เผยมูลค่าความเสียหายของยูเครน หลังกองทัพรัสเซียบุกถล่ม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/680930

วันที่ 19 เม.ย. 2565 เวลา 12:00 น.เผยมูลค่าความเสียหายของยูเครน หลังกองทัพรัสเซียบุกถล่ม

ยูเครนเผยโครงสร้างพื้นฐาน 30% พังยับ มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 16 ล้านล้านบาท ชี้อาจต้องใช้เวลาฟื้นฟูอย่างน้อย 2 ปี

เมื่อวันที่ 18 เม.ย. สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่า โอเล็กซานเดอร์ คูบราคอฟ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงโครงสร้างพื้นฐานของยูเครนเผยการรุกรานของรัสเซียได้ทำลายโครงสร้างพื้นฐานของประเทศไปมากถึง 30% คิดเป็นมูลค่าราว 100,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 3.37 ล้านล้านบาท ขณะที่การฟื้นฟูต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2 ปี

อย่างไรก็ตาม หากนับรวมความเสียหายอื่นๆ อย่างเช่น อาคารบ้านเรือน และสิ่งปลูกสร้างอื่น เจ้าหน้าที่ประเมินว่ามูลค่าความเสียหายจะพุ่งขึ้นเป็นประมาณ 500,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 16.8 ล้านล้านบาท

คูบราคอฟระบุว่าการปฏิบัติการทางทหารของรัสเซียที่เริ่มต้นขึ้นในเดือนก.พ. ที่ผ่านมา ได้สร้างความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานของยูเครนประมาณ 20% ถึง 30% โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่ง

โดยสะพานในประเทศมากกว่า 300 แห่งได้รับความเสียหายหรือถูกทำลาย ส่วนถนนของยูเครนต้องได้รับการซ่อมแซมหรือสร้างใหม่เป็นระยะทางยาวกว่า 8,000 กิโลเมตร ขณะที่สะพานรถไฟหลายสิบแห่งถูกวางระเบิด ซึ่งต้องใช้งบประมาณในการฟื้นฟูไม่ต่ำกว่า 100,000 ล้านเหรียญสหรัฐจนถึงตอนนี้

“หากพูดถึงถนน สะพาน และอาคารบ้านเรือน ผมเชื่อว่าทุกอย่างสามารถสร้างใหม่ได้ภายในเวลา 2 ปี หากทุกฝ่ายทำงานอย่างรวดเร็ว”

ทั้งนี้ กระทรวงโครงสร้างพื้นฐานของยูเครนได้เริ่มบูรณะพื้นที่บางส่วนที่กลับมาอยู่ภายใต้การควบคุมของกองทัพยูเครนแล้ว

รายงานระบุว่าในช่วงสัปดาห์แรกของสงคราม กองกำลังรัสเซียเคลื่อนพลเข้าประชิดกรุงเคียฟ ทำให้เกิดความเสียหายเป็นวงกว้างต่อสิ่งปลูกสร้างและโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ โดยในเดือนนี้รัสเซียเริ่มถอนกำลังจากทางเหนือรอบๆ กรุงเคียฟแล้ว และมุ่งโจมตีไปที่ภาคตะวันออกและภาคใต้ของยูเครน รวมถึงเมืองท่าที่สำคัญอย่างมาริอูโปลถูกปิดล้อมและได้รับความเสียหายอย่างหนัก

คูบราคอฟหวังว่าชาติตะวันตกจะให้การสนับสนุนในการฟื้นฟูยูเครน โดยเสริมว่าสามารถหาเงินทุนได้จากแหล่งต่างๆ เพื่อสนับสนุนความพยายามในการบูรณะซ่อมแซม ขณะที่นักการเมืองสหภาพยุโรปบางคนเรียกร้องให้ใช้ทรัพย์สินของรัสเซียที่ถูกแช่แข็งโดยตะวันตก รวมถึงเงินสำรองของธนาคารกลางรัสเซีย 300,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

Photo by REUTERS/Alexander Ermochenko

รัสเซียเปิดฉากบุกตะวันออก ถล่มดอนบัสอย่างหนัก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/680928

วันที่ 19 เม.ย. 2565 เวลา 10:42 น.รัสเซียเปิดฉากบุกตะวันออก ถล่มดอนบัสอย่างหนัก

รัสเซียเปิดสงครามเฟสใหม่มุ่งหน้าบุกฝั่งตะวันออกโจมตีภูมิภาคดอนบัสครั้งใหญ่

Reuters รายงานว่า ประธานาธิบดี โวโลดิมีร์ เซเลนสกี ของยูเครนเผยว่า กองทัพรัสเซียเริ่มเปิดฉากโจมตีครั้งใหม่ทางฝั่งตะวันออกของยูเครน และว่า “สมรภูมิดอนบัสได้เริ่มขึ้นแล้ว”

“ตอนนี้เราสามารถพูดได้ว่ากองทัพรัสเซียเริ่มการสู้รบที่ดอนบัสซึ่งพวกเขาได้เตรียมการไว้นานแล้ว” เซเลนสกีเผยผ่านคลิปวิดีโอ “ทางตะวันออกและใต้ของประเทศ พวกทหารพยายามโจมตีในลักษณะที่ผ่านการไตร่ตรองมากขึ้นกว่าเดิม พวกเขากดดัน หาจุดอ่อนในการป้องกันของเรา แล้วส่งกองกำลังหลักไปที่นั่น”

ด้าน โอเล็กซี ดานิลอฟ เลขาธิการสภาความมั่นคงยูเครนเผยว่า “พวกเขา (กองทัพรัสเซีย) เริ่มปฏิบัติการเชิงรุกในเช้าวันนี้ เช้านี้เกือบตลอดแนวหน้าของโดเนตสก์ ลูฮันสก์ และภูมิภาคคาร์คิว พวกที่ยึดอยู่พยายามฝ่าแนวป้องกันของเรา”

ขณะที่กองบัญชาการกองทัพยูเครนโพสต์เฟซบุ๊คว่า กองกำลังหลักของรัสเซียกำลังพุ่งความสนใจมาที่การควบคุมภูมิภาคโดเนตสก์และลูฮันสก์ หรือภูมิภาคดอนบัสทั้งหมด

อันดรี เยอร์มัค ประธานเสนาธิการยูเครนเผยผ่านเทเลแกรมว่า “สงครามระยะที่ 2 เริ่มขึ้นแล้ว…จงเชื่อมั่นในกองทัพที่แข็งแกร่งของเรา”

ทั้งนี้ กองทัพรัสเซียระดมกำลังทหารทางตะวันออกของยูเครนมานานนับสัปดาห์ โดยใช้ทหารที่ถอนกำลังออกมาจากทางตอนเหนือของยูเครนและจากเบลารุส

SABINA Exclusive for Pomelo คอลเลคชั่นสุดพิเศษฉลองวันคุ้มครองโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/680872

วันที่ 18 เม.ย. 2565 เวลา 14:35 น.SABINA Exclusive for Pomelo คอลเลคชั่นสุดพิเศษฉลองวันคุ้มครองโลก

SABINA แบรนด์ชุดชั้นในสัญชาติไทย จับมือ Pomelo เปิดตัวคอลเลคชั่นสุดพิเศษฉลองวันคุ้มครองโลก เดินหน้าผลิตสินค้ากลุ่มยั่งยืน ตอกย้ำเทรนด์รักสิ่งแวดล้อม

เฉลิมฉลองวันคุ้มครองโลก (Earth Day) SABINA แบรนด์ชุดชั้นในสัญชาติไทย ผนึกความร่วมมือกับ Pomelo แพลตฟอร์มแฟชั่นอันดับหนึ่งของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นำเสนอคอลเลคชั่น “Sabina Exclusive for Pomelo” คอลเลคชั่นพิเศษที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตอกย้ำความมุ่งมั่นของ Pomelo และ SABINA ที่ต้องการสร้างความเปลี่ยนแปลงและนำเสนอสไตล์ที่อินเทรนด์และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน เพื่อสาวๆ #PomeloGirls และแฟน ๆ ของแบรนด์ SABINA

นางสาวพิชชา ธนาลงกรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการตลาด บริษัท ซาบีน่า จำกัด (มหาชน) หรือ SABINA เปิดเผยว่า ในฐานะที่ซาบีน่าเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมชุดชั้นใน เราอยากจะเป็นก้าวเล็กๆที่สำคัญในการต่อสู้กับปัญหาสิ่งแวดล้อม เราจึงเดินหน้าผลิตสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่เราได้ผนึกความร่วมมือกับ Pomelo ผลิตและจำหน่ายสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพื่อร่วมเฉลิมฉลองวันคุ้มครองโลก ซึ่งเชื่อว่าจะตอบโจทย์ลูกค้าที่ปัจจุบันเริ่มมีความต้องการสินค้าในกลุ่มนี้มากขึ้น

สำหรับการริเริ่มผลิตเสื้อผ้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมระหว่าง SABINA กับ Pomelo จะครอบคลุมสินค้าทั้งหมด 8 ไอเท็ม ในราคาเริ่มต้นที่ 490 บาท ทั้งชุดนอน ชุดลำลองที่สวมใส่ง่ายในชีวิตประจำวัน แตกต่างจากเสื้อผ้าสไตล์รักษ์โลกอื่น ๆ รวมถึงกางเกงขาสั้นสุดชิค เสื้อครอป และชุดชั้นในที่โดดเด่นด้วยลวดลายปักดอกเดซี่ที่สวยเก๋ไม่เหมือนใคร และดีเทลลายฉลุที่มาพร้อมกับโทนสีพาสเทลหวาน ๆ สามารถสวมใส่และแมชท์ได้หลากหลายลุค

“ด้วยประสบการณ์ และความเชี่ยวชาญพิเศษของเราในการผลิตชุดชั้นในที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม SABINA ได้ริเริ่มผลิตชุดชั้นในจากการนำทรัพยากรกลับมาใช้ใหม่เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดในทุกๆขั้นตอน โดยความพิเศษในคอลเลคชั่นนี้ เราตั้งใจนำ ‘ขวดน้ำพลาสติก’ มาเปลี่ยนให้เป็น ‘ฟองน้ำสำหรับเสื้อชั้นใน’  เพื่อเปลี่ยนจาก ‘วัสดุเหลือใช้’ ให้กลาย เป็น ‘วัสดุใหม่’ ที่พร้อมใช้งานอีกครั้ง พร้อมกับผสมผสานการเลือกใช้ผ้าคอตตอนออร์แกนิคและเส้นใยโพลีเอสเตอร์รีไซเคิล 100% และวัสดุอื่น ๆ เพื่อลดคาร์บอนฟุตปริ้นท์ที่เกิดจากการผลิตไอเท็มแฟชั่นให้ได้มากกว่าเดิม” นางสาวพิชชา กล่าว

เดวิด โจว ประธานกรรมการบริหาร (ซีอีโอ) และ ผู้ร่วมก่อตั้ง Pomelo Fashion ได้กล่าวว่า “เพื่อต่อยอดจุดยืนของ Pomelo ในการเป็นเป็นแพลตฟอร์มแฟชั่นอันดับหนึ่งของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การร่วมมือกับแบรนด์ต่าง ๆ เป็นเรื่องที่สำคัญมากสำหรับเรา กว่า 9 ปี Pomelo ได้ร่วมงานกับแบรนด์ชั้นนำมากมาย เพื่อสร้างสรรค์สไตล์พิเศษที่สวยตรงใจ และผลักดันให้แฟชั่นเป็นมิตรต่อโลกนั้นก้าวหน้าไปพร้อมกัน ภายใต้การดำเนินงานอย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมด้วยแนวคิด ‘Down to Earth’ ภายในสิ้นปี 2565 สินค้าใหม่ของแบรนด์ Pomelo กว่า 40% จะทำจากวัสดุที่เป็นมิตรต่อโลก เรารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งในการนำเสนอคอลเลคชั่นใหม่ที่ร่วมสร้างสรรค์กับ Sabina ในวันคุ้มครองโลก เพื่อเป็นทางเลือกของแฟชั่นที่เป็นมิตรต่อโลก และตอกย้ำในความเชื่อมั่นของแฟชั่นที่ยั่งยืน”

คอลเลคชั่น Sabina Exclusive for Pomelo พร้อมให้ช้อปออนไลน์ที่เว็บไซต์ pomelofashion.com ผ่านแอปฯ Pomelo ทั้งระบบปฏิบัติการ iOS และ Android ทั้งในประเทศไทย สิงคโปร์ และมาเลเซีย และที่หน้าร้าน Sabina ในประเทศไทย ตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน 2565 เป็นต้นไป

เบอร์ 1 บิวตี้เดสติเนชั่น ‘ห้างเซ็นทรัล’ เฟ้นหาที่สุดของผลิตภัณฑ์บิวตี้ในดวงใจที่ทุกคนคือผู้ตัดสิน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/680842

วันที่ 18 เม.ย. 2565 เวลา 11:06 น.เบอร์ 1 บิวตี้เดสติเนชั่น 'ห้างเซ็นทรัล' เฟ้นหาที่สุดของผลิตภัณฑ์บิวตี้ในดวงใจที่ทุกคนคือผู้ตัดสิน

“ห้างเซ็นทรัล” ตอกย้ำเบอร์ 1 บิวตี้เดสติเนชั่น เดินหน้าส่งความสุขพร้อมความสวย เปิดแคมเปญ “Central 75th Anniversary Beauty Awards 2022” ครั้งแรก! ของการเฟ้นหาที่สุดของผลิตภัณฑ์บิวตี้ในดวงใจที่ทุกคนคือผู้ตัดสิน

ตอกย้ำเบอร์ 1 ของผู้นำในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ เพื่อสร้างมาตรฐานห้างดีที่สุดเทียบชั้นระดับโลก ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ในเครือเซ็นทรัล รีเทล มุ่งมั่นนำเทรนด์และนวัตกรรมใหม่ๆ มาให้ลูกค้าห้างเซ็นทรัลได้อัพเดทก่อนใครเสมอ และล่าสุดกับการคิกออฟอีกหนึ่งแคมเปญใหญ่สุดเอ็กซ์คลูซีฟเฉลิมฉลอง 75 ปีห้างเซ็นทรัลที่อยู่เคียงข้างและให้ความสุขกับคนไทยมาอย่างยาวนาน “Central 75th Anniversary Beauty Awards 2022” 

ครั้งแรก! กับความร่วมมือครั้งสำคัญของวงการรีเทลและแบรนด์บิวตี้ชั้นนำมากมาย กับการเดินหน้ามอบความสุขพร้อมความสวย ตอกย้ำความเป็นที่สุดแห่ง “บิวตี้เดสติเนชั่น” ของเมืองไทย จัดกิจกรรมเพื่อสาวกบิวตี้เลิฟเวอร์ให้ร่วมสนุกพร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการเฟ้นหาสุดยอดผลิตภัณฑ์บิวตี้และสุดยอดแบรนด์ในดวงใจ โดยทุกท่านสามารถโหวตไอเทมแบรนด์ดังจากทั่วทุกมุมโลก ทั้งหมวดสกินแคร์ (Best Skincare 2022), หมวดเมคอัพ (Best Make Up 2022) และ หมวดน้ำหอม (Best Fragrance 2022) ผ่าน Line OA: @CentralBeautyClub หรือ คลิก bit.ly/3Kwu1Cg ซึ่งทุกๆ การโหวตยังลุ้นรับของรางวัลสุดพิเศษทุกสัปดาห์ตลอดแคมเปญ ตั้งแต่วันนี้ – 22 พฤษภาคม 2565

รวิศรา จิราธิวัฒน์ ประธานบริหารฝ่ายการตลาด บริษัท สรรพสินค้าเซ็นทรัล จำกัด กล่าวว่า “เพื่อเป็นการฉลองครบรอบปีที่ 75 ของห้างเซ็นทรัลที่อยู่เคียงคู่ทุกโมเม้นต์ของคนไทย ในปีนี้เราเตรียมจัดกิจกรรมแน่นตลอดทั้งปี เพื่อขอบคุณลูกค้าคนสำคัญที่ให้การตอบรับและสนับสนุนในทุกๆ แคมเปญที่ผ่านมา ซึ่งวันนี้เราได้จัดอีกหนึ่งแคมเปญสุดพิเศษที่ถือเป็นการคิกออฟฉลองความสุขร่วมกันกับแคมเปญ “Central 75th Anniversary Beauty Awards 2022” กิจกรรมสุดพิเศษที่จัดเพื่อลูกค้าสายบิวตี้ ให้ได้มาร่วมสนุกโหวตไอเทมและแบรนด์ในดวงใจ เพราะเชื่อว่าเสียงจากลูกค้า คือ รางวัลที่แท้จริง เรามั่นใจว่าแคมเปญนี้จะสร้างสีสันให้วงการรีเทลและตลาดบิวตี้คึกคักขึ้น รวมถึงลูกค้าเองนอกจากจะได้สนุกและเป็นหนึ่งในผู้ตัดสินรางวัลในหมวดต่างๆ ยังได้ลุ้นรับของรางวัลสุดเซอร์ไพรซ์ที่เราตั้งใจมอบให้ทุกๆ ท่านตลอดแคมเปญนี้ แล้วยังสามารถพบกับดีลสุดพิเศษที่ทางแบรนด์ต่างๆ ได้เตรียมมาไว้สำหรับทุกท่านอีกด้วย และในอนาคตก็จะมีความสนุกเกิดขึ้นอีกมากมายอย่างแน่นอนค่ะ”

ตลอดเวลาที่ผ่านมา แผนก ‘Beauty Galerie’ (บิวตี้ แกเลอรี) ในห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลทุกสาขา ถือเป็นแลนด์มาร์กแห่งบิวตี้เดสติเนชั่นเบอร์ 1 ของเมืองไทย เป็นพื้นที่แห่งความสุขที่ได้รับการตอบรับจากลูกค้าทั้งขาประจำและลูกค้าใหม่ที่ดีมาอย่างต่อเนื่อง ด้วยความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ความงามที่มี ทั้งแบรนด์ระดับโลกและแบรนด์ไทยที่ครบครันมากที่สุดเทียบเท่ามาตรฐานโลก (Global Standard) โดดเด่นด้วยการออกแบบเคาน์เตอร์ดีไซน์สุดพิเศษเป็นซิกเนเจอร์ที่แต่ละแบรนด์สะท้อนเอกลักษณ์ของตัวเองได้อย่างสวยงาม ทันสมัย แตกต่างจากที่อื่นๆ พร้อมเนรมิตความสวยให้ทุกท่านดูดีและโดดเด่น สวยงามในแบบฉบับของตนเอง

Central 75th Anniversary Beauty Awards 2022 นับเป็นการผนึกกำลังกับพาร์ตเนอร์บิวตี้แบรนด์ชั้นนำจากทั่วโลก โดยแต่ละแบรนด์ตอบรับให้ความร่วมมือสนับสนุนการร่วมส่งสินค้าชิ้นเด็ดของแต่ละแบรนด์เข้าประกวด มากกว่า 1,000 ไอเทม ไม่ว่าจะเป็นเมคอัพ สกินแคร์ หรือน้ำหอม อาทิ Dior, Chanel, YSL, NARS, Shiseido, Bobbi Brown, La Mer, Estée Lauder, M.A.C, Lancôme, Kiehl’s, Clarins, The History of Whoo, Sulwhasoo, Laura Mercier, Biotherm, Jo Malone London, Clinique, Giorgio Armani Beauty, Origins, Hourglass, Tom Ford Beauty และแบรนด์ชั้นนำอีกมากมาย

นอกจากนี้ แบรนด์พาร์ตเนอร์ยังมีการเตรียมโปรโมชั่นสุดพิเศษต้อนรับทุกท่านที่เข้ามาร่วมเล่นและช้อป Central 75th Anniversary Beauty Awards 2022 และที่ขาดไม่ได้คือการสนับสนุนการช่วยกันโปรโมทแคมเปญอย่างเต็มที่ ผ่านกลยุทธ์ “360 องศา ออมนิแคมเปญ” เพื่อเข้าถึงลูกค้ากลุ่มเป้าหมายทั่วประเทศ ครอบคลุมในทุกแพลตฟอร์ม ทั้งหน้าร้านที่ห้างเซ็นทรัลทั่วประเทศ หรือ ช่องทางออนไลน์ และโซเชียลมีเดีย รวมถึงมีไฮไลต์ที่น่าสนใจอย่างการใช้ “KOL & Influencer Marketing” (เคโอแอล และ อินฟลูเอนเซอร์ มาร์เก็ตติ้ง) มาเป็นแมกเน็ตในแคมเปญนี้ โดยเชิญ 3 “Beauty Guru” ตัวท็อปของวงการ ร่วมแนะนำผลิตภัณฑ์บิวตี้ที่ร่วมโหวตในครั้งนี้ นำโดย หมวดสกินแคร์ (Skincare) คุณเอ็ม-พิรศุษม์ ปลื้มปิติชัยกุล เจ้าของเพจ รีวิวครีมแพง (IG @Pmbeautyguide), หมวดเมคอัพ (Make Up) คุณกานดา สายทุ้ม เจ้าของสื่อบิวตี้แฟชั่นออนไลน์ Gandaganda และหมวดน้ำหอม (Fragrance) คุณไปป์-บรม วิชญะเดชา กูรูด้านน้ำหอมชื่อดัง เจ้าของช่อง BoromV

ตลอดแคมเปญแต่ละแบรนด์พันธมิตรยังได้เตรียมแบรนด์แอมบาสเดอร์ ดารา KOLS และ BA ของแบรนด์หมุนเวียน LIVE บน Facebook Page เพื่อมอบความสนุกให้นักช้อปในรูปแบบ “ช้อปเปอร์เทนเมนต์” (Shoppertainment) ทั้งของห้างเซ็นทรัล และช่องทางของแบรนด์ต่างๆ แบบครบวงจร เพื่อให้ลูกค้าได้เข้าถึงช่องทางการโหวตได้ง่ายๆ เพียงปลายนิ้วมือ โดยสำหรับการโหวตได้แบ่งประเภทสินค้าไว้ 3 หมวดหมู่ ประกอบด้วย

· หมวดผลิตภัณฑ์บำรุงผิว Best Skincare 2022 เฟ้นหาที่สุดของ 6 ผลิตภัณฑ์ ได้แก่ Best Serum, Best Moisturizer, Best Essence, Best Eye Cream, Best Facial Cleanser, Best Sunscreen

· หมวดเมคอัพ Best Make Up 2022 เฟ้นหาที่สุดของ 4 ผลิตภัณฑ์เมคอัพ ได้แก่ Best Everyday Lipstick, Best Foundation, Best Pressed Powder, Best Eye Liner/Mascara

· และ หมวดน้ำหอม Best Fragrance 2022 เฟ้นหาที่สุดของน้ำหอมผู้หญิงและผู้ชาย ได้แก่ Best Fragrance Male และ Best Fragrance Female

พบกับกิจกรรม Central 75th Anniversary Beauty Awards 2022 และพร้อมโปรโมชั่นสุดพิเศษ ดังนี้

· รับฟรี คูปองแทนเงินสดสูงสุด 5,000 บาท เมื่อช้อปเครื่องสำอางและน้ำหอมตามเงื่อนไข

· ลดเพิ่ม 27.5% เมื่อใช้คะแนนเดอะวัน 2 เท่าของยอดช้อป จากบัตรเครดิตเดอะวัน

· ใช้คะแนนลดเพิ่มและรับเครดิตเงินคืน รวมสูงสุด 30% จาก เดอะวัน และบัตรเครดิต,

· รับคะแนนเดอะวัน 50,000 คะแนน สำหรับผู้ที่มียอดใช้จ่ายผ่านบัตร Central The1 Credit card สูงสุด 10 อันดับแรก

พลาดไม่ได้! กับการร่วมสนุกและโหวตแบรนด์ดังจากทั่วทุกมุมโลกเพื่อเป็นสุดยอดแบรนด์ในดวงใจ และลุ้นของรางวัลทุกสัปดาห์ตลอดแคมเปญ ได้แล้ววันนี้ ผ่านทาง Line OA: @CentralBeautyClub หรือ คลิก bit.ly/3Kwu1Cg ตั้งแต่ วันนี้ – 22 พ.ค. 65 พร้อมอัดโปรโมชั่นจัดเต็มทุกเคาน์เตอร์เครื่องสำอางแบรนด์ดัง ณ บิวตี้ แกเลอรี ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลทุกสาขาทั่วประเทศ และช้อปผ่านแพลทฟอร์มออมนิชาแนล ที่มอบความสะดวกสบายทุกที่ ทุกเวลา ทั้งบริการ Central App บนมือถือ, ช้อปผ่านเว็บไซต์ www.central.co.th, โทรช้อปกับผู้ช่วยช้อปส่วนตัว Personal Shopper On Demand โทร.1425, และช้อปผ่านแชต Central Chat & Shop ติดตามข้อมูลกิจกรรมและโปรโมชั่นของ Central Beauty Club เพิ่มเติม ได้ที่ www.facebook.com/centralbeautyclub

เปิดโผ 5 อันดับร้านข้าวเหนียวมะม่วงยอดฮิตจากกระแส #MILLILiveatCoachella

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/680882

วันที่ 18 เม.ย. 2565 เวลา 15:33 น.เปิดโผ 5 อันดับร้านข้าวเหนียวมะม่วงยอดฮิตจากกระแส #MILLILiveatCoachella

รายงานสถิติข้าวเหนียวมะม่วงฟีเวอร์ ยอดออร์เดอร์เมนูข้าวเหนียวมะม่วง LINE MAN ทั่วประเทศพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ โตกว่า 3.5 เท่าภายใน 24 ชั่วโมงเมื่อเทียบกับช่วงเวลาปกติ รับกระแส #MILLILiveatCoachella หลังจาก “MILLI” แร็ปเปอร์สาวไทยกินข้าวเหนียวมะม่วงโชว์บนเวทีระดับโลกในวันที่ 17 เมษายนที่ผ่านมา

สุดปังกันไปเลย สำหรับเมนูข้าวเหนียวมะม่วง ของหวานหน้าร้อนของไทยที่ถูกอกถูกใจคนทั่วโลก โดยจากกระแส #MILLILiveatCoachella  ก็ส่งผลให้ร้านข้าวเหนียวมะม่วงขายดิบขายดีเป็นเท่าตัว บางร้านหมดชั่วพริบตา มาส่องกันดีกว่าว่า 5 อันดับร้านข้าวเหนียวมะม่วงยอดฮิต บน LINE MAN ที่มีการสั่งซื้อสูงที่สุดในช่วงเวลาที่ผ่านมา มีร้านอะไรบ้าง

อันดับ 1 ร้านข้าวเหนียวมะม่วงแม่วารี กรุงเทพฯ หนึ่งในร้านรางวัล “เวรี่กู๊ด!” ที่การันตีโดย LINE MAN Wongnai

อันดับ 2 ร้านข้าวเหนียวมะม่วง ข้าวเหนียวทุเรียน (โคตรหร่อยเมืองนนท์) จังหวัดนนทบุรี

อันดับ 3 ร้านข้าวเหนียวมะม่วงกองหนุน จังหวัดแพร่

อันดับ 4 ร้านข้าวเหนียวมะม่วงป้าแจ๋วแหว๋ว กรุงเทพฯ

อันดับ 5 ร้านแม่เอ๋ ข้าวเหนียวมะม่วง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

ซึ่งช่วงเวลาที่ผู้ใช้งานสั่งข้าวเหนียวมะม่วงเดลิเวอรีมากที่สุดคือ ช่วง 15.00-19.00 น.

ส่วนพื้นที่ที่มีการสั่งสูงสุด ได้แก่ อำเภอเมืองเชียงใหม่ อำเภอเมืองนนทบุรี และเขตสวนหลวง กรุงเทพฯ ตามลำดับ

คุณเอ็กซ์ แซ่จ้าว ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการและผลิตภัณฑ์ On-Demand Services จาก LINE MAN Wongnai เสริมว่า “จากกระแสของเมนูข้าวเหนียวมะม่วงที่เกิดขึ้นในขณะนี้ คาดการณ์ว่าเมนูข้าวเหนียวมะม่วงจะขายดีต่อเนื่องไปอีก 1-2 เดือนข้างหน้า โดยมาจาก 3 ปัจจัย ได้แก่

1) กระแสจากมิลลิที่ช่วยจุดความสนใจให้กับเมนูดังกล่าว

2) ปัจจุบันเริ่มเข้าสู่ช่วงของมะม่วงที่เป็นผลไม้ตามฤดูกาล

และ 3) ร้านอาหารเริ่มมีการเพิ่มเมนูข้าวเหนียวมะม่วงเข้ามาเป็นเมนูแนะนำ

ซึ่งกระแสข้าวเหนียวมะม่วงในครั้งนี้มีความคล้ายกับกระแสข้าวปลาแกะที่เกิดขึ้นในโซเชียลมีเดียช่วงก่อนหน้า แต่ครั้งนี้ได้มิลลิช่วยจุดกระแสในเวทีระดับโลก จนรับความสนใจจากผู้คนเป็นจำนวนมาก จึงมองว่ายอดขายของข้าวเหนียวมะม่วงในฟู้ดเดลิเวอรีจะเติบโตมากขึ้นกว่าเดิมอย่างแน่นอน”

เพ ลา เพลิน บุรีรัมย์ เที่ยวเพลินเกินเวลา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/680837

วันที่ 18 เม.ย. 2565 เวลา 10:25 น.เพ ลา เพลิน บุรีรัมย์ เที่ยวเพลินเกินเวลา

ตอบโจทย์คนรักการท่องเที่ยว “เพ ลา เพลิน” จ.บุรีรัมย์ คึกคักช่วงเทศกาลสงกรานต์ ภายใต้มาตรการท่องเที่ยวปลอดโรค ปลอดภัย ใส่ใจสุขภาพ

เผลอแปบเดียวเทศกาลท่องเที่ยวช่วงวันหยุดสงกรานต์ขึ้นปีใหม่ไทยก็หมดไปเป็นที่เรียบร้อย เข้าสู่โหมดทำงานหลังชาร์จพลังแห่งความสุขมาเต็มเปี่ยม กินเที่ยวโพสต์ทูเดย์ชวนดูบรรยากาศนักท่องเที่ยวคึกคัก ณ เพ ลา เพลิน จ.บุรีรัมย์ ช่วงต้อนรับปีใหม่ไทย ภายใต้มาตรการทางสาธารณสุข ท่องเที่ยวปลอดโรค ปลอดภัย ใส่ใจสุขภาพ ภายในพื้นที่กิจกรรมสร้างสรรค์ที่ตอบโจทย์ทุกเพศทุกวัยในครอบครัว ให้เที่ยวอย่างมีความสุข สนุกกับการเรียนรู้ ครบจบในที่เดียว ด้านผู้บริหารเผย ดีใจได้กลับมาเห็นบรรยากาศการท่องเที่ยวคึกคักทั้งส่วนอุทยานเรียนรู้และที่พัก หลังมีมาตรการผ่อนปรนภาคการท่องเที่ยวในปีนี้ โดยมีนักท่องเที่ยวกลุ่มหลักคือกลุ่มครอบครัวกว่าร้อยละ 60

ประณัย สายชมภู ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท เพ ลา เพลิน บูติค รีสอร์ท จำกัด เปิดเผยว่า “ในปีนี้เป็นสงกรานต์ปีที่ 3 ที่เกิดขึ้นภายใต้สถานการณ์การควบคุมการระบาดของโควิด – 19 เพ ลา เพลิน เป็นหนึ่งในผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวและบริการที่ได้รับผลกระทบเช่นกัน แต่ในปีนี้ก็น่าดีใจที่เราได้เห็นภาพบรรยากาศการในพื้นที่ของเรากลับมาคึกคักอีกครั้ง จากกลุ่มนักท่องเที่ยวกลุ่มหลัก ที่เป็นกลุ่มครอบครัว และเด็กๆ คิดเป็นร้อยละ 60 ในช่วงเทศกาลหยุดยาวมหาสงกรานต์ 2565 ที่เดินทางมาจากกรุงเทพมหานคร และจังหวัดในระแวกภาคอีกสานด้วยกัน ซึ่งเราได้มีการปรับตัวและวางมาตรการที่รัดกุมและปลอดภัยทั้งมาตรการคัดกรอง มาตรฐานการรักษาสุขลักษณะของสถานที่ เน้นกิจกรรมท่องเที่ยวในสถานที่เปิดที่โล่ง แต่มีร่มหลบร้อน

ทั้งส่วนอุทยานการเรียนรู้ 6 โรงเรือน ส่วนให้บริการต่างๆ เช่น คาเฟ่ ร้านอาหาร โซนกิจกรรม โรงแรม ห้องพัก รวมไปถึงกิจกรรมทางการท่องเที่ยวที่นำเสนอการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ให้แก่นักท่องเที่ยวได้สัมผัสกับประสบการเชิงสุขภาพ Arokaya Wellness Sala ที่นำเรื่องสมุนไพรไทยมาพัฒนาสู่การเป็นกิจกรรมเพื่อสุขภาพ การชมโรงปลูกกัญชา กัญชงระบบปิด เพื่อนำไปใช้ทางการแพทย์ โดยวิสาหกิจศูนย์กลางการพัฒนาสมุนไพร เพ ลา เพลิน เพื่อชุมชน และให้ความรู้ที่ถูกต้องกับกลุ่มคนที่ต้องการ

นอกจากนั้น ภายใน เพ ลา เพลิน จ.บุรีรัมย์ ได้จัดกิจกรรมพิเศษเพื่อนักท่องเที่ยวกลุ่ม ครอบครัว เยาวชน ที่เดินทางมาท่องเที่ยว ได้แก่ โซนตลาดน้ำเพลาเพลิน อาหารพื้นถิ่นเรียบง่าย ช็อปจำหน่ายผลิตภัณฑ์ ชุมชน ผลิตภัณฑ์เชิงสุขภาพ ความงาม ที่พัฒนาจากสมุนไพร จากวิสาหกิจเพลาเพลิน สร้างรายได้กลับสู่กลุ่มชุมชน และมีโซนฐานกิจกรรมเวิร์คช้อป เพื่อเสริมสร้างทักษะ และให้ครอบครัวได้ใช้เวลาร่วมกันอย่างมีความสุข รวมถึงการจัดแพ็คเกจห้องพักแบบ เวลเนส โฮเทล ร่วมกับ Arokaya Wellness Sala ในราคา 1,799 บาทสำหรับ 2 ท่าน ได้พักผ่อนและยังได้สุขภาพดีกลับไปด้วย ซึ่งได้รับผลตอบรับเป็นอย่างดี”

มะเร็งเม็ดเลือดขาวในเด็ก โรคยอดฮิตติด 1 ใน 3

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/680838

วันที่ 18 เม.ย. 2565 เวลา 10:50 น.มะเร็งเม็ดเลือดขาวในเด็ก โรคยอดฮิตติด 1 ใน 3

รู้หรือไม่! ประเทศไทยตรวจพบ ‘โรคมะเร็งในเด็ก’ ปีละประมาณ 1,000 – 3,000 ราย และพบในทุกช่วงอายุตั้งแต่แรกเกิดจนถึงวัยรุ่น โดยโรคที่พบได้บ่อยที่สุดคือ ‘โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลัน’ หรือลูคีเมีย ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 38.1 ของมะเร็งทั้งหมดในเด็ก

รองศาสตราจารย์นายแพทย์ปิยะ รุจกิจยานนท์ กุมารแพทย์เฉพาะทางด้านโลหิตวิทยา และมะเร็งในเด็ก โรงพยาบาลเวชธานี อธิบายว่า ไขกระดูก หรือ Bone Marraw เป็นที่อยู่ของเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือด (สเต็มเซลล์) และเป็นอวัยวะหลักที่ทำหน้าที่สร้างเซลล์เม็ดเลือดต่าง ๆ ได้แก่ เม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือด

ดังนั้น ในผู้ป่วยเด็กที่เป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว เซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือด จะถูกแทนที่ด้วยเซลล์มะเร็ง ทำให้การสร้างเม็ดเลือดต่างๆ บกพร่องไป และก่อให้เกิดอาการแสดงที่สัมพันธ์กับความบกพร่องของการสร้างเซลล์เม็ดเลือดในไขกระดูก ได้แก่ อาการอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย ภาวะซีด จากการที่มีเม็ดเลือดแดงต่ำ อาการไข้ หรือ การติดเชื้อ จากการที่มีเม็ดเลือดขาวชนิดปกติที่ต่ำ อาการเลือดออกง่าย เช่น จ้ำเลือด จุดเลือดออกตามตัว เลือดออกตามไรฟัน หรือเลือดกำเดา จากการที่มีเกล็ดเลือดต่ำ ขณะที่ผู้ป่วยบางรายอาจจะมีอาการปวดกระดูก (bone pain) ร่วมด้วย จากการที่มีเซลล์มะเร็งอัดแน่นอยู่ภายในไขกระดูก

นอกจากนี้ ในกรณีที่ผู้ป่วยมีก้อนมะเร็งในช่องอก อาจจะมีอาการผิดปกติทางระบบทางเดินหายใจ เช่น หอบเหนื่อย หายใจไม่อิ่ม หรือมีความผิดปกติทางระบบหัวใจและหลอดเลือด เช่น หน้าและคอบวม จากการที่ก้อนไปกดทับทางเดินหายใจ หรือ ระบบไหลเวียนโลหิตตามลำดับ

โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว เป็นโรคที่พบได้บ่อยที่สุดในเด็กทั่วโลกรวมถึงในประเทศไทย พบได้ประมาณ 1 ใน 3 ของโรคมะเร็งทั้งหมดในเด็ก ในปัจจุบันสามารถแบ่งโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลันออกได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ Acute Lymphoblastic Leukemia (ALL) และ Acute Myeloid Leukemia (AML) ซึ่งสาเหตุการเกิดโรคยังไม่ทราบแน่ชัด แต่พบว่ามีปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ได้แก่

  • การได้รับหรือสัมผัสรังสี
  • สารเคมีบางชนิด โดยเฉพาะสาร Benzene (สัมพันธ์กับการเกิดโรค AML)
  • ยาเคมีบำบัดบางชนิด ได้แก่ alkylating agents, epipodophyllotoxins และ anthracycline (สัมพันธ์กับการเกิดโรค secondary AML)
  • ปัจจัยทางพันธุกรรม นอกจากนี้ โรคทางพันธุกรรมบางชนิดพบว่ามีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น ต่อการเกิดโรคเช่นกัน 

สำหรับการวินิจฉัยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันในเด็ก สามารถทำได้โดยการตรวจเลือด เพื่อนับเม็ดเลือด (complete blood count; CBC) และการตรวจดูลักษณะของเม็ดเลือดทางกล้องจุลทรรศน์ ส่วนการตรวจเพื่อยืนยันการวินิจฉัยและการตรวจหาชนิดของโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลันสามารถทำได้จากการตรวจดูลักษณะของเซลล์เม็ดเลือดในไขกระดูก ร่วมกับการส่งตรวจพิเศษ และตรวจความผิดปกติของโครโมโซมและความผิดปกติทางโมเลกุลอื่นๆ เพื่อช่วยประเมินระดับความเสี่ยงและการพยากรณ์โรคในผู้ป่วยแต่ละราย

วิธีการรักษาหลัก ในผู้ป่วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลัน คือ การรักษาด้วยยาเคมีบำบัด โดยผู้ป่วยจะได้รับการรักษาตามระดับความเสี่ยงของโรค ซึ่งโดยทั่วไประยะเวลาในการรักษาโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลันชนิด ALL จะอยู่ที่ 2.5 – 3 ปี และระยะเวลาในการรักษาโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลันชนิด AML จะอยู่ที่ 6 – 8 เดือน ทั้งนี้ ในผู้ป่วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลันที่มีการพยากรณ์โรคที่ไม่ดี หรือผู้ป่วยที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยาเคมีบำบัดมาตราฐาน อาจจะได้รับการพิจารณาในการทำการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์

“ โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว หากไม่ได้รับการรักษา อาการอาจลุกลามและรุนแรงขึ้นได้ในเวลาเพียงแค่ 1 เดือน ขณะเดียวกันหากได้รับการรักษาเร็ว จะมีโอกาสหายขาดได้ โดยพบว่าโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวในเด็กส่วนใหญ่ตอบสนองต่อการรักษาค่อนข้างดี และผู้ป่วยเด็กส่วนมากมีโอกาสรอดชีวิตสูงเมื่อเทียบกับโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวในผู้ใหญ่ ” รองศาสตราจารย์นายแพทย์ปิยะ กล่าว

‘ฮีโมฟีเลีย’ โรคเลือดออกง่ายหยุดยาก ภาวะที่ไม่ควรมองข้าม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/680832

วันที่ 18 เม.ย. 2565 เวลา 10:10 น.'ฮีโมฟีเลีย' โรคเลือดออกง่ายหยุดยาก ภาวะที่ไม่ควรมองข้าม

วันฮีโมฟีเลียโลก ชมรมผู้ป่วยโรคเลือดออกง่ายฮีโมฟีเลียแห่งประเทศไทย เร่งสร้างเครือข่ายผู้ป่วยและครอบครัว เน้นเข้าใจ ดูแลรักษา และพัฒนาการปฎิบัติตัวของผู้ป่วย ชี้โรคฮีโมฟีเลียไม่เคยเป็นข้อจำกัดความฝันของใคร

ในวันที่ 17 เมษายนของทุกปี ถือเป็นวันฮีโมฟีเลียโลก เป็นวันที่ทั่วโลกจะได้ตระหนักถึงโรคฮีโมฟีเลีย หรือโรคเลือดออกง่ายหยุดยาก เป็นโรคที่ไม่ควรมองข้าม และการปฏิบัติตัวที่ถูกต้องของผู้ป่วยรวมถึงกำลังใจจากผู้คนรอบข้าง สามารถช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและมีความสุขกับครอบครัวมากยิ่งขึ้น

ทันตแพทย์มณฑล สุวรรณนุรักษ์ ประธานชมรมผู้ป่วยโรคเลือดออกง่ายฮีโมฟีเลียแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า “ประเทศไทยมีผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคฮีโมฟีเลียมากกว่า 1,600 คน เราก็อยากจะเชิญชวนให้ผู้ป่วยทุกคนเข้ามาเป็นครอบครัวเดียวกัน ซึ่งเป็นเวลากว่า 20 ปีแล้ว ที่มีการจัดตั้งชมรมผู้ป่วยโรคเลือดออกง่ายฮีโมฟีเลียแห่งประเทศไทย ปัจจุบันมีสมาชิกมากกว่า 700 คนจากทั่วประเทศ มีเครือข่ายตามภูมิภาค ได้แก่ ภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคตะวันออก และภาคใต้ โดยมีเครือข่ายผู้ป่วยส่วนกลางที่กรุงเทพฯ ในการประสานงานร่วมกับมูลนิธิโรคเลือดออกง่ายฮีโมฟีเลียแห่งประเทศไทย โดยมี ศ.พลโท พญ.ทิพย์ ศรีไพศาล เป็นประธานมูลนิธิฯ”

แนวทางการดำเนินงานของชมรมฯ ก็จะมุ่งเน้นการเชื่อมโยงทุกคน ทั้งตัวผู้ป่วย ครอบครัวผู้ป่วย และผู้ดูแล เข้ามาเป็นสังคมเดียวกัน มีเครือข่ายเป็นที่พึ่งพาได้ของทุกคน สามารถพูดคุย แลกเปลี่ยน ช่วยเหลือ ให้คำแนะนำ รวมถึงมีการรวบรวมองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์การรักษาและความก้าวหน้าทางการแพทย์ เพื่อช่วยการดูแลรักษาผู้ป่วยทุกคนให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

นอกจากกิจกรรมส่งเสริมการดูแลรักษา เรายังให้ความสำคัญในการพัฒนาศักยภาพของผู้ป่วย เราอยากให้ผู้ป่วยทำตามความฝัน ดูแลตัวเอง ดูแลคนรอบข้าง และทำคุณประโยชน์แก่สังคม ยกตัวอย่างเช่นการส่งเสริมทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นทักษะที่ช่วยในการค้นคว้าวิทยาการ เพิ่มพูนความสามารถในการเรียนและการทำงาน เป็นตัวแทนของชมรมฯ เข้าร่วมการประชุมนานาชาติ นำความรู้ใหม่ๆ กลับมาพัฒนาชมรมฯ ช่วยเหลือผู้อื่น และพัฒนาศักยภาพตนเอง และด้วยความร่วมมือสนับสนุนจากองค์กรและภาคเอกชน เราจึงมีโอกาสได้ให้หลักสูตรการเรียนภาษาอังกฤษ กิจกรรมออกกำลังการ และอีกหลากหลายกิจกรรมการเรียนรู้ เข้ามาช่วยเสริมศักยภาพแก่สมาชิกของเราดังกล่าว

ด้าน นพ.อภิวัฒน์ อัครพัฒนานุกูล ผู้ป่วยโรคฮีโมฟีเลีย เอ ชนิดรุนแรง แบ่งปันประสบการณ์ “ผมเชื่อว่าผู้ป่วยฮีโมฟีเลียทุกคนมีศักยภาพ แตกต่างกันไปตามความถนัดและความใฝ่ฝัน อย่างตัวผมเองก็มีความฝันว่าอยากจะเป็นหมอ ระหว่างทางมีหลายคนตั้งคำถามสำหรับตัวเรา โรคฮีโมฟีเลียเป็นโรคเลือดออกง่ายหยุดยาก ที่รักษาไม่หาย ทำกิจกรรมอะไรก็ลำบาก จะเรียนหมอได้เหรอ ตอนนี้ผมเรียนจบแพทย์และได้เป็นหมออย่างที่ตั้งใจ การป่วยเป็นฮีโมฟีเลียสอนให้ผมรู้จักความอดทน รู้จักความพยายาม และถือเป็นแรงผลักดันหลักที่ทำให้ผมมาถึงจุดนี้ ผมขอใช้ตัวเองเป็นตัวแทนยืนยันถึงศักยภาพของผู้ป่วยฮีโมฟีเลีย ผมสามารถยืนยันได้เลยว่า ถ้าไม่มีโรคฮีโมฟีเลียเป็นโรคประจำตัว ผมคงไม่ได้เรียนหมอแน่ๆ ผมขอใช้ตัวเองเป็นตัวแทนผู้ป่วยโรคฮีโมฟีเลีย และอยากจะบอกผู้ป่วยโรคฮีโมฟีเลียทุกคนว่า เชื่อเถอะ โรคฮีโมฟีเลียไม่เคยเป็นข้อจำกัดความฝันของใคร และหากเรามีการดูแลตัวเองที่ดี ทุกความฝันของผู้ป่วยฮีโมฟีเลียเป็นไปได้เสมอ”

จอห์น ดอว์เบอร์ รองประธานกรรมการและผู้จัดการทั่วไป บริษัท โนโว นอร์ดิสค์ ฟาร์มา (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวถึงการดำเนินงานของ โนโว นอร์ดิสค์ กับโรคฮีโมฟีเลีย “ต้องเริ่มนับย้อนไปตั้งแต่ช่วงปี 1980 ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่เราก่อตั้ง โนโว นอร์ดิสค์ ฟาร์มา ขึ้นในประเทศไทย กิจกรรมที่เราทำคือการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้งเพื่อนำมาซึ่งยาและแนวทางการรักษาที่ดีขึ้น เราต้องทำให้การรักษานั้นมีคุณภาพสูงสุดอยู่เสมอ เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตต่อไปได้ เป็นเรื่องน่ายินดีที่การรักษาผู้ป่วยมีความก้าวหน้าและคุณภาพสูง แต่เราก็ยังคงทำงานอย่างหนัก เพื่อความพร้อมให้ผู้ป่วยโรคฮีโมฟีเลียเข้าถึงการรักษาเหล่านี้ได้”

“เราต้องร่วมมือกันทั้งองค์กรวิชาชีพ ภาคเอกชน และภาคส่วนต่างๆ ในประเทศไทย เพื่อช่วยกันหาทางออกให้แก่ผู้ป่วย ณ ที่นี้ การร่วมกับชมรมผู้ป่วยโรคเลือดออกง่ายฮีโมฟีเลียแห่งประเทศไทย ถือเป็นการร่วมมือที่สำคัญ ซึ่งจะช่วยสนับสนุนและสร้างพลังให้กับผู้ป่วยโรคฮีโมฟีเลียภารกิจของเราในการทำงานร่วมกับทุกคน ร่วมกับทางชมรมฯ คือการทำให้แน่ใจว่า จะไม่มีผู้ป่วยโรคฮีโมฟีเลียคนไหน ที่จะต้องหยุดทำตามความฝันของตัวเอง และทุกคนสามารถใช้ชีวิตได้เช่นคนปกติทั่วไป” จอห์น ดอว์เบอร์ กล่าวทิ้งท้าย

เมื่อยุโรปมองหาแหล่งพลังงานใหม่ แต่จะทดแทนก๊าซรัสเซียได้หรือไม่?

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/680906

วันที่ 18 เม.ย. 2565 เวลา 19:00 น.เมื่อยุโรปมองหาแหล่งพลังงานใหม่ แต่จะทดแทนก๊าซรัสเซียได้หรือไม่?

ในขณะที่สหภาพยุโรปกำลังอยู่ภายใต้แรงกดดันที่จะแบนการนำเข้าพลังงานจากรัสเซีย ดูเหมือนว่าจะนำไปสู่โอกาสทองของแอฟริกา

Business Insider รายงานว่ายุโรปกำลังมองหาทางเลือกด้านพลังงานในแอฟริกา ในขณะที่ประเทศต่างๆ พยายามลดการพึ่งพาการนำเข้าจากรัสเซีย เนื่องจากทวีปแอฟริกามีน้ำมันและก๊าซสำรองมากมาย โดยในปี 2017 มีรายงานว่าแอฟริกามีก๊าซสำรอง 148.6 ล้านล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งมากกว่า 7% ของปริมาณสำรองทั่วโลก

โดยอิตาลีซึ่งเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 3 ของสหภาพยุโรป ได้ผลักดันให้ดำเนินการตามข้อตกลง ระหว่าง Eni บริษัทน้ำมันและก๊าซสัญชาติอิตาลีและ EGAS บริษัทโฮลดิ้งของอียิปต์ เพื่อส่งเสริมการส่งออกก๊าซไปยังยุโรป

ในสัปดาห์เดียวกัน มาริโอ ดรากี นายกรัฐมนตรีอิตาลีได้เยือนแอลจีเรีย ซึ่ง Eni ก็ได้ลงนามในข้อตกลงเพื่อซื้อก๊าซธรรมชาติเพิ่มเติมจาก Sonatrach บริษัทพลังงานของแอลจีเรียเช่นกัน ซึ่งรายงานระบุว่าข้อตกลงในการสั่งซื้อก๊าซจนถึงปี 2024 เทียบเท่ากับ 12% ของปริมาณการใช้ก๊าซของอิตาลีในปีที่แล้ว

ทั้งนี้ แอลจีเรียได้ส่งก๊าซไปยังยุโรปผ่านท่อส่งก๊าซ 3 แห่ง ซึ่งหนึ่งในนั้นส่งไปยังอิตาลี และอีก 2 ท่อเชื่อมโยงกับสเปน

นอกจากนี้ Bloomberg รายงานว่าดรากีมีกำหนดเดินทางไปยังแอฟริกาตอนกลางและตอนใต้ในสัปดาห์นี้ และเป็นไปได้ว่าจะมีการดีลกับคองโกและแองโกลา ซึ่งเมื่อรวมกับข้อตกลงการสั่งซื้อก๊าซจากแอลจีเรียแล้ว คาดว่าจะสามารถทดแทนก๊าซจากรัสเซียได้มากกว่าครึ่งหนึ่งโดยเร็วที่สุดในปี 2023

“เราไม่ต้องการพึ่งพาก๊าซของรัสเซียอีกต่อไป…เราจำเป็นต้องกระจายแหล่งพลังงานและหาซัพพลายเออร์รายใหม่” ดรากีกล่าว

อย่างไรก็ตาม ยังคงเป็นที่ถกเถียงระหว่างประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปเองว่าจะสามารถคว่ำบาตรพลังงานรัสเซียได้หรือไม่ เนื่องจากบางประเทศอย่างเช่นเยอรมนีและเนเธอร์แลนด์มองว่าสหภาพยุโรปพึ่งพาน้ำมันและก๊าซปริมาณมากจากรัสเซีย และยังไม่สามารถตัดขาดได้ในตอนนี้

โดยสหภาพยุโรปนำเข้าก๊าซธรรมชาติจากรัสเซียกว่าร้อยละ 40 นำเข้าน้ำมันร้อยละ 27 และนำเข้าถ่านหินเกือบครึ่งหนึ่งของการนำเข้าทั้งหมด

ขณะที่รัสเซียเคยประกาศว่าประเทศที่ไม่เป็นมิตร รวมถึงประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป จะต้องชำระค่าก๊าซด้วยเงินรูเบิลของรัสเซีย

ด้านรัฐมนตรีต่างประเทศอิตาลีได้กล่าวกับ CNBC ว่าในช่วงเดือนที่ผ่านมาเขาได้เดินทางเยือนประเทศต่างๆ เช่น โมซัมบิก สาธารณรัฐคองโก และแองโกลา เพื่อสร้างพันธมิตรด้านการจัดหาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) เพื่อลดการพึ่งพารัสเซีย

ขณะที่นักวิเคราะห์มองว่า เซเนกัล มอริเตเนีย ไนจีเรีย และแองโกลา อยู่ในตำแหน่งที่ดีที่สุดในการเพิ่มการผลิต นอกจากนี้โมซัมบิกยังเป็นแหล่งสำรองก๊าซธรรมชาติขนาดมหึมา โดยมียักษ์ใหญ่ด้านพลังงานในยุโรปหลายแห่งตั้งโรงงานอยู่ในประเทศ นักวิเคราะห์ยังแนะว่ายังมีพื้นที่สำหรับการขยายตัวในกลุ่มอุตสาหกรรมก๊าซธรรมชาติอื่นๆ ในอ่าวกินี เช่น ไนจีเรีย แคเมอรูน และอิเควทอเรียลกินี

ในปี 2019 สหภาพยุโรปนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลวประมาณ 108,000 ล้านลูกบาศก์เมตรจากแอฟริกา โดยมากกว่า 12,000 ล้านนั้น มาจากไนจีเรีย และในปี 2020 ส่วนแบ่งของแอฟริกาในการส่งออกน้ำมันทั่วโลกอยู่ที่เกือบ 9%

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์มองว่าแม้จะช่วยเพิ่มอุปทาน แต่ก็ยังเป็นเรื่องยากที่จะมาทดแทนการนำเข้าก๊าซธรรมชาติจากรัสเซีย ซึ่งยุโรปได้นำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลวจากรัสเซียเฉลี่ยมากถึง 380 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน คิดเป็น 140,000 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี หรือ 45% ของปริมาณการใช้ก๊าซเกือบทั้งหมดของสหภาพยุโรป ตามรายงานของ Deutsche Welle

Photo by REUTERS/Dado Ruvic/File Photo

เศรษฐียูเครนลั่นพร้อมสร้างเมือง ‘มารีอูปอล’ ขึ้นใหม่ หลังถูกถล่มเละ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/680888

วันที่ 18 เม.ย. 2565 เวลา 17:00 น.เศรษฐียูเครนลั่นพร้อมสร้างเมือง 'มารีอูปอล' ขึ้นใหม่ หลังถูกถล่มเละ

มหาเศรษฐีผู้ร่ำรวยที่สุดในยูเครนลั่นพร้อมช่วยสร้างเมืองมารีอูปอล และสร้างยูเครนขึ้นใหม่ หลังถูกรัสเซียถล่มโจมตี

รอยเตอร์สรายงานว่ารินาต อัคเมตอฟ มหาเศรษฐีผู้ร่ำรวยที่สุดในยูเครนลั่นวาจาว่าเขาพร้อมที่จะช่วยสร้างเมืองมารีอูปอลขึ้นมาใหม่ หลังจากที่เมืองท่าสำคัญริมชายฝั่งทะเลอะซอฟแห่งนี้ถูกปิดล้อมและถล่มโจมตีโดยกองกำลังรัสเซียมานานกว่า 7 สัปดาห์แล้ว

นอกจากมารีอูปอลจะเป็นเมืองท่าที่สำคัญของยูเครนแล้ว ยังมีความสำคัญต่อธุรกิจของอัคเมตอฟด้วย โดยบริษัท Metinvest ผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่ที่สุดของยูเครนประกาศว่าไม่สามารถส่งมอบสินค้าได้ตามสัญญา และไม่สามารถดำเนินงานใดๆ ภายใต้การยึดครองของรัสเซีย นอกจากนี้การปิดล้อมมารีอูปอลยังทำให้ความสามารถในการผลิตโลหะของยูเครนลดลงกว่า 1 ใน 3

“สิ่งที่เกิดขึ้นในมารีอูปอลคือโศกนาฏกรรมระดับโลก และเป็นตัวอย่างหนึ่งของความกล้าหาญ สำหรับผมมารีอูปอลจะเป็นเมืองของยูเครนตลอดไป” อัคเมตอฟกล่าวกับรอยเตอร์ส “ผมเชื่อมั่นในเหล่าทหารผู้กล้าว่าพวกเขาจะสามารถปกป้องบ้านเมืองเอาไว้ได้ แม้จะเข้าใจดีว่ามันยากแค่ไหน”

“เราจะสร้างยูเครนขึ้นมาใหม่…ผมมั่นใจว่าธุรกิจที่ใหญ่ที่สุดของประเทศจะมีบทบาทสำคัญในการฟื้นฟูยูเครนหลังสงคราม” อัคเมตอฟกล่าว

“แน่นอนว่าเราต้องการโครงการฟื้นฟูระหว่างประเทศอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน นี่คือแผนมาร์แชลของยูเครน” เขากล่าวต่อ โดยอ้างถึงแผนมาร์แชล โครงการช่วยเหลือของสหรัฐที่ช่วยสร้างยุโรปตะวันตกขึ้นใหม่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2

“ผมเชื่อว่าเราทุกคนจะสร้างยูเครนที่เสรี เป็นส่วนหนึ่งของยุโรป เป็นประชาธิปไตย และประสบความสำเร็จ ขึ้นมาใหม่ หลังจากชัยชนะในสงครามครั้งนี้”

อัคเมตอฟระบุว่าเขาเดินทางกลับยูเครนตั้งแต่วันที่ 23 ก.พ. “ความตั้งใจของผมคือการกลับไปที่มารีอูปอล และดำเนินการตามแผนการผลิตเพื่อให้เหล็กที่ผลิตในมารีอูปอลสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้อีกครั้ง”

ทั้งนี้ อัคเมตอฟเป็นเศรษฐีผู้ร่ำรวยที่สุดของยูเครนมายาวนาน โดยนอกจาก Metinvest แล้วเขายังเป็นเจ้าของ SCM Group กลุ่มธุรกิจด้านการเงินและอุตสาหกรรม และ DTEK บริษัทด้านพลังงานชื่อดังในยูเครนด้วย

ทว่า อาณาจักรธุรกิจของเขาหดตัวลงตั้งแต่ปี 2014 เมื่อรัสเซียผนวกไครเมีย และภูมิภาคดอนบัส ที่ตั้งของเขตโดเนตสก์และลูฮันสก์ ทางตะวันออกของยูเครน ประกาศอิสรภาพจากยูเครน

อัคเมตอฟเผยว่า “เมื่อความขัดแย้งปะทุขึ้นในปี 2014 เราสูญเสียทรัพย์สินของเราทั้งในไครเมีย และดอนบัสที่ถูกยึดครองชั่วคราว เราสูญเสียธุรกิจของเรา แต่มันทำให้เราแข็งแกร่งขึ้น”

ตามรายงานของฟอร์บส์ระบุว่าความมั่งคั่งของอัคเมตอฟ ในปี 2013 อยู่ที่ 15,400 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่ปัจจุบันอยู่ที่ 3,900 ล้านเหรียญสหรัฐ

Photo by REUTERS/Stringer