แหวกฟ้าหาฝัน : St.Stephen’s Basilica Budapest

https://www.naewna.com/lady/839005

แหวกฟ้าหาฝัน : St.Stephen’s Basilica Budapest

แหวกฟ้าหาฝัน : St.Stephen’s Basilica Budapest

วันอาทิตย์ ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

หลังจากเดินเล่นริมน้ำดานูบแล้ว นักท่องเที่ยว ส่วนใหญ่คงอยากหาสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงเข้าชม สถานที่ท่องเที่ยวแห่งหนึ่งที่ควรเยือนก็คือSt. Stephen’s Basilica โบสถ์คาทอลิกที่ใหญ่ที่สุดของบูดาเปสต์ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก โบสถ์ที่ถูกตั้งชื่อตามพระเจ้าสตีเฟ่นเพื่อเป็นเกียรติกับกษัตริย์พระองค์แรกของฮังการีนี้ตั้งอยู่ ณ ตำแหน่ง Hetz-Theater ซึ่งเคยเป็นที่จัดแสดงการต่อสู้ของสัตว์มาก่อน Janos Zitterbarth คหบดีในเมืองมีดำริที่จะสร้างโบสถ์ขึ้นในชุมชนใหม่ที่เขาตั้งขึ้น ในตอนต้น ชาวเมืองต้องการตั้งชื่อโบสถ์ตาม Saint Leopoldผู้อุปถัมภ์ออสเตรีย แต่ภายหลังเปลี่ยนใจหันมาตั้งชื่อโบสถ์เพื่อเป็นเกียรติให้กับกษัตริย์พระองค์แรกของฮังการีแทนดีกว่า

ปลายทศวรรษที่ 1810 ชาวเมืองหลายพันคนจึงได้รวบรวมเงินบริจาคเพื่อสร้างโบสถ์ตามแนวทางศิลปะแบบ Neo-classic โดยให้ Jozsef Hild เป็นสถาปนิก หลังโบสถ์ก่อตั้งได้ 20 กว่าปีเกิดน้ำท่วมใหญ่ขึ้นในปี 1838 ชาวเมืองก็เลยได้อาศัยโบสถ์เป็นที่หลบภัย โชคร้ายมาเยือนโบสถ์ในปี 1858เมื่อโดมถูกทำลายลงจึงทำให้ต้องก่อสร้างใหม่ หลังปี 1867 Jozsef Hild สถาปนิกเสียชีวิต Miklos Yblจึงเข้าทำหน้าที่แทนและได้เปลี่ยนแปลงแบบใหม่ให้เป็นไปตามแนวทางศิลปะแบบ Neo-Renaissanceการก่อสร้างเป็นไปอย่างเชื่องช้ายาวนานถึง 44 ปี กว่าจะสำเร็จในสมัยที่ Jozsef Kauser เป็นสถาปนิกปี 1931 โบสถ์ได้รับอนุญาตจากพระสันตะปาปา Pius XIให้เป็นที่จะประชุม Eucharistic Congress ในเดือนพฤษภาคมปี 1938 ส่งผลให้ที่นี่กลายเป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์

โบสถ์ที่ถูกสร้างขึ้นในสมัยเดียวกันกับสภานี้มีความสูง 96 เมตรหรือ 315 ฟุต อันเป็นผลมาจากกฎหมายผังเมืองของบูดาเปสต์ที่ไม่ให้มีอาคารใดสูงเกิน 96 เมตร ด้านหน้าทางเข้าได้รับการตกแต่งอย่างสวยงามด้วยโมเสสซึ่งออกแบบโดย Mor thanเป็นภาพ Our Lord on the Throne with Angelsโดยมีคำกล่าวตามพระคัมภีร์เขียนไว้ข้างใต้เป็นภาษาฮังการี ว่า I am the way the truth and thelife. ส่วนแท่นบูชาและธรรมาสน์ออกแบบโดย Jozsef Kauser ตกแต่งด้วยรูปปั้นของ St.Stephenที่จัดทำโดย Alajos Strobl ส่วนกระจกสีที่แสนสดใสสวยงามออกแบบโดย Miksa Roth ศิลปินแนว Art Nouveau ที่ได้ชื่อว่า The man who made Budapest ส่วนออแกนออกแบบโดย Jozsef Angster และทำจากโรงงานในเมือง Pec

นักท่องเที่ยวที่ได้มาเยือนในช่วงใกล้คริสต์มาส ไม่เพียงจะได้ชื่นชมงานศิลปะชั้นยอดของฮังการีจากหลากหลายสถาปนิก และศิลปินหลายแขนงอย่างจุใจแล้ว ยังจะได้ชมสินค้าพื้นเมือง สินค้าคริสต์มาส รวมทั้งชิมอาหารพื้นเมือง ร่วมกับไวน์ร้อนที่ตลาดคริสต์มาสรอบโบสถ์ที่ให้ประสบการณ์สนุกสนานไม่รู้ลืมเลยทีเดียว

แหวกฟ้าหาฝัน : ทอดน่องริมดานูบบูดาเปสต์

https://www.naewna.com/lady/837627

แหวกฟ้าหาฝัน : ทอดน่องริมดานูบบูดาเปสต์

แหวกฟ้าหาฝัน : ทอดน่องริมดานูบบูดาเปสต์

วันอาทิตย์ ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบเมืองใหญ่ สงบ สวยงาม ไม่เพียงควรเยือนเวียนนา ซัลซ์บวร์ก และอินชบรุคแล้ว บูดาเปสต์ เมืองหลวงของฮังการีก็เป็นอีกเมืองหนึ่งที่ต้องไปให้ได้ครั้งหนึ่งในชีวิตหลายคนอาจรู้สึกว่าขึ้นชื่อว่าฮังการีแล้วไม่น่าปลอดภัย แต่แท้ที่จริงแล้วเมืองนี้ไม่เพียง ปลอดภัยและสะดวกสบาย ยังเดินทางไปถึงได้ไม่ยากด้วย นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางโดยสายการบินออสเตรียนแอร์ไลน์จากเวียนนาต่อไปยังบูดาเปสต์ หรือจะนั่งรถไฟจากเวียนนาไปยังบูดาเปสต์ก็ได้ไม่ยากมากเพราะมีรถไฟตรงวันละหลายเที่ยวออกจากสถานีกลางโดยใช้เวลาไม่ถึง 3 ชั่วโมงสถานีที่สะดวกสำหรับบูดาเปสต์จะเป็น Keleti ที่แม้มิได้อยู่กลางเมืองนัก แต่ก็สามารถเดินเล่นในเมืองได้ไม่ยาก

บูดาเปสต์เมืองหลวงของฮังการีนี้มีประชากรมากเป็นอันดับ 9 ของสหภาพยุโรปใหญ่เป็นอันดับหนึ่งของประเทศ และใหญ่เป็นอันดับสองบนแม่น้ำดานูบรองจากเวียนนาเท่านั้น ประวัติของเมืองย้อนไปถึงเมื่อชาวเซลติก เป็นชนชาติแรกที่มาตั้งถิ่นฐานณ ดินแดนแห่งนี้ตั้งแต่ก่อนคริสต์ศตวรรษที่ 1 ซึ่งต่อมาถูกครอบครองโดยชาวโรมันในปี 106 บริเวณที่เป็น Obuda ในปัจจุบัน ชาวโรมันได้มาสร้างถนน อ่างอาบน้ำ บ้าน โรงละครขึ้นในนามของ Aquincum ซึ่งกลายเป็น open air museum ในปัจจุบัน ต่อมาชาว Magyar หรือมายา ซึ่งนำโดย Arpad ที่ถูกขับไล่จากบัลแกเรียโดย Tsar Simeon หลังแพ้สงคราม Southern Bud ได้มาตั้งถิ่นฐานที่นี่แทนและแบ่งเมืองเป็น Buda กับ Pest

Buda Castle

หลังจากนั้นอีก 1 ศตวรรษ พวกเขาก็ก่อตั้งประเทศฮังการีขึ้น เมื่อชาว Tatar ได้บุกรุกเมืองในคริสต์ศตวรรษที่ 13 ทำให้ชาวเมืองเห็นว่าพวกเขายากจะแก้ปัญหาการถูกรุกรานหากสร้างเมืองบนที่ราบ พระเจ้า Bela IV แห่งฮังการีจึงสั่งให้สร้างกำแพงเมืองหินรอบเมือง และสร้างพระราชวังบนเขา Buda ต่อมาในรัชสมัยของพระเจ้า MatthiasCorvinus วัฒนธรรมของบูดาก็รุ่งเรืองขึ้นถึงขีดสุดอันเป็นผลมาจากการที่ศิลปะแนวเรอเนสซองส์จากอิตาเลียนได้เผยแผ่มาถึงแม้เมืองจะเติบโตและเจริญรุ่งเรือง แต่ในปี1526 ชาวออตโตมันก็สามารถเข้าครอบครองเมืองได้และปกครองนานถึง 150 ปี พวกเขาได้สร้างอ่างอาบน้ำสำคัญอันเป็นสัญลักษณ์ของวัฒนธรรมเติร์กไว้ให้ การถูกยึดครองโดยเติร์กทำให้ชาวคริสเตียนลดจำนวนลงอย่างรวดเร็ว ส่วนทางทิศตะวันตกพวกเขาก็ถูกครอบครองโดยราชวงศ์ Habsburgs แห่งออสเตรีย ปี 1848 ชาวเมืองเริ่มกระด้างกระเดื่องต่อราชวงศ์ Habsburgs พวกเขาใช้เวลารบอยู่ร่วมปีกว่าจึงชนะและกลายเป็นจุดเริ่มต้นของ Austria-Hungary ส่งผลให้บูดาเปสต์กลายเป็นเมืองหลวงแห่งที่สองของราชวงศ์ ต่อมาในปี 1849 รัฐบาลตัดสินใจสร้างสะพาน Chain เพื่อเชื่อมระหว่าง Buda และ Pest เข้าด้วยกัน เมื่อ Austria- Hungaryแพ้สงครามในปี 1918 ชาวฮังการีจึงฉวยโอกาสประกาศอิสรภาพและตั้งสาธารณรัฐฮังการีขึ้น ในสัญญาสงบศึกฮังการีต้องเสียแผ่นดินถึง 2/3 และเสียชาวเมืองไปร่วม 2/3 หรือ 3.3 ล้านคน แต่สำหรับพวกเขาแล้วรู้สึกว่าคุ้มค่า

Girl with Her Dog 

ก่อนสงครามโลกครั้งที่สองจะสิ้นสุดโลกบูดาเปสต์ถูกกองทัพสหรัฐฯ และอังกฤษถล่มอย่างรุนแรง ชาวเมืองเสียชีวิตไปมากถึง 38,000 คน สะพานทั้งหมดยังถูกชาวเยอรมันทำลายลงด้วย ยิ่งกว่านั้นชาวยิวที่อาศัยในเมืองยังเสียชีวิตไปมากกว่า 250,000 คนหรือกว่า30% หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ฮังการีกลายเป็นประเทศคอมมิวนิสต์และตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของสหภาพโซเวียต จวบจนปี 1991 แม้ฮังการีจะสะบักสะบอมและไม่ค่อยเติบโตภายใต้อิทธิพลของคอมมิวนิสต์ แต่ปราสาทบูดา และธนาคารริมแม่น้ำดานูบก็ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในปี 1987

นักท่องเที่ยวที่มีโอกาสมาเยือนเมืองนี้สามารถเดินเล่นแถว Vaci utca จัตุรัสVorosmarty และริมแม่น้ำดานูบฝั่ง Pest เพื่อชื่นชมกับสถาปัตยกรรมสวยงามฝั่ง Budaอาทิ Buda Castle, Fisherman Bastion นอกจากนี้บริเวณนี้ยังมีงานประติมากรรมน่ารักๆ ให้ถ่ายรูปเล่นอีกหลายชิ้น อาทิ The Little Princess, Girl with Her Dog ผลงานของ David Raffai, Ignac Roskovics ผลงานของ Mihajlo Kolodko ชาวยูเครน และ Shoes on the Danube Bank ผลงานของ Gyula Pauer ซึ่งเพิ่งจะนำมาติดตั้งในวันที่16 เมษายน 2005 เพื่อเป็นที่ระลึกถึงชาวยิวที่ถูกสังหารในสงครามโลกครั้งที่สอง

Shoes on the Danube Bank

Shoes on the Danube Bank

The Little Princess

The Little Princess

แหวกฟ้าหาฝัน : Dommuseum Salzburg

https://www.naewna.com/lady/836327

แหวกฟ้าหาฝัน : Dommuseum Salzburg

แหวกฟ้าหาฝัน : Dommuseum Salzburg

วันอาทิตย์ ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

The Temptation of St. Antonius

หลังจากที่นักท่องเที่ยวเยือน Salzburg Cathedral แล้ว สถานที่ท่องเที่ยวต่อไปที่สามารถเยือนได้คือ Dommuseum หรือ Cathedral Museumซึ่งตั้งอยู่ในมหาวิหาร Salzburgนักท่องเที่ยวสามารถเข้าชมได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม Cathedral Museum ซึ่งตั้งอยู่ในห้องสวดมนต์ส่วนตัวขนาดเล็กทางทิศใต้บนห้องสวดมนต์ที่ใกล้กับบันไดของมหาวิหารนี้เป็นส่วนหนึ่งของ DomQuartier museum Complex นักท่องเที่ยวที่ซื้อตั๋วจะสามารถเข้าชมได้ตั้งแต่ Residence, Residence Gallery, Museum of St. Peterและ Cathedral เรียกได้ว่าจ่ายเงินทีเดียวใช้เวลาได้ทั้งวัน คุ้มยิ่งกว่าคุ้ม

ของจัดแสดงที่เกี่ยวเนื่องกับศาสนจักรในมิวเซียมซึ่งตั้งอยู่ชั้นบนของโบสถ์แห่งนี้จะพาผู้ชมผ่านช่วงเวลาต่างๆ ของโบสถ์ที่มีประวัติยาวนานกว่า 1,300 ปี และทรัพย์สมบัติที่เกี่ยวเนื่องกับศาสนจักรระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 15-18 อันถูกสะสมจาก Prince Archbishop ไม่ว่าจะเป็นรูปบูชาสีทองแวววาว ไม้กางเขนของ St. Rupert นกพิราบสันติภาพเคลือบทองและม่วง สร้างขึ้นในช่วงต้นศตวรรษที่ 13 ในเมืองลีมอฌ ก่อนสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง Josef Lahnsteiner ผู้ดูแลโบสถ์ได้ขอร้องให้เทศบาลเมืองปรับปรุงของสะสมเก่าๆให้ดีขึ้น ปี 1954 เทศบาลได้เริ่มนำของสะสมดั้งเดิมมาจัดแสดงมากขึ้นเพื่อให้ประชาชนได้ชื่นชมและอยากมีส่วนร่วม แต่กว่าที่ประชาชนจะยอมให้มีการปรับปรุงโบสถ์ครั้งใหญ่ก็เริ่มในปี 1972 แล้ว

ตัวอย่างของจัดแสดงที่น่าสนใจที่นักท่องเที่ยวจะได้ชมนอกเหนือไปจากกระจกสี เครื่องมือเครื่องใช้ของ Archbishop ที่แสนหรูหราซึ่งทำจากทองและอัญมณีอันมีค่าแล้ว ยังมีงานประติมากรรม และจิตรกรรมอันเกี่ยวเนื่องกับศาสนจักรเช่นกันของศิลปินดังๆ หลายคน อาทิLamentation of Christ, Christ among the Doctorsและ Christ and Nicodemus ของ Paul Trogerเขาเกิดในแคว้น Tyrol ในวันที่ 30 ตุลาคม 1698เขาเริ่มได้รับการสนับสนุนให้เป็นศิลปินตั้งแต่อายุเพียงแค่ 16 ปี โดยได้เป็นศิษย์ของ GiuseppeAlberti จนได้มีโอกาสเขียนภาพปูนเปียกครั้งแรกที่ชื่อ Three Angels with the Crossand Putti ที่ Kalvarienkirche หลังจากนั้นเขาได้เดินทางไปเวนิสและต่อไปโรมเพื่อร่ำเรียนกับอาจารย์ชาวอิตาเลียนหลายคนก่อนจะย้อนกลับมาที่ Salzburg ออสเตรีย ก่อนจะได้มาเขียนภาพปูนเปียกที่ St. Cajetan ซึ่งสร้างชื่อเสียงให้เขามาก เขาถูกเชิญให้ไปเขียนภาพปูนเปียกตามโบสถ์อีกหลายแห่งในเวียนนา และกลายเป็นศิลปินที่มีชื่อเสียงโด่งดังของสำนักสงฆ์ทางตอนใต้ของออสเตรีย ปี 1753 เขาเข้าเป็นสมาชิกของ Imperial Academy of Fine Arts และกลายเป็นผู้อำนวยการของ Imperial Academy of Fine Arts ในปี 1754

The Temptation of St. Antonius ของ Hieronymus Bosch ผลงานนี้เป็นหัวข้อที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นหลายครั้งอันเป็นเรื่องราวที่St. Anthony the Great ต้องเผชิญเมื่อท่านเดินทางในทะเลทรายอียิปต์ เรื่องราวนี้ถูกกล่าวขวัญถึงครั้งแรกโดย Athanasius of Alexandriaท่านถูกยั่วยุทั้งจากผู้หญิงและปีศาจร้ายนักท่องเที่ยวที่เคยได้ชมผลงานของ HieronymusBosch ศิลปินชาวดัชท์มาแล้วจะสามารถทราบได้ทันทีเลยว่านี่คือผลงานของศิลปินผู้นี้เขาเป็นศิลปินที่สร้างสรรค์งานได้อย่างมีอัตลักษณ์มาก แม้เรื่องราวในชีวิตของเขาจะมีบันทึกไว้น้อยมากก็ตาม ลักษณะงานของเขาจะเป็นแบบแฟนซีที่ดูโหดร้าย และมีอิทธิพลต่อศิลปินดัชท์ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 16 มากโดยเฉพาะอย่างยิ่ง Pieter Bruegel the Elder ที่เป็นลูกศิษย์ของเขา

Christ among the Doctors

Christ among the Doctors

Christ and Nicodemus

Christ and Nicodemus

แหวกฟ้าหาฝัน : Doll Museum Basel

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/812036

แหวกฟ้าหาฝัน : Doll Museum Basel

แหวกฟ้าหาฝัน : Doll Museum Basel

วันอาทิตย์ ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่มาเยือน Basel เมืองแห่งศิลปะ คงไม่เพียงแค่สนุกสนานกับการถ่ายรูปกับ Street Art และสถาปัตยกรรมของเมืองเท่านั้น แต่คงอยากหามิวเซียมที่น่าสนใจเข้าด้วย สถานที่ท่องเที่ยวแห่งหนึ่งที่ควรค่าแก่การเยี่ยมเยือนคือ Doll Museum นักท่องเที่ยวที่เลยวัยเด็กอาจสงสัยว่าทำไมต้องมาเยือนที่นี่ เหตุผลก็คือ Doll Museum Baselเป็นที่เก็บสะสมตุ๊กตาจำนวนมากถึง 6,000 ตัว หรือเป็นมิวเซียมตุ๊กตาที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Teddy Bear

มิวเซียมที่จัดตั้งขึ้นในอาคารที่ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ปี 1867 กลางเมือง Basel นี้มีประวัติย้อนไปตั้งแต่งาน BaselAutumn Fair ที่ Marc Rippstein ได้ถูกเทศบาลว่าจ้างให้จัดฉากที่มีสัดส่วน 1:12 เพื่อใช้ในงานเทศกาลฤดูใบไม้ร่วงหลังจากฉากนั้นเป็นต้นมา คณะกรรมการจัดงานก็เก็บสะสมของจัดแสดง ทั้งตุ๊กตาและฉากเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดก็ตัดสินใจจัดตั้ง Doll Museum ทำไมการเยือน Doll Museum Basel จึงสนุกสนาน เหตุผลก็คือ ไม่เพียงที่นี่จะมีตุ๊กตาและของเล่นมากมาย วิธีการจัดแสดงและ multi media ยังทำให้นักท่องเที่ยวได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ของของจัดแสดงด้วย

ตุ๊กตา Teddy ที่ถูกจัดแสดงอยู่มากถึง2,500 ตัวนี้ มีเรื่องราวมากมายให้ค้นหาส่วนหนึ่งของการจัดแสดงเป็น Teddy Bearที่เคยอยู่ในห้องทำงานในโรงงานของ MargareteSteiff เจ้าของโรงงาน Teddy Bear ที่ไม่มีที่ไหนในโลกอีกแล้ว ตุ๊กตา Teddy Bear ที่โด่งดังได้ชื่อมาจากชื่อของ Theodore “Teddy” Roosevelt อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ เพื่อรำลึกถึงการล่าสัตว์ของเขาในปี 1902 ในครั้งนั้น เจ้าหน้าที่ที่ไปด้วยต้องการเอาใจประธานาธิบดีด้วยการเอาหมีเด็กตัวหนึ่งจับไว้เพื่อให้ท่านยิงได้ง่ายๆ แต่ท่านคิดว่าวิธีนี้มันไม่สง่างาม ท่านเลยไม่ยอมยิงหมีตัวนั้น มันจึงเป็นการล่าสัตว์ที่กลับมามือเปล่า แต่กลับมีเรื่องราวดีๆ ของท่านกลับมาเล่าขานอีกนานแสนนาน

นักเขียนการ์ตูนรู้ข่าวเลยเขียนการ์ตูนเล่าเหตุการณ์จนเป็นที่มาของคำว่า Teddy’sbear ที่แปลว่าหมีของท่าน Teddy และถูกเรียกต่อมาเป็น Teddy Bear แม้การตั้งชื่อตุ๊กตาหมีของเจ้าของโรงงานจะทำไว้เพื่อหวังผลทางการตลาด แต่การที่ Teddy Bearขายดีจริงๆ กลับไม่ได้มาจากชื่อ แต่มาจากการที่มันเป็นตุ๊กตาที่สามารถขยับแขนขาได้ ไม่เพียงที่นี่จะมีTeddy Bear ตัวแรกของโลกที่ถูกสร้างขึ้นโดยSteiff ในปี 1904 แล้วที่นี่ยังมีตุ๊กตาที่ถูกผลิตระหว่างปี 1870-1920 จากโรงงานแทบทุกแห่งทั่วโลกด้วย นักท่องเที่ยวสามารถศึกษาตุ๊กตาแต่ละตัวได้จากจอ multi-media ที่ตั้งไว้ให้ศึกษา

นอกจาก Teddy Bear แล้ว ของจัดแสดงที่น่าตื่นตาตื่นใจอีกอย่างก็คือ บ้านตุ๊กตาที่มีประวัติย้อนไปในปี 1557 เมื่อ Duke Albrecht Vแห่งบาวาเรีย เยอรมันสั่งให้ช่างสร้างบ้านขนาดย่อเลียนแบบพระราชวัง นับจากนั้นมา ราชนิกูลและคหบดีก็เลยเลียนแบบพระองค์ให้สร้างบ้านขนาดเล็กเลียนแบบบ้านตัวเอง ส่วนการสร้างบ้านตุ๊กตานี้ได้เป็นที่นิยมจนมีการสร้างขายในคริสต์ศตวรรษที่ 19 นับจากนั้นมาคหบดีทั้งหลายใช้บ้านตุ๊กตาเหล่านี้สอนบุตรหลานเพื่อเตรียมตัวเข้าสังคมในวันหน้า ในมิวเซียมแห่งนี้มีบ้านตุ๊กตาที่มีรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องราวชีวิตของผู้คนในแต่ละประเทศที่สร้างขึ้นปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ถึงคริสต์ศตวรรษที่ 20 จากเยอรมัน ฝรั่งเศสสหรัฐฯ และญี่ปุ่นจัดแสดงอยู่เป็นจำนวนมากชนิดที่เรียกได้ว่าดูกันเพลินเลยทีเดียว

ใน Doll Museum นั้นไม่เพียงมีตุ๊กตา บ้านตุ๊กตา ยังมีม้าหมุนอีกเป็นจำนวนมาก ม้าหมุนตัวแรกที่ถูกออกแบบโดย Frans Smulders ที่มิวเซียมมีย้อนกลับไปราวปี 1900 นับจากนั้นมามิวเซียมก็ได้รับการบริจาค รวมทั้งซื้อเพิ่มเองเพื่อนำมาจัดแสดงอีกเป็นจำนวนมากโดยม้าหมุนที่จัดแสดงทั้งหมดยังสามารถทำงานได้เป็นอย่างดีด้วย นักท่องเที่ยวที่มีโอกาสมาเยือนมิวเซียมที่มีพื้นที่มากถึง 1,000 ตารางเมตร บนพื้นที่ตึก4 ชั้นนี้ จึงไม่เพียงจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับประวัติ ของของเล่น ตุ๊กตา บ้านตุ๊กตาม้าหมุนหลายชนิด ที่ถูกนำมาเรียงร้อยด้วยความรักอย่างพิถีพิถันโดยยังคงเสน่ห์ของต้นกำเนิด และเรื่องราวที่สนุกสนานน่าค้นหา อีกทั้งยังจะทำให้ผู้ชมได้หวนรำลึกถึงวันคืนเก่าๆ ได้อย่างเพลิดเพลินนานหลายชั่วโมงจนไม่อยากจะกลับบ้านเลยทีเดียว

แหวกฟ้าหาฝัน : Street Art ใน Basel

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/810667

แหวกฟ้าหาฝัน : Street Art ใน Basel

แหวกฟ้าหาฝัน : Street Art ใน Basel

วันอาทิตย์ ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาสวิสจะพบว่าการเดินทางด้วยรถไฟในสวิสสะดวกสบายมาก ไม่ว่าจะเริ่มต้นหรือเดินทางไปที่เมืองใด ยิ่งเมืองใหญ่ๆ ด้วยแล้ว รถที่เชื่อมระหว่างเมืองจะมีถี่มาก เมืองที่เดินทางจาก Zurich เมืองที่สายการบินไทยลงแห่งหนึ่งที่สวย น่าสนใจ เป็นเมืองใหญ่ และเดินทางถึงด้วยรถไฟได้ในเวลาเพียงแค่ชั่วโมงเศษ ก็คือ Basel เมืองที่มีประชากรมากเป็นอันดับสามของประเทศรองจาก Zurich และ Geneva เท่านั้น เมืองที่มีประวัติย้อนไปถึงปีคริสต์ศตวรรษที่สอง และเป็นเมืองที่มีชายแดนติดกับเยอรมนี มีต้นกำเนิดมาจากโรมัน Basel ถูกกล่าวถึงครั้งแรกในประวัติศาสตร์เมื่อมีการก่อตั้งตลาดขึ้นในปี 1091 นับจากนั้นเมืองก็เริ่มเจริญมากขึ้นโดยมีการสร้างกำแพงเมืองในปี 1100หลังจากนั้นก็มีนายกเทศมนตรีคนแรกในปี 1185 พอถึงปี 1225 เทศบาลก็มีดำริที่จะสร้างสะพานข้ามแม่น้ำภายใต้การนำของ Heinrich von Thun โดยได้รับเงินสนับสนุนจากชุมชนยิวที่มาตั้งรกรากอยู่ในเวลานั้น

โชคร้ายครั้งแรกมาเยือน Basel ในปี 1348 จากการมีโรคอหิวาห์ หรือ Black Death โดยในครั้งนั้นผู้ถูกกล่าวหาคือชาวยิวส่งผลให้ชาวเมืองเผาคนยิวไป 50-70 คน เพื่อสังเวยความผิด ในปี 1356 โชคร้ายครั้งที่สองก็เกิดขึ้นอีก เมื่อเมืองต้องเผชิญกับแผ่นดินไหวซึ่งทำให้ปราสาทถูกทำลายลง ต่อมาอีก 20 ปี เมืองก็ต้องเผชิญกับเรื่องร้ายอีกเมื่อเกิดการจลาจลขึ้นจากการที่ Leopold III, Duke of Austria สังหารพลเมืองชายไปหลายคน และบังคับให้ Basel ตกอยู่ภายใต้การควบคุมของราชวงศ์ Habsburg ชาวเมืองจึงเก็บสะสมความแค้นไว้ในใจ ในปี 1385 ชาวเมืองจึงรวมตัวกันกับกลุ่ม Swabian League of Cities ขึ้นมาต่อสู้กับราชวงศ์ Habsburg แต่กว่าที่เมืองจะเป็นอิสระจากราชวงศ์ได้อย่างแท้จริงก็ปาเข้าไปปี 1400 แล้ว

Basel กลายเป็นส่วนหนึ่งของสมาพันธรัฐสวิส จากการถูกขอร้องให้เข้าร่วมมิได้จากการขอเข้าร่วมเป็นเพราะ Basel อยู่ในตำแหน่งยุทธศาสตร์และมีความสัมพันธ์ที่ดีทั้งกับ Strasbourg และ Mulhouse ของฝรั่งเศส อีกทั้งยังเป็นเมืองที่ควบคุมการขนส่งข้าวโพดของแคว้น Alsace หลังเข้าเป็นส่วนหนึ่งของสวิส Basel ได้รับการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดโดยเฉพาะอย่างยิ่งทางด้านศิลปะ ในปี 1967 ชาวเมืองได้ออกเสียงให้ซื้องาน 3 ชิ้นของ Picasso เพื่อไว้จัดแสดงใน Museum ofModern Art ส่งผลให้ Basel กลายเป็นเมืองแรกในโลกที่ชาวเมืองมีความเป็นประชาธิปไตยมากพอจนถึงกับสามารถตัดสินใจในการซื้องานศิลปะเพื่อจัดแสดงในห้องภาพของรัฐ ในการตัดสินใจครั้งนั้นทำให้ Picasso ได้มอบผลงานของเขาอีก 3 ชิ้นให้เป็นของแถมด้วย

การที่เมือง Basel มีความทันสมัยและมีประชาชนที่เปิดกว้างทำให้เมืองแห่งนี้เป็นสวรรค์ของ Street Art นับจากทศวรรษที่ 1980เป็นต้นมา Basel กลายเป็นกราฟิตี้ฮอตสปอร์ตของสวิส ตึกรามบ้านช่องกลางเมืองกลายเป็นผืนผ้าใบที่ถูกต้องตามกฎหมายเพื่อให้ศิลปินมาบรรจงแต่งแต้มสีสัน เทศบาลเมืองถึงกับเชื้อเชิญให้ศิลปินนานาชาติที่โด่งดังมาช่วยกันตกแต่งเมืองในงาน Art Basel นักท่องเที่ยวที่มีโอกาสมาเยือนเมืองนี้ จึงไม่เพียงจะได้ชมสถาปัตยกรรมเก่าแก่ที่งดงามกลางใจเมืองยังจะได้มีโอกาสเห็นงานจิตรกรรมสไตล์ Street Art ตามกำแพงใหญ่ๆ มากมายแทบจะทุกหนทุกแห่ง ผลงานเหล่านี้มาจากศิลปินทั้งท้องถิ่นและทั่วโลกล้วนมาช่วยกันบรรจงสร้างสีสันให้เมืองมีความสดใสและประทับใจไม่รู้ลืม

แหวกฟ้าหาฝัน : Marc Chagall in Rosengart Collection Lucerne

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/809371

แหวกฟ้าหาฝัน : Marc Chagall in Rosengart Collection Lucerne

แหวกฟ้าหาฝัน : Marc Chagall in Rosengart Collection Lucerne

วันอาทิตย์ ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ใน Rosengart Collection Lucerne ไม่เพียงมีผลงานของ Picasso เป็นจำนวนมากยังมีผลงานของศิลปินลูกครึ่งที่มีประวัติน่าสนใจอีกผู้หนึ่งเป็นจำนวนมากด้วย นั่นคือ Marc Chagall เขาเกิดมาในชื่อ Moishe Shagal ในปี 1887 จากครอบครัวชาวยิวใน Liozna ใกล้เมือง Vitebsk เบลารุส ซึ่งเคยเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิรัสเซีย เขาเป็นลูกคนโตของครอบครัวที่มีบิดาเป็นพ่อค้าขายปลา และมารดาค้าของปลีก แม้ว่าบิดาของเขาจะหาเงินได้มากกว่าค่าเฉลี่ย แต่ความที่มีลูกมากถึง 9 คนจึงทำให้ครอบครัวเขามิได้มั่งคั่ง ถึงกระนั้นก็ตาม การที่ชาวยิวต้องถูกจำกัดทุกอย่างส่งผลให้ Chagall ไม่สามารถไปเรียนหนังสือได้อย่างคนทั่วไปเพราะติดที่โควตาการศึกษาสำหรับชาวยิว ในช่วงแรกของชีวิตเขาจึงจำเป็นต้องเรียนหนังสือในโรงเรียนสอนศาสนาท้องถิ่นพอเขาอายุได้ 13 ปี แม่ของเขาก็พยายามจะส่งเขาไปเรียนหนังสือที่โรงเรียนปกติ แต่โรงเรียนปฏิเสธเพราะความเป็นยิวของเขา แต่แม่ของเขาไม่ละความพยายาม เธอเลยเสนอเงิน 50 รูเบิล ให้กับผู้อำนวยการ เขาจึงได้มีโอกาสเรียนหนังสือในโรงเรียน

เมื่อเขาได้มีโอกาสเรียนหนังสือในโรงเรียน เขาเริ่มหัดศิลปะด้วยการลอกเลียนแบบตามหนังสือต่างๆ ในช่วงปิดเทอม เขาไปเรียนศิลปะกับ Yehuda (Yuri) Pen ศิลปินแนวRealism แต่หลังจากเรียนได้ไม่กี่เดือนเขารู้สึกว่าการวาดภาพเหมือนไม่เหมาะกับตัวเอง ปี 1910 อันเป็นช่วงเวลาที่เขาย้ายไปอยู่ปารีสนั้น แนวทางศิลปะแบบ Cubismกำลังเป็นที่นิยม แต่เขาเป็นชาวยิวที่มาจากรัสเซียกลับชื่นชอบการใช้สีและเส้น งานของเขาจึงไม่เป็นที่นิยมจวบจนกระทั่งBlaise Cendrars กวีกล่าวถึงงานของเขาให้ผู้อื่นฟัง งานของเขาจึงเริ่มกลายเป็นที่สนใจ ในช่วงที่เขาอยู่ปารีส ไม่เพียงเขาได้มีโอกาสเข้าเรียนที่ Academie de La Paletteได้มีโอกาสเป็นเพื่อนกับ GuillaumeApollinaire, Robert Delaunay และ FernandLeger เดินเล่นที่ Montmartre และ LatinQuarter ทำให้เขารู้สึกมีความสุขมาก และสามารถหาแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์งานศิลป์ได้อย่างไม่รู้จบ

แม้บรรยากาศในปารีสจะน่าตื่นตาตื่นใจ แต่เขากลับคิดถึง Bella Rosenfeld แฟนสาวของเขาที่อยู่ที่ Vitebsk บ้านเกิดเขาเกรงว่าจะเสียเธอไปจึงตั้งหน้าตั้งตาพยายามหาเงินเพื่อกลับไปแต่งงานจึงยอมรับไปจัดแสดงผลงานที่ Berlin เยอรมนี ผลการจัดแสดงงานทำให้เขาประสบความสำเร็จอย่างสูงส่งผลให้เขามีเงินมากพอที่จะไปแต่งงานนับจากปี 1915 เขาประสบความสำเร็จมากยิ่งขึ้นเมื่อได้จัดแสดงนิทรรศการที่มอสโกจนเป็นที่รู้จักของคหบดีส่งผลให้เขาสามารถขายภาพได้เป็นจำนวนมาก การปฏิวัติในเดือนตุลาคม ปี 1917 ได้เปลี่ยนชีวิตของเขาไปตลอดกาล ทั้งนี้เพราะเขาเคยเป็นศิลปินที่ประสบความสำเร็จ แต่รัฐบาลกลับไม่สนับสนุนศิลปะแนว Modern Art เขาเลยหนีกลับไปบ้านและจัดตั้งโรงเรียศิลปะ Vitebsk Arts Collegeซึ่งทันสมัยและแปลกแยกที่สุดแทนที่จะรับใช้การเมือง เขาได้ชักชวนศิลปินมากมายให้มาช่วยงานที่วิทยาลัยโดยให้ทำงานอย่างอิสระแต่ศิลปินหลายคนต้องการรับใช้การเมืองส่งผลให้เขาเสียใจและลาออกจากวิทยาลัยแล้วหวนกลับไปมอสโก

หลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่งสิ้นสุดลง ชีวิตความเป็นอยู่ของเขาย่ำแย่มาก เขาจึงตัดสินใจย้ายไปปารีสอีกครั้งและได้ร่วมงานกับ Ambroise Vollard ตัวแทนจำหน่ายภาพที่ทำธุรกิจสิ่งพิมพ์ เขาเดินทางไปทั่วฝรั่งเศสและทั่วยุโรปเพื่อหาแรงบันดาลใจในการสร้างผลงาน ในที่สุดเขาก็เดินทางไปนิวยอร์ก สหรัฐฯ เพื่อไปอยู่ท่ามกลางเพื่อนฝูงศิลปินที่หนีมาจากยุโรปเช่นกัน อย่างไรก็ดี สถานการณ์กลับไม่เป็นไปอย่างที่เขาคิด คหบดีสหรัฐฯกลับรู้สึกว่างานของเขาแปลกแยกมาก เขาจึงตัดสินใจกลับมาฝรั่งเศส และอาศัยอยู่แถว Cote d’Azur ที่อยู่ไม่ไกลจาก Matisse ศิลปินชื่อดังอีกคนที่เป็นเพื่อนกันรวมทั้ง Picasso แต่พวกเขากลับกลายเป็นคู่แข่งกัน แม้ Picasso จะให้ความนับถือ Chagall มากก็ตาม

เป็นที่น่าเสียดายที่แม้เขาจะเป็นศิลปินที่มีความสามารถมากมาย และประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง แต่ความเป็นยิวของเขาทำให้เขาแปลกแยก และขมขื่นเกือบตลอดชีวิตโดยเฉพาะในช่วงท้ายๆ ของชีวิตที่เขาเห็นชาวยิวต้องล้มตายมากมาย Picasso เคยให้ความเห็นเกี่ยวกับ Chagall ไว้ว่าเขาเป็นศิลปินเพียงไม่กี่คนโดยเฉพาะหลังจากที่Matisse เสียชีวิตที่เข้าใจเรื่องสีอย่างแท้จริง เขาเป็นรองก็แต่ Renoir เจ้าพ่อภาพนู้ดแห่งยุค Impressionism เท่านั้น นักท่องเที่ยวจะเห็นว่า ตัวอย่างผลงานตลอดชั่วชีวิตของเขาที่จัดแสดงใน Rosengart CollectionLucerne มีความโดดเด่นในเรื่องความแปลกใหม่ความน่าตื่นตาตื่นใจ การแสดงออกถึงอารมณ์ด้วยการใช้สีง่ายๆ ที่ดึงดูดความสนใจของผู้ชมได้อย่างไม่จบสิ้น แม้บางชิ้นจะยากแก่การเข้าใจมากก็ตาม

แหวกฟ้าหาฝัน : Picasso in Rosengart Collection Lucerne

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/808040

แหวกฟ้าหาฝัน : Picasso in Rosengart Collection Lucerne

แหวกฟ้าหาฝัน : Picasso in Rosengart Collection Lucerne

วันอาทิตย์ ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ใน Rosengart Collection Lucerne นั้น ไม่มีผลงานของศิลปินใดจะมากเท่า PabloPicasso จนอาจได้ชื่อว่าเป็นห้องภาพที่มีผลงานของ Picasso มากเป็นอันดับต้นๆ ของโลกหรืออาจเป็นรองแค่ Picasso Museum ใน Malagaเท่านั้น ทั้งนี้เพราะไม่เพียง Siegfried และAngela Rosengart จะชื่นชอบผลงานของPicasso แล้ว ทั้งคู่ยังเป็นเพื่อนของศิลปินด้วย

Pablo Ruiz Picasso จิตรกร นักเซรามิกและนักออกแบบฉากละครที่ใช้ชีวิตส่วนใหญ่ในฝรั่งเศสนี้เป็นศิลปินที่มีอิทธิพลมากที่สุดคนหนึ่งของคริสต์ศตวรรษที่ 20 ทั้งนี้ เพราะเขาเป็นต้นกำเนิดแนวทางศิลปะแบบ Cubism อันโด่งดังรวมทั้งศิลปะที่เรียกว่า Collage หรือตัดแปะที่เป็นต้นกำเนิดของแนวทางศิลปะร่วมสมัย เขาเป็นคนที่มีความสร้างสรรค์ตั้งแต่ในช่วงต้นของชีวิตการทำงาน เขาทดลองผลิตผลงานด้วยเทคนิค ทฤษฎี และแนวคิดใหม่ๆ เริ่มตั้งแต่ปี1906 โดยใช้แนวทางศิลปะแบบ Fauvism ร่วมกับHenri Matisse ซึ่งเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างมากในช่วงแรกจนเป็นที่มาของศิลปะยุคใหม่(Modern Art)

Picasso เป็นศิลปินที่สร้างงานที่มีความแตกต่างกันอย่างมากตลอดช่วงชีวิตจนสามารถแบ่งเป็นช่วงๆ ได้ ตั้งแต่ Blue Period (1901-4),Rose Period (1904-1906), the African-influenced Period (1907-1909), Analytic Cubism (1909-1912), Synthetic Cubism หรือ Crystal Period (1912-1919) ในช่วงต้นทศวรรษที่ 1920 เขาเปลี่ยนเป็นแนว Neoclassical style แล้วหันมาที่ Surrealism ในช่วงกลางของทศวรรษที่ 1920 ส่วนผลงานในช่วงหลังของชีวิตก็ออกแนวผสมผสานหลากหลายจากช่วงต้นของชีวิต ความที่เขาเป็นศิลปินที่อายุยืนจึงมีผลงานอยู่เป็นจำนวนมาก และถือเป็นศิลปินที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคนหนึ่งของโลก

สำหรับผลงานใน Rosengart Collection Lucerne ที่ประกอบด้วยงานจิตรกรรมจำนวนมากถึง 32 ชิ้น ภาพร่าง 17 ชิ้น ภาพสีน้ำ และงานประติมากรรมอีก 2 ชิ้นนั้น ได้ถูกจัดแสดงเรียงตามลำดับเวลาการสร้างงานอันเป็นแนวทางการจัดแสดงที่นิยมกันทั่วไป ผลงานของเขาถูกจัดแสดงตั้งแต่ชั้นหนึ่ง ห้องแรกโดยเป็นผลงานที่สร้างสรรค์บนกระดาษตั้งแต่ปี 1904-41ที่ศิลปินสร้างสรรค์ไว้สมัยอยู่ในปารีสเป็นภาพเหมือนของ Angela Rosengart เจ้าของมูลนิธิRosengart อยู่หลายชิ้น ภาพร่างของเจ้าของมูลนิธินี้ศิลปินร่างให้การแสดงออกของสีหน้ามีตั้งแต่เรียบเฉยไปจนถึงยิ้มนิดๆ ซึ่งดูแปลกตามากสำหรับงานแนวนี้อันสะท้อนให้เห็นถึงอัจฉริยภาพของศิลปินได้อย่างเด่นชัด นอกจากนั้นผลงานศิลปินยังเป็นคนมีอารมณ์ขันค่อนข้างมากสังเกตได้จากภาพร่างส่วนหนึ่งยังเป็นเรื่องราวที่มาจากละคร การเลียนแบบผลงานของศิลปินอื่นและยังมีภาพนู้ดอีกจำนวนมากซึ่งส่วนหนึ่งเริ่มออกแนว Cubism แล้ว แม้ผลงานที่จัดแสดงในห้องภาพแห่งนี้จะยังไม่ใช่จุดสูงสุดของอาชีพของศิลปินก็ตาม นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสดูของจัดแสดงของ Picasso ใน RosengartCollection Lucerne ก็ยังจะสามารถได้เห็นถึงพัฒนาการของศิลปินได้อย่างสมบูรณ์แบบอย่างแน่นอน

แหวกฟ้าหาฝัน : Rosengart Collection Museum Lucerne

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/806709

แหวกฟ้าหาฝัน : Rosengart Collection Museum Lucerne

แหวกฟ้าหาฝัน : Rosengart Collection Museum Lucerne

วันอาทิตย์ ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่มาเยือน Lucerne ไม่เพียงจะได้มีโอกาสเดินสะพานไม้ ถ่ายรูปกับสิงโตและขึ้น Rigi Kulm แล้ว นักท่องเที่ยวสายศิลป์ย่อมต้องอยากหาห้องภาพเยือน ห้องภาพสำคัญที่น่าสนใจที่สุดของเมืองคงไม่มีที่ใดเกิน Rosengart Collection Museum ห้องภาพที่ตั้งชื่อตามผู้ก่อตั้ง Angelan Rosengart นี้มีประวัติอันยาวนาน เริ่มจากที่ AngelaRosengart เล่าว่าในวันเกิดอายุ 17 ปี ของเธอนั้นบิดาต้องการจะให้ของขวัญเป็นชุดราตรี แต่เธอกลับอยากได้ภาพเขียนของ Paul Klee ที่ชื่อAn Animal takes a Walk มากกว่า บิดาก็ยินยอมให้แลก นับจากนั้นมาชีวิตของเธอก็เริ่มเปลี่ยนไป

เธอเริ่มอาชีพตัวแทนจำหน่ายงานศิลปะตั้งแต่อายุเพียงแค่ 16 ปีโดยเริ่มฝึกงานในบริษัทของบิดา หลังจากนั้นก็ขยับขึ้นเป็นหุ้นส่วนของบริษัทของบิดา Siegfried Rosengartในปี 1957 จวบจนกระทั่งบิดาเสียชีวิตในปี 1985 เธอก็ขยับขึ้นเป็นผู้อำนวยการความเชี่ยวชาญพิเศษของเธอก็คือ ClassicModernism ยิ่งกว่านั้นเธอยังเป็นเพื่อนกับศิลปินกลุ่ม Modernism ดังๆ อีกหลายคนโดยเฉพาะอย่างยิ่ง Pablo Picasso ที่ทั้งคู่สนิทสนมกันมากจน Picasso ได้วาดภาพเหมือนของเธอมากถึง 5 ครั้ง

ปี 1978 Siegfried บิดาและ Angela Rosengart ได้ให้ของขวัญกับเทศบาลเมืองLucerne ในโอกาสครบรอบ 800 ปีเป็นผลงานชิ้นโบแดงของ Picasso จำนวน 8 ชิ้นอันเป็นจุดเริ่มต้นของการก่อตั้ง LucernePicasso Museum ปี 1992 เธอได้ริเริ่มก่อตั้งมูลนิธิ Rosengart เพื่อให้ของสะสมของตระกูลเธอได้อยู่ในมือของสถาบันที่เหมาะสมและสาธารณชนสามารถเข้าชมได้ ปี 2000 เธอจึงตัดสินใจซื้ออาคารธนาคารชาติสวิสที่ถูกสร้างด้วยแนวทางศิลปะแบบ Neoclassic และออกแบบโดย Hermann Herter เมื่อปี 1924 เพื่อไว้เป็นที่จัดแสดงของสะสมของเธอโดยมอบหมายให้ Roger Diener สถาปนิกชาวสวิสเป็นผู้ปรับปรุงอาคารจนเปิดทำการได้ในวันที่26 มีนาคม 2002 ความสำเร็จและความมีน้ำใจของเธอเป็นที่รับรู้ของสาธารณะจนในปี 2003 คณะปรัชญามหาวิทยาลัยซูริคได้มอบปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ให้เธอ

นักท่องเที่ยวที่มาเยือน Rosengart Collection Museum แห่งนี้สามารถเดินจากสถานีรถไฟกลางไปยังมิวเซียมได้ด้วยเวลาน้อยกว่า 5 นาที เพราะที่นี่ห่างจากสถานีเพียงแค่ 250 เมตรเท่านั้น แม้ตัวอาคารภายนอกอาจดูเรียบๆ เหมือนสำนักงานทั่วไป แต่ภายในกลับเต็มไปด้วยผลงานศิลปะของศิลปินModernism ดังๆ ที่มีให้ดูได้อย่างจุใจ ไม่ว่าจะเป็นศิลปินแนว Impressionism Claude Monet, Auguste Renoir, Camille Pissarroแนว Post Impressionism ทุกแขนง ไม่ว่าจะเป็น Vassily Kandinsky, GeorgesBraque, Chaïm Soutine, AmedeoModigliani, Fernand Léger, Georges Seurat, Pierre Bonnard, Édouard Vuillard,Paul Cézanne, as well as  Maurice Utrillo,Georges Rouault, Henri Matisse, Joan Miró โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Pablo Picassoที่มีอยู่เกือบเต็มชั้นเลยทีเดียว

แหวกฟ้าหาฝัน : Lucerne ที่ไม่ได้มีแต่สะพานไม้

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/805423

แหวกฟ้าหาฝัน : Lucerne ที่ไม่ได้มีแต่สะพานไม้

แหวกฟ้าหาฝัน : Lucerne ที่ไม่ได้มีแต่สะพานไม้

วันอาทิตย์ ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่เยือนสวิสโดยใช้ทัวร์ เมืองหนึ่งที่จะต้องอยู่ในโปรแกรมทัวร์เสมอนั่นคือ Lucerne เมืองใหญ่กลางประเทศสวิสทั้งนี้ เพราะที่นี่มีสถานที่ท่องเที่ยว the must ของสวิสซึ่งนักท่องเที่ยวต้องไปถ่ายรูปให้ได้อยู่ 2 แห่ง คือ สะพานไม้ และสิงโต ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของเมือง แต่แท้ที่จริงแล้ว เมือง Lucerne ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานนี้ ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจอีกหลายแห่ง

เมือง Lucerne ที่เป็นเมืองหลวงของมณฑล Lucerne นี้เริ่มต้นขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่ 6 หลังจากการล่มสลายของจักรวรรดิโรมัน และชาว Alemannic เชื้อชาติเยอรมันเริ่มมีอิทธิพลเข้ามาในสวิส ในช่วงแรก Lucerne อยู่ภายใต้อิทธิพลของสำนักสงฆ์ แต่ในปี 1178 พวกเขาได้อิสรภาพและกลายเป็นเมืองในปีเดียวกันโดยกลายเป็นเมืองสำคัญทางด้านการค้า ปี 1290 เมืองตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของพระเจ้า Rudolph I ของราชวงศ์ Habsburg ยังผลให้ประชาชนไม่พอใจมาก ชาวเมืองจึงร่วมกับชาวเมืองมณฑล Uri, Schwyz และ Unterwalden ก่อตั้ง Swiss Confederacy ขึ้นในวันที่ 7 พฤศจิกายน 1332 ซึ่งต่อมามีเมือง Zurich, Zug และ Bern มาร่วมเป็นพันธมิตรส่งผลให้อิทธิพลของออสเตรียสิ้นสุดลงในปี 1386 หลังจากชัยชนะของ Lucerne ในการรวมตัวกันเป็นประเทศสวิสนั้น Lucerne กลายเป็นเมืองที่ดึงดูดผู้คนมาอาศัยอยู่เป็นจำนวนมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวคาทอลิก

หลังการปฏิวัติฝรั่งเศสได้ 9 ปี ฝรั่งเศสได้ยาตราทัพเข้าสู่สวิสส่งผลให้สมาพันธรัฐล่มสลายและกลายเป็นประชาธิปไตยLucerne ได้มีการปฏิวัติอุตสาหกรรมจนทำให้ประชาชนมากถึง 40% หันมาทำงานโรงงานส่งผลให้เศรษฐานะของมณฑลดีขึ้นอีก และดึงดูดให้คนย้ายมาทำงาน เมื่อเมืองมีการพัฒนาทางรถไฟเชื่อมเมืองต่างๆ อาทิ Olten, Basel, Zug และ Zurich จึงได้รับความสนใจจากทั่วยุโรปอีกครั้ง ยิ่งเมื่อสมเด็จพระราชินีนาถวิคตอเรีย ได้เสด็จมาที่สะพาน Kapell และอนุสาวรีย์สิงโต โดยทรงมีปฏิสันถารกับประชาชนเป็นภาษาเยอรมัน ส่งผลให้ศิลปิน และกวีย้ายมาอยู่ที่นี่มากยิ่งขึ้น อาทิ Carl Spitteler ผลงานของจิตรกรและคีตกวีที่มาอยู่ใน Lucerne กลายเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวของเมืองทางหนึ่งจนทำให้มีการลงทุนด้านการท่องเที่ยวโดยเฉพาะโรงแรมมากมาย อาทิ Schweizerhof hotel, Grand Hotel National, Chateau Gutsch ยังผลให้ที่นี่กลายเป็นจุดหมายปลายทางของการท่องเที่ยวนับจากนั้นมา

นักท่องเที่ยวที่ได้มาเยือน Lucerne และมี Swiss pass สถานที่ท่องเที่ยวนอกเมืองแห่งหนึ่งที่ต้องไปให้ได้นั่นคือ Rigi Kulm ทั้งนี้เพราะราชินีแห่งขุนเขานี้สามารถไปเที่ยวได้ฟรีด้วย Swiss pass นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางมายังเขานี้ได้ไม่ยากโดยเริ่มจากการนั่งเรือที่สถานีกลางเมืองไปยัง Vitznau และนั่งรถไฟขึ้นไปยัง Rigi Kulm แล้วต่อนั่ง cable car ต่อไปยัง Weggis ซึ่งถือเป็นประสบการณ์ที่สนุกสนานและน่าประทับใจตลอดเส้นทาง นอกจากนี้บน Rigi Kulmยังมีวิว 360 องศาที่สวยราวสรวงสวรรค์ซึ่งเห็นทั้งเทือกเขา Alps, ทะเลสาบ 13 แห่ง รวมทั้งตัวเมือง Lucerne และ Zug อันยากจะลืมเลือนสมกับฉายา Queen of the Mountain จริงๆ

แหวกฟ้าหาฝัน : เมืองเก่า Stein am Rhein

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/804059

แหวกฟ้าหาฝัน : เมืองเก่า Stein am Rhein

แหวกฟ้าหาฝัน : เมืองเก่า Stein am Rhein

วันอาทิตย์ ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่ไปเยือน Schaffhausen แล้วยังมีเวลาเหลือ อีกเมืองหนึ่งที่เก่าแก่น่ารัก ควรค่าแก่การแวะอย่างยิ่งก็คือ Stein am Rhein เมืองที่อยู่ทางทิศตะวันออกของ Schaffhausen ที่นั่งรถไฟไปเพียงแค่ 20 นาทีนี้เป็นเมืองที่อยู่ในมณฑล Schaffhausen เช่นกัน เมืองที่ถูกสร้างขึ้นครั้งแรกตั้งแต่ปี 1007 นี้ถือกำเนิดขึ้นเมื่อจักรพรรดิเฮนรี่ที่ 2 ได้ย้ายโบสถ์ St George จากที่ตั้งเดิมที่ Hohentwiel มายัง Stein am Rhein ซึ่งในช่วงเวลานั้นเป็นเพียงแค่หมู่บ้านชาวประมงเล็กๆ บนแม่น้ำไรน์ด้วยความหวังจะให้ที่นี่กลายเป็นศูนย์กลางของการค้าริมน้ำไรน์ นโยบายนี้ส่งผลให้หมู่บ้านกลายเป็นเมืองอย่างรวดเร็วและกลายเป็นเมืองที่มั่งคั่งที่สุดแห่งหนึ่งในคริสต์ศตวรรษที่ 15

เมื่อเมืองมั่งคั่งขึ้น เทศบาลเลยมีดำริที่จะปรับปรุงโบสถ์เก่าให้มีความทันสมัยมากขึ้นตามแนวทางศิลปะแบบGothic ในช่วงปฏิวัติที่มีการแยกระหว่างศาสนจักรและรัฐบาล ทางโบสถ์ได้แยกทรัพย์สินออกจากการดูแลของซูริค เมื่อซูริคสงสัยว่าเจ้าอาวาสต้องการที่จะเข้าร่วมกับราชวงศ์ Habsburg พวกเขาจึงจับเจ้าอาวาสขังไว้ แม้ท่านก็สามารถหนีออกไปได้ แต่ก็เสียชีวิตในเวลาต่อมาแม้เมืองจะโดนระเบิดจากกองทัพอากาศสหรัฐฯ ในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ ปี 1945 จากความเข้าใจผิดเฉกเช่นเดียวกันกับ Schaffhausen แต่ภายในเมืองยังคงเต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมที่ควรค่าแก่การเป็นเมืองมรดกโลกอีกหลายแห่ง อาทิ โบสถ์ที่เคยเป็นสำนักสงฆ์ St George อันเป็นที่มาของการก่อตั้งเมือง สำนักสงฆ์ Benedictป้อมปราการและปราสาท Hohenklingenที่ถูกสร้างขึ้นในปี 1225 ศาลากลางจังหวัด ฯลฯ

เมืองที่ปัจจุบันมีประชากรเพียงแค่ 3 พันกว่าคนนี้มีภัตตาคารเพียงแค่ 16 แห่ง โรงแรม 10 แห่ง 435 เตียง แต่กลับเป็นเมืองที่นักท่องเที่ยวส่วนหนึ่งนิยมมาท่องเที่ยวทั้งนี้เพราะที่นี่ไม่เพียงมีอาคารประวัติศาสตร์หลายแห่งที่มีภาพปูนเปียกที่แสนสวยงามประดับประดาอยู่เต็มไปหมดชนิดที่ถ่ายรูปได้อย่างไม่รู้เบื่อแล้ว ยังเต็มไปด้วยอาคารบ้านเรือนริมน้ำที่แสนสวยงามอีกต่างหากด้วยสมกับที่เมืองได้รับรางวัล Wakker Prize รางวัลสำหรับเมืองที่มีสถาปัตยกรรมที่ควรค่าแก่การเป็นมรดกโลกในปี 1972