แหวกฟ้าหาฝัน : บันเทิงย่าน Ueno

แหวกฟ้าหาฝัน : บันเทิงย่าน Ueno

แหวกฟ้าหาฝัน : บันเทิงย่าน Ueno

วันอาทิตย์ ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2568, 07.15 น.

นักท่องเที่ยวที่มีโอกาสมาเยือนโตเกียว นอกจากจะสามารถสัมผัสประสบการณ์การกินอาหารแบบท้องถิ่นด้วยการเยือนตลาด Tsukiji แล้ว โตเกียวยังมีตลาดท้องถิ่นอีกแห่งให้เยือนด้วย นั่นคือ Ameyoko ที่อยู่ติดกับสถานี Ueno อูเอโนะเป็นย่านท่องเที่ยวที่มีความสำคัญยิ่งของโตเกียว ทั้งนี้ เพราะที่นี่มี Ueno Park ตั้งอยู่ สวนสาธารณะนี้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญกลางเมืองที่ชาวไทยซึ่งมาเยือนโตเกียวเพื่อดูซากุระบานต้องมาให้ได้ Ueno Park เป็นสวนสาธารณะที่ถูกตั้งขึ้นบนที่ดินของวัด Kaneiji ตั้งแต่ปี 1873โดยเป็นสวนสาธารณะแห่งแรกๆ ของญี่ปุ่นที่ยืมแนวคิดมาจากชาวตะวันตกในยุคเมจิ

พื้นที่ดั้งเดิมเป็นของวัด Kaneiji มาตั้งแต่ปี 1625 แต่เมื่อวัดถูกทำลายในสงคราม Ueno ในปี 1868 รัฐบาลต้องการเปลี่ยนการใช้งานของพื้นที่นี้ใหม่โดยมีการนำเสนอให้เป็นโรงพยาบาล แต่ Bauduin แพทย์ชาวดัทช์ได้เสนอให้ใช้พื้นที่นี้ทำสวนสาธารณะแทนเดือนมกราคม ปี 1873 รัฐบาลก็ตัดสินใจทำสวนสาธารณะให้ประชาชนไว้ใช้พักผ่อนหย่อนใจ หลังก่อตั้งสวนสาธารณะ Ueno รัฐบาลก็ได้สร้างสวนสาธารณะขึ้นอีกหลายแห่ง อาทิ ที่ Shiba, Asakusa, Asukayama และ Fukugawa โดยในช่วงแรกมอบหมายให้กระทรวงบ้านเป็นผู้ดูแล ก่อนเปลี่ยนมือไปให้กระทรวงเกษตรและพาณิชย์ดูแล

นักท่องเที่ยวที่มีโอกาสเยือนสวนสาธารณะที่มีต้นไม้กว่า 8,800 ต้น โดยเป็นต้นซากุระมากถึง 800 ต้นนี้ ไม่เพียงจะสามารถถ่ายรูปกับต้นซากุระได้อย่างเต็มอิ่ม ยังสามารถนั่งชมดอกไม้ และรับประทานอาหารที่เตรียมมาเองในสวนได้ อีกทั้งยังสามารถที่จะเยือนศาลเจ้า Ueno Toshogu และมิวเซียมอีกหลากหลายที่ตั้งอยู่ในสวนสาธารณะอีกต่างหากด้วย ยิ่งกว่านั้นหากนักท่องเที่ยวไม่ชื่นชอบมิวเซียม แต่ชื่นชอบการช้อปปิ้งหรือการกิน สามารถที่จะออกมาช้อปและหาประสบการณ์กับอาหารพื้นเมืองได้อย่างสนุกสนานที่ Amayoko Market ที่อยู่ใกล้กับสวนสาธารณะได้

Ameya หรือ Ameyoko อันเป็นชื่อที่นักท่องเที่ยวรู้จักนี้มีประวัติย้อนไปตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่สองที่ย่านนี้เป็นตลาดมืดขายสินค้าซึ่งเคยเป็นของชาวอเมริกันมาก่อนในราคานับ 10 เท่าของที่ควรจะเป็น เมื่อรัฐบาลทราบข่าว วันที่ 30 พฤษภาคม 1946 ตำรวจจึงเข้าจับพ่อค้าและปิดตลาด แต่พ่อค้าก็ยังออกมาค้าอยู่เนืองๆ ในที่สุด รัฐบาลเลยตัดสินใจเปิดตลาดที่ถูกต้องตามกฎหมายโดยอนุญาตให้พ่อค้านำสินค้ามาค้ากว่า 80 ร้าน ในบริเวณที่เป็นตึก Ameyokoต่อมาพ่อค้าจีนก็เริ่มมาเปิดร้านค้าในบริเวณใกล้เคียง

เมื่อรัฐบาลสร้างสถานี Uenoย่านนี้เลยยิ่งเพิ่มความสำคัญ ร้านค้าที่เคยเปิดขายสินค้ามือสองของชาวอเมริกัน ขนมหวาน และลูกกวาดเลยหันมาขายสินค้าอย่างอื่น อาทิ อาหารสด อาหารทะเล แทน แต่เมื่อครอบครัวญี่ปุ่นหันมาลดขนาด ร้านค้าก็ปรับตัวหันมาขายสินค้าประเภทเครื่องกีฬาแทน ปัจจุบันตลาดแห่งนี้มีสินค้าหลากหลายมาก ตั้งแต่อาหารทะเล อาหารแห้งเสื้อผ้า เครื่องประดับ สินค้าเบ็ดเตล็ด รวมทั้งของที่ระลึกของญี่ปุ่น ยิ่งช่วงใกล้ปีใหม่ตลาดแห่งนี้จะยิ่งคึกคักโดยเฉพาะร้านอาหารสด และร้านอาหารปรุงเสร็จ นักท่องเที่ยวที่มีเวลาน้อยและมาเยือนโตเกียวสามารถจะสัมผัสความเป็นญี่ปุ่นได้อย่างจุใจเพียงแค่มาย่านอูเอโนะเพียงแห่งเดียวก็พอ

National Western Art museum

National Western Art museum

Tokyo Metropolitan Art museum

Tokyo Metropolitan Art museum

Ueno Royal Museum

Ueno Royal Museum

แหวกฟ้าหาฝัน : Tokyo เมืองช้อปปิ้ง

https://www.naewna.com/lady/851194

แหวกฟ้าหาฝัน : Tokyo เมืองช้อปปิ้ง

แหวกฟ้าหาฝัน : Tokyo เมืองช้อปปิ้ง

วันอาทิตย์ ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ตลาด Asakusa

นักท่องเที่ยวที่มาเยือนโตเกียวเมืองหลวงของญี่ปุ่นแทบทุกคน ไม่เพียงจะหวังได้มีประสบการณ์กับตลาดเท่านั้นคงหวังจะได้ช้อปปิ้งของจากแดนอาทิตย์อุทัยด้วย แม้ว่าโตเกียวจะเป็นเมืองที่มีสถานที่ให้ซื้อของที่ระลึกมากมาย แต่สถานที่ท่องเที่ยวที่ขายของที่ระลึกที่ดีที่สุดคงไม่พ้นถนนหน้า Asakusa วัดที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งของโตเกียว

Asakusa ได้รับการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวของโตเกียวตั้งแต่สมัย Edo ทั้งนี้เพราะที่นี่อยู่ใกล้กับ Kurame อันเป็นที่เก็บข้าว(ยุ้งฉาง) ของชาวเมือง พ่อค้าที่รับเก็บข้าวจะเก็บค่ารักษานิดหน่อย แต่เมื่อกิจการเริ่มใหญ่โตขึ้น พวกเขาก็ใช้ที่นี่เป็นที่ขายข้าวและสินค้าอื่นๆ เมื่อกิจการรุ่งเรือง พ่อค้าก็เริ่มมั่งคั่งและสร้างหอภาพยนตร์และโรงเกอิชาขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 Six Districtได้กลายเป็นแหล่งโรงละคร และหอภาพยนตร์ที่มีชื่อเสียงยิ่งเมื่อ Yasunari Kawabata นักเขียนชื่อดังนำเรื่องราวของบริเวณนั้นมาเขียนไว้ในนิยายเรื่อง The Scarlet Gang of Asakusa ก็ยิ่งทำให้ย่านนี้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของเมืองขึ้นมา

โชคร้ายมาเยือนย่านนี้ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ณ วันที่ 10 มีนาคม 1945 ระเบิดครั้งใหญ่ลงที่โตเกียวและทำลายบริเวณนี้จนหมดสิ้น หลังสงครามโลกครั้งที่สอง บริเวณนี้ได้ถูกพัฒนาขึ้นใหม่อีกครั้ง ยิ่งเมื่อที่นี่มีรถใต้ดินสาย Ginza มาจอดไม่ไกลจากจุดเชื่อมที่ Ueno มากนักบริเวณนี้จึงกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง แม้บริเวณนี้จะเคยถูกทำลายจากระเบิด แต่บ้านเรือนที่สร้างขึ้นใหม่ยังคงมีลักษณะแบบเดิมจึงทำให้ย่านนี้มีความเป็นพื้นบ้านญี่ปุ่น

nakamise

นักท่องเที่ยวที่มาเยือนย่านนี้ไม่เพียงจะได้สัมผัสบรรยากาศบ้านโบราณยุค 1960 ที่หาไม่ได้ในย่านอื่นของโตเกียวแล้วยังสามารถที่จะมีประสบการณ์กับร้านอาหารที่นำเสนออาหารพื้นบ้านญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็นลูกชิ้นปลาทรงกระบอก มันปิ้ง พริกพิเศษที่ถูกผลิตจากย่านนี้ รวมทั้งร้านค้าที่นำเสนอสินค้าพื้นบ้านญี่ปุ่น อาทิ กิโมโน พัด กระเป๋า พวงกุญแจ เครื่องครัวสไตล์ญี่ปุ่น และสินค้าน่ารักๆ ของญี่ปุ่นอีกมากมายบรรยายไม่หมดที่แปลกตาและไม่สามารถหาซื้อได้จากแหล่งอื่นอีกต่างหากด้วย ยิ่งกว่านั้นนักท่องเที่ยวที่อยากอินให้มากขึ้นสามารถใส่ชุดกิโมโนมาเดินเล่นในย่านนี้ได้เพื่อเพิ่มความกลมกลืนกับสถานที่ และได้รูปถ่ายที่เป็นญี่ปุ่นมากยิ่งขึ้น

นักท่องเที่ยวที่มาช่วงสัปดาห์ที่สามของเดือนพฤษภาคมยังอาจสามารถเข้าร่วมกับ Sanjo Festival เทศกาลพิเศษที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่นซึ่งจัดขึ้น 3 วันด้วยเทศกาลที่จัดขึ้นเพื่อรำลึกถึงผู้ก่อตั้งวัด3 คน โดยเริ่มจากวันศุกร์ถึงวันอาทิตย์เป็นเทศกาลที่มีการนำเอาการเต้นรำและดนตรีพื้นบ้านญี่ปุ่นมาจัดแสดง และสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้มากกว่า 1.5 ล้านคนแทบทุกปีอีกต่างหาก หลังจากที่นักท่องเที่ยวได้เยือนย่านนี้แล้วครั้งหนึ่ง รับรองได้ว่าไม่ว่าจะมาโตเกียวครั้งไหนนักท่องเที่ยวก็ต้องจัดเวลาให้ได้ไปเยือนทุกครั้งอีกอย่างแน่นอน

แหวกฟ้าหาฝัน : สัมผัสบรรยากาศตลาดขายส่ง Toyosu เมืองโตเกียว

แหวกฟ้าหาฝัน : สัมผัสบรรยากาศตลาดขายส่ง Toyosu เมืองโตเกียว

แหวกฟ้าหาฝัน : สัมผัสบรรยากาศตลาดขายส่ง Toyosu เมืองโตเกียว

วันอาทิตย์ ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.17 น.

นักท่องเที่ยวสายกินที่มาถึงโตเกียว ไม่เพียงสามารถที่จะเยือน Tsukiji ตลาดขายปลีกอาหารสดแล้ว เมืองโตเกียวยังมีตลาดปลาขายส่งที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งที่มีความพิเศษไม่เหมือนใครในโลกด้วยนักท่องเที่ยวสายกินหลายคนคงอยากทราบว่า ปลาที่มีอยู่มากมายในร้านอาหารญี่ปุ่นและซูเปอร์มาร์เก็ตที่เคยเห็นตัวโตๆ โดยเฉพาะปลาทูน่าต้องผ่านอะไรมาบ้างกว่าจะมาลงจานได้ขนาดนี้ Toyosu Market คือคำตอบนักท่องเที่ยวที่อยากได้ประสบการณ์จากตลาดแห่งนี้ต้องใช้ความพยายามมากหน่อยในการเยือนเพราะไม่เพียงแต่ตลาดจะอยู่ค่อนข้างไกลจากตัวเมืองโตเกียวค่อนข้างมากแล้วยังมีเวลาทำการตั้งแต่มืดจนถึงแค่เที่ยงด้วย ซ้ำร้ายหลัง 10 โมงเช้า ก็แทบจะไม่มีอะไรให้ดูแล้ว

Toyosu Market มีที่มาย้อนหลังไปตั้งแต่สมัย Tsukiji ทั้งนี้เพราะตลาด Tsukiji อยู่ในตัวเมือง เมื่อปริมาณการค้ามีมาก จำนวนปลา และอาหารทะเลที่เป็นที่ต้องการมีจำนวนมหาศาล การขยายตลาดทำได้ยาก รัฐบาลกรุงโตเกียวโดย Shintaro Ishihara จึงได้มีแนวคิดที่จะย้ายตลาด Tsukiji มาที่ Toyaosu อย่างไรก็ดี เนื่องจากการเดินทางมายังสถานที่ใหม่ไกลมาก เทศบาลเมืองจึงตัดสินใจใช้ Tsukiji ต่อไปด้วยเพื่อไว้เป็นตลาดขายปลีกส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งก็ทำการพัฒนาพื้นที่ไว้ทำกิจการอื่นต่อไป

ตารางเวลาทำการ

ต้นทุนในการย้ายตลาด Toyosu อยู่ที่ 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีแผนการที่จะย้ายในเดือนพฤศจิกายน 2016 เพื่อเตรียมต้อนรับโอลิมปิก 2020 แต่ก่อนย้ายเพียง 3 เดือนคือในวันที่ 31 สิงหาคม 2016 เทศบาลเห็นว่าบริเวณรอบตลาดสิ่งแวดล้อมเลวร้ายเกินไป และมีสารพิษจำนวนมากอันเป็นผลจากการที่สถานที่ตั้งนี้เคยเป็นโรงก๊าซเก่ามาก่อน รัฐบาลจึงตัดสินใจเพิ่มเงินอีก 33 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สร้างปั๊มน้ำและน้ำบาดาลให้โดยเลื่อนแผนการย้ายไปเป็นเดือนมิถุนายน 2017 กว่าที่ตลาดจะได้ย้ายจริงก็ปาเข้าไปเดือนกรกฎาคม 2018 แล้ว หลังจากทำความสะอาดจนเรียบร้อยตลาดได้เปิดทำการอย่างเป็นทางการในเดือนตุลาคม 2018

ตารางสัญลักษณ์มือ

นักท่องเที่ยวที่มาเยือน ไม่เพียงจะได้ประสบการณ์จากตลาดที่ใหญ่โตมหาศาลมีหลายอาคาร ยังได้สัมผัสกับการประมูลปลา และอาหารทะเลที่ชั้นสองของอาคารประมูลด้วยหากมาเช้าพอ และยังมีตลาดส่วนของขายส่งผักและผลไม้อีกต่างหาก ในห้องที่อนุญาตให้นักท่องเที่ยวเข้าชมการประมูลปลา จะมีข้อมูลเกี่ยวกับวิธีประมูลปลา สัญลักษณ์มือที่ใช้ รวมทั้งข้อมูลเกี่ยวกับตัวปลาทูน่าเพื่อเป็นการให้นักท่องเที่ยวที่มาประชุมสามารถเข้าใจได้ด้วย ยิ่งกว่านั้นนักท่องเที่ยวยังสามารถกินอาหารในร้านค้าซึ่งมีให้เลือกอย่างหลากหลายที่อยู่ในอาคารขายส่งอีกต่างหากด้วย แม้ร้านค้าเหล่านี้จะมิได้มีราคาสูงมากนัก แต่ก็ไม่ได้ถูกมาก ส่วนของหลังคาของอาคารที่มีพื้นที่กว่า 408,000 ตารางเมตรหรือกว่าสองเท่าของ Tsukiji นี้ ยังสามารถดูวิวของ Tokyo skyline ได้อันจะสามารถสร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับนักกินที่มาเยือนเพิ่มเติมได้ไม่มากก็น้อย

บรรยากาศภายใน

บรรยากาศภายใน

แหวกฟ้าหาฝัน : สีสันตลาดปลาที่โตเกียว

https://www.naewna.com/lady/848875

แหวกฟ้าหาฝัน : สีสันตลาดปลาที่โตเกียว

แหวกฟ้าหาฝัน : สีสันตลาดปลาที่โตเกียว

วันอาทิตย์ ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

บรรยากาศตลาด

ตั้งแต่ญี่ปุ่นอนุญาตให้นักท่องเที่ยวไทยสามารถเดินทางเข้าประเทศได้ 15 วัน โดยไม่ต้อง ทำวีซ่า ญี่ปุ่นก็กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวหนึ่งในหลายๆ แห่งของคนไทยที่เดินทางไปประจำ ทั้งนี้ ไม่เพียงเพราะญี่ปุ่นมีความสะดวกสบาย สะอาด เดินทางไม่ยากแล้ว หลายปีที่ผ่านมาโดยเฉพาะอย่างยิ่ง 2 ปีนี้ ค่าเงินเยนของญี่ปุ่นยังทำให้การเดินทางไปเที่ยวญี่ปุ่นทำได้ง่ายขึ้นมากด้วย จากเงินเยนที่มีอัตรา 100 yen ต่อ 30 กว่าบาท เหลือเพียง 22-23 บาท หรือลดไปถึงกว่า 30% เลยทีเดียว ยิ่งเมื่อสายการบิน low costเริ่มหันมาให้บริการเกือบเต็มที่ ต้นทุนการเดินทางไปญี่ปุ่นยิ่งถูกไปกันใหญ่ ญี่ปุ่นจึงกลายเป็นสวรรค์แสนใกล้ของคนไทยเลยทีเดียว

นักท่องเที่ยวที่ตัดสินใจไปญี่ปุ่นครั้งแรก หลังจากเตรียมแผนเรียบร้อย ไม่ว่าจะเป็นตั๋วเครื่องบิน โรงแรม วิธีการเดินทางในเมือง ระหว่างเมือง แลกเงินเยน และลงทะเบียน Visit Japan แล้วก็พร้อมที่จะเดินทาง เมืองแรกๆที่คนไทยเลือกไปคงไม่แคล้ว โตเกียว หรือเมืองหลวงของญี่ปุ่น ทั้งนี้ เพราะโตเกียวเป็นเมืองที่มีสายการบินทั้ง Full Service และ Low Cost เข้า-ออกวันละหลายเวลา และเข้า-ออกได้ทั้งสองสนามบิน คือ นาริตะ และฮาเนดะ ยิ่งกว่านั้นการเดินทางภายในโตเกียวก็มีต้นทุนไม่มาก และสถานที่ท่องเที่ยวก็มีให้เลือกมีจำนวนมากไม่ต่างกับกรุงเทพฯ เลย

นักท่องเที่ยวที่เดินทางด้วยตัวเองครั้งแรกอาจเลือกไม่ถูกว่าควรเข้าสนามบินไหนระหว่างนาริตะ กับฮาเนดะ สนามบินทั้งสองคล้ายกับสุวรรณภูมิกับดอนเมืองนั่นคือสนามบินนาริตะเป็นสนามบินหลัก ใหญ่และอยู่นอกเมืองเทียบกับสุวรรณภูมิของบ้านเรา ค่าเดินทางเข้าเมืองจะสูง แต่มีสายการบินทั้ง Full Service และ Low Cost และจำนวนเที่ยวบินจากไทยไปเป็นจำนวนมาก ส่วนสนามบินฮาเนดะจะอยู่ไม่ไกลจากตัวเมืองโตเกียวมากนักเฉกเช่นเดียวกันกับดอนเมืองของกรุงเทพฯแต่มีเพียงแค่สายการบิน Full Serviceให้บริการ และค่าตั๋วเครื่องบินก็สูงกว่ามาก ทั้งนี้อาจเป็นเพราะสนามบินนี้เป็นที่นิยมของชาวโตเกียวมากกว่า

เมื่อมาถึงโตเกียวแล้ว สถานที่ท่องเที่ยวที่โดดเด่นที่สุดสำหรับนักท่องเที่ยวสายกินไม่มีที่ใดเกินคือ Tsukiji Fish Market ตลาดปลาแห่งแรกของโตเกียวตั้งอยู่ที่ย่าน Nihonbashi อันเป็นสถานที่ตั้งบ้านเรือนในยุคแรกๆ ของ Edo หรือโตเกียว ตลาดที่ดั้งเดิมอยู่บริเวณTokyo Bay นี้ กลายเป็นที่ตระเตรียมอาหารให้กับปราสาท Edo โดยปลาส่วนหนึ่งขนมาจากโอซากา แต่หากเจ้าของปราสาทซื้อปลาไม่หมดก็จะนำมาขายแถวสะพาน Nihonbashi ในเดือนสิงหาคมปี 1918 เมื่อประชาชนก่อจลาจลจากการขาดแคลนอาหาร รัฐบาลญี่ปุ่นจึงได้ก่อตั้งสถาบันขึ้นใหม่เพื่อกระจายอาหารจนก่อให้เกิดกฎหมายตลาดขายส่งขึ้นในเดือนมีนาคม 1923

ตลาดได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหวครั้งใหญ่เมื่อวันที่ 1 กันยายน 1923 เทศบาลเมืองโตเกียวจึงได้ตัดสินใจส่งสถาปนิกและวิศวกรจากเทศบาลไปศึกษาวิจัยในยุโรปและสหรัฐเพื่อหาตำแหน่งที่ตั้งตลาดใหม่ แต่เนื่องจากจำนวนและชนิดของสินค้าที่มีอยู่อย่างหลากหลาย พวกเขาจึงเลือกลักษณะของตลาดแบบใหม่ที่มีอัตลักษณ์ไม่เหมือนใครในรูปแบบ 1/4 ของวงกลมเพื่อให้ง่ายต่อการจับจ่ายใช้สอย การย้ายตลาดไปไว้ย่าน Tsukiji ในครั้งนั้นถือเป็นโครงการก่อสร้างที่ใหญ่ที่สุดของโตเกียวหลังแผ่นดินไหวโดยใช้เวลากว่า6 ปี และแรงงานกว่า 419,500 คน ตลาดซึ่งถูกสร้างขึ้นใหม่ภายใต้ชื่อ Tsukiji นี้ได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 1935 พร้อมสถานี Tokyo-shijo station ที่มีทางออกรอบตลาด

นักท่องเที่ยวที่มาเยือนตลาดแห่งนี้จะไม่เพียงสามารถเสพบรรยากาศความเป็นญี่ปุ่นอย่างเต็มที่ ยังสามารถซื้อหาอาหารดิบเพื่อไปปรุงเอง หรือกินสด และชนิดปรุงเสร็จพร้อมกินนานาชนิดได้อย่างจุใจ เสียอย่างเดียวที่นี่รับแต่เงินสดเป็นส่วนใหญ่ หลังจากเยือนตลาดแห่งนี้แล้ว รับรองได้ว่านักท่องเที่ยวจะโหยหาการเยือนตลาดอาหารญี่ปุ่นในทุกเมืองเลยทีเดียว

แหวกฟ้าหาฝัน : Going to Japan 2

https://www.naewna.com/lady/847483

แหวกฟ้าหาฝัน : Going to Japan 2

แหวกฟ้าหาฝัน : Going to Japan 2

วันอาทิตย์ ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

Suica

หลังจากที่นักท่องเที่ยวเลือกเมือง เวลาและวิธีการที่จะไปญี่ปุ่นได้แล้ว ก็ถึงเวลาเลือกโรงแรม การเลือกโรงแรมก็ขึ้นกับพาหนะที่เลือกเดินทางไปยังสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ หากนักท่องเที่ยวไม่จำกัดเรื่องเงินที่ต้องประหยัดที่สุด วิธีการก็ง่าย นั่นคือ เดินทางในเมืองใช้ Suica แตะเข้าได้ทั้ง JR และ metro วิธีการนี้ค่อนข้างดีในแง่การเดินเที่ยว ทั้งนี้เพราะระบบรถของญี่ปุ่นคล้ายกรุงเทพฯ บ้านเรา คือ 2 ระบบ JR และ metro นักท่องเที่ยวสายประหยัดมักชอบซื้อ JR เพราะใช้เดินทางระหว่างเมืองได้ด้วย แต่หากนักท่องเที่ยวไม่ได้ออกนอกเมืองไปไกลนัก ใช้ Suica ก็จะสะดวกและไม่ได้เสียค่าใช้จ่ายสูงมาก Suica เป็นบัตรเติมเงินที่ต้องใช้เงินสดเติมเหมือนบัตร Rabbitบ้านเรา แต่มีข้อดีคือ ใช้ได้ทั้ง JR และ metro ยกเว้นรถบางประเภทที่ไม่สามารถใช้ได้ซึ่งนักท่องเที่ยวค่อยศึกษาต่อไปเมื่อต้องใช้สายเดินรถนั้นๆ นอกจาก Suica แล้ว บัตรเติมเงินที่เป็นที่นิยมอีกแบรนด์ก็คือ Icocaแต่ต้องซื้อกับตู้ของสถานี metro เท่านั้น

Icoca

หากนักท่องเที่ยวเดินทางเองก็ควรเลือกโรงแรมที่ไม่ไกลจากสถานีมากนัก เพื่อให้ไม่ต้องลากกระเป๋าไกล ทางที่ดีควรเลือกโรงแรมที่เป็นจุดแรกที่รถ JR หรือ metro จากสนามบินเข้ามาในเมืองจะได้ไม่ต้องลากกระเป๋าไปมาในสถานีเพื่อต่อรถ ทั้งนี้เพราะแม้แต่ทางเชื่อม JR และ metro ในสถานที่แต่ละแห่งก็ไกลมากแล้ว สถานีใหญ่ๆ ในเมืองต่างๆ ของญี่ปุ่นล้วนใหญ่โตและมีประตูออกมากมายชวนให้หลงได้ทั้งนั้นหลังจากนักท่องเที่ยวเลือกโรงแรมที่เหมาะสมกับวิถีของตัวเอง ทั้งวิธีการเดินทาง อาหารเช้า ขนาดห้องได้เรียบร้อยแล้ว สิ่งที่ต้องเตรียมให้ดีก็คือ การดู exit จากสถานีเพื่อไปยังโรงแรมหลังจากออกจากสถานีด้วยทั้งนี้เพราะบางสถานีมี exit มากถึง20 กว่าประตู ด้านเข้าเมือง ออกเมืองยุ่งไปหมด ถ้าไม่ดูให้ดีก่อนออกและต้องลากกระเป๋าด้วย กว่านักท่องเที่ยวจะถึงโรงแรมก็มีโอกาสหมดหลายชั่วโมงเลยทีเดียว

Japan Rail Pass

ตั้งแต่ช่วงโควิด ก่อนเดินทางไปญี่ปุ่นทางการญี่ปุ่นแนะนำให้นักเดินทางทำ Visit Japan ไปก่อนล่วงหน้า web นี้ คือ การกรอกข้อมูลเพื่อเข้าประเทศเพื่อให้รัฐบาลญี่ปุ่นทราบว่า นักท่องเที่ยวแต่ละคนที่มาเดินทางเข้าด้วยสายการบินอะไร จะไปพักที่ไหนกี่วัน จะอยู่ในญี่ปุ่นกี่วัน จะนำสิ่งของต้องสำแดงเข้ามาในประเทศหรือไม่ มีอะไรที่ห้ามนำเข้าประเทศญี่ปุ่นบ้าง และเคยฉีดวัคซีนโควิดมาหรือไม่ กี่เข็ม หลังจากนักท่องเที่ยวกรอกข้อมูลผ่านทางเว็บเรียบร้อยก็จะได้ QR code มาเพื่อใช้สแกนตอนผ่าน ตม.และศุลกากร อย่างไรก็ดี ตั้งแต่ต้นปี 2024 เป็นต้นมา เรื่องวัคซีนและศุลกากรไม่ต้องทำ QR code แยกแล้ว แต่นักท่องเที่ยวยังคงต้องกรอกข้อมูลเข้าเมืองทุกครั้งเช่นเดิม และสามารถกรอกต่อจาก trip เดิมได้เลยหากเคยกรอกมาแล้วครั้งหนึ่ง เพียงแค่ตั้งชื่อ trip ใหม่เท่านั้น แต่นักท่องเที่ยวต้องจำregistration number ของตัวเองให้ log inได้ด้วย นักท่องเที่ยวควรกรอกไปจากประเทศไทยเลย เพื่อไม่ให้เสียเวลามากที่สนามบิน ทั้งนี้เพราะอินเตอร์เนตที่สนามบินจะช้ามากอันจะทำให้ได้ QR code ช้าไปด้วย เป็นการเสียเวลาโดยใช่เหตุ

namba station

หลังจากนักท่องเที่ยวเตรียมพร้อมเรื่องตั๋วเครื่องบิน โรงแรม สถานที่ท่องเที่ยวตามจริต QR code เพื่อเข้าเมือง และตัดสินใจใช้รถสาธารณะด้วยบัตร Suica แล้ว ก็ถึงเวลาซื้อบัตร Suica ที่สนามบิน บัตรใบนี้หลังจากซื้อและเติมเงินแล้ว ก็จะมีค่าเป็นเหมือนบัตร debit ที่ใช้งานได้หลากหลายในประเทศญี่ปุ่น นักท่องเที่ยวอาจเลือกแบบใส่ชื่อด้วยก็ได้เวลาซื้อ หรือเป็นบัตรเปล่าๆ ก็ได้ค่าใช้จ่ายไม่เท่ากัน บัตรใบนี้สามารถซื้อได้ด้วยเงินสดที่ตู้ในสนามบินเลย และสามารถเติมเงินได้ทุกสถานีรถไฟ และ metro

suica machine

แหวกฟ้าหาฝัน : Going to Japan 1

https://www.naewna.com/lady/846135

แหวกฟ้าหาฝัน : Going to Japan 1

แหวกฟ้าหาฝัน : Going to Japan 1

วันอาทิตย์ ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบความสะดวกสบาย ไม่ต้องการทำวีซ่า ไม่ต้องการนั่งเครื่องบินไกลมาก ได้ชื่นชมกับความหลากหลายของอาหาร และสถานที่ท่องเที่ยว ประเทศ
ที่ตอบโจทย์ได้ดีที่สุดคงไม่พ้น ญี่ปุ่น ประเทศที่กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตของคนไทยนับจากที่ไทยได้รับการยกเว้นวีซ่า 15 วัน การเดินทางไปญี่ปุ่นมีเส้นทางให้เลือกหลากหลายมาก ตั้งแต่เหนือถึงใต้อาทิ ฮอกไกโด โตเกียว นาโงยา โอซากาฟูกูโอกะ ไปถึง โอกินาวา สายการบินให้เลือกก็มีทั้ง full service และสายการบินต้นทุนต่ำ การบริการมีให้เลือกหลากหลาย ทั้งโหลดกระเป๋าไม่โหลดกระเป๋า เลือกที่นั่งได้ตั้งแต่จองหรือต้องจ่ายเงินเพื่อซื้อที่นั่ง ชนิดที่เรียกว่ากว่านักท่องเที่ยวที่เดินทางเองจะจองตั๋วเครื่องบินครั้งแรกที่ไปญี่ปุ่นเสร็จ เล่นเอามึนไปเลยทีเดียว

เริ่มต้นนักท่องเที่ยวคงต้องถามตัวเองก่อนว่าชอบเที่ยวสถานที่ท่องเที่ยวแบบไหน ในบรรยากาศเมือง ธรรมชาติ มีหิมะ ไม่มีหิมะ ค่อยเลือกเดือนที่จะไป แต่ช่วยไฮซีซั่น
ของญี่ปุ่นก็คือ ตั้งแต่ตุลาคมถึงพฤษภาคม คนชอบไปญี่ปุ่นในช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสีอันเป็นผลจากที่ญี่ปุ่นมีพื้นที่สีเขียวเยอะ ต้นไม้ทั้งสีเหลือง แดง ใบไม้ที่ร่วงให้เลือกถ่ายรูปกันจนเบื่อกันไปข้าง พอถึงหน้าหนาวก็มีหิมะตกจะเที่ยวในเมืองหรือธรรมชาติ ขึ้นเขามีให้เลือกหมด จะไปถึงฮอกไกโดเมืองหิมะก็ได้ แต่ค่าใช้จ่ายไม่ว่าจะเป็นค่าตั๋วเครื่องบิน หรือโรงแรมสูงไม่ยิ่งหย่อนกว่าสวิสเลยถ้าไปช่วงพีค ยกเว้นอย่างเดียวคือไม่ต้องทำวีซ่า

Osaka

ส่วนช่วงพีคอีกช่วงนอกจากฤดูใบไม้ร่วงที่คนไทยชอบไปญี่ปุ่นแล้ว ฤดูใบไม้ผลิที่มีต้นซากุระก็เรียกได้ว่าคนส่วนใหญ่เฝ้ารอกันเลยทีเดียว เนื่องจากญี่ปุ่นเป็นเกาะยาวๆ ตอนใบไม้เปลี่ยนสี และดอกซากุระบานก็มักเรียงจากเหนือไปใต้ รัฐบาลของญี่ปุ่นจะมีการคาดการณ์เวลาของสีใบไม้และดอกไม้ออกมาให้นักท่องเที่ยวได้เลือกว่าควรไปเมืองไหน ช่วงเวลาไหน แต่หากนักท่องเที่ยวทุนไม่หนา ก็ควรเลือกเส้นทางและเวลาล่วงหน้าสัก 4-6 เดือน แล้วก็ต้องเสี่ยงดวงเอาหากนักท่องเที่ยวรอจนการท่องเที่ยวญี่ปุ่นประกาศการเปลี่ยนสีของใบไม้และดอกซากุระบานแล้ว ตั๋วเครื่องบิน โรงแรม หรือค่าทัวร์ก็จะสูงชนิดสู่สรวงสวรรค์เลยทีเดียว อาทิ ตั๋วการบินไทยไปโตเกียวในช่วงปกติอาจเริ่มที่ 18,000-25,000 แต่ในหากซื้อตั๋วในช่วงพีค และใกล้วัน อาจได้ราคาชั้นประหยัดสูงถึง 55,000 เลยทีเดียว เรียกว่าเพื่อสนองความต้องการ กระเป๋าฉีกกันไปเลย

เมื่อนักท่องเที่ยวเลือกเมือง และเดือนที่จะไปได้แล้ว นักท่องเที่ยวที่ไม่ชอบเดินทางเอง ก็เลือกทัวร์ที่ต้องการตามสนนราคาและจำนวนวัน ส่วนนักท่องเที่ยวที่ชอบเดินทางเองก็ไม่ต้องกังวลแม้ตัวเองจะพูดภาษาญี่ปุ่นไม่ได้ และคนญี่ปุ่นก็พูดภาษาอังกฤษไม่ได้ แต่รถสาธารณะ และแผนที่ของญี่ปุ่นดีมากๆ นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางได้อย่างสะดวกสบายแบบเดียวกับเดินทางเองในยุโรปเลยทีเดียว เมื่อนักท่องเที่ยวตัดสินใจวิธีการเที่ยวได้แล้ว ก็เริ่มต้นด้วยการหาตั๋วเครื่องบิน ปัจจุบันตั๋วไปญี่ปุ่นมีสายการบินมากมายมหาศาล วิธีง่ายสุดในการหาก็คือ หาผ่าน Google หรือถามอากู๋ นักท่องเที่ยวจะเห็นว่ามีทั้งแบบบินตรง และต่อเครื่อง ราคาเวลาเลือกเอาที่ใครพอใจ ความชอบ เงินในกระเป๋าหลังจากเลือกได้คร่าวๆ แล้วก่อนถึงเวลาหาโรงแรม นักท่องเที่ยวก็ต้องตัดสินใจก่อนว่าจะเที่ยวแบบเมืองเดียว หรือหลายเมือง จะขับรถหรือนั่งรถไฟระหว่างเมือง เมื่อตัดสินใจได้แล้วว่ามีเวลาน้อย จะเที่ยวใกล้ๆ การเดินทางด้วยรถไฟระหว่างเมืองก็ไม่แพงมาก อาจเลือกนั่งรถไฟจะสะดวกกว่า เพราะไม่ต้องหาที่จอดรถและไม่ต้องเสียค่าทางด่วนซึ่งแพงมาก

Sakura in Tokyo

Winter in Japan

Winter in Japan

Winter in Sapporo

Winter in Sapporo

Autumn in Japan

Autumn in Japan

แหวกฟ้าหาฝัน : Museum of Ethnography Budapest

https://www.naewna.com/lady/844681

แหวกฟ้าหาฝัน : Museum of Ethnography Budapest

แหวกฟ้าหาฝัน : Museum of Ethnography Budapest

วันอาทิตย์ ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่มาเยือนบูดาเปสต์ และมีเวลาเหลือเฟือ หลังจากที่เยือนรัฐสภา ป้อมชาวประมง และโบสถ์จนหนำแล้ว สถานที่ท่องเที่ยวอีกแห่งที่น่าสนใจของเมืองก็คือ Museum of Ethnography Budapestแม้ว่ามิวเซียมแห่งนี้จะไม่ได้อยู่ริมน้ำ แต่สถาปัตยกรรมภายนอก และของจัดแสดงภายในก็มีความน่าสนใจ Museum of Ethnography ที่ถูกก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 1872 เคยเป็นส่วนหนึ่งของ Hungarian Nation Museum แต่เพิ่งได้รับการจัดตั้งเป็นสถาบันอิสระในปี 1892 ณ อาคาร Varkert Bazar ใกล้ปราสาทบูดาเปสต์ หลังจากใช้อาคารนี้ได้เพียงแค่ปีเดียว พวกเขาก็ต้องย้ายไปอยู่ในอาคารที่ถนน Csillag จนถึงปี 1906 ที่พวกเขาต้องทำการย้ายอีกครั้งไปอยู่ที่ Hall of Industry

เคราะห์ร้ายมาเยือนอีกครั้งในปี 1924 เมื่อพายุพัดเอาอาคารเสียหายและทำให้ของจัดแสดงบางอย่างสูญหาย พวกเขาก็ต้องย้ายที่ทำการอีกไปยังอาคารโรงเรียนจนเปิดทำการได้อีกครั้งในปี 1929 เมื่อมิวเซียมเปิดดำเนินการอีกครั้ง ของจัดแสดงทั้ง 30 ห้องก็เต็มไปด้วยงานพื้นบ้านของฮังการีและวัฒนธรรมโลก หลังสงครามโลกครั้งที่สองปี 1975 มิวเซียมได้ทำการย้ายสถานที่ตั้งอีกครั้งไปอยู่ที่ Palatial Hall of Justice ตรงข้ามกับรัฐสภา ต่อมารัฐบาลได้มีดำริให้ย้ายมิวเซียมอีกครั้งไปยังบริเวณสวนสาธารณะกลางเมืองอันเป็นพื้นที่สีเขียวที่ใหญ่ที่สุดของเมืองโดยได้รับการออกแบบโดย Napur Architect Ltd.

รัฐบาลมีความตั้งใจให้มิวเซียมแห่งนี้ไม่เป็นเพียงที่สะสมงานที่สามารถแตะต้องได้และมีคุณค่าทางวัฒนธรรม แต่ยังหมายรวมถึงเป็นสถานที่ทำวิจัยเกี่ยวกับชาติพันธุ์ที่สำคัญที่สุดของประเทศด้วย ของจัดแสดงมาจากหลายทวีป ที่เกี่ยวกับแอฟริกามาจากเกาะ Madagascar มีมากถึง 10,500 ชิ้น ขณะที่ของจัดแสดงจากเอเชียมีมากถึง 13,000 ชิ้นโดย 4/5 เป็นของสะสมระหว่างปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20ของจัดแสดงของเอเชียมีทั้งของญี่ปุ่น จีน อินเดีย มองโกเลีย และตุรกี ส่วนของ Oceaniaที่มีมากถึง 14,500 ชิ้นนั้น ถือว่ามีจำนวนมหาศาลจนเป็นที่เลื่องลือระดับนานาชาติยิ่งกว่านั้นที่นี่ยังมีของจัดแสดงจากอินโดนีเซียมากถึง 4 พันชิ้น โดยเป็นของจัดแสดงตั้งแต่ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ถึงก่อนสงครามโลกครั้งที่หนึ่งโดยมาจากชวาและบอร์เนียว

ส่วนของจัดแสดงจากอเมริกันที่มี 8,300 ชิ้นนั้น ถือว่ามีจำนวนน้อยที่สุดในกลุ่มชาติพันธุ์อื่น แม้ของจัดแสดงเหล่านี้จะเป็นของเก่าของ Janos Xantus ผู้ก่อตั้งที่สะสมมาตั้งแต่ทศวรรษที่ 1850 ก็ตาม ส่วนของจัดแสดงของยุโรปที่มีกว่า 10,000 ชิ้นนั้นเป็นของชุดแรกที่มิวเซียมครอบครองเป็นงานของคริสต์ศตวรรษที่ 19 ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับกลุ่ม Finno-Ugric ที่มีความสัมพันธ์กับชาวฮังกาเรียน ส่วนของจัดแสดงในคริสต์ศตวรรษที่ 20 ก็เป็นของประชาชนที่อาศัยในรัชสมัยของ Austro-Hungarian ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า เครื่องดนตรี เครื่องหนัง เครื่องประดับ หรือเซรามิก

ของจัดแสดงเกี่ยวกับชาติพันธุ์และวัฒนธรรมของฮังการีตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 19 เป็นของจัดแสดงที่สะท้อนให้เห็นถึงความทันสมัย การเปลี่ยนแปลงสู่เมืองและโลกาภิวัตน์ได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็น ของใช้ในชีวิตประจำวัน ในงานเทศกาล ในการทำงาน ทำมาหากิน อาทิ การตกปลา การทำการเกษตร การล่าสัตว์ เครื่องมือในการเย็บปักถักร้อย งานศิลปะ งานฝีมือ การค้า การขนส่ง การก่อสร้าง เฟอร์นิเจอร์ ของเล่น ฯลฯนักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสเยือนไม่เพียงจะสามารถตื่นตาตื่นใจกับวิธีจัดแสดงตั้งแต่ด้านหน้าที่ใช้เทคโนโลยีในการอธิบายแบบจำลองของเมืองได้อย่างน่าทึ่ง ได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์ ขนบธรรมเนียม และวัฒนธรรมของทั่วโลกด้วยวิธีนำเสนอที่น่าสนใจ ยังสามารถสนุกสนานกับของจัดแสดงนานาชนิดที่มีอยู่อย่างละลานตาได้อย่างไม่รู้เบื่อเลยทีเดียว

แหวกฟ้าหาฝัน : Matthias Church Budapest

https://www.naewna.com/lady/843232

แหวกฟ้าหาฝัน : Matthias Church Budapest

แหวกฟ้าหาฝัน : Matthias Church Budapest

วันอาทิตย์ ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

Matthias Church

นักท่องเที่ยวที่ขึ้นไปเที่ยวแถว Fisherman Bastion หรือป้อมชาวประมงแล้ว หากมีเวลา สถานที่ท่องเที่ยวติดกันที่ควรเยือนก็คือ Matthias Church โบสถ์ที่ถูกก่อตั้งโดย St. Stephen กษัตริย์ฮังการีตั้งแต่ปี 1015 เวลาและกษัตริย์ที่สร้างได้มาจากหลักฐานในโบสถ์ที่ถูกค้นพบในปี 1690 แต่ก็ถูกเผาทิ้งไปในปี 1748 อย่างไรก็ดี นักประวัติศาสตร์ส่วนหนึ่งเชื่อว่าส่วนของโบสถ์ที่พระเจ้าStephen สร้างซึ่งในเวลานั้นมีชื่อว่า Virgin Mary หรือ The Church of Our Lady ถูกชาวมองโกลทำลายไปตั้งแต่ปี 1241 แล้ว

ระหว่างปี 1255-69 หลังถูกมองโกลบุก พระเจ้า Bela IV แห่งฮังการีก็ได้สร้างโบสถ์ขึ้นใหม่ในบริเวณเดิมด้วยขนาดที่เล็กลง แต่ได้เพิ่มส่วนของหอคอยขึ้นมาใหม่ภายใต้การดูแลของ Villard de Honnecourt ศิลปินชาวฝรั่งเศสที่มีชื่อเสียงในเวลานั้นโดยเลียนแบบมหาวิหารในเมือง Lyon จนได้ชื่อว่าเป็นโบสถ์เก่าแก่ที่สุดของฮังการีที่มีสถาปัตยกรรมแบบ Classic Gothic โบสถ์มีความมั่งคั่งถึงจุดสูงสุดในรัชสมัยของพระเจ้า Matthias Corvinus กษัตริย์ที่มีดำริสร้างหอระฆังทางใต้ซึ่งกลายเป็นสถาปัตยกรรม Gothic ที่ดีที่สุดของฮังการี นอกจากนี้ พระองค์ยังได้สร้างหอสวดมนต์ส่วนพระองค์ทางด้านใต้ของโบสถ์ด้วย ในช่วงที่ตุรกีบุกฮังการีปี 1526 ไม่เพียงส่วนของหลังคาดั้งเดิม และเครื่องประดับต่างๆ จะถูกทำลายไป หอสวดมนต์ส่วนพระองค์ก็ถูกทำลายลงอย่างราบคาบด้วย ในปี 1541 ตุรกีได้เปลี่ยนโบสถ์แห่งนี้เป็นมัสยิดตามความเชื่อของพวกเขาเมื่อพวกเขาเข้าครอบครองบูดา พวกเขาได้ตกแต่งโบสถ์ใหม่ไปตามความเชื่อ

เมื่อออสเตรียบุกฮังการี พระเจ้า Franz Joseph I ได้สร้างโบสถ์ขึ้นใหม่ภายใต้การดูแลของ Frigyes Schulek สถาปนิกชาวฮังการี เขาได้พยายามฟื้นฟูโบสถ์ใหม่ให้คล้ายของเดิมที่มีมาตั้งแต่สมัยคริสต์ศตวรรษที่ 13 อย่างไรก็ตาม เขาและ Jakab Kauser สถาปนิกชาวฮังการีอีกคนที่มารับออกแบบต่อได้เสริมแต่งโบสถ์ใหม่ด้วยกระเบื้องที่มีรูปแบบของเพชรจนมีอัตลักษณ์ที่โดดเด่น แม้เขาจะพยายามสร้างให้เหมือนเดิมมากที่สุด แต่เนื่องจากเขาไม่มีแบบดั้งเดิมจึงได้ทำการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงใหม่หลายจุดจนกลายเป็นรูปแบบ Neo Gothicที่ดีที่สุดของฮังการี นอกจากนี้ ศาสนจักรยังได้เชิญศิลปินหลากหลายคนหลากหลายสาขาทั่วฮังการีมาช่วยงานตกแต่ง อาทิ Bertalan Szekely และ Karoly Lotz มาเป็นผู้ตกแต่งภายในทั้งงานจิตรกรรม และประติมากรรมEde Kratzmann เป็นผู้กำกับงานกระจกสีMihaly Zichy และ Gyula Agghazy มาสร้างสรรค์งานจิตรกรรมบนแท่นบูชา ส่วนออแกนก็ได้รับการออกแบบโดย Schulek เองจนทำให้ที่นี่ได้รับการยกย่องให้เป็นงานตกแต่งแนว Eastern European Art Nouveau ที่ดีที่สุดในโลก

ก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง โบสถ์เข้าสู่การบูรณะอีกครั้ง แต่ระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง ฮังการีถูกยึดครองอีกไม่เพียงแต่จะทำให้การบูรณะหยุดชะงัก ยังทำให้โบสถ์ถูกทำลายไปมากด้วย ซ้ำร้ายห้องใต้ดินของโบสถ์ยังถูกเปลี่ยนเป็นโรงครัวของทหารเยอรมันอีกต่างหาก ระหว่างปี 1950-70 ที่ฮังการีอยู่ภายใต้อิทธิพลของรัสเซีย รัฐบาลฮังการีเริ่มแผนในการบูรณะโบสถ์ใหม่จนเสร็จสิ้นในปี 1984 โบสถ์ได้รับทุนในการบูรณะครั้งใหญ่อีกครั้งระหว่างปี 2005-15 นี่เอง นักท่องเที่ยวที่มาเยือนจะเห็นว่าการบูรณะโบสถ์ใหม่ครั้งสุดท้ายนี้ทำได้สมบูรณ์แบบมากจนทำให้ที่นี่มีสถาปัตยกรรมภายนอกที่งดงาม การตกแต่งภายในยังอลังการสมกับเป็นโบสถ์ที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศด้วย

แหวกฟ้าหาฝัน : ป้อมชาวประมงที่สวยที่สุดในโลก

https://www.naewna.com/lady/841802

แหวกฟ้าหาฝัน : ป้อมชาวประมงที่สวยที่สุดในโลก

แหวกฟ้าหาฝัน : ป้อมชาวประมงที่สวยที่สุดในโลก

วันอาทิตย์ ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

Fisherman Bastion

นักท่องเที่ยวที่มาเยือนบูดาเปสต์ และอยู่มากกว่า 1 วัน นอกจากจะเดินเล่นริมน้ำดานูบ เข้าโบสถ์ St. Stephen และเยือนรัฐสภาแล้ว สถานที่ท่องเที่ยวอีกแห่งที่ต้องเข้าให้ได้ก็คือ Fisherman’s Bastion ซึ่งอยู่ฝั่งบูดา

ป้อมชาวประมงนี้ถูกสร้างขึ้นโดยชาวประมงใกล้กับโบสถ์ Matthias มาตั้งแต่ยุคกลางเพื่อให้ชาวประมงได้ทำมาค้าขายและใช้ที่นี่เป็นที่ป้องกันเมือง ส่วนปราสาทบนเขานี้ก็เป็นที่อยู่ของกษัตริย์ราชวงศ์Arpad โดยเริ่มต้นในสมัยพระเจ้า Bela IV แห่งฮังการี แต่เริ่มมีความโดดเด่นในสมัยพระเจ้า Matthias Corvinus เพราะพระองค์ใช้ป้อมนี้ป้องกันภัยจากการรุกรานของตุรกี อย่างไรก็ดี เมื่อเวลาผ่านไปบริเวณปราสาทบูดาก็เริ่มเปลี่ยนแปลงไป ยิ่งเมื่อตุรกีได้ทำลายปราสาทลงใน Mohacs Disaster และชาวออสเตรียได้เข้ามาครอบครองฮังการี ที่นี่จึงตกอยู่ภายใต้การดูแลของเวียนนา

อาคารที่ถูกสร้างขึ้นจากฐานของกำแพงที่เคยเป็น Tower of the Hiradas และบันได Jesuit นี้เกิดขึ้นหลังจากความพ่ายแพ้ในสงครามประกาศอิสรภาพของRakoczi ภายใต้คำบัญชาของออสเตรียตามหลักการทางทหารสมัยใหม่ในขณะนั้น หอคอยด้านเหนือถูกสร้างขึ้นบนที่ตั้งของหอคอยทรงกลม หลังจากสร้างได้สักพัก หอคอยก็เริ่มเสื่อมโทรมแม้จะได้รับการปรับปรุงหลายรอบ อันเป็นผลมาจากการที่ฝนตกและมีน้ำกัดเซาะ รวมทั้งผ่านสงครามอีกหลายรอบยิ่งในช่วงที่ออสเตรียปกครองฮังการี กองทัพออสเตรียปฏิเสธที่จะใช้เงินจำนวนมากมาปรับปรุงใหญ่เพื่อให้ป้อมอยู่ในสภาพดี สภาพของป้อมจึงไม่สวยงามและเป็นเสมือนหนึ่งป้อมปราการทั่วไป

ยิ่งเมื่อออสเตรียประกาศทำลายปราสาท Buda ในปี 1874 ด้วยเหตุผลที่ปราสาทในฐานะป้อมไม่มีคุณสมบัติที่ดีพอในยุคนั้น พวกเขาได้วางแผนใหม่เพื่อปรับปรุงป้อมไปพร้อมกับการปรับปรุงโบสถ์ Matthias โดยมอบหมายให้ Frigyes Schulek สถาปนิกชาวฮังการีจาก Jozsef Technical University มาดำเนินการตามแนวทางศิลปะแบบ Neo-Romanesque เขาได้พยายามปกป้องโบสถ์ให้เหมือนเดิมมากที่สุดโดยตระหนักดีว่าเงินทุนในการปรับปรุงมีน้อยจนไม่สามารถที่จะคงความสูงของหอคอยเดิมไว้ได้ หลังรัฐบาลหมดเงินไปมากมายกับการปรับปรุงโบสถ์ พวกเขาก็คิดขึ้นได้ว่าน่าจะปรับปรุงป้อมไปด้วยเพื่อให้ทันฉลองครบรอบการเป็นประเทศฮังการี แต่การก่อสร้างจะต้องเสร็จสิ้นในปี 1899 ให้ได้ซึ่งในความเป็นจริง กว่าการปรับปรุงบันไดทางทิศเหนือและใต้จะแล้วเสร็จก็ปาเข้าไปปี 1902 ส่วนตัวป้อมชาวประมงก็แล้วเสร็จในปี 1905

หลังหมดเงินและความพยายามมากมาย ป้อมกลับถูกทำลายลงอย่างมากช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง การที่ป้อมเป็นสถานที่สำคัญของเมือง หลังสงครามรัฐบาลจึงรีบดำเนินการปรับปรุงดดยมอบหมายให้ Laszlo Bors สถาปนิกประจำชาติมาเป็นผู้ออกแบบ แต่การปรับปรุงทำได้ยากลำบากเพราะป้อมถูกไฟไหม้จึงต้องตรงตราทุกกระเบียดนิ้ว แค่การตรวจตราก็ปาเข้าไปเป็นปีแล้ว การปรับปรุงจึงเสร็จสิ้นในปี 1953โดยป้อมได้ถูกแยกออกจากปราสาท Buda ออกอย่างเด็ดขาดในการปรับปรุงครั้งนี้

นักท่องเที่ยวที่มีเวลาและอยากดื่มด่ำกับวิวรัฐสภาให้หนำใจไม่เพียงสนุกสนานกับการถ่ายภาพภายนอกป้อมชาวประมงที่ได้รับการขึ้นทะเบียนมรดกโลกตั้งแต่ปี 1987 และอยู่ไม่ไกลจากปราสาทบูดามากนักนี้ได้ฟรี ยังสามารถเสียเงินขึ้นไปบนระเบียง และจิบกาแฟที่ร้านกาแฟได้อีกต่างหากด้วย

แหวกฟ้าหาฝัน : รัฐสภาที่สวยที่สุดในโลก

https://www.naewna.com/lady/840367

แหวกฟ้าหาฝัน : รัฐสภาที่สวยที่สุดในโลก

แหวกฟ้าหาฝัน : รัฐสภาที่สวยที่สุดในโลก

วันอาทิตย์ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

เป็นที่ทราบกันดีมานานแล้วว่า ไม่มีรัฐสภาแห่งใดในโลกจะสวยเท่ารัฐสภาของฮังการีในกรุงบูดาเปสต์ นักท่องเที่ยวที่มีโอกาสมาเยือนเมืองนี้ก็เพื่อมาชื่นชมทั้งนั้น รัฐสภาแห่งนี้เองที่ทำให้โค้งน้ำดานูบเป็นที่กล่าวขวัญและฝันถึงไปทั่วโลก รัฐสภาที่เป็นแลนด์มาร์คสำคัญของบูดาเปสต์นี้ตั้งอยู่ที่จัตุรัส Kossuth ในฝั่งเปสต์ทางทิศตะวันออกของแม่น้ำดานูบ

หลังจาก Buda, Obuda และ Pest รวมตัวกันเข้าเป็นเมืองเดียวภายใต้ชื่อ บูดาเปสต์ในปี 1873 อีก 7 ปีต่อมารัฐบาลก็ได้มีดำริที่จะตั้งรัฐสภาใหม่เพื่อแสดงให้เห็นถึงความเป็นหนึ่งเดียวของชาติโดยเลือกให้รัฐสภาแห่งใหม่หันหน้าเข้าหาแม่น้ำดานูบ รัฐบาลจึงจัดการแข่งขันประกวดแบบโดยผู้ชนะคือ Imre Steindl สถาปนิกชาวฮังการีจาก Hungarian Academy of Science อันเป็นผลมาจากแบบของเขาใกล้เคียงกับ Palace of Westminter ในลอนดอนและ Vienna City Hall ผู้ตัดสินต้องการให้รัฐสภาของฮังการีแสดงสัญลักษณ์ของความเป็นชาติยุโรปตะวันตกที่ทันสมัยใกล้เคียงกับอังกฤษ เพราะผู้แทนในสภาฮังการีมีผู้แทนสภาของอังกฤษเป็นแม่แบบ

การก่อสร้างเริ่มต้นในปี 1885 โดยคาดว่าจะเสร็จในปี 1896 เพื่อฉลองประเทศอายุ 1,000 ปี แต่กว่าที่อาคารจะเสร็จก็ปาเข้าไปปี 1902 แล้วและกว่าจะตกแต่งจนเรียบร้อยก็เข้าปี 1904 โดยที่ Imre Steindl สถาปนิกผู้ออกแบบไม่มีโอกาสได้เห็นเพราะเขาตาบอดและเสียชีวิตไปก่อน การก่อสร้างอาคารที่แสนจะยิ่งใหญ่และเป็นความภาคภูมิใจของคนทั้งชาตินี้ใช้คนมากถึงหนึ่งแสนคน ใช้อิฐมากกว่า40 ล้านชิ้น ใช้หินมีค่ามากกว่าล้านชิ้น และใช้ทองมากถึง 40 กิโลกรัมในการตกแต่ง อาคารรัฐสภาถูกออกแบบตามแนวทางสถาปัตยกรรมแบบ Gothic Revival หรือแนวทางศิลปะแบบโกธิคของคริสต์ศตวรรษที่ 17 ที่มีอังกฤษเป็นผู้นำโดยเป็นอาคารที่มีความสมมาตรทั้งสองข้างและมีโดมตรงกลาง นอกจากความสมมาตรภายนอกแล้ว ภายในยังสมมาตรกันและเหมือนกันทุกประการด้วยโดยปัจจุบันยังเปิดใช้อยู่ฝั่งหนึ่งเป็นที่ประชุมสภา อีกฝั่งหนึ่งเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมและจัดประชุม

อาคารที่มีขนาด 268×123 เมตรนี้ มี 10 สนาม มีลิฟต์ 13 ตัว 27 ประตู 29 บันได และ 691 ห้องโดยที่ด้านหน้าหันเข้าหาแม่น้ำดานูบ แต่ประตูทางเข้าอยู่ทางทิศตะวันออกของอาคารส่วนที่มีชื่อเสียงมากสุดของอาคารก็คือส่วนหอประชุมกลางที่เป็นรูป 16 เหลี่ยมขนาดใหญ่เชื่อมสภาบนและสภาล่าง ภายในตกแต่งด้วยงานประติมากรรม 242 ชิ้น ประกอบด้วยรูปของผู้นำฮังการี และ Transylvanian ส่วนหน้าต่างก็เป็นตราสัญลักษณ์ของกษัตริย์ฮังการี นักท่องเที่ยวที่มีโอกาสเยือนไม่เพียงจะต้องเผื่อเวลาสำหรับสนุกสนานกับการถ่ายรูปด้านนอกที่มีหลากหลายมุมเท่านั้น ผู้ที่ซื้อบัตรเพื่อเข้าชมจะสามารถเข้าไปด้านในซึ่งจะผ่านบันไดที่ตกแต่งอย่างอลังการ ได้ชื่นชมกับภาพปูนเปียกบนเพดาน และงานประติมากรรมรูป Imre Steindl สถาปนิกผู้ออกแบบ รวมทั้งงานประติมากรรมรูปพระเจ้า Stephen I รวมทั้งได้ชื่นชมกับกระจกสีของ Miksa Roth อีกต่างหากด้วย

night time

night time

from boat ride

from boat ride