมศิลปะตะวันตกตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 15 เป็นต้นมา ถ้าไม่มีงานแนว Impressionism นี่ถือว่าขาดความสมบูรณ์อย่างแท้จริง จิตรกรรมฝาผนังยุคโบราณมักถูกรังสรรค์ขึ้น ณ สถานที่ที่กำหนดเพื่อให้มีความสัมพันธ์กับตัวสถานที่ไม่ว่าจะเป็นศาสนจักร วัง หรือคฤหาสน์ของคหบดี ดังนั้น ศิลปินที่ถูกว่าจ้างจึงมักมีผู้สนับสนุนที่แน่นอน ในขณะที่ผลงานแนว Impressionism มักถูกรังสรรค์บนไม้ หรือผืนผ้าใบจึงง่ายต่อการเคลื่อนย้าย นั่นหมายความว่า ศิลปินไม่ได้ยึดติดว่าต้องจัดแสดงไว้ที่ไหนส่งผลให้ศิลปินแนว Impressionism ไม่ค่อยถูกปิดกั้นจากการมีผู้สนับสนุนหรือไม่ ผลงานแนว Impressionism จึงเปิดกว้างกว่าศิลปะดั้งเดิมค่อนข้างมาก และออกไปในแนวทางตกแต่งเสียมากกว่า นอกจากนี้ในช่วงเวลาที่ศิลปะแนว Art Nouveau กำลังรุ่งเรือง รัฐบาลฝรั่งเศสก็ให้การสนับสนุนศิลปะตกแต่งอย่างเต็มที่จนล่วงเลยมาถึงยุค Impressionism ยิ่งกว่านั้น การที่คหบดีสามารถซื้อหาผลงานศิลปะได้ผ่านทั้งตัวแทนขายภาพหรือสั่งซื้องานจากศิลปินได้โดยตรงยิ่งทำให้ศิลปินสามารถสร้างสรรค์งานได้ตามความต้องการของลูกค้า งานแนวImpressionism จึงมีความหลากหลายและถูกสร้างสรรค์ขึ้นเป็นจำนวนมาก

Femme en noir by Berthe Morisot 

ใน National Museum of Western Art Tokyo มีผลงานตั้งแต่ช่วงก่อน Impressionism เรื่อยมา อาทิ Beach of Trouville by Eugene Boudin เขาเกิดที่ Honfleur จากลูกชายของกัปตันเรือ และทำงานเป็นลูกเรือตั้งแต่อายุได้เพียง 10 ปี หลังจากบิดาเลิกอาชีพ ก็ย้ายมาเปิดร้านขายของทำให้เขาได้พบกับศิลปินหลายคนซึ่งชักชวนให้เขาหันเหเข้าสู่เส้นทางศิลปิน ความที่เขามีความผูกพันกับท้องทะเลตั้งแต่เด็กทำให้เขากลายเป็นศิลปินที่ชื่นชอบรังสรรค์งานเกี่ยวกับท้องทะเลและท้องฟ้ามากจนได้รับสมญานามว่า King of the Skies นักท่องเที่ยวจะเห็นว่าผลงาน Beach of Trouville เขียนได้อย่างละเอียดลออมีชีวิตชีวาทั้งในแง่สีสัน แสง บรรยากาศไม่ว่าจะเป็นส่วนของอากัปกิริยาของผู้คน ท้องทะเล หรือท้องฟ้าก็ตาม

Femme en noir by Berthe Morisot จิตรกรหญิงแนว Impressionism หนึ่งในสามหญิงผู้ยิ่งใหญ่แห่ง Impressionism ภรรยาของ Eugene Manet พี่ชายของ Edouard Manet ศิลปินผู้ร่วมก่อตั้งศิลปะแนว Impressionism ภาพ Femme en noir หญิงสาวที่สวมชุดราตรีสีดำถือกล้องส่องทางไกลซึ่งถูกจัดแสดงใน Second Impressionist Exhibitionในปี 1876 นี้ใช้ฝีแปรงที่ใหญ่เพื่อขับเน้นอารมณ์ที่กำลังพุ่งสูงขึ้นก่อนเข้าชมละครนักวิพากษ์ศิลป์หลายคนในช่วงเวลานั้นให้ความเห็นว่า ผลงานของเธอชิ้นนี้น่าที่จะได้รับแรงบันดาลใจจากผู้หญิงของ Goya ศิลปินฝรั่งเศสที่ชอบรังสรรค์งานแนวหมองหม่นและสงคราม

Three Dancers in the Wings by Edgar Degas ศิลปินผู้ร่วมก่อตั้งศิลปะแนว Impressionism ที่เน้นสร้างสรรค์งานบัลเลต์ หากนักท่องเที่ยวเห็นผลงานแนว Impressionism ที่เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับบัลเลต์ก็สามารถคาดเดาได้เลยว่าจะเป็นผลงานของ Degas ภาพชายสวมหมวกทรงสูงสีดำยืนปะปนอย่างกลมกลืนท่ามกลางสาวนักเต้นบัลเลต์สามคนทำให้ผู้ชมอดคิดไม่ได้ว่าชายผู้นี้ต้องมีความสัมพันธ์อย่างใดอย่างหนึ่งกับนักเต้นคนใดคนหนึ่งแน่นอน ภาพที่เขารังสรรค์จุดหนึ่งในห้องแสดงโอเปร่ากลางกรุงปารีสนี้เป็นการเล่นกับจิตวิทยาได้อย่างน่าสนใจ

Three Dancers in the Wings by Edgar Degas

Beach of Trouville detail 1 by Eugene Boudin

Beach of Trouville detail 1 by Eugene Boudin

Beach of Trouville detail 2 by Eugene Boudin

Beach of Trouville detail 2 by Eugene Boudin

Beach of Trouville detail 3 by Eugene Boudin

Beach of Trouville detail 3 by Eugene Boudin