วันที่ 10 มิ.ย. 2563 ข่าวบันเทิง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/ent

วงการบันเทิงเศร้า! ตั้ว ศรัณยู เสียชีวิตในวัย 59 ปี หลังป่วยมะเร็งตับ

วงการบันเทิงเศร้า! ตั้ว ศรัณยู เสียชีวิตในวัย 59 ปี หลังป่วยมะเร็งตับ

ตั้ว ศรัณยู วงษ์กระจ่าง เสียชีวิตในวัย 59 ปี ด้านภรรยา เปิ้ล หัทยา โพสต์ข้อความเศร้า อยากให้เวลาเดินช้า ๆวันที่ 10 มิ.ย. 2563 เวลา 21:15 น. | ข่าวบันเทิง

ชมพู่ อารยา กับชุดเดรสส้มหยุดสุดปัง ขอจัดเต็มหลังคลายล็อคดาวน์

ชมพู่ อารยา กับชุดเดรสส้มหยุดสุดปัง ขอจัดเต็มหลังคลายล็อคดาวน์

สวยแบบไม่มีอะไรกั้น! ชมพู่ อารยา กับชุดเดรสส้มหยุดพร็อพแน่นมาก ขอจัดเต็มหลังคลายล็อคดาวน์วันที่ 10 มิ.ย. 2563 เวลา 17:33 น. | ข่าวบันเทิง

ไอซ์ พาริส เผยภาพคุณแม่วัยสาว ทำเอาแฟนคลับตะลึง..สวยเป๊ะระดับนางเอก

ไอซ์ พาริส เผยภาพคุณแม่วัยสาว ทำเอาแฟนคลับตะลึง..สวยเป๊ะระดับนางเอก

ไอซ์ พาริส โพสต์ภาพย้อนวันวานอวยพรวันเกิดคุณแม่ ทำเอาแฟนคลับตะลึง..สวยเป๊ะระดับนางเอกเลยทีเดียววันที่ 10 มิ.ย. 2563 เวลา 16:16 น. | ข่าวบันเทิง

ตั๊ก บงกช สวมชุดว่ายน้ำอวดหุ่นเป๊ะทุกสัดส่วน ถ่ายภาพโดย น้องข้าวหอม

ตั๊ก บงกช สวมชุดว่ายน้ำอวดหุ่นเป๊ะทุกสัดส่วน ถ่ายภาพโดย น้องข้าวหอม

ตั๊ก บงกช สวยเผ็ด! สวมชุดว่ายน้ำอวดหุ่นเป๊ะทวงบัลลังก์แซ่บ ถ่ายภาพโดย น้องข้าวหอมวันที่ 10 มิ.ย. 2563 เวลา 15:15 น. | ข่าวบันเทิง

แมท ภีรนีย์ ขี่คอ สงกรานต์ สวีทหวานริมทะเล จัดให้โดยชาวเน็ต

แมท ภีรนีย์ ขี่คอ สงกรานต์ สวีทหวานริมทะเล จัดให้โดยชาวเน็ต

แมท ภีรนีย์ กำลังขี่คอหนุ่ม สงกรานต์ เตชะณรงค์ ภาพสวีทหวานครั้งนี้ชาวเน็ตจัดให้วันที่ 10 มิ.ย. 2563 เวลา 13:13 น. | ข่าวบันเทิง

ลิซ่า Blackpink ปล่อยภาพเซ็ตล่าสุด อวดลุคสวยน่ารักเหมือนตุ๊กตา

ลิซ่า Blackpink ปล่อยภาพเซ็ตล่าสุด อวดลุคสวยน่ารักเหมือนตุ๊กตา

ลิซ่า Blackpink สวยน่ารักเหมือนตุ๊กตา โชว์ลีลาเต้นสุดปังร่วมกับเด็กฝึกในรายการ Youth with you ซีซั่น 2วันที่ 10 มิ.ย. 2563 เวลา 12:03 น. | ข่าวบันเทิง

แม่ลูกตัวติดหนึบ! น้องเดมี่ เกาะหลัง ลิเดีย เข้าครัวทำคุกกี้ (คลิป)

แม่ลูกตัวติดหนึบ! น้องเดมี่ เกาะหลัง ลิเดีย เข้าครัวทำคุกกี้ (คลิป)

ลิเดีย เผยคลิปกระเตงลูกสาว น้องเดมี่ เกาะหลังเข้าครัวทำคุกกี้ งานนี้ไม่รู้ว่าใครติดใครกันแน่วันที่ 10 มิ.ย. 2563 เวลา 11:38 น. | ข่าวบันเทิง

อั้ม พัชราภา ทำสระว่ายน้ำใหม่สุดอลังการ ติดสัญลักษณ์ตัว A กลางสระ

อั้ม พัชราภา ทำสระว่ายน้ำใหม่สุดอลังการ ติดสัญลักษณ์ตัว A กลางสระ

อลังการงานสร้าง! อั้ม พัชราภา เผยสระว่ายน้ำใหม่ใกล้เสร็จ พร้อมติดสัญลักษณ์ตัว A สวยเด่นกลางสระวันที่ 10 มิ.ย. 2563 เวลา 11:05 น. | ข่าวบันเทิง

พระชัยวัฒน์ ร.ศ.118 หลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้ว นครปฐม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/625996

วันที่ 14 มิ.ย. 2563 เวลา 19:35 น.พระชัยวัฒน์ ร.ศ.118 หลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้ว นครปฐมโดย…อาจารย์ชวินทร์ chavintapoti@gmail.com  

*******************************

วันนี้มาชม หลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้ว นครปฐมกันครับ มีพุทธลักษณะสูงโปร่งกว่าพิมพ์อื่น พระเกศตุ้ม เม็ดพระศกงดงาม วงพระพักตร์เป็นเหมือนผลมะตูม พระเนตร พระขนง พระนาสิก พระโอษฐ์ มีความคม งามสมส่วน

รูปแบบศิลปะพระชัยวัฒน์ ร.ศ.118 คล้ายคลึงกับศิลปะเชียงแสน สังฆาฏิสั้น ประทับขัดสมาธิเพชรบนอาสนะบัวสองชั้น ใต้บัวลงมาเป็นฐานและมีจารึกเลขไทย ๑๑๘ อันหมายถึงปีที่สร้างซึ่งตรงกับ พ.ศ.2443 นั่นเอง(ร.ศ.1 เริ่มนับปี พ.ศ.2325)

จุดพิจารณาของพระพิมพ์นี้ นอกจากพิมพ์ที่ถูกต้องแล้วและเป็นการหล่อโบราณ ประกอบกับพระชัยวัฒน์องค์นี้ยังไม่ผ่านการใช้มา ดังนั้นมวลสารโลหะผสมต้องแห้งเก่า ผิวปิดจากขี้เบ้า ยกเว้นบางจุดที่เปิดเห็นผิวโลหะทองเหลืองผสม เห็นเม็ดทรายขี้เบ้าตามซอกที่สัมผัสไม่ถึง  เห็นรอยประกบแม่พิมพ์ บางองค์อาจจะมีชาดที่ทาปิดไว้ ก็จะเห็นความแห้งของชาด มองเห็นความเก่าที่เป็นธรรมชาติทั่วถึงกันทั้งองค์

มาไล่ดูจุดพิจารณาสำคัญของพิมพ์นี้กันครับ

-เม็ดพระศกแต่งในหุ่นเทียนเป็นธรรมชาติ

-จุดที่ผิวเปิดเห็นเนื้อทองเหลืองผสม

-เม็ดทรายขี้เบ้าที่หลงเหลือ

-มีเนื้อที่หล่อเกินและแฟบไปตามเวลา

-รอยประกบแม่พิมพ์

กระแสเนื้อโลหะจะเป็นทองเหลืองแบบทองผสม มีวรรณะของเนื้อโลหะออกไปทางเหลืองอมเขียว ส่วนบางองค์ที่พบว่าเนื้อกลับดำสนิท มักจะเป็นองค์ที่อยู่บนยอดพุ่มเท่านั้น เพราะน้ำหนักมวลสารผสมที่ใช้ในการหล่อคือเงินและทองคำ ซึ่งโลหะที่มีมวลหนักกว่าสารอื่นเช่นทองคำและเงินจะไปรวมอยู่ที่ปลายสุดก็คือองค์ยอดช่อนั่นเอง

พระชัยวัฒน์ ร.ศ.118  พิมพ์นี้ถือได้ว่าเป็นพิมพ์ที่นิยมสุดและหายากที่สุด ที่มีตัวเลขจารึกเป็นตัวนูนที่ใต้ฐานว่า ” ๑๑๘ “ เป็นเลขไทย อันหมายถึง ร.ศ.118 ซึ่งตรงกับปี พ.ศ.2443 ซึ่งจะจารึกเฉพาะยอดสุดของช่อพระชัยวัฒน์พิมพ์ชะลูดซึ่งมีช่อละองค์เท่านั้น

พระชัยวัฒน์ ร.ศ.118  หลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้ว นี้ในวงการนักสะสมสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นพิมพ์เดียวกับพระชัยวัฒน์ ของท่านเจ้ามา วัดจักรวรรดิราชาวาส แกะพิมพ์โดยช่างคนเดียวกัน แต่ต่างกันที่วรรณะโลหะ ร.ศ.118ของหลวงปู่บุญวรรณะออกเหลืองอมเขียว ส่วนร.ศ.118ของท่านเจ้ามา วรรณะจะออกแดง

มีการสันนิษฐานกันว่า การสร้างพระชัยวัฒน์ของหลวงปู่บุญนั้นสมเด็จพระสังฆราช (แพ) น่าจะมีส่วนร่วมในการสร้างด้วย เหตุผลเพราะจากการสัมภาษณ์หลวงปู่เพิ่ม ซึ่งมีการบันทึกไว้ ท่านกล่าวว่า ยุคของการสร้างพระชัยวัฒน์ในปี พ.ศ.2443 นั้น สมเด็จพระสังฆราช(แพ) ท่านเสด็จมาค้างกับหลวงปู่บุญเป็นประจำ และมาค้างที่วัดกลางบางแก้วคราวละหลายคืน และหลวงปู่เพิ่มขณะยังเป็นสามเณรอยู่ก็ได้เข้าไปรับใช้อย่างใกล้ชิด

หลวงปู่บุญได้สร้างพระชัยวัฒน์ขึ้นหลายพิมพ์ นอกจากพระชัยวัฒน์พิมพ์ชะลูดแล้วยังมี พระชัยวัฒน์พิมพ์ต้อ พระชัยวัฒน์พิมพ์คอหนอก พระชัยวัฒน์พิมพ์ป้อมใหญ่ พระชัยวัฒน์พิมพ์ป้อมเล็กเกศแหลม และพระชัยวัฒน์พิมพ์ป้อมเล็ก เป็นต้น

พระชัยวัฒน์เมื่อสร้างเสร็จ หลวงปู่บุญได้แจกให้กับลูกศิษย์ที่ศรัทธาในช่วงแรก ที่เหลือท่านได้เก็บเข้ากรุไว้บนเพดานมณฑปภายในวัดกลางบางแก้ว และต่อมาทางวัดกลางบางแก้วได้เปิดกรุเมื่อปี พ.ศ.2516 และนำออกให้ทำบุญพร้อมกับพระเครื่องรุ่นอื่น

นอกจากพระชัยวัฒน์แล้ว พระเครื่องของหลวงปู่บุญ ที่โด่งดังทั่วแผ่นดินยังมีเหรียญหล่อพิมพ์เจ้าสัว ซึ่งหาชมได้ยาก ทุกคนต่างหวงแหน และพระเครื่องที่สร้างจากผงยาจินดามณีที่โดดเด่นคือ พิมพ์เศียรโล้นสะดุ้งกลับซึ่งมีคุณวิเศษกลับร้ายกลายเป็นดี และพระเครื่องดินเผาอีกมากมายหลายพิมพ์ เป็นต้น

ด้านเครื่องรางของขลังเช่น ประคำนเรศวรปราบหงสาวดี, เบี้ยแก้ ล้วนเป็นวัตถุมงคลของหลวงปู่บุญที่นิยมในหมูนักสะสม เพราะพุทธคุณจากพระเครื่องของหลวงปู่บุญล้วนแต่มีพุทธคุณได้ดังใจผู้ที่บูชาทั้งสิ้น

ปัจจุบันทุกท่านสามารถไปดูพระเครื่องเพื่อเป็นองค์ความรู้ได้ที่พิพิธภัณฑ์พระพุทธวิถีนายก วัดบางกลางแก้ว ซึ่งมีพระเครื่องของหลวงปู่บุญครบทุกพิมพ์ มีจำนวนมากกว่า 2,000 องค์ เพื่อศึกษาพิมพ์และความเก่าของมวลสารในองค์พระ เกิดเป็นองค์ความรู้ในพระเครื่องของหลวงปู่บุญได้อย่างถ่องแท้

ในบันทึกมีกล่าวกันว่า หลวงปู่บุญ ท่านดุมาก แค่สบตาท่านคนยังไม่กล้า ดวงตาท่านมีอำนาจเหมือนตาราชสีห์จ้องเหยื่อ มีคำตอบจากเรื่องนี้ครับ

มีเรื่องเล่าจากหลวงปู่เพิ่ม และมีการบันทึกกันต่อมาว่า มีการสอบสวนเรื่องราวอธิกรณ์ในเขตจังหวัดนครปฐมและสุพรรณบุรี เมื่อเรื่องราวถูกส่งมาถึงหลวงปู่บุญ เรื่องคดีความเหล่านั้นแม้จะยากเย็นเพียงใด เมื่อถึงหลวงปู่บุญแล้วมักจะตกลงกันได้เสมอเมื่อคู่กรณีทั้งหมดมาอยู่ต่อหน้าหลวงปู่บุญ

เรื่องนี้ หลวงปู่เพิ่มได้เล่าต่อว่า ท่านได้เอ่ยปากถามหลวงปู่บุญในเรื่องนี้ว่า ทำไมคนจึงเกรงกลัวท่านมากในระหว่างที่ท่านชำระอธิกรณ์ หลวงปู่บุญได้บอกกับหลวงปู่เพิ่มว่า ท่านได้ภาวนา พระคาถา “หัวใจราชสีห์”

จากกันด้วยพระคาถาหัวใจราชสีห์ จะเกิดผลต้องภาวนาดังนี้  

“ ตัดมัตถังปะกาเสนโต ตัวกูคือพระยาราชสีโห สัตถาอาหะ   

สัจจังวิหายะ มะติสัจจะวาทะเกตุง  วาทาภิโร ปิตะมะนัง อะติอันธภูตัง

ปัญญาประทีปะชะลิโต ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุเต ชะยะมังคะลานิ “

อะไรคือจุดแข็ง “มหาวิทยาลัยสงฆ์” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/625955

วันที่ 14 มิ.ย. 2563 เวลา 11:12 น.อะไรคือจุดแข็ง “มหาวิทยาลัยสงฆ์”โดย อุทัย มณี   

*******************

วันเสาร์นี้เป็นวันพระตื่นเช้าขึ้นมา พยายามคิดบวกที่ทำให้จิตใจตัวเองสดชื่นมีความสุข ปล่อยวางในบางเรื่องที่คิดไปแล้ว ไม่สามารถแก้ได้หรือคิดไปแล้วเสียเวลาเปล่า โดยเฉพาะเรื่องอดีต และเรื่องที่เป็นอจินไตย

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาผมได้มีโอกาสสนทนากับผู้บริหาร มจร สองเวทีด้วยกัน เวทีแรก สนทนากับคณาจารย์ภายใน มจร ในกลุ่มเล็ก ๆ มีทั้งรองอธิการบดี,และผู้ช่วยอธิการบดีอีก 3 ท่าน

ส่วนในช่วงค่ำสนทนาธรรมกับ พระมหาหรรษา ธมฺมหาโส ผู้อำนวยการวิทยาลัยพุทธศาสน์นานาชาติ (IBSC) มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) ผ่านโซเซียล

เรื่องหนึ่งที่ผมสะท้อนกลับไปในฐานะคนนอกมหาวิทยาลัยนั่นคือ มหาวิทยาลัยสงฆ์ต้องทบทวนบทบาทตัวเองดี ๆ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายตามวิสัยทัศน์ของ มจร คือ มหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนาระดับโลก การจะพัฒนาไปสู่จุดมหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนาระดับโลกได้นั่น อย่างน้อยต้องรู้ว่าตัวเอง มีจุดแข็งอะไร สิ่งที่ฝากสะท้อนไปมี 3 เรื่อง ซึ่งคิดว่าเป็นจุดแข็งของ มจร คือ หนึ่งการบริการวิชาการด้านพระพุทธศาสนาแก่สังคม สอง เรื่องสันติศึกษา และสาม เรื่องวิปัสสนากัมมฐาน อันนี้ผมคิดว่าน่าจะเป็นจุดแข็งของ มจร และรวมทั้ง มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย (มมร)

ทั้ง 3 เรื่องผมมองว่าเป็นจุดแข็งที่สังคมข้างนอกคาดหวังจาก มจร และมจร เองก็มีพันธกิจชัดเจนว่า ต้องให้บริการด้านวิชาการพระพุทธศาสนาแก่สังคมไม่ได้ อันนี้ผู้บริหารต้องเร่งแก้ไข ต้องนำองค์ความรู้เกี่ยวกับพระพุทธศาสนาที่ตัวเองเชี่ยวชาญ ตัวเองเก่ง อันเป็นอัตลักษณ์จุดแข็งของตัวองสู่สังคมบ้าง มจร มีทั้งสถานีโทรทัศน์ของตัวเอง มีทั้งวิทยุ มีทั้งสื่อออนไลน์ต่าง ๆ ซึ่งผมคิดว่า มจร ทำได้ ปัจจุบันมหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้งสองแห่ง มีเพรชเม็ดงามหลายเม็ด เพียงแต่รอช่างฝีมือดีมาเจียระไนและหานักการตลาดดี ๆ มานำเสนอออกสู่ตลาด

ส่วนอีกเรื่อง ในวงสนทนาทุกคนพูดตรงกันว่า การบริการด้านวิปัสสนากัมมฐาน ปัจจุบันคณาจารย์เราสมองไหล คือ จบจาก มจรแล้วไปตั้งสำนักเอง ไปเติบโตข้างนอกเอง มีผู้คนศรัทธาปฎิบัติกันเยอะ แต่ภายในมหาวิทยาลัยกลับ “เงียบกริบ” เพราะระบบเรามีปัญหา เรื่องนี้แม้แต่การอบรมเด็กเยาวชนนักเรียนยุคหนึ่งที่เราเคยมีปัจจุบันใน มจร เงียบเหงา สาเหตุในวงสนทนาชำแหละออกมา หนึ่ง สอง สาม…

ทั้ง 3 เรื่องหวังเป็นอย่างยิ่งว่า คงไม่ใช่สามเณรสอนสังฆราชหรือเอามะพร้าวไปขายสวน

ต่อมาในเวลากลางคืนสนทนาธรรมกับ พระมหาหรรษา ธมฺมหาโส ต่อก็สะท้อนปัญหาเหล่านี้และเห็นว่าท่านเป็นพระนักวิชาการรุ่นใหม่ไฟแรงของ มจร ทำงานจริงจังและรวดเร็วผลงานที่ผ่านมา ทั้งเรื่อง สถาบันภาษา ทั้งเรื่องโครงการสันติศึกษา หรือแม้กระทั้งหน่วยงานที่ท่านเป็นหัวหน้าค่ายอยู่ตอนนี้อย่างวิทยาลัยพุทธศาสน์นานาชาติ (IBSC) ก็มีผลงานเป็นที่ประจักษ์จับต้องได้ เห็นได้

จึงขอฝากไปว่า เรื่องสันติศึกษาที่พระอาจารย์กำลังทำ และ เรื่องวิปัสสนา มันคือจุดขาย ของความเป็นมหาวิทยาลัยสงฆ์ ขอให้พระอาจารย์รับอาสาจากผู้บริหารเข้าไปทำเลยได้ไหม เพราะตรงนี้ภาพของอธิการ มจร รูปปัจจุบันคือ พระราชปริยัติกวี ท่านเป็นพระสายปฎิบัติและสายวิชาการ จะเด่นชัดมากยิ่งขึ้น รวมทั้งพื้นที่มหาวิทยาลัยสีเขียว

ส่วนบรรดาเรื่องหลักสูตรพิเศษต่าง ๆ ที่เปิด ๆ กันอยู่ ตอนนี้มันแค่ “เครื่องมือหนึ่งในการสร้างเครือข่ายซึ่งก็ถือว่าถูกทางในการสร้างมวลชน” แต่มิใช่แก่นแท้และเป้าหมาย เพื่อให้ มจร เป็น มหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนาระดับโลก

ปัญหานี้แบบนี้คิดว่า มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย หรือ มมร ก็คงประสบพบเจอเหมือนกัน แต่เนื่องจากหลายปีมานี้ มมร มีปัญหาภายในองค์กรตอนรัฐบาลต้องใช้ ม.44 เข้าไปแก้ไข ปัจจุบันมีคนนอกเข้าไปบริหารหลายคน..คงต้องใช้เวลาอีกนาน หากมีอะไรเปลี่ยนแปลงหรือได้คุยกับผู้บริหาร วันหลังจะสะท้อนมุมองให้ฟัง

สุดท้ายจบด้วยท่านฝากเชิญชวนผู้สนใจเข้าเรียนหลักสูตรสันติศึกษา มจร ที่ปรับหลักสูตรใหม่ให้สอดรับรับยุค New Normal มีการเปิดรับนิสิตปริญญาโท เอก ทั้งไทยและอินเตอร์พร้อมลดค่าเทอมเรียน 15% ตลอดหลักสูตร

ความเป็นมาของหลักสูตรนี้ พระมหาหรรษา ธมฺมหาโส ผู้อำนวยการหลักสูตรสันติศึกษา และผู้อำนวยการวิทยาลัยพุทธศาสนานานาชาติ ท่านเล่าว่า หลักสูตรสันติศึกษา มจร ภายใต้การลงนามความร่วมมือกับสำนักงานศาลยุติธรรม และสถาบันพระปกเกล้า หลังจากผนึกกำลังกันปรับปรุงหลักสูตรใหม่ให้สอดรับกับสังคมยุค New Normal โดยเน้นพัฒนาผู้เรียนให้เป็นวิศวกรสันติภาพ ลงพื้นทำงานวิจัยเชิงปฏิบัติการในชุมชนและสังคม โดยใช้ฐานคิดเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ SDGs ของยูเอ็น ที่มุ่งพัฒนาสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม มาเป็นกรอบการวิจัยและพัฒนา

“หากกำลังมองหาหลักสูตรใหม่ เพื่อสร้างโลกและชีวิตใหม่ด้วย Mindset ใหม่ ในยุคปกติรูปแบบใหม่ หรือยุค New Normal สำหรับการบ่มเพาะลมหายใจแห่งความสุข ร่วมพัฒนาเศรษฐกิจ ธรรมชาติสิ่งแวดล้อม เพื่อสังคมสันติสุขอย่างยั่งยืนตามแนว Sustainable Development Goals: SDGs ขององค์การสหประชาชาติ ผู้สนใจสามารถค้นหาคำตอบได้จากหลักสูตรสันติศึกษา มจร”

สำหรับผู้สนใจ สามารถติดต่อสอบรายละเอียดการรับสมัครได้ที่โครงการหลักสูตรสันติศึกษา มจร ได้ที่เบอร์ 063-561-5326 หรือศึกษารายละเอียดได้จาก http://www.ps.mcu.ac.th หรืออีเมล์ peace@mcu.ac.th หรือดูมูลผ่านเพจ peacemcu โดยเปิดรับสมัครตั้งแต่ วันนี้ ถึง 25 มิถุนายน 2563

โลกกำลังมีความขัดแย้ง โลกกำลังถูกทำลาย ประเทศไทยกำลังมีความขัดแย้ง สังคมไทยกำลังถูกรังแก..หลักสูตรสันติศึกษาก็เหมือนวัด เหมือนพระสงฆ์ เวลาคนมีทุกข์ เวลาสังคมมีปัญหาจึงนึกถึง..ฉันใดก็ฉันนั่นแล..

กินอาหารญี่ปุ่น MICHELIN Plate ที่บ้าน ส่งตรงจากห้องอาหาร Yamazato #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/626151

วันที่ 16 มิ.ย. 2563 เวลา 18:10 น.กินอาหารญี่ปุ่น MICHELIN Plate ที่บ้าน ส่งตรงจากห้องอาหาร Yamazatoห้องอาหาร Yamazato โรงแรมดิ โอกุระ เพรสทีจ กรุงเทพฯ พร้อมส่งตรงอาหารญี่ปุ่นที่ได้รับ MICHELIN Plate จากมิชลิน ไกด์ ประเทศไทย ให้ไปอร่อยง่ายๆ ได้ที่บ้าน

เอาใจคนรักอาหารญี่ปุ่นรสต้นตำรับ กับฝีมือการรังสรรค์อาหารชั้นยอด โดยเชฟชิเงรุ ฮางิวาระ (Shigeru Hagiwara) หัวหน้าพ่อครัว (Master Chef) ประจำห้องอาหารยามาซาโตะ (Yamazato) โรงแรมดิ โอกุระ เพรสทีจ กรุงเทพฯ (The Okura Prestige Bangkok) ที่พร้อมปรับกลยุทธ์ใหม่เอาใจคนติดบ้าน ด้วยบริการสั่งอาหารรสชาติอร่อยระดับโรงแรมจากห้องอาหารญี่ปุ่นที่ได้รับ ‘มิชลิน เพลท’ (MICHELIN Plate) จาก ‘มิชลิน ไกด์’ ประเทศไทย ให้เสิร์ฟตรงถึงโต๊ะอาหารที่บ้าน

สำหรับเมนูอาหารสั่งกลับบ้านประกอบด้วยอาหารหลากหลายชนิดจัดแบ่งตามหมวดหมู่ ได้แก่ สลัดแบบญี่ปุ่น ข้าวห่อสาหร่าย อาหารประเภทย่าง อาหารประเภททอด อาหารประเภทข้าว อาหารย่างบนเตาร้อนแบบเทปปันยากิ เบนโตะ (Bento) และดงบุริ (Donburi) ซึ่งเชฟฮางิวาระได้คัดเลือกแต่อาหารญี่ปุ่นจานเด่นที่ทุกคนชื่นชอบ และยังคงรสชาติอร่อยถูกปากเมื่อนำกลับไปรับประทานที่บ้านมาให้บริการในครั้งนี้

เริ่มที่ Unagikabayaki (1,000 บาท) ปลาไหลย่างราดด้วยซอสสูตรพิเศษรสชาติกลมกล่อม เสิร์ฟพร้อมข้าว สลัดผัก ไข่หวานญี่ปุ่น ผักดองแบบญี่ปุ่น และซุปผักรวม หรือจะลองเป็น Kaki Fry (400 บาท) คาคิฟราย หรือหอยนางรมชุบเกล็ดขนมปังทอด คัดสรรแต่หอยนางรมสดๆ ตัวโตมาชุบแป้งและเกล็ดขนมปังทอดจนกรอบนอกนุ่มในเป็นเอกลักษณ์ ต่อด้วย Zuwai Kani Salad (600 บาท) สลัดผักสด ทานคู่เนื้อปูหิมะรสชาติหอมหวาน มอบรสสัมผัสนิ่มนวล เพิ่มความโดดเด่นให้กับจานนี้ได้เป็นอย่างดี

นอกจากนั้น ยังมี Ebiten Maki Roll ข้าวห่อสาหร่ายไส้กุ้งเทมปุระ (400 บาท) ปลาหิมะย่างซอสเทอริยากิ (Ginmutsu Teriyaki) เนื้อปลาหิมะหนานุ่มย่างด้วยซอสเทอริยากิสูตรพิเศษรสชาติอร่อยกลมกล่อม ส่วนอาหารจานพิเศษที่พลาดไม่ได้คือ สเต๊กเนื้อซัทซึมะ (Satsuma) ที่เชฟเลือกใช้เนื้อวากิวชั้นดีคัดพิเศษจากจังหวัดคาโงะชิมะ มาย่างให้สุกตามที่ต้องการบนเตาร้อนแบบเทปปันยากิ

เมนูเบนโตะและดงบุริก็น่ารับประทานไม่น้อยหน้า อาทิ Yamazato bento (600 บาท) อาหารชุดสุดคุ้มค่าและเต็มเปี่ยมไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการ ประกอบด้วยอาหารเรียกน้ำย่อยแบบญี่ปุ่น ไข่ม้วนญี่ปุ่น กุ้งเทมปุระ ถั่วแระญี่ปุ่น ลูกชิ้นปลาญี่ปุ่น ไก่ทอดแบบญี่ปุ่น มันญี่ปุ่น ปลาซัมมะตุ๋น สลัดมันฝรั่ง ผักตุ๋นแบบญี่ปุ่น ข้าวโรยหน้าด้วยผงปรุงรสแบบญี่ปุ่น ผักดอง และซุปมิโซะ ด้านเมนูดงบุริแนะนำ ข้าวหน้าปลาแซลมอนและไข่ปลาแซลมอน (700 บาท) ข้าวหน้าปลาไหลย่าง (650 บาท) และข้าวหน้าหมูทอดทงคัตสึ (450 บาท)

เมนูอาหารสั่งกลับบ้านราคาเริ่มต้นที่ 300 บาท และรับส่วนลดพิเศษ 30% ทันทีเมื่อทำการสั่งอาหารโดยตรงกับทางโรงแรม (ยกเว้นเมนูเบนโตะและดงบุริ) โดยสามารถสั่งอาหารได้ทุกวันระหว่างเวลา 11.00-20.30 น. ที่ห้องอาหารยามาซาโตะ โทร. 02-687-9000 อีเมล yamazato@okurabangkok.com หรือส่งข้อความเข้ามาที่เพจ The Okura Prestige Bangkok และรับอาหารได้ที่ร้านขนม ลา พาทิซเซอรี่ ชั้น 1 ของโรงแรม ดิ โอกุระ เพรสทีจ กรุงเทพฯ ทั้งนี้ มีบริการผ่าน Line Man / Grab โดยค่าบริการจัดส่งจะถูกเรียกเก็บปลาย

พร้อม(ให้)พัก ‘เซ็นทารา’ ปรับโฉมเตรียมต้อนรับนักท่องเที่ยว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/626109

วันที่ 16 มิ.ย. 2563 เวลา 13:22 น.พร้อม(ให้)พัก 'เซ็นทารา' ปรับโฉมเตรียมต้อนรับนักท่องเที่ยว‘เซ็นทารา’ ปรับปรุงภูมิทัศน์ทำความสะอาดโรงแรมครั้งใหญ่ เตรียมต้อนรับนักท่องเที่ยว

เริ่มเปิดฤดูกาลการท่องเที่ยวอีกครั้ง โรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทารา เครือโรงแรมชั้นนำของประเทศไทย จึงถือโอกาสปรับปรุงภูมิทัศน์ ทำความสะอาดฆ่าเชื้อ และเพิ่มความสวยงามให้โรงแรมและรีสอร์ทในช่วงหยุดให้บริการชั่วคราวจากวิกฤตโควิด-19 พร้อมกลับมาอีกครั้ง ด้วยโปรแกรม เซ็นทารา คอมพลีท แคร์ (Centara Complete Care) มาตรฐานการบริการด้านความปลอดภัยเพื่อสุขภาพที่ครอบคลุมทั้งการเว้นระยะห่าง สุขอนามัย และการทำความสะอาดฆ่าเชื้อครอบคลุมทุกตารางนิ้ว เพื่อเตรียมต้อนรับนักท่องเที่ยวสู่ครอบครัวเซ็นทาราอีกครั้ง 

เซ็นทาราได้ใช้ช่วงเวลาที่ปิดให้บริการชั่วคราวปรับปรุง ทำความสะอาดโรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทาราครั้งใหญ่หลายแห่งในไทย ทั้งโรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ เซ็นทารา แกรนด์ มิราจ บีช รีสอร์ท พัทยา เซ็นทารา แกรนด์ บีช รีสอร์ท ภูเก็ต และโรงแรมโคซี่ พัทยา วงศ์อมาตย์ บีช เพื่อมอบประสบการณ์และความประทับใจเสมือนครอบครัวอีกครั้งเมื่อลูกค้ากลับมาพักที่เซ็นทารา

โครงการปรับโฉมห้องพักสุดหรูที่โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ คืบหน้าแล้วเสร็จไปจำนวนหลายชั้น โดยตั้งแต่เมื่อช่วงเดือนกันยายนปีที่แล้ว เซ็นทาราได้ทุ่มงบ 650 ล้านบาท ปรับโฉมห้องพักและห้องสวีทของโรงแรม 5 ดาว ใจกลางกรุง โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ ใหม่ทั้งหมดรวมจำนวนทั้งสิ้น 505 ห้อง ให้มีรูปแบบและดีไซน์โฉมใหม่ทั้งหมด โดยได้จับมือกับบริษัท P49 ดีไซน์ แอนด์ แอสโซซิเอทส์ จำกัด ที่มีชื่อเสียงด้านการออกแบบตกแต่งภายในสำหรับโรงแรมระดับชั้นนำ ที่พักอาศัยและลูกค้ารายย่อยทั่วโลก งานดีไซน์ครั้งนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากลายเส้นและลวดลายของช่างฝีมือไทย มาผสมผสานสร้างความงามแบบไทยตามต้นกำเนิดของเซ็นทารา แต่งเติมความร่วมสมัยเพิ่มความมีชีวิตชีวาให้กับโรงแรมที่มีที่ตั้งใจกลางเมืองหลวงของประเทศไทยและถือเป็นจุดยุทธศาสตร์ชั้นนำของโลกก็ว่าได้ อีกทั้งยังได้นำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้เพื่อความสะดวกสบายที่มากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่สามารถรองรับความต้องการของลูกค้าที่มีหลากหลายในปัจจุบัน

เซ็นทารา แกรนด์ มิราจ บีช รีสอร์ท พัทยา ได้ปรับปรุงและทาสีห้องพัก ห้องสวีท และแฟมิลี่เรสซิเดนซ์ ทั้ง 555 ห้องของรีสอร์ทที่หันหน้าสู่ชายหาดส่วนตัวให้สวยงามและเต็มไปด้วยชีวิตชีวายิ่งขึ้น รวมถึงปรับปรุงสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับครอบครัวภายในรีสอร์ทให้ทันสมัยและถูกสุขอนามัย เพื่อยกระดับประสบการณ์การเข้าพักอย่างน่าประทับใจและปลอดภัยสูงสุดสำหรับลูกค้าทุกวัยของเซ็นทารา 

เซ็นทารายังได้ปรับปรุงสระว่ายน้ำหลักของ เซ็นทารา แกรนด์ บีช รีสอร์ท ภูเก็ต พร้อมทั้งเพิ่มมาตรการด้านสุขอนามัยเพื่อการใช้สระอย่างปลอดภัย และมอบประสบการณ์วันหยุดที่น่าจดจำสำหรับทุกครอบครัวและคู่รัก ให้ได้เพลิดเพลินและผ่อนคลายไปกับสิ่งอำนวยความสะดวกภายในรีสอร์ทอย่างเต็มที่

นอกจากนั้น ห้องพักและพื้นที่สาธารณะที่อยู่ในระหว่างการก่อสร้างที่ โรงแรมโคซี่ พัทยา วงศ์อมาตย์ บีช ได้แล้วเสร็จไปเป็นจำนวนมากเพื่อเตรียมต้อนรับนักท่องเที่ยว โดยทางโรงแรมฯ ยังได้เปลี่ยนชื่อไลฟ์สไตล์ คาเฟ่ที่โรงแรมเป็น “คาเฟ่ 247” เพื่อสื่อถึงคาเฟ่ที่ออกแบบมาเพื่อเอาใจคนรุ่นใหม่ เป็นแหล่งสังสรรค์ที่เปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง สามารถนั่งเล่น นั่งทำงาน ดูหนัง พูดคุยกับกลุ่มเพื่อน และสามารถใช้เครดิต เงินสดที่คาเฟ่แห่งนี้ ซึ่งให้บริการทั้งอาหารไทยและยุโรปแบบสะดวกพร้อมทาน รวมถึงกาแฟและเครื่องดื่มต่างๆ ตลอด 24 ชั่วโมง

ทั้งนี้ เซ็นทาราได้เปิดตัว เซ็นทารา คอมพลีท แคร์ (Centara Complete Care) โปรแกรมการบริการด้านสุขอนามัยที่เหนือกว่าให้สอดรับกับวิถีชีวิตแบบใหม่ที่เซ็นทาราทำงานร่วมกับอีโคแล็บ (Ecolab) บริษัทชั้นนำระดับโลกด้านเทคโนโลยีเกี่ยวกับความสะอาดและสุขอนามัย รวมถึงการรับรองจากบริษัทเอสจีเอส (SGS) ผู้เชี่ยวชาญด้านการตรวจสอบคุณภาพและปลอดภัยระดับนานาชาติจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เพื่อทำหน้าที่ดูแลความปลอดภัยและกำกับการดำเนินงานในโรงแรมทุกแห่งในเครือให้ถูกต้องตามหลักปฏิบัติ 12 ข้อ ครอบคลุมทั้งด้านการเว้นระยะห่าง สุขอนามัย และการทำความสะอาดฆ่าเชื้อ ตลอดจนการอบรมพนักงาน การตรวจสอบคุณภาพ และการประเมินผลอย่างเข้มงวด เพื่อมอบความปลอดภัยด้านสุขภาพอย่างสูงสุดให้แก่ผู้เข้าพักที่โรงแรมทุกคน

อ่านรายละเอียด โปรแกรมเซ็นทารา คอมพลีท แคร์ (Centara Complete Care) เพิ่มเติมได้ที่ https://www.centarahotelsresorts.com/th/centara-complete-care/

5 ลุคสุดเลิฟของ ‘ญาญ่า’ จาก UNIQLO x Marimekko #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/626105

วันที่ 16 มิ.ย. 2563 เวลา 12:48 น.5 ลุคสุดเลิฟของ ‘ญาญ่า’ จาก UNIQLO x Marimekko5 ลุค 5 สไตล์ by ญาญ่า กับคอลเลคชั่นใหม่ลิมิเต็ดเอดิชัน จาก UNIQLO x Marimekko ที่ไม่ว่าใครๆ ก็อัพลุคมิกซ์แอนด์แมทช์แต่งตามได้

หลังจากที่ UNIQLO (ยูนิโคล่) แบรนด์เครื่องแต่งกายระดับโลกจากญี่ปุ่น จัดไลฟ์สดครั้งแรกก็ได้เสียงตอบรับเป็นอย่างดีจากแฟนๆ เพราะ ญาญ่า-อุรัสยา เสปอร์บันด์ พาชมคอลเลคชั่น UNIQLO x Marimekko ลิมิเต็ดเอดิชัน ที่ได้ทั้งความสดใสของญาญ่า เข้ากับความสนุกของสีสันและลายพิมพ์อันเป็นเอกลักษณ์จากคอลเลคชั่นนี้ ทางยูนิโคล่เลยขอเผย 5 ลุคสุดเลิฟของญาญ่าจากคอลเลคชั่นนี้ให้เราได้ลองไปจับคู่มิกซ์แอนด์แมทช์แต่งตามกันได้เลย

ลุคที่ 1: เดรสยาวคอวีผ้าลินินผสม ใส่คู่กับหมวกสานจากลายหิน (Kivet) อันเป็นเอกลักษณ์

ลุคแรกที่สดใสโดนใจสาวญาญ่าสุดๆ ก็คือเดรสยาวคอวีผ้าลินินผสม และหมวกสาน โดยลายสีชมพูที่แมทช์กันของเดรสและหมวกนี้คือลาย Kivet ซึ่งเป็นภาษาฟินแลนด์ที่แปลว่าหิน ตัวเดรสมาในทรงหลวม (oversize) นำมาจับคู่กันกับหมวกสานลายเดียวกันที่มีคุณสมบัติพิเศษป้องกันรังสียูวีได้ เสริมลุคนี้ให้สนุกสนานมากยิ่งขึ้น เหมาะกับการใส่ในวันสบายๆ

ลุคที่ 2: เสื้อยืดทรงบ็อกซี และกางเกงทรงครอปขาบานผ้าคอตตอนลินินลาย Laine

ลุคนี้ดูเรียบและลงตัวด้วยสีสุดคลาสสิกอย่างขาว ดำ พร้อมเสริมความเก๋ด้วยลวดลายกราฟิกรูปคลื่น (Laine) ซึ่งเสื้อยืดทรง บ็อกซี ที่ทำจากคอตตอน 100% เข้ากันได้ดีกับกางเกงทรงครอปขาบาน ผ้าลินินคอตตอน ลุคนี้จะเป็นลุคกึ่งทางการ สาวๆ สามารถแต่งตัว เพิ่มความเป็นแฟชั่นเข้ามาได้ด้วยการหารองเท้าจะสีเรียบหรือลายที่แมทช์กับเสื้อมาจับคู่ก็สามารถสร้าง โททอลลุคได้

ลุคที่ 3: เสื้อยืดทรงบ็อกซี และกางเกงขาสั้นผ้าคอตตอนป๊อปปลิ้นลาย Tori

ลุคนี้ยังคงอยู่ที่เสื้อยืดทรงบ็อกซีสุดฮิป แต่จับมาแมตช์กับกางเกงขาสั้นผ้าคอตตอนป๊อปปลิ้นใส่สบาย พร้อมลวดลาย Tori หรือ ตลาดผลไม้ ที่รวบรวมสีสันคัลเลอร์ฟูลของธรรมชาติมาไว้แบบจัดเต็ม ลุคนี้ญาญ่าปลื้ม เพราะหลายคนอาจคาดไม่ถึงว่าสามารถนำชุดที่มีลายโดดเด่นมาใส่พร้อมกันได้ แต่จริงๆ แล้วพอมาใส่รวมกันแล้วและเลือกเฉดสีให้ดี ก็ช่วยเสริมให้ดูดีมีชีวิตชีวาเป็นอย่างมาก สะท้อนตัวตนของผู้สวมใส่ได้เป็นอย่างดี

ลุคที่ 4: เชิ้ตปกสกิปเปอร์ผ้าลินินผสม กางเกงทรงครอปขาบานลาย Laine และรองเท้าพื้นสานลายทาง

ส่วนลุคนี้ขอเปลี่ยนจากเสื้อยืดมาเป็นเสื้อเชิ้ต โดยได้จับคู่สีส้มสดใสเข้ากับสีฟ้าสบายตาลงบนเสื้อเชิ้ตปกสกิปเปอร์ผ้าลินินผสมลายคลื่น ที่ดูลงตัวกับกางเกงทรงครอปขาบานผ้าคอตตอนลินินสีฟ้าที่มีผ้าลายคลื่นแซมไว้ตรงขอบเอว อีกไอเทมที่มาช่วยเสริมลุคนี้ให้สดใสยิ่งขึ้นก็คือรองเท้าพื้นสานสไตล์ธรรมชาติที่มาในคู่สีเดียวกับเสื้อและกางเกงด้วยสีฟ้าสลับส้มแมทช์กัน แถมยังใส่สบายเพราะมีแผ่นรองรับแรงกระแทก

ลุคที่ 5: เดรสทรงเอ และเสื้อฮู้ดพาร์กาพับเก็บได้แบบยาว

ไอเทมสุดเลิฟของหลายคนจากคอลเลคชั่น UNIQLO x Marimekko คงหนีไม่พ้นเดรสทรงเอ ซึ่งใส่แล้วดูดีเหมาะกับรูปร่างที่หลากหลาย แถมยังสวมใส่ได้ง่าย สัมผัสสบายจากผ้าคอตตอนผสมป๊อปปลิ้นที่คงรูปได้ดี โดยสาวญาญ่าปลื้มเดรสทรงเอมาก เพราะนอกจากจะใส่เดี่ยวๆ ก็ดูดีในสไตล์สาวหวานแล้ว ยังสามารถแมทช์ได้กับหลายชุด ปรับลุคได้หลายสไตล์ เช่น จับเดรสทรงเอมาแมทช์กับเสื้อฮู้ดพาร์กาแบบยาวสีเขียว ก็ให้ลุคโฉบเฉี่ยวขึ้น พร้อมลุย แถมยังสามารถพับเก็บได้อีกด้วย

ทั้งหมดนี้ก็คือ 5 ลุคสุดเลิฟของญาญ่า จาก UNIQLO x Marimekko ลิมิเต็ดเอดิชัน คอลเลคชั่นล่าสุดในปีนี้ ถ้าใครอยากลองแต่งตาม หรือมิกซ์แอนด์แมทช์ตามสไตล์ของตัวเอง ก็สามารถเลือกชมและช้อปได้แล้ววันนี้ที่ร้านยูนิโคล่ทุกสาขาและออนไลน์สโตร์ Uniqlo.com ซึ่งหากใครพลาดชมไลฟ์สดที่ญาญ่ามาอวดลุคสุดเลิฟก็สามารถไปชมย้อนหลังได้ในเฟซบุ๊กของยูนิโคล่ที่ LIVE-UNIQLO X Marimekko

ส่องลิมิเต็ดเอดิชั่นสุดพิเศษ VERSACE X PRIDE 2020 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/626039

วันที่ 15 มิ.ย. 2563 เวลา 14:30 น.ส่องลิมิเต็ดเอดิชั่นสุดพิเศษ VERSACE X PRIDE 2020VERSACE X PRIDE 2020 คอลเลคชั่นแห่งความภาคภูมิใจ ร่วมสนับสนุนชาว LGBTQ+ สังคมแห่งความหลากหลาย มุ่งสร้างความเท่าเทียมในโลกปัจจุบัน

Versace ร่วมเฉลิมฉลองให้กับ Pride Month พร้อมสนับสนุนชาว LGBTQ+ ผ่านคอลเลคชั่นลิมิเต็ดเอดิชั่นสุดพิเศษ ‘Pride 2020 Capsule Collection’ โดยเสื้อผ้าในคอลเลคชั่นนี้ออกแบบมาให้สวมใส่สบายในช่วงอากาศร้อน ตามสไตล์แอคทีฟแวร์ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อกล้าม เสื้อครอปตัวสั้น ชุดวันพีซ รวมถึงไลน์ชุดชั้นใน ที่สร้างความโดดเด่น ด้วยการนำสีสันอันเป็นเอกลักษณ์ LGBTQ+ มาผสมผสานในคอลเลคชั่นนี้

นับเป็นโอกาสครบรอบ 1 ปีที่ ดอนนาเทลล่า เวอร์ซาเช่ (Donatella Versace) ดำรงตำแหน่งในฐานะ Stonewall Ambassador ในประเทศสหรัฐอเมริกา เธอจึงนำส่วนแบ่งรายได้จากคอลเลคชั่นสุดพิเศษนี้ ไปสนับสนุนองค์กร Pride Live ซึ่งเคยร่วมทำงานตั้งแต่ปีที่ผ่านมา และได้นำเงินไปสนับสนุนกิจกรรมร่วมระดมทุนสำหรับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถาการณ์ Covid-19 อีกทั้งรายได้จากคอลเลคชั่นในปีนี้จะช่วยสนับสนุนผลงาน การกุศลต่างๆ อาทิ Trans LifeLine, Trans Latin@ Coalition, Brave Space Alliance และ The Ally Coalition อีกทั้งยังช่วยพัฒนาช่องทางการรับบริจาคขององค์กรเพื่อที่จะรับการสนับสนุนทางด้านระดมทุนได้ดียิ่งขึ้น

Versace ยังนำรายได้อีกส่วนหนึ่งสนับสนุนองค์กร Arcigay ในฝั่งทวีปยุโรป โดยองค์กรนี้ก่อตั้งในปี 1985 ที่ประเทศอิตาลี องค์กรดังกล่าวก่อตั้งขึ้นเพื่อต่อต้านการใช้ความรุนแรง การแบ่งแยก รวมถึงการละเมิดสิทธิพลเมืองต่อชาว LGBTQ+ ผ่านการจัดตั้งแคมเปญสนับสนุน รวมถึงโครงการซัพพอร์ทในด้านต่างๆ ทั้งนี้เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลง ในด้านกฎหมาย ด้านการเมืองการปกครอง และด้านวัฒนธรรมให้เป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น

คอลเลคชั่นนี้วางจำหน่ายพร้อมกันทั่วโลกในเดือนมิถุนายน ที่ Versace ทั้งในสโตร์ และบนเว็บไซต์ versace

Low Carbon Lifestyle ท่องเที่ยวแนวใหม่แบบไร้คาร์บอน รักษ์สิ่งแวดล้อม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/626033

วันที่ 15 มิ.ย. 2563 เวลา 13:25 น.Low Carbon Lifestyle ท่องเที่ยวแนวใหม่แบบไร้คาร์บอน รักษ์สิ่งแวดล้อมททท.ฟื้นฟูธรรมชาติแก้ปัญหาหมอกควัน PM2.5 ชวนปลูกป่า ‘ห้วยฮ่องไคร้’ จ.เชียงใหม่ รณรงค์เที่ยวแบบไร้คาร์บอน รักษาสิ่งแวดล้อม ผ่านเทศกาลสภาพภูมิอากาศ “Climate Festival”

ภาคเหนือของประเทศไทย คือหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่ผู้คนและนักเดินทางจากทั่วโลกอยากมาปักหมุดมากที่สุด ด้วยสภาพภูมิประเทศ สภาพอากาศ ความเป็นธรรมชาติที่ยังคงความอุดมสมบูรณ์ ตลอดจนวิถีชีวิตของผู้คนที่แฝงด้วยเสน่ห์อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทว่า บางครั้งพื้นที่ภาคเหนือก็ยังคงประสบกับภาวะที่เป็นอุปสรรคต่อการท่องเที่ยวอยู่บ้าง

นายรัฐพล นราดิศร รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เผยว่า ตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา ด้วยสถานการณ์โรคโควิด-19 ปัญหาไฟป่า และ PM2.5 ส่งผลให้จังหวัดเชียงใหม่ได้รับผลกระทบอย่างมากทั้งในด้านการท่องเที่ยว รายได้ครัวเรือน และปัญหาสุขภาพ โดยปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นสิ่งที่ทางจังหวัดเชียงใหม่ ได้มียุทธศาสตร์ในการจัดการมาโดยตลอด และถือเป็นสิ่งสําคัญที่มุ่งเป้าในการแก้ไขปัญหาร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นปัญหาไฟป่า ปัญหาหมอกควันฝุ่นละออง PM 2.5 มีการสร้างการตระหนักรู้และสร้างความเข้าใจให้กับประชาชนถึงความสําคัญของการอนุรักษ์พื้นที่ป่า โครงการเทศกาลสภาพภูมิอากาศ หรือ Climate Festival ในครั้งนี้ถือเป็นกิจกรรมที่จะช่วยส่งเสริมและสร้างจิตสํานึกในการดูแลธรรมชาติ พื้นที่ป่า และสภาพแวดล้อมที่ดี ให้กับจังหวัดเชียงใหม่ รวมถึงส่งเสริมให้เกิดการใช้ชีวิตอย่างรับผิดชอบต่อธรรมชาติ

ทางด้าน นายนพดล ภาคพรต รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กล่าวว่า วิกฤตด้านสิ่งแวดล้อมเป็นประเด็นที่กำลังได้รับความสนใจ โดยเฉพาะปัญหาจากขยะพลาสติก และการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ทั้งจากฝุ่นละอองและจากการเผาป่าที่ปัจจุบันทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ด้วยเหตุนี้ โครงการเทศกาลสภาพภูมิอากาศ หรือ Climate Festival จึงเริ่มต้นที่เชียงใหม่เพื่อรณรงค์วิถีชีวิตคาร์บอนต่ำ ในการแก้ไขปัญหาหมอกควันและปลูกต้นไม้เพิ่มเติมเพื่อบรรเทาปัญหาสิ่งแวดล้อม

ทั้งนี้ ภาครัฐและเอกชนจึงผนึกกำลังส่งเสริมการท่องเที่ยวเพื่อฟื้นฟูธรรมชาติและแก้ปัญหาภาวะโลกร้อน ด้วยงานเทศกาลสภาพภูมิอากาศ หรือ Climate Festival ซึ่งเป็นการผนึกกำลังจาก 4 ภาคส่วน ได้แก่ ชนเผ่า ชุมชน ประเทศ และโลก เพื่อใช้การท่องเที่ยวเป็นเครื่องมือในการนำพาไปสู่สังคมคาร์บอนต่ำ หรือ Low Carbon Lifestyle และร่วมกันปลูกต้นไม้ในทุกๆ ที่ที่มีโอกาส เพื่อดูดซับคาร์บอนที่แต่ละคนใช้ในแต่ละปีให้ลดลง โดยมีเป้าหมายไปที่แต่ละบุคคลปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เป็นศูนย์ หรือ Zero Emission

โดยกิจกรรมแรกเริ่มต้นด้วยการปลูกป่าที่บริเวณอ่างเก็บน้ำห้วยตึงเฒ่า กิจกรรมคอนเสริต์ออนไลน์จาก 2 ศิลปินชื่อดัง วงลิปตา และวงมายด์ เพื่อระดมทุนสนับสนุนการปฏิบัติงานของเครือข่ายความร่วมมือในการควบคุมไฟป่า และเครือข่ายแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควัน ในพื้นที่ 9 จังหวัดภาคเหนือ และกิจกรรมปลูกป่า ณ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอดอยสะเด็ด จังหวัดเชียงใหม่

สำหรับเทศกาลสภาพภูมิอากาศ หรือ Climate Festival เป็นเทศกาลที่ใช้การท่องเที่ยวเป็นเครื่องมือในการรณรงค์จิตสำนึก และผลักดันให้เกิดการลงมือทำจริงด้วยตนเองในการกอบกู้สภาพแวดล้อม โดยมีเป้าหมายที่จะผลักดันให้มีการปลูกต้นไม้หนี่งร้อยล้านต้นทั่วประเทศ รณรงค์ให้มีการใช้ผลิตภัณฑ์คาร์บอนต่ำอย่างแพร่หลายมากที่สุดในสังคมไทย เพื่อการมีสภาพแวดล้อมที่ดี และการดำรงอยู่อย่างยั่งยืนร่วมกันของมนุษย์ สัตว์ และสิ่งแวดล้อม ซึ่งได้รับความร่วมมือจากหลายภาคส่วนทั้งภาครัฐเเละเอกชน อาทิ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย จังหวัดเชียงใหม่ กองทัพบก กองทัพเรือ สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ ที่ 1 (เชียงใหม่) กรมป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ศูนย์ส่งเสริมการควบคุมไฟป่าภาคเหนือที่ 1 เชียงใหม่ บริษัทนิสสัน มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด Forest Heroes ผู้ใหญ่บ้าน ปรีชา ศิริ หนึ่งในห้าวีรบุรุษโลก ที่ได้รับรางวัลวีรบุรุษผู้ดูแลป่าจากองค์การสหประชาชาติ พร้อมด้วยสื่อมวลชน Influencer ด้านการท่องเที่ยว จิตอาสาในพื้นที่และเซเลบริตี้นักแสดงจิตอาสาชื่อดัง แพนเค้ก-เขมนิจ จามิกรณ์

ทั้งนี้ กิจกรรมปลูกป่ามีการวางมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 อย่างเคร่งครัด โดยมีการแจก Face Shield แอลกอฮอล์ และการปฏิบัติตามมาตรการรักษาระยะห่างทางสังคมตามมาตรฐานคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุขอย่างรัดกุมตลอดงาน

พัฒนาศักยภาพเชิงรุก เพื่อก้าวข้ามอุปสรรคอย่างยั่งยืน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/626029

วันที่ 15 มิ.ย. 2563 เวลา 12:15 น.พัฒนาศักยภาพเชิงรุก เพื่อก้าวข้ามอุปสรรคอย่างยั่งยืนการรับมือกับปัญหาไวรัสโควิด 19 เชิงองค์รวม : การแก้ปัญหาเชิงระบบที่ซับซ้อนเชิงรุก

โลกเปลี่ยนแปลงทุกขณะ ไม่แน่นอน อ่อนไหว ซับซ้อน และคลุมเครือ การอุบัติขึ้นของไวรัสโควิด 19 ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงทั่วโลก และปรับเปลี่ยนการดำเนินธุรกิจและวิถีชีวิตมนุษย์อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมันได้คร่าชีวิตมนุษย์ไปกว่า 4 แสนคน

ดร.จันทรชัย ถวิลพิพัฒน์กุล จากสถาบันอินทรานส์ Hipot – การปฏิรูปศักยภาพมนุษย์อย่างบูรณาการ ศาสตร์ชีวิตองค์รวมเพื่อความมั่นคง ยั่งยืน เผยข้อมูลจาก OECD เตือนว่าผลผลิตทางเศรษฐกิจทั่วโลกจะหดตัวมากถึง 7.6% หากมีการระบาดรอบสองในปลายปีนี้ และการฟื้นตัวจะเป็นไปอย่างเชื่องช้าและผันผวน เพราะปัญหาไวรัสโควิด 19 นั้นซับซ้อน เราจึงต้องเปลี่ยนกระบวนการรับมือแบบเดิมๆ มาเป็นการพัฒนาเชิงรุกอย่างเป็นระบบ

การพัฒนาศักยภาพเชิงรุกคืออะไร?

การพัฒนาเชิงรุกมีเป้าหมายเพื่อการก้าวข้ามพ้นอุปสรรคและปัญหาสู่ความยั่งยืน มันเป็นการเน้นการปรับเปลี่ยนโดยเริ่มที่ตนเองเป็นหลัก ด้วยความเข้าใจถึงความหมายของศักยภาพที่แท้จริงสามารถระเบิดศักยภาพจากภายใน สามารถสร้างแรงบันดาลใจ ความมุ่งมั่น แรงขับเคลื่อนภายในด้วยทัศนคติเชิงบวก รู้ว่าจะเลือกตอบสนองอย่างไรเมื่อมีอะไรมากระทบ

การเข้าถึงจุดนี้ได้ แรกเริ่มเลยคือ การสร้างการนำตนเอง (Self-directed) การจะนำตนเองได้ ต้องเริ่มที่การเปลี่ยนกรอบความคิดอันเป็นฐานรากชีวิต กรอบความคิดเป็นของตนเอง อำนาจการเปลี่ยนแปลงจึงเป็นเรื่องที่ตนกำหนดได้เองทั้งสิ้น เราจึงต้องเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อการเกิดขึ้นของไวรัสโควิด 19 และการรับมือเสียใหม่ เพราะเรื่องนี้เราห้ามไม่ได้ แต่เราสามารถปรับตัวได้เพื่อให้อยู่รอด เพราะมันไม่สำคัญว่าอะไรจะเกิดขึ้น แต่มันอยู่ที่เราว่าจะตอบสนองต่อสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นอย่างไร

เมื่อเราสามารถควบคุมได้ เราจึงกำหนดได้ เราจึงเล่นเชิงรุกได้ และนี่คือศักยภาพที่แท้จริงที่บุคคลมี มันคือ ศักยภาพในการนำตนเองเชิงรุก มันคือการจัดการตนเอง รับรู้อย่างมีสติ ไม่ตื่นตระหนก มีความอดทน ดังนั้น ความสามารถในการนำตนเองเชิงรุกจึงเป็นจุดเริ่มต้นของความยั่งยืน

มุมมองเชิงระบบที่ซับซ้อนคืออะไร?

มันเป็นความสามารถในการเข้าใจปัญหาต่างๆ ตามความเป็นจริงว่า ปัญหาใดๆ คือระบบ และทุกปัญหาล้วนเชื่อมโยงกันอย่างเป็นร่างแหสลับซับซ้อนและในการรับมือกับความท้าทายต่างๆ นอกจากต้องพัฒนาศักยภาพในการนำตนเองแล้ว ทีนี่เราต้องแก้ปัญหาในการแก้ปัญหา เราต้องใช้ปัญญา ฐานรากของปัญญามาจากแนวคิดเชิงระบบแนวคิดเชิงระบบเป็นการพิจารณาทางออกของปัญหาต่างๆ ตามความเป็นจริงว่า ทางออกของปัญหาใดๆ เกิดขึ้นจากการเชื่อมโยงขององค์ประกอบ ดังนั้น ทางออกอย่างสร้างสรรค์หรือที่เรียกว่านวัตกรรมนั้น มันก็คือ การเชื่อมโยงที่หลากหลายขององค์ประกอบที่แตกต่างนั่นเองการแก้ปัญหาใดๆ จึงเป็นการคิดวิเคราะห์เพื่อหาองค์ประกอบที่แตกต่างและสร้างการเชื่อมโยงที่หลากหลายขององค์ประกอบเหล่านั้นเพื่อสร้างทางเลือก หาทางออกใหม่ๆ เพื่อนำไปแก้ปัญหาความแตกต่างของปัญญาเพื่อความยั่งยืน มันก็อยู่ตรงนี้แหละ เพราะสรรพสิ่งเชื่อมโยง

แต่การแก้ปัญหาใดๆ มันมิได้ง่ายตรงไปตรงมาอย่างเป็นเส้นตรงเชิงเดี่ยวเพราะทุกปัญหามันซับซ้อน มันเป็นปัญหาซ้อนปัญหาที่ไม่สามารถแยกออกจากกันได้ดังเช่นปัญหาไวรัสโควิด 19 ที่ส่งผลกระทบต่อทุกภาคส่วนในเวลานี้ทางออกต่อมุมมองดังกล่าวจึงต้องพัฒนาปัญญาไปอีกขั้นหนึ่งที่เห็นความจริงของปัญญาบนฐานของระบบซ้อนระบบเห็นถึงความเชื่อมโยงที่สลับซับซ้อน เกี่ยวพัน ทับซ้อนกันของปัญหาต่างๆ ที่ต่างก็สัมพันธ์เชื่อมโยงกันในทุกระดับอย่างลึกซึ้งการแก้ปัญหาไวรัสโควิด 19 จึงไม่อาจทำได้ด้วยมุมมองเชิงเดี่ยวด้วยการแก้ที่องค์ประกอบใดองค์ประกอบหนึ่งอย่างโดดๆแต่ต้องอาศัยทุกองค์ประกอบในทุกภาคส่วนของประเทศและโลกที่ต้องเชื่อมโยงช่วยเหลือกันอย่างเป็นหนึ่งเดียว อย่างมาตรการต่างๆ ที่รัฐบาลทั่วโลกกำลังเร่งดำเนินการอยู่ทุกวันนี้

โดยสรุป ศักยภาพในการแก้ปัญหาเชิงระบบที่ซับซ้อนเชิงรุกสามารถพัฒนาขึ้นมาได้ด้วยการผสานสองแนวคิดข้างต้นเข้าด้วยกัน กล่าวคือ การปรับมุมมองที่ว่าการเปลี่ยนแปลงใดๆ ต้องเริ่มที่ตนเองก่อนเสมอเพื่อสร้างความสามารถในการนำตนเองด้วยการระเบิดศักยภาพจากภายในผ่านกรอบความคิดเชิงบวกที่เห็นความจริงว่าปัญหาใดๆ ล้วนเชื่อมโยงและทับซ้อนกันอย่างเป็นระบบซ้อนระบบเพื่อนำไปสู่การสร้างปัญญาและกระบวนการเรียนรู้และทางเลือกใหม่ๆ ที่มีคุณค่าเชิงเศรษฐกิจด้วยการสร้างการเชื่อมโยงที่หลากหลายขององค์ประกอบที่แตกต่าง

ด้วยความเข้าใจนี้เองสามารถนำมาปรับใช้กับการแก้ปัญหาใดๆ ในองค์กรรวมทั้งครอบครัว สังคม ชุมชน และประเทศชาติเพื่อสร้างความยั่งยืนในทุกระดับ แม้แต่ที่ประชุม World Economic Forum เมื่อเร็วๆ นี้ ก็ได้ประกาศว่า “ความสามารถในการแก้ปัญหาเชิงซับซ้อน” เป็นทักษะที่สำคัญและจำเป็นอันดับแรกในปี 2020

เราจึงจำเป็นต้องเตรียมคนให้พร้อมด้วยการยกระดับแนวคิดใหม่เพื่อรับมือกับความท้าทายในอนาคตที่ไม่อาจคาดเดาได้ด้วยกระบวนการแก้ปัญหาเชิงระบบที่ซับซ้อนเชิงรุก

เพราะเราไม่สามารถจัดการกับปัญหาได้ด้วยระดับความคิดตอนที่เราสร้างมันขึ้นมา We cannot solve our problems with the same thinking we used when we created them – (Einstein)

กินเนื้อแดง อาหารแปรรูป เสี่ยงมะเร็งลำไส้ใหญ่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/625976

วันที่ 14 มิ.ย. 2563 เวลา 14:33 น.กินเนื้อแดง อาหารแปรรูป เสี่ยงมะเร็งลำไส้ใหญ่สถาบันมะเร็งแห่งชาติ ยืนยันข่าวจริง “WHO ฟันธง การรับประทานเนื้อแดงและอาหารแปรรูป เสี่ยงมะเร็งลำไส้ใหญ่”

กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ยืนยันข่าวจริง กรณีตามที่มีข่าวปรากฏตามสื่อต่างๆ เกี่ยวกับประเด็น “WHO ฟันธง การรับประทานเนื้อแดงและอาหารแปรรูป เสี่ยงมะเร็งลำไส้ใหญ่” นั้น โดยสถาบันมะเร็งแห่งชาติ ได้ตรวจสอบข้อมูลวิชาการพบข้อเท็จจริง คือ องค์กรวิจัยมะเร็งนานาชาติ หรือ International Agency for Research on Cancer (IARC) ซึ่งเป็นหน่วยงานภายใต้องค์การอนามัยโลก (WHO) จัดให้ เนื้อสัตว์แปรรูปเป็นสารก่อมะเร็งกลุ่ม 1 คือสามารถก่อมะเร็งในมนุษย์ ส่วนเนื้อแดง เป็นกลุ่ม 2A คืออาจจะก่อมะเร็งในมนุษย์

นายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า เนื้อสัตว์แปรรูป คือเนื้อที่ผ่านการคลุกเกลือ หมัก บ่ม รมควัน และวิธีอื่นๆ ที่เพิ่มรสชาติหรือถนอมอาหารให้ดีขึ้น เช่น แฮม ไส้กรอก กุนเชียง หมูยอ โดยการบริโภคเนื้อแปรรูปที่มากขึ้นและเป็นประจำ จะเพิ่มความเสี่ยงการเป็นมะเร็งลำไส้และไส้ตรงได้ ส่วนเนื้อแดงของสัตว์ต่างๆ เช่น เนื้อวัว หมู แกะ หมูป่า ม้า และแพะ เป็นต้น มีรายงานจาก IARC ที่ระบุว่า การกินเนื้อแดงมีความสัมพันธ์กับการเพิ่มความเสี่ยงการเป็นมะเร็งลำไส้และไส้ตรง

นายแพทย์จินดา โรจนเมธินทร์ ผู้อำนวยการสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กล่าวเสริมว่า เนื้อสัตว์แปรรูป จัดอยู่ในสารก่อมะเร็งกลุ่ม 1 คือสามารถก่อมะเร็งในมนุษย์ ซึ่งเป็นกลุ่มเดียวกันกับ บุหรี่ แอลกอฮอล์ แร่ใยหิน สารหนู เป็นต้น อย่างไรก็ตาม เนื้อสัตว์แปรรูปก็ไม่ได้มีอันตรายมากเท่าสารเหล่านี้ ดังนั้น ประชาชนจึงสามารถรับประทานเนื้อสัตว์ แปรรูปได้ แต่สิ่งสำคัญคือให้จำกัดปริมาณการรับประทานและเนื้อแดงก็เช่นเดียวกัน เพราะเนื้อแดงมีคุณค่าทางโภชนาการและมีสารอาหารต่างๆ อาทิ โปรตีน สังกะสี เหล็กและวิตามินบี 12 ดังนั้น จึงไม่ควรงดรับประทานเนื้อแดง แต่ควรรับประทานในปริมาณที่เหมาะสม ซึ่งกองทุนวิจัยมะเร็งโลกแนะนำว่าควรรับประทานเนื้อแดงไม่เกิน 500 กรัมต่อสัปดาห์ และรับประทานโปรตีนจากแหล่งอื่นเพิ่มเติม เช่น ไข่ เต้าหู้และถั่ว รวมทั้งการบริโภคอาหารให้มีความหลากหลาย

ที่มา กรมการแพทย์