สีสันจากมวลบุปผชาติ ในคอลเลคชั่น Ready-to-Wear ใหม่ล่าสุดจาก Jim Thompson

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/680608

วันที่ 13 เม.ย. 2565 เวลา 12:48 น.สีสันจากมวลบุปผชาติ ในคอลเลคชั่น Ready-to-Wear ใหม่ล่าสุดจาก Jim Thompson

Jim Thompson ต้อนรับสงกรานต์ด้วยลายปริ้นท์หลากสีสันจากมวลบุปผชาติ ในคอลเลคชั่น Ready-to-Wear ใหม่ล่าสุด พร้อมนำเสนอนวัตกรรม Easy Care ผ้าไหมซักง่ายครั้งแรก

แบรนด์ไลฟ์สไตล์สุดไอคอนิกของไทย Jim Thompson (จิม ทอมป์สัน) พร้อมถ่ายทอดเรื่องราวความงดงามบทใหม่อีกครั้ง ในโอกาสเทศกาลปีใหม่ไทยด้วยคอลเลคชั่นเสื้อผ้า Ready-to-Wear ใหม่ล่าสุด ที่รังสรรค์ลวดลายปริ้นท์อันร่วมสมัย เปี่ยมไปด้วยเอกลักษณ์และความหมาย โดยได้รับแรงบันดาลใจจากหมู่มวลดอกไม้นานาพันธุ์หลากสีสันที่สามารถนำไปมิกซ์แอนด์แมทช์สวมใส่ได้ง่ายในทุกๆ วัน ซึ่งมาพร้อมอีกหนึ่งนวัตกรรมใหม่ล่าสุดของแบรนด์ “Easy Care” ที่จะทำให้การทำความสะอาดและดูแลรักษาผ้าไหมให้สวยงามคงทนไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป

Jim Thompson จึงสร้างสรรค์เลคชั่นต้อนรับเทศกาลปีใหม่ไทย โดยการนำลวดลายดอกไม้หลากหลายสายพันธุ์ที่มีความหมายมงคลมาดีไซน์และถ่ายทอดเป็นลายปริ้นท์ใหม่ล่าสุด ได้แก่ PAGAGRONG (ผกากรอง) เป็นการนำเอาดอกไม้ที่มีกลิ่นหอมอย่าง สายหยุด สายน้ำผึ้ง ประยงค์ บุหงาส่าหรี ราชาวดี แก้วเจ้าจอม และจำปี มาร้อยเรียงเป็นลวดลายสะดุดตาด้วยลูกเล่นการไล่เรียงของดอกไม้ขนาดใหญ่ตรงใจกลางซึ่งค่อยๆ คลี่กระจายออกเป็นดอกเล็กๆ อย่างสวยงาม KEAW CHING DUANG (แก้วชิงดวง) ลวดลายที่นำเอาลายไทยโบราณ ที่มีความหมายมงคลแสดงถึงความเจริญรุ่งเรืองและก้าวหน้า ซึ่งแพทเทิร์นที่มีลักษณะเป็นดอกกลมร้อยซ้อนทับกันตามแบบฉบับดั้งเดิมนั้น ได้ถูกนำมาออกแบบใหม่ให้มีความร่วมสมัยมากขึ้น มาพร้อมเฉดสีสดใสเหมาะแก่การสวมใส่ในช่วงซัมเมอร์ PEACOCK’S CREST (ต้นหางนกยูง) ลวดลายที่หยิบยกเอาทั้งใบและดอกในสีสันสดใสสะพรั่งเต็มต้นอันเป็นเครื่องหมายว่าฤดูร้อนมาถึงแล้วของต้นหางนกยูงมาเป็นองค์ประกอบหลักในการดีไซน์จนกลายเป็นลวดลายที่มีความสลับซับซ้อนแต่แฝงไปด้วยความสดชื่นตามแบบฉบับของ แบรนด์ และ KARAWEK (การเวก) ลวดลายที่ผสานดีไซน์ของดอกไม้และแซมด้วยลายนก อันเป็นความหมายของคำว่า “การเวก” เข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว ผสมผสานด้วยการจับคู่สีของลวดลายที่เน้นความอ่อนหวานสวยงามตามแบบร่วมสมัย โดยคอลเลคชั่นใหม่นี้รังสรรค์ขึ้นสำหรับทั้งผู้ชายและผู้หญิง มีให้เลือกมิกซ์แอนด์แมทช์ที่จะทำให้การแต่งตัวสนุกยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็น เสื้อเชิ้ต เดรส กระโปรง กางเกง เสื้อยืด ไปจนถึงผ้าพันคอ

Ready-to-Wear คอลเลคชั่นใหม่นี้ Jim Thompson ยังได้นำเสนอนวัตกรรมล่าสุด “Easy Care” ครั้งแรกของการปลดล็อกปัญหาเรื่องการทำความสะอาดและรักษาผ้าไหมให้เป็นเรื่องง่ายยิ่งขึ้นสำหรับทุกคน ด้วยนวัตกรรมและเทคนิคการผลิตผ้าไหมที่ผ่านการทดสอบและตรวจสอบอย่างพิถีพิถันในทุกขั้นตอน ซึ่งทำให้ปัจจุบันเสื้อผ้า Ready-to-Wear ของแบรนด์สามารถซักทำความสะอาดได้ด้วยเครื่องซักผ้าปกติ โดยไม่จำเป็นต้องส่งซักแห้ง (dry cleaning) เท่านั้น สามารถซักน้ำ และรีดให้เรียบได้ง่าย เหมาะกับยุคปัจจุบันและเพิ่มความสะดวกสบายในการดูแลรักษาเสื้อผ้าตัวโปรดได้อย่างง่ายดายยิ่งขึ้น

พบกับสีสันของคอลเลคชันใหม่ต้อนรับสงกรานต์และนวัตกรรม Easy Care กับแบรนด์ Jim Thompson ได้แล้ววันนี้ ที่ Jim Thompson สาขาสุรวงศ์ และสาขาในห้างสรรพสินค้าชั้นนำ อาทิ สาขาสยามพารากอน เซ็นทรัลเวิลด์ เซ็นทรัล เอ็มบาสซี และ และไอคอนสยาม หรือบนทางช่องทางออนไลน์ www.jimthompson.com

#JimThompson

#JTandMe

#JimThompsonEasyCare

La Meow เอาชนะใจลูกค้าด้วยรสจัดจ้าน ตั้งแต่คำแรกที่ลอง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/680484

วันที่ 13 เม.ย. 2565 เวลา 13:15 น.La Meow เอาชนะใจลูกค้าด้วยรสจัดจ้าน ตั้งแต่คำแรกที่ลอง

จีนแท้ทุกเมนู La Meow (ล่าเมียว) หมาล่าต้นตำหรับมณฑลหูหนาน อาหารจีนแบบที่คนจีนล่ำลือกันว่าเผ็ดที่สุดในโลก!!

เรื่องและภาพ : วารุณี มณีคำ

La Meow ร้านอาหารจีนหูหนาน-เสฉวน แบรนด์แรกในไทย เปิดสาขาล่าสุดที่ชั้น 7 โซน Beacon ใน CentralwOrld รังสรรค์ทุกเมนูโดยเชฟ Feng Jun เชฟชื่อดังผู้ได้รับรางวัลการปรุงอาหารจีนยอดเยี่ยม 4 รางวัล จากการแข่งขันทางทีวีที่มณฑลหูหนาน ปี 2012 รางวัลชนะเลิศการทำอาหารของรายการทีวีหูหนานที่ใหญ่ที่สุดของประเทศจีน รางวัลเจ้าแห่งต้นตำรับอาหารจีนหูหนาน รางวัลราชามังกรพ่นไฟ เชฟมณฑลหูหนาน รางวัลเชฟพื้นบ้านจากมลฑลหูหนาน และเป็นผู้ร่วมแข่งขันประชันกับเชฟป้อมใน Iron Chief Thailand ปี 2560

ร้านนี้มาจากจุดเริมต้นของชายไทยผู้หลงรักกับสาวหูหนานและหลงใหลในอาหารจีนแบบเผ็ด คุณรัตตรุจน์ ทองประดิษฐ์ เจ้าของร้าน หนุ่มวิศวกร Co-founder ที่สนใจในการเปิดร้านอาหารจีน จึงได้ร่วมกับ Chef Feng ผู้ที่เคยไปเขย่าบัลลังก์ Iron Chef Thailand 

สไตล์การตกแต่งร้านล่าเมียว สื่อสารด้วยสไตล์จีนกึ่งแฟชั่น ซึ่งมีแมวตัวใหญ่ตั้งอยู่หน้าร้านเป็นสัญลักษณ์ที่โดดเด่นด้วยสไตล์บ้านแมว เป้าหมายของแบรนด์ คือเป็นผู้นำตลาดอาหารจีนแบบเผ็ด รสจัดจ้าน ตามสโลแกนของร้าน “เอาชนะใจลูกค้า ด้วยรสจัดจ้าน ตั้งแต่คำแรกที่ลอง”

เมนูความอร่อยที่หลากหลายร้อนแรงของล่าเมียว  เป็นอาหารหูหนาน ซึ่งเป็น 1 ใน 8 กลุ่มใหญ่ของการจำแนกอาหารจีน มีประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน มีวิธีการปรุงที่ประณีตบรรจง เลือกใช้วัตถุดิบที่หลากหลาย มีรสชาติเผ็ดเปรี้ยวเป็นรสชาติหลัก และมีสีสันที่จัดจ้าน รสชาติหลักของอาหารหูหนานที่เป็นที่ทราบกันดีคือรสเผ็ด เนื่องจากภูมิอากาศและภูมิประเทศที่ตั้งอยู่บนเส้นละติจูด ที่ได้รับฉายาว่า แถบพริกของโลก ทำให้สามารถปลูกพริกหลากหลายสายพันธุ์ได้ดี ชาวหูหนานทุกเพศทุกวัยล้วนชื่นชอบการทานเผ็ดในความเชื่อของชาวหูหนาน “พริก” คือสิ่งที่สำคัญที่สุดของอาหาร ถือเป็นการให้เกียรติและการต้อนรับแขกอย่างอบอุ่นโดยจะเชิญแขกให้ทานพริกก่อนเนื้อสัตว์

ทางด้านเมนูของล่าเหมียว สามารถเพิ่มระดับความเผ็ด ลดสเต็ปความเค็ม ตามสไตล์ที่แต่ละคนชื่นชอบ โดยทางร้านแบ่งประเภทเมนูอาหาร เป็น 3 ประเภท ได้แก่ Quick lunch เมนูจานเดี่ยวแบบ Bow สำหรับมื้อเที่ยง อาทิ เนื้อผัดพริกดอง หมูผัดพริกหยวกจีน ไก่ทอดพริกเสฉวน เต้าหู้หม่าโผว ตามด้วย เผ็ดสไตล์ใหม่ อาทิ เนื้อผัดพริกดอง เต้าหู้ขั้วพริกหูหนาน ดอกกะหล่ำผัดพริกแห้ง ไก่ทอดพริกเซฉวน และห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวงกับเมนูหมาล่า อาทิ หมาล่าเซียงกัว (ผัดหม่าล่าแห้งกระทะเหล็ก) หมาล่าทั่ง และเมนูหมาล่าอื่นๆ อีกอีกมาก ที่เลือกตัก ชั่งน้ำหนัก และปรุง ในแบบที่อยากกินได้เลย

ตามมาลิ้มรสความเผ็ดชาได้ที่ร้าน La Meaw ชั้น 7 โซน Beacon ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ เปิดทุกวัน ตั้งแต่ 10.00 -22.00 น. สอบถามโทร. 084-654-7991, 099-391-9642 ติดตามรายละเอียดได้ในเฟซบุ๊ก https://www.facebook.com/Lameowbkk

ชาร์จพลังช่วงวันหยุดยาวกับ 5 แหล่งท่องเที่ยว-ช้อปของฝากสุดฟินชุมชนหมู่บ้าน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/680606

วันที่ 13 เม.ย. 2565 เวลา 12:33 น.ชาร์จพลังช่วงวันหยุดยาวกับ 5 แหล่งท่องเที่ยว-ช้อปของฝากสุดฟินชุมชนหมู่บ้าน

ดีพร้อมไกด์ ชวนชาร์จพลังช่วงวันหยุดยาวกับ 5 แหล่งท่องเที่ยว-ช้อปของฝากสุดฟินชุมชนหมู่บ้าน DIPROM CIV ที่พร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวช่วงสงกรานต์นี้

หลังจากที่หลายคนห่างหายจากการเดินทางท่องเที่ยวในเทศกาลวันหยุดยาวช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เชื่อว่าสงกรานต์ปี 2565 นี้ จะเป็นปีที่แนวโน้มการเดินทางท่องเที่ยวกลับมาคึกคักอีกครั้ง ด้วยภาพรวมของคนไทยที่เข้าถึงการฉีดวัคซีนมากขึ้น ประกอบกับมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวและมาตรการผ่อนคลายการควบคุมการเดินทางในประเทศจากภาครัฐ ทำให้ไม่เพียงเหล่านักท่องเที่ยวจะมีความมั่นใจ แต่ยังกระตุ้นความต้องการในการอยากออกเดินทางที่อัดอั้นมาแสนยาวนานอีกครั้ง ซึ่งแหล่งท่องเที่ยวในชุมชนต่าง ๆ ก็มีการเตรียมความพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวในช่วงวันหยุดยาวนี้เช่นเดียวกัน

เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมให้แก่นักท่องเที่ยวในช่วงวันหยุดยาวนี้ ดร.ณัฐพล รังสิตพล อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ผู้นำคนสำคัญของดีพร้อม ที่มุ่งมั่นส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก และวิสาหกิจชุมชนให้มีศักยภาพ ได้รวบรวม 5 สถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจภายใต้โครงการหมู่บ้านอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ดีพร้อม (DIPROM  Creative Industry Village) หรือ หมู่บ้าน DIPROM CIV ที่แต่ละชุมชนได้รับการพัฒนาให้มีความพร้อม ทั้งกระบวนการผลิตผลิตภัณฑ์ที่มีมาตรฐาน รวมถึงการพัฒนาชุมชนให้มีศักยภาพพร้อมเป็นแหล่งท่องเที่ยว โดยใช้จุดเด่นของแต่ละชุมชนเป็นจุดขาย นักท่องเที่ยวจึงมั่นใจได้ว่าจะได้สัมผัสประสบการณ์การท่องเที่ยวที่เป็นเอกลักษณ์ของแต่ละชุมชน ไปพร้อมกับได้ช่วยเหลือและส่งกำลังใจให้แก่ชุมชนผ่านการบริโภคสินค้าและบริการจากท้องถิ่น เพื่อเป็นการสนับสนุนการท่องเที่ยวในประเทศไทยให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง

ท่องเที่ยววิถีชีวิตชุมชน คนมะพร้าวบ้านริมคลองโฮมสเตย์ จังหวัดสมุทรสงคราม

เริ่มต้นกันที่แหล่งท่องเที่ยวไม่ไกลจากกรุงเทพฯ อย่างชุมชนบ้านริมคลองโฮมสเตย์ ตั้งอยู่ที่หมู่ที่ 6 ต.บ้านปรก อ.เมือง จ.สมุทรสงคราม ความโดดเด่นของบ้านริมคลองโฮมสเตย์ คือ บรรยากาศบ้านสวนโฮมสเตย์ ริมคลองที่แยกย่อยจากแม่น้ำแม่กลองอันเงียบสงบ มีต้นมะพร้าวเรียงราย ชาวบ้านที่นี่จึงมีวิถีชีวิตที่ผูกพันกับมะพร้าวมาอย่างยาวนานกว่า 300 ปี และเชี่ยวชาญการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์รูปแบบต่าง ๆ อาทิ น้ำตาลมะพร้าว มะพร้าวไซรัป นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวยังจะได้สัมผัสกับวิถีชีวิตความเป็นอยู่แบบชาวบ้านริมคลองผ่านกิจกรรมล่องเรือแบบสบาย ๆ ชมวิถีชาวบ้าน พร้อมมีกิจกรรมตามหาน้ำหวานช่อดอกมะพร้าว ที่จะชวนให้ได้ชิมน้ำหวานจากปลายช่อดอกมะพร้าวสด ๆ ที่หยดลงมาจากต้น พร้อมเรียนรู้การทำอาหารคาวหวาน การสานหมวกทำน้ำตาลมะพร้าว เสมือนได้พักผ่อนอยู่ที่บ้านญาติผู้ใหญ่ และได้ร่วมทำกิจกรรมเรียนรู้ไปพร้อม ๆ กัน ชุมชนบ้านริมคลองโฮมสเตย์ พร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวทั้งรูปแบบค้างคืน หรือแบบ One day trip สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อผู้ประสานงานชุมชน โทร. 08 9170 2904

ชิมมะดัน มะยงชิดรสดี เที่ยวชมสถาปัตยกรรมญวน และวิถีชีวิตริมน้ำที่ชุมชนท่าทรายจังหวัดนครนายก

ต่อกันที่อีกหนึ่งแหล่งท่องเที่ยวชุมชนที่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ อีกทั้งเป็นทางผ่านสู่จังหวัดต่างๆ ในภาคตะวันออก ที่พร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวแวะเวียนมาเยี่ยมชมนั่นก็คือ ชุมชนบ้านท่าทราย ต.ท่าทราย อ.เมือง จ.นครนายก มีสถานที่ท่องเที่ยวที่โดดเด่นคือ บ้านก๋งยี่ 100 ปี เป็นบ้านโบราณที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำนครนายก

เปิดให้นักท่องเที่ยวได้ชมสถาปัตยกรรมที่สวยงามสไตล์สยามวิคตอเรียน และของเก่าหาชมยากที่ถูกสะสมไว้ภายในบ้าน นอกจากนี้ในชุมชนยังมีวัดและสถาปัตยกรรมแบบญวนที่งดงามรอให้นักท่องเที่ยวมาเยี่ยมชม ขณะเดียวกัน ชุมชนบ้านท่าทรายยังเป็นแหล่งปลูกมะดันและมะยงชิดขนาดใหญ่ รสหวาน เนื้อกรอบเป็นเอกลักษณ์จนได้รับการันตีให้เป็นสินค้า GI จังหวัดนครนายก ซึ่งได้ผลผลิตที่มีคุณภาพสูง จึงมีผลิตภัณฑ์ชุมชนที่โดดเด่นมากมายรอให้นักท่องเที่ยวมาช้อปเป็นของฝาก อาทิ น้ำมะดันสด มะดันลอยแก้ว เจลลี่มะยงชิด สบู่มะดัน โลชั่นมะดัน หมี่กรอบมะยงชิด ฯลฯ

ผู้ที่สนใจซื้อผลิตภัณฑ์ชุมชนที่บ้านท่าทรายเป็นของฝากช่วงสงกรานต์นี้ หรือสนใจเยี่ยมชมสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจในชุมชนบ้านท่าทราย สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อผู้ประสานงานชุมชน โทร. 08 8257 1431 ผู้ที่สนใจซื้อผลิตภัณฑ์ชุมชนที่บ้านท่าทรายเป็นของฝากช่วงสงกรานต์นี้ หรือสนใจเยี่ยมชมสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจในชุมชนบ้านท่าทราย สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อผู้ประสานงานชุมชน โทร. 08 8257 1431

ท่องเที่ยวริมน้ำเจ้าพระยา ช้อปของฝากงานจักสานจากผักตบชวา ที่ชุมชนบ้านอ้อย จังหวัดชัยนาท

อีกหนึ่งแหล่งท่องเที่ยวชุมชนริมน้ำเจ้าพระยาที่มีความโดดเด่นด้านผลิตภัณฑ์ในชุมชนไม่แพ้กันก็คือชุมชนบ้านอ้อย ต.สรรพยา อ.สรรพยา จ.ชัยนาท ชุมชนนี้มีการรวมกลุ่มกันนำผักตบชวามาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์จักสานอันสวยงาม ทั้งกระเป๋าสุภาพสตรี กระจาด ตะกร้าใส่ของใช้ นอกจานี้ ชุมชนยังมีสถานที่ท่องเที่ยวริมน้ำเจ้าพระยาที่มีความร่มรื่นสวยงาม มีร้านกาแฟเป็นจุดเช็คอินริมชายหาดน้ำจืดแห่งใหญ่ในจังหวัด ซึ่งมีสวนดอกไม้สวยงามและจำหน่ายผลิตภัณฑ์หัตถกรรมของกลุ่ม ตลอดจนมีแหล่งท่องเที่ยวในชุมชนใกล้เคียงอื่น ๆ ที่พร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยว เช่น โรงพักเก่าสรรพยา ตลาดถนนคนเดิน หรือจะเยี่ยมชมภูมิปัญญาชาวบ้านวิถีคนทำตาล การทำข้าวเกรียบลอยน้ำ ตลอดจนกลุ่มผลิตภัณฑ์ผ้าบาติก ผ้ามัดย้อม เป็นต้น

สนใจผลิตภัณฑ์จักสานจากผักตบชวา หรือผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ของชุมชนบ้านอ้อย สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ผู้ประสานงานชุมชน โทร. 08 9536 3839

สัมผัสวิถีชุมชนริมฝั่งโขง ล่องเรือไหว้พระ แวะพักโฮมสเตย์ชุมชน ที่บ้านเดื่อ จังหวัดหนองคาย

สำหรับผู้ที่กำลังมองหาแหล่งท่องเที่ยวที่เปิดโอกาสให้ได้สัมผัสเสน่ห์ของวิถีชีวิตชุมชนริมฝั่งโขงต้องมาที่บ้านเดื่อ อำเภอเมือง จ.หนองคาย ชุมชนนี้ตั้งอยู่ริมน้ำโขง มีต้นไม้น้อยใหญ่อยู่ริมฝั่งแม่น้ำ ซึ่งส่วนมากเป็นต้นมะเดื่อ จึงเป็นที่มาของชื่อชุมชนบ้านเดื่อ โดยชุมชนแห่งนี้มีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสนั่นก็คือ กิจกรรมล่องเรือไหว้พระ สัมผัสบรรยากาศธรรมชาติริมโขง รวมถึงที่พักโฮมสเตย์ชุมชน พร้อมต้อนรับผู้มาเยือนด้วยพืชผักปลอดสารพิษที่ปลูกโดยคนในชุมชน รวมทั้งอาหารพื้นถิ่นจากฝีมือเชฟชุมชนให้นักท่องเที่ยวได้ลองชิม นอกจากนี้ ยังมีผลิตภัณฑ์ชุมชนให้นักท่องเที่ยวได้ซื้อเป็นของฝาก เช่น ปลานิลแดดเดียว ปลาร้าบอง หนังปลาทอดกรอบ ปลาหยอง กุนเชียงปลา ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ขึ้นชื่อของบ้านเดื่อสนใจสอบถามข้อมูลผลิตภัณฑ์ชุมชน และท่องเที่ยวโฮมสเตย์ชุมชนบ้านเดื่อ ติดต่อผู้ประสานงานชุมชน โทร. 09 8795 5965

ซึมซับวัฒนธรรมไทลื้อ ชมภูมิปัญญาแกะสลักตุ๊กตาไม้ ที่ชุมชนบ้านลวงเหนือ จังหวัดเชียงใหม่

ชุมชนบ้านลวงเหนือ ต.ลวงเหนือ อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ เป็นแหล่งท่องเที่ยวชุมชนอีกแห่งทางภาคเหนือ ที่มีเอกลักษณ์ของชุมชนโดดเด่นเฉพาะตัว ไม่ว่าจะเป็นอาหาร เครื่องแต่งกาย ประเพณี และวัฒนธรรมที่ชาวบ้านช่วยกันอนุรักษ์และสืบทอดมาถึงทุกวันนี้ บ้านลวงเหนือมีประวัติศาสตร์อันยาวนาน เดิมเป็นถิ่นอาศัยของชาวไทลื้อ และในปัจจุบันยังคงมีประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวไทยเชื้อสายไทลื้อ จึงทำให้มีการสืบทอดองค์ความรู้ ภูมิปัญญา ของคนในชุมชนที่รอให้นักท่องเที่ยวมาสัมผัส ทั้งการแกะสลักตุ๊กตาไม้ การทำกระดาษสา การทำข้าวควบข้าวแคบ (อาหารพื้นบ้านชาวไทลื้อ) เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมที่น่าสนใจอย่างวัดศรีมุมเมืองซึ่งตั้งอยู่ศูนย์กลางของชุมชนและยังมีทุ่งนาฟ้ากว้าง โฮมสเตย์ และศูนย์เรียนรู้ชุมชน รอต้อนรับนักท่องเที่ยวที่แวะเวียนมาเยี่ยมชม รวมทั้งหลีกเลี่ยงความวุ่นวายในเมืองมาพักผ่อนค้างคืนที่ชุมชนแห่งนี้

สำหรับผู้ที่สนใจสัมผัสวัฒนธรรมไทลื้อ และภูมิปัญญาชาวบ้านที่ชุมชนบ้านลวงเหนือ สามารถติดต่อ ผู้ประสานงานชุมชน โทร. 06 1810 9993

ดร.ณัฐพล รังสิตพล อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ดีพร้อม มั่นใจว่าแหล่งท่องเที่ยวชุมชน “หมู่บ้าน DIPROM CIV” จะได้รับอานิสงส์จากกระแสการท่องเที่ยวที่กลับมาคึกคักในช่วงสงกรานต์นี้ ประกอบกับการที่ชุมชนต่าง ๆ ได้ผ่านการเตรียมความพร้อมในระดับชุมชนตามนโยบาย “DIPROM CARE: ดีพร้อม แคร์” ซึ่งจะช่วยให้แต่ละชุมชนมีศักยภาพต้อนรับนักท่องเที่ยวอย่างเต็มที่ โดยนโยบายดีพร้อมแคร์มุ่งยกระดับขีดความสามารถการเป็นแหล่งท่องเที่ยวของแต่ละชุมชน ผ่านกระบวนการวิเคราะห์ปัญหาชุมชน ที่จะลงลึกถึงความต้องการเฉพาะในแต่ละพื้นที่ พร้อมการส่งเสริมที่ตรงจุด ด้วยทีมบุคลากรคุณภาพที่เชี่ยวชาญองค์ความรู้ในด้านการบริหารแหล่งท่องเที่ยวซึ่งเป็นฉันทามติของชุมชนและการพัฒนาผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์ อีกทั้งได้ปรับรูปแบบเพื่อรองรับวิถีชีวิตปัจจุบันที่สามารถอยู่ร่วมกับโควิด-19 ได้อย่างเป็นปกติ (Now Normal)

ทั้งนี้ นโยบายดังกล่าวยังเป็นหนึ่งในแนวทางสำคัญที่นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้มอบหมายให้ดีพร้อมดำเนินการส่งเสริมและสานต่อโครงการหมู่บ้าน DIPROM CIV ที่ประสบความสำเร็จจากการดำเนินงานตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา สร้างรายได้มั่นคงให้กับ 250 ชุมชน ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ อีกทั้งเพื่อเป็นการสนับสนุนแหล่งท่องเที่ยวชุมชนในประเทศไทยให้มีความเข้มแข็งและศักยภาพที่แข็งแกร่ง พร้อมรองรับกระแสการออกเดินทางของนักท่องเที่ยวไทยที่จะกลับมาคึกคักในเร็ววันนี้

ผู้สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานเลขานุการกรม กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม โทรศัพท์ 0 2430 6865-66 ต่อ 4 และติดตามข้อมูลข่าวสารและความเคลื่อนไหวได้ที่ www.facebook.com/dipromindustry หรือ www.diprom.go.th

อีกไม่กี่ปีรัสเซียกับจีนจะมีเทคโนโลยีอวกาศโจมตีเป้าหมายสหรัฐ-พันธมิตร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/680613

วันที่ 13 เม.ย. 2565 เวลา 13:58 น.อีกไม่กี่ปีรัสเซียกับจีนจะมีเทคโนโลยีอวกาศโจมตีเป้าหมายสหรัฐ-พันธมิตร

คำเตือนจากรายงานงานด้านอวกาศของกระทรวงโหมสหรัฐ ชี้รัสเซียกับจีนหวังจะขึ้นมาเป็นผู้นำด้านอวกาศรายใหม่ของโลก

ตามรายงานของสำนักงานข่าวกรองด้านความมั่นคง (Defense Intelligence Agency) ฉบับใหม่ที่เผยแพร่เมื่อวันอังคาร ชื่อ Challenges to Security in Space 2022 ระบุว่าอีกไม่กี่ปีข้างหน้ามีแนวโน้มที่จีนและรัสเวียจะปรับใช้เทคโนโลยีเลเซอร์ ขีปนาวุธ และอาวุธนอกอวกาศอื่นๆ ที่มีความสามารถมากขึ้น ที่สามารถนำมาใช้เพื่อทำลายหรือทำลายดาวเทียมที่กองทัพสหรัฐฯ 

รายงานระบุว่า ระหว่างปี 2019 ถึงปี 2021 กองยานอวกาศที่ปฏิบัติอยู่จีนและรัสเซียเติบโตขึ้นรวมกันประมาณ 70% การขยายตัวล่าสุดและต่อเนื่องนี้เกิดขึ้นหลังจากช่วงการเติบโต (2015–2018) ซึ่งจีนและรัสเซียได้เพิ่มกองทัพดาวเทียมรวมกันมากกว่า 200% แรงผลักดันในการปรับปรุงและเพิ่มขีดความสามารถสำหรับทั้งสองประเทศนั้นสะท้อนให้เห็นในเกือบทุกหมวดหมู่พื้นที่หลัก ทั้งในการสื่อสารผ่านดาวเทียม (SATCOM), การสำรวจระยะไกล, เกี่ยวกับการนำทาง และการสาธิตวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

“โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จีนและรัสเซียกำลังพัฒนาวิธีการต่างๆ เพื่อใช้ประโยชน์จากการตระหนักถึงการที่สหรัฐฯ พึ่งพาระบบอวกาศ และท้าทายสถานะของสหรัฐฯ ในอาณาเขตอวกาศ ปักกิ่งและมอสโกพยายามกำหนดสถานะตัวเองในฐานะผู้นำด้านอวกาศ โดยตั้งใจที่จะสร้างบรรทัดฐานโลกใหม่ในด้านนี้ ด้วยการใช้ความสามารถด้านอวกาศและการต่อต้านอวกาศ ทั้งสองปรารถนาที่จะบั่นทอนความเป็นผู้นำระดับโลกของสหรัฐฯ”

รายงานระบุว่า อวกาศกำลังกลายเป็นสนามรบทางทหารมากขึ้น บางประเทศได้พัฒนา ทดสอบ และติดตั้งดาวเทียมหลายดวงและอาวุธอวกาศบางส่วน จีนและรัสเซียกำลังพัฒนาระบบอวกาศใหม่เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพทางทหารและลดการพึ่งพาระบบอวกาศของสหรัฐฯ เช่น Global Positioning System (GPS) ปักกิ่งและมอสโกต่างฝ่ายต่างก็ได้สร้างกองกำลังอวกาศ ในขณะที่ขีดความสามารถด้านอวกาศและอวกาศของจีนและรัสเซียเพิ่มขึ้น ทั้งสองประเทศผนึกแนวทางด้านอวกาศเข้ากับการฝึกทหาร

“พวกเขา (จีนและรัสเซีย) ยังคงพัฒนา ทดสอบ และเพิ่มจำนวนอาวุธต่อต้านดาวเทียม (ASAT) ที่ซับซ้อนเพื่อให้ทรัพย์สินของสหรัฐและพันธมิตรตกอยู่ในความเสี่ยง ในเวลาเดียวกัน จีนและรัสเซียกำลังดำเนินการตามข้อตกลงด้านอวกาศที่ไม่ใช่อาวุธในสหประชาชาติ รัสเซียแสดงความกังวลเกี่ยวกับอาวุธอวกาศเป็นประจำและกำลังดำเนินการตามกฎหมายที่มีผลผูกพันข้อตกลงควบคุมอาวุธอวกาศเพื่อควบคุมสิ่งที่เห็นว่าเป็นความแข็งแกร่งของสหรัฐฯ ในอวกาศ” รายงานระบุ 

“ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา การวิจัยด้านการป้องกันประเทศของจีนได้เสนอให้มีการพัฒนา DEWs (อาวุธพลังงานทางตรง) เพื่อตอบโต้ด้านอวกาศแบบกู้กลับได้และไม่สามารถกู้กลับได้หลายแบบ ทั้งอาวุธที่กู้กลับได้กับเซ็นเซอร์แสงแบบอิเล็กโทร-ออปติคอล และอาจทำลายส่วนประกอบดาวเทียมได้” รายงานฉบับใหม่ของเพนตากอนเกี่ยวกับความท้าทายด้านความปลอดภัยในอวกาศ ระบุ

รายงานระบุว่า จีนมีอาวุธเลเซอร์ที่ใช้ภาคพื้นดินหลายชนิดซึ่งมีระดับพลังงานต่างกันไปในการขัดขวาง ลดระดับ หรือทำลายดาวเทียม ซึ่งรวมถึงความสามารถ “จำกัด” ในการใช้ระบบเลเซอร์กับเซ็นเซอร์ดาวเทียม 

“ช่วงกลางถึงปลายทศวรรษที่ 2020 จีนอาจใช้ระบบพลังงานที่สูงขึ้น ซึ่งขยายภัยคุกคามต่อโครงสร้างของดาวเทียมที่ไม่ใช่ออปติคัล” รายงานเตือน

ในขณะเดียวกัน รัสเซียมีเลเซอร์บนพื้นดินหลายเครื่อง รวมถึง Peresvet ที่สามารถทำให้เซ็นเซอร์ดาวเทียมจับสัญญาณไม่ได้  รายงานระบุว่า “รัสเซียอาจจะยิงเลเซอร์ที่สามารถทำลายดาวเทียมได้มากกว่าในช่วงกลางถึงปลายทศวรรษที่ 2020 ภายในทศวรรษที่ 2030 รัสเซียอาจใช้ระบบพลังงานที่สูงขึ้น ซึ่งขยายภัยคุกคามต่อโครงสร้างของดาวเทียมทุกดวง ไม่ใช่แค่ ISR แบบออปติคัลไฟฟ้า” 

ขีปนาวุธ ASAT ภาคพื้นปฏิบัติการของกองทัพปลดแอกประชาชนจีน (PLA) มีจุดมุ่งหมายเพื่อกำหนดเป้าหมายระบบในวงโคจรต่ำ (LEO) อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษาวิจัยระบุว่า ขีปนาวุธของจีนสามารถขยายไปสู่วงโคจรค้างฟ้า (GEO) ได้

“จีนอาจตั้งใจที่จะติดตามอาวุธ ASAT เพิ่มเติมที่สามารถทำลายดาวเทียมได้จนถึง GEO” ตามรายงาน

“PLA ถือว่าความสามารถของการสงครามอิเล้กทรอนิกส์ (EW) เป็นสินทรัพย์ที่สำคัญสำหรับการทำสงครามสมัยใหม่ และหลักคำสอนของ PLA เน้นการใช้ EW เพื่อปราบปรามหรือล่อหลอกอุปกรณ์ของศัตรู ในการฝึกของ PLA มักรวมเอาเทคนิคการสกัดและการต่อต้านการรบกวน ซึ่งอาจมีวัตถุประสงค์เพื่อทำลายการสื่อสารบนอวกาศ ระบบเรดาร์ และระบบนำทาง GPS หลายประเภทที่สนับสนุนการเคลื่อนไหวทางทหารและการใช้อาวุธยุทโธปกรณ์ที่มีการนำทางที่แม่นยำ” รายงานกล่าว

“จีนอาจกำลังพัฒนาเครื่องส่งสัญญาณรบกวนที่มุ่งเป้าไปที่ [เรดาร์รูรับแสงสังเคราะห์] รวมถึงบนแพลตฟอร์มลาดตระเวนทางทหาร การแทรกแซงดาวเทียม SAR มีแนวโน้มสูงที่จะปกป้องทรัพย์สินบนภาคพื้นด้วยการป้องกันไม่ให้ดาวเทียมถ่ายภาพและกำหนดเป้าหมายในกรณีที่มีความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นซึ่งเกี่ยวข้องกับสหรัฐอเมริกาหรือพันธมิตร นอกจากนี้ จีนอาจกำลังพัฒนาอุปกรณ์ส่งสัญญาณรบกวนเพื่อกำหนดเป้าหมาย SATCOM ผ่านย่านความถี่ต่างๆ ซึ่งรวมถึงการสื่อสารความถี่สูงมากที่ได้รับความคุ้มครองโดยกองทัพ” รายงานระบุ 

ส่วนรัสเซียรายงานระบุว่า “แม้ว่ารัสเซียจะอธิบายต่อสาธารณะว่า Nudol เป็นระบบป้องกันขีปนาวุธ แต่ในสถานะจริงๆ ของมันก็มีความสามารถต่อต้านอวกาศ” และมีรายงานข่าวว่า รัสเซียกำลังพัฒนาขีปนาวุธ ASAT แบบยิงทางอากาศที่เรียกว่า Burevestnika ซึ่งสามารถยิงจากเครื่องบินทหารของรัสเซียและยานอวกาศเป้าหมายใน LEO ได้

ทั้งนี้ การขยายตัวของอาวุธอวกาศของจีนและรัสเซียและอาวุธต่อต้านอวกาศ รวมกับความสามารถด้านอวกาศที่เพิ่มขึ้นของต่างประเทศอื่นๆ  กำลังผลักดันให้หลายประเทศกำหนดนโยบายด้านอวกาศของตนให้เป็นทางการเพื่อให้มีสถานะที่ดีขึ้นในการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่อวกาศและอำนวยความสะดวกในการให้บริการพื้นที่ของตนเอง

Photo – Sputnik/Evgeny Biyatov/Kremlin via REUTERS

รัสเซียเผยทิ้งดอลลาร์ซบเงินหยวน ช่วยลดแรงกระแทกจากคว่ำบาตร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/680626

วันที่ 13 เม.ย. 2565 เวลา 17:10 น.รัสเซียเผยทิ้งดอลลาร์ซบเงินหยวน ช่วยลดแรงกระแทกจากคว่ำบาตร

แม้ว่าชาติตะวันตกจะคว่ำบาตรรัสเซียเรื่อยๆ แต่รัสเซียก็ยังประกาศว่าไม่ได้ผลกระทบรุนแรงนัก เหตุผลล่าสุดที่ได้รับการเปิดเผยออกมาคือการเปลี่ยนสัดส่วนการถือครอง/ใช้เงินตราต่างประเทศแทนที่ดอลลาร์

สำนักข่าว RT รายงานว่า เอลวิรา นาบิอูลลินา (Elvira Nabiullina) ผู้ว่าการธนาคารแห่งรัสเซียกล่าวว่ารัสเซียมีเงินสำรองในรูปของเงินหยวนและทองคำเพียงพอที่จะจำกัดผลกระทบของการคว่ำบาตรจากตะวันตก แม้ว่าการคว่ำบาตรของชาติตะวันตกจะทำให้เงินสำรองระหว่างประเทศของรัสเซียในรูปของสกุลเงินดอลลาร์และสกุลเงินอื่นๆ ถึงครึ่งหนึ่งถูกอายัดในต่างแดนก็ตาม

“สถานการณ์ที่ไม่ปกติและน่าตกใจนี้จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่” นาบิอูลลินากล่าวในรายงานประจำปีของเธอต่อรัฐสภาเมื่อวันจันทร์ “กระบวนการที่ยากลำบากในการปรับตัวให้เข้ากับเงื่อนไขใหม่จะนำไปสู่การหดตัวของ GDP อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่เศรษฐกิจรัสเซียจะสามารถกลับสู่วิถีการเติบโตได้”

ทั้งนี้ ธนาคารกลางรัสเซียลดส่วนแบ่งของเงินสำรองดอลลาร์อยู่ที่ 10.9% ณ วันที่ 1 มกราคมจาก 21.2% ในปีก่อนหน้า ในขณะเดียวกัน มีรายงานว่าการถือครองยูโรเพิ่มขึ้นเป็น 33.9% จาก 29.2% ในเวลาเดียวกัน การถือครองหยวนเพิ่มขึ้นเป็น 17.1% จาก 12.8% ในปีก่อนหน้า ในขณะที่ส่วนแบ่งของทองคำทรงตัวที่ 21.5%

ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน กล่าวเมื่อวันอังคารว่า ระบบการเงินของรัสเซียทำงานได้ดี และ “การจุ่โจมแบบสายฟ้าแลบ” ทางเศรษฐกิจของตะวันตกนั้นล้มเหลว

อย่างไรก็ตาม ปูติน กล่าวว่าเช่นกันว่า ผลกระทบอาจเพิ่มขึ้นในระยะกลางและระยะยาวจากความเสี่ยงของการคว่ำบาตรจะมีต่อเศรษฐกิจรัสเซีย จากการายงานของ Reuters 

Photo – REUTERS/Maxim Shemetov/Illustration

รัฐบาลสหรัฐชี้อำนาจรัฐในไทยละเมิดสิทธิมนุษยชนหนัก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/680597

วันที่ 13 เม.ย. 2565 เวลา 11:05 น.รัฐบาลสหรัฐชี้อำนาจรัฐในไทยละเมิดสิทธิมนุษยชนหนัก

แต่ไม่ใช่แค่ในไทยเท่านั้น รายงานประจำปีด้านสิทธิมนุษยชนของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐชี้ว่า สิทธิมนุษยชน-ประชาธิปไตยโลกถดถอย

• กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐเผยรายงาน “2021 Country Reports on Human Rights Practices” โดยระบุว่า “รายงานดังกล่าวให้ภาพชัดเจนว่าสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตยอยู่ภายใต้การคุกคาม รายงานเน้นย้ำว่ารัฐบาลได้จำคุก ทรมาน หรือแม้แต่สังหารฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง นักเคลื่อนไหว นักปกป้องสิทธิมนุษยชน หรือนักข่าวอย่างไม่เป็นธรรม” และ “เน้นถึงกรณีที่น่ากังวลของการกดขี่ข้ามชาติ ซึ่งรัฐบาลเอื้อมมือข้ามพรมแดนเพื่อคุกคาม ข่มขู่ หรือสังหารผู้เห็นต่างและผู้ที่พวกเขารัก”

•  รายงานสรุปปัญหาสิทธิมนุษยชนในประเทศต่างๆ อย่างละเอียด ในส่วนของรายงานเกี่ยวกับประเทศไทย ระบุว่า “ประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนที่สำคัญ ได้แก่ รายงานที่น่าเชื่อถือเกี่ยวกับ การทรมานและกรณีการปฏิบัติหรือการลงโทษที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรีโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ การจับกุมและกักขังตามอำเภอใจโดยหน่วยงานของรัฐ นักโทษการเมือง การแทรกแซงทางการเมืองต่อศาล การแทรกแซงความเป็นส่วนตัวโดยพลการและไม่ชอบด้วยกฎหมาย ข้อจำกัดที่ร้ายแรงเกี่ยวกับการแสดงออกอย่างเสรีและสื่อ”

“รวมถึงการจับกุมและดำเนินคดีกับผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล การเซ็นเซอร์ และกฎหมายหมิ่นประมาททางอาญา ข้อ จำกัด ที่ร้ายแรงเกี่ยวกับเสรีภาพทางอินเทอร์เน็ต การแทรกแซงเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและเสรีภาพในการสมาคม ข้อจำกัดเสรีภาพในการเคลื่อนไหว การส่งกลับผู้ลี้ภัยกลับที่ถูกคุกคามต่อชีวิตหรือเสรีภาพของพวกเขา ข้อจำกัดการมีส่วนร่วมทางการเมือง การทุจริตของรัฐบาลที่ร้ายแรง การล่วงละเมิดองค์กรสิทธิมนุษยชนภายในประเทศ การค้ามนุษย์ และข้อจำกัดที่สำคัญเกี่ยวกับเสรีภาพในการสมาคมของคนงาน” รายงานระบุ

• “ทางการ (ไทย) ได้ดำเนินการบางอย่างเพื่อตรวจสอบและลงโทษเจ้าหน้าที่ที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือการทุจริต อย่างไรก็ตาม การละเว้นโทษต่อเจ้าหน้าที่การยังคงเป็นปัญหา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในจังหวัดชายแดนใต้ ซึ่งกฎอัยการศึกยังคงมีผลบังคับใช้ในจังหวัดยะลา ปัตตานี และนราธิวาส ขณะที่พระราชกำหนด การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินมีผลบังคับใช้ในทุกอำเภอ ยกเว้น 7 อำเภอในจังหวัดเหล่านั้น” รายงานระบุ

• ในปีนี้มีการปรับปรุงที่ดีขึ้น รายงานระบุว่า “ต่างจากปีก่อนๆ ไม่มีรายงานใดเกี่ยวกับการที่รัฐบาลหรือตัวแทน (ของภาครัฐ) ทำการสังหารโดยพลการหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย” ทว่า “คดีก่อนหน้านี้ที่มีการสังหารโดยพลการหรือโดยมิชอบด้วยกฎหมายยังคงไม่คลี่คลาย” และยัง “มีรายงานว่าตำรวจทำร้ายร่างกายบุคคลจำนวนมากที่ถูกคุมขัง”

• “มีรายงานว่าตำรวจทำร้ายและขู่กรรโชกนักโทษและผู้ถูกคุมขัง โดยทั่วไปแล้ว (ตำรวจ) ไม่ต้องรับโทษ มีการร้องเรียนเพียงเล็กน้อยที่กล่าวหาว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจล่วงละเมิดส่งผลให้มีการลงโทษผู้ถูกกล่าวหา และมีตัวอย่างการสอบสวนที่ยาวนานหลายปีโดยไม่มีการแก้ไขข้อกล่าวหาว่ามีการใช้กำลังด้านความมั่นคงในทางที่ผิด” และ “ตัวแทนขององค์กรพัฒนาเอกชน (NGO) และหน่วยงานด้านกฎหมายงานว่าบางครั้งตำรวจและเจ้าหน้าที่ทหารทำการทรมานและทุบตีผู้ต้องสงสัยเพื่อให้สารภาพ และหนังสือพิมพ์รายงานกรณีที่ประชาชนจำนวนมากกล่าวหาว่าตำรวจและเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยอื่นๆ ใช้ความรุนแรง” พร้อมกันนั้นนี้รายงานยังระบุถึงรายงานการซ้อมและทำร้ายร่างกายโดยสมาชิกของหน่วยทหารด้วย

• รายงานระบุว่า “การยกเว้นโทษในกองกำลังรักษาความมั่นคงเป็นปัญหา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในจังหวัดภาคใต้ที่ยังคงใช้กฎอัยการศึก กระทรวงกลาโหมกำหนดให้ทหารได้รับการฝึกอบรมด้านสิทธิมนุษยชน การฝึกอบรมประจำเกิดขึ้นในหลายระดับ รวมทั้งสำหรับเจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่ชั้นสัญญาบัตร บุคลากรเกณฑ์ และทหารเกณฑ์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติกำหนดให้นักเรียนนายร้อยทุกคนที่โรงเรียนแห่งชาติต้องเรียนหลักสูตรกฎหมายสิทธิมนุษยชน”

• ในด้านเสรีภาพพลเมือง รายงานระบุว่า “รัฐธรรมนูญกำหนดให้มีเสรีภาพในการแสดงออก รวมทั้งสื่อมวลชนและสื่ออื่นๆ อย่างไรก็ตาม สิทธินี้ถูกจำกัดโดยกฎหมายและการดำเนินการของรัฐบาล ตัวอย่างเช่น รัฐบาลกำหนดข้อจำกัดทางกฎหมายเกี่ยวกับการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลและสถาบันพระมหากษัตริย์ สนับสนุนองค์กรสื่อที่สนับสนุนรัฐบาลในการดำเนินการด้านกฎระเบียบ รังควานนักวิจารณ์ต่อต้านรัฐบาล จับตาสื่อและอินเทอร์เน็ต และบล็อกเว็บไซต์”

• “รัฐบาลเป็นเจ้าของคลื่นความถี่ทั้งหมดที่ใช้ในการออกอากาศสื่อและให้เช่าแก่ผู้ประกอบการสื่อเอกชน ทำให้รัฐบาลสามารถใช้อิทธิพลทางอ้อมต่อภูมิทัศน์ของสื่อ บริษัทสื่อบางครั้งมีการเซ็นเซอร์ตัวเอง” รายงานระบุ 

Photo by Jack TAYLOR / AFP

ไบเดนกล่าวหารัสเซียก่อการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในยูเครน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/680593

วันที่ 13 เม.ย. 2565 เวลา 09:57 น.ไบเดนกล่าวหารัสเซียก่อการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในยูเครน

หลังเกิดความกังวลเรื่องการใช้อาวุธเคมีในยูเครนแต่ยังไม่ได้รับการยืนยัน ส่วนเซเลนสกี้เยาะเย้ยปูตินว่ามีแผนโจมตี

ประธานาธิบดีสหรัฐโจไบเดนกล่าวเป็นครั้งแรกว่าการบุกโจมตียูเครนของรัสเซียถือเป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ โดยไบเดนใช้คำว่าการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ (genocide) ซึ่งเป็นการยกระดับถ้อยคำที่ใช้อย่างมีนัยสำคัญ ในการปราศรัยที่โรงงานเอทานอล ในรัฐไอโอวา และต่อมาเขายืนตามคำอธิบายขณะเตรียมขึ้นเครื่องบินแอร์ ฟอร์ซ วัน

“ใช่ ผมเรียกมันว่าการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ เพราะมันชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ว่าปูตินกำลังพยายามทำลายล้างความคิดที่จะให้มีคนยูเครนมีอยู่ และหลักฐานก็เพิ่มมากขึ้น” ไบเดนกล่าวกับนักข่าวเมื่อวันอังคารตามเวลาท้องถิ่น

“เราจะให้ทนายความตัดสินในระดับสากลว่ามีคุณสมบัติ (ของการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์) หรือไม่ แต่สำหรับผมแล้วดูเหมือนว่ามันจะเป็นแบบนั้น”

ด้านประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี แห่งยูเครนกล่าวว่ายกย่องไบเดนที่ใช้คำว่าฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ โดยกล่าวว่า ‘การเรียกสิ่งนั้นด้วยนิยามที่แท้จริง มีความสำคัญต่อการยืนหยัดต่อสู้กับความชั่วร้าย’

ไบเดนเรียกปูตินว่าเป็นอาชญากรสงครามหลายครั้ง แต่ในวันอังคารนี้ ถือเป็นครั้งแรกที่เขากล่าวหารัสเซียเรื่องการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์

รัสเซียปฏิเสธหลายครั้งแล้วว่าไม่ได้มุ่งเป้าไปที่พลเรือน และกล่าวว่าข้อกล่าวหาของยูเครนและตะวันตกเกี่ยวกับอาชญากรรมสงครามถูกสร้างขึ้นเพื่อทำให้กองกำลังรัสเซียเสื่อมเสียชื่อเสียง

เมืองหลายแห่งที่รัสเซียถอยทัพจากทางตอนเหนือของยูเครน ถูกทิ้งเกลื่อนด้วยศพพลเรือนที่ถูกสังหาร รัฐบาลยูเครนระบุว่าเป็นการรณรงค์สงครามเพื่อทำการสังหาร การทรมาน และการข่มขืน

การบุกโจมตีที่ยาวนานเกือบ 7 สัปดาห์ของมอสโก ซึ่งเป็นการโจมตีรัฐในยุโรปครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ปี 2488 ส่งผลให้มีผู้อพยพออกไปต่างประเทศมากกว่า 4.6 ล้านคน เสียชีวิตหรือบาดเจ็บหลายพันคน และนำไปสู่การแยกตัวของรัสเซียเกือบทั้งหมดในเวทีโลก

เมื่อวันอังคาร ปูตินแสดงความคิดเห็นสาธารณะครั้งแรกของเขาเกี่ยวกับความขัดแย้งในระยะเวลากว่าหนึ่งสัปดาห์เพื่อกล่าวว่ารัสเซียจะ “ดำเนินไปอย่างเป็นจังหวะและสงบ” ต่อไป และแสดงความมั่นใจว่าเป้าหมายของเขา รวมทั้งด้านความปลอดภัย จะประสบความสำเร็จ

ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี แห่งยูเครนเยาะเย้ยปูตินในการปราศรัยตอนเช้าตรู่ในวันพุธ “แผนการจัดหาที่ตายของทหารของพวกเขาเองนับหมื่นในสงครามมากกว่าหนึ่งเดือนจะเกิดขึ้นได้อย่างไร”

ปูตินกล่าวว่าการเจรจาสันติภาพครั้งแล้วครั้งเล่า “ได้หวนคืนสู่สถานการณ์ทางตันอีกครั้งสำหรับเรา”

ในระหว่างการแสดงความคิดเห็น ปูตินมักจะพูดตะกุกตะกักหรือพูดติดขัด มีเพียงบางครั้งเท่านั้นที่เขาแสดงท่าทางเยือกเย็นและมั่นใจซึ่งเป็นท่าทีเฉพาะตัวของเขามานานกว่า 22 ปีในฐานะผู้นำของรัสเซีย

ปูติน ตอนแสดงตัวผ่านทางโทรทัศน์ของรัสเซียบ่อยครั้งในช่วงแรกๆ ของสงคราม ได้ถอยห่างจากสายตาของสาธารณชนมากขึ้นเรื่อยๆ นับตั้งแต่รัสเซียถอนตัวออกจากยูเครนตอนเหนือเมื่อสองสัปดาห์ก่อน

Source – Reuters 

Photo – by MANDEL NGAN / AFP

แกะรอยมนต์เสน่ห์แห่ง “อโยธยา”

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/680455

วันที่ 12 เม.ย. 2565 เวลา 09:15 น.แกะรอยมนต์เสน่ห์แห่ง “อโยธยา”

เอาฤกษ์เอาชัยปีใหม่ไทย ชวนแกะรอยมนต์เสน่ห์แห่ง “อโยธยา” เมืองเก่าที่ซ้อนอยู่ภายใต้เงากรุงศรีอยุธยา

ปีใหม่ไทยใครที่มองหาสถานที่ท่องเที่ยวใกล้กรุงเทพฯ ในช่วงวันหยุด จังหวัด “พระนครศรีอยุธยา” ถือเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ หลายคนยังคุ้นเคยกับประวัติศาสตร์สถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ที่มักจะเห็นผ่านตาในละครหรือภาพยนตร์อิงประวัติศาสตร์ชาติไทยที่สะท้อนความรุ่งเรืองของกรุงเก่า แต่แท้จริงแล้วก่อน กรุงศรีอยุธยาจะถูกสถาปนาเป็นราชธานีที่มีประวัติยาวนานกว่า 417 ปีนั้น ได้มีเมืองที่ชื่อว่า “อโยธยา” เกิดขึ้นก่อน วันนี้ จะพาไปแกะรอยอารยธรรม มนต์เสน่ห์ของเมือง “อโยธยา” ที่ซ้อนอยู่ภายใต้เงากรุงศรีอยุธยา ผ่าน 6 โบราณสถาน ได้แก่ วัดพนัญเชิงวรวิหาร, วัดใหญ่ชัยมงคล, วัดกุฎีดาว, วัดอโยธยา, วัดมเหยงคณ์, วัดหันตรา แวะลิ้มรสอาหารฝีมือชาวกรุงเก่าที่ร้านคลองบ้านม้า ร้านอาหารเล็กๆ อยู่ติดริมคลองบ้านม้า

โดยทริปนี้ได้รับเกียรติจาก รศ.ดร.รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง รับหน้าที่ไกด์เล่าเรื่องประวัติศาสตร์พอสังเขปของ อโยธยาศรีรามเทพนคร หรือเรียกสั้นๆ ว่า “อโยธยา” บ้านเมืองระดับนครรัฐที่มีอายุเก่าแก่ก่อนกรุงศรีอยุธยา ว่าเป็นเมืองสำคัญที่เป็นศูนย์กลางการปกครอง เศรษฐกิจ และสังคม สืบต่อจากเมืองละโว้ (ลพบุรี) โดยเมืองแห่งนี้ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของเกาะเมืองอยุธยา คนละฟากแม่น้ำป่าสัก

ในทางสภาพภูมิศาสตร์ เมืองอโยธยาศรีรามเทพนคร ตั้งอยู่ในพื้นที่ซึ่งเป็นทางแยกของลำน้ำ หรือเรียกว่า ทางแพรก ประกอบด้วยคลองหันตราและคลองโพ มีผังเมืองเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ขนาดราว 1,600 x 2,800 เมตร ลักษณะคล้ายกับเมืองคูบัว จังหวัดราชบุรี และเมืองสุพรรณบุรี เมืองอโยธยาจึงตั้งอยู่ในเขตลุ่มแม่น้ำป่าสัก มีลักษณะเป็นทุ่งกว้างระหว่างลำน้ำหันตรากับลำคลองโพ เป็นพื้นที่รับน้ำที่ไหลลงมาจากแม่น้ำป่าสักและลำน้ำอื่นๆ จากเทือกเขาทางเพชรบูรณ์และที่ราบสูงทางตะวันออกเฉียงเหนือ ทิศเหนือ ใช้ลำน้ำหันตราที่ไหลผ่านเป็นคูเมือง ทิศใต้ ใช้คลองปากข้าวสารที่รับน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาข้างวัดพนัญเชิงเป็นคูเมือง ทิศตะวันออก ใช้คลองวัดกุฎีดาว ซึ่งรับน้ำจากลำน้ำหันตราเป็นคูเมือง ทิศตะวันตก มีการขุดคูขื่อหน้าเชื่อมลำน้ำหันตรากับลำน้ำลพบุรี ตั้งแต่ตำบลหัวรอลงมาสบกับแม่น้ำเจ้าพระยาที่ตำบลบางกะจะ (บริเวณหน้าป้อมเพชร) จึงเป็นคูเมืองของด้านนี้ ทางทิศใต้ ของตัวเมืองยังมีสระน้ำหรืออ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ ซึ่งปัจจุบันเหลือเพียงร่องรอยแนวคันดินและวัดพระนอน ซึ่งอยู่ติดกันเท่านั้น และมีท้องทุ่งสำคัญคือ ทุ่งหันตราและทุ่งพระอุทัย

จากทำเลที่ตั้งทำให้สันนิษฐานว่า อโยธยา เป็นเมืองที่มีความเจริญรุ่งเรือง น่าจะมีการติดต่อค้าขายกับเพื่อนบ้านทั้งทางเหนือและทางใต้ รวมทั้งทำการค้ากับต่างชาติด้วย โดยเฉพาะอินเดีย เปอร์เซีย และจีน จึงก่อให้เกิดรูปแบบศิลปกรรมที่มีรูปแบบเฉพาะตัว ซึ่งนักประวัติศาสตร์ศิลป์บางท่านเรียกว่า ศิลปะอู่ทองหรือศิลปะอโยธยา ซึ่งเป็นศิลปะที่สืบเนื่องมาจากศิลปะสมัยทวารวดีตอนปลาย

การล่มสลายของอโยธยา

การล่มสลายของเมืองอโยธยา มิได้มาจากการแพ้สงครามดั่งเช่นอาณาจักรกรุงศรีอยุธยา แต่เกิดจากโรคระบาดทำให้ผู้คนจำต้องทิ้งเมือง ดั่งที่ปรากฎหลักฐานใน พระราชพงศาวดารเหนือ ว่า หลังรัชกาลพระยาแกรก 3 ชั่วกษัตริย์ เจ้าอู่ทองได้ครองราชย์ต่อมาอีก 7 ปี เกิดโรคห่า ผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมาก และ “…พระยาอู่ทองตรัสแก่เสนาบดีว่า พระตำหนักเวียงเหล็ก ให้หาที่ไชยภูมิจะสร้างเมืองใหญ่ จึงให้อำมาตย์ข้ามไปฝั่ง ที่ฝั่งเกาะตรงวังข้ามเกณฑ์ไพร่ถางแผ้ว” จากข้อความดังกล่าวนี้สันนิษฐานได้ว่า เมื่อเกิดโรคระบาดแล้ว พระเจ้าอู่ทองจึงย้ายพระราชฐานมาอยู่ที่ตำบลเวียงเหล็ก และโปรดให้สร้างเมืองใหม่ที่ฝั่งตรงข้ามกับ          พระตำหนัก คือบริเวณริมหนองโสนในเกาะเมืองอยุธยาในปัจจุบัน

นอกจากนี้ในพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับพระราชหัตถเลขา ยังกล่าวถึงเหตุการณ์ร้ายแรงว่า “ทรงพระกรุณาตรัสว่า เจ้าแก้ว เจ้าไทย ออกอหิวาตกโรคตาย ให้ขุดขึ้นเผาเสีย และที่ปลงศพนั้น ให้สถาปนาพระเจดีย์และวิหาร เป็นพระอาราม และให้นามชื่อ วัดป่าแก้ว”  แสดงให้เห็นว่า เมื่ออโยธยาเกิดโรคระบาดกระทั่งแม้แต่พระราชโอรสทั้งสองพระองค์ของพระเจ้าอู่ทอง หรือสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 พระปฐมบรมกษัตริย์แห่งอาณาจักรอยุธยา ยังสิ้นพระชนม์จากโรคระบาด เมื่อจัดงานพระศพเสร็จทรงโปรดเกล้าฯ ให้บริเวณที่ปลงศพสถาปนาเป็นพระอารามและโปรดพระราชทานชื่อว่า วัดป่าแก้ว หรือต่อมารู้จักในชื่อ วัดใหญ่ชัยมงคล

ลัดเลาะเส้นทางอยุธยาฝั่งตะวันออก ค้นหาเสน่ห์ เมือง “อโยธยา” ผ่าน 6 โบราณสถาน

วัดพนัญเชิงวรวิหาร

เป็นวัดเก่าแก่ตั้งอยู่บริเวณที่เรียกว่า ‘บางกะจะ’ ซึ่งเป็นแม่น้ำ 2 สาย แม่น้ำเจ้าพระยา และแม่น้ำป่าสัก ไหลมาบรรจบกันจึงทำให้บริเวณนี้ เป็นปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนการกำเนิดขึ้นของกรุงศรีอยุธยา ด้านในประดิษฐาน “พระพุทธไตรรัตนนายก” หรือหลวงพ่อโต หรือเจ้าพ่อซำปอกง พระพุทธรูปปูนปั้นปางมารวิชัยศิลปะอู่ทองตอนปลาย ลงรักปิดทองที่มีขนาดหน้าตักกว้าง 14.20 เมตร สูง 19.20 เมตร เป็นพระพุทธรูปสมัยอยุธยาที่ขนาดใหญ่สุดในประเทศไทย ซึ่งในพระราชพงศาวดารฯ กล่าวว่า สร้างขึ้นก่อนการสถาปนา กรุงศรีอยุธยา 26 ปี แต่ไม่ปรากฏหลักฐานว่าใครเป็นผู้สร้าง ทั้งนี้ตามคำให้การชาวกรุงเก่ายังบันทึกไว้ว่า  เมื่อคราวจะเสียกรุงใน พ.ศ. 2310 หลวงพ่อโตมีน้ำตาไหลออกมาเป็นสาย เป็นที่อัศจรรย์ยิ่งนัก

นอกจากนี้ภายในยังมี ศาลเจ้าแม่สร้อยดอกหมาก อนุสรณ์แห่งความรัก ซึ่งเป็นตำนานของพระเจ้าสายน้ำผึ้ง กษัตริย์เมืองอโยธยา และพระนางสร้อยดอกหมาก ธิดาเจ้ากรุงจีนที่กลั้นพระทัยจนสิ้นพระชนม์ด้วยความน้อยใจ พระเจ้าสายน้ำผึ้งจึงโปรดให้พระราชทานเพลิงพระศพที่บริเวณแหลมบางกะจะ แล้วสถาปนาบริเวณที่ถวายพระเพลิงเป็นวัดชื่อ พระเจ้าพระนางเชิง หรือวัดพนัญเชิงในปัจจุบัน

วัดใหญ่ชัยมงคล

เดิมชื่อ ‘วัดป่าแก้ว’ เป็นวัดเก่าแก่ตั้งแต่เมืองอโยธยายังเจริญรุ่งเรือง โดยในพงศาวดารเหนือกล่าวว่า สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 หรือ พระเจ้าอู่ทอง ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ขุดศพของเจ้าแก้ว เจ้าไทย ซึ่งสิ้นพระชนม์ด้วยโรคอหิวาตกโรคขึ้นเผาเสีย และที่ปลงศพนั้นให้สถาปนาพระเจดีย์และวิหารเป็นพระอาราม และโปรดพระราชทานชื่อว่า ‘วัดป่าแก้ว’ และยังเป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ เนื่องจาก อุโบสถของวัดเคยเป็นที่ซึ่งพระเฑียรราชาและคณะผู้ก่อการบางส่วน คิดกำจัดขุนวรวงศาธิราชกับท้าวศรีสุดาจันทร์มาประชุมเสี่ยงเทียนอธิษฐาน

วัดกุฎีดาว

ประวัติการก่อสร้างวัดกุฎีดาวไม่ชัดเจน ปรากฏในหนังสือ พงศาวดารเหนือ ว่า พระยาธรรมิกราช ซึ่งเป็นพระราชโอรสของพระเจ้าสายน้ำผึ้งทรงสร้าง เมื่อจุลศักราช 671 ปีเถาะ เอกศก และพระอัครมเหสี ของพระองค์ทรงสร้างวัดมเหยงคณ์ขึ้นคู่กัน นอกจากนี้มีข้อสันนิษฐานว่า วัดกุฎีดาว อาจจะสร้างรุ่นราวคราวเดียวกับวัดมเหยงคณ์ เป็นวัดขนาดใหญ่ที่สำคัญวัดหนึ่งของ “อโยธยา” เมืองเก่าที่เกิดก่อนสถาปนากรุงศรีอยุธยา เนื่องจากพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยากล่าวว่า เมื่อสมเด็จพระเจ้าท้ายสระทรงปฏิสังขรณ์วัดมเหยงคณ์ อีกไม่กี่ปีต่อมาสมเด็จพระอนุชาธิราชกรมพระราชวังบวรสถานมงคลก็ได้ปฏิสังขรณ์วัดกุฎีดาวซึ่งตั้งอยู่ตรงข้ามขึ้นบ้าง เป็นการดำเนินตามแบบอย่างของสมเด็จพระเชษฐาธิราช

วัดมเหยงคณ์

วัดสำคัญอีกแห่งหนึ่งในสมัยอยุธยา ตั้งอยู่ตะวันตกของคลองหันตรา สายน้ำสำคัญของอโยธาซึ่งไหลมาจากแม่น้ำป่าสัก โดยชื่อ มเหยงคณ์ อาจมาจากรากภาษาบาลี คำว่า มหิยังค์ แปลว่าภูเขาหรือเนินดิน  ส่วนรูปแบบสถาปัตยกรรม เจดีย์ประทานทรงระฆังศิลปะแบบอยุธยา ซึ่งที่ฐานประดับประติมากรรมช้างล้อม น่าจะมีต้นแบบมาจาก มหิยังคณเจดีย์ แห่งลังกาทวีป

วัดอโยธยา หรือ วัดเดิม ตั้งอยู่บริเวณตอนเหนือของเขตการอนุรักษ์เมืองเก่าอโยธยา ได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานแห่งชาติ เมื่อ พ.ศ. 2486 ปัจจุบันยังคงสภาพเป็นโบราณสถาน และในส่วนที่ได้รับบูรณะขึ้นใหม่ ตามตำนานพงศาวดารเหนือ กล่าวว่า วัดนี้เคยเป็นพระราชวังสมัยอโยธยา ต่อมาได้สร้างพระราชวังแห่งใหม่ขึ้นทางตอนใต้ของเมือง จึงถวายพื้นที่นี้ให้สร้างเป็นวัดและมีพระเจดีย์ขนาดใหญ่ มีลักษณะคล้ายองค์เจดีย์วัดใหญ่ชัยมงคล สันนิษฐานว่าน่าจะสร้างขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น

วัดหันตรา

วัดเก่าแก่สมัยอโยธยา ตั้งอยู่ริมคลองหันตรา หรือ แม่น้ำป่าสักสายเก่า แต่เดิมที่แห่งนี้ถูกเรียกว่า ทุ่งหันตรา หรือ ทุ่งอุทัย ซึ่งเป็นที่นาของพระเจ้าแผ่นดินกรุงศรีอยุธยา และเป็นที่สำหรับประกอบพิธีกรรมเกี่ยวกับการทำนา ซึ่งเป็นนาฏกรรมแห่งรัฐ เพื่อขอความเจริญในพืชพันธุ์ และข้าวปลาอาหารของราชอาณาจักรและยังเป็นสถานที่พระราชสมภพของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถอีกด้วย ทั้งนี้ โบสถ์ของวัดเป็นแบบมหาอุตม์ กล่าวคือ ไม่มีประตูด้านหลังและไม่เจาะช่องหน้าต่าง เชื่อกันว่าใช้เป็นที่ประกอบพิธีปลุกเสกเครื่องรางของขลังที่ศักดิ์สิทธิ์

7+7 เมนูใหม่น่าลิ้มลองของ ‘เดอะ คอฟฟี่ อะคาเดมิคส์’ 1 ใน 25 ร้านกาแฟของโลกที่ต้องไปเห็นก่อนตาย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/680465

วันที่ 11 เม.ย. 2565 เวลา 17:15 น.7+7 เมนูใหม่น่าลิ้มลองของ 'เดอะ คอฟฟี่ อะคาเดมิคส์' 1 ใน 25 ร้านกาแฟของโลกที่ต้องไปเห็นก่อนตาย

กินเที่ยวโพสต์ทูเดย์ ชวนสัมผัสรสชาติเมนูใหม่ของ Specialty Coffee ที่ “เดอะ คอฟฟี่ อะคาเดมิคส์” อิ่มเอมกับ 7 Pasta พร้อมดื่มด่ำกับ 7 เครื่องดื่มสุดพิเศษ ในร้านที่ถูกจัดให้เป็นหนึ่งในร้านกาแฟที่ดีที่สุดในโลก (The World’s Best Coffee Shops)

เรื่องและภาพ วารุณี มณีคำ

จากจุดกำเนิดที่เริ่มต้นด้วยความหลงใหลในกาแฟสเปเชียลตี้ที่สตูดิโอแห่งหนึ่งในย่านคอสเวย์ เบย์ ฮ่องกง เมื่อปี 2553 โดยเจนนิเฟอร์ หลิว (Jennifer W.F. Liu) นักธุรกิจและสถาปนิกหญิงชื่อดังของฮ่องกง ที่ได้รับการจัดอันดับให้เป็นหนึ่งในผู้บริหารหญิงที่ทรงอิทธิพลในปี 2562 โดย Forbes Asia สู่ เดอะ คอฟฟี่ อะคาเดมิคส์ ที่ดึงดูดคอกาแฟทั้งในฮ่องกงและจากทั่วโลกมากมาย

พิสูจน์จากรางวัลการันตีและเป็นที่กล่าวถึงจากสื่อต่างประเทศ เช่น การจัดอันดับของ BuzzFeed ปี 2557 ที่ยกให้ร้านแฟลกชิปของ เดอะ คอฟฟี่ อะคาเดมิคส์ ในฮ่องกง เป็น 1 ใน 25 ร้านกาแฟของโลกที่จะต้องไปเห็นก่อนที่คุณลาจากโลกนี้ (25 Coffee Shops Around The World You Have to See Before You Die) และถูกจัดให้เป็นหนึ่งในร้านกาแฟที่ดีที่สุดในโลก (The World’s Best Coffee Shops) โดย The Telegraph ในปี 2559 นอกจากนี้ เดอะ คอฟฟี่ อะคาเดมิคส์ ยังได้รับการจัดให้เป็นอันดับหนึ่งด้านกาแฟพิเศษ (specialty coffee) โดยองค์กรให้คำปรึกษาและวิจัยระดับโลก ฟรอสต์ แอนด์ ซัลลิแวน ประจำปี 2560 (Frost and Sullivan Report 2017) อีกด้วย

การมาถึงของ เดอะ คอฟฟี่ อะคาเดมิคส์ ในประเทศไทยนั้นเป็นความร่วมมือระหว่าง เดอะ คอฟฟี่ อะคาเดมิคส์ กับบริษัท อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น แมเนจเม้นท์ จำกัด ภายใต้การบริหารงานของคุณพอลล์ กาญจนพาสน์ ซึ่งรุดแผนธุรกิจด้านร้านอาหาร โดยนับเป็นร้านกาแฟแบรนด์ต่างชาติในรูปแบบแฟรนไชส์แบรนด์แรกที่อิมแพ็คเข้าบริหารและมีแผนขยายธุรกิจต่อไปในอนาคต

สำหรับร้าน เดอะ คอฟฟี่ อะคาเดมิคส์ แห่งแรกในไทยตั้งอยู่ ณ โครงการเวลา หลังสวน ตามด้วยสาขา 2 ที่เกษรวิลเลจ สาขา 3 ณ ศูนย์การเซ็นทรัลเวิลด์ สาขา 4 ที่โรงเรียนนานาชาติเดอะรีเจ้นท์ และส่งท้ายปลายปี 2564 กับสาขาที่ 5 ที่เมกาบางนา ซึ่งครั้งนี้เราพามาที่สาขาเกษรวิลเลจ จุดเด่นของนี้อยู่ที่การตกแต่งที่ทันสมัย แฝงไว้ด้วยเอกลักษณ์ความเป็นร้านกาแฟสเปชี่ยลตี้คุณภาพระดับโลก เพียบพร้อมมุมนั่งพักผ่อนหลายมุม และทำให้คุณได้สัมผัสกับประสบการณ์ดีๆ พร้อมพบปะพูดคุยกับบาริสต้าที่พร้อมแลกเปลี่ยนข้อมูลความรู้ และแนะนำเมนูใหม่ๆ ที่น่าสนใจให้คุณทุกวัน นอกจากนี้ ยังมีกาแฟคุณภาพ อาหารนานาชาติจากวัตถุดิบคุณภาพ รังสรรค์จากฝีมือเชฟชั้นนำ พร้อมให้บริการคุณมากมาย เดอะ คอฟฟี่ อะคาเดมิคส์ ร้านกาแฟชั้นนำระดับโลกที่พร้อมเป็น Daymaker เพื่อเติมเต็มความสุขในทุกวันของคุณด้วยเครื่องดื่มและอาหารหลากหลายเมนู

7 เมนูเครื่องดื่มใหม่

3 Tropical signature #3styles เริ่มจำหน่าย วันนี้ – 15 พ.ค 2565

ช่วงนี้อุณหภูมิร้อนขึ้นทุกวัน…TCA เชิญชวนกัน มาดื่มด่ำความสดชื่นซาบซ่านสราญอารมณ์ กับ 3 เมนูรสชาติใหม่ ที่ผสมผสานผลไม้เมืองร้อนเข้าคู่กับรสชาติของกาแฟคุณภาพสูง ปรับสุนทรีย์แห่งซัมเมอร์นี้ ไปกับความอร่อยล้ำฉ่ำอุราไปด้วยกัน

Passion Sunrise ราคา 220 บาท

กระตุ้นความสดใสยามเช้าด้วยเครื่องดื่มกาแฟที่ผสมผสานรสชาติของเปรี้ยวซ่าของผลไม้

Mojito Sunshine ราคา 200 บาท

เครื่องดื่มแนว #LATIN หอมเย็นด้วยใบมินต์ เปรี้ยวสดชื่นด้วยมะนาว เติมรสหวานจากมะม่วงสด และโซดา

Hoppomelo Sunset ราคา 220 บาท

เครื่องดื่มแนวใหม่ ผสานรสขมเบาๆ จาก Hop ไม่มีแอลกอฮอล์ แต่ให้ความรู้สึกเหมือนดื่มเบียร์ ผสมกับ น้ำส้มโอสีทองและ TCA Thailand House Blend เล็กน้อย

2 pour over coffee

เปิดประสบการณ์กาแฟ Pour Over มาครบทุกสัมผัส กลิ่นหอมกรุ่น และรสชาติที่กลมกล่อมจากกาแฟคั่ว นำเข้าจากฮ่องกง มีให้เลือกสรรมากมายหลากหลายสายพันธุ์ ไม่ว่าจะเป็น Ethiopia, Kenya, Brazil, หรือ Columbia นำมาชงด้วยวิธีแบบ Pourover บนน้ำแข็ง เสริฟเย็นๆ ให้คุณได้รู้สึกกระปรี้กระเปร่าไปตลอดทั้งวัน

Kenya Swara Washed ราคา 240 บาท

กาแฟดริปเย็น ชงร้อนและใส่น้ำแข็งทันที มีรสชาติที่ดื่มง่าย ออกกลิ่นลูกพลัม บลูเบอรี่ และมะเขือเทศ

Ethiopia Yirgacheffe Kochere Washed ราคา 240 บาท

มาจากเมือง Yirgacheffe กาแฟดริปร้อน เอธิโอเปีย คาแรคเตอร์คล้ายดอกไม้ ออกกลิ่นส้ม จัสมิน ไม่เกิดจากการปรุงแต่ง

2 Coffee signature coffee

Yuzu Longblack ราคา 220 บาท

Thailand House blend espresso shot, Yuzu Puree, Soda water, Garnished with a candied orange peel, caramelized lemon slice, and rosemary. (TCA Classic Long black) นํามาผสมผสานเข้ากับส้มยูซุ จากประเทศญี่ปุ่น หอมเย็น หอมสดชื่นกับกาแฟคุณภาพ ไทยแลนด์เฮ้าส์เบลนด์ ช็อตสุดเข้ม พร้อมส้มยูซุคั้นสด และมะนาวและเปลือกส้มที่นำไปเผาจนหอม เคลือบน้ำตาลแบบคาลามาไลซ์ ตกแต่งด้วยโรสแมรี่ TCA Classic Long black นํามาผสมผสานเข้ากับส้มยูซุ จาก ประเทศญี่ปุ่น หอมเย็น เปรี้ยวหวาน แต่ยังมีรสชาติของกาแฟชัดเจน

Steam Coffee ราคา 140 บาท

เมนูเครื่องดื่มตัวใหม่ Ice Steamed espresso where sugars in coffee are emulsified to create a frothy texture ชื่อแปลว่าไอน้ำ เป็นกริยาหนึ่งในการทำกาแฟ สตรีมนม ใช้ไอน้ำในเครื่อง เอากาแฟเอสเพรสโซ่ตีอากาศเข้าไป ไม่ต้องใช้เครื่องไนโตรเจน เกิดมีTexture เท็กซ์เจอร์นุ่มๆของไนโตร มีความฟูนุ่ม เวลาทานกาแฟลองแบล็คจะมีความนุ่มหอมเบาๆ

7 Pasta เมนูใหม่น่าลิ้มลอง

Conchiglioni Pasta with Meat and Tomato Sauce ราคา 290 บาท

พาสต้ารูปทรงเปลือกหอยที่อัดแน่นไปด้วยซอสเนื้อ มะเขือเทศ คลุกเคล้าด้วยกลิ่นหอมจากใบโหรพาและพาร์มิซานชีส รังสรรค์เป็นเมนูมื้อสุดพิเศษสำหรับคน love เนื้อ

Spaghetti Carbonara with Pancetta ราคา 280 บาท

สปาเก็ตตี้คาโบนาร่า เป็นอีกเมนูที่ห้ามพลาดเลยทีเดียว เส้นสปาเก็ตตี้ คลุกเคล้าด้วยครีมซอส พาร์มิซานชีส รสชาติเข้มข้น และแพนเชตต้ากลิ่นหอมฟุ้ง และท็อปด้วยไข่แดงเยิ้มๆ

Spaghetti Ala Bolognese ราคา 290 บาท

อีกหนึ่งเมนูสำหรับคน love เนื้อ ห้ามพลาด !! เส้นสปาเก็ตตี้ที่ชุ่มฉ่ำไปด้วยซอสเนื้อสุดเข้มข้น และกลิ่นหอมของพาร์มิซานชีส

Homemade fettuccini with mushrooms and fresh spinach ราคา 280 บาท

เส้น Homemade สดใหม่ เหนียวนุ่ม ใส่วัตถุดิบชั้นยอด อีกทั้งยังหอมกลิ่นออริกาโน ตัวเส้นเคล้ามากับพาร์มิซานชีส เสิร์ฟร้อน ๆ พอรับประทานจะได้รสชาติครีมซอสสไตล์อิตาเลียน

Pappardelle Pasta with Fresh Truffle and Parmesan Cheese ราคา 300 บาท

พาสต้าเส้นใหญ่เหนียวนุ่ม คลุกเคล้าด้วยครีมซอส โรยหน้าด้วยเห็ดทรัฟเฟิลสดๆ และพาร์มิซานชีส เป็นความอร่อยที่ลงตัวเหนือระดับ

Spaghetti with Seared Salmon, Chili, Cherry Tomatoes and Fresh Basil ราคา 290 บาท

เส้นสปาเกตตี้เหนียวนุ่ม เผ็ดร้อนของพริกแห้ง ท็อปด้วยเนื้อปลาแซลมอนที่ผ่านกรรมวิธีหมักในแบบฉบับของ The Coffee Academics และนำมาย่าง ตัดรสด้วยมะเขือเทศราชินี ปาปิก้า

Capellini Aglio Olio Bacon ราคา 280 บาท

พาสต้าคาเปลลินีกับเบคอนกรุบกรอบ ผัดคลุกเคล้ากับน้ำมันมะกอกพริก ตัดรสชาติความเผ็ดด้วยมะเขือเทศราชินี กระเทียม และกลิ่นของโหระพาสดที่ทำให้คุณหลงใหล

ร้านเดอะ คอฟฟี่ อะคาเดมิคส์ สาขาเกษรวิลเลจ ชั้น G ตึกเกษรทาวเวอร์ 999 ถ.เพลินจิต แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กทม. 10330

จำนวนที่นั่ง: สามารถรองรับลูกค้าได้สูงสุด 50 ท่าน

เวลาทำการ: เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 8.00 – 20.00 น.

โทรศัพท์: 02-253-6399

เว็บไซต์: http://www.the-coffeeacademicsth.com

เฟซบุ๊ก: The Coffee Academics Thailand

อินสตาแกรม: The Coffee AcademicsTH

Line: @TCA_thailand

ฉลองเทศกาลสงกรานต์สุดยิ่งใหญ่ใจกลางกรุงเทพ CentralWorld Songkran Festival 2022

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/680446

วันที่ 11 เม.ย. 2565 เวลา 13:30 น.ฉลองเทศกาลสงกรานต์สุดยิ่งใหญ่ใจกลางกรุงเทพ CentralWorld Songkran Festival 2022

สงกรานต์สุดยิ่งใหญ่ รื่นเริงสุขใจไม่เน้นเปียก “CentralWorld Songkran Festival 2022” เจ๋งเหมือนเดิมกับ 9 ไฮไลต์กิจกรรม ตอกย้ำแลนด์มาร์คฉลองเทศกาลที่ดีที่สุดใจกลางกรุงเทพฯ วันนี้ – 17 เม.ย. 65

ตอกย้ำการเป็นแลนด์มาร์คฉลองเทศกาลที่ดีที่สุดใจกลางกรุงเทพฯ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์  จัดงาน “CentralWorld Songkran Festival 2022” มหาสงกรานต์ไทยเบิกบานสุข งานฉลองสงกรานต์ใจกลางกรุงเทพฯ ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด โดยปีนี้มาในรูปแบบปลอดภัย สงกรานต์นี้ไม่เน้นเปียก ขานรับนโยบายภาครัฐ แต่ยังคงกิจกรรมการฉลองเน้นประเพณีวัฒนธรรมไทย ที่ผสมผสานกับความร่วมสมัย ของเซ็นทรัลเวิลด์ในฐานะการเป็นไลฟ์สไตล์เดสติเนชั่นที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตที่หลากหลายของคนยุคใหม่ โดยมีไฮไลต์กิจกรรมที่พลาดไม่ได้มากมาย อาทิ

· สุขใจ ไหว้พระ เสริมมงคล สักการะพระบรมสารีริกธาตุที่ได้รับประทานจาก “สมเด็จพระสังฆราช” พระองค์ที่ 19 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ขอพรองค์ท้าวเวสสุวรรณและเทวดาประจำวันเกิด พร้อมสรงน้ำเพื่อความร่มเย็นรับปีใหม่ไทย ที่โซน Dazzle ชั้น 1 วันนี้ -17 เม.ย. 65

· เที่ยวเพลินเดินตลาดย้อนยุคกรุงเก่าในงานทรรศนารัตนโกสินทร์ รวมสุดยอดเมนูต้นตำรับคาวหวานย้อนวันวานอร่อยล้ำ ไม่ว่าจะเป็น ขนมไทยโบราณส่งต่อตำนานความอร่อยกว่า 40 ปี อาทิ ขนมสอดไส้ทวีพร ข้าวเหนียวมะม่วงแม่วารี ป้าบุ๋มบ้าบิ่นมะพร้าวน้ำหอม, อาหารหลากหลายวัฒนธรรม อาทิ ข้าวแช่รามัญ เฝอลาว ข้าวยำปักษ์ใต้คุณยาย 3 ออ ครัววุฒิกอ ขนมเบื้องกรองพร กะปิโหว่โบราณ, ขนมไทยมงคลชื่ออันไพเราะเป็นมงคล น่าซื้อเป็นของฝากของขวัญปีใหม่ไทย เลือกซื้อเครื่องประดับสไตล์ไทยประยุกต์, เครื่องทอง เบญจรงค์ และของตกแต่งบ้านสไตล์ไทยประยุกต์ สวยงาม ทันสมัย ชมการแสดงอันน่าประทับใจจากน้อง ๆ สมาคมเยาวชนจิตอาสาพัฒนา ที่เตรียมการร้อง รำ เต้น และเดินแฟชั่นโชว์ผ้าไทย ในคอนเซปต์ “อัตลักษณ์ผ้าไทย” ที่โซน Eden ชั้น 1 วันนี้ -17 เม.ย. 65

· งาน centralwOrld x DoiTung Presented Blooming Summer Market 2022 อิ่มท้องด้วยอาหารเลื่องชื่อจากครัวตำหนัก ทีมเชฟจากดอยตุงสร้างสรรค์เมนูคาวหวานสุดพิเศษสำหรับงานนี้โดยเฉพาะ ได้แก่ ไอศกรีมสายรุ้ง 7 สี 7 รสชาติ , ชาบูสไตล์อาข่า และพร้อมด้วยเมนูคัดสรร อาทิ ไอศกรีมวนิลา, ข้าวปุ๊ก , สปาเกตตี้รากชู ไก่ทอดมะแขว่น , ข้าวเหลืองเนื้อไก่ เป็นต้น ชมการจำลองบรรยากาศซุ้มไม้ไผ่กลางสวนดอกไม้บนยอดดอยสู่กลางเมืองกรุง พร้อมประติมากรรมไฮไลต์สูงกว่า 3.5 เมตร น้องโตสายรุ้งตัวแรกในประเทศ สัญลักษณ์แห่งความโชคดีตามความเชื่อชาวไทใหญ่ ที่โซนเซ็นทรัลคอร์ท ชั้น 1 ระหว่างวันที่ 13-26 เม.ย. 65

· สนุกแบบไทย รื่นเริงรับปีใหม่ ชมการแสดงไทยหาชมยาก อาทิ การแสดงทางวัฒนธรรมสี่ภาค รวมถึงการแสดง Live concert จากศิลปิน Patrickananda (แพทริค อนันดา) และ ROOFTOP ณ ลานด้านหน้าเซ็นทรัลเวิลด์ ระหว่างวันที่ 13-17 เม.ย. 65

· “Hug Craft – Northern Edition” โซนเปิดใหม่ใน Hug Thai พื้นที่รวบรวมสินค้า Art & Craft จากผู้ประกอบการภาคเหนือ เน้นวัสดุท้องถิ่นจากธรรมชาติ ผ่านการ Craft และ Recycle ให้มีดีไซน์ที่ทันสมัย ตอบโจทย์ Lifestyle สมัยใหม่ รองรับความต้องการและความชื่นชอบสินค้าแบบ Eco รักษ์โลก และยังเป็นการช่วยสนับสนุนผลิตภัณฑ์ฝีมือคนไทย โดยมีสินค้ามีให้เลือกช้อปปิ้งมากมาย อาทิ ชุดเอกลักษณ์ชนเผ่า กระเป๋าผ้าทอมือ จานชามเซรามิกปั้นในรูปแบบศิลปะร่วมสมัย Soy Wax Candle เครื่องประดับ โคมไฟจักสาน เป็นต้น พร้อมเลือกช้อปและชิมอาหาร Street Food ร้านดัง และสนับสนุนสินค้าส่งตรงจากเกษตรกรไทยที่ ตลาดจริงใจ ฟาร์มเมอร์ มาร์เก็ต

· เพลิดเพลินไปกับ Zone I ที่รวบรวมความเป็นญี่ปุ่นให้คุณหายคิดถึง อิ่มอร่อยไปกับอาหารญี่ปุ่นชื่อดัง อาทิ Tajimaya Shabu, Santouka Ramen, Tonkatsu Wako, Unagi Toku, Hannari Cafe de Kyoto และอีกมากมายที่ชั้น 6 พร้อมสัมผัส Art exhibition จากศิลปิน Sundae kids ในคอนเซปท์ “ LOVE LETTER TO BANGKOK

· เช็คอินและฟินไปกับ “House of illumination: Snoopy space odyssey” เอาใจเหล่าคนรักสนูปปี้ นำความน่ารักของคาแรคเตอร์ตัวการ์ตูนมาผสมผสานกับเทคนิคมัลติมีเดีย อินเตอร์แอคทีฟสุดล้ำ! เต็มรูปแบบ พร้อมพาทุกคนย้อนวัยกลับไปสนุกสดใสกับการ์ตูนยอดฮิต ที่จะสร้างมหาปรากฏการณ์แห่งความประทับใจในรูปแบบ immersive art ครั้งแรกของประเทศไทยที่ชั้น 8 เซ็นทรัล แอท เซ็นทรัลเวิลด์

· งานของดี 50 เขต ร่วมช้อปของดีภายใต้ Bangkok Brand จากสำนักพัฒนาสังคม กรุงเทพมหานคร ที่เลือกสรรคัดสินค้าละอาหารชั้นดีจาก 50 เขตของกรุงเทพมหานคร มาไว้ที่ลานด้านหน้าเซ็นทรัลเวิลด์ วันที่ 13 -17 เม.ย. 65

· wOrld of fortune งานดีๆ สำหรับคนสายมู ตรวจดวง เสริมชะตารับปีใหม่ไทย จากคณาจารณ์โหราศาสตร์และการพยากรณ์แห่งประเทศไทย จากหลายกสาขา พร้อมเสวนาพิเศษกับ อ.อัญชลี ชื่นเชาว์ไว อุปนายกสมาคมโหราศาสตร์นานาชาติ ในหัวข้อ “จะเกิดอะไรขึ้นกับ 12 ราศีในศาสตร์สิบลัคน์” เมื่อมีดาวใหญ่ย้านถึง 4 ดวงคือ ดาวราหู ดาวพฤหัส ดาวมฤตยู และดาวเสาร์ โซนอีเดน ชั้น 3 ระหว่างวันที่ 10 – 17 เม.ย.65

พลาดไม่ได้ กับกิจกรรมพิเศษมากมายในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ให้ทุกคนได้ร่วมฉลองปีใหม่ไทย สนุกกันได้ทั้งครอบครัวกับกิจกรรมวิถีใหม่ไทยนิยม ครบจบที่เดียวในแคมเปญ CentralWorld Songkran Festival 2022 มหาสงกรานต์ไทยเบิกบานสุข เริ่มแล้ววันนี้ -17 เม.ย. 65 ไม่อยากพลาดความสนุก และอีเว้นท์ดีๆ ติดตามได้ที่ Facebook fan page: CentralWorld