MIDO เปิดตัว Multifort Skeleton Vertigo เรือนเวลาหรูที่ได้แรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรมระดับโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/681353

วันที่ 24 เม.ย. 2565 เวลา 16:45 น.MIDO เปิดตัว Multifort Skeleton Vertigo เรือนเวลาหรูที่ได้แรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรมระดับโลก

สร้างลุคให้โดดเด่นได้ในทุกโอกาสกับ “มิโด” (MIDO) ที่ล่าสุดเปิดตัว “มัลติฟอร์ต สเกเลตัน เวอร์ติโก้” เรือนเวลาหรูที่ได้แรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรมระดับโลกอย่าง สะพานซิดนีย์ฮาร์เบอร์ โดยมีแบรนด์แอมบาสเดอร์หนุ่ม “คิม ซู ฮยอน” ร่วมถ่ายทอดความงดงามผ่านไลฟ์สไตล์อันโดดเด่น

ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ด้วยฟังก์ชั่นการใช้งานที่ครบครัน และดีไซน์งดงามเหนือกาลเวลา ไปกับเรือนเวลาหรูจาก “มิโด” (MIDO) แบรนด์นาฬิกาชั้นนำจากสวิตเซอร์แลนด์ ในเครือเดอะ สวอท์ช กรุ๊ป เทรดดิ้ง (ประเทศไทย) ในคอลเลกชั่นล่าสุด “มัลติฟอร์ต สเกเลตัน เวอร์ติโก้” (Multifort Skeleton Vertigo) ที่สะกดทุกสายตาด้วยหน้าปัดแบบเปลือย ซึ่งเผยให้เห็นถึงความงดงามของชิ้นส่วนกลไกอย่างชัดเจน อีกทั้งยังโดดเด่นด้านฟังก์ชั่นการใช้งาน ความสวยงาม และความแข็งแกร่ง ที่ได้แรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรมอันโด่งดังของโลกอย่าง สะพานซิดนีย์ฮาร์เบอร์ (Sydney Harbour Bridge) ในประเทศออสเตรเลีย โดยนาฬิกาเรือนแรกจากตระกูล “มัลติฟอร์ต” (Multifort) และสะพานซิดนีย์ฮาร์เบอร์ (Sydney Harbour Bridge) ยังได้ถูกสร้างขึ้นพร้อมกันในสมัยทศวรรษที่ 1930 อีกด้วย

MIDO แบรนด์นาฬิกาที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 100 ปี นับตั้งแต่ จอร์จ แชแรน เริ่มก่อตั้งบริษัท MIDO G.Schaeren & Co. AG ขึ้นที่เมืองโซโลธูร์น ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ตั้งแต่ ค.ศ. 1918 ภายใต้ปรัชญาของการสร้างสรรค์แบรนด์ให้อยู่เหนือกาลเวลาด้วยแนวคิดการออกแบบที่ร่วมสมัย ผ่านการคัดเลือกวัสดุคุณภาพเยี่ยมที่มีความหรูหรา ทนทาน และยังคงไว้ซึ่งฟังก์ชั่นการใช้งานที่ครบถ้วน

แบรนด์แอมบาสเดอร์หนุ่มชื่อดัง “คิม ซู ฮยอน” ได้กล่าวถึงนาฬิกาเรือนโปรด Multifort Skeleton Vertigo ว่า “นาฬิการุ่นนี้มีการออกแบบที่ไม่เหมือนใคร เพราะคุณจะได้เห็นกลไกการทำงานของนาฬิกาผ่านการดีไซน์ตัวเรือนแบบเปลือย ซึ่งนาฬิกาที่มีการออกแบบอันเป็นเอกลักษณ์นั้น สามารถสร้างความโดดเด่นให้กับการแต่งตัวได้เป็นอย่างดี อย่างนาฬิกาเรือนนี้สามารถใส่ได้ทั้งกับลุคคลาสสิก อย่างสูท หรือลุคแคชชวลอย่างกางเกงยีนส์และเสื้อยืด ก็สามารถสร้างคาแรคเตอร์ที่โดดเด่นได้แล้ว”

สำหรับ Multifort Skeleton Vertigo เป็นเรือนเวลาจากตระกูล Multifort ที่มีทั้งความโดดเด่นด้วยดีไซน์สไตล์สปอร์ต ชวนให้หลงใหลด้วยหน้าปัดและฝาหลังแบบเปลือย ที่สามารถมองเห็นการทำงานของกลไกอัตโนมัติคาลิเบอร์ 80 ที่อยู่ด้านใน ด้วยรายละเอียดการดีไซน์สุดประณีตบรรจง พร้อมลวดลายแนวตั้งบนหน้าปัดที่ได้แรงบันดาลใจจากเส้นสายเคเบิ้ลอันแข็งแกร่งที่ยึดตัวสะพานไว้ ผสมผสานเอกลักษณ์อันโดดเด่นด้วยลวดลายเจนีวา สไตรป์ พร้อมเทคนิคการทำสีแอนทราไซต์ เพื่อให้ได้รูปลักษณ์ที่ล้ำสมัย โดยตัวเข็มชั่วโมงและเข็มนาทีถูกเคลือบด้วยสารเรืองแสงซูเปอร์ ลูมิโนวา สีขาว ที่ช่วยให้อ่านค่าเวลาได้ง่ายและแม่นยำมากขึ้นแม้ในที่มืด พร้อมกระจกคริสตัลแซฟไฟร์ที่ช่วยป้องกันแสงสะท้อนบนหน้าปัดทั้งสองด้าน ส่วนตัวเรือนนั้นมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 42 มิลลิเมตร พร้อมฝาหลังที่สลักโลโก้ ‘MIDO’ ไว้อย่างชัดเจน และเม็ดมะยมแบบขันเกลียว เรียบโก้ด้วยสายรัดสแตนเลสสตีลและตัวล็อคแบบบานพับที่ทำจากเหล็กเคลือบซาติน อีกทั้งยังสามารถสำรองพลังงานยาวนานถึง 80 ชั่วโมง พร้อมบาลานซ์สปริงที่ทำจากนิวาครอน ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยในการต้านแรงแม่เหล็ก และป้องกันการกระแทกได้เป็นอย่างดี และฟังก์ชั่นดำน้ำลึกได้ถึงระดับ 100 เมตร

เคล็ดลับการเลือกนาฬิกาสำหรับคนที่เริ่มต้นอยากสะสม

การสะสมนาฬิกาที่เป็นงานอดิเรกของใครหลายคนนั้น นอกจากจะสะสมเพื่อชื่นชมความงดงาม หรือนำมาสวมใส่เพื่อเติมเต็มคาแรคเตอร์ให้สมบูรณ์แบบแล้ว ยังสามารถสะสมเพื่อเป็นการลงทุนได้อีกด้วย ดังนั้นองค์ประกอบสำคัญในการเลือกซื้อจะต้องประกอบไปด้วยแบรนด์ระดับโลกซึ่งเป็นที่รู้จัก เพราะแบรนด์ระดับโลกนั้นจะมีเรื่องราวประวัติศาสตร์มายาวนานจึงสามารถสร้างความน่าเชื่อถือได้ มีความคิดสร้างสรรค์ในการออกแบบแต่ละคอลเลกชั่นจึงสามารถสร้างมูลค่าได้เป็นอย่างดี รวมถึงดีไซน์ที่ต้องมีความคลาสสิกเหนือกาลเวลา สามารถสวมใส่ได้ทุกยุคสมัย และฟังก์ชั่นการใช้งานก็ต้องตอบโจทย์ได้อย่างครบครัน

พบกับ Multifort Skeleton Vertigo จากเรือนเวลาสัญชาติสวิตเซอร์แลนด์แบรนด์ MIDO นาฬิกาดีไซน์หรูคุณภาพมาตรฐานตามแบบฉบับ Swiss made ได้ที่เคาน์เตอร์ MIDO เซ็นทรัล, โรบินสัน, เดอะมอลล์ และตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ หรือสั่งผ่านทางออนไลน์ MIDO Official Store ใน Shopee และ Lazada และติดตามรายละเอียดเพิ่มเติ่มได้ที่เว็บไซต์ www.midowatches.com, LINE Official Account: @midothailand หรือติดต่อได้ที่เบอร์ 02-610-0299

Pomelo เปิดตัวคอลเลคชั่นพิเศษฉลองวันคุ้มครองโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/681329

วันที่ 24 เม.ย. 2565 เวลา 12:55 น.Pomelo เปิดตัวคอลเลคชั่นพิเศษฉลองวันคุ้มครองโลก

“Pomelo” ฉลองวันคุ้มครองโลกด้วยคอลเลคชั่นพิเศษ พร้อมย้ำความมุ่งมั่นเดินหน้าโครงการ “Down to Earth”

Pomelo (โพเมโล) แฟชั่นแพลตฟอร์มอันดับ 1 ใน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เฉลิมฉลองวันคุ้มครองโลกด้วยการยกระดับความคิดริเริ่มในการผลิตสินค้ากลุ่มยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมภายใต้โครงการ “Down to Earth” เป็นปีที่สองติดต่อกัน ผ่านแนวคิด “Make it Count” ตอกย้ำความมุ่งมั่นที่มีมายาวนานในการนำเสนอเครื่องแต่งกายและผลิตภัณฑ์ที่นำเทรนด์และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมมุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนแปลงทีละขั้นด้วยการเปิดตัวคอลเลคชั่นพิเศษซึ่งมีวางจำหน่ายแล้วตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป   

โครงการ “Down to Earth” 

วันคุ้มครองโลกปีนี้ โพเมโล เปิดตัวคอลเลคชั่นสุดพิเศษ ในสินค้ากลุ่มยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งทำจากวัสดุและกระบวนการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รวมถึงผ้าฝ้าย ทั้งนี้ โพเมโลภูมิใจที่ได้ร่วมงานกับ The Better Cotton Initiative (BCI) เพื่อคัดสรรผ้าฝ้ายที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม คอลเลคชั่นฤดูร้อนจำนวน 31 ชิ้น ซึ่งทำจากผ้าที่ผ่านกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและการทำงานที่มีจริยธรรม ซึ่งรวมถึงผ้าฝ้ายและผ้าเดนิมที่มีกระบวนการผลิตที่ไม่ทำลายคุณภาพของน้ำโดยคอลเลคชั่นนี้นำเสนอผลงานชิ้นสำคัญที่มาพร้อมสีสันและลายพิมพ์ที่เต็มไปด้วยความสดใส ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากแคว้น คัมปาเนีย (Campania) สถานที่ท่องเที่ยวบนชายฝั่งทางตอนใต้ของอิตาลี  

‘Down to Earth’ คือโครงการหลักที่รวมเอาความคิดริเริ่มต่าง ๆ เกี่ยวกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมทั้งหมดของ โพเมโล โดยมีเป้าหมายที่จะพัฒนาและเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมแฟชั่นในอนาคตทั้งในระยะเวลาอันใกล้และในระยะยาว ภายในปี 2565 โพเมโลยังได้ตั้งเป้าหมายเพิ่มขึ้นเป็น 40% สำหรับการเลือก ใช้วัตถุดิบ ที่มีความยั่งยืนมากขึ้นสำหรับผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ภายใต้แบรนด์โพเมโล ซึ่งสะท้อน ให้เห็นถึงความมุ่งมั่น ในการผลักดันการเปลี่ยนแปลงและมอบสินค้าแฟชั่นที่ทั้งอินเทรนด์และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในขณะเดียวกัน  

นายเดวิด โจว ประธานกรรมการบริหาร (ซีอีโอ) และ ผู้ร่วมก่อตั้ง โพเมโล แฟชั่น กล่าวว่า “ในช่วงเวลาที่เรากำลังก้าวสู่ความเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีแฟชั่น เรายังคงให้ ความสำคัญต่อการสร้างการเปลี่ยนแปลงต่อชุมชนและโลกของเรา การผลักดันประเด็นการอนุรักษ์ สิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนทั่วทั้งภูมิภาคของโพเมโล เราเลือกทำโดยการผลิตสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยใช้ฝ้ายที่ปลูกและเก็บเกี่ยวด้วยกระบวนการที่มีความยั่งยืน เพื่อเปิดโอกาสให้ลูกค้าสามารถเพลิดเพลินกับสินค้าที่มีคุณภาพและมีความสวยงามทันสมัย ซึ่งผลิตขึ้นด้วยวิธีการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมที่สุดเท่าที่จะเป็น ไปได้”  

“นอกจากนี้ เทคโนโลยีแบบเฉพาะบุคคล (Personalization technology) ของเรายังช่วยให้ลูกค้าสามารถเลือก ซื้อสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมในแบบที่ตนเองชอบ ซึ่งผลิตและได้รับการคัดสรรสำหรับลูกค้าที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะในกลุ่มผลิตภัณฑ์ ‘Sustainable Edit” ซึ่งมีสินค้าที่หลากหลายไม่ว่าจะเป็นสินค้าจาก แบรนด์ที่เป็นมิตรต่อโลก สินค้ากลุ่ม Pre-Loved ผลิตภัณฑ์ดูแลบ้าน (earth care homeware) และผลิตภัณฑ์ เพื่อความงาม เป็นต้น”  

รวมพลัง มุ่งหน้าสู่ความยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม 

โพเมโลภูมิใจที่ได้เป็นพันธมิตรกับแบรนด์ที่มีเป้าหมายเดียวกัน ในการเดินหน้าสร้างอนาคตที่ยั่งยืนมากขึ้น ในโลกแฟชั่นโดยที่ผ่านมาโพเมโลได้ส่งเสริมแบรนด์ชั้นนำที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมบนแพลทฟอร์มของเรา อาทิ Sabina, Born on Saturday, HVISK, V Activewear, Le Specs, L’occitane, Innisfree, Skin 1004, Laneige และ Cotton On และ แบรนด์อื่น ๆ อีกมากมายที่แชร์แนวคิดร่วมกันและให้ความสำคัญต่อสิ่งแวดล้อมใน ทิศทางเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันคุ้มครองโลกปีนี้ โพเมเลได้จับมือกับแบรนด์ อาทิ Sabina, Mymomsaysimcool, Memories Brand , Zentury Vintage, Imnotamorningperson, และ Vick’s 

“ปัจจุบันเรามีแบรนด์มากกว่า 500 แบรนด์ ทั้งแบรนด์ระดับนานาชาติ แบรนด์ของดีไซเนอร์ไทย และแบรนด์ต่าง ๆ จากอินสตาแกรมที่กำลังมาแรงที่สุด ทั้งหมดรวบรวมไว้ในแพลตฟอร์มของเรา แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้น ก็คือ การที่เรายังคงมีความมุ่งมั่นในเรื่องของความยั่งยืนและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ทั้งในเรื่องของการนำเสนอแบรนด์ของเราเอง และการประสานความร่วมมือกับแบรนด์ต่าง ๆ ที่มีความใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม โดยในขณะเดียวกัน เรายังคงมุ่งมั่นที่จะร่วมขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง และสร้างสรรค์สิ่งที่ดีกว่า เพื่ออนาคต เพื่อสิ่งแวดล้อม และเพื่อทุกคน” เดวิด โจว กล่าวเสริม 

ก้าวเดินบนเส้นทางสู่ความยั่งยืน 

โพเมโลได้คำนึงสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนมาอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งแต่ปี 2561 โพเมโล ได้เปิดตัวคอลเลคชั่นแคปซูล “Purpose” เพื่อเผยความตระหนักในเรื่องการ อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในทุกผลิตภัณฑ์ของคอลเลคชั่นนี้ โดยภายใต้การสร้างสรรค์คอลเลคชั่นนี้ โพเมโลได้สำรวจกระบวนการผลิตและการเลือกใช้วัตถุดิบใหม่ ๆ เช่น การเลือกใช้ผ้าฝ้ายออร์แกนิก ผ้ารีไซเคิล และผ้าเหลือใช้ เพื่อนำมาใช้ในแนวทางที่ยั่งยืนมากขึ้น จากความสำเร็จของคอลเลคชั่นนี้ โพเมโลได้ขยายแนวคิดในการสร้างสรรค์นี้ไปยังกลุ่มสินค้าต่าง ๆ ของโพเมโลในวงกว้างมากขึ้น 

ต่อมาในปี 2563 โพเมโล ริเริ่มคอลเลคชั่นหน้ากากผ้าเพื่อสังคม “Pomelo Cares” เพื่อช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบ และบุคลากรทางการแพทย์ในช่วงการระบาดใหญ่ของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่ผ่านมา นอกจากนี้ โพเมโล ยังร่วมมือกับ วีจีไอ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ ‘Trash to Treasure’ เปลี่ยนขยะเหลือใช้แทนถุงของโพเมโล และปรับปรุงร้านค้าต่าง ๆ ด้วยแนวคิด 3R: ลดการใช้ ใช้ซ้ำ และนำกลับไปใช้ใหม่ (Reduce, Reuse, and Recycle) 

และตั้งแต่เดือนมกราคม 2564 โพเมโลยังได้เปิดตัว E-commerce Mailers ที่ย่อยสลายได้ 100% โดยมีเป้าหมายเพื่อลดปริมาณการใช้บรรจุภัณฑ์ให้เหลือน้อยที่สุด โดยร่วมมือกับ Grounded Packaging ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มระดับโลกที่นำเสนอโซลูชันบรรจุภัณฑ์ตามสั่ง นอกจากนี้ยังมีความพยายามที่จะรักษาสิ่งแวดล้อมในรูปแบบอื่น ๆ รวมถึงการนำกระดาษรีไซเคิลที่ผ่านการรับรอง FSC ซึ่งออกแบบมาเพื่อสร้างความตระหนักด้านสิ่งแวดล้อมและลดของเสียจากบรรจุภัณฑ์ที่เหลือใช้ 

ทั้งนี้ เพื่อต่อยอดการพัฒนาอย่างยั่งยืนของโพเมโลและเติมเต็มความหมายให้กับคุ้มครองโลกในปีนี้โพเมโลยัง ได้เปิดตัวกลุ่มผลิตภัณฑ์ ‘Sustainable Edit” โดยมีวางจำหน่ายแล้วที่เว็บไซต์ pomelofashion.com แอปพลิเคชัน และที่ร้าน Pomelo ในประเทศไทย สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป  

เคล็ดลับนักวิ่ง : เติมพลังด้วยอาหารปลอดกลูเตน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/681347

วันที่ 25 เม.ย. 2565 เวลา 07:10 น.เคล็ดลับนักวิ่ง : เติมพลังด้วยอาหารปลอดกลูเตน

สายวิ่งต้องรู้!! เคล็ดลับเติมพลังด้วย “อาหารปลอดกลูเตน” ทางเลือกสำหรับเหล่านักวิ่งที่แพ้กลูเตน

สำหรับนักวิ่งแล้ว สิ่งสำคัญนอกจากการฟิตร่างกายแล้ว คือการเลือกทานอาหารที่อุดมไปด้วยคาร์โบไฮเดรต เพื่อเพิ่มพลังงานเสริมความแกร่งให้การวิ่ง แต่ก็มี นักวิ่งอีกหลายคนที่แพ้กลูเตนในคาร์โบไฮเดรต เจนเนอราลี่ เผยเคล็ดลับเติมพลังงานให้นักวิ่งที่แพ้กลูเตนเพื่อเป็นตัวช่วยในการวางแผนพิชิตเส้นชัยได้ตามเป้าหมาย โดย Aisling Pigott นักโภชนาการและผู้ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับอาหารเพื่อสุขภาพ เผยว่า

อาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรตส่วนใหญ่มักจะมีกลูเตนอยู่เล็กน้อย แต่ถ้าผู้ที่แพ้กลูเตนจะทำให้เกิดอาการต่าง ๆ เช่น ท้องอืด ท้องร่วง และปวดท้อง ส่งผลต่อการวิ่งระยะไกล ๆ ดังนั้น ทางเลือกสำหรับเหล่านักวิ่งที่แพ้กลูเตน คือเลือกคาร์โบไฮเดรตที่ปลอดกลูเตน

ปัจจุบันมีทางเลือกสำหรับอาหารที่ปลอดกลูเตนมากขึ้น เช่น พาสตา ขนมปัง เค้ก และซีเรียลบาร์ ซึ่งมีจำหน่ายในซูเปอร์มาร์เก็ตและร้านอาหาร แม้ว่าอาหารเหล่านี้จะมีราคาแพงกว่าอาหารทั่วไปเล็กน้อย แต่ก็ทำให้ยังได้รับพลังงานจากคาร์โบไฮเดรต เปลี่ยนอาหาร อาหารหลักตามธรรมชาติที่ปลอดกลูเตนมีให้เลือกมากมาย เช่น ข้าว มันฝรั่ง ถั่วเมล็ดแห้งและถั่วต่าง ๆ รวมถึงผลิตภัณฑ์จากนม เป็นต้น

ถัดมาคือต้อง วางแผนการทานล่วงหน้า อาหารที่ควรทานตอนเย็นก่อนวิ่ง ต้องเป็นอาหารที่อุดมไปด้วยคาร์โบไฮเดรต ไขมันต่ำ โปรตีนและไฟเบอร์ในปริมาณเล็กน้อย เพื่อให้แน่ใจว่าสะสมไกลโคเจนไว้ได้มากพอ เช่น พาสตา 1 ถ้วย (พร้อมซอส) ทำให้ได้รับคาร์โบไฮเดรตอย่างเต็มที่และปลอดกลูเตนด้วย ในตอนเช้าก่อนวิ่งประมาณ 2 ชั่วโมง อาหารเช้าที่มีไข่ เห็ด หรือมะเขือเทศบนขนมปังปลอดกลูเตนก็เป็นตัวเลือกที่ดี โดยให้ลองทานระหว่างซ้อมวิ่งเพื่อดูว่าจะไม่เกิดปัญหาใด ๆ ต่อลำไส้ ระหว่างวิ่งมาสักระยะหนึ่งแล้ว เจลและเครื่องดื่มชูกำลัง จะเป็นทางเลือกที่ช่วยเติมพลังให้ได้ โดยไม่มีผลกระทบต่อผู้ที่มีปัญหาเรื่องกลูเตน แต่ให้ระวังขนมจำพวกบาร์และซีเรียลบาร์ที่ให้พลังงานบางประเภท เพราะมักจะมีกลูเตนรวมอยู่ด้วย

นักวิ่งทุกคนควรเริ่ม ฟื้นฟูร่างกายหลังวิ่งเสร็จ ภายใน 20 นาที โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่เป็นโรคเซลิแอค เนื่องจากมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคกระดูกพรุน ซึ่งทำให้กระดูกแตกหักได้ง่ายขึ้น นักวิ่งเหล่านี้ควรดื่มนมวัวหรือผลิตภัณฑ์อื่นที่ไม่ใช่นมที่เพิ่มแคลเซียมพิเศษไปด้วย จะช่วยเสริมสร้างกระดูกและโปรตีนที่ช่วยซ่อมแซมร่างกายได้ รวมถึงการดื่มนมช็อกโกแลตหรือโปรตีนเชคก็นับว่าเป็นทางเลือกที่ดีเช่นกัน สำหรับผู้ที่ชอบดื่มนม และควรทานอาหารที่ประกอบด้วยคาร์โบไฮเดรต โปรตีน ผัก และผลไม้เสริมด้วย

เมื่อร่างกายพร้อมแล้วก็พร้อมร่วมวิ่งพิชิตใจตัวเองในงาน “เขาค้อ มาราธอน 2022” (Khaokho Marathon 2022) กิจกรรมวิ่งมาราธอนสุดยิ่งใหญ่แห่งปี ที่จะมีขึ้นในวันที่ 5 มิถุนายน 2565 ณ จอลลี่ แลนด์ อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ พร้อมสิทธิพิเศษโดยเจนเนอราลี่ ไทยแลนด์ ในฐานะผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการ ได้มอบ โดยสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมและสมัครได้ที่ Khaokho Marathon 2022  และติดตามเนื้อหาสาระดีๆ ด้านสุขภาพ และเคล็ดลับการวางแผนสร้างหลักประกันในชีวิต จากเจนเนอราลี่ได้ที่นี่

Eatery by COSI Rock Garden อาหารทะเลสดอร่อยสไตล์ใต้ในบรรยากาศสุดชิล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/681410

วันที่ 25 เม.ย. 2565 เวลา 14:57 น.Eatery by COSI Rock Garden อาหารทะเลสดอร่อยสไตล์ใต้ในบรรยากาศสุดชิล

โรงแรมโคซี่ กระบี่ อ่าวนาง บีช เปิดตัว “Eatery by COSI Rock Garden” อาหารทะเลสดอร่อยสไตล์ใต้ ในบรรยากาศสุดชิล

โรงแรมโคซี่ กระบี่ อ่าวนาง บีช เปิดตัว “Eatery by COSI Rock Garden” ร้านอาหารนั่งชิลแบบเอาท์ดอร์ นำเสนออาหารทะเลสดใหม่ ผสานความอร่อยแบบจัดจ้านสไตล์ใต้ ท่ามกลางเสียงเพลงและสายลมในบรรยากาศแฮงค์เอาท์แบบสบายๆ มาพร้อมเมนูเด็ดที่พลาดไม่ได้อย่าง ไข่ตุ๋นทะเลหม้อไฟ, ปลาทับทิมลุยสวน, ทะเลถัง และเมนูซิกเนเจอร์ ยำ Eatery โดยเปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 16:00 – 23:00 น.

ร้านอาหาร “Eatery by COSI Rock Garden” ตั้งอยู่ที่ หมู่ที่ 2 ตำบลอ่าวนาง อำเภอเมืองกระบี่ จังหวัดกระบี่ (ถัดจากโรงแรมโคซี่ กระบี่ อ่าวนาง บีช) เปิดให้บริการทุกวัน พร้อมดนตรีสด

สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมหรือสำรองที่นั่ง ได้ที่ https://www.facebook.com/cosikrabi Line: @cosikrabi หรือ โทร 075-819-999

เติมความสดใสให้ยามบ่ายด้วยสีสันของชุด Afternoon Tea ที่ทักซิโด้ เอสเปรสโซ่ บาร์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/681350

วันที่ 25 เม.ย. 2565 เวลา 12:30 น.เติมความสดใสให้ยามบ่ายด้วยสีสันของชุด Afternoon Tea ที่ทักซิโด้ เอสเปรสโซ่ บาร์

พบกับชุด Afternoon Tea ที่พร้อมทำให้ทุกคนสดชื่น ต้อนรับซัมเมอร์ ณ ห้องอาหารทักซิโด้ เอสเปรสโซ่ บาร์ โรงแรมคาร์ลตัน กรุงเทพฯ สุขุมวิท

เติมเต็มช่วงเวลาแห่งความสุขหลังมื้อเที่ยง ด้วยสีสันและความอร่อยที่ห้องอาหารทักซิโด้ เอสเปรสโซ่ บาร์ โรงแรมคาร์ลตัน กรุงเทพฯ สุขุมวิท  เตรียมไว้ต้อนรับช่วงซัมเมอร์นี้ ด้วยชุดน้ำชาชามบ่ายสีสันสดใส ที่หยิบยกเอาผลไม้หน้าร้อนมาทำเป็นเมนูความหวานได้อย่างตื่นตาตื่นใจ หากพูดถึงช่วงหน้าร้อน ผลไม้ที่ชวนทำให้นึกถึงต้องมี มะพร้าว มะม่วง กล้วย สับปะรด เสาวรส และ ฝรั่ง ยังไม่เพียงเท่านั้น ลิ้นจี่ และลำไย ผลไม้ขึ้นชื่อก็ถูกนำมารังสรรค์ให้เป็นเมนูคาวหวาน ในชุดน้ำชาน้ำยามบ่ายครั้งนี้อีกด้วย

เมนูหลักที่ถือว่าเป็นเมนูไฮไลท์ของเซ็ตนี้ ต้องยกให้ Coconut Cake เชฟเด่นได้สร้างสรรค์เมนูนี้ให้คล้างคลึงกับลูกมะพร้าวให้ได้มากที่สุด เมื่อได้ตักขึ้นมาชิมจะสัมผัสได้ถึงความนุ่ม เบา ของมูสมะพร้าว และได้กลิ่นหอมอ่อนๆ จากกะทิสด อีกทั้งยังมีเนื้อมะพร้าวอ่อนที่ถูกสอดไส้ไว้ด้านในและมะพร้าวกะทิชิ้นใหญ่ที่ตกแต่งไว้ด้านบน ที่จะทำให้คุณได้ลองลิ้มทั้งรสสัมผัสและเนื้อสัมผัสของมูสมะพร้าว กับเนื้อมะพร้าวสดอย่างลงตัว

หากแต่ว่าไม่ได้มีเพียงชิ้นเดียวที่จะทำให้คุณประทับใจจนต้องร้องว้าว ยังมีอีกหลากหลายเมนูที่จะทำให้คุณประทับใจ อาทิ สโคนกล้วยตาก กลิ่นหอมหวลจากกล้วย รสชาติหวานจากน้ำผึ้ง มีความหนุบหนับชวนเคี้ยวเพลิน Exotic Pineapple รสชาติละมุนละไมของไวท์ ช็อคโกแลตมูส ทานคู่กับสับปะรดภูเก็ตและมะม่วงน้ำดอกไม้หั่นเต๋า นำไปเคี่ยวกับน้ำเสาวรสจนได้ที่ นำมาสอดเป็นไส้ในของขนม รสหวานตัดเปรี้ยวกลมกล่อมเป็นอย่างมาก อีกทั้ง Lychee Roselle และ Orange Mandarin ก็เป็นเมนูที่โดดเด่นและน่ารับประทานไม่แพ้กัน

ในส่วนของอาหารคาวเชฟยังคงหยิบผลไม้หน้าร้อนมารังสรรค์เป็นเมนูสำหรับช่วงซัมเมอร์ อาทิ แซนด์วิชครีมชีสที่ผสมกับเนื้อมะละกอตากแห้ง ตกแต่งด้วยพาร์ม่าแฮมและมะละกอสุก และอีกหนึ่งเมนูที่ควรลิ้มลอง นั่นก็คือ Guava Tarte มัสคาโปรชีส ฝรั่งชมพู ดอกกะหล่ำ ผสมให้เข้ากันเพิ่มความกรุบกรอบด้วยเมล็ดทานตะวัน เมนูแปลกใหม่แต่อร่อยจนลืมไม่ลง

ชุดน้ำชายามบ่าย สำหรับ 2 ท่าน พร้อมชาหรือกาแฟ ราคา 1,380 บาท++

ชุดน้ำชายามบ่าย สำหรับ 2 ท่าน พร้อมชาหรือกาแฟ และ สปาร์คกลิ้งไวน์ 2 แก้ว ราคา 1,680 บาท++

นอกจากจะให้บริการเป็นชุดน้ำชายามบ่ายแล้ว ยังมีให้บริการเป็นชิ้นสำหรับซื้อกลับบ้านไปทาน หรือนำไปเป็นของฝากได้อีกด้วยนี้ สามารถเลือกได้ตามเมนูดังนี้

·      Coconut Cake ราคา 250 บาท++

·      Lychee Roselle ราคา 220 บาท++

·      Orange Mandarin ราคา 210 บาท++

·      Exotic Pineapple ราคา 200 บาท++

ชุดน้ำชายามบ่าย เปิดให้บริการทุกวัน ที่ห้องอาหารทักซิโด้ เอสเปรสโซ่ บาร์

ระยะเวลาให้บริการ: 1 เมษายน – 30 มิถุนายน 2565

เวลา: 12:00 น. – 16:30 น.

ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.carltonhotel.co.th

เคล็ดลับความสำเร็จของ “เจ๊ไข่ซีฟู้ด” ร้านในตำนานย่านประชาชื่น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/681333

วันที่ 24 เม.ย. 2565 เวลา 13:11 น.เคล็ดลับความสำเร็จของ “เจ๊ไข่ซีฟู้ด” ร้านในตำนานย่านประชาชื่น

“สด ใหม่ ใหญ่ แซ่บ” กับคุณภาพที่ไม่เคยหยุดพัฒนา ชวนล้วงลึกความสำเร็จ “เจ๊ไข่ซีฟู้ด” ร้านอาหารซีฟู้ดโดดเด่นริมคลองประปา จากร้านในตำนานย่านประชาชื่น สู่สุดยอดร้านเดลิเวอรีแห่งปี

หากใครที่มีโอกาสผ่านไปย่านประชาชื่น คงจะคุ้นเคยกับร้านอาหารซีฟู้ดที่ตั้งโดดเด่นริมคลองประปาอย่างร้าน “เจ๊ไข่ซีฟู้ด” ซึ่งถือเป็นร้านอาหารทะเลเจ้าแรกบนถนนเส้นนี้ ด้วยชื่อเสียงด้านความอร่อยที่ลือเลื่องมานานกว่า 30 ปีทำให้มีลูกค้าแน่นร้านเกือบตลอดเวลาในทุกวัน  หลายคนที่เคยแวะเวียนไปลิ้มลองรสชาติอาหารที่ถือเป็นตำนานต่างก็ติดใจจนเกิดการบอกต่อจากรุ่นสู่รุ่น แต่อะไรคือปัจจัยความสำเร็จที่ทำให้ร้านนี้เติบโตและขยายกิจการได้อย่างต่อเนื่อง และสามารถครองใจลูกค้าในทุกยุคทุกสมัย จนกลายเป็นสุดยอดร้านเดลิเวอรีอันดับหนึ่งที่การันตีโดยรางวัล #GrabThumbsUp Awards 2022 อย่างในปัจจุบัน วันนี้เราจะชวนมาฟังเคล็ดลับในแบบฉบับ “เจ๊ไข่” สาวแกร่งร่างเล็กที่หยุดพักจากงานครัวชั่วคราวมาถ่ายทอดประสบการณ์การทำร้านอาหารให้คนกินติดใจมายาวนานกว่าสามทศวรรษ

เริ่มต้นธุรกิจด้วย “ความซื่อสัตย์และความจริงใจ”

นิภาพร ซื่อสัตย์ คือชื่อและนามสกุลจริงของ “เจ๊ไข่” สาวแกร่งวัย 57 ปี ที่ก่อตั้งธุรกิจร้านเจ๊ไข่ซีฟู้ดมาด้วยน้ำพักน้ำแรงของตัวเองและสามี หากจะบอกว่าเธอคือคนที่ซื่อสัตย์กับใจตัวเองและลูกค้าก็คงไม่ผิดนัก เพราะถึงแม้จะเป็นคนกุมบังเหียนการบริหารร้าน แต่เจ๊ไข่ก็ยังคงทำหน้าที่ลงไปตรวจสอบคุณภาพวัตถุดิบถึงแหล่งด้วยตัวเองอยู่เสมอ ด้วยความตั้งใจที่ต้องการรักษามาตรฐานของร้านเอาไว้

“เจ๊ไข่เรียนจบแค่ ป.7 ก็เลยตัดสินใจเข้ากรุงเทพฯ มาหางานทำเป็นลูกมือคอยช่วยหั่น ช่วยสับอาหารอยู่ในครัว เพราะเรารู้ตัวว่าชอบทำอาหารมาตั้งแต่เด็กๆ พออายุ 17 เจ๊เลยตัดสินใจชวนแฟนมาทำรถเข็นขายอาหาร ซึ่งช่วงนั้นลูกค้าก็เริ่มติดใจในรสมือ จนเป็นแรงผลักดันให้อยากมีร้านขายอาหารที่เป็นหลักแหล่ง บวกกับสมัยนั้นที่ถนนเส้นประชาชื่นไม่มีร้านขายอาหารซีฟู้ดเลย เรามองเห็นโอกาสตรงนี้เลยตัดสินใจกู้เงินมาลงทุน คว้าโอกาสไว้และเริ่มเปิดเป็นร้านเจ๊ไข่ซีฟู้ดอย่างทุกวันนี้ เจ๊มองว่าสิ่งที่ทำให้คนติดใจและกลับมากินอาหารที่ร้านเราซ้ำบ่อยๆ คือมาตรฐานของรสชาติและการบริการ วัตถุดิบที่เจ๊เลือกมาทำอาหารต้องมีคุณภาพเหมือนที่เราทำให้คนในครอบครัวเรากิน สิ่งนี้คือความซื่อสัตย์และจริงใจที่เรามอบให้ลูกค้ามาตลอด”

“พลิกวิกฤติเป็นโอกาส” เปลี่ยนร้านเก่า…สู่ร้านเก๋าในยุคดิจิทัล

เจ๊ไข่ซีฟู้ดเปิดมาแล้วว่า 40 ปี แน่นอนว่าย่อมเจอกับวิกฤติมากมาย รวมถึงการที่ต้องปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัยที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว แต่สาวแกร่งคนนี้ก็นำพาอาณาจักรร้านอาหารของเธอฝ่าฟันอุปสรรคเหล่านั้นจนก้าวเข้ามาเป็นร้านในดวงใจของใครหลายคน และหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้เจ๊ไข่ซีฟู้ดยังคงยืนหนึ่งในด้านอาหารทะเลมาจนถึงทุกวันนี้ คือการพัฒนาและปรับตัวอย่างต่อเนื่อง โดยคอยเปิดรับแนวคิดใหม่ๆ จากลูกๆ อย่าง คุณบ๊วย-พนารัตน์ เอี่ยมผ่องใส ที่ได้เข้ามาช่วยบริหารร้านและออกไอเดียปรับเปลี่ยนระบบภายในให้ทันสมัย

“วิกฤติหรือปัญหาเศรษฐกิจที่เคยเจอมาเทียบไม่ได้เลยกับช่วงโควิด เพราะเราไม่สามารถขายหน้าร้านได้เลย แต่ก่อนหน้านั้นเรามีทำระบบฟู้ดเดลิเวอรีของเราเองอยู่แล้ว คือมีมอเตอร์ไซต์อยู่ 3 คันสำหรับใช้ส่งออเดอร์ที่สั่งตรงกับร้าน แต่ด้วยจำนวนรถแค่นี้ทำให้ช่วงโควิดระบาดหนักๆ เราก็ไม่สามารถส่งอาหารได้ทันกับความต้องการของลูกค้า บางครั้งลูกๆ เองก็ยังต้องช่วยกันขับรถออกไปส่งอาหารด้วยตัวเอง ตอนนั้นเจ๊ก็เริ่มมองหาเครื่องมือที่จะเข้ามาช่วยเราแก้ปัญหาในเรื่องนี้ ซึ่งแกร็บก็เป็นตัวเลือกแรกที่เจ๊สนใจ เพราะมีไรเดอร์เยอะ ลูกค้าที่มาทานหน้าร้านก็มีถามถึงบ่อยๆ ว่าส่งผ่านแกร็บหรือเปล่า พอตัดสินใจเข้าร่วมกับแกร็บ เจ๊ก็ไม่ผิดหวังนะ เพราะช่วยทำให้ลูกค้าเข้าถึงอาหารของร้านเราได้เยอะขึ้น แถมได้ขยายฐานลูกค้าใหม่ที่อยู่นอกโซนประชาชื่นอีกด้วย กลายเป็นว่ายอดสั่งอาหารผ่านแกร็บในช่วงนั้นนับเป็นอีกหนึ่งรายได้หลักของร้านก็ว่าได้” 

“บ๊วยมองว่าเราเป็นลูกที่โชคดีที่คุณแม่เป็นคนเปิดใจเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ และพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนระบบการบริหารร้านให้ดีขึ้น ยุคสมัยที่เปลี่ยนไปมีผลเยอะมากต่อการบริหารร้านให้ยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง เพราะเทรนด์ร้านอาหารในยุคคุณแม่คือการเน้นขายตัวตนของผู้ก่อตั้ง แต่เมื่อเราต้องมารับช่วงดูแลกิจการต่อ จะทำอย่างไรให้ร้านเติบโตต่อไปได้และที่สำคัญคือลูกค้าก็ยังคงต้องเชื่อมั่นในคุณภาพมาตรฐานของร้านเราไม่ต่างจากรุ่นบุกเบิก ซึ่งคุณแม่เองก็เห็นตรงกันกับลูกๆ ในเรื่องนี้ จึงได้พยายามปรับตัวให้ทันกับความเปลี่ยนแปลง ลูกๆ เองก็นำวิธีการทำงานของคุณแม่มาต่อยอดและผสมผสานกับแนวคิดและวิธีการใหม่ๆ จนกลายเป็นกลยุทธ์ที่ทำให้เราดึงดูดได้ทั้งลูกค้าเดิมที่มาทานตั้งแต่รุ่นคุณแม่ และลูกค้าใหม่ที่เป็นวัยรุ่นซึ่งรู้จักร้านของเราผ่านโซเชียลมีเดียและการทำการตลาดออนไลน์”

เสียงสะท้อนความสำเร็จผ่านรางวัลการันตี “ความอร่อยยกนิ้ว” 

คุณนิภาพร ซื่อสัตย์

ด้วยความจริงใจและใส่ใจในคุณภาพอาหารที่สั่งสมมาอย่างยาวนานทำให้ร้านเจ๊ไข่ซีฟู้ดได้รับรางวัลการันตีมากมายจากหลายสถาบัน และล่าสุดกับ “รางวัลสุดยอดร้านเดลิเวอรีแห่งปี ประเภทอาหารไทย” จากงานประกาศรางวัล #GrabThumbsUp Awards 2022 ที่กลายเป็นอีกหนึ่งเสียงยืนยันความนิยมของร้านผ่านการขายบนแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรีอย่าง GrabFood

“แม้ว่าเราจะเริ่มทำตลาดผ่านช่องทางฟู้ดเดลิเวอรีได้เพียง 2 ปีกว่า แต่ก็ถือเป็นการตัดสินใจที่ไม่ผิดหวัง เพราะตอนนี้ยอดขายหลักเกือบ 50% ก็มาจากช่องทางนี้ แถมยังทำให้เราได้ลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ เพิ่มมากขึ้น  สำหรับรางวัล #GrabThumbsUp ที่เราเพิ่งได้รับนี้ เจ๊และลูกๆ รู้สึกภูมิใจมาก เพราะเป็นเครื่องยืนยันถึงความเชื่อมั่นที่เราได้รับจากลูกค้า และเป็นกำลังใจให้กับความทุ่มเทในการรักษามาตรฐานมาโดยตลอด ขณะเดียวกัน รางวัลนี้ก็ถือเป็นแรงผลักดันให้เราต้องรักษาคุณภาพและพัฒนาบริการให้ดียิ่งๆ ขึ้นไป เพื่อให้สามารถครองใจลูกค้าได้ในทุกเจเนอเรชัน 

“สด ใหม่ ใหญ่ แซ่บ” กับคุณภาพที่ไม่เคยหยุดพัฒนา

“สด ใหม่ ใหญ่ แซ่บ” คือสโลแกนที่เจ๊ไข่ตั้งขึ้นมาเพื่อการันตีคุณภาพและรสชาติของอาหารที่เสิร์ฟให้กับลูกค้าตลอด 30 กว่าปี แต่สโลแกนนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงแนวคิดการบริหารร้านที่ผสมผสานกันอย่างลงตัวระหว่างรุ่นแม่สู่รุ่นลูกอีกด้วย

“คำว่า สด ใหม่ ใหญ่ แซ่บ เป็นประโยคที่ฟังแล้วติดหู ลูกค้ามาทานอาหารร้านเราก็จะได้รับประสบการณ์ที่ดีกลับบ้านไป เพราะวัตถุดิบของร้านมีความสดและไซส์ใหญ่คุ้มราคา ส่วนในแง่ของการดูแลร้านเจ๊มองว่าเราต้องมีไอเดียสดใหม่อยู่เสมอ อย่างเช่นการที่น้องบ๊วยเปิดคาเฟ่ HATCH  by J’Khai ที่กำลังจะรีแบรนด์เป็น Hatchery ก็เป็นอีกหนึ่งความสดใหม่ที่เราใส่เข้ามา ใครจะไปคิดว่าร้านอาหารทะเลและคาเฟ่จะอยู่ด้วยกันได้ ซึ่งร้านนี้เราก็ทำการตลาดออนไลน์เหมือนกัน สิ่งนี้ถือเป็นจุดขายที่เจ๊ใช้ดึงดูดลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ ให้เปิดใจเข้ามาทานอาหารร้านเรา เมื่อลูกค้าเห็นว่าร้านเจ๊ไข่ซีฟู้ดมีการปรับตัวอยู่เสมอ ไม่ล้าสมัย ลูกค้าก็จะไม่เบื่อที่จะกลับมา เจ๊มองว่านี่เป็นกำไรของเรานะ มองว่าเป็นความแซ่บที่เราได้รับตอบแทนจากการที่เราทุ่มเทความซื่อสัตย์ต่อลูกค้าทำงานตรงนี้มาโดยตลอดก็ได้นะ” เจ๊ไข่พูดทิ้งท้ายด้วยรอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความสุข

โดรนตุรกีผงาด สมรภูมิยูเครนตอกย้ำบทบาทอันทรงพลัง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/681431

วันที่ 25 เม.ย. 2565 เวลา 18:00 น.โดรนตุรกีผงาด สมรภูมิยูเครนตอกย้ำบทบาทอันทรงพลัง

ตุรกีกำลังกลายเป็นมหาอำนาจด้านโดรน บทบาทสำคัญในหลายสนามรบรวมถึงยูเครน

The National Interest เผยแพร่บทวิเคราะห์เมื่อปลายปีที่แล้ว ก่อนที่สงครามระหว่างรัสเซียและยูเครนจะปะทุขึ้น โดยระบุว่าตุรกีกำลังก้าวเข้ามาเป็นมหาอำนาจด้านโดรนอย่างรวดเร็ว ขณะที่ยุทโธปกรณ์ของตุรกีกำลังเพิ่มขึ้นและทรงพลังมากขึ้น ตุรกียังเป็นผู้ใช้และผู้ส่งออกโดรนติดอาวุธรายใหญ่

รายงานระบุว่าในช่วงกลางเดือนมี.ค. 2020 ตูนิเซียเซ็นสัญญาสั่งซื้อโดรน Anka-S จากตุรกีจำนวน 6 ลำ รวมถึงสถานีควบคุมภาคพื้นดิน (Ground Control Station) และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง

ขณะที่กองทัพตุรกีดำเนินการโดรนติดอาวุธหลายประเภท ประมาณ 130 ลำ รวมถึงโดรน Anka ทั้ง 5 รุ่น, โดรน Karayel และโดรน Bayraktar TB2 ด้วย โดยโดรนติดอาวุธเหล่านี้มีบทบาทสำคัญต่อกองทัพตุรกีอย่างมาก รวมถึงมีการนำไปใช้ปฏิบัติการในอิรักและซีเรียด้วย

การขายโดรนของตุรกีสร้างความไม่พอใจให้แก่รัสเซียมานานแล้ว โดยดมิทรี เปสคอฟ โฆษกรัฐบาลรัสเซียกล่าวเมื่อปลายปีที่แล้วว่าโดรนของตุรกีจะส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

เมื่อรัสเซียเปิดปฏิบัติการทางทหารในยูเครนตั้งแต่เดือนก.พ. ที่ผ่านมา บรรดาชาติตะวันตกและประเทศพันธมิตรหลายประเทศได้ให้การสนับสนุนอาวุธยุทโธปกรณ์แก่กองกำลังยูเครน รวมถึงตุรกีซึ่งได้ส่งโดรน Bayraktar TB2 ไปร่วมสมรภูมิรบในยูเครนด้วย และมีบทบาทสำคัญอย่างมากและกลายเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของการป้องกันของกองกำลังยูเครน

CNN รายงานว่าคลิปวิดีโอ Bayraktar TB2 ที่ปฏิบัติการอยู่ในยูเครนกลายเป็นไวรัลและได้รับความสนใจอย่างมากบนโลกออนไลน์ โดยโดรนดังกล่าวได้รับเสียงชื่นชมจากตะวันตกและยูเครนว่ามีส่วนสำคัญอย่างมากในการตอบโต้การโจมตีของรัสเซีย

Irak’?n kuzeyinde ba?ar?yla devam eden Pençe-Kilit Operasyonu kapsam?nda etkisiz hâle getirilen terörist say?s? 42’ye yükseldi. Teröristlerin inlerini yerle bir etmeye devam edece?iz! pic.twitter.com/d9Bk9HW40d— T.C. Millî Savunma Bakanl??? (@tcsavunma) April 22, 2022

“ความสำเร็จของโดรนไม่ใช่แค่ความสามารถในการโจมตีกองทัพรัสเซีย แต่มันเป็นชัยชนะด้านการประชาสัมพันธ์เช่นกัน” ซามูเอล เบนเดตต์ ผู้ช่วยอาวุโสของศูนย์วิเคราะห์กองทัพเรือรัสเซียศึกษา (CNAS) กล่าว โดยเสริมว่าแม้โดรนบางลำจะถูกโจมตีโดยกองทัพรัสเซีย แต่โดรนเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญโซเชียลมีเดียที่ดำเนินการโดยทหารและพลเรือนของยูเครนได้เป็นอย่างดี

“วิดีโอการโจมตีของ Bayraktar กลายเป็นกระแสไวรัลบนโซเชียลมีเดีย และนั่นคือกำลังใจที่ดีและชัยชนะทางยุทธวิธีที่ยอดเยี่ยม”

Bayraktar TB2 ถูกใช้งานครั้งแรกในปี 2014 ปัจจุบันถูกผลิตมาแล้วมากกว่า 300 ลำ โดรนดังกล่าวมีความเร็วสูงสุด 220 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และความเร็ว cruising speed 130 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และสามารถใช้งานได้นานถึง 27 ชั่วโมง

ยิ่งไปกว่านั้น EurAsian Times ชี้ว่าดูเหมือนจะไม่มีข้อจำกัดด้านพื้นที่ใดๆ เกี่ยวกับการปฏิบัติการของ Bayraktar TB2 ในยูเครน เนื่องจากวิดีโอที่ถูกดผยแพร่บนโซเชียลมีเดียแสดงให้เห็นว่า TB2 ถูกใช้ตั้งแต่เมืองเคอร์ซอน ทางตอนใต้ของยูเครน ไปจนถึงชานเมืองของเคียฟซึ่งอยู่ทางตอนเหนือ

“Bayraktar” ได้รับความนิยมอย่างมาก จนตอนนี้ชาวยูเครนกำลังนำชื่อโดรนตุรกีไปตั้งเป็นชื่อสัตว์เลี้ยงของพวกเขา และเมื่อเดือนที่แล้วนายกเทศมนตรีกรุงเคียฟประกาศว่าลูกลีเมอร์ตัวแรกที่เกิดในสวนสัตว์กรุงเคียฟจะมีชื่อว่า Bayraktar ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศได้ทวีตรูปภาพสุนัขตำรวจในกรุงเคียฟซึ่งมีชื่อว่า Bayraktar เช่นกัน

A baby lemur was born at #Kyiv #Zoo.It was named #Bayraktar – after the #Turkish unmanned combat aerial vehicle, which AF of #Ukraine use to struck enemy targets of #Russian occupants.#RussiaInvadedUkraine#StandWithUkraine#StopRussianAgression#StopPutin pic.twitter.com/F0Vm6SVIuZ— Emine Dzheppar (@EmineDzheppar) March 23, 2022

อย่างไรก็ตาม Reuters รายงานโดยอ้างข้าราชการระดับสูงของตุรกีว่ารัสเซียได้ร้องเรียนไปยังรัฐบาลตุรกีหลายครั้งเกี่ยวกับการส่งโดรนติดอาวุธ Bayraktar TB2 ให้แก่ยูเครน ขณะที่ตุรกียืนยันว่าการซื้อขายโดรนดำเนินการโดยบริษัทเอกชนในตุรกีไม่ใช่ข้อตกลงระหว่างรัฐ และการซื้อขายก็เกิดขึ้นก่อนสงครามด้วย

ดร.แคน คาซาโพกลู ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยการป้องกันศูนย์เศรษฐกิจและนโยบายต่างประเทศของตุรกี (EDAM) กล่าวว่านอกจากประสิทธิภาพในการโจมตีแล้ว ราคาก็เป็นหนึ่งปัจจัยที่ทำให้โดรนของยูเครนมีความน่าสนใจ “Bayraktar TB2 เสนอราคาที่ค่อนข้างเพอร์เฟ็กต์ เหมาะสมกับประสิทธิภาพในการต่อสู้ และราคาต่อหน่วยก็ไม่แพงเกินไป … คู่แข่งอื่นๆ ของ TB-2 ในตลาดอาวุธมีราคาแพงกว่า และมาพร้อมกับอุปสรรคด้านระบบราชการและการเมืองในการจัดซื้อ หรือมาพร้อมกับความยั่งยืนของอุปทานที่ไม่แน่นอน”

อย่างไรก็ตาม Baykar บริษัทเอกชนผู้ผลิตโดรน Bayraktar TB2 ไม่ได้เปิดเผยราคาของโดรนดังกล่าว ทั้งนี้บริษัทได้เซ็นสัญญาซื้อขายกับอย่างน้อย 19 ประเทศ รวมถึงโปแลนด์ ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป และนาโต โดยส่วนใหญ่ทำสัญญาในช่วง 18 เดือนที่ผ่านมา

CNN ยังระบุว่าอุตสาหกรรมการป้องกันประเทศและการบินของตุรกีจดทะเบียนส่งออกมากกว่า 9 พันล้านเหรียญสหรัฐในปีที่แล้ว ซึ่งเป็นสถิติที่สูงที่สุด

“นอกเหนือจากผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจแล้ว การส่งออกยุทโธปกรณ์สำหรับการป้องกันประเทศยังเป็นพื้นฐานในการสร้างความสัมพันธ์เชิงกลยุทธ์กับประเทศผู้ซื้อด้วย” ฮาลัก เบย์รัคทาร์ ซีอีโอ Baykar กล่าว

Photo by BIROL BEBEK/AFP

เมื่อจีนวิกฤต ปิดเซี่ยงไฮ้ ทำให้โลกต้องสะเทือนแค่ไหน?

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/681399

วันที่ 25 เม.ย. 2565 เวลา 14:10 น.เมื่อจีนวิกฤต ปิดเซี่ยงไฮ้ ทำให้โลกต้องสะเทือนแค่ไหน?

นโยบาย ‘โควิดเป็นศูนย์’ ของจีนกับการล็อกดาวน์เซี่ยงไฮ้ที่สะเทือนเศรษฐกิจโลก

1. สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่าวันนี้ (25 เม.ย.) ค่าเงินหยวนอ่อนค่าลงอยู่ที่ 6.55 หยวนต่อดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำที่สุดในรอบ 1 ปี ขณะที่แนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนแย่ลง เนื่องจากมาตรการล็อกดาวน์ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน

2. การล็อกดาวน์เมืองต่างๆ กว่าสิบแห่งทั่วประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการล็อกดาวน์เซี่ยงไฮ้ เมืองที่ใหญ่และมั่งคั่งที่สุดของประเทศ และเป็นหนึ่งในมหานครที่ใหญ่ที่สุดในโลก ส่งผลให้ประชาชนราว 25 ล้านคนต้องกักตัวอยู่ที่บ้าน สร้างความกังวลต่อการหยุดชะงักของกิจกรรมทางเศรษฐกิจในวงกว้าง และยังทำให้เกิดการตั้งคำถามว่าจีนจะสามารถบรรลุเป้าหมายการเติบโตในปีนี้ที่ประมาณ 5.5% ได้หรือไม่

3. เซี่ยงไฮ้ยังเป็นจุดหมายปลายทางที่น่าดึงดูดที่สุดสำหรับธุรกิจระหว่างประเทศที่ตั้งอยู่ในจีนแผ่นดินใหญ่ ซีเอ็นเอ็นระบุว่ามีบริษัทข้ามชาติมากกว่า 70,000 แห่ง จัดตั้งสำนักงานในเซี่ยงไฮ้ รวมถึง Apple, Pepsico, General Motors, Qualcomm และ Tyson Foods

4. เซี่ยงไฮ้ยังเป็นที่ตั้งของโรงงานที่สำคัญต่อภาคอุตสาหกรรมหลายแห่ง ซึ่งได้รับผลกระทบจากกการล็อกดาวน์ครั้งนี้ด้วย รวมถึง Tesla ซึ่งต้องปิดโรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้าขนาดใหญ่ (Gigafactory) ในเซี่ยงไฮ้เป็นเวลานาน 3 สัปดาห์ ตั้งแต่วันที่ 28 มี.ค. ซึ่งได้กลับมาเปิดทำการอีกครั้งเมื่อสัปดาห์ก่อน ทั้งนี้ โรงงานดังกล่าวมีกำลังการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าถึง 2,000 คันต่อวัน

5. บลูมเบิร์กรายงานโดยอ้างมาร์ค หลิว Taiwan Semiconductor Manufacturing Co. (TSMC) บริษัทผู้ผลิตชิปเซมิคอนดักเตอร์ยักษ์ใหญ่ของไต้หวัน ระบุว่าการล็อกดาวน์เมืองเซี่ยงไฮ้ส่งผลกระทบต่อความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟน และโทรทัศน์ ขณะที่โรงงานหลายแห่งต้องปิดเป็นการชั่วคราว

6. ขณะที่เซี่ยงไฮ้เป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกที่สำคัญของจีน โดยตัวเลขที่เปิดเผยจากทางการจีนชี้ว่า ในปีที่แล้วสินค้าที่ผลิตเพื่อส่งออกจากจีน 6% มาจากเซี่ยงไฮ้

7. นอกจากในแง่ของอุปทานที่ลดลงแล้ว ท่าเรือในเซี่ยงไฮ้ถือได้ว่าเป็นท่าเรือที่คับคั่งที่สุดในโลกตามรายงานของซีเอ็นเอ็น ซึ่งมีปริมาณตู้คอนเทนเนอร์หมุนเวียนผ่านท่าเรือมากกว่า 47 ล้านทีอียูในปีที่แล้ว นอกจากนี้เซี่ยงไฮ้ยังเป็นศูนย์กลางการบินที่สำคัญในเอเชีย โดยท่าอากาศยานนานาชาติเซี่ยงไฮ้ ผู่ตง และท่าอากาศยานนานาชาติเซี่ยงไฮ้ หงเฉียว รองรับผู้โดยสารราว 112 ล้านคนในปี 2019 ทำให้เป็นศูนย์กลางที่พลุกพล่านที่สุดอันดับ 4 ของโลก รองจากลอนดอน นิวยอร์ก และโตเกียว แต่โควิด-19 ทำให้การใช้งานท่าเรือและสนามบินต้องชะงัก และยังนำไปสู่อัตราค่าขนส่งทางอากาศที่พุ่งสูงขึ้น และสร้างแรงกดดันต่อซัพพลายเชนทั่วโลกมากยิ่งขึ้น

8. แม้ว่าท่าเรือเซี่ยงไฮ้ยังคงเปิดดำเนินการอยู่ แต่ข้อมูลอุตสาหกรรมที่เผยแพร่เมื่อปลายเดือนมี.ค. แสดงให้เห็นว่าจำนวนเรือที่รอขนถ่ายสินค้าพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์

9. นอกจากนี้ผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่เพิ่มขึ้นในจีนยังทำให้ Foxconn Technology Group ซัพพลายเออร์รายใหญ่ผู้ผลิตสินค้าให้กับ Apple ตั้งปิดโรงงาน 2 แห่งในเมืองคุนซาน มณฑลเจียงซู เป็นการชั่วคราวหลังพบคนงานติดโควิด-19

10. วันนี้ (25 เม.ย.) บลูมเบิร์กยังรายงานว่าสัญญาซื้อขายล่วงหน้าน้ำมันดิบ West Texas Intermediate (WTI) ร่วงลงราว 3% สู่ระดับต่ำกว่า 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล หลังจากที่เซี่ยงไฮ้รายงานผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 สูงสุดเป็นประวัติการณ์ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่จีนซึ่งเป็นผู้นำเข้าน้ำมันดิบรายใหญ่ที่สุดของโลกกำลังเผชิญกับอุปสงค์น้ำมันที่เลวร้ายที่สุดในเดือนนี้ นับตั้งแต่มีการระบาดของโควิด-19

11. รายงานระบุว่านอกจากสถานการณ์ในยูเครนแล้ว นโยบายโควิดเป็นศูนย์ (Zero-Covid) ของจีนก็เป็นอีกหนึ่งประการที่นำไปสู่ความผันผวนของราคาน้ำมัน โดยจีนได้ดำเนินการล็อกดาวน์ในหลายเมือง และดำเนินการตรวจหาเชื้ออย่างเข้มงวด ขณะที่เซี่ยงไฮ้เข้าสู่สัปดาห์ที่ 4 ของการล็อกดาวน์แล้ว

12. ส่งผลให้ความต้องการน้ำมันเบนซิน ดีเซล และเชื้อเพลิงการบินของจีนในเดือนเม.ย. คาดว่าจะลดลงถึง 20% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งเทียบเท่ากับการบริโภคน้ำมันดิบที่ลดลง 1.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน

Photo by REUTERS/Aly Song

เตรียมรับยุคข้าวยากหมากแพง ชาวโลกกระอักวิกฤตน้ำมันพืชราคาพุ่ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/681398

วันที่ 25 เม.ย. 2565 เวลา 13:35 น.เตรียมรับยุคข้าวยากหมากแพง ชาวโลกกระอักวิกฤตน้ำมันพืชราคาพุ่ง

หลังมหาอำนาจน้ำมันพืชส่งสัญญาณน่าห่วง อินโดนีเซียประกาศห้ามส่งออกน้ำมันปาล์ม ส่วนมาเลเซียเริ่มขยับบ้าง

ผู้บริโภคน้ำมันพืชทั่วโลกไม่มีทางเลือกนอกจากต้องจ่ายเงินจำนวนสูงสุดสำหรับสินค้าอุปโภคบริโภคหลังจากการห้ามส่งออกน้ำมันปาล์มที่สร้างความประหลาดใจไปทั่วโลกของอินโดนีเซียบังคับให้ผู้ซื้อต้องแสวงหาทางเลือกอื่น ซึ่งขาดแคลนเป็นทุนเดิมอยู่แล้วเนื่องจากสภาพอากาศที่ไม่เอื้ออำนวยและการรุกรานยูเครนของรัสเซีย

ความเคลื่อนไหวโดยผู้ผลิตน้ำมันปาล์มรายใหญ่ที่สุดของโลกที่ห้ามส่งออกตั้งแต่วันพฤหัสบดีที่ผ่านมา จะทำให้ราคาน้ำมันเพื่อบริโภคที่สำคัญทั้งหมดมีราคาสูงขึ้นมา รวมทั้งน้ำมันปาล์ม น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันดอกทานตะวัน และน้ำมันเรพซีด ผู้สังเกตการณ์อุตสาหกรรมคาดการณ์ ซึ่งจะสร้างความเครียดเพิ่มเติมให้กับผู้บริโภคที่อ่อนไหวต่อต้นทุนในเอเชียและแอฟริกาที่ได้รับผลกระทบจากราคาเชื้อเพลิงและอาหารที่สูงขึ้น

เจมส์ ฟราย ประธานที่ปรึกษาด้านสินค้าโภคภัณฑ์ LMC International ให้สัมภาษณ์กับรอยเตอร์ว่า “การตัดสินใจของอินโดนีเซียไม่เพียงส่งผลต่อความพร้อมใช้น้ำมันปาล์มเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อน้ำมันพืชทั่วโลกด้วย

น้ำมันปาล์ม ถูกใช้ในทุกอย่างตั้งแต่เค้กและน้ำมันทอดไปจนถึงเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด – คิดเป็นสัดส่วนเกือบ 60% ของการขนส่งน้ำมันพืชทั่วโลก และผู้ผลิตชั้นนำในอินโดนีเซียมีสัดส่วนประมาณหนึ่งในสามของการส่งออกน้ำมันพืชทั้งหมด ประกาศห้ามส่งออกเมื่อวันที่ 22 เมษายน จนกว่าจะมีประกาศเพิ่มเติม เพื่อจัดการกับราคาในประเทศที่สูงขึ้น

“สิ่งนี้เกิดขึ้นในขณะที่การส่งออกของน้ำมันหลักอื่น ๆ อยู่ภายใต้แรงกดดัน น้ำมันถั่วเหลืองเจอจากภัยแล้งในอเมริกาใต้ น้ำมันเรพซีดเกิดหายนะพืชคาโนลาในแคนาดา และน้ำมันดอกทานตะวันเจอภัยสงครามของรัสเซียกับยูเครน” ฟรายกล่าว

ราคาน้ำมันพืชได้เพิ่มขึ้นมากกว่า 50% ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา เนื่องจากปัญหาการขาดแคลนแรงงานในมาเลเซีย ไปจนถึงภัยแล้งในอาร์เจนตินาและแคนาดา ซึ่งเป็นผู้ส่งออกน้ำมันถั่วเหลืองและน้ำมันคาโนลารายใหญ่ที่สุดตามลำดับ ทำให้อุปทานลดลง

ผู้ซื้อต่างหวังว่าพืชผลดอกทานตะวันจากผู้ส่งออกรายใหญ่ของยูเครนจะช่วยบรรเทาความตึงเครียดได้ แต่เสบียงจากยูเครนหยุดลงเนื่องจากการ “ปฏิบัติการพิเศษทางทหาร” ของรัสเซีย

เรื่องนี้ทำให้ผู้นำเข้าพุ่งพาการซื้อน้ำมันปาล์มเพื่ออุดช่องว่างอุปทานจนกว่าคำสั่งห้ามของอินโดนีเซียจะส่ง “ผลกระทบทวีคูณ” ต่อผู้ซื้อ Atul Chaturvedi ประธานกลุ่มการค้าของ Solvent Extractors Association of India (SEA) กล่าว

ไม่มีทางเลือก

ผู้นำเข้า เช่น อินเดีย บังคลาเทศ และปากีสถาน จะพยายามเพิ่มการซื้อน้ำมันปาล์มจากมาเลเซีย แต่ผู้ผลิตน้ำมันปาล์มรายใหญ่อันดับสองของโลกไม่สามารถเติมเต็มช่องว่างที่สร้างขึ้นโดยอินโดนีเซีย Chaturvedi กล่าว

โดยทั่วไปแล้ว น้ำมันปาล์มเกือบครึ่งหนึ่งของอินเดียนำเข้าจากอินโดนีเซีย ขณะที่ปากีสถานและบังคลาเทศนำเข้าเกือบ 80% ของน้ำมันปาล์มจากอินโดนีเซีย

“ไม่มีใครสามารถชดเชยการสูญเสียน้ำมันปาล์มของอินโดนีเซียได้ ทุกประเทศจะต้องประสบปัญหา” Rasheed JanMohd ประธานสมาคมโรงกลั่นน้ำมันเพื่อการบริโภคของปากีสถาน (PEORA) กล่าว

ในเดือนกุมภาพันธ์ ราคาน้ำมันพืชพุ่งขึ้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เนื่องจากอุปทานน้ำมันดอกทานตะวันถูกขัดขวางจากภูมิภาคทะเลดำ จากสงครามในยูเครน

ตัวแทนจำหน่ายในมุมไบที่มีบริษัทการค้าระดับโลกกล่าวว่าการเพิ่มขึ้นของราคาส่งผลต่อต้นทุนของโรงกลั่นน้ำมันซึ่งมีสินค้าคงคลังต่ำกว่าปกติเพราะคาดว่าจะมีการลดราคาลง แต่ปรากฏว่าราคาน้ำมันทั้งหมดกลับพุ่งสูงขึ้นไปอีก

“โรงกลั่นประเมินสถานการณืผิด ตอนนี้พวกเขารอไม่ได้แล้วเป็นเวลาสองสามสัปดาห์ พวกเขาต้องซื้อน้ำมันเข้ามาเพื่อดำเนินการโรงงาน” ตัวแทนจำหน่ายกล่าว

ในขณะที่อินโดนีเซียอนุญาตให้ส่งสินค้าได้จนถึงวันที่ 28 เมษายน ประเทศผู้บริโภคจะมีอุปทานเพียงพอสำหรับครึ่งแรกของเดือนพฤษภาคม แต่อาจประสบปัญหาการขาดแคลนจากครึ่งหลัง บุคคลที่ทำงานในโรงกลั่นในธากากล่าว

ผู้กลั่นน้ำมันในเอเชียใต้จะค่อยๆ ปล่อยน้ำมันออกสู่ตลาดอย่างช้าๆ เนื่องจากพวกเขาทราบดีว่าอุปทานมีจำกัด เขากล่าว

ในอินเดีย ผู้นำเข้าน้ำมันพืชรายใหญ่ที่สุดของโลก ราคาน้ำมันปาล์มพุ่งขึ้นเกือบ 5% ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เนื่องจากราคาอุตสาหกรรมจะขาดแคลนในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ราคายังเพิ่มขึ้นในปากีสถานและบังคลาเทศ ล่าสุด คณะกรรมการน้ำมันปาล์มของมาเลเซียกล่าวเมื่อวันจันทร์ว่า ถึงเวลาแล้วที่ประเทศต่างๆ จะต้องพิจารณาลำดับความสำคัญของอาหารกับเชื้อเพลิง หลังการตัดสินใจของอินโดนีเซียในการห้ามส่งออกน้ำมันปาล์มได้จุดชนวน “วิกฤต” ของการขาดแคลนน้ำมันพืชที่บริโภคได้ทั่วโลก

Ahmad Parveez Ghulam Kadir ผู้อำนวยการคณะกรรมการน้ำมันปาล์มแห่งมาเลเซีย (MPOB) กล่าวว่า “เป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับประเทศต่างๆ ที่จะต้องแน่ใจว่ามีน้ำมันและไขมันเป็นอาหารเพียงพอและ…หยุดหรือลดปริมาณการใช้ไบโอดีเซลชั่วคราว” ผู้อำนวยการคณะกรรมการน้ำมันปาล์มของมาเลเซีย (MPOB) กล่าว

Source

– Indonesia’s palm oil export ban leaves global buyers with no plan B/Reuters 

-Malaysia’s palm oil board urges countries to reconsider food versus fuel priorities/Reuters 

Photo – REUTERS/Hasnoor Hussain 

จีนเดินหน้าภารกิจป้องกันดาวเคราะห์น้อยพุ่งชนโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/681379

วันที่ 25 เม.ย. 2565 เวลา 11:20 น.จีนเดินหน้าภารกิจป้องกันดาวเคราะห์น้อยพุ่งชนโลก

จีนเตรียมสร้างระบบป้องกันภัยดาวเคราะห์น้อย ตั้งเป้าทดสอบโดยเร็วที่สุดในปี 2025

Global Times รายงานว่า หวู่ หยานหัว รองผู้อำนวยการองค์การบริหารอวกาศแห่งชาติของจีน เปิดเผยเมื่อวันที่ 24 เม.ย. ที่ผ่านมา เนื่องในวันอวกาศ (Space Day) ของจีนว่ากำลังวางแผนสร้างระบบติดตามและเปลี่ยนวงโคจรดาวเคราะห์น้อย เพื่อป้องกันดาวพุ่งชนโลก ซึ่งคาดว่าจะสามารถทำการทดลองได้อย่างเร็วที่สุดในปี 2025

หวู่กล่าวว่า “ระบบดังกล่าวจะมีองค์ประกอบทั้งภาคพื้นดินและบนอวกาศ ซึ่งจะจัดทำรายการและวิเคราะห์ดาวเคราะห์น้อย เพื่อพิจารณาว่าสิ่งใดที่อาจเป็นภัยคุกคามต่อโลกหรือมนุษยชาติ ยิ่งไปกว้านั้นระบบจะจำลองผลกระทบของดาวเคราะห์น้อยที่อาจเกิดขึ้นได้”

ท่ามกลางการจับตามองจากบรรดาผู้เชี่ยวชาญว่าระบบนี้อาจเป็นส่วนเสริมสำคัญในการจัดการกับภัยคุกคามของดาวเคราะห์น้อยที่อาจพุ่งชนโลก

Global Times ระบุว่าโครงการดังกล่าวยังคงรอการอนุมัติจากทางการจีน และต้องมีการประสานงานจากหลายฝ่าย

ทั้งนี้ เว็บไซต์ RT ของรัสเซียรายงานว่าจีนไม่ใช่ประเทศเดียวที่กังวลกับภัยคุกคามจากดาวเคราะห์น้อยที่อาจเกิดต่อโลก โดย NASA ได้พัฒนาโครงการที่คล้ายกันในเดือนพ.ย. 2021 ซึ่งร่วมมือกับ SpaceX เปิดตัวยานอวกาศ DART ยานลำแรกของ NASA ที่มีภารกิจทดสอบเทคโนโลยีการป้องกันดาวเคราะห์น้อยพุ่งชนโลก

แม้ว่าในเดือนต.ค. ที่ผ่านมา NASA จะกล่าวว่าไม่มีดาวเคราะห์น้อยที่สามารถสร้างความเสียหายร้ายแรงจากการพุ่งชนโลกในอีก 100 ปีข้างหน้า อย่างไรก็ตาม NASA เสริมว่าจริงๆ แล้ว 60% ของก้อนหินบนอวกาศอาจยังไม่ถูกค้นพบ

Global Times รายงานว่าเหตุการณ์ดาวเคราะห์น้อยพุ่งเข้าใกล้โลกเกิดขึ้นครั้งล่าสุดในปี 2013 ที่เมืองเชเลียบินสค์ (Chelyabinsk) ของรัสเซีย แม้ว่าวัตถุดังกล่าวจะไม่ได้พุ่งชนกับพื้นโลก แต่ถูกเผาไหม้ในชั้นบรรยากาศและมีเพียงเศษเล็กเศษน้อยที่ร่วงลงบนโลก แต่เหตุการณ์นี้ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บกว่า 1,600 คน และเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลหลายสิบคน

Silva/Spaceengine/Handout via REUTERS