แหวกฟ้าหาฝัน : 17 French Painting in National Museum of Western Art Tokyo 2

แหวกฟ้าหาฝัน : 17 French Painting in National Museum of Western Art Tokyo 2

แหวกฟ้าหาฝัน : 17 French Painting in National Museum of Western Art Tokyo 2

วันเสาร์ ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2568, 15.11 น.

Gypsy in Reflection by Gustave Courbet

ใน National Museum of Western Art Tokyo ไม่เพียงมีผลงานของ Hubert Robertและ Eugene Delacroix ที่เป็นศิลปินฝรั่งเศสแนว Romanticism แล้ว ที่นี่ยังมีผลงานแนวRealism ซึ่งเป็นศิลปะที่โดดเด่นของฝรั่งเศสในช่วงเวลานั้นด้วย อาทิ Gypsy in Reflectionและ Fox Caught in a Trap by GustaveCourbet เขาปฏิเสธแนวทางศิลปะแบบดั้งเดิมรวมทั้ง Romanticism แต่ได้ก่อตั้งศิลปะแนวใหม่ที่เรียกว่า Realism ขึ้นซึ่งได้กลายเป็นต้นกำเนิดของ Impressionism และ Cubismในเวลาต่อมา ในช่วงปลายทศวรรษที่ 1840ถึงต้นทศวรรษที่ 1850 นั้น เขาได้สร้างสรรค์ผลงานที่เนื่องกับชาวนาและชนชั้นกรรมาชีพขนาดใหญ่ที่มักใช้สำหรับงานแนวศาสนจักร และประวัติศาสตร์แทนส่งผลให้เขากลายเป็นที่รู้จักอย่างดี

ภายหลัง Courbet หันมาสร้างสรรค์งานแนวทิวทัศน์ ท้องทะเล ภาพนู้ด ภาพเหมือนและการล่าสัตว์จนเป็นที่มาของสมญานามจิตรกรนักล่า (Hunter-Painter) การที่เขาเลือกหัวข้อการล่าสัตว์ในการสร้างสรรค์งานโดยตีความให้เป็นศิลปะที่มีชีวิตนั้นก็เพื่อให้เป็นที่ถูกใจของราชวงศ์ชั้นสูงและคหบดีทั้งหลายด้วยความหวังที่จะใช้ความคลั่งไคล้การล่าสัตว์ของคนกลุ่มนี้มาสร้างความมั่งคั่งให้กับตัวเอง ภาพ Fox Caught in a Trap เป็นตัวอย่างหนึ่งของงานแนว Hunting ของเขาที่สะท้อนถึงอัจฉริยภาพของเขาได้อย่างเด่นชัดสังเกตจากสีหน้าท่าทางที่บิดเบี้ยวของหมาป่าที่ขาติดกับดักกลางหิมะบ่งบอกถึงความเจ็บปวดอย่างเหลือแสน

Fox Caught in a Trap by Gustave Courbet

Spring by Jean-Francois Millet ศิลปินแนว Realism อีกคนหนึ่งผู้ร่วมก่อตั้งBarbizon School เขาชำนาญในการวาดภาพชาวนาท่ามกลางทิวทัศน์ Spring เป็นภาพที่ศิลปินจับเอาเรื่องของ Daphnis และ Chloe จากบทกวีของ Longus คีตกวีกรีกที่พูดถึงDaphnis เด็กชาย และ Chloe เด็กหญิงที่ถูกบิดา-มารดาที่แท้จริงทิ้งไว้และได้รับการเลี้ยงดูจากคนเลี้ยงแพะ 2 ครอบครัว ทั้งคู่ช่วยกันเลี้ยงแพะให้ครอบครัวบุญธรรมและเติบโตขึ้นมาพร้อมกันจนตกหลุมรัก แต่ทั้งคู่กลับไม่เข้าใจความรู้สึกนี้ Philetas ชายชราที่เลี้ยงแกะคนหนึ่งอธิบายให้ทั้งสองเข้าใจว่าการรักษาความรักจะทำได้ก็ต่อเมื่อทั้งคู่ต้องจูบกัน ทั้งคู่เชื่อและทดลองทำตาม ส่วนLycaenion หญิงจากในเมืองก็สอนเด็กชายต่อว่าการร่วมรักจะทำให้พวกเขามีความสุข แต่จะทำให้เด็กหญิงเจ็บปวดและเสียเลือด เด็กชายจึงละการปฏิบัติเสีย เพราะไม่ต้องการให้เด็กหญิงเจ็บปวด อย่างไรก็ดี สุดท้ายแล้วทั้งสองก็ได้แต่งงานกัน ภาพ Spring เป็นหนุ่มสาวในฤดูใบไม้ผลิที่สดใสซึ่งเป็นบรรยากาศที่สะท้อนถึงความรักของแรกรุ่นได้อย่างดีผ่านการใช้สีที่โทนอ่อนและฝีแปรงที่นุ่มนวล

La Siesta, Memory of Spain by Gustave Dore จิตกร ประติมากร นักวาดภาพประกอบและการ์ตูนชาวฝรั่งเศสที่มีชื่อเสียงในการแกะสลักไม้โดยใช้หัวข้อจากวรรณคดีคลาสสิก และเรื่อง Divine Comedy ของ Dante Alighieri คีตกวีชาวอิตาเลี่ยนตลอดชั่วชีวิต Dore วาดภาพประกอบมากถึง 10,000 กว่าชิ้น แต่กว่าที่ผลงานของเขาจะได้รับการตอบรับอย่างดีก็หลังจากเขาเสียชีวิตไปร่วม 100 ปีแล้ว La Siesta, Memory ofSpain ภาพเด็กยิปซีหลายคนรวมตัวกันหน้าอาคารขนาดเล็กท่ามกลางแสงแดดอ่อนๆ และเงาสลัวๆ ทำให้คิดถึงภาพเด็กๆ ของศิลปิน Bartolomé Esteban Murillo ศิลปินชาวสเปน และแรงบันดาลใจจากการวาดภาพประกอบเรื่อง Don Quixote

La Siesta, Memory of Spain by Gustave Dore

Little Girl by William Adolphe Bouguereau จิตรกรแนว Realism ที่ชำนาญในการวาดภาพจากตำนานโดยเน้นไปที่ร่างกายของผู้หญิงนี้เป็นศิลปินที่มีชื่อเสียงทั้งในฝรั่งเศสและสหรัฐฯ ตั้งแต่มีชีวิตอยู่ ผลงานแนวนี้ของเขากลายเป็นของสะสมที่คหบดีต้องการเป็นอย่างมาก Little Girl สะท้อนให้เห็นอัจฉริยภาพของศิลปินได้อย่างเด่นชัด สังเกตจากสีผิวของเด็กหญิงที่ขัดเงาเหมือนกระเบื้องเคลือบ รอยพับของเสื้อผ้าก็มีรายละเอียดถี่ยิบ และมงกุฎดอกไม้สีแดง เน้นสีโทนเย็นบ่งบอกถึงความสามารถทางด้านเทคนิคของจิตรกรได้อย่างดีเยี่ยม ท่าทางและลักษณะโดยรวมทั้งหมดของเด็กชวนให้นึกถึงประติมากรรมโบราณนี้ได้เพิ่มคุณภาพเหนือกาลเวลาให้กับงานอย่างน่าพิศวง นอกจากผลงานชิ้นนี้แล้ว ที่นี่ยังมี The Edge of the River ซึ่งศิลปินใช้เทคนิคเดียวกันในการรังสรรค์ได้อย่างน่าทึ่ง ไม่เพียงแต่หน้าตาเสื้อผ้า แม้แต่ส่วนมือเท้าก็ยังรังสรรค์ได้เหมือนจริงสวยงามน่าประทับใจ

La Siesta, Memory of Spain by Gustave Dore

La Siesta, Memory of Spain by Gustave Dore

Spring by Jean-Francois Millet

Spring by Jean-Francois Millet

The Edge of the River by William Adolphe Bouguereau

The Edge of the River by William Adolphe Bouguereau

แหวกฟ้าหาฝัน : French Painting in National Museum of Western Art Tokyo 1

แหวกฟ้าหาฝัน : French Painting in National Museum of Western Art Tokyo 1

แหวกฟ้าหาฝัน : French Painting in National Museum of Western Art Tokyo 1

วันเสาร์ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2568, 15.13 น.

Imaginary View of Rome with Equestrian Statue of Marcus Aurelius , The Column of Trojan and a Temple detail 1 by Hubert Robert

ในห้องภาพตะวันตกดังๆ ภาพของศิลปินที่ขาดไม่ได้อีกสัญชาติหนึ่งก็คือ ฝรั่งเศส จริงอยู่ฝรั่งเศสอาจไม่ใช่ประเทศที่มีอาณานิคมเป็นจำนวนมากเทียบเท่ากับสเปน หรืออังกฤษ แต่ฝรั่งเศสก็เป็นชาติที่มีความมั่งคั่งไม่น้อย และมีวัฒนธรรมอันยาวนาน ศิลปินสัญชาติฝรั่งเศสที่เป็นที่รู้จักดีมักเริ่มในยุค Romanticism ซึ่งNational Museum of Western Art Tokyo ก็มีผลงานของศิลปินฝรั่งเศสแนวนี้อยู่ไม่น้อย อาทิ Landscape with Dancing Satyrs and Nymphs by Claude Lorrain จิตรกรยุคบาโรคชาวฝรั่งเศส แม้เขาจะถูกถือว่าเป็นศิลปินฝรั่งเศส แต่แท้ที่จริงแล้วเมือง Lorraine ที่เขาเกิดเป็นรัฐอิสระ ยิ่งกว่านั้นผลงานทั้งหมดของเขาถูกผลิตขึ้นในอิตาลีจนได้ชื่อว่า Roman School ผลงานของเขาเน้นไปที่ภาพทิวทัศน์โดยใส่รายละเอียดปลีกย่อยที่มีความสัมพันธ์กับพระคัมภีร์ และเรื่องราวในตำนาน เขาประสบความสำเร็จอย่างมากในทศวรรษที่ 1630 โดยเป็นผู้นำในการวาดภาพทิวทัศน์จนกลายเป็นศิลปินที่มีความมั่งคั่งตั้งแต่ยังมีชีวิตอยู่ซึ่งเกิดขึ้นได้น้อยมากในช่วงเวลานั้นผลงาน Landscape with Dancing Satyrs andNymphs ภาพงานรื่นเริงที่แพนหรือเทพเจ้าแห่งการเลี้ยงสัตว์ และนางไม้ที่ต่างสวมมงกุฎดอกไม้ นั่งอยู่ใต้ร่มไม้ แสดงให้เห็นทักษะอันประณีตของเขาอย่างเด่นชัดในการนำเสนอความแตกต่างของแสงท่ามกลางบรรยากาศธรรมชาติ

Imaginary View of Rome with Equestrian Statue of Marcus Aurelius , The Column of Trojan and a Temple by Hubert Robert

Imaginary View of Rome with the Horse Tamer of the Monet Cavallo and a Church และ Imaginary View of Rome withEquestrian Statue of Marcus Aurelius, TheColumn of Trojan and a Temple by HubertRobert จิตรกรแนว Romanticism ชาวฝรั่งเศสผู้เชี่ยวชาญในการเขียนภาพทิวทัศน์ที่มีเรื่องราวเกี่ยวกับซากปรักหักพังของอิตาลีและฝรั่งเศสจนได้สมญานามว่า Robert of the Ruins ผลงานทั้งสองชิ้นนี้ของเขาถูกรังสรรค์ขึ้นในช่วงที่เขาอยู่ในจุดสูงสุดของวิชาชีพ เขาสร้างงานหลังจากกลับจากโรมมาที่ฝรั่งเศส ภาพที่เห็นเป็นภาพจากจินตนาการถึงอนุสาวรีย์และอาคารที่มีชื่อเสียงในโรม ภาพทั้งสองวางต่อกันซ้ายขวาตามสภาพความเป็นจริงโดยภาพที่มีหน้าบัญชรของ Palazzo dei Conservatori อยู่ทางซ้าย และภาพที่มีอนุสาวรีย์ของ Marcus Aurelius ขี่ม้าจะอยู่ทางขวา

Imaginary View of Rome with Equestrian Statue of Marcus Aurelius , The Column of Trojan and a Temple detail 2 by Hubert Robert

The Education of the Virgin by Eugene Delacroix จิตรกรที่โดดเด่นที่สุดในยุค Romantic ของฝรั่งเศสจนได้ฉายาว่าเป็นผู้นำของ French Romantic School แทนที่เขาจะเน้นไปที่ความสมบูรณ์แบบแนวNeoclassic แบบ Ingres คู่แข่งคนสำคัญในยุคเดียวกัน เขากลับสร้างสรรค์งานโดยอาศัยแรงบันดาลใจจากผลงานของ Peter Paul Rubensและศิลปินแนว Venetian Renaissance โดยเน้นไปที่การใช้สีที่เข้มข้น ร่วมกับความเคลื่อนไหวแทนที่จะเป็นความชัดเจนของโครงร่างและรูปแบบที่จำลองขึ้นอย่างระมัดระวัง ผลงานของเขาไม่เน้นเรื่องราวเกี่ยวกับกรีกหรือศิลปะรมัน แต่เป็นความแปลกใหม่จากแอฟริกาเหนือ อย่างไรก็ดี ผลงานของเขากลับมีอัตลักษณ์อย่างมาก และได้กลายเป็นต้นแบบของแรงบันดาลใจสำหรับศิลปินรุ่นต่อไปที่สร้างสรรค์งานแนว Symbolism รวมทั้งได้แผ้วทางสำหรับงานแนว Impressionism อีกต่างหากด้วย

The Education of the Virgin by Eugene Delacroix

The Education of the Virgin by Eugene Delacroix

Imaginary View of Rome with Equestrian Statue of Marcus Aurelius, The Column of Trojan and a Temple by Hubert Robert

Imaginary View of Rome with Equestrian Statue of Marcus Aurelius, The Column of Trojan and a Temple by Hubert Robert

Imaginary View of Rome with the Horse Tamer of the Monet Cavallo and a Church by Hubert Robert

Imaginary View of Rome with the Horse Tamer of the Monet Cavallo and a Church by Hubert Robert

Imaginary View of Rome with the Horse Tamer of the Monet Cavallo and a Church by Hubert Robert

Imaginary View of Rome with the Horse Tamer of the Monet Cavallo and a Church by Hubert Robert

Imaginary View of Rome with the Horse Tamer of the Monet Cavallo and a Church by Hubert Robert

Imaginary View of Rome with the Horse Tamer of the Monet Cavallo and a Church by Hubert Robert

Landscape with Dancing Satyrs and Nymphs by Claude Lorrain

Landscape with Dancing Satyrs and Nymphs by Claude Lorrain

Landscape with Dancing Satyrs and Nymphs by Claude Lorrain

Landscape with Dancing Satyrs and Nymphs by Claude Lorrain

Landscape with Dancing Satyrs and Nymphs by Claude Lorrain

Landscape with Dancing Satyrs and Nymphs by Claude Lorrain

แหวกฟ้าหาฝัน : English Painting in National Museum of Western Art Tokyo

แหวกฟ้าหาฝัน : English Painting in National Museum of Western Art Tokyo

แหวกฟ้าหาฝัน : English Painting in National Museum of Western Art Tokyo

วันอาทิตย์ ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

Hector Upbraiding Paris for his Retreat from Battle by Angelica Kauffman

หลังยุครุ่งเรืองของสเปน ชาติมหาอำนาจที่มาภายหลังและได้ครอบครองดินแดนทั่วโลกจนได้รับฉายานามว่าพระอาทิตย์ไม่มีวันตกดินเป็นชาติที่สองคือ อังกฤษ ในช่วงเวลานั้น อังกฤษมีความมั่งคั่งมากผลงานของศิลปินอังกฤษจึงมีความทันสมัยและเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตประจำวันมากกว่าเรื่องราวเกี่ยวกับศาสนจักร ใน National Museumof Western Art Tokyo ก็มีผลงานของศิลปินอังกฤษอยู่หลายชิ้น อาทิ Ducklings by John Everett Millaisจิตรกรอังกฤษผู้ร่วมก่อตั้ง Pre-Raphaelite Brotherhood กลุ่มจิตรกรคีตกวี และนักวิพากษ์ศิลป์ที่รวมตัวกันอย่างหลวมๆ เพื่อหวนคืนสู่แนวทางศิลปะอิตาลีคริสต์ศตวรรษที่ 14 ที่เน้นรายละเอียด สีสันที่เข้มข้นและองค์ประกอบที่ซับซ้อน Millais เกิดที่ Southampton ในปี 1829 ในครอบครัวที่มีแม่ที่มีความสนใจในด้านดนตรีและศิลปะอย่างมาก เธอจึงผลักดันเขาอย่างต่อเนื่องประกอบกับเขาเป็นเด็กอัจฉริยะจึงสามารถเข้าเรียนที่ Royal Academy of London ได้ตั้งแต่อายุเพียงแค่ 11 ปีหลังทศวรรษที่ 1850 เขาได้หันเหออกจากแนวทาง Pre- Raphaelเข้าสู่แนวทาง Realism ที่มีอัตลักษณ์ของตัวเองและประสบความสำเร็จอย่างมากจนกลายเป็นศิลปินที่มั่งคั่งที่สุดในยุคนั้น

The Loving Cup by Dante Gabriel Rossetti จิตรกรและคีตกวีอังกฤษชื่อดังผู้ร่วมก่อตั้งศิลปะแนว Pre-Raphael อีกคนหนึ่ง แนวทางศิลปะของ Rossetti เต็มไปด้วยความเย้ายวนของศิลปะยุคกลางและล้อไปกับชีวิตส่วนตัวของเขาที่มักมีความสัมพันธ์อย่างลึกซึ้งกับนางแบบของตัวเองหลายคน อาทิ Elizabeth Siddal ผลงานที่ผู้หญิงยกแก้วสีทองที่เขาให้ชื่อว่า Golden Cup นี้เป็นแสดงถึงการดื่มอวยพรให้กับคนรักที่กำลังจะเดินทางไปสงคราม ในภาพยังมีการใช้สัญลักษณ์ที่เกี่ยวเนื่องกับศาสนจักรอย่างเต็มที่ นั่นคือ ด้านหลังของเธอมีแผ่นทองเหลืองสี่แผ่นที่แสดงภาพเหตุการณ์จากพระคัมภีร์และไม้เลื้อยซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความภักดีและความเป็นนิรันดร์

The Loving Cup by Dante Gabriel Rossetti 

นอกจากนี้ที่นี่ยังมีผลงาน Hector Upbraiding Paris for his Retreat from Battle by Angelica Kauffman ศิลปินหญิงแนว Neoclassic เชื้อสายสวิสแต่มาสร้างจนมีชื่อเสียงมากในอังกฤษถึงกับเป็น1 ใน 2 ของศิลปินที่เป็นผู้ก่อตั้ง Royal Academyof London ในปี 1768 ด้วย Kauffman เกิดที่เมือง Chur ในสวิส และย้ายตามบิดาไปอยู่ Como อิตาลีซึ่งในขณะนั้นอยู่ภายใต้การปกครองของออสเตรีย หลังจากนั้นเธอได้ย้ายตามบิดาไปที่ Schwarzenberg ของออสเตรียเพื่อไปทำงานเป็นบิชอป แม้พ่อของเขาจะยากจน แต่เขากลับมีฝีมือทางด้านศิลปะและได้สอนเธอให้ทำงานเป็นผู้ช่วยของเขาตั้งแต่ยังเล็ก แม้ในวัยเด็ก Kauffman จะมีความสามารถทางด้านร้องเพลง แต่เธอกลับเลือกที่จะเป็นจิตรกร หลังมารดาเสียชีวิต บิดาพาเธอไปอยู่มิลาน และเธอได้กลายเป็นสมาชิกของ Accademia delle Arti del Disegno ก่อนเธอจะย้ายไปโรมและได้พบกับชุมชนอังกฤษที่นั่น เธอได้รับการชักชวนจากภรรยาของทูตอังกฤษในเวนิสให้ไปลอนดอนด้วยกัน เธอได้สร้างสรรค์ผลงานในลอนดอนจนเป็นที่รู้จักไปถึงราชวงศ์ และ Sir Joshua Reynolds ศิลปินอังกฤษที่โด่งดังในขณะนั้นจนทั้งสองได้ร่วมกันจัดตั้ง Royal Academy of London

ผลงานของเธอส่วนใหญ่เป็นเรื่องเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ และกรีกโบราณ อาทิ ภาพ Hector Upbraiding Paris for his Retreat from Battle นี้ก็มาจากตอนที่เจ้าชาย Hector แห่ง Trojan กำลังตำหนิ Paris น้องชายที่เขาเคยเลี้ยงดูมาว่าทำไมหนีทัพไปกับ Helen ราชินีของSparta จนก่อให้เกิดสงครามโทรจันในเวลาต่อมา นักท่องเที่ยวจะเห็นว่าการตีความเรื่องราวของเธอเป็นแบบผู้หญิงที่ดูอ่อนหวาน น่าทะนุถนอมมากกว่าดุดันตามชื่อภาพ แต่ผลงานนี้ก็สะท้อนให้เห็นถึงอัจฉริยภาพของเธอในการรังสรรค์งานได้อย่างละเอียดนุ่มนวลเป็นอย่างดี

Hector Upbraiding Paris for his Retreat from Battle detail by Angelica Kauffman

Ducklings by John Everett Millais 

แหวกฟ้าหาฝัน : Spanish Painting in National Museum of Western Art Tokyo

แหวกฟ้าหาฝัน : Spanish Painting in National Museum of Western Art Tokyo

แหวกฟ้าหาฝัน : Spanish Painting in National Museum of Western Art Tokyo

วันอาทิตย์ ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

Still Life with Basket of Frit and Game Fowl by Juan van der Hamen y Leon 

พูดถึงอาณานิคมในยุคต้นๆ นั้น นอกจากดัทช์แล้ว สเปนเป็นอีกชาติหนึ่งที่มีอาณานิคมยิ่งใหญ่โดยได้รับสมญานามว่า Hispanic Monarchy หรือ Catholic Monarchy จักรวรรดิสเปนนั้นเริ่มตั้งแต่ปี 1492 ที่เป็นจุดเริ่มต้นของยุคแห่งการค้นพบโดยสเปนค้นพบหลายทวีปจนได้ครอบครองหลายทวีปตั้งแต่ อเมริกา แอฟริกา เอเชียไปถึงโอเชียเนียพวกเขาถือเป็นจักรวรรดิที่มีอำนาจมากสุดในยุคต้นของการล่าอาณานิคมและเป็นจักรวรรดิแรกที่พระอาทิตย์ไม่เคยตกดิน ยุคที่สเปนมีอาณานิคมมากสุดอยู่ระหว่างปลายคริสต์ศตวรรษที่ 17 ถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 18ครอบคลุมพื้นที่ 13 ล้านตารางกิโลเมตร หรือ 5 ล้านตารางไมล์ทั่วโลกจนได้ชื่อว่าเป็นจักรวรรดิที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ เมื่อสเปนเป็นชาติร่ำรวย กษัตริย์ ขุนนางและคหบดีย่อมมั่งคั่ง พวกเขาจึงมีศิลปินในอุปถัมภ์ได้หลายคน เมื่อศิลปินมีผู้อุปถัมภ์ พวกเขาก็มีกำลังที่จะสร้างสรรค์ผลงานได้อย่างต่อเนื่องและหลากหลายตามแต่จะได้รับการว่าจ้าง อย่างไรก็ดีงานในช่วงต้นของศิลปินสเปนยังคงวนเวียนอยู่กับเรื่องราวของศาสนจักร และภาพเหมือนของกษัตริย์และราชวงศ์

ผลงานที่โดดเด่นที่สุดในห้องภาพนี้คือ Christ of the Cross by El Greco หรือที่มีชื่อเดิมว่า DomenikosTheotokopoulos เขาเกิดในเมือง Crete ที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของRepublic of Venice แม้เขาเป็นคนกรีกแต่ผู้คนส่วนใหญ่กลับเห็นว่าเขาเป็นจิตรกร นักประติมากรรมและสถาปนิกของเรอเนสซองส์สเปน ทั้งนี้อาจเป็นเพราะเขาย้ายมาอยู่สเปน และสร้างสรรค์งานที่สเปนเกือบตลอดชีวิต เขาเข้าเรียนด้านศิลปะที่เวนิสเมื่ออายุ 26 ปี ก่อนจะย้ายไปโรมในปี 1570 เพื่อเปิดห้องภาพส่วนตัว ในช่วงเวลานั้นเขาสร้างสรรค์งานแนว Mannerism และศึกษาผลงานแนว Venetian Renaissance จาก Titianและ Tintoretto ก่อนจะย้ายไปเมือง Toledo สเปนในปี 1577 ผลงานที่มีลักษณะเด่นที่เรียกว่าElongate ที่เขาเป็นผู้ริเริ่มนี้เริ่มเป็นที่นิยมมากในช่วงเวลานั้นทำให้เขาได้พบกับผู้อุปถัมภ์หลายคนโดยเฉพาะอย่างยิ่งพระเจ้าฟิลิปที่สองแห่งสเปน การที่สเปนอยู่ในช่วงแผ่อาณานิคมโดยอาศัยศาสนจักรเป็นใบเบิกทาง ศิลปินที่มีอัตลักษณ์เป็นของตัวเอง และมากฝีมือเช่นเขาจึงมักได้รับการว่าจ้างให้สร้างสรรค์งานแนวศาสนจักรเพื่อเป็นอีกเครื่องมือในการเผยแพร่ศาสนา งานของเขาจึงมีทั้งเรื่องราวเกี่ยวกับศาสนจักร และภาพเหมือนของราชวงศ์จำนวนมาก อีกทั้งยังกลายเป็นแรงบันดาลใจสำหรับศิลปินแนว Expressionism และ Cubismในเวลาต่อมา

Christ of the Cross by El Greco

นอกจากผลงานที่เกี่ยวเนื่องกับศาสนจักรแล้วภาพเหมือนทั้งของคนและสิ่งของก็เป็นอีกหัวข้อที่ศิลปินนิยมสร้างสรรค์ ทั้งนี้อาจเป็นเพราะงานประเภทนี้ง่ายต่อการแสดงฝีไม้ลายมือและการขาย Still Life with Basket of Frit and GameFowl by Juan van derHamen y Leon ศิลปินสเปนผู้ชำนาญการในการสร้างผลงานแนว Still Life เขาชอบสร้างสรรค์งาน Stilllife ที่เกี่ยวเนื่องกับร้านเหล้าหรือโต๊ะอาหารที่เต็มไปด้วยสัตว์และผลไม้จนได้กลายเป็นต้นแบบของงานแนวนี้ทั่วทั้งยุโรปในเวลาต่อมา

The Drinking Jug by Joaquin Sorolla จิตรกรชาวสเปนผู้เชี่ยวชาญงานภาพเหมือนและทิวทัศน์ ภาพหญิงสาวยื่นเหยือกน้ำที่เก็บความเย็นได้ดีให้เด็กชายดื่มของเขานี้สะท้อนให้เห็นถึงอัจริยภาพของศิลปินในการรังสรรค์แสงได้อย่างเหนือชั้น ภาพนี้เป็นภาพที่มีชื่อเสียงที่สุดชิ้นหนึ่งของศิลปินจนถูกใช้ทำเป็นแสตมป์ครบรอบ 100 ปี วันเกิดของเขา

The Drinking Jug by Joaquin Sorolla

The Drinking Jug by Joaquin Sorolla

แหวกฟ้าหาฝัน : Italian Painting in National Museum of Western Art Tokyo 2

แหวกฟ้าหาฝัน : Italian Painting in National Museum of Western Art Tokyo 2

แหวกฟ้าหาฝัน : Italian Painting in National Museum of Western Art Tokyo 2

วันอาทิตย์ ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

David with the Head of Goliath โดย Giovanni Francesco Barbieri

ใน National Museum of Western Art Tokyo ไม่เพียงจะมีผลงานศิลปินอิตาเลียนของ Domenico Puligo, Guido Reni และ Carlo Dolci ยังมีผลงานของศิลปินอิตาเลียนดังๆ อีกหลายคน อาทิ The Mystic Marriage of St.Catherine โดย Paolo Veroneseหรือ Paolo Caliari ศิลปินยุคเรอเนสซองส์ชื่อดังจากเวนิส ผลงานชิ้นนี้เป็นผลงานในยุคแรกของเขา หญิงที่อุ้มเด็กนั่งอยู่คือพระแม่มารีอุ้มพระเยซู พระบุตรของพระเจ้าที่ถือกำเนิดขึ้นมาอย่างลึกลับ ส่วนผู้ที่คุกเข่าอยู่คือ St.Catherine เขาเขียนภาพนี้ขึ้นเพื่อรำลึกถึงการแต่งงานที่เชื่อมครอบครัวทั้งสองเข้าด้วยกัน นักท่องเที่ยวจะสังเกตเห็นว่า Veronese เป็นศิลปินที่มีความสามารถในการใช้สีที่แวววาวสดใสได้อย่างยอดเยี่ยม ฝีแปรงที่ละเอียดซับซ้อนและวิธีการเล่าเรื่องมีความล้ำสมัยมากในยุคนั้นผลงานที่โด่งดังที่สุดของเขาคือ The Weddingat Cana, The Feast in the House of Levi

The Indiscreet Gentleman โดย Pietro Longhi ศิลปิน Venetian อีกคนที่ชื่นชอบงานแนวชีวิตประจำวัน เขาเกิดในครอบครัวช่างทำเงิน และได้รับการศึกษาด้านศิลปะจาก Antonio Balestra ศิลปินที่ชื่นชอบการวาดภาพเรื่องราวในชีวิตประจำวันที่ได้รับอิทธิพลจากงานศิลปินดัทช์ในช่วงแรกของการเป็นศิลปิน Longhi นิยมวาดภาพที่เกี่ยวเนื่องกับศาสนจักร และแท่นบูชาอีกทั้ง ยังเขียนภาพปูนเปียกไว้อีกหลายที่อาทิ ห้องโถงใน Ca’ Sagredo ภายหลังเขาหันมาเขียนภาพขนาดเล็กๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับชีวิตประจำวันจนได้ฉายานามว่า VenetianWilliam Hogarth นักท่องเที่ยวจะเห็นThe Indiscreet Gentleman เป็นผลงานแนวบาโรกที่มีความแปลกมาก ศิลปินกล้าที่จะเอาเรื่องราวชีวิตประจำวันที่ดูผิดธรรมเนียมปฏิบัติมาสร้างสรรค์งานได้อย่างไม่ขัดเขิน นอกจากศิลปิน 2 คนนี้แล้ว ที่นี่ยังมีผลงานจากศิลปินแนว Venetian School อีกชิ้นหนึ่งนั่นคือ Portrait of a Young Man as David โดย Tintoretto

David with the Head of Goliath โดย Giovanni Francesco Barbieri 

David with the Head of Goliathโดย Giovanni Francesco Barbieri หรือGuercino จิตรกรยุคบาโรกชาวอิตาลี ผลงานDavid with the Head of Goliath มาจากเรื่องราวในพระคัมภีร์ไบเบิลตอนที่ ดาวิดเด็กเลี้ยงแกะบุตรชายคนเล็กของ Jesse ที่อาสากษัตริย์ซาอูลออกไปรบกับ Goliath มนุษย์ร่างใหญ่ เพราะเขาทนไม่ได้ที่ Goliath ดูหมิ่นพระเจ้า แม้เขาจะตัวเล็กกว่ามากก็ตาม เขาคิดว่าสรีระไม่ใช่เรื่องสำคัญ ความกล้าหาญ สติปัญญาและศรัทธาต่อพระสัญญาของพระเจ้าที่จะช่วยเขาอย่างแน่นอนทำให้เขากล้าที่จะอาสาออกไปรบ ในที่สุด เขาสามารถใช้ปัญญาในการเอาชนะ Goliath ได้ ผลงาน David with theHead of Goliath จึงเป็นอีกหัวข้อที่ศิลปินชาวอิตาเลียนหลายหลายคนนิยมสร้างงานทั้งจิตรกรรมและประติมากรรม

Salome with the Head of Saint John The Baptist โดย Tiziano Vecellio หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ Titian เขาเป็นศิลปิน Venetian ที่โด่งดังและโดดเด่นที่สุดคนหนึ่งแห่งยุค ความที่เขาเป็นคนที่มีฝีมือดีตั้งแต่วัยเยาว์ เขาจึงมีผู้อุปถัมภ์มากมายทั้งราชวงศ์ Habsburg และพระสันตะปาปาอีกทั้งเป็นคนอายุยืน เขาจึงมีผลงานแทบทุกรูปแบบไม่ว่าจะเป็นภาพเหมือน ภาพทิวทัศน์ภาพที่เกี่ยวเนื่องกับนิยายปรัมปราและศาสนจักร ผลงานของเขาส่งอิทธิพลต่อศิลปินในยุคต่อมาอย่างมากด้วย Salome withthe Head of Saint John The Baptistเป็นเรื่องราวในพรคัมภีร์ไบเบิล New Testamentที่ Salome เต้นรำเป็นที่ถูกใจกษัตริย์เฮโรดพระองค์ต้องการให้รางวัลนาง อะไรก็ได้ตามใจปรารถนา นางเลยขอศีรษะของ St.John TheBaptist ที่ถูกขังคุกจากการวิจารณ์ความไม่เหมาะสมระหว่างการแต่งงานของกษัตริย์เฮโรดและพระนาง Herodias มารดาของ Salome เรื่องราวตอนนี้เป็นอีกหัวข้อหนึ่งที่ศิลปินหลายคนนิยมสร้างสรรค์ แต่ Titian เป็นศิลปินที่สร้างสรรค์ได้อย่างงดงามและละเอียดลออที่สุดคนหนึ่งสังเกตได้จากแววตาและสร้อยพระศอของ Salomeรวมทั้งผมบนศีรษะของ St.John the Baptist

Salome with the Head of Saint John The Baptist โดย Tiziano Vecellio

Salome with the Head of Saint John The Baptist โดย Tiziano Vecellio

The Indiscreet Gentleman โดย Pietro Longhi

The Indiscreet Gentleman โดย Pietro Longhi

The Mystic Marriage of St.Catherine โดย Paolo Veronese

The Mystic Marriage of St.Catherine โดย Paolo Veronese

Portrait of a Young Man as David โดย Tintoretto

Portrait of a Young Man as David โดย Tintoretto

แหวกฟ้าหาฝัน : Italian Painting in National Museum of Western Art Tokyo 1

แหวกฟ้าหาฝัน : Italian Painting in National Museum of Western Art Tokyo 1

แหวกฟ้าหาฝัน : Italian Painting in National Museum of Western Art Tokyo 1

วันอาทิตย์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

Mater Dolorosa detail 2 โดย Carlo Dolci 

นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ที่ได้มีโอกาสเยือน National Museum of Western Art ย่อมคาดหวังว่าจะได้ชมผลงานศิลปะของชาติตะวันตก ซึ่งต้องมีผลงานของศิลปินอิตาเลียนยืนหนึ่งอย่างแน่นอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งมิวเซียมที่จัดแสดงของสะสมตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 13 เป็นต้นมา ทั้งนี้ เพราะในช่วงเวลานั้นประเทศที่มีศิลปินที่โดดเด่นและก้าวหน้าที่สุดคงไม่มีใครเกินอิตาลี ผลงานส่วนใหญ่ในช่วงเวลานั้นมักเกี่ยวเนื่องกับศาสนจักร เรื่องราวเกี่ยวกับโรมันโบราณ และภาพเหมือน ทั้งนี้ เพราะในช่วงเวลานั้นมีเพียงศาสนจักรกับกษัตริย์ และราชวงศ์เท่านั้นที่มั่งคั่งมากพอที่จะดำริให้มีการสร้างสรรค์งานศิลปะ

ใน National Museum of Western Art มีผลงานของศิลปินชาวอิตาลีอยู่หลายชิ้น อาทิ Portrait of a Lady as Saint Catherine of Alexandria โดย Domenico Puligoศิลปินยุคเรอเนสซองส์ชาวฟลอเรนซ์Catherine of Alexandria เป็นทั้งเจ้าหญิงและนักวิชาการที่เกิดตั้งแต่ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 4พระนางได้เปลี่ยนเป็นคริสเตียนตั้งแต่อายุเพียง 14 ปี และมีความสามารถในการประกาศจนทำให้ผู้คนจำนวนมากหันมานับถือศาสนาคริสต์ได้ พระนางได้เข้าไปหาพระจักรพรรดิMaxentius เพื่อขอร้องให้พระองค์หยุดทารุณกรรมประชาชน แต่พระนางกลับถูกจักรพรรดิMaxentius ทารุณกรรมและจับขังคุก ระหว่างที่พระนางอยู่ในคุกยังคงสามารถเทศน์จนทำให้แม้แต่พระราชินีแห่งจักรพรรดิเปลี่ยนเป็นคริสเตียนได้ พระองค์เลยเปลี่ยนแผนขอแต่งงานกับพระนางแทน พระนางปฏิเสธและประกาศว่าสามีของพระนางคือพระเยซู ในที่สุดจักรพรรดิ Maxentius เลยสั่งประหารพระนางโดยการฟันศีรษะ แต่ปรากฏว่าสิ่งที่ไหลออกจากพระศอของพระนางกลายเป็นน้ำนมแทนที่จะเป็นเลือด ความเด็ดเดี่ยวกล้าหาญของพระนางได้รับการถวายพระเกียรติอย่างมากชาวออร์โธดอกซ์เฉลิมฉลองวันพลีชีพของพระนางในวันที่ 24 พฤศจิกายนทุกปี

Lucretia โดย Guido Reni 

Lucretia โดย Guido Reni จิตรกรชาวโบโลญญายุคบาโรกที่ทำงานอยู่ที่โรมและเนเปิล ผลงานส่วนใหญ่ของเขาเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับศาสนจักร และนิยายปรัมปรา ส่วนเรื่องราวของ Lucretia หญิงผู้สูงศักดิ์ของโรมโบราณเชื่อกันว่า การที่ Sextus Tarquinius โอรสองค์หนึ่งของกษัตริย์โรมองค์สุดท้ายข่มขืนเธอสร้างความขมขื่นให้เธอมากจนทำให้เธอตัดสินใจฆ่าตัวตาย การตายของเธอก่อให้เกิดความไม่พอใจอย่างกว้างขวางของชาวโรมจนเกิดการกบฏที่ทำให้ราชวงศ์โรมล่มสลาย เปลี่ยนโรมจากอาณาจักรเป็นสหพันธรัฐโรมในเวลาต่อมา

อย่างไรก็ดี ผลงานที่โดดเด่นและมีพลังที่สุดจากศิลปินชาวอิตาเลียนคงไม่มีชิ้นใดเกิน Mater Dolorosa โดย Carlo Dolci จิตรกรชื่อดังแห่งเมืองฟลอเรนซ์ในคริสต์ศตวรรษที่ 17เขามีชื่อเสียงจากการเขียนภาพที่ใช้สีสดใส และมีรายละเอียดซับซ้อน ตัวละครสำคัญทางศาสนาในอุดมคติของเขาคือ Madonna หรือพระแม่มารีที่มีใบหน้าสวยงามและหวานชื่น ภาพ Mater Dolorosa ของ Dolci ชิ้นนี้แปลว่าพระแม่มารีที่โศกเศร้าอันหมายถึงความโศกาจากชะตากรรมของพระเยซู ผลงาน Madonna ของ Dolci ทุกชิ้นจะสร้างอารมณ์ให้กับผู้ชมเหมือนๆ กัน นั่นคือ สงบ เยือกเย็น จนผลงานธีมนี้ของเขาไม่เพียงเป็นที่ต้องการอย่างมาก ในช่วงเวลานั้น แม้แต่นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสชมก็ยังอยากได้ไว้ครอบครองสักชิ้นเลยทีเดียว

Mater Dolorosa detail1 โดย Carlo Dolci 

Mater Dolorosa โดย Carlo Dolci 

Portrait of a Lady as Saint Catherine of Alexandria โดย Domenico Puligo 

แหวกฟ้าหาฝัน : Dutch Painting in National Museum of Western Art Tokyo

แหวกฟ้าหาฝัน : Dutch Painting in National Museum of Western Art Tokyo

แหวกฟ้าหาฝัน : Dutch Painting in National Museum of Western Art Tokyo

วันอาทิตย์ ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

The Flight of Lot and His Family From Sodom โดย Jacob Jordaens

ในมิวเซียมศิลปะชาติตะวันตกที่จัดแสดงผลงานตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 16 ผลงานของศิลปินกลุ่มหนึ่งที่ขาดไม่ได้เลยนั่นคือ ศิลปินชาวดัทช์ นักท่องเที่ยวที่คุ้นเคยกับการดูศิลปะหรือมีความรู้ทางด้านประวัติศาสตร์ตะวันตกจะทราบดีว่า ยุคทองของดัทช์เริ่มต้นจากปี 1588 อันเป็นปีที่สาธารณรัฐดัทช์ถูกตั้งขึ้นจนถึงปี 1672 อันเป็นปีเริ่มต้นของสงครามระหว่างฝรั่งเศสและดัทช์ ในยุคทองนี้การค้า วิทยาศาสตร์ ศิลปะ และการล่าอาณานิคมของชาวดัทช์มีความโดดเด่นที่สุดในยุโรป ช่วงต้นของยุคทองเริ่มต้นจากสงคราม 80 ปี จวบจนปี 1648 ส่วนครึ่งหลังของยุคทองสิ้นสุดที่สงครามระหว่างฝรั่งเศสและดัทช์ ที่เรียกว่า Franco-DutchWar การล่าอาณานิคมของดัทช์ในช่วงเวลานั้นสัมพันธ์กับบริษัท East India และ WestIndia โดยแผ่ขยายเข้าไปในทวีปอเมริกา แอฟริกาใต้และเอเชียอันเป็นผลมาจากแสนยานุภาพทางทะเล

Abundance 

การที่ดัทช์สามารถแผ่ขยายอิทธิพลไปสู่โลกกว้าง และมีอาณานิคมมากมายทำให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น คหบดีเกิดใหม่มีเพิ่มขึ้นมากมายส่งผลให้กำลังซื้อของประเทศเพิ่มขึ้นสูงมาก เมื่อประชาชนมีเงิน พวกเขาก็ไม่เพียงซื้อหาอาหารที่หรูหรา บ้านเรือนที่ใหญ่โต พวกเขาก็เริ่มหันเข้าหาศิลปะด้วย ศิลปินในช่วงเวลานั้นจึงหันมาสร้างสรรค์งานที่หันเหออกจากศาสนจักรมากขึ้น แล้วมาเน้นเรื่องชีวิตประจำวันภาพเหมือนทั้งของคนและสิ่งของเพื่อใช้ประดับบ้านเรือนหรือคฤหาสน์เพื่อแสดงสถานะ ผลงานที่ศิลปินในยุคทองส่วนหนึ่งนิยมสร้างสรรค์จึงเป็นภาพ Still Life อาทิ Still Life with a BoyBlowing Soap-bubbles โดยGerard Dou ศิลปินชื่อดังแห่งยุคทองของดัทช์ลูกศิษย์ของ Rembrandt ผู้เชี่ยวชาญด้านภาพในชีวิตประจำวันStill Life with Booksand Manuscripts and a Skull โดย Edwaert Collierศิลปินชื่อดังแห่งยุคทองของดัทช์ที่เชี่ยวชาญด้านภาพเหมือน นักท่องเที่ยวจะเห็นว่าภาพเหมือนของเขานี้เหมือนจริงมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งรายละเอียดในหนังสือและหัวกะโหลก Still Lifewith Games and Vegetables โดย Adriaenvan Utrecht ศิลปินชื่อดังแห่งยุคทองของดัทช์ที่เชี่ยวชาญด้านภาพเหมือนเช่นกัน

Abundance detail 1

ยุคทองของดัทช์ทางด้านศิลปะนั้น นอกจากภาพแนว Still Life และภาพชีวิตประจำวันแล้ว ในด้านศิลปะชั้นสูงยังสัมพันธ์กับยุคบาโรคของยุโรปโดยมีลักษณะโดดเด่นที่ความหยิ่งผยอง และหรูหรา อาทิ The Flight of Lot and His Family From Sodom โดย Jacob Jordaens อย่างไรก็ดี ในช่วงเวลานั้นศิลปินดัทช์ที่ดังที่สุดคงไม่มีใครเกิน Peter Paul Ruben ศิลปินยุคบาโรคที่มีอิทธิพลมากที่สุดของดัทช์ ผลงานของเขามีความโดดเด่นและมีอัตลักษณ์ที่ไม่เหมือนใคร อีกทั้งยังแสดงให้เห็นถึงการปฏิรูปจากแนวทางเก่าๆ ได้อย่างเด่นชัด ผลงานของเขามีทั้งภาพเหมือน ภาพทิวทัศน์ ภาพที่เกี่ยวเนื่องกับประวัติศาสตร์ ภาพบนแท่นบูชาในโบสถ์ใหญ่ๆ หลายแห่งของยุโรป ผลงานของเขาใน National Museum of Western Art Tokyo คือ Two Sleeping Children นักประวัติศาสตร์ศิลป์เชื่อว่า เด็กสองคนที่เป็นนายแบบนี้เป็นลูกของพี่ชายศิลปิน การศึกษาจากฝีแปรงพบว่า เขาวาดแก้มของเด็กด้วยฝีแปรงที่รวดเร็วซึ่งสร้างความมีชีวิตชีวาได้อย่างน่าทึ่ง Abundance เป็นอีกภาพที่สะท้อนอัจฉริยภาพของเขาได้อย่างเหลือเชื่อสังเกตได้จากความสามารถในการถ่ายทอดเรื่องราวผ่านการใช้สีที่ทั้งโปร่งแสง และทึบแสงได้อย่างชำนิชำนาญ รวมถึงการใช้โทนที่สีตัดกัน พร้อมกับการสร้างมิติของสีได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Abundance detail 2

Still Life with a Boy Blowing Soap-bubbles โดย Gerard Dou

Still Life with a Boy Blowing Soap-bubbles โดย Gerard Dou

Still Life with a Boy Blowing Soap-bubbles โดย Gerard Dou

Still Life with a Boy Blowing Soap-bubbles โดย Gerard Dou

Still Life with a Boy Blowing Soap-bubbles โดย Gerard Dou

Still Life with a Boy Blowing Soap-bubbles โดย Gerard Dou

Still Life with Books and Manuscripts and a Skull โดย Edwaert Collier

Still Life with Books and Manuscripts and a Skull โดย Edwaert Collier

Still Life with Books and Manuscripts and a Skull โดย Edwaert Collier

Still Life with Books and Manuscripts and a Skull โดย Edwaert Collier

Still Life with Games and Vegetables โดย Adriaen van Utrecht

Still Life with Games and Vegetables โดย Adriaen van Utrecht

Still Life with Games and Vegetables โดย Adriaen van Utrecht

Still Life with Games and Vegetables โดย Adriaen van Utrecht

Two Sleeping Children

Two Sleeping Children

Two Sleeping Children

Two Sleeping Children

แหวกฟ้าหาฝัน : National Museum of Western Art Tokyo

แหวกฟ้าหาฝัน : National Museum of Western Art Tokyo

แหวกฟ้าหาฝัน : National Museum of Western Art Tokyo

วันอาทิตย์ ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวสายศิลป์ที่มีเวลาในโตเกียวหลายวัน และเข้า Tokyo ArtMuseum, Ueno Royal Museum แล้วถ้ายังอยากเข้ามิวเซียมศิลปะอีก และชื่นชอบงานศิลปะตะวันตก สถานที่ท่องเที่ยวที่ควรเยือนก็คือ National Museum of Western Art หรือ NMWA มิวเซียมที่ถูกจัดตั้งขึ้นครั้งแรกในวันที่ 10 มิถุนายน 1959 นี้เป็นผลมาจากของสะสมของ KojiroMatsukata นักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จอย่างมากในสมัยนั้นผู้ชื่นชอบสะสมงานศิลปะตะวันตก เขามีความตั้งใจอย่างยิ่งยวดตั้งแต่เริ่มต้นสะสมงานศิลปะตะวันตกว่าจะสร้างเป็นมิวเซียมให้ชนรุ่นหลัง มิวเซียมแห่งนี้จึงเป็นมิวเซียมเพียงแห่งเดียวของญี่ปุ่นที่ทุ่มเทให้กับการสะสมงานของศิลปินตะวันตกนับจากนั้นมา

ผลงานสะสมของเขาถูกจัดหมวดหมู่เป็นงานจิตรกรรมก่อนคริสต์ศตวรรษที่ 18จะจัดแสดงไว้ที่อาคารหลัก งานในยุคต้นๆ มักเป็นงานที่เกี่ยวเนื่องกับศาสนจักร อาทิ งานของ Veronese, Ruben, Brugel และ Fragonard อันเป็นศิลปินที่มีชื่อเสียงจากทั้งอิตาลี ฮอลแลนด์ และฝรั่งเศส ส่วนงานของคริสต์ศตวรรษที่ 19-20 จะมีอย่างหลากหลายและไม่ค่อยเกี่ยวข้องกับศาสนาอีกแล้ว อาทิ งานของตั้งแต่ก่อน Impressionism ถึง Post Impressionismประกอบด้วย Delacroix, Courbet, Manet, Renoir, Monet, Van Gogh, Gauguin,Marquet, Picasso, Miro, Dubuffetส่วนงานภาพร่างก็มีไม่น้อยโดยเฉพาะศิลปินฝรั่งเศสในคริสต์ศตวรรษที่ 18-19 อาทิ Boucher, Fragonard, Delacroix, Rodinและ Cezanne ยิ่งกว่านี้ยังมีงานพิมพ์ของ Durer, Holbein, Rembrandt, Goya อีกต่างหากด้วย มิวเซียมยังได้มีการซื้อผลงานใหม่ๆ ทุกปีตั้งแต่เริ่มเปิดดำเนินการจนมีผลงานมากกว่า 4,500 ชิ้น ไม่ว่าจะเป็นงานจิตรกรรมหรือประติมากรรมตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 14-20

วิธีการจัดแสดงผลงานถาวรจะเป็นไปตามรูปแบบของ Le Corbusier สถาปนิกชาวสวิสฝรั่งเศสผู้ออกแบบ SanskarKendra Museum ใน Ahmedabadซึ่งเป็นมิวเซียมที่ถูกออกแบบด้วยสถาปนิกคนเดียวกันในช่วงเวลาเดียวกัน ดั้งเดิมนั้นเขายังออกแบบให้ห้องจัดแสดงใช้แสงจากธรรมชาติมากกว่าไฟเพื่อให้ผู้ชมรู้สึกอบอุ่น แต่ปัจจุบันมิวเซียมได้ใช้ไฟจากนีออนมากขึ้นแล้ว ปี 2005 อาคารจัดแสดงนี้ได้รับการจัดอันดับให้เป็น 1 ใน 100 ของอาคารทันสมัยที่สุดของญี่ปุ่นจากการจัดอันดับของ DOCOMOMO ยิ่งกว่านั้นในปี2007 รัฐบาลฝรั่งเศสได้เสนอต่อ UNESCO ให้อาคารที่ถูกออกแบบโดย Le Corbusier รวมทั้งอาคารของมิวเซียม NMWA ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในฐานะสินทรัพย์สำคัญทางด้านวัฒนธรรม ในที่สุดในปี2016 นี่เองที่อาคารมิวเซียมร่วมกับผลงานทั้ง 16 ชิ้นของ Le Corbusier สถาปนิกผู้ออกแบบก็ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก

นอกจากมิวเซียมจะมีการจัดแสดงผลงานถาวรแล้ว มิวเซียมยังมีการจัดแสดงนิทรรศการพิเศษทุกปีเฉกเช่นเดียวกันกับมิวเซียมของชาติตะวันตกทั่วไปด้วย ในแต่ละปี
มิวเซียมจะทำการหยิบยืมผลงานศิลปะตะวันตกจากมิวเซียมต่างๆ หรือของสะสมของเอกชนจากทั้งในญี่ปุ่นเองและนานาชาติ อาทิ ปี 1963 ได้นำงานศิลปะของ Marc Chagall ศิลปินชาวยิวที่เกิดในเบราลุสมากถึง 450 ชิ้นจาก 15 ประเทศทั่วโลกมาจัดแสดง ในจำนวนนี้มี 8 ชิ้นที่นำมาจากสหภาพโซเวียตเลยทีเดียว ยิ่งกว่านั้นในปี 2019 National Gallery ของกรุงลอนดอนยังให้ยืมงานจิตกรรมกว่า 60 ชิ้นมาจัดแสดง รวมทั้งผลงาน Sunflower อันโด่งดังของ Van Gogh ที่มีโอกาสเดินทางมาญี่ปุ่นเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ด้วย นักท่องเที่ยวที่มีโอกาสมาเยือนมิวเซียมแห่งนี้ไม่เพียงจะได้ชื่นชมอาคารที่เป็นมรดกโลก ยังจะได้ชื่นชมผลงานศิลปะของศิลปินชาติตะวันตกอย่างจุใจจนทำให้บรรยากาศของการเยือนมิวเซียมนี้เฉกเช่นเดียวกันกับเดินอยู่ในห้องภาพของยุโรปเลยทีเดียว

แหวกฟ้าหาฝัน : มรดกโลกใน Ueno Royal Museum

แหวกฟ้าหาฝัน : มรดกโลกใน Ueno Royal Museum

แหวกฟ้าหาฝัน : มรดกโลกใน Ueno Royal Museum

วันอาทิตย์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

mainvisual

หลังจากที่นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบงานศิลป์มาเยือน Ueno และเข้าชม Tokyo Art Museum แล้ว แต่ยังอยากเข้ามิวเซียมศิลป์อีก สถานที่ท่องเที่ยวอีกแห่งที่น่าเยือนก็คือ Ueno Royal Museum มิวเซียมเอกชนที่เปิดตัวครั้งแรกในเดือนเมษายน 1972 นี้อยู่ภายใต้การบริหารของสมาคมศิลปะญี่ปุ่น (Japan Art Association) มูลนิธิด้านศิลปะที่เก่าแก่ที่สุดของญี่ปุ่น สมาคมศิลปะญี่ปุ่นที่ก่อตั้งขึ้นครั้งแรกในปี 1896 หรือสมัยเมจิ ที่ 12 นี้ มีประธานคนแรกเป็น Prince Arisugawa Taruhito จึงเป็นสมาคมที่มีความเข้มแข็งมั่นคงมาก ปัจจุบันสมาคมแห่งนี้ก็ยังมี Prince Hitachi Masahito เป็นประธานอยู่

นับจากเปิดมิวเซียมมานั้น ของจัดแสดงส่วนใหญ่มักเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับวัฒนธรรมญี่ปุ่นโดยไม่มีของจัดแสดงแบบถาวรเลย ในแต่ละปีจะมีของจัดแสดงเป็นงานแนว Contemporary Art อยู่เนืองๆถึงกระนั้นก็ตามสมาคมพยายามที่จะจัดแสดงผลงานของศิลปินญี่ปุ่นเพื่อส่งเสริมวัฒนธรรมอย่างสม่ำเสมอ ในแต่ละปีจะมีนิทรรศการ VOCA เพื่อส่งเสริมศิลปินญี่ปุ่นรุ่นใหม่, The UenoRoyal Museum Grand Prize และ Paintingsof Japanese Nature Exhibition ในปี 2006 สมาคมได้ขยายกิจการโดยตั้ง Ueno Royal Museum Art School ขึ้นที่ชั้นสามของอาคารเพื่อส่งเสริมความสำคัญของกิจการสมาคม

ตัวอย่างนิทรรศการที่เกี่ยวกับวัฒนธรรมญี่ปุ่นโดยเฉพาะ อาทิ งาน Washi Paper งานศิลปะที่ทำจาก Washi กระดาษโบราณที่ทำจากเยื่อต้นไม้ของญี่ปุ่น Washiแปลว่า กระดาษญี่ปุ่นทำจากเยื่อชั้นในของต้น Gampi ที่มีความแข็งแรงสูง ไม้พุ่มMitsumata และต้น Mulberry กระดาษชนิดนี้จะมีความทนทาน ไม่ขาดง่าย โปร่งแสง เนื้อดีประวัติของกระดาษนี้ย้อนไปถึงปี 610ที่พระจากจีนได้นำกระดาษมาเผยแพร่ในญี่ปุ่น ต่อมาในคริสต์ศตวรรษที่ 9 ญี่ปุ่นได้กลายเป็นประเทศผู้นำทางด้านการทำกระดาษ และปลายคริสต์ศตวรรษที่ 1800 ชาวญี่ปุ่นกว่า 100,000 ครอบครัวก็ได้หันมาทำกระดาษด้วยมืออันเป็นที่มาของกระดาษ washi

กระดาษญี่ปุ่นที่ทำจากเทคนิคโบราณนี้มักใช้ในงานศิลปะญี่ปุ่นโดยเฉพาะ อาทิ งานกระดาษพับ (Origami) ใช้สร้างหรือเขียนตัวอักษรญี่ปุ่น (calligraphy) และงานพิมพ์แกะไม้ (woodblock print) นอกจากนี้กระดาษ washi จะใช้ในงานศิลป์ ยังถูกนำมาใช้ในการทำของใช้ในบ้านและของเล่นอีกต่างหากด้วย เนื่องจากความพิเศษของกระดาษ Washi ที่สะท้อนถึงวัฒนธรรมเก่าแก่ของญี่ปุ่นทำให้กระดาษนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นงานมรดกโลกในปี 2014 นักท่องเที่ยวที่มีโอกาสได้ชมผลงานกระดาษ washi จากนิทรรศการใน Ueno Royal Museum จะได้สัมผัสถึงอัจฉริยภาพของศิลปินที่มีจินตนาการในการสร้างผลงานได้อย่างหลากหลาย และสร้างสรรค์จนแทบไม่น่าเชื่อว่างานศิลปะเหล่านี้ทำจากกระดาษเลยทีเดียว

แหวกฟ้าหาฝัน : Tokyo Metropolitan Art Museum

แหวกฟ้าหาฝัน : Tokyo Metropolitan Art Museum

แหวกฟ้าหาฝัน : Tokyo Metropolitan Art Museum

วันอาทิตย์ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวสายอาร์ตที่มาเที่ยวย่านอูเอโนะ และไม่ได้ต้องการเพียงแค่เดินสวนสาธารณะหรือช้อปปิ้ง แต่ต้องเยือนมิวเซียมให้ได้ มิวเซียมหนึ่งที่ควรเยือนให้ได้ก็คือ Tokyo Metropolitan Art Museum แม้ว่าชื่อมิวเซียมจะเป็นแค่มิวเซียมประจำเมือง แต่เนื่องจากโตเกียวเป็นเมืองหลวงของญี่ปุ่น ประเทศที่เคยมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสองของโลกมาก่อนย่อมมีของดีให้ดูอย่างแน่นอน

Tokyo Metropolitan Art Museum นี้เป็นหนึ่งในหลายๆ มิวเซียมที่ตั้งอยู่ใน Ueno Park แต่เป็น Art Museum แรกของญี่ปุ่นโดยได้เปิดทำการครั้งแรกในปี 1926 แนวคิดเริ่มต้นในการก่อตั้งได้รับการสนับสนุนจาก Keitaro Sato เจ้าพ่ออุตสาหกรรมจากKyushu เขาได้บริจาคเงินถึง 1 ล้านเยน ให้กับเทศบาลเมืองด้วยความหวังให้เทศบาลก่อตั้งมิวเซียมศิลปะเพื่อรักษาและส่งเสริมงานศิลปะแนวใหม่ แนวคิดนี้ได้รับการสนับสนุนจากทั้งภาครัฐและประชาชนอย่างล้นหลามจนทำให้มิวเซียมสามารถเปิดทำการได้ในวันที่ 1 พฤษภาคม 1926

อย่างไรก็ดี หลังเปิดทำการ มิวเซียมกลับถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงโดยเฉพาะอย่างยิ่งจาก Shizuka Shikazakiนักวิพากษ์อันเป็นผลมาจากการที่มิวเซียมไม่มีผลงานสะสมแบบถาวรไว้จัดแสดงเลยเป็นเพียงให้เช่าพื้นที่จัดแสดงศิลปะชั่วคราวเท่านั้นจึงเป็นการสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ หลังจากนั้นอีก 2 ปี Seisui Sakaiนักวิพากษ์อีกคนก็ให้ความเห็นเป็นไปในแนวทางเดียวกันว่า มิวเซียมจะไม่สามารถเป็นมิวเซียมได้จนกว่าจะมีการจัดแสดงผลงานถาวรขึ้น

ถึงกระนั้นก็ตาม มิวเซียมก็ไม่สามารถที่จะแก้ไขปัญหาเรื่องของจัดแสดงผลงานถาวรได้จวบจนทศวรรษที่ 1970 ทั้งนี้ เพราะแรงกดดันจากศิลปินท้องถิ่น และตัวอาคารที่เริ่มเสื่อมโทรม ในที่สุดรัฐบาลก็ตัดสินใจรื้ออาคารทิ้งแล้วปรับเปลี่ยนสถานที่บางส่วนเป็นสวนสาธารณะในปี 1975 ภายใต้การออกแบบของ Kunio Maekawa สถาปนิกที่มีแนวคิดล้ำสมัยมากในช่วงเวลานั้นอาคารใหม่นี้ได้รับคำชื่นชมจากประชาชนในความหรูหรา แต่กลมกลืนกับสิ่งแวดล้อมมากนับจากนั้นมามิวเซียมก็เริ่มสะสมของจัดแสดงถาวร อาทิ งานประติมากรรมของทศวรรษที่ 1970-1980 ต่อมาในปี 1994ของจัดแสดงถาวรส่วนหนึ่งได้ถูกย้ายไปไว้ที่ Tokyo Museum of Contemporary Art แต่ในที่สุดมิวเซียมก็หวนกลับมาจัดตั้งใหม่ ณ สถานที่เดิมและเปิดทำการในปี 2012

นักท่องเที่ยวที่มีโอกาสมาเยือนไม่เพียงจะสามารถถ่ายรูปเล่นด้านหน้ากับลูกโลกทรงกลมขนาดใหญ่ ยังจะได้ชื่นชมกับผลงานศิลปะแนว Contemporary Art จากศิลปินญี่ปุ่นที่สร้างสรรค์งานได้อย่างมีสีสันสนุกสนานจนทำให้นักท่องเที่ยวสามารถใช้เวลากว่า 5 ชั่วโมงในสถานที่อันกว้างใหญ่แห่งนี้ได้ชนิดที่ลืมไปเลยว่ากำลังอยู่ในญี่ปุ่น