คาดผู้ใช้คริปโตพุ่ง 5 เท่า แตะพันล้านคน ในทศวรรษหน้า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/682276

วันที่ 06 พ.ค. 2565 เวลา 09:00 น.คาดผู้ใช้คริปโตพุ่ง 5 เท่า แตะพันล้านคน ในทศวรรษหน้า

ซีอีโอ Coinbases คาดอีก 10 ปีผู้ใช้คริปโตแตะ 1 พันล้านคน

Bloomberg รายงานว่าไบรอัน อาร์มสตรอง ซีอีโอและผู้ร่วมก่อตั้ง Coinbase คาดการณ์ว่าจำนวนคนที่เข้ามาอยู่ในตลาดคริปโตเคอร์เรนซีจะเพิ่มขึ้นอย่างมากในอีก10 ถึง 20 ปีข้างหน้า โดยเชื่อว่าอาจถึง 1 พันล้านคน หรือมากขึ้นถึง 5 เท่าจากปัจจุบันซึ่งอยู่ที่กว่า 220 ล้านคน

“ผมคาดว่าในอีก 10 ถึง 20 ปีข้างหน้าเราจะเห็นว่า GDP ส่วนใหญ่เกิดขึ้นในเศรษฐกิจคริปโต” อาร์มสตรองยังคงเชื่อมั่นในการเติบโตของตลาดคริปโต แม้ว่าตลาดจะเริ่มดิ่งลงมาตั้งแต่ช่วงต้นปี

CryptoPotato ระบุว่าเมื่อพิจารณาการเติบโตของผู้ใช้คริปโตเคอร์เรนซีรายใหม่ในปีที่ผ่านมา การคาดการณ์ของอาร์มสตรองก็ฟังดูสมเหตุสมผล โดยในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2021 จำนวนผู้ที่เข้ามาในตลาดคริปโตเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว จนแตะ 220 ล้านคนทั่วโลก

อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าสังเกตว่าในช่วงเวลานั้นราคาของ Bitcoin และอีกหลายเหรียญทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์หลายครั้ง โดยในเดือนเม.ย. 2021 ราคา Bitcoin ทะลุ 60,000 เหรียญสหรัฐ ซึ่งสูงกว่าราคาปัจจุบันราว 50%

หลังจากแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่เกือบ 69,000 เหรียญสหรัฐในเดือนพ.ย. ราคาของ Bitcoin ก็เริ่มลดลง โดยลดลงประมาณ 17% ตั้งแต่ต้นปี

ขณะที่รายงานของ Crypto.com ที่เผยแพร่ในเดือนม.ค. ที่ผ่านมาคาดการณ์ว่าจะมีผู้ใช้คริปโตเคอร์เรนซีถึง 1 พันล้านคนภายในสิ้นปี 2022

Photo by REUTERS/David Swanson

Jim Thompson ชวนอัปเดตลุคในแบบไลฟ์สไตล์คนเมืองยุคใหม่ไปกับคอลเลคชั่น day to night

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/682186

วันที่ 05 พ.ค. 2565 เวลา 09:30 น.Jim Thompson ชวนอัปเดตลุคในแบบไลฟ์สไตล์คนเมืองยุคใหม่ไปกับคอลเลคชั่น day to night

เติมเต็มความสนุกของการแต่งกายไปกับคอลเลคชั่น day to night จาก Jim Thompson พร้อมอัปเดตลุคในแบบไลฟ์สไตล์คนเมืองยุคใหม่

Jim Thompson (จิม ทอมป์สัน) แบรนด์ไลฟ์สไตล์สุดไอคอนิกของไทย ชวนผู้ชื่นชอบการแต่งตัวแบบมิกซ์แอนด์แมทช์มาอัปเดตเทรนด์ปรับลุค พร้อมตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมืองรุ่นใหม่ที่ใช้ชีวิตแบบ day to night ด้วยเสื้อผ้าหลากสีสันในลวดลาย ปริ้นท์สวยงามร่วมสมัยที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากความเป็นไทย โดยนับเป็นครั้งแรกที่แบรนด์นำเสื้อผ้าสไตล์ resort wear อันเป็นเอกลักษณ์มานำเสนอในมุมมองใหม่ สะท้อนคอนเซปต์ของเสื้อผ้าที่ออกแบบมาให้สามารถสวมใส่ในทุกกิจกรรมตลอดวัน เริ่มตั้งแต่ไปทำงานตอนเช้าในสไตล์ urban chic และในขณะเดียวกันก็พร้อมไป hang-out ต่อในช่วงกลางคืนกับสไตล์ glam resort เพื่อเติมเต็มความสนุกให้การแต่งตัวในทุกๆ วัน

ล่าสุด Jim Thompson ได้จัดงาน “Jim Thompson Exclusive Collection Preview” ซึ่งเป็นอีเว้นท์พิเศษที่แบรนด์ได้จับมือร่วมกับอีก 2 แบรนด์ระดับตำนานของไทยอย่าง การบินไทย และ โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ เป็นครั้งแรกอีกด้วย โดยเชิญสมาชิก Royal Orchid Plus Platinum & Gold members คนพิเศษ เข้าร่วมงานแบบเอ็กซ์คลูซีฟที่ร้าน Jim Thompson สาขาสยามพารากอน ภายในงาน Jim Thompson ได้นำเสนอเสื้อผ้า Ready-to-Wear คอลเลคชั่นใหม่ แบบมิกซ์แอนด์แมทช์ทั้งสำหรับสุภาพบุรุษและสุภาพสตรีกว่า 15 ลุค

ซึ่งไฮไลท์ของงานคือ การแนะนำการแต่งกายที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตแบบ day to night โดยมีไอเทมส์ชิ้นเด่นที่ผู้หญิงชาวเมืองยุคใหม่ควรมีติดตู้เสื้อผ้าไว้ ได้แก่ Karawek Maxi Dress เดรสที่ได้นำความโรแมนติกสไตล์วินเทจมาผสมกับลายการเวกบนผ้าลินิน ซึ่งเป็นเดรสที่สวมใส่สบายแต่ยังมอบความโดดเด่นไม่ซ้ำใคร Karawek Cotton Garthered Skirt กระโปรงผ้าฝ้ายชั้นดีที่มาพร้อมลายการเวกอันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์มาในทรงจับจีบสวยงามเมื่อสวมใส่และยังนำไปมิกซ์แอนด์แมทช์กับเสื้อสไตล์ต่างๆ ได้อย่างลงตัว และ Tiered Maxi Dress เดรสผ้าไหมลายแก้วชิงดวง ซึ่งเป็นลายดอกกลมซ้อนทับในดีไซน์ร่วมสมัย ที่สวมใส่สบายมอบความรู้สึกหรูหราในลุค resort glam แล้วยังแฝงไปด้วยความหมายที่ช่วยเสริมความเป็นสิริมงคลอีกด้วย สำหรับสุภาพบุรุษ ไอเทมส์ชิ้นเด่นสำหรับการมิกซ์แอนด์แมทช์ที่แบรนด์แนะนำ ได้แก่ Karawek Long Sleeve Shirt เสื้อเชิ้ตผ้าลินินสีขาวเนื้อดีที่สามารถสวมใส่ในลุคสุภาพเป็นทางการ หรือปรับให้กลายเป็นลุคสบายๆ แบบ casual ด้วยลูกเล่นลายการเวกที่ซ่อนไว้ที่ปลายแขนเสื้อด้านในเมื่อพับแขนเสื้อขึ้น และ Karawek Hawaiian Linen Short กางเกงขาสั้นผ้าลินินที่มาพร้อมลายปริ้นท์การเวกสีเหลืองสด เหมาะแก่การนำมาจับคู่กับเสื้อเชิ้ตหรือเสื้อยืด สำหรับสวมใส่ไปทำกิจกรรมสนุกๆ ในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์

นอกจากนี้ เสื้อผ้า Ready-to-Wear คอลเลคชั่นใหม่ของ Jim Thompson ยังมาพร้อมกับนวัตกรรม “Easy Care” ที่สามารถซักทำความสะอาดได้ด้วยเครื่องซักผ้าปกติ โดยไม่จำเป็นต้องส่งซักแห้ง (dry cleaning) โดยสามารถซักน้ำ และรีดให้เรียบได้ง่าย เหมาะกับยุคปัจจุบันและเพิ่มความสะดวกสบายในการดูแลรักษาเสื้อผ้าตัวโปรดได้อย่างง่ายดายยิ่งขึ้น

เลือกมิกซ์แอนด์แมทช์เสื้อผ้าเพื่อเติมเต็มไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตแบบ day to night ไปกับ Jim Thompson ได้แล้ววันนี้ ที่ Jim Thompson สาขาสุรวงศ์ และสาขาในห้างสรรพสินค้าชั้นนำ อาทิ สาขาสยามพารากอน เซ็นทรัลเวิลด์ เซ็นทรัล เอ็มบาสซี และ และไอคอนสยาม หรือบนทางช่องทางออนไลน์ www.jimthompson.com

Burberry Beyond Radiance เปล่งประกายเกินต้านด้วยลิควิดไพรเมอร์ เมคอัพเบสล่าสุดจาก Burberry

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/682184

วันที่ 05 พ.ค. 2565 เวลา 07:55 น.Burberry Beyond Radiance เปล่งประกายเกินต้านด้วยลิควิดไพรเมอร์ เมคอัพเบสล่าสุดจาก Burberry

Burberry Beauty เปิดตัว Burberry Beyond Radiance ครั้งแรกกับไพรเมอร์เนื้อลิควิด ที่มอบผลลัพธ์หลากหลายให้คุณสัมผัสประสบการณ์ ‘เหนือระดับ’ ของผิวเปล่งประกายสว่างใสด้วยฟินิชแบบลูมินัส

เนรมิตขั้นตอนการเตรียมผิวและเมคอัพในทุกวันให้เป็นเรื่องง่ายขึ้น เมื่อ Burberry Beauty เปิดตัว Burberry Beyond Radiance ครั้งแรกกับไพรเมอร์เนื้อลิควิด ที่มอบผลลัพธ์หลากหลายให้คุณสัมผัสประสบการณ์ ‘เหนือระดับ’ ของผิวเปล่งประกายสว่างใสด้วยฟินิชแบบลูมินัส ช่วยให้ขั้นตอนการเตรียมผิวและเมคอัพในทุกวันให้เป็นเรื่องง่ายและมีประสิทธิภาพสูงสุด มาพร้อมส่วนผสมจากธรรมชาติที่อุดมไปด้วยสารบำรุงผิวมากมาย อาทิ ดอกกุหลาบดามัสเซน่า, สารสกัดจากใบชาดาร์จีลิ่ง, น้ำมันดอกคำฝอย และเปลือกส้ม มอบความชุ่มชื้นยาวนาน 24 ชั่วโมง ช่วยให้ผิวเนียนกริบ เปล่งปลั่งแบบสุขภาพดี พร้อมช่วยปกป้องและปรับฟื้นสภาพผิวให้กระจ่างใสไร้ที่ติอย่างเห็นได้ชัดตลอดวัน

ด้วยส่วนผสมที่มีแหล่งกำเนิดจากธรรมชาติถึง 96% ผสานกับไข่มุกสะท้อนแสง Burberry Beyond Radiance จึงจัดเป็นลิควิดไพรเมอร์สูตรวีแกนซึ่งโดดเด่นด้วยเนื้อสัมผัสบางเบาเป็นพิเศษ ประกอบไปด้วยน้ำมากถึง 80% ช่วยเติมเต็มความชุ่มชื้นสู่ผิวอย่างล้ำลึกตลอด 24 ชั่วโมง อีกทั้งยังอุดมไปด้วยเกราะป้องกันผิวชั้นดีจากวิตามินเอฟของน้ำมันดอกคำฝอยที่มีกรดไลโนเลอิกเสริมความแข็งแกร่งและล็อกความชุ่มชื้นไว้ในผิว ผสานด้วยความหอม สดชื่นอย่างเป็นธรรมชาติจากดอกกุหลาบดามัสเซน่าและสารสกัดจากใบชาดาร์จีลิ่งที่เต็มไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระช่วยปกป้องผิวสวยจากมลภาวะรอบตัว ปิดท้ายด้วยอีกหนึ่งคุณสมบัติที่บูสต์ความเปล่งปลั่งจากภายในสู่ภายนอกให้กับผิวแบบไม่สิ้นสุดด้วยโปรวิตามินพีจากเปลือกส้ม ซึ่งช่วยกระตุ้นระบบไหลเวียนเลือด ให้ผิวแลดูกระจ่างใส สม่ำเสมอ โปร่งแสงอย่างเป็นธรรมชาติ พร้อมช่วยฟื้นฟูผิวหมองคล้ำและลดเลือนจุดด่างดำหลังจากใช้เป็นประจำอย่างต่อเนื่อง 14 วัน นอกจากนี้ยังเป็นผลิตภัณฑ์ที่ปราศจากน้ำมันและส่วนผสมที่ทำให้เกิดภาวะรูขุมขนอุดตัน ซึ่งผ่านการทดสอบจากแพทย์ผิวหนังแล้วว่าปลอดภัยต่อผิวแน่นอน

Burberry Beyond Radiance นำเสนอมาในเฉดสีหนึ่งเดียวอย่าง Bare Glow ที่ออกแบบมาให้เหมาะสำหรับทุกสีผิวตามธรรมชาติและทุกสภาพผิวของผู้ใช้งาน รวมถึงผิวบอบบาง สามารถครีเอทลุคให้สาวๆ ได้หลากหลายตามต้องการ โดยใช้แต่งแต้มลงบนใบหน้าแบบเดี่ยวๆ ให้ลุคสวยใสเป็นธรรมชาติ หรือจะใช้เสมือนเป็นเมคอัพเบสก่อนลงรองพื้นเพื่อสร้างผิวที่ดูสว่างใสมีชีวิตชีวาและชุ่มชื้น นอกจากนี้ยังสามารถนำมาผสมร่วมกับรองพื้นเพื่อปรับระดับความกระจ่างใส หรือจะนำมาใช้เป็นไฮไลท์ขับเน้นเสน่ห์ตามจุดต่างๆ อาทิ บริเวณโหนกแก้ม, สันจมูก และรอยหยักบนริมฝีปาก ก็ได้เช่นกัน

Burberry Beyond Radiance พร้อมจำหน่ายอย่างเป็นทางการแล้วในประเทศไทย ณ เคาน์เตอร์ Burberry Beauty เซ็นทรัล ลาดพร้าว, เซ็นทรัล ชิดลม, สยามพารากอน, เอ็มโพเรียม, เดอะมอลล์ งามวงศ์วาน, สยาม ทาคาชิมายะ และร้าน Sephora สาขาสยามเซ็นเตอร์ และเอ็มควอเทียร์ หรือช้อปออนไลน์ได้ทางเว็บไซต์ www.sephora.co.th และ www.central.co.th ในราคา 1,950 บาท

’สไปซี่มันกุ้ง’ ซอสเผ็ดร้อน อร่อยทุกตอน กับหลายเมนูที่ Texas Chicken

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/682188

วันที่ 05 พ.ค. 2565 เวลา 09:22 น.’สไปซี่มันกุ้ง’ ซอสเผ็ดร้อน อร่อยทุกตอน กับหลายเมนูที่ Texas Chicken

Texas Chicken พรีเซ้นต์ซอสสุดร้อนแรงเพื่อซัมเมอร์นี้ กับ “สไปซี่มันกุ้ง” พร้อมเสิร์ฟหลายเมนูถูกใจสายเผ็ดร้อน

เรื่องและภาพ วารุณี มณีคำ

เท็กซัส ชิคเก้น (Texas Chicken)  นำเสนอเมนูสุดร้อนแรงรับซัมเมอร์! ถูกใจสายเผ็ดร้อน เพิ่มความฮอตปรอทแตกแซบซี้ดกันรัว ๆ กับเมนูไก่ทอดเคลือบซอส “สไปซี่มันกุ้ง” จัดจ้านถึงใจเพิ่มความพิเศษด้วยซอสมันกุ้งคลุกเคล้าไก่ทอดร้อนๆเนื้อฉ่ำพร้อมยกทัพมาให้เลือกลิ้มรสความอร่อยกันอย่างหลากหลาย

ทั้งเมนูไก่ทอด แร็พ เบอร์เกอร์ และเมนูข้าวสไปซี่มันกุ้ง เข้มข้นถึงเครื่องลงตัวขนาดนี้ เลือกทานเบา ๆ เป็นเมนูเดี่ยว ในราคาเริ่มต้นเพียง 47 บาทเท่านั้น! หรือจะเลือกอร่อยจัดหนัก อิ่มกว่า คุ้มกว่า ด้วยชุดเซ็ตสไปซี่มันกุ้ง ในราคาเริ่มต้นเพียง 98 บาท พร้อมเพิ่มเติมเครื่องดื่มรีฟิลดับร้อนได้ในราคาพิเศษเพียงแก้วละ 29 บาทเท่านั้น

มาลิ้มลองความอร่อยสุดฮอตด้วยเมนูใหม่ไม่ซ้ำใครกับ “สไปซี่มันกุ้ง” กันได้แล้ว ตั้งแต่วันนี้ – 29 พฤษภาคม 2565 ที่ร้านเท็กซัส  ชิคเก้น ทุกสาขา หรือสามารถสั่งผ่าน Food Delivery Application ช่องทาง GrabFood, LINE MAN, foodpanda และ Robinhood 

ติดตามความอร่อยและโปรโมชั่นเพิ่มเติมได้ที่ 

Line Texas Chicken: https://linktr.ee/TexasChickenTH

Facebook: https://www.facebook.com/TexasChickenThailand/

Twitter: https://twitter.com/TexasThailand

Instagram: https://www.instagram.com/texaschickenthailand/

ค้นหาสาขา คลิก https://bit.ly/3pZ4n1r

มาดูกันว่าคนอเมริกันต้องจ่ายแพงแค่ไหนเพื่อจะมีประกันสุขภาพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/682277

วันที่ 05 พ.ค. 2565 เวลา 17:25 น.มาดูกันว่าคนอเมริกันต้องจ่ายแพงแค่ไหนเพื่อจะมีประกันสุขภาพ

สหรัฐเป็นประเทศร่ำรวยเพียงชาติเดียวที่ยังไม่มีหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ทั้งที่มีโรงพยาบาลที่มีคุณภาพดีติดอันดับโลก ขณะที่ค่ารักษาพยาบาลก็แพงหูฉี่จนหลายคนเอื้อมไม่ถึง

มารีนา โมกิลโก คุณแม่ลูกสองจากรัฐแคลิฟอร์เนียของสหรัฐทำคลิป TIkTok แชร์รายจ่ายค่าประกันสุขภาพสำหรับสมาชิกทุกคนในครอบครัว 4 คนในทุกๆ เดือนและบริการต่างๆ ที่ได้รับซึ่งมีคนเข้าไปดูแล้วเกือบล้านครั้ง

จากประวัติที่ระบุไว้ในยูทูบ คุณแม่ลูกสองคนนี้ใช้ชื่อใน TikTok ว่า @linguamarina เธอมาจากเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กของรัสเซีย ขณะนี้อาศัยอยู่ในรัฐแคลิฟอร์เนียของสหรัฐกับสามีและลูกๆ อีก 2 คน และเป็นเจ้าของบริษัท LinguaTrip ที่มีลูกค้าอยู่ในย่านซิลิคอนวัลเลย์

ในคลิปโมกิลโกเริ่มต้นด้วยการถามผู้ติดตามกว่า 2.4 ล้านคนว่า “ลองทายซิว่าครอบครัวเรา 4 คนจ่ายค่าประดันสุขภาพเท่าไรในแคลิฟอร์เนีย”

จากนั้นเล่าต่อว่า ครอบครัวเธอเลือกแผนประกันสุขภาพของ Blue Shield of California ซึ่งมีเครือข่ายใหญ่ที่สุดและบรรดาโรงพยาบาลชั้นนำแทบทั้งหมดเป็นโรงพยาบาลคู่สัญญา รวมทั้งคลินิกครอบแก้วและไคโรแพรกติกบางแห่งด้วย

แผนประกันสุขภาพนี้ยังครอบคลุมประกันสุขภาพผู้ป่วยในแบบทั้งหมด คือเธอไม่จำเป็นต้องได้รับการอนุมัติก่อนที่จะได้เข้าพบผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง โดยต้องจ่ายเงินประมาณ 10 เหรียญสหรัฐต่อการเข้าพบ 1 ครั้ง

มากิลโกเล่าต่อว่า “ประกันนี้ไม่ครอบคลุมการทำฟัน เราจ่าย 787 เหรียญสหรัฐ (26,876 บาท) สำหรับผู้ใหญ่ และ 520 (17,751 บาท) สำหรับเด็กๆ รวมแล้วครอบครัวเรา 4 คนจ่ายเดือนละ 2,614 เหรียญสหรัฐ (89,232 บาท)” ก่อนจะปิดท้ายด้วยการถามบรรดาผู้ติดตามว่าจ่ายค่าประกันสุขภาพกันกี่บาท

และในคลิปก่อนหน้านี้ โมกิลโกเล่าว่า เธอต้องจ่ายเงินค่าคลอดบุตรคนที่สองเองกว่า 2,200 เหรียญสหรัฐ ทั้งที่เป็นการคลอดธรรมชาติและพักอยู่ในโรงพยาบาลเพียง 1 คืนเท่านั้น

ส่วนอีกคลิปหนึ่ง โมกิลโกเล่าว่า แม้ว่าเธอจะมีประกันสุขภาพที่ค่อนข้างดีแต่ยังไม่วายต้องเจอปัญหาเมื่อต้องซื้อยาบางอย่าง “ฉันเป็นไมเกรนและหมอของฉันแนะนำให้ทานยาใหม่ เธอสั่งยาพวกนั้นให้ฉัน และอีกสองสามวันฉันก็ได้รับอีเมลจากบริษัทยาวอลกรีนส์ว่ายาพร้อมแล้ว แต่มีปัญหาบางอย่างเกี่ยวกับประกันของฉัน ดังนั้นฉันต้องจ่ายเงิน 13,296 เหรียญสหรัฐสำหรับยาไมเกรน”

แต่โชคดีที่สามารถเคลียร์ปัญหานี้ได้หลังจากโมกิลโกติดต่อกับหมอประจำตัว คุณแม่ลูกสองจึงแนะนำว่า “โทรหาหมอและแผนกการเงินเสมอถ้าเจอบิลเรียกเก็บเงินก้อนใหญ่ มีโอกาสที่จะเกิดความผิดพลาด คุณก็คิดเหมือนกันใช่ไหมว่าประกันสุขภาพของสหรัฐต้องโปร่งใสกว่านี้”

ปรากฏว่าผู้คนในหลายๆ ประเทศควักกระเป๋าจ่ายน้อยมากหรือไม่ต้องจ่ายเลย 

ผู้ใช้ TikTok จากกรีซ สหราชอาณาจักร และนอร์เวย์บอกว่าพวกเขารักษาฟรี แต่ในคอสตาริกาต้องจ้ายค่าประกันสุขภาพเดือนละ 9% ของเงินเดือน ส่วนในเยอรมนีค่ารักษาพยาบาลขึ้นอยู่กับระดับเงินเดือน

ผู้ใช้ TikTok จากเยอรมนีบอกว่าเดือนที่แล้วจ่ายไปราว 380 ยูโร (13,727 บาท) แต่การคลอดบุตรในเยอรมนีไม่ต้องจ่ายเงิน

ผู้ใช้ TikTok รายหนึ่งคอมเม้นต์ว่า “ที่แคนาดาไม่ต้องจ่ายอะไรเลย” อีกคนหนึ่งบอกว่า “ในนอร์เวย์รักษาฟรี”

Luis Pedro Pereira บอกว่า “ไม่ต้องจ่ายเลย…ผมจ่ายภาษีเงินได้ (ประมาณ 50%) แล้วไม่ต้องจ่ายอะไรอีกเลย…รักษาฟรี เรียนฟรีในเดนมาร์ก”

Marianne Kimura บอกว่า “ที่ญี่ปุ่นเราจ่ายประมาณ 10-20 เหรียญสหรัฐสำหรับการไปหาหมอหรือหมอฟัน 1 ครั้ง ประกันสุขภาพแห่งชาติรับผิดชอบส่วนที่เหลือ”

อีกคอมเม้นต์หนึ่งจากแคนาดาบอกว่า “ที่เคยจ่ายมากที่สุดคือ 30 เหรียญสหรัฐสำหรับยาบางอย่างเพราะลืมบัตรประกันสุขภาพไว้ที่บ้าน แต่ตอนหลังก็ได้เงินคืน”

นอกจากนี้ยังมีการสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับข่าวนี้ในเฟซบุ๊ค อาทิ Nocole Wilson บอกว่า “บริการทางสุขภาพที่ดีควรเป็นสิทธิ์ไม่ใช่ความฟุ่มเฟือย โดยเฉพาะคนที่มีปัญหาสุขภาพที่จำเป็นต้องได้รับยารักษา มันกลายเป็นค่าใช้จ่ายหลักอย่างรวดเร็ว!”

Melanie Barrett บอกว่า “ผู้คนจะจ่ายค่าประกันสุขภาพกันไหวได้ยังไงถ้าไม่ได้ทำงานหรือเกษียณแล้ว ฉันและสามีเราเกษียณแล้วที่สหราชอาณาจักร และมันฟรีทั้งหมดสำหรับเรา แม้แต่การสั่งยา ที่นี่ไม่มีใครต้องเป็นหนี้เพียงเพราะต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลให่ตัวเองหรือครอบครัว”

Kathleen Pirpamer บอกว่า “ดูจากโตรอนโต ฉันไม่ต้องจ่ายค่าประกันหรือต้องมีส่วนร่วมจ่าย (co-payment หรือโคเพย์) ประกันสุขภาพของเรามีจากภาษี ฉันยินดีที่จะจ่ายถ้ามันช่วยคุ้มครองทุกคน”

Gail Thatcher บอกว่า “เรามีระบบประกันสุขภาพที่ถูกทำลายโดยลัทธิทุนนิยมที่อิสรเสรี มารีนาและคนอื่นๆ ต้องจ่ายค่าประกันที่แพงเกินไป แต่ต้องถือว่าพวกเธอโชคดีที่มีเงินจ่าย”

Emelie Jörgensen คอมเม้นต์ว่า “ที่สวีเดนคุณจ่ายภาษี 30-33% และทั้งค่ารักษาพยาบาลและค่าเรียนของพวกเราคือฟรี มหาวิทยาลัยก็ด้วย เด็กๆ ทุกคนจะได้รับอาหารกลางวันทุกวันที่โรงเรียน เรายังมีระบบลาคลอดที่ใจกว้างด้วย และถ้าคุณไม่สบายคุณยังไม่รับเงินชดเชยด้วย ดังนั้นเงินที่เราจ่ายไปจึงคุ้มค่า ไม่มีทางที่คุณจะจ่ายเงินทั้งหมดนั้นได้แม้ว่าคุณจะไม่ได้จ่ายภาษีก็ตาม”

Val Goodridge คอมเม้นต์ว่า “ที่แคนาดาการรักษาครอบคลุมโดยภาษีทั่วไปซึ่งคิดจากรายได้ ไม่มีใครต้องจ่ายโคเพย์ใดๆ ไม่ว่าจะรักษาอะไร คนอเมริกันมักจะพูดบ่อยๆ ว่าคนคานาดาต้องจ่ายภาษีมากกว่าตัวเอง แต่ฉันไม่ต้องจ่ายภาษีเพิ่มอีกเดือนละ 2,000 แน่นอน”

Laura Ladd บอกว่า “หนี้ค่ารักษาพยาบาลเป็นสาเหตุอันดับหนึ่งที่คนในสหรัฐยื่นฟ้องล้มละลาย ระบบสุขภาพที่เน้นกอบโกยกำไรของเราทำลายชีวิตผู้คนในขณะเดียวกับที่มันปกป้องสุขภาพของพวกเขา”

Yvonne Miller บอกว่า “ประกันสำหรับสุขภาพ ยานพาหนะ บ้าน และแต่ละอย่างนี้ก็ต้องซื้อเพิ่มเติมอีก ถ้าคุณมีประกันสุขภาพ ที่ต้องซื้อเพิ่มคือสายตาและทันตกรรม สำหรับบ้านที่ต้องซื้อเพิ่มคือแผ่นดินไหวหรือน้ำท่วม หลังจากหมดเงินไปกับประกันพวกนี้แล้วผู้คนจะซื้อบ้านกันยังไง????”

Lucy Pasnyk-Scheinman บอกว่า “ปัจจุบันนี้การมีลูกคือความฟุ่มเฟือย ด้วยราคาบ้านที่สูงขึ้น ค่าครองชีพที่สูงขึ้น ลูกๆ จะกลายเป็นความฟุ่มเฟือย เนื่องจากบรรดาคนที่มั่งคั่งที่สุดในโลกทำเงินจากการขายสินค้าและบริการให้กับพวกเราที่เหลือ ความจริงก็คือพวกเขาต้องการเรามากกว่าที่เราต้องการพวกเขา ประกันสถขภาพกลายเป็นสินค้าที่ซื้อและขายให้กับคนที่ให้ราคาสูงที่สุด…ถ้าไม่มีคุณภาพชีวิตที่ดีก็ไร้ซึ่งชีวิต เรื่องมันก็มีเท่านี้แหละ”

James Schultz บอกว่า “นี่ไม่ใช่เรื่องผิดปกติ เราต้องจ่ายแผนประกันสุขภาพปีละกว่า 24K คนโสดอยู่ที่ 12K เราต้องจ่ายมากกว่าประเทศอื่นสองเท่า และเรามีผลลัพธ์ทางสุขภาพแย่ที่สุด นี่เพียงเพราะเรายอมให้เป็นอย่างนั้น คุณต้องขอบคุณ ริชาร์ด นิกสัน สำหรับเรื่องนี้ เขาคือคนที่เปลี่ยนประกันสุขภาพให้เป็นธุรกิจที่สร้างกำไร”

Sarita Bills บอกว่า “ไม่กี่ปีก่อนฉันต้องการใบสั่งยาที่มีค่าใช้จ่าย 1,500 เหรียญสหรัฐสำหรับการรักษา 3 เดือน แต่ประกันไม่ยอมจ่าย ฉันใช้บริการร้านขายยาออนไลน์ของแคนาดาที่สั่งยาเดียวกันนี้ในราคาไม่ถึง 1 ใน 10 (แค่ 130 เหรียญสหรัฐ) สำหรับ 3 เดือน เป็นเรื่องที่บ้ามากที่เราถูกทำร้ายอย่างรุนแรงโดยระบบการแพทย์ของเรา”

Mark Bonafe คอมเม้นต์ว่า “ที่เราจ่ายเยอะก็เพราะว่ารัฐบาลมีส่วนเกี่ยวข้องมากเกินไป กฎเกณฑ์มากเกินไป ไม่เปิดโอกาสให้มีการแข่งขัน และใช่มันมีประเด็นอื่นด้วย ผู้ป่วยไม่เกี่ยวข้องกับการจ่ายเงิน บริษัทประกันมีวิธีมากเกินไปในการควบคุมว่าอะไรควรสั่งจ่ายยาอะไรและทำอะไรได้บ้าง เราจำเป็นต้องยกเครื่องทั้งหมด แต่ถ้าเราเลือกให้มีคนจ่ายเพียงคนเดียว (เช่น รัฐบาล) ปัญหามันจะยิ่งแย่กว่านี้”

Pam Bowling บอกว่า “มันไม่ใช่การประกันสุขภาพ มันคือการประกันการเจ็บป่วย เราไม่ได้มีระบบประกับสุขภาพ แต่มีระบบการดูแลผู้ป่วย สุขภาพของคุณคุณต้องดูแลเอง ไม่ใช่เป็นหน้าที่ของบริษัทประกัน การมีประกัน ‘สุขภาพ’ อาจช่วยไม่ให้คุณล้มละลาย แต่ถ้าสุขภาพคุณไม่ดีก็ยากที่จะทำหรือเป็นอย่างอื่น”

Andrew Lebedev บอกว่า “การรักษาพยาบาลไม่ควรฟรีทั้งหมด แค่ควรขึ้นอยู่กับรายได้ ด้วยวิธีนี้ผู้มีรายได้น้อยจะได้ไม่ต้องเลือกระหว่างการเจ็บป่วยกับการล้มละลาย ในขณะที่ยังคงระลึกได้ว่าการดูแลสุขภาพเป็นทรัพยากรที่หายากที่พวกเขาต้องจ่าย ดังนั้นจึงขจัดสิ่งล่อใจที่จะใช้ระบบในทางที่ผิดโดยการไปพบแพทย์ทุกครั้งที่มีอาการน้ำมูกไหลเพียงเพราะ ‘ฟรี’”

https://www.tiktok.com/embed/v2/7080273196297014570?lang=th-TH&referrer=https%3A%2F%2Fwww.posttoday.com%2Fworld%2F682277

กลศึกสร้างแนวร่วม สลายพันธมิตร โดดเดี่ยวรัสเซีย-ปิดล้อมจีน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/682270

วันที่ 05 พ.ค. 2565 เวลา 20:39 น.กลศึกสร้างแนวร่วม สลายพันธมิตร โดดเดี่ยวรัสเซีย-ปิดล้อมจีน

ขณะที่ชาติตะวันตกช่วยเหลือยูเครนด้านอาวุธจนรัสเซียเตือนว่าอย่าเล่นสงครามตัวแทน สถานการณ์ที่หมิ่นเหม่เช่นนี้ยังมีบางประเทศในเอเชียเดินสายสร้างแนวร่วมให้ชาติตะวันตกในภูมิภาคของเรา

ในยุคจ้านกั๋วหรือยุคที่จีนแตกเป็นก๊กต่างๆ รบราแย่งชิงแผ่นดินกันเอง กลุ่มคนที่เจ้าแคว้นต่างๆ ต้องการตัวมากที่สุดคือพวกกุนซือหรือนักยุทธศาสตร์ มาช่วยวางแผนการรบ คิดกลอุบายเพื่อล่อลวงหรือโค่นล้มฝ่ายตรงข้าม

พวกที่สำคัญรองลงมาคือพวก “นักต่อรองหรือนักการทูต” แต่พวกนี้ยิ่งเหนือกว่ากุนซือเสียอีก เพราะสามารถใช้ลิ้นทองคำมาช่วยเหนือหัวชิงอำนาจมาได้โดยไม่ต้องรบก็มี

นักเจรจาระดับพระกาฬคนหนึ่งในยุคนั้นคือ “ซูฉิน”เป็นผู้เกลี้ยกล่อมให้รัฐต่างๆ คือ รัฐฉี รัฐฉู่ รัฐเอียน รัฐหาน รัฐจ้าว และรัฐเว่ย ฟอร์มพันธมิตรต่อต้านมหาอำนาจรัฐฉิน เรียกว่า “พันธมิตรแนวราบ”

รัฐต่างๆ เหล่านี้เมื่อก่อนรบรากันเอง แต่พอเผชิญกับภัยคุกคามจากรัฐฉินที่น่าสะพรึงกว่าก็ยอมรวมพลังกันเป็นพันธมิตรเพื่อร่วมกันต้านยักษ์

ถ้าเทียบกับสมัยนี้ก็คงเหมือน “NATO ต้านรัสเซีย” หรือเทียบ ” QUOD ต้านจีน”

เพียงแต่ “พันธมิตรแนวราบ” มีความเปราะบางมาก เพราะรัฐต่างๆ มีเรื่องบาดหมางกันอยู่แล้ว

ซูฉินนั้นเป็นศิษย์สำนักการทูตหรือสำนักจงเหิง (สำนักสร้างพันธมิตรแนวดิ่งแนวราบ) ใช้ฝีปากในการโน้มน้าวผู้มีอำนาจให้ดำเนินวิเทโศบายที่ตัวเองวางแผนไว้ ซูฉินทำสำเร็จด้วยนโยบายพันธมิตรแนวราบ ซูฉินมีสหายร่วมสำนักคนหนึ่งชื่อว่า “กงซุนเอี่ยน” ใช้แนวทางผานแนวราบรวมพลังรัฐพลังน้อยๆ มาเป็นพันธมิตรแนวราบเช่นกัน

แต่ก็ยังมีศิษย์รวมสำนักอีกคนหนึ่ง ต่างเจ้านาย ต่างอุดมการณ์กัน ชื่อ “จางอี้” ไปเป็นกุนซือให้กับรัฐฉิน

เมื่อรัฐฉินเผชิญกับพันธมิตรแนวราบ จางอี้จึงแก้ลำด้วยการเสนอ “พันธมิตรแนวดิ่ง”

ที่เรียกพันธมิตรแนวดิ่งเพราะรัฐฉินเป็นรัฐใหญ่กินพื้นที่ตะวันตกทั้งหมดของจีนยุคนั้น เมื่อเผชิญกับหกรัฐที่เหลือเหมือนดาหน้าเข้าชนเป็นเส้นแนวดิ่ง ส่วนรัฐทั้งหกอยู่ในแนวราบเดียวกันจากตะวันออกไปทางตะวันตกเข้าทะลวงรัฐฉิน จึงเรียกว่าพันธมิตรแนวนอน

แม้จะเรียก “พันธมิตรแนวดิ่ง” แต่รัฐฉินหัวเดียวกระเทียมลีบไม่มีใครมาเป็นสหายร่วมรบด้วย ดูคล้ายกับรัสเซียตอนนี้อยู่กลายๆ

แต่แนวคิดของ “พันธมิตรแนวดิ่ง” ไม่ใช่หาคนมาร่วมชน แต่ชนศัตรูตรงๆ ด้วยยุทธศาสตร์ 1. ทำให้ทั้งหกรัฐรวมตัวกันไม่ติด และ 2. ทำให้ทั้งหกรัฐรบกันเอง

“พันธมิตรแนวราบ” นั้นอ่อนปวกเปียกเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เพราะแต่ละรัฐต่างสนใจแต่ผลประโยชน์ส่วนตัว “พันธมิตรแนวดิ่ง” จึงไม่ต้องอกแรงมากนัก รอเวลาแค่รัฐแนวราบรบกันองเท่านั้น แล้วค่อยทำลายไปทีละรัฐ

ปรากฎว่าไม่นานหกรัฐก็ซัดกันเองดังที่คาด มหาอำนาจรัฐฉินที่ถูกรุมสกรัมจึงรอดมาได้แถมยังกลับมาเหนือกว่าด้วยเหตุนี้

นี่คือพลังของสำนักการทูตหรือสำนักสร้างและสลายพันธมิตร ทั้งซูฉินและจางอี้ต่างเก่งกันไปคนละแบบ จางอี้นั้นเก่งในทางแก้เกมส์สลายพันธมิตร ส่วนซูฉินทำงานที่ยากไม่น้อยคือทำอย่างไรให้พวกที่เคยเป็นศัตรูมารวมตัวกันเพื่อเป้าหมายเดียวกัน

งานของจางอี้ไม่ยากเพราะไม่ต้องพะวงกับใครว่าจะซื่อสัตย์กับตนหรือไม่ หากรัฐนั้นแข็งแกร่งและอดทนพอที่จะรอดูพันธมิตรล่มสลายก็รบยืดเยื้อไปเรื่อยๆ ส่วนซูฉินนั้นยากเพราะพันธมิตรที่ต่างคนต่างที่มามีแนวโน้มจะล่มสลายได้ง่าย

ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา รัฐมหาอำนาจที่แข็งแกร่งแล้วล่มสลายลงในบั้นปลายยังพอนับได้ แต่พันธมิตรที่ล่มสลายหรือทะเลาะกันเองนั้นมีมากมายนับไม่ถ้วน

เช่น ก่อนสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 สหภาพโซเวียตมีดีลกับนาซีเยอรมันแบ่งดินแดนกันเขมือบ แต่มันป็นดีลพันธมิตรที่รอเวลาถูกฉีกเท่านั้นเพราะต่างก็รู้ว่าแต่ละฝ่ายยอมรอมชอมให้กันไม่ได้นาน ไม่นานดีลก็ล่มล้วก็มารบกันเอง โซเวียตกลายเป็นฝ่ายสัมพันธมิตรร่วมเผด็จศึกนาซีเยอรมัน แต่ในตอนนั้นเองฝ่ายสัมพันธมิตรก็เริ่มระแวงโซเวียตว่าหลังสงครามคงต้องรบกับฝ่ายนี้เป็นแน่ หลังจากสิ้นสงครามโลกไม่นานพันธมิตรก็ล่มสลาย กลายเป็นสงครามเย็นระหว่าง “โลกเสรี” กับ “โลกหลังม่านเหล็ก”

หรือจะเป็นในยุคสงครามเย็น โซเวียตกับจีนเป็นสหายร่วมอุดมการณ์ฝ่ายโลกหลังม่านเหล็ก แต่ภายหลังเพราะทะเลาะกันเรื่องอุดมการณ์ (ซึ่งฝ่ายซ้ายมักจะทะเลาะกันเองแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไร) ทำให้จีนแยกกันเดิมกับโซเวียต แถมในเวลาต่อมายังไปคบหากับสหรัฐที่เคยเป็นศัตรูกันมาก่อนด้วย

นี่คือตัวอย่างของการสานพันธมิตรที่ไม่มีความยั่งยืนเอาเลย และยิ่งจะสั่นคลอนได้ไม่ยากหากรู้จุดอ่อน

ในเวลานี้เป็นอีกครั้งที่มนุษยชาติเห็นการสานพันธมิตรและสลายพันธมิตร

สหรัฐ สหราชอาณาจักร สหภาพยุโรป และญี่ปุ่นนอกจะผูกมัดกันเหนียวแน่นขึ้นแล้ว ยังแยกกันไปสานและสลายพันธมิตรนอกกลุ่มตัวเองด้วย

สหราชอาณาจักรและสหภาพยุโรปพยายามโน้มน้าวประเทศที่ไม่ยอมประณามรัสเซียให้มาเป็นพวกตน เผชิญว่าส่วนใหญ่อยู่ในเอเชียเสียด้วย เช่น อินเดีย แต่ไม่มีอะไรให้อินเดียเหมือนรัสเซียที่มีน้ำมันราคาถูกให้

แต่ถ้าเอาน้ำมันลดราคาเป็นที่ตั้งก็เหมือนจะดูดถูกอินเดียเกินไป เพราะอินเดียนั้นสนิทสนมกับรัสเซียมาตั้งแต่สมัยสหภาพโซเวียต เป็นสมาชิกกลุ่ม BRICS ร่วมกัน และอินเดียยังมีความเป็นตัวของตัวเองสูงในด้านนโยบายต่างประเทศ

ดังนั้นการสลายพันธมิตรอินเดีย-รัสเซียจึงไม่คืบหน้า

การที่สหรัฐจะเป็นเจ้าภาพประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน-สหรัฐที่วอชิงตัน แถลงการณ์ของทำเนียบขาวบอกแค่ว่าเพื่อ “แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่ยั่งยืนของสหรัฐที่มีต่ออาเซียน โดยตระหนักถึงบทบาทสำคัญในการแก้ปัญหาที่ยั่งยืนต่อความท้าทายเร่งด่วนที่สุดในภูมิภาค และเฉลิมฉลอง 45 ปีของความสัมพันธ์สหรัฐฯ-อาเซียน”

ไม่ได้เอ่ยถึงอิทธิพลจีนหรือกรณียูเครน-รัสเซีย และโดยฉากหน้าไม่น่าจะมีการคุยเรื่องนี้กันตรงๆ ไม่อย่างนั้นวงแตก แต่ถ้าคุยกับผู้นำเป็นรายบุคคลก็อาจเป็นไปได้ โดยเฉพาะผู้ที่เดินทางไปวอชิงตัน

ดังนั้น ในฉากหน้าสหรัฐไม่ได้ทำหน้าเหมือนซูฉินหรือจางอี้ แต่ทำตัวเหมือนเจ้าแคว้นใหญ่ เชิญเจ้าแคว้นเล็กๆ ไปร่วม “สังสรรค์กระชับมิตร” เท่านั้น

หน้าที่สานพันธมิตรและสลายพันธมิตรให้ดูที่ผู้นำบางประเทศที่เป็นพันธมิตรตะวันตกในเอเชีย ซึ่งกำลังเดินทางเดินสายไปทั่วเอเชียด้วยตัวเองหรือเจ้าหน้าที่ระดับสูงไปเพื่อเกลี้ยกล่อม

“ทูต” เหล่านี้มุ่งไปที่ประเทศที่วางตัวเป็นกลางๆ หรือประเทศที่เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในภูมิภาค เช่น ประเทศที่เป็นเหมือนหัวใจของอาเซียนอันเป็นจุดเชื่อมต่อให้กับจีน หรือประเทศที่เป็นสหายรักของรัสเซียมาแต่ไหนแต่ไร เช่น มองโกเลีย หรือในกลุ่มเอเชียกลาง

“ทูตสลายพันธมิตร” จากประเทศนี้บอกกันซึ่งๆ หน้าให้เพื่อนเก่ารัสเซียเหล่านี้ทบทวนจุดยืนของตน ดูเผินๆ ราวกับไม่แคร์เลยว่าประเทศเหล่านี้ต้องพึ่งพาทรัพยากรรัสเซียมากแค่ไหน

หากมองในแง่สานพันธมิตร บางทีประเทศนี้อาจจะเสนอเงื่อนไขที่ดีกว่าให้ก็เป็นได้ ต้องชมกันต่อไป

แต่ภารกิจสานพันธมิตรและสลายพันธมิตรรัสเซียในเอเชียดูเหมือนจะเป็นงานรองมากกว่าหรืออาจเรียกได้ว่า “เป็นงานบังหน้า”

เป้าหมายจริงๆ อยู่ที่การสานพันธมิตรปิดล้อมจีน และสลายพันธมิตรจีนให้หวั่นไหว

ประเทศในเอเชียที่อยู่ในเส้นทางเดินสายล้วนแต่เริ่มเอนเอียงไปทางจีนมากขึ้น และทูตจากประเทศนี้ยังเดินสายในประเทศหมู่เกาะแปซิฟิกในรอบเดียวกัน เห็นได้ชัดว่าเพื่อสกัดกั้นอิทธิพลจีนในแปซิฟิกหลังจากจีนดีลกับหมู่เกาะโซโลมอนเรื่องการส่งทหารมาประจำการและอาจรวมถึงการตั้งฐานทัพ

การสานและสลายพันธมิตรรอบนี้จึงไม่ได้มุ่งเป้าที่รัสเซียเท่านั้น แต่โดดเดี่ยวจีนด้วย นี่คือเป้าหมายของพันธมิตรตะวันตกโดยเฉพาะเจ้าแปซิฟิกอย่างสหรัฐที่แพลมมาแล้วว่าพร้อมจะเปิดศึกสองด้านกับรัสเซียและจีน แต่ไม่ได้เดินเกมนี้เอง เพราะให้ “ลูกมือ” ที่มีภาพลักษณ์ดีกว่าช่วยประสานงานการทูต

ระหว่างการรุกรานยูเครน จีนนั้นพยายามวางตัวให้กระโตกกระตากน้อยที่สุด ไม่ใช่แค่เพราะเป็นเพื่อนกับทั้งยูเครนและรัสซีย แต่เพราะกลัวว่าจะถูกตะวันตกหาเรื่องในช่วงเวลาที่จีนไม่พร้อมโดนรุม

หากตามข่าวกันดีๆ จะเห็นว่าจีนตีตัวออกห่างรัสซียหลายรอบแล้ว แต่นั่นก็ยังไม่สมใจพันธมิตรตะวันตก เพราะสิ่งที่พวกเขาต้องการคือบั่นทอนให้ทั้งรัสเซียและจีนอ่อนแอกว่านี้ ทำให้การพึ่งพาแบบ Symbiosis ของทั้งสองขาดสะบั้นลงไป

แต่เราควรรู้ว่าจีนมีความอดทนสูงมาก และควรรับทราบว่าจีนกับรัสเซียเองก็มีความสัมพันธ์ที่ลุ่มๆ ดอนๆ กันมาก่อน จีนจึงไม่อยู่ในสถานที่จะเข้าไปเป็นพันธมิตรเต็มตัวกับรัสเซียไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดๆ ก็ตาม แม้จะมีภาพสีจิ้นผิงเคียงข้างกับปูติน มันก็ไม่ได้รับประกันอะไร

อย่างที่บอกไปว่าพันธมิตรนั้นง่ายที่จะสลาย ในกรณีนี้รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับรัสเซียด้วย

นั่นเป็นเรื่องของอนาคต ก็ต้องติดตามชมกันต่อไปเช่นกัน

หากเทียบกับยุคจ้านกั๋ว ดูเผินๆ สถานะของรัสเซียตอนนี้คล้ายกับรัฐฉินเดียวดายลำพังในช่วงที่เผชิญกับพันธมิตรแนวราบ

แต่รัสเซียดูเหมือนจะอ่อนหัดกับการทูตสร้างและสลายพันธมิตรเอาการ ดังนั้นหากยื้อกันไปยื้อกันมาแบบนี้ ดีไม่ดีรัสเซียอาจจะไม่ผงาดในภายหลังเหมือนรัฐฉินแต่จะจบเหมือนรัฐฉู่เสียมากกว่า

ในยุคนั้น นอกจากรัฐฉินที่เป็นใหญ่ ยังมีรัฐฉู่ทางตอนใต้ที่มหึมาและแกร่งพอๆ กัน แต่รัฐฉู่นั้นแม้จะใหญ่แต่ขาดกุนซือที่ดี นโยบายต่างประเทศผิดพลาด ยุทธศาสตร์สับสนอลหม่าน

รัสเซียตอนนี้ถูกรุมเหมือนรัฐฉิน แต่เนื้อในกลับเหมือนรัฐฉู่มากกว่า

หากจะเปรียบเทียบ เรื่องนี้ไม่เหมือนกับสถานการณ์ในสงครามยูเครน-รัสเซียเสียทีเดียว แต่มันบทเรียนสอนใจให้กับทุกฝ่ายได้ จะขอเล่าให้ฟังเป็นกับแกล้มความคิดดังนี้

ในการสร้างพันธมิตรแนวราบนั้น ตอนแรกซูฉินเกลี้ยกล่อมเจ้ารัฐฉู่ให้มามารวมเป็นพันธมิตรหกรัฐแนวราบเพื่อต้านฉิน แต่รัฐฉู่เห็นว่าตนใหญ่จึงไม่ร่วม ปรากฏว่าถูกรัฐฉินเข้าตี จึงต้องหันมาเป็นแก๊งเดียวกันในที่สุด

แต่พันธมิตรแนวราบพังลงในเวลาเพียง 15 ปีด้วยพลังของพันธมิตรแนวดิ่งของรัฐฉิน

หนึ่งในกลเม็ดที่รัฐฉินใช้ คือส่งจางอี้ไปสานสัมพันธ์กับรัฐฉู่ (นี่เป็นอีกครั้งหนึ่งที่การทูตบ่อนทำลายได้ง่ายๆ แบบนี้) ทำให้อีกพันธมิตรเกิดความระแวงกระทั่งรบกัน ในขณะเดียวกันจางอี้ก็หักหลังรัฐฉู่ด้วยการลวงเอาดินแดนไปแล้วไม่คืน ทำให้ฉู่ต้องรบกับฉินอีกทางหนึ่งเท่ากับเปิดศึกสองทาง ทำให้มหาอำนาจอย่างฉู่อ่อนแอลงไปมาก

ความผิดพลาดที่สุดของรัฐฉู่คือ คิดว่าตัวเองใหญ่แต่ขาดคุณสมบัติของผู้ยิ่งใหญ่ ผู้นำมั่นใจมากเกินไปแต่เก่งไม่จริง ขุนนางฉ้อราษฏร์บังหลวงเป็นนิจเหมือนหนอนไชประเทศจนเน่าเฟะ ขาดกุนซือเก่งๆ เหมือนรัฐฉินที่มีจางอี้ หกรัฐมีซูฉินและกงซุนเอี่ยน เมื่อต้องรบจึงแพ้ไม่เป็นท่า เมื่อต้องหันมาใช้เกมส์รับจึงโดนเขาหลอกทางการทูต

ความที่ฉู่อ่อนแอลงมากในยุคของจางอี้นี่เองที่ รัฐฉินมั่นใจมากถึงขนาดคิดจะรวมแผ่นดินจีนเป็นหนึ่งเดียว ในยุคนั้นแผ่นดินจีนเปรียบเสมือนโลกทั้งใบของคนจีน ดังนั้นการวมแผ่นดินจีนก็เหมือนกับการครองโลกอยู่กลายๆ

กุนซือจางอี้เสนอว่าควรจะกุมตัวกษัตริย์ราชวงศ์โจวเพื่อสร้างอาณัติครองแผ่นดินเสียก่อน แต่ขุนศึกซือหม่าชั่วแย้งว่า กำจัดศัตรูทรงอำนาจเป็นงานหลัก ความชอบธรรมเป็นงานรอง ควรกำจัดรัฐฉู่เสียก่อน เมื่อยึดฉู่ได้แล้วก็เท่ากับยึดแผ่นดินไว้ในกำมือ

ซือหม่าชั่ว ชื่อไม่ชั่วดังชื่อแต่ฉลาดเป็นกรดเสนอบุกตะวันออกของรัฐฉู่คือแคว้นจ๊ก (แคว้นสู่และปา) อันเป็นอู่ข้าวอู่น้ำ ไม่ได้ละโมบคิดจะโค่นฉู่โดยยึดทั้งยวงในคราวเดียว เมื่อยึดแคว้นจ๊กมาได้ ก็เท่ากับยึดหม้อข้าวศัตรูมาได้ทั้งยังกำลังคนมาร่วมรบอีกมหาศาล

จากนั้นรัฐฉินก็เริ่มการรวมแผ่นดินรบและเขมือบแคว้นฉู่ได้สำเร็จ เมื่อมหาอำนาจสิ้นไป ห้ารัฐที่เหลือก็ไม่เหลือบ่ากว่าแรงอีก

ฟังแล้ว คิดว่าระหว่างรัสเซียกับจีน ใครเป็นรัฐฉินหรือรัฐฉู่?

โดย กรกิจ ดิษฐาน

Photo –  Sputnik/Ramil Sitdikov/Kremlin via REUTERS 

MH-60R อเมริกันแพงเกินซื้อไม่ไหว แผนอาวุธต้านจีนของไต้หวันสะดุด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/682242

วันที่ 05 พ.ค. 2565 เวลา 14:35 น.MH-60R อเมริกันแพงเกินซื้อไม่ไหว แผนอาวุธต้านจีนของไต้หวันสะดุด

แม้แต่พันธมิตรยังครวญ ไต้หวันกล่าวว่าไม่สามารถซื้อเฮลิคอปเตอร์ต่อต้านเรือดำน้ำใหม่ของสหรัฐได้ ท่ามกลางกระแสกังวลเรื่องจีนจะใช้กำลังทหารกับไต้หวัน และการระดมซื้ออาวุธอย่างต่อเนื่อง

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงาน ไต้หวันส่งสัญญาณเมื่อวันพฤหัสบดีว่าได้ยกเลิกแผนการซื้อเฮลิคอปเตอร์ต่อต้านเรือดำน้ำขั้นสูงรุ่นใหม่จากสหรัฐ โดยบอกว่ามีราคาแพงเกินไป

ก่อนหน้านี้ ไต้หวันเคยกล่าวว่ากำลังวางแผนที่จะซื้อเฮลิคอปเตอร์ต่อต้านเรือดำน้ำ MH-60R จำนวน 12 ลำ ผลิตโดยบริษัท Sikorsky ของ Lockheed Martin Corp แต่สื่อในประเทศระบุว่า สหรัฐฯ ปฏิเสธการขายดังกล่าวเนื่องจากไม่สอดคล้องกับความต้องการของไต้หวัน

เมื่อถูกถามในรัฐสภาเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงล่าสุดในการซื้ออาวุธใหม่ของสหรัฐฯ ของไต้หวัน ชิวกั๋วเจิ้ง รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมกล่าวถึงคดีเฮลิคอปเตอร์ก่อน

“ราคาสูงเกินไป เกินขอบเขตความสามารถของประเทศเรา” เขากล่าว

การซื้ออาวุธอีกสองรายการก็ล่าช้าเช่นกัน คือระบบปืนใหญ่อัตตาจร M109A6 ขนาดกลางและขีปนาวุธต่อต้านอากาศยาน Stinger

Stingers ของ Raytheon Technologies เป็นที่ต้องการอย่างมากในยูเครน ซึ่งเคยใช้กับเครื่องบินรัสเซีย แต่คลังของสหรัฐฯ หดตัวลงและมีอุปสรรคสำคัญในการผลิตอาวุธต่อต้านอากาศยานมากขึ้น

ชิวกั๋วเจิ้ง กล่าวว่ารัฐบาลไต้หวันได้ลงนามในสัญญาซื้อ Stingers และจ่ายเงินให้กับพวกเขาแล้วและพวกเขาจะกดดันให้สหรัฐฯส่งมอบสินค้า

“เราไม่ได้มองว่าการขายอาวุธเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ และเรามีแผนสำรอง” เขากล่าวเสริม โดยไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติม

ไต้หวันกล่าวว่าสหรัฐฯ ได้เสนอทางเลือกแทน M109A6 ซึ่งรวมถึงเครื่องยิงจรวดแบบใช้รถบรรทุกของบริษัท Lockheed Martin ที่เรียกว่า High Mobility Artillery Rocket System หรือ HIMARS

ชิวกั๋วเจิ้ง กล่าวว่าพวกเขายังคงพิจารณาทางเลือกของพวกเขาอยู่

ไต้หวัน ซึ่งจีนอ้างว่าเป็นอาณาเขตของตนเอง กำลังดำเนินโครงการปรับปรุงทางการทหาร เพื่อปรับปรุงความสามารถในการป้องกันการโจมตีของจีน ซึ่งรวมถึงอาวุธที่มีความแม่นยำ เช่น ขีปนาวุธ

ประธานาธิบดีไช่อิงเหวิน สนับสนุนแนวคิด “สงครามอสมมาตร” ซึ่งเกี่ยวข้องกับการพัฒนาอาวุธไฮเทค เคลื่อนที่ได้สูง ซึ่งยากต่อการทำลายและสามารถโจมตีได้อย่างแม่นยำ

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ได้ผลักดันให้ไต้หวันปรับปรุงกองทัพของตนให้ทันสมัยเพื่อให้กลายเป็น “เม่น” ที่จีนโจมตีได้ยาก

จีนได้เพิ่มพูนความทันสมัยทางการทหารและแรงกดดันต่อไต้หวันในขณะที่พยายามบังคับเกาะที่ปกครองตามระบอบประชาธิปไตยให้ยอมรับการปกครองของปักกิ่ง

ชิวกั๋วเจิ้งวกล่าวว่าเมื่อเร็ว ๆ นี้ ว่ามี “เรือศัตรู” จำนวนมากในน่านน้ำรอบไต้หวันซึ่ง “โดยหลักการเป็นการเผชิญหน้า” กับกองกำลังไต้หวันแม้ว่าเขาจะไม่ได้ให้รายละเอียดก็ตาม

เรือของกองทัพเรือจีน 8 ลำ รวมถึงเรือบรรทุกเครื่องบิน Liaoning ได้แล่นผ่านระหว่างเกาะต่างๆ ในเครือหมู่เกาะโอกินาว่าทางตอนใต้ของญี่ปุ่นเมื่อวันจันทร์ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่อยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของไต้หวัน

Photo – Picture taken April 24, 2017. U.S. Navy/Mass Communication Specialist 2nd Class Sean M.

โป๊ปชี้นาโตขู่ถึงหน้าบ้านรัสเซีย อาจมีส่วนจุดชนวนสงครามยูเครน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/682235

วันที่ 05 พ.ค. 2565 เวลา 13:34 น.โป๊ปชี้นาโตขู่ถึงหน้าบ้านรัสเซีย อาจมีส่วนจุดชนวนสงครามยูเครน

โป๊ปฟรานซิสตรัสว่าการที่นาโตยั่วยุถึงหน้าบ้านอาจมีส่วนกระตุ้นให้รัสเซียรุกยูเครน

สำนักข่าว RT ของรัสเซียอ้างบทสัมภาษณ์ของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสที่ประทานสัมภาษณ์ต่อหนังสือพิมพ์ Corriere Della Sera ของอิตาลีโดยตรัสว่าการที่นาโตพยายามขยายอิทธิพลมาทางตะวันออกอาจเป็นส่วนหนึ่งที่กระตุ้นให้ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน สั่งการให้กองทัพรัสเซียโจมตียูเครน

โป๊ปฟรานซิสทรงกังวลว่าปูตินจะยังไม่หยุดโจมตีรัสเซียในตอนนี้ และตรัสว่า “การข่มขู่ของนาโตที่หน้าประตูบ้านรัสเซีย” อาจกระตุ้นให้รัสเซียต้องตอบโต้เช่นนี้ “เป็นความโกรธที่ข้าพเจ้าไม่ทราบว่ามาจากการถูกยั่วยุหรือไม่ แต่บางทีก็อาจจะใช่”

โป๊ปฟรานซิสยังตรัสว่าพระองค์ทรงขอพบปูตินในช่วงสัปดาห์แรกๆ ของความขัดแย้ง แต่ก็ยังไม่ได้รับการตอบกลับ “ข้าพเจ้าเกรงว่าปูตินอาจไม่สามารถและไม่ต้องการให้มีการประชุมในเวลานี้ แต่เราจะอยู่เฉยและไม่พยายามหยุดความโหดร้ายทารุณนี้ได้อย่างไร”

ทั้งนี้ ในช่วงแรกๆ หลังรัสเซียเปิดปฏิบัติการทางทหารในยูเครน โป๊ปฟรานซิสทรงถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าไม่ยอมตำหนิการกระทำของรัสเซียโดยตรง แม้ว่าพระองค์ทรงวิจารณ์การรุกรานหลายครั้ง แต่หลีกเลี่ยงที่จะเอ่ยถึงรัสเซียและปูตินโดยตรง โดยในเดือนมี.ค. พระองค์ทรงเรียกร้องให้ใช้อารยธรรมเอาชนะความต้องการอาวุธ การคว่ำบาตร พันธมิตรทางการเมือง และการทหาร

ในขณะที่บรรดาชาติตะวันตกและประเทศพันธมิตรให้การสนับสนุนอาวุธยุทโธปกรณ์แก่ยูเครนเพื่อให้ต่อต้านกองกำลังรัสเซีย รายงานระบุว่าหลักคำสอนของโป๊ปฟรานซิสมีศูนย์กลางอยู่เสมอในการปฏิเสธการแข่งขันทางอาวุธ การไม่เพิ่มการผลิตอาวุธ ที่จะนำไปสู่การเสียชีวิตและความทุกข์ทรมาน

เมื่อทรงถูกถามว่าการจัดหาอาวุธให้ยูเครนนั้นถูกต้องแล้วหรือไม่ พระองค์ตรัสว่า “ข้าพเจ้าไม่สามารถตอบได้ ข้าพเจ้าอยู่ไกลเกินไป”

Photo by REUTERS/Yara Nardi

อย่าเพิ่งวางใจ วิจัยยืนยันแล้วโอมิครอนรุนแรงเท่าสายพันธุ์ก่อนๆ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/682231

วันที่ 05 พ.ค. 2565 เวลา 13:05 น.อย่าเพิ่งวางใจ วิจัยยืนยันแล้วโอมิครอนรุนแรงเท่าสายพันธุ์ก่อนๆ

ผลการวิจัยขนาดใหญ่ล่าสุดจากสหรัฐยืนยันโควิดสายพันธุ์โอมิครอนรุนแรงเท่าสายพันธุ์อื่นๆ

สำนักข่าว Reuters รายงานว่า ผลการวิจัยขนาดใหญ่จากสหรัฐพบว่า Covid-19 สายพันธุ์โอมิครอน (Omicron) มีความรุนแรงเท่ากับสายพันธุ์ก่อนๆ ซึ่งตรงข้ามกับสมมติฐานจากการศึกษาวิจัยก่อนหน้านี้หลายชิ้นที่ระบุว่าโอมิครอนแพร่เชื้อได้ง่ายกว่า แต่รุนแรงน้อยกว่า

“เราพบว่าความเสี่ยงของการรักษาตัวในโรงพยาบาลและอัตราการเสียชีวิตนั้นใกล้เคียงกันระหว่างช่วงเวลาต่างๆ” นักวิทยาศาสตร์ 4 คนที่ลงมือวิจัยโดยศึกษาจากบันทึกผู้ป่วย Covid-19 จำนวน 130,000 รายระบุ โดยอ้างถึงช่วงเวลาตลอด 2 ปีที่ผ่านมาซึ่งมีสายพันธุ์ต่างๆ เกิดขึ้นเป็นสายพันธุ์หลักที่ระบาดไปทั่วโลก

การวิจัยซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาตรวจสอบของผู้เชี่ยวชาญจาก Nature Portfolio ซึ่งเป็นของบริษัทผลิตวารสารวิทยาศาสตร์ Springer Nature และเผยแพร่ใน Research Square เมื่อวันที่ 2 พ.ค. ประเมินสถิติประชากร สถานะการฉีดวัคซีน และดัชนีโรคร่วมชาร์ลสันซึ่งประเมินความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตภายใน 1 ปีหลังเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลสำหรับผู้ป่วยที่มีโรคที่เกิดขึ้นร่วมกัน

นักวิทยาศาสตร์จากโรงพยาบาลทั่วไปแมสซาชูเซตส์ มหาวิทยาลัยมิเนอร์ว่า และโรงเรียนแพทย์ฮาร์วาร์ดเผยว่า การวิจัยหลายชิ้นซึ่งสันนิษฐานว่าสายพันธุ์โอมิครอนรุนแรงน้อยกว่าทำให้หลายที่ รวมทั้งแอฟริกาใต้ สกอตแลนด์ อังกฤษ และแคนาดา

นักวิทยาศาสตร์บอกว่า การวิจัยของพวกเขาอาจมีข้อจำกัดหลายอย่าง รวมทั้งความเป็นไปได้ที่จะประเมินจำนวนผู้ป่วยที่ได้รับการฉีดวัคซีนต่ำเกินไปในการระบาดระลอกล่าสุด และจำนวนผู้ติดเชื้อทั้งหมด เนื่องจากไม่นับรวมผู้ป่วยที่ใช้ชุดตรวจหาเชื้อด้วยตัวเอง

REUTERS/Danish Siddiqui

ข่าวกรองสหรัฐช่วยยูเครนสังหารนายพลรัสเซียแล้วหลายนาย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/682216

วันที่ 05 พ.ค. 2565 เวลา 12:19 น.ข่าวกรองสหรัฐช่วยยูเครนสังหารนายพลรัสเซียแล้วหลายนาย

สหรัฐเผยให้ข้อมูลลับกองทัพรัสเซียแก่ยูเครน ช่วยยูเครนสังหารทหารรัสเซียแล้วหลายนาย

The New York Times รายงานโดยอ้างเจ้าหน้าที่อาวุโสของสหรัฐระบุว่าสหรัฐได้ให้ความช่วยเหลือด้านข่าวกรองแก่ยูเครน ช่วยให้ยูเครนสามารถกำหมดเป้าหมายและสังหารนายพลรัสเซียได้หลายคน ซึ่งเจ้าหน้าที่สหรัฐปฏิเสธที่จะระบุจำนวนนายพลรัสเซียที่เสียชีวิตจากความช่วยเหลือของสหรัฐ ขณะที่เจ้าหน้าที่ยูเครนกล่าวว่าได้สังหารนายพลแนวหน้าของรัสเซียไปได้แล้วประมาณ 12 นาย

รายงานระบุว่าหน่วยข่าวกรองสหรัฐได้ให้ข้อมูลลับแก่ยูเครนในหลากหลายพื้นที่ ตั้งแต่การเคลื่อนไหวของกองทัพรัสเซียไปจนถึงข้อมูลเพื่อใช้ในการกำหนดเป้าหมาย ซึ่งการแบ่งปันข่าวกรองนี้เป็นส่วนหนึ่งของความช่วยเหลือที่สหรัฐมอบให้แก่ยูเครน นอกเหนือไปจากอาวุธหนักและความช่วยเหลืออื่นๆ รวมมูลค่าหลายหมื่นล้านเหรียญสหรัฐ

พลเอก มาร์ก มิลลีย์ ประธานคณะเสนาธิการร่วมของสหรัฐกล่าวกับคณะกรรมการวุฒิสภาเมื่อวันที่ 3 พ.ค. ที่ผ่านมาว่า “มีข่าวกรองจำนวนมากที่สหรัฐอเมริกาส่งไปยังยูเครน”

ความช่วยเหลือดังกล่าวช่วยให้ยูเครนได้รับข่าวกรองเกี่ยวกับสนามรบแบบเรียลไทม์ ทราบถึงความเคลื่อนไหวของกองกำลังรัสเซีย และช่วยยูเครนยืนยันตำแหน่งของเป้าหมายที่สำคัญ ซึ่งนอกจากสหรัฐแล้วยังมีพันธมิตรนาโตประเทศอื่นๆ ที่ให้ข้อมูลแบบเรียลไทม์แก่กองทัพยูเครนเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลสหรัฐต้องการเก็บข้อมูลเหล่านี้ไว้เป็นความลับ เพราะเกรงว่าจะถูกมองว่าเป็นการยกระดับความตึงเครียดในสนามรบ และยั่วยุประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซีย นำไปสู่สงครามในวงกว้าง และเกรงว่าจะเป็นอันตรายต่อวิธีการเก็บรวบรวมข่าวกรอง เจ้าหน้าที่สหรัฐจึงไม่เปิดเผยว่าได้รับข้อมูลเกี่ยวกับกองบัญชาการกองทัพรัสเซียมาได้อย่างไร

แต่รายงานของ The New York Times ระบุว่าตลอดช่วงสงครามหน่วยข่าวกรองของสหรัฐได้ใช้แหล่งข้อมูลที่หลากหลาย รวมทั้งดาวเทียมลับ และดาวเทียมเชิงพาณิชย์ เพื่อติดตามความเคลื่อนไหวของทหารรัสเซีย

จอห์น เคอร์บี โฆษกเพนตากอนกล่าวว่า “เราจะไม่พูดถึงรายละเอียดของข้อมูลนั้น” แต่ยอมรับว่าสหรัฐได้ให้ข้อมูลและข่าวกรองแก่ยูเครนจริง เพื่อที่พวกเขาจะสามารถใช้เพื่อปกป้องตนเองได้

แม้ว่ารัฐบาลสหรัฐจะยังคงระมัดระวังไม่ให้ความขัดแย้งลุกลามเป็นวงกว้าง โดยประธานาธิบดีโจ ไบเดน ยืนยันว่าสหรัฐจะไม่ส่งทหารไปยังยูเครน แต่สหรัฐได้ให้การสนับสนุนอาวุธยุทโธปกรณ์จำนวนมากแก่ยูเครน รวมถึงโดรน Switchblade และ Phoenix Ghost

Photo by REUTERS/Alexander Ermochenko