แหวกฟ้าหาฝัน : Alexander Trippel in All Saints Museum Schaffhausen

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/802767

แหวกฟ้าหาฝัน : Alexander Trippel in All Saints Museum Schaffhausen

แหวกฟ้าหาฝัน : Alexander Trippel in All Saints Museum Schaffhausen

วันอาทิตย์ ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

The Anointing of David 

ใน All Saints Museum Schaffhausenนอกจากจะมีงานของ Cumo Amiet ซึ่งเป็นศิลปินสวิสแล้ว ที่นี่ยังมีงานของ Alexander Trippel นักประติมากรชาวสวิสชื่อดังที่เกิดในSchaffhausen ด้วย เขาเกิดวันที่ 23 กันยายน1744 ในครอบครัวที่มีฐานะยากจน พ่อของเขาเลยไปแสวงหาโอกาสใหม่ๆ ที่ลอนดอนที่ซึ่งเขาไปเป็นเด็กฝึกงานเพื่อทำเครื่องไม้เครื่องมือ แต่เขาไม่รู้สึกมีความสุข เมื่อเขาได้รู้จักกับ Ludwig Luecke นักประติมากรชาวเยอรมัน เขาจึงได้เรียนรู้วิชาร่างแบบ เขาย้ายไปอยู่โคเปนเฮเกนเมืองหลวงของเดนมาร์ก เมื่ออายุได้ 15 ปี และมีโอกาสเข้าเรียนที่ Danish Academy of Art ที่นี่เขาได้เรียนรู้งานประติมากรรมแนวคลาสสิกของ Johannes Wiedewelt ประติมากรชาวเดนมาร์ก

Resting Hercules 1775

ต่อมาเขาเดินทางไปปารีสและได้รู้จักกับ Christian von Mechel ตัวแทนจำหน่ายงานศิลปะชาวสวิสซึ่งได้ให้ทุนสนับสนุนเขาไปหาความรู้และทำมาหากินที่กรุงโรม แต่เขากลับไม่สามารถทำอะไรได้เป็นชิ้นเป็นอันจึงตัดสินใจกลับไปสวิสก่อนจะย้ายกลับมาอยู่โรมอีกครั้งในปี 1778 เขาได้พยายามขายงานประติมากรรมที่ชื่อ Frederick the Great แต่ไม่มีใครยอมซื้อ ซ้ำร้ายเขายังถูกปฏิเสธจากตำแหน่งนักประติมากรของราชสำนักเดรสเดนอีกต่างหาก แม้เขาจะดูไม่ประสบความสำเร็จในช่วงเวลาที่มีชีวิตอยู่ แต่เขาก็ยังได้เป็นสมาชิกกิตติมศักดิ์ของ Prussian Academy of Arts ผลงานของเขาเพิ่งเป็นที่ยอมรับภายหลังจากที่เขาเสียชีวิตไปแล้วที่กรุงโรมในปี 1793

Bacchus crowns Ariadne 1774

นักท่องเที่ยวที่เยือน All Saints Museum จะเห็นว่าทางมิวเซียมได้อุทิศห้องหนึ่งสำหรับ Trippel เลยทีเดียวโดยในห้องนี้มีผลงานประติมากรรมที่สวยที่สุดชิ้นหนึ่งของเขาด้วย นั่นคือThe Anointing of Davidซึ่งถูกรังสรรค์ไว้ในปี 1767 ทั้งนี้ อาจเป็นเพราะเขาเป็นศิลปินที่เกิดใน Schaffhausenงาน The Anointing ofDavid ชิ้นนี้มีต้นกำเนิดมาจากพระคัมภีร์ในตอนที่เดวิดได้รับการเจิม นักท่องเที่ยวที่เคยศึกษาไบเบิลจะทราบดีว่า David ซึ่งเป็นตัวละครสำคัญในพระคัมภีร์ได้รับการเจิม 3 ครั้ง คือ ครั้งแรก David ได้รับการเจิมจาก Samuel ต่อหน้าพี่ชายของเขาในช่วงเวลาที่เขายังเป็นเพียงแค่คนธรรมดา แต่พระเจ้าก็เลือกเขาเขาจึงเป็นผู้ออกไปต่อสู้กับ Goliath ต่อมาเขามีปัญหากับSamuel ซึ่งพยายามตามฆ่าเขาแต่เขาก็ได้รับการปกป้องจากพระเจ้าเพราะพระองค์ทรงเจิมเขาไปแล้ว นักท่องเที่ยวที่ได้ชมประติมากรรมนูนต่ำชิ้นนี้จะสัมผัสได้ถึงอัจฉริยภาพของ Trippel ทั้งในเรื่องเนื้อหาและฝีมือ สังเกตได้จากเสื้อผ้าหน้าผม ความละเอียดอ่อนของท่วงท่าล้วนเป็นธรรมชาติและเหมือนจริงแม้ผลงานชิ้นนี้จะไม่ได้ทำจากหินอ่อนก็ตาม แต่ก็ควรค่าแก่การชื่นชมอย่างยิ่ง

แหวกฟ้าหาฝัน : Cuno Amiet in All Saints Museum Schaffhausen

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/801502

แหวกฟ้าหาฝัน : Cuno Amiet in All Saints Museum Schaffhausen

แหวกฟ้าหาฝัน : Cuno Amiet in All Saints Museum Schaffhausen

วันอาทิตย์ ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

Flowering Time detail 1

ใน All Saints Museum มีผลงานของศิลปินชาวสวิสผู้หนึ่งที่มีชื่อเสียงทางด้านการใช้สีอยู่เป็นจำนวนมากนั่นคือ Cuno Amiet เขาเกิดวันที่ 28 มีนาคม 1868 ใน Solothurn เมืองทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของสวิสในครอบครัวของ Josef Ignaz Amiet ผู้ปกครองมณฑล เขาเข้าศึกษาการสร้างสรรค์งานจิตรกรรมจาก Frank Buchser จิตรกรชาวสวิสที่มีชื่อเสียงในการวาดภาพเหมือนของคหบดีชาวอเมริกัน หลังจากนั้นเขาเข้าเรียนที่ Academy of Fine Arts เมืองมิวนิคในปี 1886-88 ในช่วงเวลาเดียวกันกับ Giovanni Giacometti หลังจากนั้นทั้งสองได้เดินทางไปเรียนต่อที่ปารีสด้วยกันโดย Amiet เข้าเรียนที่Academie Julian

แม้เขาจะมีเศรษฐานะดีและเข้าเรียนที่สถาบันยอดนิยมในสมัยนั้น แต่เขากลับไม่พอใจกับการเรียนในห้องเรียน เขาเลยย้ายไปร่วมกับPont-Aven School หรือชุมชนที่อยู่แถว Aven แคว้น Brittany ฝรั่งเศสเพื่อเรียนกับผู้นำกลุ่ม Post Impressionism อาทิ Emile Bernardชาวฝรั่งเศส, Paul Serusier ชาวฝรั่งเศส,Roderic O’Conor ชาวไอริชและ Armand Seguin อีกทั้งยังได้รับแรงบันดาลใจจาก Paul Cezanneชาวฝรั่งเศสจนทำให้เขาชื่นชอบที่จะใช้สีบริสุทธิ์เป็นตัวกลางในการสร้างสรรค์งาน แต่หลังจากปี 1893 เขาเริ่มเงินหมดและต้องเดินทางกลับสวิส เขาจึงเปิดห้องภาพที่ Hellsauเมืองเล็กๆ ใกล้กรุงเบิร์น และได้มีโอกาสจัดนิทรรศการเดี่ยวครั้งแรกที่ Kunsthalle Baselในปี 1894 แต่ไม่ได้รับการตอบรับมากนัก

Field with Popies and Cornflowers 1929

ตลอดทศวรรษที่ 1890 เขาได้ร่วมมือกับ Giacometti เพื่อนสนิทที่ร่วมเรียนกันมาแต่เด็กแต่กลับขายผลงานได้น้อยมากจนในปี 1898 ที่เขาวาดภาพเหมือนของ Ferdinand Hodler ศิลปินสวิสชื่อดังที่กลายเป็นแรงบันดาลใจที่สำคัญของเขาจนเริ่มมีเศรษฐานะดีขึ้น ปี 1898 เขาแต่งงานกับ Anna Luder von Hellsau และย้ายไปอยู่ Oschwand โดยในช่วงแรกเขาเช่าบ้านอยู่ก่อนจะสามารถซื้อกระท่อมชาวนาได้ในปี 1913 ที่ซึ่งกลายเป็นสถานที่พบปะกับนักเขียนอีกหลายคน อาทิ Wilhelm Worringer,Adolf Frey, Hermann Hesse รวมทั้งเป็นที่สอนลูกศิษย์อีกหลายคน อาทิ Werner Miller, Marta Worringer เป็นต้น นับจากทศวรรษที่ 1900 เขาเริ่มมีโอกาสเข้าร่วมในการแข่งขันและจัดนิทรรศการทั่วทั้งยุโรปจนได้เหรียญรางวัลใน Exposition Universelle ในปี 1899 อันส่งผลให้เขากลายเป็นคนมีชื่อเสียงและขายผลงานได้มากมาย ปี 1906 เขาได้รับคำแนะนำจาก Erich Heckel ให้เข้ารับกับกลุ่มDie Brucke ซึ่งเป็นศิลปินแนว Expressionismเขากลายเป็นผู้นำของศิลปินสวิสหลังการเสียชีวิตของ Ferdinand Hodler ในปี 1918

ในช่วงต้นของชีวิต แม้เขาจะเป็นศิลปินแนว Expressionism แต่เขากลับใช้สีที่กลมกลืนตามอย่างแนวทางศิลปะฝรั่งเศสดั้งเดิมค่อนไปทาง Impressionism เพื่อเน้นการตกแต่ง แต่ในช่วงท้ายๆ หลังทศวรรษที่ 1940เขากลับเน้นงานแนว Abstract แต่ยังคงใช้สีที่อ่อนโยนแบบ Pastel เช่นเดิม เขาเป็นศิลปินที่ประสบความสำเร็จอย่างล้นหลามและอายุยืนถึง 93 ปี ส่งผลให้เขามีผลงานมากถึงกว่า4 พันชิ้น แม้ผลงานมากถึง 50 ชิ้นจะถูกไฟไหม้ไปแล้วในปี 1931 ก็ตาม ความที่เขาชื่นชอบการวาดภาพเหมือนมากทำให้เขามีผลงานภาพเหมือนมากถึงพันกว่าชิ้น เขายังเป็นกรรมการของ Gottfried Keller Foundation และKunstmuseum Bern อีกทั้งยังได้รับรางวัลจาก University of Berne ในปี 1919 อีกต่างหากด้วย

Flowering Time 1926

Flowering Time detail2

Girl in the Garden 1922

Two Women with A Child in the Garden 1911

WaldlandschaftII 1919

Waldlandschaft II detail

แหวกฟ้าหาฝัน : All Saints Museum Schaffhausen

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/800146

แหวกฟ้าหาฝัน : All Saints Museum Schaffhausen

แหวกฟ้าหาฝัน : All Saints Museum Schaffhausen

วันอาทิตย์ ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวสายมิวเซียมที่มาเยือน Schaffhausen และมีเวลามากพอหลังจากชมเมืองและเข้ามิวเซียม IWC แล้ว สถานที่ท่องเที่ยวอีกแห่งที่น่าสนใจก็คือ Museum of All Saints หรือ All Saints Museumมิวเซียมที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของสวิส ซึ่งบรรจุประวัติศาสตร์มากมายของเมืองไว้ มิวเซียมนี้เริ่มต้นขึ้นจากการนำเอาแนวคิดที่จะสร้างมิวเซียมบริเวณ Schwabentor เมื่อปี 1900 มาปัดฝุ่นใหม่ เทศบาลเมืองได้ให้บริษัทสถาปนิก Schafer and Martine Risch มาปรับปรุงอาคารสำนักสงฆ์ Benedict ที่มีอายุกว่าพันปีให้เป็นมิวเซียมอเนกประสงค์ในปี 1919 ด้วยหลักการที่ต้องคงไว้ซึ่งสถาปัตยกรรมเดิมๆ ของสำนักสงฆ์ที่กำลังจะพังให้คงอยู่ในสภาพดีขึ้น
โดยอาศัยต้นแบบจาก The Swiss NationalMuseum ของเมืองซูริค

หลังการปรับปรุงมิวเซียมอยู่ 6 ปี มิวเซียมที่มี 28 ห้อง ก็สามารถเปิดทำการได้ในปี 1928 และได้ทำการขยายต่อในปี 1935 ภายใต้การปรับปรุงของบริษัทสถาปนิก August Arter and Martin Risch โดยมอบหมายให้Karl Sulzberger เป็นผู้อำนวยการ โชคร้ายมาเยือนเมื่อสหรัฐฯ ทิ้งระเบิดโดนมิวเซียมในปี 1944 ส่งผลให้มิวเซียมถูกทำลายลงไปมากจนบางส่วนไม่สามารถปรับปรุงให้กลับคืนมาได้โดยเฉพาะงานจิตรกรรมที่สำคัญจำนวนมากถึง70 ชิ้น รวมทั้งงานของ Tobias Stimmer ศิลปินพื้นเมือง Schaffhausen ชื่อดังจำนวน 9 ชิ้นด้วย

ในการรณรงค์เพื่อความเป็นหนึ่งเดียวกันของชาวสวิส บริษัทห้างร้าน ประชาชนและรัฐบาลร่วมมือกันบริจาคเงินและแรงงานปรับปรุงมิวเซียมใหม่จนสามารถเปิดทำการได้อีกครั้งในวันที่ 18 พฤษภาคม ปี 1946โดยตั้งให้ Walter Ulrich Guyan เป็นผู้อำนวยการแทน เขาได้จัดนิทรรศการขึ้นหลายครั้ง อาทิ Masterpiece of Old German Painting1947, Rembrandt and his time 1949, MaxGubler 1962 และ Edvard Munch 1968 เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวโดยยืมผลงานสำคัญๆที่มีชื่อเสียงมาจากมิวเซียมอื่นๆ ทั่วสวิส

ในทศวรรษที่ 1980 มิวเซียมได้ขยายอีกครั้งด้วยการควบรวมงานสะสมที่เกี่ยวเนื่องกับประวัติศาสตร์ธรรมชาติเข้ามาด้วยซึ่งเท่ากับเป็นการทดแทน Natural History Museum ที่ถูกทำลายไปในวันที่ 1 เมษายน 1944 เข้าไว้ด้วยกัน ปี 1991 มิวเซียมได้รับการบริจาคของสะสมชุดใหญ่จาก Marcel Ebnother นักสะสมของเก่าชาวสวิสส่งผลให้มิวเซียมต้องขยายพื้นที่เพิ่มขึ้นอีก ปี 2001 เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองการปรับปรุงครั้งใหม่มิวเซียมได้จัดนิทรรศการ From the Dead Sea to the Pacific ขึ้นโดยจัดแสดงของสะสมที่ได้รับมาจาก Ebnother ซึ่งเป็นของเก่าที่สำคัญที่สุดชุดหนึ่งของยุโรปโดยจัดแสดงไว้ในส่วนต่อขยายของมิวเซียมที่เชื่อมด้วยทางเชื่อมเหนือถนน Baumgartenstrasse

ปี 2005 เพื่อให้การจัดแสดงเป็นไปอย่างไม่แออัด ชาวเมืองได้อนุมัติเงินกู้ 7.8 ล้านฟรังก์สวิส เพื่อปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานและเนื้อหาโดยออกแบบส่วนที่เกี่ยวข้องกับโบราณคดีเป็นหลัก อีกทั้งยังเพิ่มส่วนร้านกาแฟ และร้านขายของที่ระลึกด้วย การปรับปรุงครั้งนี้เสร็จสิ้นในปี 2015 โดยอาศัยเงินช่วยเหลือจากบริษัทห้างร้านในเมืองเพิ่มเติมอีกต่างหาก นักท่องเที่ยวที่มีโอกาสมาเยือน All Saints Museum Schaffhausen อาจรู้สึกแปลกใจตั้งแต่ก้าวแรกที่มาถึง ทั้งนี้ เพราะโครงสร้างภายนอกดูแปลกตาจากการที่เคยเป็นสำนักสงฆ์เก่ามาก่อนนั่นเอง ถึงกระนั้นก็ตาม การตกแต่งภายในและของจัดแสดงยังคงรักษามาตรฐานความเป็นมิวเซียมไว้ได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่องสมกับเป็นชาติมหาเศรษฐีจริงๆ

แหวกฟ้าหาฝัน : มิวเซียมของหรู IWC

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/798995

แหวกฟ้าหาฝัน : มิวเซียมของหรู IWC

แหวกฟ้าหาฝัน : มิวเซียมของหรู IWC

วันอาทิตย์ ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่มาเยือนสวิส นอกจากภูเขาต่างๆ ที่ต้องขึ้นให้ได้แล้ว กิจกรรมอีกอย่างที่ต้องทำให้ได้ไม่งั้นเหมือนมาไม่ถึงสวิสก็คือ การดูนาฬิกา หลายคนอาจเริ่มเถียงในใจว่า ทำไมต้องดูล่ะ นาฬิกาที่ไหนๆ ก็มีในโลก แต่สวิสเป็นเจ้าแห่งนาฬิกา ไม่ว่าจะแปลกแหวกแนวขนาดไหนก็มีให้ดูทั้งนั้น ทุกที่ทุกเมืองจะมีร้านนาฬิกามากมาย ดังนั้น การมาถึงเมืองแห่งนาฬิกา แล้วได้ศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับเรื่องนาฬิกาจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรพลาด

สำหรับนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบการเยือนมิวเซียม ไม่ว่าไปเมืองใดย่อมอยากหามิวเซียมเข้ายิ่งมาถึงเมืองแห่งนาฬิกาด้วยแล้ว สถานที่หนึ่งที่คงอยากเข้าให้ได้ก็คือ มิวเซียมนาฬิกา ทั้งนี้อาจเป็นเพราะโดยทั่วไปนาฬิกามักจัดแสดงรวมๆ อยู่กับหมวดอื่นๆ ในมิวเซียมประเภท Decorative Art มิวเซียมสำหรับนาฬิกาโดดๆ เป็นสิ่งที่หาดูได้ยาก อย่างไรก็ดี Schaffhausen แม้จะเป็นเมืองเล็ก แต่ที่นี่กลับเป็นบ้านเกิดของยี่ห้อนาฬิกาหรูที่ชื่อ IWC เมืองนี้จึงเป็นเพียงไม่กี่เมืองของสวิสหรือแม้แต่ในโลกที่มีมิวเซียมนาฬิกา นักท่องเที่ยวที่มาถึง Schaffhausen ย่อมไม่ควรพลาด

IWC เป็นผู้ประกอบการนาฬิกาแห่งแรกในโลกที่เปิดมิวเซียมที่เมือง Schaffhausen ในปี 1993 เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองครบรอบ 125 ปีของผู้ประกอบการรายนี้International Watch Company ที่มีชื่อย่อว่า IWC เริ่มต้นเมื่อ FlorentineAristo Jones วิศวกรชาวอเมริกันผู้ประกอบนาฬิกาวัย 27 ปี ซึ่งเป็นผู้ช่วยผู้อำนวยการและผู้จัดการของ E.Howard Watch and Clock Co. ในบอสตัน สหรัฐฯ มีดำริที่จะใช้ช่างฝีมือชาวสวิสมาร่วมประกอบนาฬิกาได้ร่วมกับ Johann Heinrich Moser วิศวกรนำพลังงานน้ำจากแม่น้ำไรน์มาใช้ในทางอุตสาหกรรมเพื่อผลิตนาฬิกาพกพาที่ใช้ระบบเครื่องกลในปี 1868 ปีต่อมาโรงงานแห่งนี้สามารถผลิตนาฬิกาได้มากถึง 10,000 เครื่องเพื่อส่งขายไปยังสหรัฐฯ เมื่อพวกเขาขายได้มากขนาดนี้ รัฐบาลอเมริกันเลยตั้งกำแพงภาษีส่งผลให้พวกเขาต้องหาตลาดใหม่ในประเทศเยอรมนีจนเป็นที่มาของการเข้าสู่อุตสาหกรรมสินค้าหรูหราประเภทเครื่องประดับ

ในช่วงที่อุตสาหกรรมการบินเริ่มต้น ไม่มีนาฬิกาเรือนไหนตอบโจทย์นักบิน IWC เป็นบริษัทแรกที่ตอบโจทย์นักบินด้วยนาฬิกาที่มีหน้าปัดสีดำที่มีเลขอารบิกขนาดใหญ่ และมีสนามแม่เหล็กปกป้องจึงมีความเที่ยงตรงส่งผลให้นาฬิกาแบรนด์นี้กลายเป็นนาฬิกาประจำตัวของนักบินไป หลังประสบความสำเร็จกับนาฬิกาสำหรับนักบิน IWC ก็เข้าสู่นาฬิกาสำหรับทหาร ระหว่าง 1939-47 พวกเขาได้ผลิตนาฬิการุ่น Mark X จำนวนถึง 6,000 เรือนให้กับทหาร และรุ่น mark XI ที่มีอักษร www = watch wrist waterproof สำหรับกองทัพอังกฤษเป็นพิเศษด้วย ปัจจุบันนาฬิกา 2 รุ่นนี้เป็นที่นิยมมากในหมู่นักสะสม เมื่อ Jones ต้องการเดินทางกลับสหรัฐฯ ตระกูลRauschenbach ซึ่งเป็นตระกูลอุตสาหกรรมใน Schaffhausen เลยซื้อกิจการนี้ขึ้นมาเพื่อดำเนินธุรกิจต่อโดยหันมาผลิตนาฬิกาข้อมือสำหรับคหบดีทั่วไปด้วยแทนที่จะมุ่งเน้นแต่นาฬิกาเพื่อนักบินหรือทหาร

นักท่องเที่ยวโดยเฉพาะกลุ่มที่ชื่นชอบนาฬิกาเป็นชีวิตจิตใจที่มีโอกาสมาเยือนมิวเซียมนาฬิกาแห่งนี้ที่อาคารสำนักงานใหญ่ไม่เพียงจะได้เรียนรู้ประวัตินาฬิการุ่นต่างๆ อย่างเต็มอิ่มแล้ว ยังจะมีโอกาสได้ชมนาฬิการุ่นLimited edition ทั้งที่มีความหรูหรา กลไกแปลกๆอีกมากมายที่หาชมที่อื่นไม่ได้อีกแล้วในโลกด้วยจึงเป็นโอกาสที่ไม่ควรพลาดอย่างเด็ดขาด

Da Vinci 1991

Da Vinci 1991

Grand Complication 1991

Grand Complication 1991

Splitfire Pirot watch

Splitfire Pirot watch

Portuguese Perpetual Calendar watch

Portuguese Perpetual Calendar watch

Portofino Skeleton Automatic watch

Portofino Skeleton Automatic watch

Porsch design traveller watch

Porsch design traveller watch

Pirot watch Chronograph

Pirot watch Chronograph

Da Vinci automatic watch

Da Vinci automatic watch

แหวกฟ้าหาฝัน : เที่ยวเมืองเล็ก Schaffhausen

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/797779

แหวกฟ้าหาฝัน : เที่ยวเมืองเล็ก Schaffhausen

แหวกฟ้าหาฝัน : เที่ยวเมืองเล็ก Schaffhausen

วันอาทิตย์ ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่รอต่อเครื่อง และไม่อยากอยู่ Zurich หลังจากลงเครื่อง เมืองหนึ่งที่อยู่ไม่ไกล สวยงาม และเที่ยวง่ายก็คือSchafhausen เมืองที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานตั้งแต่สมัยยุคกลางนี้สามารถเดินทางจากสถานีรถไฟกลาง Zurich เพียงแค่ 40-60 นาทีด้วยรถไฟ หรือหากไม่ต้องฝากกระเป๋าก็สามารถเดินทางจากสนามบินเลยก็มีเที่ยวรถไฟตรงเช่นกัน ใช้เวลาเพิ่มขึ้นเพียงแค่ 20 นาทีเท่านั้น เมืองที่ถูกกล่าวถึงอย่างเป็นลายลักษณ์อักษรครั้งแรกในปี 1050 นี้เป็นเมืองที่มีการปกครองตัวเองตั้งแต่ปี 1208 ต่อมาในปี 1330 พระจักรพรรดิ Louis of Bavaria ได้ยกที่นี่ให้กับราชวงศ์ Habsburgs แห่งออสเตรีย จวบจนปี 1418 เมื่อชาวเมืองสามารถซื้ออิสรภาพของตัวเองจากราชวงศ์ Habsburg ได้พวกเขาก็ร่วมกับสมาพันธ์ 6 แห่ง กลายเป็นสวิสในปี 1454 และได้กลายเป็นสมาชิกของ Old Swiss Confederacy ในปี 1501

เมื่อเกิดการปฏิวัติยุโรปอันเป็นต้นกำเนิดของ Protestant ในปี 1524 โชคร้ายเริ่มมาเยือน เมื่อสวีเดน (Protestant) และบาวาเรีย (Roman Catholic) ทะเลาะกันในช่วงสงคราม 30 ปี เมืองถูกทำลายลงไปมาก แต่เมื่อรถไฟสาย Rheinfallbahn มาถึงในปี 1857 เมืองก็ได้รับการพัฒนาขึ้นมากจวบจนเดือนเมษายน ปี 1944 Schaffhausen ประสบภัยครั้งใหญ่อีกจากความผิดพลาดของเครื่องบินสหรัฐฯ ที่ต้องการทิ้งระเบิดทำลายเยอรมันทั้งๆ ที่สวิสเป็นกลางในสงครามโลก ครั้งที่สอง ส่งผลให้ประธานาธิบดี Franklin DelanoRoosevelt ต้องส่งจดหมายมาขอโทษชาวเมืองและจ่ายค่าซ่อมแซมเมืองให้มากถึง 4 ล้านดอลลาร์

การที่เมืองซึ่งอยู่ทางด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือของสวิสที่มีชายแดนติดกับเยอรมันนี้มีการพัฒนาขึ้นส่วนหนึ่งเป็นเพราะที่นี่เป็นจุดกำเนิดของน้ำตกไรน์ จึงเป็นที่ซึ่งเรือต้องมาขนถ่ายสินค้า แม้บางส่วนของเมืองจะโดนระเบิดลูกหลงของสหรัฐฯ แต่อาคารในเมืองเก่าส่วนใหญ่ที่มีสถาปัตยกรรมแบบ Gothic และ Baroque ยังอยู่รอดปลอดภัยและสวยงาม ที่นี่เลยกลายเป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาชมทั้งป่าดำ ทะเลสาบ Constance และน้ำตกไรน์ นักท่องเที่ยวสามารถได้รับความประทับใจตั้งแต่เดินออกจากสถานีรถไฟ ส่วนเมืองเก่าที่เป็นแหล่งช้อปปิ้งที่เริ่มต้นของตลาดบนถนน Vordergasse ก็เต็มไปด้วยอาคารสวยงาม

สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญที่สุดของเมือง 2 แห่งที่ใช้เวลาไม่มากในการเยี่ยมชมคือ 1.Haus zum Ritter บนถนน Vordergasseที่นี่เคยมีหน้าบันที่เป็นภาพปูนเปียกตามแนวทางศิลปะแบบRenaissance ของเทือกเขาแอลฟ์ตอนเหนือจากฝีมือของTobias Stimmer ซึ่งทำขึ้นในปี1568 ก่อนถูกปรับปรุงอีกหลายครั้งจนถึงปี 1918 และถูกย้ายออกไปในปี 1935 เพื่อไปจัดแสดงที่Museum of All Saints ผลงานที่เห็นในปัจจุบันเป็นของ Carl Roesch ที่จัดทำเลียนแบบขึ้นในปี 1938ผลงานที่จัดทำเป็นไปอย่างมีเรื่องราว ภาพที่เห็นเด่นที่สุดตรงกลางเป็นรูปชายสวมมงกุฎอันเป็นสัญลักษณ์ของกษัตริย์ ผู้หญิงอันเป็นสัญลักษณ์ของคริสเตียน และชายอีกคนสวมหมวกแบบบิชอปอันเป็นสัญลักษณ์ของศาสนจักร เหนือขึ้นไปเป็นเนื้อหามาจากเรื่อง Odyssey นอกจากบ้านหลังนี้แล้ว บริเวณเมืองเก่ายังมีสถาปัตยกรรมสวยๆ รวมทั้งน้ำพุที่มีประติกรรมโดดเด่นอยู่กลางเมืองให้ถ่ายรูปได้ด้วย และ 2.ป้อมปราการMunot ที่มองเห็นได้แต่ไกล ป้อมที่ถูกสร้างระหว่างปี 1564-89 ซึ่งถูกออกแบบโดย Albrecht Durer นี้ ใช้สำหรับเป็นที่ป้องกันเมือง นักท่องเที่ยวที่มีขาแข็งแรงสามารถเดินบันไดขึ้นไปได้ระดับพอเหงื่อออกเพื่อชมภาพมุมสูงของเมือง ส่วนภายในก็เป็นเพียงป้อมโล่งๆ แต่ก็ยังสามารถถ่ายรูปได้อย่างสนุกสนานเช่นกัน

Haus zum Ritter

Haus zum Ritter

Haus zum Ritter

Haus zum Ritter

แหวกฟ้าหาฝัน : Cubism in Kunst Museum Bern

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/796302

แหวกฟ้าหาฝัน : Cubism in Kunst Museum Bern

แหวกฟ้าหาฝัน : Cubism in Kunst Museum Bern

วันอาทิตย์ ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

Composition in Blue 1918

หากพูดถึงแนวทางศิลปะกลุ่ม Die Brucke แล้วไม่พูดถึง Cubism ก็เหมือนกับการกินกาแฟ ไม่ใส่น้ำร้อน แนวทางศิลปะแบบ Cubism คืออะไร ทำไมมีความสำคัญ Cubism คือการเคลื่อนไหวทางศิลปะที่ถือกำเนิดขึ้นในปารีส ฝรั่งเศสในปี 1907 ซึ่งเป็นเวลาใกล้เคียงกับกลุ่ม Die Brucke ที่เยอรมัน โดยมีลักษณะสำคัญ 4 ประการคือ มีหลากหลายมุม เป็นรูปทรงเรขาคณิต ใช้สีค่อนไปทางโทนเดียวกันทั้งหมด และแบนราบระนาบเดียว Cubism เป็นการปฏิวัติการสร้างงานศิลปะแบบฉีกแนวอย่างยิ่งด้วยการทำให้วัตถุทรงเรขาคณิตของจริงที่เป็น 3 มิติ มารังสรรค์บนผืนผ้าใบเสมือนหนึ่งเหลือแค่ 2 มิติ ศิลปินที่มีชื่อเสียงที่สุดของ Cubism ไม่มีใครเกิน Pablo Picassoและ Georges Braque ซึ่งนักท่องเที่ยวแนวศิลป์คุ้นเคยกันดีเป็นส่วนใหญ่

อย่างไรก็ดี ศิลปิน Cubism ชาวสวิสก็ใช่ว่าจะไม่โดดเด่น และก็มีผลงานในห้องภาพนี้ด้วย นั่นคือ Johannes Ittenเขาเกิดที่ Suden-Linden สวิส ในเดือนพฤศจิกายน ปี 1888 เขาเข้าเรียนเพื่อเป็นครูประถมระหว่างปี 1904-8 ก่อนจะเริ่มเข้าเรียนที่ Ecole des Beaux-Arts ที่เมืองเจนีวา แต่เขาไม่ปลื้มกับครูที่นั่นเลยกลับมาที่Bern เพื่อเข้าเรียนกับ Ernst Schneider ที่ Bern-Hofwil Teacher’s Academyปี 1912 เขากลับไปเรียนกับ EugeneGilliard ศิลปินแนว Abstract ที่เจนีวาก่อนจะไปเปิดโรงเรียนสอนศิลปะที่ Vienna โดยอาศัยตำราของ Gilliard

Country Festival 1917

ระหว่างปี 1919-22 เขาได้สอนวิชาพื้นฐานในเรื่องคุณลักษณะของวัตถุ การสร้างองค์ประกอบและการใช้สีที่ Bauhaus ซึ่งเขาได้เชิญ Gertrud Grunow นักดนตรีชาวเยอรมันมาร่วมสอน Theory of Harmonyเพื่อให้นักศึกษาได้ใช้ดนตรีเพื่อการผ่อนคลายและเสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์ด้วยอีกทั้งยังเชิญ Paul Klee และ Georg Mucheมาร่วมงานที่ Bauhaus และออกหนังสือชื่อ The Art of Color เพื่ออธิบายถึงทฤษฎีสีที่ชื่อ Color Sphere ซึ่งมี 12 สี ที่มากไปกว่าจานสีของ Adolf Holzel’s color wheelอีกต่างหากด้วย เนื่องจาก Itten เป็นกลุ่มผู้เชื่อMazdaznan ที่วิวัฒนาการมาจากกลุ่มZorastrianism ซึ่งเชื่อว่าโลกควรถูกเปลี่ยนเป็นสวน และมนุษย์ทุกคนควรสัมพันธ์กับพระเจ้า เขายังเป็นมังสวิรัติ และนั่งสมาธิเพื่อให้เขาสามารถที่จะเข้าใจตัวเองและเป็นหลักในการศึกษาศิลปะและสร้างแรงบันดาลใจ เขาจึงชักชวนลูกศิษย์ส่วนหนึ่งให้มีความเชื่อนี้ส่งผลให้เขาเกิดความขัดแย้งกับ Walter Gropius ที่ต้องการให้โรงเรียนศิลปะของเขาพัฒนาไปในแนวทางที่รับนักศึกษาจำนวนมากแทนที่จะเป็นการเน้นให้นักศึกษาแสดงออกถึงความเป็นศิลปิน เขาจึงจำเป็นต้องลาออกจาก Bauhaus

ระหว่างปี 1932-4 Ittens ร่วมกับ Ernst Neufert หัวหน้าสถาปนิกของ Walter Gropius ที่เคยทำงานกับ Bauhaus มาก่อนเปิดโรงเรียนสอนสถาปัตยกรรมเล็กๆในกรุงเบอร์ลิน เขาได้ศึกษาเรื่องการจัดองค์ประกอบของสีของศิลปินอื่น อาทิ Josef Albers, Max Bill และ Wassily Kandinskyไปด้วย เขาเป็นคนแรกที่พัฒนาทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างจานสีกับคน 4 ประเภทโดยออกแบบประเภทคนตามฤดูกาล การศึกษาด้านสีและความสัมพันธ์ระหว่างสีของเขาเป็นต้นกำเนิดของศิลปะที่เรียกว่า Op Art ยิ่งกว่านั้นผลงานหนังสือของเขาที่ชื่อ Color Me A Season กลายเป็นที่นิยมของอุตสาหกรรมเครื่องสำอางที่Cosmetologist วิเคราะห์สีออกมาตามฤดูกาลให้กับลูกค้าจวบจนปัจจุบัน นักท่องเที่ยวจะเห็นว่า แม้ผลงานของ Itten จะมีจำนวนไม่มาก แต่ก็เป็นแนว Cubism ของแท้ที่เต็มไปด้วยสีสันที่แสนจะสดใสซึ่งดูแล้วสดชื่นจริงๆ สมกับที่เขาเป็นเจ้าพ่อแห่งสีอันเป็นที่โปรดปรานของ Cosmetologist อย่างแท้จริง

The Bach Singer

แหวกฟ้าหาฝัน : Emil Nolde in Kunst Museum Bern

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/794938

แหวกฟ้าหาฝัน : Emil Nolde in Kunst Museum Bern

แหวกฟ้าหาฝัน : Emil Nolde in Kunst Museum Bern

วันอาทิตย์ ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

Dancer 1913

นอกจากใน Kunst Museum Bern จะมีผลงานของผู้ก่อตั้งกลุ่ม Die Brucke แล้วยังมีผลงานของสมาชิกกลุ่ม Die Brucke อยู่จำนวนหนึ่งด้วยนั่นคือ Emil Nolde เขาเกิดมาในชื่อ Hans Emil Hansen ที่หมู่บ้าน Noldeทางตอนใต้ของเดนมาร์กในครอบครัวชาวนา ระหว่างปี 1884-91 เขาเข้าเรียนแกะสลักไม้และการเขียนภาพประกอบที่ Flensburg เยอรมันก่อนที่จะเข้าทำงานที่โรงงานเฟอร์นิเจอร์ ระหว่างนั้นเขาใช้เวลาหลายปีเดินทางไปยังเมืองต่างๆ เช่น Munich, Karlsruhe และ Berlin ก่อนจะเข้าเรียนที่ School of the Museum of Industrial and Applied Artsที่เมือง St.Gallen สวิสในปี 1892

เมื่ออายุ 31 ปี เขาลาออกจากงานและอยากทำตามความฝัน แต่เขากลับไม่สามารถเข้าเรียนที่ Munich Academy of Fine Arts ได้ เขาเลยใช้เวลาไปกับการเรียนศิลปะกับสถาบันเอกชน และเยือนปารีสบ่อยๆเพื่อให้คุ้นเคยกับงานแนว Impressionism ปี 1902 เขาแต่งงานกับ Ada Vilstrupนักแสดงชาวเดนมาร์กและย้ายไปอยู่เบอร์ลินซึ่งเขาได้รู้จักกับ Gustav Schiefler นักสะสมภาพ และ Karl Schmidt-Rottluff ศิลปินผู้ก่อตั้งกลุ่ม Die Brucke รวมทั้งเปลี่ยนชื่อเป็น Emil Nolde ตามชื่อหมู่บ้านที่เกิดในปี 1906 เขาได้รับเชิญให้เข้ากลุ่ม DieBrucke ก่อนที่จะได้รับเชิญให้เป็นสมาชิกของ Berlin Secession ระหว่างปี 1908-10เขาและ Wassily Kandinsky ได้ร่วมกันก่อตั้งกลุ่ม Der Blaue Reiter หรือ The Blue Rider ในปี 1912 อันเป็นช่วงเวลาที่เขามีเศรษฐานะดีขึ้นจากการขายผลงานได้และมีชื่อเสียง

Discussion 1913

เมื่อนาซีเรืองอำนาจ เขาก็เป็นศิลปินอีกคนหนึ่งที่ถูกหมายหัว และถูกถอดผลงานร่วมพันชิ้นออกจากมิวเซียมทั่วเยอรมันซ้ำร้ายเขายังถูกห้ามสร้างสรรค์งานศิลปะอย่างเด็ดขาดด้วย ถึงกระนั้นก็ตามเขากลับแอบสร้างงานสีน้ำออกมาเป็นจำนวนมากโดยเขาเรียกผลงานในช่วงเวลานั้นว่าUnpainted Pictures เขากล่าวไว้ในช่วงนั้นว่า สีฟ้ามีทั้งแบบฟ้าเงิน ฟ้าท้องฟ้า และฟ้าพายุทุกสีมีจิตวิญญาณของตัวเองที่สามารถสร้างสุขและทุกข์ได้ แต่สำหรับคนไร้ศิลปะสีก็เป็นเพียงแค่สี โทนก็เป็นเพียงแค่โทนไม่สร้างความรู้สึกใดๆ หรือไม่รู้สึกรู้สานั่นเองอันเป็นความเห็นที่แสดงถึงการแดกดันกลุ่มนาซีนั่นเอง นอกจากงานจิตรกรรมแล้ว เขายังสร้างงานพิมพ์ในหลายหัวข้อเป็นจำนวนมาก อาทิ งานทัศนียภาพ งานเกี่ยวกับดอกไม้ ภาพที่เกี่ยวเนื่องกับศาสนจักร ทะเล ชีวิตกลางคืน และเมืองเบอร์ลิน

เมื่อสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลง เขากลับมาได้รับการยกย่องอีกครั้ง ซ้ำยังได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ด้วย เขาประสบความสำเร็จอย่างมากในฐานะของผู้เชี่ยวชาญด้านสี เมื่อเขาเสียชีวิตที่Seebull ชาวเมืองได้ก่อตั้งมูลนิธิ The Nolde at Seebull ขึ้นรวมทั้งเปิดมิวเซียมเพื่อเป็นเกียรติแก่เขาในปี 1957 เรื่องราวของเขากลายเป็นที่สนใจอีกครั้งเมื่องานที่ชื่อ Garden of Flower ซึ่งมีมูลค่าถึง 4 ล้านดอลลาร์ ที่ถูกNolde รังสรรค์ไว้ในปี 1917 และจัดแสดง ณ Moderna Museet ในกรุงสตอกโฮล์ม สวีเดนนั้นได้รับการพิสูจน์ว่าถูกปล้นมา และผู้รับมรดกของ Otto Nathan Deutschผู้อพยพชาวเยอรมัน-ยิวผู้ถูกปล้นมาขอคืน หลังมีการถกเถียงกันพักใหญ่ ในที่สุดรัฐบาลสวีเดนก็ตัดสินใจคืนงานชิ้นนี้ให้กับเจ้าของที่แท้จริง แม้พวกเขาจะประมูลงานนี้มาอย่างถูกต้องในปี 1967 ก็ตามนักท่องเที่ยวจะเห็นว่าผลงานของเขามีความเป็น Expressionism และล้ำสมัยมาก แต่ก็น่าจะรังสรรค์ได้เร็วมากจึงทำให้เขามีผลงานเป็นจำนวนมากซึ่งเหมือนการวาดการ์ตูนในยุคปัจจุบันนั่นเอง

Yong Danish Woman 1913

Yong Danish Woman 1913

Young Couple 1913

Young Couple 1913

Wild Landscape with Color

Wild Landscape with Color

แหวกฟ้าหาฝัน : Ernst Ludwig Kirchner in Kunst Museum Bern

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/793514

แหวกฟ้าหาฝัน : Ernst Ludwig Kirchner in Kunst Museum Bern

แหวกฟ้าหาฝัน : Ernst Ludwig Kirchner in Kunst Museum Bern

วันอาทิตย์ ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

Light Rail Arch 1915

ใน Kunst Museum Bern ยังมีผลงานของผู้ก่อตั้งกลุ่ม Die Brucke ชาวเยอรมันที่มีชื่อเสียงมากอีกคนนั่นคือ Ernst Ludwig Kirchner เขาเกิดที่เมือง Aschaffenburg แคว้นบาวาเรียในปี 1880 จากครอบครัวที่มีพ่อเป็นศาสตราจารย์ทางด้าน Paper Scienceที่ College of Technology of Chemnitzชาว Prussia เขาเข้าเรียนที่ KoniglicheTechnische ในสาขาสถาปัตยกรรมที่ซึ่งเขาได้เรียนรู้การเขียนแบบร่าง และประวัติศาสตร์ศิลป์ เขาได้รู้จักกับ Fritz Bleyl ตั้งแต่เทอมแรกที่เข้าเรียน ทั้งสองได้ศึกษาศิลปะและธรรมชาติด้วยกันจนมีความเห็นตรงกัน เขาย้ายไปเรียนที่มิวนิคจนถึงปี 1904 ก่อนจะกลับไปจบการศึกษาที่เมือง Dresden ในปี 1905 ที่ซึ่งเขาได้พบกับ Erich Heckel และ Karl Schmidt-Rottluff

การพบกันครั้งแรกของทั้ง4 คน เกิดขึ้นที่ห้องปฏิบัติการศิลป์ของ Kirschner ที่เคยเป็นห้องค้าเนื้อมาก่อน Bleyl เคยเล่าถึงห้องนี้ไว้ว่าเหมือนห้องโบฮีเมียที่เต็มไปด้วยภาพร่าง หนังสือ และอุปกรณ์เขียนภาพวางเกลื่อนกลาดทั้งพื้นห้องมากกว่าเป็นห้องที่เป็นระเบียบเรียบร้อยของนักเรียนสถาปนิก หลังก่อตั้งกลุ่ม Die Brucke พวกเขามักจะใช้ห้องนี้เป็นทั้งที่ทำงาน และแหล่งมั่วสุมกันเป็นประจำ พวกเขาชอบเลือกใช้นางแบบที่มาจากท้องถนนมากกว่านางแบบอาชีพอันเป็นผลมาจากการที่พวกเขามีเงินน้อย และคิดตรงกันว่า นางแบบเป็นแค่สื่อสำหรับสร้างชิ้นงานเท่านั้น และเด็กบ้านๆ มีความอ่อนโยนเป็นธรรมชาติมากกว่านางแบบอาชีพด้วย

Head of Ludwig Schames 1918

แนวทางศิลปะของกลุ่ม Die Brucke ที่พวกเขาเน้นร่วมกันก็คือการหลีกหนีออกจากแนวทางศิลปะที่สถาบันการศึกษาสอน แต่เชื่อมโยงระหว่างอดีตและปัจจุบันโดยอาศัยอิทธิพลจากศิลปินเยอรมันดั้งเดิมคือ Albrecht Durer, Matthias Grunewald และ Lucas Cranach the Elder เดือนกันยายนปี 1906 กลุ่ม Die Bruckeได้จัดนิทรรศการกลุ่มขึ้นครั้งแรกที่ K.F.M.Seifert and Co. โดยเน้นไปที่ภาพนู้ดจากนางแบบบ้านๆ ณ เมืองDresden ปี 1911 เขาย้ายไปอยู่เมืองเบอร์ลินและก่อตั้งโรงเรียนศิลปะที่ชื่อ MIUM Institut ร่วมกับ Max Pechstein โดยมีเป้าหมายที่จะสอนการสร้างงานจิตรกรรมแนวใหม่ แต่กลับไม่ประสบผลสำเร็จและปิดตัวลงในเวลาเพียงแค่ปีเดียว

เมื่อสงครามโลกครั้งที่หนึ่งปะทุขึ้นในเดือนกันยายน ปี 1914 เขาได้สมัครเข้าเป็นทหาร และถูกส่งไปยังเมือง Halle เพื่อเป็นคนขับรถ เขาได้พบกับHans Fehr ซึ่งได้ช่วยให้เขาได้ปลดประจำการจากอาการทางจิตกำเริบและย้ายไปอยู่เบอร์ลิน เดือนธันวาคมปี 1915 เขาได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคพิษสุราเรื้อรัง แม้เขาจะป่วยด้วยโรคทางจิตประสาทแต่เขาก็ยังสามารถสร้างสรรค์งานศิลปะเรื่อยมาจนเดือนตุลาคม 1916 เขาก็จัดนิทรรศการส่วนตัวขึ้นอีกที่ Ludwig Schames ในเมืองแฟรงค์เฟิร์ตส่งผลให้เขาสามารถขายผลงานได้มากมายและเริ่มมีเศรษฐานะดีขึ้น ปีต่อมาเขาเดินทางไป Davos เพื่อชมงานนิทรรศการของFerdinand Hodler หลังกลับมาเบอร์ลิน เขาป่วยหนักจากอากาศที่หนาวเย็นมากส่งผลให้เขาอ่อนแอลงมาก

Melancholy 1922

หลังเขาใช้ความพยายามมากมายเพื่อไปรักษาตัวที่ Davos ในที่สุดเขาก็มีอาการดีขึ้นอย่างรวดเร็ว พร้อมๆ ไปกับชื่อเสียงของเขาที่ขจรขจายไปมากทั้งในเยอรมันและสวิสปี 1921 ผลงานของเขาได้รับการจัดแสดงที่เบอร์ลินซึ่งกลายเป็นที่ชื่นชอบมากมาย ในปีเดียวกัน เมื่อบิดาของเขาเสียชีวิตในวันที่ 14 กุมภาพันธ์เขาได้เดินทางไปซูริคและได้พบกับNina Hard นักเต้นรำที่เขาเชิญมาอยู่ด้วยและเธอได้กลายเป็นนางแบบที่สำคัญของเขาต่อมาอีกหลายปี นับจากนั้นมา ผลงานของเขาออกแนวAbstract มากขึ้น ปี 1930 เขาเริ่มกลับมามีปัญหาสุขภาพใหม่ แต่เขาก็ยังได้รับเชิญให้เป็นสมาชิกของ Prussian Academy of Arts ที่กรุงเบอร์ลิน

ในปี 1931 เมื่อนาซีเข้ามามีอำนาจในเยอรมัน เขาก็เริ่มขายผลงานไม่ได้และถูกบังคับให้ลาออกจาก PrussianAcademy of Arts เขาต้องทุกข์ทรมานกับการกระทำของนาซีหลายเรื่อง รวมทั้งการนำผลงานของเขาทั้งหมดออกจากมิวเซียมทั่วเยอรมันเมื่อนาซีครอบครองออสเตรีย เขาก็เกรงว่าเยอรมันจะบุกสวิส วันที่15 มิถุนายน 1938 เขาเลยตัดสินใจยิงตัวตาย นักท่องเที่ยวจะเห็นว่างานของเขา แม้เป็นงานแนวลายเส้นเป็นส่วนใหญ่ แต่ก็แสดงให้เห็นถึงความเป็น Expressionismอย่างไม่ต้องสงสัยอีกทั้งยังแสดงให้เห็นถึงความหมองเศร้าเป็นส่วนใหญ่อันสะท้อนให้เห็นถึงสถานการณ์ในแต่ละช่วงเวลาของชีวิตได้เป็นอย่างดี

Naked Woman in the Forest 1921

Railway Crossing in Berlin 1912

Railway Crossing in Berlin detail

Railway Underpass 1912

Railway Underpass detail

Two Female Nude 1905

Water Teeth 1919

Woman in the Night 1919

แหวกฟ้าหาฝัน : Die Brucke in Kunst Museum Bern

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/792071

แหวกฟ้าหาฝัน : Die Brucke in Kunst Museum Bern

แหวกฟ้าหาฝัน : Die Brucke in Kunst Museum Bern

วันอาทิตย์ ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ใน Kunst Museum Bern ยังมีผลงานของกลุ่มศิลปินใหญ่อีกกลุ่มที่ชื่อ Die Brucke ศิลปินแนว Expressionism ที่ก่อตั้งขึ้น ณ เมือง Dresden ในปี 1905 โดยมีผู้ร่วมก่อตั้งหลายคน อาทิ Fritz Bleyl, ErnstLudwig Kirchner และ Erich Heckel แนวความคิดหลักของศิลปินกลุ่มนี้คือ หลีกหนีจากแนวทางศิลปะแบบดั้งเดิมที่สอนกันตามโรงเรียนศิลปะ แต่ยังคงเชื่อมต่อระหว่างอดีตและปัจจุบันจึงใช้คำว่า Die Brucke ที่แปลว่า The Bridge ผลงานของศิลปินกลุ่มนี้เน้นไปที่งานร่างอย่างหยาบๆ เน้นนามธรรมมากกว่าความเหมือนจริงโดยแสดงออกถึงอารมณ์ด้วยสีสันที่เข้มข้นอย่างไม่เป็นธรรมชาติเปรียบได้กับกลุ่ม Fauves ของฝรั่งเศส

Erich Heckel หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่ม Die Brucke ที่มีผลงานใน Kunst Museum Bern นี้เกิดที่แคว้น Saxony เยอรมันในปี 1883 จากครอบครัวที่มีบิดาเป็นวิศวกรรถไฟ เขาเข้าเรียนที่ Realgymnasiumที่เมือง Chemnitz ในปี 1897 ก่อนจะเข้าเรียนสาขาสถาปัตยกรรมที่เมือง Dresden ระหว่างเรียนคณะสถาปัตยกรรมเขาได้รู้จักกับ Ernst Ludwig Kirchner, Karl Schmidt-Rottluffและ Fritz Bleyl เลยร่วมกันก่อตั้งกลุ่ม Die Brucke ขึ้น Heckel เรียนได้เพียง 3 เทอมเขาก็รู้สึกว่าอยากเป็นศิลปินมากกว่าสถาปนิกเลยลาออกและเข้าทำงานเป็นคนร่างแบบที่บริษัทสถาปนิก Wilhem Kreis

Heckel อาศัยชื่อของกลุ่ม Die Brucke มาออกแบบและจัดนิทรรศการของโรงงานโคมไฟ Max Seif แม้การจัดแสดงผลงานที่โรงงานโคมไฟล้มเหลวอย่างไม่เป็นท่า และโปสเตอร์ของเขาที่จัดทำก็ถูกตำรวจสั่งห้าติดประกาศ แต่การเป็นผู้ก่อตั้งกลุ่ม Die Brucke ทำให้เขาสามารถใช้ชื่อกลุ่มทำมาหากินโดยรับเป็นผู้จัดการกลุ่มในการสร้างเครือข่ายและจัดนิทรรศการให้กับสมาชิกอื่น หรือศิลปินอื่นในเวลาต่อมา อาทิ Franz Marc ระหว่าง 1906-7 กลุ่ม Die Brucke ได้กลับมาจัดนิทรรศการอีกครั้งที่ Lobtau โดยเน้นที่งานกราฟิก และงานไม้ของ Wassily Kandinskyแต่การจัดนิทรรศการครั้งนี้ล้มเหลวอีกตามเคย พวกเขายังคงไม่ละความพยายาม และจัดแสดงนิทรรศการที่ Emil Richter Gallery ทุกปีอีก 3 ปี ติดต่อกัน

ระหว่างที่กลุ่ม Die Brucke ยังรวมตัวกันอย่างแน่นหนา พวกเขาพยายามที่จะทำการเชื่อมงานแนว Neo Romantic German กับ Modern Expressionism เข้าด้วยกันโดยใช้การพิมพ์บนสื่อที่มาต้นทุนต่ำเพื่อให้ผู้คนเข้าถึงได้ง่าย และง่ายต่อการสร้างสรรค์งาน อย่างไรก็ดี แม้พวกเขาจะชื่นชอบการร่วมงานกัน แต่ในที่สุดปี 1913 พวกเขาก็ตัดสินใจสลายกลุ่ม Heckel ตัดสินใจย้ายไปเบอร์ลินและสมัครเข้าอบรมเป็นทหารเพื่อเข้าร่วมรบในสงครามโลกครั้งที่ 1 ในปี 1914 เขาถูกปลดประจำการและเข้าร่วมกับกาชาดเพื่อทำงานในโรงพยาบาลรถไฟที่ Flanders ในเดือนมีนาคม 1915 เขาพบ Max Beckmann ศิลปินที่มีชื่อเสียงอีกคนที่นั่น พวกเขาได้มีโอกาสสร้างสรรค์งานศิลปะด้วยการตกแต่งอาคาร และหน้าต่างในงานคริสต์มาส นอกจากนี้เขายังได้รู้จักกับ James Ensor ศิลปินแนว Expressionism ชาวเบลเยียม รวมทั้งนักสะสมงานศิลป์อีกหลายคนในช่วงเวลาที่อยู่กับกาชาดนี้

หลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่งสิ้นสุดลง เขาได้มีโอกาสเขียนภาพในห้องชั้นหนึ่งที่ Angermuseum ซึ่งปัจจุบันชื่อว่า Heckelraum โดยผลงานชิ้นนี้ถือเป็นผลงานแนวGerman Expressionism ที่สำคัญที่สุดของโลกที่หลงเหลืออยู่ ในปี 1937 พรรคนาซีประกาศให้งานของ Heckel เป็นงานเสื่อมสภาพและห้ามจัดแสดงในที่สาธารณะโดยงานทั้ง 700 ชิ้นของเขาถูกโยนออกจากมิวเซียมในเยอรมันทั้งหมด ซ้ำร้ายปี 1944 ผลงานทั้งหมดของเขาที่สร้างสรรค์บนไม้ถูกทำลายลงด้วย หลังสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลง เขาย้ายไปอยู่ที่ Gaienhefenใกล้ทะเลสาบ Constance โดยสอนที่ KarlsruheAcademy จนถึงปี 1955 ก่อนจะเสียชีวิตในปี 1970

นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสชมผลงานของ Erich Heckel ที่เหลืออยู่ไม่มากใน Kunst Museum Bern จะพบว่า งานของเขาดูแปลก ล้ำสมัย และกล้าหาญมาก อีกทั้งยังดูเย้ยหยัน และหยาบจนอาจเป็นเหตุผลให้นาซีไม่ยอมรับและทำลายงานของเขาไปหมดก็เป็นได้

แหวกฟ้าหาฝัน : Casper Wolf in Kunst Museum Bern

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/790643

แหวกฟ้าหาฝัน : Casper Wolf in Kunst Museum Bern

แหวกฟ้าหาฝัน : Casper Wolf in Kunst Museum Bern

วันอาทิตย์ ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

Second Staubbach fall in winter detail

ใน Kunst Museum Bern ยังมีผลงานของศิลปินชาวสวิสอีกผู้หนึ่งที่แสนจะเหมือนจริงในโทนอบอุ่นนั่นคือ Casper Wolf เขาเกิดในปี 1735 จากครอบครัวช่างทำเฟอร์นิเจอร์ทางตอนใต้ของสวิส เขาได้รับการฝึกทางด้านศิลปะที่เมือง Konstanz และเริ่มงานเป็นจิตรกรตกแต่งที่เมือง Ausburg ตอนใต้ของเยอรมนี แต่เขากลับไม่สามารถขายผลงานได้เลยจึงตัดสินใจเดินทางกลับบ้านเกิด เขาได้รับการว่าจ้างให้เขียนผนังที่ชั้นหนึ่งของ Hoben Castleก่อนย้ายไปอยู่ Basel ในปี 1768 ปีต่อมาเขาย้ายไปอยู่ปารีส และทำงานกับ Philip Jamees de Loutherbourg ศิลปินอังกฤษผู้เชี่ยวชาญในการวาดหิมะ และก้อนหินอยู่ 3 ปี ก่อนย้ายกลับมากรุงเบิร์น

หลังกลับจากเบิร์น เขาได้รับสัญญาจาก Abraham Wagner ให้สร้างสรรค์งานเกี่ยวกับธรณีวิทยาจำนวน 200 ชิ้นภายใต้การอุปถัมภ์ของ Abrecht von Haller นักกายวิภาค นักฟิสิกส์ และคตีกวีชาวสวิสซึ่งมีชื่อเสียงจากการออกหนังสือชื่อ Die Alpen ในปี 1732 Haller ตั้งใจว่า ผลงานของ Wolf จะทำให้ดินแดนแสนสวยงามที่อยู่ห่างไกลและยากจะเข้าถึงโดยเฉพาะอย่างยิ่งธารน้ำแข็งของสวิสนี้เป็นที่ประจักษ์สำหรับบุคคลทั่วไปที่ไม่สามารถจะเดินทางมายังสถานที่เหล่านี้ได้เสมือนหนึ่งส่งเสริมการท่องเที่ยวสวิสไปกรายๆ ผลงานของ Wolf จึงไม่เพียงใช่เพียงแค่สวยงามสมกับความตั้งใจของผู้อุปถัมภ์ ยังจำเป็นต้องมีความถูกต้องอย่างยิ่งยวดในด้านภูมิประเทศเสมือนภาพถ่ายจริงอีกต่างหากด้วย

Second Staubbach fall in winter 1775

Wolf เริ่มเดินทางกับ Wagner หรือ Jakob Samuel Wyttenbach ไปยัง Berner Oberland และ Wallis หลายครั้ง แต่ไม่มีบันทึกแน่นอนว่ากี่ครั้งกันแน่ เขาต้องรังสรรค์งานกลางแจ้งจริงๆ หลายครั้ง แล้วค่อยกลับมาปรับแต่งจนเป็นชิ้นงานที่สำเร็จ แต่สำหรับงานบางชิ้นเขาต้องหอบงานกลับไปที่เดิมเพื่อปรับปรุงงานให้สมจริงด้วยโดยเฉพาะในเรื่องแสง การที่ Wolf ได้เรียนรู้การสร้างสรรค์งานทิวทัศน์จากผู้เชี่ยวชาญ ทำให้เขามีความสนใจในการวาดถ้ำ และน้ำตกเป็นพิเศษ เขาจึงสร้างสรรค์งานแนวนี้ทั้งในเทือกเขาแอลป์และ Jura ด้วย ผลงานที่โดดเด่นที่สุดชิ้นหนึ่งคือ Staubbachfallที่ Lauterbrunnen ซึ่ง Goethe เองก็เคยกล่าวไว้เมื่อเขาได้มีโอกาสเดินทางมาเยือนสวิสสถานที่ท่องเที่ยวแห่งนี้จึงกลายเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางที่สำคัญในการเยือนสวิสจวบจนถึงปัจจุบัน

แม้ Wolf จะได้รับคำสั่งจากผู้อุปถัมภ์ให้สร้างสรรค์งานให้เหมือนจริงตามความเป็นจริงทางภูมิศาสตร์ให้มากที่สุด แต่งานบ้างชิ้นเขาก็ปรับเปลี่ยนเพื่อเพิ่มความงดงาม อาทิ เพิ่มความสูงของเขา ความกว้างของพื้นดินเพื่อให้เทือกเขาดูใกล้เข้ามาอีก ผลงานของเขายังกลายเป็นที่มาของการค้นหาธารน้ำแข็งในทศวรรษที่ 1770 ด้วย นอกจากนี้ เขายังชื่นชอบที่จะวาดตัวเองไว้ในภาพด้วยอันเป็นตำแหน่งที่ผู้ชมสามารถจินตนาการถึงตัวเองในภาพ หรือเมื่อได้ไปพบเห็นจริง ก็จะพยายามหาจุดที่จะวางตัวเองไว้ที่ตำแหน่งนั้นๆอันเป็นการเพิ่มอรรถรสในการชมภาพเขียนอีกทางหนึ่ง

Second Staubbach fall in winter detail

ผลงานของ Wolf เป็นที่ตรึงใจมาก ทั้งนี้เพราะเขาจำเป็นต้องเดินทางไปยังสถานที่ที่อันตราย เต็มไปด้วยหิมะ ไม่มีความยากลำบากใดจะขัดขวางการเดินทางของเขาในการสำรวจความสวยงามที่แสนจะตราตรึงเหล่านี้ได้ ไม่ว่าจะเป็นความสูง ความหนาวเหน็บ หรือหุบเหว หลังสิ้นสุดโครงการ Wolf ได้มีโอกาสจัดนิทรรศการผลงานของเขาทั้งหมดที่บ้าน Wagner โดยไม่มีการขายงานชิ้นใดๆ ทั้งนั้น หากมีลูกค้าต้องการ เขาจะทำการลอกเลียนแบบให้ใหม่ แม้เขาจะมีความสามารถมากมาย และใช้ความพยายามอย่างยิ่งยวดในการสร้างสรรค์ผลงานและจินตนาการ และหนังสือของ Haller ผู้อุปถัมภ์เล่มนี้ได้รับการพิมพ์ในเบิร์นก็จริง แต่กลับขายไม่ได้ ซ้ำร้ายผลงานของเขายังถูกลืมอยู่ในปราสาท Keukenhof เนเธอร์แลนด์อยู่หลายสิบปีและเพิ่งค้นพบใหม่เมื่อปี 1948 นี้เองซึ่งทำให้เขาได้รับการยกย่องให้เป็นผู้ที่เขียนภาพแอลป์คนแรกของโลก และยังกลายเป็นต้นกำเนิดของแนวทางศิลปะแบบ Romanticism ในปัจจุบันแทนที่จะเป็นศิลปินที่ตายอย่างยากจนและถูกลืม

Snow Bridge and Rainbow in the Garden 1778