มจร.ถวายดุษฎีบัณฑิต เจ้าคุณสมาน วัดท่าตอน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/640451

วันที่ 16 ธ.ค. 2563 เวลา 17:45 น.มจร.ถวายดุษฎีบัณฑิต เจ้าคุณสมาน วัดท่าตอนโดย สมาน สุดโต

***************

สภามหาวิทยาลัย มหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย (มจร) อนุมัติถวายปริญญาดุษฎีกิตติมศักดิ์ แด่พระเทพมังคลาจารย์(สมาน กิตติโสภโณ) เจ้าอาวาสวัดท่าตอน พระอารามหลวง รองเจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่ และสมเด็จพระวันรัต ที่ได้รับพระบัญชาจากสมเด็จพระพระสังฆราชเป็นผู้ประทานปริญญาบัตรให้เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2563 นั้น คณะศิษย์ ทั้งในกรุงเทพฯ และเชียงใหม่ จัดฉลอง และแสดงมุทิตาจิตให้ที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ท่าเตียน ช่วงเช้าวันที่ 14 ธันวาคม 2563

ทั้งนี้ ได้นิมนต์พระราชจริยาภรณ์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระเชตุพลวิมลมังคลารามเป็นประธานสงฆ์ 9 รูปในการเจริญพระพุทธมนต์และ ถวายพรพระ โดยมี พระราชรัตนสุนทร ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระเชตุพน ร่วมพิธีด้วย โดยเมื่อรับการถวายมุทิตาจิตจากคณะศิษย์ทั้งพระสงฆ์และฆราวาสแล้วได้ถ่ายภาพร่วมกันในพระอุโบสถวัดพระเชตุพนฯด้วย

พระเทพมังคลาจารย์ ซึ่งเป็นพระเถระที่มีความคิดสร้างสรรค์ สร้างผลงานให้แก่พระศาสนามากทั้งในด้านถาวรวัตถุและปกป้องพระพุทธศาสนา เช่น สร้างพุทธมณฑล ประจำจังหวัดเชียงใหม่ที่ล่าช้ามานาน เมื่อท่านได้รับมอบหมายงาน ก็ทำจนสำเร็จในเวลาสั้นๆ

นอกจากนั้นได้แก้ปัญหาความขัดแย้งเรื่องการปกครองวัดที่สิทธิครอบครองคาบเกี่ยวกับประเทศเพื่อนบ้าน ก็ทำได้เรียบร้อย ส่วนการดูแลพระสงฆ์ เณรน้อยให้อยุ่ในกรอบพระธรรมวินัย ให้เป็นที่ตั้งศรัทธาปสาทะแก่พุทธบริษัท ก็ทำสำเร็จ ได้รับคำชมจากพระชั้นผัูปกครองเสมอ

พระเทพมังคลาจารย์กล่าวถึงหลักการในการทำงานว่า 1 ขยัน 2 รู้จักแบ่งปัน 3 รู้จักแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ฉับพลัน และ 4 รู้จักปล่อยวางหากทำตามหลักนี้ เรื่องที่ยากลำบาก จะง่ายขึ้น พร้อมกันนั้นท่านบอกให้บรรดาลูกศิษย์ ให้ถือเป็นหลักดำเนินชีวิตอะไรที่ยาก จะง่ายขึ้นบรรดาศิษย์ทั้งหลายรับแล้ว ถวายมุทิตาจิต ได้พร้อมกันสวดบท โส อัตถลัทโธ วิรุฬโห พุทธสาสเน.ถวายด้วย

ทรงบำเพ็ญพระกุศลคล้ายวันประสูติสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ 11 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/640443

วันที่ 16 ธ.ค. 2563 เวลา 16:36 น.ทรงบำเพ็ญพระกุศลคล้ายวันประสูติสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ 11 สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช ทรงบำเพ็ญพระกุศลคล้ายวันประสูติพระเจ้าวรวงศ์เธอกรมหลวงชินวรสิริวัฒน์สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ 11 

เมื่อวันที่ 16 ธ.ค.เจ้าพระคุณ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เสด็จมายังวัดชินวรารามวรวิหาร (พระอารามหลวง) อ.เมือง จ.ปทุมธานี ในการทรงบำเพ็ญพระกุศลคล้ายวันประสูติ เจ้าพระคุณ พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า สกลมหาสังฆปริณายกพระองค์ที่ 11 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เจ้าอาวาสวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ยุคที่ 2 องค์อุปถัมภ์วัดชินวราราม(วัดมะขามใต้)

สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เสด็จเข้ามณฑปรอยพระพุทธบาท ที่บรรจุอังคาร หม่อมปุ่น ชมพูนุท ณ อยุธยา หม่อมมารดาในสมเด็จพระสังฆราชเจ้า ทรงจุด ธูป เทียน บูชาพระรัตนตรัย ทรงจุดเครื่องทองน้อย ทรงทอดผ้าไตร 20 ไตร พระสงฆ์ 20 รูป สดัปกรณ์ พระสงฆ์ อนุโมทนาฯ เสด็จออกจากมณฑปรอยพระพุทธบาท เข้าสู่พระอุโบสถ ทรงจุด ธูป เทียน บูชาพระพุทธชินวร พระประธานประจำพระอุโบสถ ทรงปลูกต้นมะขาม 2 ต้น บริเวณด้านหน้า ตำหนักชินวร เสด็จเข้าสู่ตำหนักชินวร ทรงจุด ธูป เทียน บูชาพระรัตนตรัย ทรงจุดเครื่องทองน้อย ที่หน้าพระรูปพระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหลวงชินวร สิริวัฒน์

สมเด็จพระสังฆราชเจ้า ประทับ ณ พระเก้าอี้ พระธรรมรัตนาภรณ์ เจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี พระราชวรเมธาจารย์ เจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี (ธรรมยุต) พระมงคลวโรปการ เจ้าอาวาสวัดชินวราราม นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี เข้าเฝ้าทูลถวายเครื่องสักการะตามลำดับ

พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า เป็นพระโอรสในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนเจริญผลพูลสวัสดิ์ (ต้นราชสกุลชมพูนุท) ประสูติแต่หม่อมปุ่น ชมพูนุท ณ อยุธยา เมื่อวันที่ 16 ธ.ค.2402 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราชเจ้า เมื่อพุทธศักราช 2464 สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 25 ส.ค.2480 พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า ทรงอุปการะการก่อสร้างวัดมะขามใต้ ต.บางขะแยง อ.เมือง จ.ปทุมธานี สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย จนแล้วเสร็จ และเสด็จมาประทับแรม ณ วัดมะขามใต้ เป็นประจำ

เมื่อหม่อมมารดาถึงแก่กรรม ได้โปรดให้เชิญอังคารมาบรรจุไว้ ณ มณฑปพระพุทธบาท ต่อมาเมื่อเจ้าพระคุณ สมเด็จพระสังฆราชเจ้าพระองค์นั้นสิ้นพระชนม์แล้ว คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในรัชกาลที่ 8 ได้ขนานนามวัดเป็นพระอนุสรณ์ว่าวัดชินวราราม และยกฐานะเป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร เมื่อ พ.ศ.2481 เป็นพระอารามหลวงแห่งแรก ของจังหวัดปทุมธานี เจ้าพระคุณ พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า ทรงบริบูรณ์ด้วยพระศีลาจารวัตรเนกขัมมปฏิปทาไม่บกพร่อง มีพระอัธยาศัยเยือกเย็นสุภาพ ไม่เคยมีผู้ใดเคยเห็นพระอาการกริ้วโกรธหรือมีรับสั่งผรุสวาทรุนแรงแม้แต่ครั้งเดียว ทรงพระสุขุมคัมภีรภาพในการบริหารกิจการพระศาสนา ด้วยความมั่นคงในหลักการตามพระธรรมวินัยเป็นสำคัญนอกจากนั้นยังทรงอุปการกิจสาธารณูปการไว้เป็นอันมาก เช่น ทรงอุปถัมภ์โรงเรียนวัดราชบพิธสืบต่อจากเจ้าอาวาสยุคที่ 1, ทรงอุปถัมภ์การสร้างวัดมะขามใต้ (วัดชินวราราม) สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย จังหวัดปทุมธานี

นอกจากนั้น ทรงสร้างโรงเรียนวัดชินวราราม (เจริญผลวิทยาเวศม์) จังหวัดปทุมธานี เป็นต้นเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของคณะสงฆ์วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ที่จะมาทอดผ้าบังสุกุลอุทิศแด่หม่อมปุ่น ชมพูนุท ณ อยุธยา ณ มณฑปพระพุทธบาท และบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายเจ้าพระคุณ พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า ณ วัดชินวรารามวรวิหาร เป็นประจำทุกปี

ทั้งนี้ มีพระมงคลวโรปการ เจ้าอาวาสวัดชินวราราม วรวิหาร ที่ปรึกษาเจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี พระครูสมุห์วัชระ ภทฺทธมฺโม (พระครูต้น) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี นายกิตติพงศ์ ทองปุย ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดปทุมธานี พลตรีธวัชชัย ตั้งพิทักษ์กุล ผบ.มทบ.11 พล.ต.ต.ชยุต มารยาทตร์ ผบก.ภ.จว.ปทุมธานี นางกุลทรัพย์ ชื่นโกสุม นายกเหล่ากาชาดจังหวัดปทุมธานี นายจรูญศักดิ์ สิงหเดช รองผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี นายพิษณุ ประภาธนานันท์ นายอำเภอธัญบุรี พ.ต.อ. อเนก สระทองอยู่ รรท.ผกก.เมืองปทุมธานี นางสาวฐิต์ณัฐ สมบัติศิริ วัฒนธรรมจังหวัดปทุมธานี และหัวหน้าส่วนราชการ ประชาชนทุกหมู่เหล่าเฝ้ารับเสด็จ

นพ.รัศมี – คุณหญิงสมปอง วรรณิสสร : ศิษย์ต้นแบบหลวงพ่ออาจ อาสภเถระ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/640164

วันที่ 13 ธ.ค. 2563 เวลา 10:01 น.นพ.รัศมี - คุณหญิงสมปอง วรรณิสสร : ศิษย์ต้นแบบหลวงพ่ออาจ อาสภเถระโดย อุทัย มณี

*****************

นายแพทย์รัศมี คุณหญิงสมปอง วรรณิสสร ชื่อนี้ในสังคมไทยอาจไม่เป็นที่รู้จักมากนัก แต่ในวงการคณะสงฆ์ถือว่าเป็น “อนาถบิณฑิกเศรษฐีและนางวิสาขา” จุติลงมาเกิด เพราะทั้งสองท่านมีศรัทธามั่นคงในพระพุทธศาสนา สนับสนุนให้ทุนการศึกษาให้พระภิกษุ-สามเณรหลายสิบรูป บริจาคเงิน บริจาคทรัพย์ให้กับคณะสงฆ์มากมาย

โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้ง 2 แห่ง ทั้งมหาวิทยาลัยมหามกุฎราชวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยทั้งสองท่าน เหมือนกับยาทิพย์ชโลมใจ “ยามต้องการน้ำมันเดินเครื่องจักร”

ทั้งสองท่านรักและศรัทธาพระพุทธเจ้า เทิดทูนพระสงฆ์ ยิ่งกว่าชีวิต

ไม่มี นายแพทย์รัศมี คุณหญิงสมปอง วรรณิสสร มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยวังน้อยไม่เกิด ทั้งสองท่านยอมสละทรัพย์บริจาคที่ดินจำนวน 100 ไร่ สำหรับสร้างมหาวิทยาลัยเพื่อสร้าง “ศาสนทายาท” แก่วงการคณะสงฆ์

ตั้งแต่ปี 2542 เป็นต้นมา นายแพทย์รัศมี คุณหญิงสมปอง วรรณิสสร บริจาคเงินให้กับมหาวิทยาลัยสงฆ์แห่งนี้แล้วไม่ต่ำกว่า 594,000,000 ล้านบาท ย้ำ ห้าร้อยเก้าสี่ล้านบาท หากคนไม่รักและศรัทธา ไม่มีจิตใจที่เสียสละดังพระโพธิสัตว์กระทำเยี่ยงนี่มิได้

ทั้งหมดที่บริจาค มิใช่เพราะ พระธรรมปัญญาบดี นายกสภา,มิใช่เพราะ พระพรหมบัณฑิต อดีตอธิการบดี และมิใช่ เพราะ พระราชปริยัติกวี อธิการบดีรูปปัจจุบัน

แต่เพราะทั้งสองท่านศรัทธาต่อ หลวงพ่ออาจ อาสภเถร อดีตผู้ปฎิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช อดีตผู้อำนวยการใหญ่ฝ่ายวิปัสสนาธุระแห่งประเทศไทย

ศรัทธา..เพราะหลวงพ่ออาจ เป็นพระนักวิปัสสนา เป็นพระนักสู้เพื่อความยุติธรรม เป็นพระที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล  เป็นพระที่ยอมติดคุกเพื่ออุดมการณ์ในการปกป้องพระธรรมวินัยและพระพุทธศาสนา

วันที่ 8 ธันวาคม 2563 เป็นวันครบรอบชาตกาล 117 ปี สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสภเถร) นายแพทย์รัศมี คุณหญิงสมปอง วรรณิสสร  และ พระเทพประสิทธิมนต์ เจ้าอาวาสศรีสุดาราม ผู้ที่ชักชวนทั้งสองท่านให้มาร่วมสร้างมหาวิทยาลัยสงฆ์ ถือว่าฤกษ์ดีวันนี้ ประกอบพิธีเททองหล่อรูปเหมือนของหลวงพ่ออาจ อาสภเถร ณ หน้าอุโบสถกลางน้ำ วัดมหาจุฬาราชูทิศ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย หล่อเสร็จแล้วจะไปประดิษฐานรูปเหมือนของหลวงพ่ออาจเอาไว้ ณ อาคารวิปัสสนาธุระ ภายในมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ซึ่งอาคารหลังนี้นายแพทย์รัศมี คุณหญิงสมปอง วรรณิสสร  ก็ได้บริจาคสร้างเอาไว้เช่นเดียวกัน เพื่อให้อนุชนรุ่นหลัง คณาจารย์ นิสิต ได้สักการะบูชา และเพื่อเป็นอนุสาวรีย์รำลึกถึงคุณแห่งความดีของของท่านด้วย

ผู้เขียนสัมผัสกับคุณหญิงสมปอง วรรณิสร ทั้งแต่ยุคทำงานอยู่ช่อง 11 สัมผัสแบบผิวเผิน เฉกเช่นเดียวกันกับพระเทพประสิทธิมนต์ เจ้าอาวาสวัดศรีสุดาราม เมื่อพบเจอก็จะเข้าไปกราบและเข้าไปสวัสดี แนะนำตัวเอง ในฐานะพระเทพประสิทธิมนต์ เป็นผู้สร้างอาคารภายในวัดศรีสุดารามให้พวกเราได้เรียน ได้อยู่ แบบสุขสบาย ส่วนนายแพทย์รัศมี คุณหญิงสมปอง วรรณิสสร แนะนำในฐานะผู้สร้างคุณูประโยชน์ต่อการศึกษาสงฆ์ไทยอย่างมหาศาล คือ กราบไหว้ได้อย่างสบายใจ

ด้วยวัย 90 กว่า ๆ ทั้งสองท่านในวันประกอบพิธีเททองหล่อรูปเหมือนของหลวงพ่ออาจ อาสภเถร เห็นทั้งสองนักรถเข็น ท่ามกลางอากาศที่ร้อนอบอ้าว อดเป็นห่วงมิได้ ยืนดูอยู่ห่าง ๆ แต่เมื่อเห็นทั้งสองยิ้มแย้มแจ่มใจทักทายพูดคุยกับคณะสงฆ์และฆราวาส ผู้บริหารมหาจุฬา ฯ ก็อดปลาบปลื้มยินดีกับสิ่งที่ท่านทำลงไม่ได้..นี่แหละหนอโบราณว่าไว้..เมื่อสุขใจกายแม้จะทุกข์ร้อนเพียงใดก็เป็นเรื่องรองลงไป

ผู้เขียนทราบว่า นายแพทย์รัศมี คุณหญิงสมปอง วรรณิสสร ในวัยไม้ใกล้ฝั่งแบบนี้ อยากเห็นผู้บริหารและนิสิตมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้ความสำคัญกับวิปัสสนากัมมฐาน ตามรากฐานที่สมเด็จพระพุฒาจารย์ หรือหลวงพ่ออาจ อาสภเถร ผู้เป็นอาจารย์ของทั้งสองท่านวางแบบ วางรากฐานไว้ในสถาบันแห่งนี้ อยากให้สืบสานต่อยอดต่อไป อย่างเข้มข้น

ตอนนี้ก็อยู่ที่ ผู้บริหารมหาจุฬา ฯ แล้วว่า จะตอบสนองปณิธานของนายแพทย์รัศมี และ คุณหญิงสมปอง วรรณิสสร อย่างไร ในฐานะผู้มีบุญคุณอย่างใหญ่หลวงต่อสถาบันการศึกษาพุทธศาสนาแห่งนี้ ในฐานะผู้บริจาคทรัพย์สินเกือบ 600 ล้าน ให้กับมหาวิทยาลัยสงฆ์แห่งนี้ที่มีจำนวนพระนิสิตและนิสิตนานาชาติมากที่สุดในประเทศไทย มีวิทยาเขตและสถาบันสมทบมากที่สุดในโลก..

มมร.อนุมัติปริญญากิตติมศักดิ์ ‘สมเด็จพระพุฒาจารย์-เจ้าสัวธนินท์’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/639687

วันที่ 06 ธ.ค. 2563 เวลา 11:09 น.

กำลังโหลด

มมร.อนุมัติปริญญากิตติมศักดิ์'สมเด็จพระพุฒาจารย์-เจ้าสัวธนินท์' 

สภามหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ประกาศเกียรติคุณยกย่องผู้ทำคุณประโยชน์แก่พระศาสนา นักวิชาการ และผู้ทำคุณประโยชน์แก่สังคม จำนวน 13 รูป/คน

โดย สมาน สุดโต

*******************

พระราชปฏิภาณโกศล (สมคิด จินฺตามโย) อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย (มมร.) เปิดเผยว่า สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เสด็จมาทรงเป็นประธานในพิธีประทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ประจำปี 2563 ณ อาคารสุชีพ ปุญญานุภาพ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ต.ศาลายา อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม โดยพิธีประทานปริญญาบัตรประจำปี 2563 นี้ สภามหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย อนุมัติปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ จำนวน 13 รูป/คน ปริญญาดุษฎีบัณฑิต จำนวน 33 รูป/คน ปริญญามหาบัณฑิต จำนวน 131 รูป/คน และปริญญาบัณฑิต จำนวน 1,214 รูป/คน รวมทั้งสิ้น 1,391 รูป/คน

สำหรับ ปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สภามหาวิทยาลัยได้มีฉันทามติ ในการประชุมครั้งที่ 9/2563 เมื่อวันที่ 25 ก.ย.พ.ศ. 2563 โดยได้พิจารณาผู้ทำคุณประโยชน์แก่สังคม ประเทศชาติและพระพุทธศาสนา  จำนวน 13 รูป/คน ให้เข้ารับประทานปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ ดังนี้ 1. สมเด็จพระพุฒาจารย์ (สนิท ชวนปญฺโญ) ศาสนศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์  สาขาวิชาพุทธศาสตร์ 2.พระวิสุทธิวงศาจารย์ (วิเชียร อโนมคุโณ) ศาสนศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์  สาขาวิชาพุทธศาสตร์ 3. พระธรรมปัญญาบดี (พีร์ สุชาโต) ศาสนศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์  สาขาวิชาพุทธศาสตร์

มมร.อนุมัติปริญญากิตติมศักดิ์'สมเด็จพระพุฒาจารย์-เจ้าสัวธนินท์' 

4.พระพุทธิวงศมุนี (บำรุง ฐานุตฺตโร) ศาสนศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาพุทธศาสตร์ 5.พระธรรมเมธาจารย์ (อิ่ม อรินฺทโม) ศาสนศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาพุทธศาสตร์ 6.พระธรรมมงคลวุฒาจารย์ (บุญยนต์ ปุญฺญาคโม) ศาสนศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาพุทธศาสตร์  7.ศาสตราจารย์คนึง ฦาไชย รัฐศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาการปกครอง 8.ศาสตราจารย์กิตติคุณ อำไพ สุจริตกุล ปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาศึกษาศาสตร์

9.ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ รัฐศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาการปกครอง 10.ศาสตราจารย์ ดร.ศักดิ์ชัย สายสิงห์ ศาสนศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาพุทธศาสน์ศึกษา 11.นายธนินท์ เจียรวนนท์ ปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ 12.นายสด แดงเอียด ศาสนศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาพุทธศาสน์ศึกษา และ 13.นายพรชัย ศรีชัยยงพานิช ปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาสังคมสงเคราะห์ศาสตร์

มมร.อนุมัติปริญญากิตติมศักดิ์'สมเด็จพระพุฒาจารย์-เจ้าสัวธนินท์' 
มมร.อนุมัติปริญญากิตติมศักดิ์'สมเด็จพระพุฒาจารย์-เจ้าสัวธนินท์' 
มมร.อนุมัติปริญญากิตติมศักดิ์'สมเด็จพระพุฒาจารย์-เจ้าสัวธนินท์' 

เสน่ห์มหาจุฬา ฯ งานประสาทปริญญาประจำปี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/639686

วันที่ 06 ธ.ค. 2563 เวลา 10:56 น.เสน่ห์มหาจุฬา ฯ งานประสาทปริญญาประจำปีโดย อุทัย มณี

*****************

หลังจากเจอวิกฤติการณ์โควิด-19 กิจกรรมต่าง ๆ ที่ถูกกำหนดเอาไว้ถูกยกเลิกบ้าง เลื่อนบ้าง ไม่เว้นแม้กระทั้งงานประสาทปริญญาของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร)  ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยด้านพระพุทธศาสนาที่มีนิสิตมาเรียนทั้งพระและฆราวาสประมาณ 20,000 ท่าน นิสิตนานาชาติอีก 20 กว่าประเทศมากกว่า 1,200 ท่าน มีวิทยาเขตอีก 40 กว่าแห่ง สถาบันสมทบในต่างประเทศอีก 6 แห่ง มีคณาจารย์เจ้าหน้าที่ 3,680 ราย เปิดสอน 5 คณะ (รวมบัณฑิตวิทยาลัย) 105 สาขาวิชา มีวิทยาลัยพุทธศาสน์นานาชาติ มีวิทยาลัยพระธรรมทูต มีสถาบันวิจัยพุทธศาสตร์ มีสถาบันวิปัสสนา มีการเรียนการสอนทั้งศาสตร์สมัยใหม่และพระไตรปิฎก ตามพระราชปณิธานของผู้ก่อตั้งคือ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5

ปัจจุบัน มจร น่าจะเป็นมหาวิทยาลัยด้านพระพุทธศาสนาที่เข้มแข็งที่สุด มีจำนวนพระสงฆ์เรียนมากที่สุดและมีนิสิตนานาชาติในประเทศไทยมากที่สุด ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายของ มจร ที่ต้องการให้มหาวิทยาลัยสงฆ์แห่งนี้สู่การเป็น “มหาวิทยาลัยพุทธศาสนาระดับโลก”

สำหรับปีนี้งานรับปริญญาจะมีขึ้น  ระหว่างวันที่ 12 -13 ธันวาคม 2563 นี้ มีผู้รับปริญญาทั้งพระและฆราวาสจำนวน 3,482 ท่าน ผู้เขียนในฐานะศิษย์เก่า คงไม่พลาดต้องไปดูบรรยากาศดังเช่นทุกปี

ผู้เขียนเคยไปร่วมงานรับปริญญาตามสถาบันต่าง ๆ มาเป็นจำนวนมาก ที่ มจร ไม่เหมือนที่อื่น

@ ที่นี่ ทุกปีมีคนจำนวนคนมาร่วมงานหลายหมื่นคน

@ ที่นี้ เป็นแหล่งรวมของนิสิตนานาชาติและกลุ่มชาติพันธุ์ไม่ต่ำกว่า 30 ชาติพันธุ์

@ ที่นี้มีคนมาร่วมงานจำนวนมาก เพราะนิสิตบางรูปเป็นเจ้าอาวาส บางรูปเป็นเจ้าคณะอำเภอ บางรูปพระภิกษุที่มารับกิตติมศักดิ์ เป็นเจ้าคณะจังหวัด คนติดตามก็หลายร้อยคน รถบัสจำนวนนับสิบคัน

@ ที่นี้มีซุ้มแสดงนิทรรศกาลทั้งของวิทยาเขต ของนิสิตนานาชาติ ของหลักสูตรต่าง ๆ นับ 100 ซุ้ม แต่และซุ้มต่างก็ประชันตบแต่งซุ้มที่สื่อถึงวัฒนธรรมประเพณีท้องถิ่นของตนเอง เช่น กัมพูชา ลาว พม่า มอญ ยะไข ไทใหญ่

อันนี้ไม่นับรวมซุ้มขายของที่ระลึกอีกหลายสิบร้าน โรงทานฟรีที่เคยเจอของมูลนิธิร่วมกตัญญูบ้างของแม่ชีทศพร จากวัดพิชยญาติการามบ้าง ส่วนร้านที่เสียงเงินมีนับร้อยร้าน

ทั้งหมดคือจุดเด่นและเสน่ห์ของความเป็นมหาวิทยาลัยสงฆ์แห่งนี้

เสียดาย..ปีนี้ผู้รับที่เป็นบรรดากิตติมศักดิ์ มาร่วมงานไม่ได้ เนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 ยกไปปีหน้าหรือหากสถานการณ์โควิด-19 ลดเบาลง ผู้รับจะเดินทางมารับเองหรือจะเชิญผู้บริหาร มจร ไปมอบก็ว่ากันไปเป็นราย ๆ

และเสียดาย..ปีนี้เนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 และงานแบบนี้จำนวนคนก็มากสมเด็จพระสังฆราช ประมุขสงฆ์ไทย มิได้เสร็จมา แต่ทรงมอบให้สมเด็จพระวันรัต และสมเด็จพระมหาธีราจารย์ มาปฎิบัติหน้าที่แทน

นอกจากนี้ เนื่องจากตอนนี้เราอยู่ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 มจร จึงเข้มงวดเรื่องการป้องกันโควิด-19 ทั้งวันซ้อมรับปริญญา ในวันที่ 10 -11  ธันวาคม และวันรับจริงวันที่ 12 – 13 ธันวาคม พ.ศ.2563 ให้ใส่แมสทุกท่าน และบัณฑิตทุกระดับต้องเข้าร่วมการซ้อม จึงสามารถเข้ารับประทานปริญญาบัตรในวันรับจริงได้

ผู้เขียนในฐานะศิษย์เก่าสถาบันการศึกษาแห่งนี้ขอแสดงความยินดีกับผู้สำเร็จการศึกษาทุกท่าน รวมทั้งผู้ที่ได้รับกิตติมศักดิ์ทั้งหลายด้วย

มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ถือว่าเป็นมหาวิทยาลัยสงฆ์ด้านพระพุทธศาสนาที่มีศิษย์เก่าตอนนี้น่าจะครอบคลุมในวงการพระสงฆ์ตั้งแต่ระดับมหาเถรสมาคม ลงมาจนถึงเจ้าอาวาสแล้ว ถือว่าเป็นสถาบันการศึกษาสงฆ์ที่หล่อเลี้ยงกล่อมเกลาวิธีคิด วิสัยทัศน์ และวิธีทำงานในวงการสงฆ์ทุกระดับชั้น รวมทั้งหล่อหลอมศาสตร์ในพระไตรปิฎกประยุกต์เข้ากับศาสตร์สมัยใหม่ให้กับคณะสงฆ์ได้อย่างลงตัว และที่สำคัญศิษย์เก่า มจร มีบทบาทไม่น้อยในการสร้างความเจริญและความมั่นคงให้กับพระพุทธศาสนาในประเทศไทย

ที่พึ่งสุดท้ายของ..คณะสงฆ์ ??? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/639115

วันที่ 29 พ.ย. 2563 เวลา 10:20 น.ที่พึ่งสุดท้ายของ..คณะสงฆ์ ???โดย อุทัย มณี

********************

หลังจากเดินสายไปรับฟังสถานการณ์คณะสงฆ์ในยุคปัจจุบันแล้ว ยอมรับเลยว่าเหนื่อยใจ หดหู่ใจ สังเวชใจสงสารองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่มีผู้ใช้ “ผ้ากาสาวพัสตร์” ของพระองค์ชิงดีชิงเด่น ชิงอำนาจ ชิงตำแหน่ง “พี่ทำลายน้อง น้องทำลายพี่ เพื่อนฆ่าเพื่อน” ทำลายพระธรรมวินัยที่พระองค์วางเอาไว้เมื่อ 2 พันกว่าปีมาแล้วอย่างย่อยยับ

ยิ่งรู้เบื้องลึกเบื้องหลังการจับกุมอดีตกรรมการมหาเถรสมาคมและพระลูกวัดอีกหลายรูป ที่มีคุณค่าต่อความเจริญเติบโตและความรุ่งเรืองพระพุทธศาสนาในประเทศไทย เวลาเจอกลุ่มก๊วนผู้ก่อเหตุเหล่านี้แล้ว จิตผู้เขียนมีแต่ “อกุศล” หากไม่ติดผ้าเหลืองคลุมกาย คิดถึงความชั่วร้ายของพระคุณเจ้าบางรูปแล้ว “กราบไหว้ไม่ลงจริง ๆ”

ฟัง..กรรมการมหาเถรสมาคมบางรูป ฟังพระผู้ใหญ่บางท่าน พูดถึงสถานการณ์ในสังคมสงฆ์ ฟังกลุ่มยุวสงฆ์ในมหาวิทยาลัยสงฆ์เล่าสิ่งที่พวกเขาอยากเห็น อยากให้เป็นไป ฟังนักการเมือง นักวิชาการที่สนใจเรื่องในสังคมสงฆ์ ยิ่งหาทางออกไม่เจอ

ฟัง…บรรยากาศการประชุมมหาเถรสมาคมจากกรรมการมหาเถรสมาคมบางรูปแล้วทุกเรื่องที่เป็น “มติของมหาเถรสมาคม” แล้ว กรรมการมหาเถรสมาคมบางรูปถึงกับเปรยว่า “สงสารสมเด็จพระสังฆราช”

ฟัง….เรื่องลึกลับเบื้องลึกเบื้องหลังการตั้ง 5 เสือหรือคณะผู้ช่วยสนองงานในสมเด็จพระสังฆราช ยิ่งรู้ว่า “อำนาจฝ่ายนอกสังคมสงฆ์”กำลังจับตาและเข้ามาพยุงสถานการณ์ได้อยู่มิใช่น้อย

ฟัง…กรณีเจ้าคณะประกอบอดีตพระราชมงคลดิลก มือขวาสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ เลขานุการสมเด็จพระสังฆราช ผู้มีอนาคตไกล  สึกแบบเงียบ ๆ  แบบสังคมสงฆ์งงงวย ยิ่งหดหู่ใจ

ยิ่งฟัง…อำนาจนอกมหาเถรสมาคมที่เป็นโซ่ข้อกลางแล้ว…ไม่แปลกใจต่อข้อเรียกร้องของกลุ่มยุวสงฆ์ปลดแอก หรือคณะปฎิสังขรณ์การพระศาสนาใหม่เลยที่เรียกร้อยให้แยกอำนาจรัฐออกจากคณะสงฆ์,หยุดใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือทางการเมือง

ทุกอย่างมี “เชื้อและมูล” ประเภท “ไม่มีมูลฝอยหมาไม่ขี้”

ยิ่งดูบทบาทของฝ่ายการเมืองที่เรียกเจ้าคณะภาค 1 เรียกพระเถระ เข้าไปให้ข้อมูล ชี้แจง ความเป็น “สมณเพศ” นับวันยิ่งถอยห่างจาก “พระธรรมวินัย” ที่เป็นที่พึ่งของคณะสงฆ์และที่เรียกศรัทธาจากพุทธบริษัท ลงไปเรื่อย ๆ

# ทั้งหมดที่ฝ่ายการเมืองเขาทำได้ เพราะเราไปอิงกับ รัฐ ไปอิงกับงบประมาณของรัฐ ใช่หรือไม่ ??

# ทั้งหมดทั้งมวลที่ฝ่ายการเมืองเขาทำได้..เพราะคณะสงฆ์เราอ่อนแอใช่หรือไม่??

#ทั้งหมดทั้งมวลที่คณะสงฆ์กำลังขาดความน่าเชื่ออยู่ตอนนี้เพราะเราห่างจากพระธรรมวินัยใช่หรือไม่??

# ทั้งหมดทั้งมวลที่คณะสงฆ์กำลังเผชิญอยู่กับวิกฤติศรัทธาเพราะเราทำตัวห่างจากชุมชนใช่หรือไม่??

# ทั้งหมดทั้งมวลที่คณะสงฆ์กำลังเผชิญถูกสังคมว่ากล่าวอยู่ตอนนี้เพราะเรามีพฤติกรรมเยี่ยงฆราวาส ใช่หรือไม่ ??

# ทั้งหมดทั้งมวลที่คณะสงฆ์ประสบอยู่ตอนนี้เพราะเราไปทอดทิ้ง ไม่ใส่ใจ ธุระ 2 ประการที่พระภิกษุพึงปฎิบัติใช่หรือไม่ ??

การอบกู้วิกฤติศรัทธาและที่พึ่งสุดท้ายของคณะสงฆ์ ตอนนี้มีทางออกและเหลืออะไรบ้างครับ…

ส่องการเคลื่อนไหวของยุวสงฆ์ “ยุคแรก” ย้อนมองม็อบยุวสงฆ์ “ยุคปัจจุบัน” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/638613

วันที่ 22 พ.ย. 2563 เวลา 11:57 น.ส่องการเคลื่อนไหวของยุวสงฆ์"ยุคแรก"ย้อนมองม็อบยุวสงฆ์ "ยุคปัจจุบัน"โดย อุทัย มณี   

****************

การปรากฎการณ์ของกลุ่ม “คณะปฎิสังขรณ์การพระศาสนา” หรือกลุ่มยุวสงฆ์ปลดแอก มิใช่ปรากฎการณ์การใหม่ในสังคมไทยและสังคมสงฆ์ เหตุการณ์แบบนี้เคยเกิดขึ้นแล้วเมื่อปีพุทธศักราช 2477 มีกลุ่มยุวสงฆ์ฝ่ายมหานิกายประมาณ 300 รูปจากวัดต่าง ๆ ในเขตพระนครและธนบุรี เช่นวัด พระเชตุพน ฯ วัดอรุณ วัดสุทัศน์ฯ นัดประชุมกันที่บ้านคหบดีเขตบางรักชื่อบ้าน “ภัทรวิธม” และเรียกกลุ่มตนเองว่า “คณะปฎิสังขรณ์การพระศาสนา”

คณะปฎิสังขรณ์การพระศาสนา กลุ่มนี้มีความเห็นร่วมกันในการปฎิรูปการปกครองคณะสงฆ์ให้เสมอภาคตามแนวประชาธิปไตยโดยมีวัตถุประสงค์ 3 ประการ คือเนื่องจากการปกครองคณะสงฆ์ให้ความเสมอภาคแก่คณะสงฆ์ไม่เท่าเทียมกัน กล่าวคือ เจ้าคณะธรรมยุตปกครองคณะสงฆ์มหานิกายได้ แต่เจ้าคณะมหานิกายปครองคณะสงฆ์ธรรมยุตไม่ได้ จึงขอให้รัฐบาลและมหาเถรสมาคมแก้ไขเปลี่ยนแปลงพระราชบัญญัติการปกครองคณะสงฆ์ ร.ศ.121 ให้มีการบริหารด้วยสิทธิเสมอกัน

เพื่อให้มีการร่วมสมานสังวาสในระหว่างคณะสงฆ์ฝ่ายมหานิกายและธรรมยุติกนิกาย อาทิ ให้มีการร่วมอุโบสถสังฆกรรมด้วยกันได้ตำแหน่งหน้าที่ทั้งในการศึกษาและปกครอง หรืออำนาจสูงสุดในการปกครองสังฆมณฑลพระภิกษุในสิทธิมหานิกาย ต้องมีสิทธิในตำแหน่งนั่นด้วย

เมื่อมองจากการเคลื่อนไหวทั้ง 3 ประเด็นนี้แล้ว ต้นตอล้วนเกิดจากพระราชบัญญัติการปกครองคณะสงฆ์ ร.ศ.121 แทบทั้งสิ้นที่ฝ่ายพระมหานิกายมองว่า คณะสงฆ์ธรรมยุติกนิกายเอาเปรียบฝ่ายมหานิกายซึ่งมีประชากรสงฆ์มากกว่า โดยเฉพาะตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช ที่มีการวางสืบทอดกันเป็นช่วง ๆ มิให้ฝ่ายมหานิกายได้ขึ้นมาครอง

การเคลื่อนไหวของคณะปฎิสังขรณ์การพระศาสนาเมื่อปี 2477 รัฐบาลให้การสนับสนุนการเคลื่อนไหวและจัดการแก้ไขพระราชบัญญัติการปกครองคณะสงฆ์ร.ศ.121 จึงเป็นที่มาของ พ.ร.บ.การปกครองคณะสงฆ์ พ.ศ. 2484 เมื่อเราศึกษาเนื้อหาของ พ.ร.บ. การปกครองคณสงฆ์ ร.ศ. 121 พอสรุปได้สังเขปว่า พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้ง ถอดถอน สมณศักดิ์ และตำแหน่งบริหารตั้งแต่ระดับพระราชาคณะจังหวัดขึ้นไปมหาเถรสมาคมปกครองและบริการกิจการคณะสงฆ์สนองพระปรมาภิไธยขององค์พระมหากษัตริย์หน่วยงานของรัฐ

โดยเฉพาะกระทรวงธรรมการ ควบคุม วางระเบียบเกี่ยวกับการบริหารทรัพย์สินของวัดและศาสนสมบัติทั้งปวง กระทรวงมหาดไทยดูแลการตั้งวัดและศาสนาสถาน เป็นต้น มีบทลงโทษพระภิกษุสงฆ์ เช่น พระภิกษุที่ประพฤติล่วงละเมิดพระธรรมวินัยเป็นอาจิณ ไม่สังกัดอยู่ในวัดใดวัดหนึ่ง หรือไม่มีวัดที่อยู่เป็นหลักแหล่ง ให้พระภิกษุรูปนั่นสละสมณเพศตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนด

ปัจจุบันกลุ่มยุวสงฆ์ปลดแอกหรือคณะปฎิสังขรณ์การพระศาสนาใหม่เรียกร้อง 2 ประเด็นหลัก คือเพื่อทุกศาสนา

– แยกศาสนาออกจากรัฐ

– หยุดใช้ศาสนาเป็นเครืองมือ “สร้างความแตกแยก”

– หยุดใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือ “โฆษณาชวนเชื่อ”2. เพื่อพุทธศาสนา

– ปฎิรูปโครงสร้างอำนาจสงฆ์และร่าง พ.ร.บ.คณะสงฆ์ใหม่ให้สอดคล้องกับพระธรรมวินัย

– สิทธิพลเมืองของพระภิกษุ

-สามเณรตามวิถีประชาธิปไตย

ประเด็นข้อเรียกร้องของคณะปฎิสังขรณ์การพระศาสนาใหม่ มีลักษณ์คล้ายคลึงกับข้อเรียกร้องของคณะปฎิสังขรณ์การพระศาสนาเมื่อปี 2477 เพียงแต่กลุ่มคณะปฎิสังขรณ์การพระศาสนาเมื่อปี 2477 รัฐบาลสนับสนุน…ปัจจุบันรัฐบาลตามบี้ ทั้งหมดล้วนบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ และเป็นที่น่าสังเกตการเคลื่อนไหวของกลุ่มยุวสงฆ์ล้วนเกิดจากคณะสงฆ์ฝ่ายมหานิกาย

พ.ส.ล.เปิดหมู่บ้านรักษาศีล 5 ช่วยสร้างความสงบสันติและสมานฉันท์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/638163

วันที่ 16 พ.ย. 2563 เวลา 21:23 น.พ.ส.ล.เปิดหมู่บ้านรักษาศีล 5 ช่วยสร้างความสงบสันติและสมานฉันท์โดย สมาน สุดโต

****************

องค์การพุทธศาสนิกสัมพัน์แห่งโลก (พ.ส.ล) ส่งเสริมหมู่บ้านรักษาศีล 5 โดยนิมนต์พระพรหมเสนาบดี ประธานที่ปรึกษาโครงการหมู่บ้านรักษาศีล ู5 กรรมการมหาเถรสมาคม และเจ้าอวาสวัดปทมคงคา เป็นประธานเปิดและเจิมป้ายหมู่บ้านรักษาศีล 5 ที่สำนักงาน พ.ส.ล.ท่ามกลาง กรรมการ สมาชิก พ.ส.ล.และคณะนักเรียน โรงเรียนวิถีพุทธ บางปะกอกวิทยาคมร่วมพิธีจำนวนมาก

นายพัลลภ ไทยอารี รองประธานและเลขาธิการ พ.ส.ล.กล่าวถึงการส่งเสริมโครงการหมู่บ้านรักษาศีล 5 ว่า โครงการนี้ช่วยสร้างความสงบ สันติ และความสมานฉันท์ ให้แก่สังคมและประเทศชาติได้ดีมาก

พระพรหมเสนาบดี กรรมการมหาเถรสมาคม กล่าวอนุโมทนาว่า โครงการนี้เกิดขึ้น เมื่อ พ.ศ.?2557  โดยหัวหน้าคณะคสช.ขอความอนุเคราะห์จากมหาเถรสมาคมเพื่อให้บ้านเมืองสงบสุข และมีความสามัคคี สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง) เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ในขณะนั้นจึงจัดโครงการนี้ขึ้น

ปัจจุบันโครงการนี้ขยายไปทุกพื้นที่เกือบทั่วประเทศ น่าชื่นชม โรงเรียนบางปะกอกวิทยาคม ที่ส่งเสริมนักเรียนให้เรียนและสอบธรรมศึกษา ซึ่งสามารถสอบธรรมศึกษาเอกชั้นสูงสุดได้ 100%  และทราบว่าทุกวันพฤหัสบดี นักเรียนแต่งกายชุดขาวแสดงสัญลักษณ์ถึงการรักษาศีล 5 อย่างชัดเจน ซึ่งอานิสงส์การรักษาศีล 5 นอกจากทำให้การดำเนินชีวิตเป็นไปตามปรกติแล้ว ยังมีอานิสงส์ให้ชีวิชิตเข้าสู่ความสุข สงบ เพียบพร้อมด้วยโภคทรัพย์และเข้าถึงพระนิพพาน

มท.ถวายผ้าพระกฐินพระราชทานวัดเศวตฉัตร วรวิหาร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/636893

วันที่ 30 ต.ค. 2563 เวลา 20:52 น.มท.ถวายผ้าพระกฐินพระราชทานวัดเศวตฉัตร วรวิหารมท.1 นำคณะผู้บริหารร่วมพิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทานของกระทรวงมหาดไทย ประจำปี 2563

เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทานของกระทรวงมหาดไทย ประจำปี 2563  โดยมี นายฉัตรชัย พรหมเลิศ ปลัดกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยคณะผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงมหาดไทย ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ จากหน่วยงานในสังกัดกระทรวงมหาดไทย ตลอดจนบริษัท ห้างร้าน และประชาชนผู้มีจิตศรัทธา เข้าร่วมในพิธีฯ  ที่พระอุโบสถ วัดเศวตฉัตร วรวิหาร เขตคลองสาน

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานผ้าพระกฐินให้กระทรวงมหาดไทยนำมาถวายพระสงฆ์จำพรรษาถ้วนไตรมาส ณ วัดเศวตฉัตร วรวิหาร เขตคลองสาน กรุงเทพมหานคร เพื่อเป็นการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา โดยพิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทานในวันนี้ ประกอบด้วย พิธีถวายเครื่องบริวารพระกฐินพระราชทาน ได้แก่ บาตร เครื่องอัฐบริขาร ตาลปัตรฯ และเครื่องไทยธรรม แด่พระสงฆ์รูปที่ครองผ้า และถวายปัจจัยที่ผู้มีจิตศรัทธา ร่วมโดยเสด็จพระราชกุศลแด่เจ้าอาวาสเพื่อถวายแด่พระภิกษุ สามเณร เพื่อนำไปบูรณปฏิสังขรณ์พระอาราม หรือทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา และสนับสนุนกิจกรรมต่างๆ ของวัด โดยมียอดเงินที่ถวายผ้าพระกฐินพระราชทานถวายเป็นพระราชกุศล เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 5,317,839 บาท พร้อมทั้งมอบเงินให้โรงเรียนวัดเศวตฉัตรเพื่อเป็นทุนบำรุงการศึกษาแก่นักเรียน 

สำหรับ วัดเศวตฉัตร วรวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร ตั้งอยู่ในเขตคลองสาน กรุงเทพมหานคร เดิมชื่อ วัดบางลำพูล่าง สันนิษฐานว่าก่อสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ซึ่งต่อมาได้รับการบูรณะโดยพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นสุรินทรรักษ์ พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ต้นราชสกุลฉัตรกุล ในช่วงปี พ.ศ. 2359–2373 ต่อมาได้รับการปฏิสังขรณ์โดยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งต่อมาพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานชื่อวัดใหม่ว่า วัดเศวตฉัตร โดยกรมศิลปากรได้ประกาศกำหนดให้วัดเศวตฉัตร วรวิหาร ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานของชาติ ตามประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 94 ตอนที่ 75 วันที่ 16 สิงหาคม 2520

How to ดูแลผิวสวยไม่กลัวผิวเสีย พร้อมวิธีรับมือฝุ่น PM 2.5 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/642424

วันที่ 11 ม.ค. 2564 เวลา 09:15 น.How to ดูแลผิวสวยไม่กลัวผิวเสีย พร้อมวิธีรับมือฝุ่น PM 2.5แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังและความงาม แนะเคล็ด (ไม่) ลับการดูแลผิวสวยอย่างไม่กลัวผิวเสีย พร้อมวิธีรับมือกับฝุ่น PM 2.5

มลพิษที่ลอยในอากาศ (Airborne particulate matter pollution) อย่าง PM 2.5 (Particulate Matter) หรือฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน เป็นสิ่งที่เราต้องเผชิญในชีวิตประจำวันซึ่งมิอาจหลีกเลี่ยงได้ และส่งผลเสียต่อระบบทางเดินหายใจ และสุขภาพผิวโดยตรง โดยฝุ่น PM 2.5 จะไปทำปฏิกิริยาออกซิเดชั่น (Oxidation) กับชั้นฟิล์มไขมันเคลือบผิว (Sebum) ที่ทำหน้าเสมือนเกราะปกป้องผิวให้เกินการระคายเคือง อักเสบ อุดตัน นำมาซึ่งปัญหาผิว อาทิ สิว ริ้วรอย รวมถึงความหมองคล้ำ แบรนด์ผลิตภัณฑ์เพื่อการดูแลสุขภาพผิวและเส้นผม ธัญ (THANN) คำนึงถึงปัญหาผิวพรรณที่เกิดจากการเผชิญกับมลภาวะฝุ่นละอองในปัจจุบัน จึงได้เชิญแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังและความงาม แพทย์หญิงกนกวรรณ เศรษฐพงศ์วนิช จัดกิจกรรมแนะเคล็ด (ไม่) ลับ ‘ดูแลผิวสวยอย่างไม่กลัวผิวเสีย พร้อมวิธีรับมือกับฝุ่น PM 2.5’ 

สาเหตุของปัญหาผิวพรรณ

ปัญหาผิวพรรณของเรานั้นมีสาเหตุเกิดขึ้นได้จาก 2 ปัจจัยก็คือปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอก ซึ่งปัจจัยภายในจะเกี่ยวข้องกับระบบของร่างกายเรา เช่น การรับประทานอาหาร ระบบขับถ่าย การพักผ่อน อารมณ์ และความเครียด ส่วนปัจจัยภายนอกที่คอยทำร้ายผิวสามารถแบ่งได้ 5 สาเหตุ ประกอบด้วย การดื่มแอลกอฮอล์ การสูบบุหรี่ การอาบน้ำร้อน แสงแดด และมลพิษทางอากาศ

แสงแดดและมลพิษทางอากาศถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำร้ายผิวได้รุนแรงกว่าเมื่อเทียบกับสาเหตุอื่นๆ ปัจจุบันโลกของเรามีแนวโน้มที่จะเผชิญกับปัญหามลพิษทางอากาศมากขึ้น ยิ่งในช่วงนี้ประเทศไทยของเรากำลังประสบปัญหาเรื่องฝุ่น PM 2.5 เกินค่ามาตรฐาน เนื่องจากฝุ่น PM 2.5 นั้นมีขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน ซึ่งเล็กกว่ารูขุมขนคนเราถึง 20 เท่า จึงสามารถแทรกซึมเข้าสู่รูขุมขนได้ง่าย และส่งผลกระทบกับผิวหนังโดยตรงขึ้นอยู่กับระดับความเข้มข้น ซึ่งระยะเวลาการสัมผัสกับฝุ่น PM 2.5 สามารถแบ่งออกเป็น 2 ระยะ คือ

  • ระยะเฉียบพลัน ก่อให้เกิดอาการอักเสบ ระคายเคืองของผิว ทำให้ผิวเสียสมดุลความชุ่มชื้น เนื่องจาก PM 2.5 สามารถทำลายเซลล์ผิวชั้นนอก หรือชั้นหนังกำพร้า (Epidermis) และทำลายโปรตีนฟิลแลกกริน (Filaggrin) ที่มีหน้าที่ป้องกันผิวหนัง (epidermal barrier protein)
  • ระยะเรื้อรัง เกิดจากการสัมผัสฝุ่น PM 2.5 เป็นระยะเวลานาน โดยฝุ่น PM 2.5 จะไปกระตุ้นให้เกิดอนุมูลอิสระรบกวนการทำงานของเซลล์ผิว ทำให้ผิวเสื่อมเร็วกว่าปกติ ทำลายคอลลาเจน ทำให้ผิวเหี่ยวย่น เกิดริ้วรอย กระตุ้นให้ผิวผลิตเม็ดสีสาเหตุของการเกิดฝ้า กระ และจุดด่างดำ

เคล็ดลับในการป้องกันและการดูแลผิว

ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับฝุ่น PM 2.5 ให้มากที่สุด หรือสัมผัสให้น้อยที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ โดยเฉพาะในผู้ที่มีภูมิต้านทานของผิวหนังน้อยหรือผู้ที่เป็นโรคผิวหนังอยู่แล้ว จะยิ่งต้องดูแลและป้องกันตัวเองให้มากเป็นพิเศษ ด้วยการสวมใส่เสื้อผ้าแขนยาว ขายาว หมวก แว่นตา เพื่อปกปิดไม่ให้ผิวเราสัมผัสกับอนุภาคฝุ่น PM 2.5 ใส่หน้ากากป้องกันฝุ่นอีกขั้น

การดูแลผิวเมื่อกลับถึงบ้าน ควรรีบอาบน้ำชำระล้างผิวให้สะอาด ควรฟื้นฟูสภาพผิวด้วยผลิตภัณฑ์ดีท็อกซ์ผิวสัปดาห์ละครั้ง โดยเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีคุณสมบัติเป็นสารแอนตี้ออกซิแด้นท์ที่มีส่วนผสมของวิตามินซี วิตามินอี ประกอบด้วย จะช่วยเสริมให้สุขภาพผิวแข็งแรงขึ้น นอกจากนี้ควรสครับผิวเพื่อกระตุ้นกระบวนการผลัดเปลี่ยนเซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพสัปดาห์ละครั้ง แนะนำให้เลือกแบบที่เป็นสูตรอ่อนโยน ไม่ก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อผิว

การบำรุง สิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้ คือการเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวด้วยมอยเจอร์ไรซิ่งครีม และเสริมเกราะป้องกันให้กับผิว ด้วยการใช้ผลิตภัณฑ์ปกป้องผิวจากแสงแดด ซึ่งทำหน้าที่เสมือนเป็นฟิล์มบางๆ เคลือบผิวกันไม่ฝุ่นสัมผัสกับผิวได้โดยตรง ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่ไม่ทิ้งความมันส่วนเกิน ไม่อุดตันรูขุมขน และมีส่วนผสมของสารสกัดธรรมชาติ รวมถึงควรทำให้ร่างกายแข็งแรง เพื่อเพิ่มภูมิต้านทานต่อมลภาวะ เพราะเมื่อร่างกายเราอ่อนแอ เวลาที่ได้รับเชื้อโรคหรือฝุ่นเข้ามาก็จะทำให้เจ็บป่วยได้ง่าย นอกจากนี้การเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ทั้งผัก ผลไม้ รวมถึงงดการทำกิจกรรมหรือออกกำลังกายกลางแจ้ง โดยสามารถปรับเปลี่ยนมาออกกำลังในร่มแทน นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ และควรดื่มน้ำสะอาดในระหว่างวันให้มากๆ