“ศุภจี” อ้อน “แต๋ม” ขอโอกาส ไม่ได้เป็นนักการเมืองเลย ตั้งใจมาทำให้คนไทยหลุดพ้น

“ศุภจี” อ้อน “แต๋ม” ขอโอกาส ไม่ได้เป็นนักการเมืองเลย ตั้งใจมาทำให้คนไทยหลุดพ้น

6 ก.พ. 2569 21:31 น.

“ศุภจี” อ้อน “แต๋ม” ขอโอกาส ไม่ได้เป็นนักการเมืองเลย ตั้งใจมาทำให้คนไทยหลุดพ้น

“ศุภจี” ร่ายยาวทางแก้ปากท้อง การค้า เหน็บพวกทำเรื่องเศรษฐกิจมาไม่รู้กี่รอบ เห็นปัญหาหรือไม่ โต้ไม่เคยด้อยค่าส่งออก โวทำงาน 73 วัน งัดเรื่องราคาข้าวให้ขึ้นมาได้ อ้อน “แต๋ม” ขอโอกาส ยันไม่ได้มาทำงานให้พรรคการเมืองไหน

วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ขึ้นปราศรัยโดยช่วงต้นกล่าวว่า วันนี้การที่แต๋มได้มายืนพูดตรงนี้อีกครั้งหนึ่ง ไม่ใช่นักการเมืองแต่มาอยู่ตรงนี้เพื่อพี่น้องทุกคนและคนไทยทุกคนในประเทศนี้ ตนไม่ต่างจากนายเอกนิติ ที่มีเพื่อนๆ ครูบาอาจารย์ไม่ให้มาทำตรงนี้ แต่ตนไปขอทุกคนว่าต้องมาเพราะห่วงพวกเราทุกคน

การที่ประเทศเรากำลังเผชิญมรสุมมากมายที่มาจากปัจจัยควบคุมไม่ได้ นี่คือสิ่งที่ตนเป็นห่วง ซึ่งนายสีหศักดิ์ พูดแล้วในเรื่องภูมิรัฐศาสตร์เพราะโลกเราขัดแย้งกันถูกบังคับให้ต้องเลือกยืนอยู่ข้างใดข้างหนึ่ง แต่ในความเป็นจริงเราไม่ได้ใหญ่พอที่จะเลือก ฉะนั้นเราจึงต้องพยายามทำตัวให้เข้าได้กับทุกคน แต่ต้องเข้าได้อย่างมีศักดิ์ศรี เพราะภูมิรัฐศาสตร์ล้อมเรา เพราะในเรื่องความมั่นคงและเศรษฐกิจการต่างประเทศมันแยกกันไม่ออก ซึ่งเราเห็นแล้วว่าโลกบีบเรา และการค้าก็เหมือนกัน

ฉะนั้นทำไมที่มนุษย์สามคนที่ไม่ควรมายืนอยู่ตรงนี้ (สีหศักดิ์ เอกนิติ ศุภจี) ถึงต้องมา ก็เพราะว่าการตลาด เศรษฐกิจการค้า ความมั่นคงถูกโยงด้วยกัน เพราะเรากำลังอยู่ในมรสุมที่น่ากลัว ฉะนั้นเรือของเรากำลังแล่นไปด้วยความยากลำบากและท้าทาย นี่คือประเทศไทยในวันนี้ พวกเราสามคนถึงอาสาเข้ามาพยุงให้เรือลำนี้ ผ่านพ้นและไปหาทะเลใหม่ที่มีความสดใสและมีความหวัง

นางศุภจี กล่าวอีกว่า ชั่วโมงนี้ไม่ใช่เวลาที่เราจะมาทะเลาะกันเองข้างในเพราะความขัดแย้งไม่ช่วยเลย แต่เราต้องสามัคคีกันทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงผู้คนทั่วไป ก่อนยกตัวอย่างว่าเมื่อก่อนเราเคยเป็นเสือตัวที่ 5 ของเอเชีย แต่วันนี้จีดีพีไทยโตต่ำมาก เราเป็นคนป่วยของเอเชียไม่ใช่เสือตัวที่ 5 แล้ว

และปีนี้มีคนมาบอกว่าไอเอ็มเอฟบอกสถานการณ์ประเทศไทยจะโตขึ้นแค่ 1.6% ฉะนั้นเราจะยอมได้หรือให้ประเทศไทยโตแค่ 1.6% ยอมไม่ได้ แต่เราก็ต้องรับรู้ว่าสภาพเราเป็นอย่างไร นายเอกนิติถึงพูดในเรื่องประชานิยมว่าเราไม่ได้มีเงินเยอะ แต่เราตั้งใจในสิ่งที่เป็นประโยชน์และให้ทุกคนต่อยอดได้อย่างกระจายตัว ฉะนั้นเราต้องใช้เงินอย่างแม่นยำ ซึ่งการที่จะทำให้เราเติบโตได้มากกว่านี้ คือต้องประสานความร่วมมือกันมาช่วยทำให้ยกระดับ ซึ่งนายเอกนิติทำให้เราเห็นแล้วว่าทำงาน 73 วัน นำรถยนต์เก่าๆขึ้นมาจากหล่ม ทำให้ไตรมาส 4 ประเทศไทยโตถึง 1.8% และตอนนี้เมื่อเขาบอกว่าเราจะโต 1.6% ฉะนั้นทุกคนเชื่อมือนายเอกนิติ หรือไม่ แต่จะมีนายเอกนิติ คนเดียวไม่ได้ ต้องมีแต๋มด้วย ซึ่งเราต้องมาคุยกันในเรื่องการหารายได้ ซึ่งสิ่งที่จะเป็นทางรอดของเราคือ ต้องหารายได้ให้ได้

จากนั้น นางศุภจี กล่าวถึงรายได้ของประเทศมาจาก 4 เรื่องใหญ่ 1.มาจากกำลังซื้อ รายได้มวลรวมของประเทศ ถ้าเราเข้ามาจะต้องกระตุ้นให้กระจายไปถึงทุกกลุ่ม 2.การลงทุน เราตั้งเป้าว่าจะให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนเกือบ 500,000 ล้านบาท ไปพร้อมกับการพัฒนาเรื่องทักษะที่เป็นความหวัง และเราต้องทำรองรับอุตสาหกรรมใหม่ๆ เช่น AI ยานยนต์ใหม่ การท่องเที่ยวที่มีมูลค่าสูง เป็นต้น เราต้องเน้นมาเรื่องอุตสาหกรรมการลงทุนและทำให้เกิดการจ้างงาน หากทำได้คิดว่าเราก็จะเติบโตได้มากกว่าที่เขาประเมินไว้

3.การใช้จ่ายเงินของรัฐ ประเทศไทยมีไม่เยอะรายได้เรามี 3 ล้านล้านบาท แต่รายจ่ายมี 4 ล้านล้านบาท ซึ่งในนี้มีงบรายจ่ายประจำอยู่ 3.1 ล้านล้านบาท รายจ่ายผูกพันประมาณ 4-5 แสนล้าน เหลือเงินใช้จ่ายจริงอยู่ประมาณ 5 แสนล้านถือว่าต่ำ ฉะนั้นการใช้เราต้องใช้อย่างแม่นยำและเกิดประโยชน์ จึงทำโครงการให้ปลาพ่วงเบ็ด ไม่ใช่ประชานิยมที่จะสักแต่ว่าแจก โดยต้องดูด้วยว่าจะหาเงินจากไหนเพราะขนาดนี้เพดานหนี้สาธารณะประเทศไทยแทบจะติดแล้ว 66-67% และที่คุณบอกจะใช้เงินปีละ 6-7 แสนล้าน เอามาจากไหนเพราะนโยบายขายมีเยอะแยะมากมายทำไม่ได้ประโยชน์ ฉะนั้นพรรคภูมิใจไทยถึงทำนโยบายที่เจาะตรงเป้า และจะมาบอกว่าไม่มีนโยบายอีกหรือ ฉะนั้นที่บอกว่าการบริหารประเทศต้องอยู่บนข้อเท็จจริง ตั้งใจจริง พุ่งตรงแม่นยำไปที่เป้านั้นจริง

ส่วนเครื่องยนต์ตัวที่สี่ นางศุภจี กล่าวว่า ต้องทำให้การส่งออกและนำเข้าให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ที่ผ่านมาเรามีปัญหาคือไทยกระจุกอยู่ในแค่สหรัฐและจีน มีการส่งออกไปสองประเทศนี้เทียบเท่าการส่งออก 1 ใน 3 ของประเทศ ฉะนั้นหากเราฝากการส่งออกของไทยอยู่ในประเทศที่ขัดแย้งกันถือเป็นความเสี่ยง จึงต้องหาตลาดใหม่

เหน็บพวกทำเรื่องเศรษฐกิจมาไม่รู้กี่รอบ เห็นปัญหาหรือไม่

ส่วนที่วันนี้มีคนวิจารณ์ว่าตนดูหมิ่นดูแคลนการส่งออก ตนไม่เคยดูหมิ่นและเหยียดหยามแต่คิดว่าเราสามารถทำได้กว่านี้อีก แต่ถ้าคุณมองไม่เห็นว่าปัญหามันอยู่ตรงไหนเราคิดว่าสิ่งที่ดีอยู่มันดีแล้วประเทศจะเป็นอย่างนี้หรือ ที่ผ่านมาประเทศไทยมีปัญหาเรื่องเศรษฐกิจ นี่เพียงแค่ 3 เดือนเราทำได้ขนาดนี้ และคนที่ทำมาไม่รู้กี่รอบกี่ปีเรื่องเศรษฐกิจแล้วบอกว่าปัญหาไม่มีเรื่องการส่งออก ท่านว่าเขาเห็นหรือไม่เห็นปัญหา ฉะนั้นตนไม่เถียงว่าภูมิภาคอื่นมีการเจริญเติบโตด้วย แต่ประเด็นของตนมองว่าเราควรจะโตในการสุ่มเสี่ยงเหมือนเดิมหรือไม่ ฉะนั้นสิ่งที่เราต้องทำคือหาตลาดใหม่เพิ่มเติม และทำให้ฐานใหญ่มากขึ้นคือขายให้มากขึ้นซึ่งผิดด้วยหรือ

“เพราะฉะนั้นจะบอกว่ายุโรปโต ตะวันออกกลางโต แต่มันโตพอหรือไม่ ดังนั้นสิ่งที่เราต้องเดินหน้าต่อคือทำอย่างไรว่าจะเข้าไปตลาดใหม่ให้มันโตกว่าเดิม เพื่อที่เราจะได้ลดการพึ่งพาของประเทศที่เราพึ่งพาเขาอยู่ 1 ใน 3 ฉะนั้นกลยุทธ์การส่งออกตลาดเดิมต้องรักษาและทำอย่างมีกลยุทธ์ คือการประสานกันระหว่างความมั่นคง การต่างประเทศและการค้า และตอนนี้มีพรรคไหนพร้อมที่ทำเรื่องนี้มากกว่าพรรคภูมิใจไทยหรือ ฉะนั้นตลาดเดิมก็ต้องรักษา ตลาดใหม่ก็ควรจะทำให้มันโตขึ้น พร้อมย้ำว่าในเมื่อมีการกระจุกตัวอยู่ในประเทศที่ขัดแย้งกัน เรามีความเสี่ยงสูง จึงต้องไปโตในตลาดอื่นให้มากขึ้น”

โต้ไม่เคยดูด้อยค่าส่งออก โวทำงาน 73 วัน งัดเรื่องราคาข้าวให้ขึ้นมาได้

ส่วนที่มีคนบอกว่าการส่งออกมีปัญหา ฉะนั้นการแก้การกระจุกที่หนึ่ง นางศุภจี กล่าวว่า ผู้ส่งออกในประเทศไทยที่ขึ้นทะเบียนมีอยู่ประมาณ 3 หมื่นราย เป็นผู้ประกอบการรายใหญ่ประมาณ 7-8 พันราย แต่กินส่วนแบ่งถึง 74% ที่เหลือเป็นเอสเอ็มอี ฉะนั้นเราต้องช่วยในกลุ่มนี้คือ 1. เสริมทักษะเพื่อเสริมแกร่งให้เอสเอ็มอี โดยมีโครงการให้เข้าถึงแหล่งเงินทุน หาตลาดและการปกป้องเอสเอ็มอี จากนอมินีซึ่งทำแล้ว ส่วนคนที่ทำเศรษฐกิจมาหลายปีทำไมไม่แก้จุดนี้ ทำมากี่ปีกี่สมัยทำได้แค่นี้ ฉะนั้นเราต้องทำให้เอสเอ็มอีโตต่อเนื่องและมากกว่านี้

ส่วนการแก้กระจุกตัวต่อไปคือเรื่องสินค้า นางศุภจี กล่าวว่า ปี 68 เราส่งออก 11.1 ล้าน และนำเข้า 11.4 ล้านมากกว่าส่งออก แต่มันกระจุกเพราะสินค้าที่เราส่งออกกับนำเข้าเป็นสินค้ากลุ่มเดียวกัน เช่น เครื่องจักร อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ชิ้นส่วนรถยนต์ ถือว่าประเทศไทยอยู่ในห่วงโซ่ตรงกลาง การแก้เราต้องทำให้การส่งออกสินค้ากระจายตัวมากขึ้น ไม่ใช่กระจุกอยู่กลุ่มเดียวกับสินค้าที่นำเข้า

และคนที่บอกว่าตนด้อยค่าการส่งออกนั้นมันใช่หรือ สิ่งที่เราต้องส่งเสริมในเรื่องสินค้าที่ทำในประเทศไทย หรือเมคอินไทยแลนด์ หากทำได้จะเป็นเรื่องดี ไปพร้อมกับการแก้สินค้าสวมสิทธิ์ และแก้การส่งออกสินค้าเกษตรแปรรูป ดังนั้นหน้าที่ของทีมเศรษฐกิจนี้คือทำอย่างไรจะช่วยให้เกษตรกรมีรายได้

ส่วนเรื่องการเกษตร จากที่ตนทำ 3 เรื่องคือ เกษตรแม่นยำ เกษตรมั่นคง เกษตรยั่งยืน และจากการทำงานมา 73 วัน ตนงัดเรื่องราคาข้าวให้ขึ้นมาได้ โดยใช้กลไกการตลาดไม่ได้ใช้เงิน โดยดูดซับอุปทานขึ้นมาและนำมาขายให้กับพวกเรากันเองในกลุ่มรัฐ ประกอบกับหาตลาดให้ รวมถึงขณะนี้เรากำลังแก้ปัญหาเรื่องมะพร้าวน้ำหอมในเรื่องล้งจีนหากทำให้ถูกกฎหมายก็ต้องจัดการพร้อมกับการเปิดตลาดใหม่ และขณะนี้ก็กำลังทำตลาดเรื่องทุเรียนส่งออก ฉะนั้นเราต้องช่วงชิงในเรื่องเกษตรแม่นยำ

ส่วนเกษตรมั่นคง เราต้องหาตลาดส่งออกให้เขาได้และใช้วิธีการแลกเปลี่ยน ไม่ใช่ซื้อขายอย่างเดียวเพื่อทำให้เกษตรกรลืมตาอ้าปากได้ รวมถึงการทำเกษตรฟาร์มมิ่ง ด้วยการทำขายล่วงหน้าหากทำได้เกษตรกรก็จะไม่ต้องกังวลในเรื่องหาตลาด

ส่วนการทำเกษตรยั่งยืนต้องเน้นในเรื่องสิ่งแวดล้อม เกษตรอินทรีย์ การทำเกษตรคาร์บอนต่ำ ฉะนั้นหากเราทำให้เกษตรกรมีรายได้มั่นคงก็จะทำให้คนจำนวนมากของประเทศมีรายได้ดีขึ้น เพราะประเทศไทยขายความมั่นคงเรื่องการเกษตร โลกวันนี้หากเกิดปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้สิ่งที่คนต้องใช้ต้องกินคืออาหาร ฉะนั้นถ้าเราขายความมั่นคงอาหารให้คนอื่นได้ก็ทำให้ชาวนาเกษตรกรมีความมั่นคงสูงขึ้น และทำให้พยุงเศรษฐกิจปากท้องขึ้นจากหล่มได้

อ้อน “แต๋ม” ขอโอกาส ยันไม่ได้มาทำงานให้พรรคการเมืองไหน

นางศุภจี ย้ำว่า อย่ามาว่าสิ่งที่อยู่มันดีแล้ว แต่เพราะมองไม่เห็นปัญหาถึงแก้ไม่ได้ ฉะนั้นเราต้องยอมรับความจริงว่า อะไรควรแก้อะไรควรเก็บ ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่คณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจชุดนี้ หากได้ทำต่อ ก็จะทำต่อในเรื่องความมั่นคง เศรษฐกิจการค้า

ซึ่งอนาคตอยู่ในมือทุกคนเรายังจะเดินเรือในทะเลที่มีคลื่นมรสุม หรือเราจะเอาเรือลำนี้ออกไปตะลุยแหล่งน้ำใหม่ และจากที่ตนเล่ามาทั้งหมดแล้วมีความหวังขึ้นบ้างหรือไม่ อนาคตอยู่ในมือของทุกท่านว่าจะเลือกความหวังหรือจะเลือกความขัดแย้ง จะเลือกคนที่เข้ามาแก้ปัญหาหรือคนที่เข้ามาแก้ระบบโดยที่ไม่รู้ในเรื่องของปัญหา และไม่รู้จริงในเรื่องของปัญหา

นางศุภจี กล่าวทิ้งท้ายว่า แต๋มขอโอกาส อย่าทำให้สิ่งที่แต๋มตั้งใจมาทำเพื่อพวกท่านไม่มีโอกาสได้ทำ ตนทำเต็มที่ ทำเต็มร้อย พร้อมยืนยันว่าไม่ได้มาทำงานให้พรรคการเมืองไหน เพราะไม่ได้เป็นนักการเมืองเลยและไม่เคยมาอยู่ตรงนี้เลย แต่ตนมีความตั้งใจจริง ตั้งใจอย่างมากที่จะทำให้กับทุกท่านที่อยู่ในประเทศนี้ ทำให้คนไทยสามารถรอดพ้นจากความน่าเป็นห่วงและความอันตราย ตนมาอาสาทำให้เรามีความหวังขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง

ภายหลังการปราศรัยมีประชาชนมอบพระพุทธรูปปางสมาธิให้กับนางศุภจี ก่อนที่จะถ่ายภาพร่วมกับประชาชนจนลงสุดเวทีปราศรัย

นายพลรัสเซียถูกยิงบาดเจ็บสาหัสในมอสโก เร่งสอบสวนคดีลอบสังหาร

นายพลรัสเซียถูกยิงบาดเจ็บสาหัสในมอสโก เร่งสอบสวนคดีลอบสังหาร

6 ก.พ. 2569 15:54 น.

นายพลรัสเซียถูกยิงบาดเจ็บสาหัสในมอสโก เร่งสอบสวนคดีลอบสังหาร

สื่อรัสเซียรายงานว่า พลโทวลาดิเมียร์ สเตปาโนวิช อเล็กเซเยฟ รองหัวหน้าสำนักงานข่าวกรองหลัก (GRU) แห่งกองทัพรัสเซีย ตกเป็นเหยื่อความพยายามลอบสังหารภายในอาคารที่พักของตนเอง กรุงมอสโก เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา อาการสาหัสต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล ทางการตั้งข้อหาพยายามฆ่าและใช้อาวุธปืนผิดกฎหมาย

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นบริเวณถนนโวโลโคลัมสโกเย ในกรุงมอสโก เมื่อ พลโท วลาดิเมียร์ อเล็กเซเยฟ รองหัวหน้าหน่วยข่าวกรองทหาร (GRU) ลำดับที่ 1 ถูกลอบยิงบริเวณทางเข้าอพาร์ตเมนต์ของตนเอง ในเบื้องต้นมีรายงานว่าเขาเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ แต่ข้อมูลล่าสุดระบุว่า นายพลอเล็กเซเยฟได้รับบาดเจ็บสาหัสและถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วน โดยคณะกรรมการสอบสวนของรัสเซีย (SKR) ระบุว่ามือปืนได้กระหน่ำยิงใส่หลายนัดก่อนหลบหนีไป ข้อมูลเบื้องต้นชี้ว่าผู้ก่อเหตุอาจเป็น “ผู้หญิง” ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดและสอบปากคำพยานในพื้นที่

แม้จะไม่ใช่บุคคลที่ออกหน้าสื่อบ่อยนัก แต่ในหมู่ทหารเขามีชื่อเรียกที่รู้จักกันดีว่า “สเตปาโนวิช” และเป็นบุคคลสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์รัสเซียช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยเขาถือเป็นคีย์แมนช่วงกบฏวากเนอร์ ด้วยการอัดคลิปวิดีโอเรียกร้องให้กลุ่มวากเนอร์หยุด “การเดินขบวนแห่งยุติธรรม” เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2023 และเป็นผู้ที่เผชิญหน้าเจรจากับ เยฟเกนี พริโกซิน ที่กองบัญชาการในเมืองรอสตอฟ เพื่อหาทางออกอย่างสันติ

อเล็กเซเยฟยังมีบทบาทสำคัญในการเปิดโปงการทุจริตมหาศาลภายในกระทรวงกลาโหมรัสเซีย ซึ่งนำไปสู่การกวาดล้าง “นายพลสายบุ๋น” ที่หากินกับงบประมาณกองทัพ เขาเคยคุมปฏิบัติการต่อต้านการก่อการร้ายในซีเรีย และได้รับฉายา “วีรบุรุษแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย” ในปี 2017

เหตุลอบสังหารครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงหนึ่งวันหลังจากที่ โวโลดิมีร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน ได้ประกาศกร้าวว่าจะทำให้ “จุดจบของสงคราม” กลายเป็นนรกสำหรับรัสเซีย และจะทำให้มั่นใจว่ารัสเซียจะไม่เหลือความสำเร็จใดๆ จากการรุกรานครั้งนี้ ซึ่งทำให้มีการตั้งข้อสังเกตว่าอาจเป็นฝีมือของหน่วยปฏิบัติการพิเศษจากฝ่ายตรงข้าม หรืออาจเป็นความขัดแย้งภายในจากการที่เขาไล่บี้กลุ่มผลประโยชน์ในกองทัพ

ทางการรัสเซียได้ตั้งข้อหาพยายามฆ่าและครอบครองอาวุธปืนโดยผิดกฎหมาย พร้อมระดมกำลังเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานและฝ่ายความมั่นคงเข้าปิดล้อมพื้นที่เพื่อหาเบาะแสเพิ่มเติม

ในอดีตยูเครนเคยอ้างความรับผิดชอบต่อการโจมตีบุคคลสำคัญทางทหารของรัสเซีย ขณะที่เจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรองรัสเซียอ้างว่าได้ขัดขวางความพยายามโจมตีทหารรัสเซียในนครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กเมื่อปลายเดือนที่แล้ว

ทั้งนี้ เมื่อเดือนที่แล้ว ศาลรัสเซียได้ตัดสินจำคุกตลอดชีวิตชายชาวอุซเบกิสถานคนหนึ่งในข้อหาฆาตกรรมหัวหน้าหน่วยป้องกันรังสี เคมี และชีวภาพของกองทัพรัสเซียเมื่อปี 2024 โดยพลเอก อิกอร์ คิริลลอฟ ถูกสังหารเมื่อสกูตเตอร์เกิดระเบิดขึ้นขณะที่เขากำลังออกจากอาคารอพาร์ตเมนต์ในกรุงมอสโก ซึ่งรัสเซียกล่าวหายูเครนว่าเป็นผู้บงการ.

รัสเซียส่งโดรนโจมตียูเครนซ้ำอีก คู่รักดับสลด 2 ศพ

รัสเซียส่งโดรนโจมตียูเครนซ้ำอีก คู่รักดับสลด 2 ศพ

6 ก.พ. 2569 15:38 น.

รัสเซียส่งโดรนโจมตียูเครนซ้ำอีก คู่รักดับสลด 2 ศพ

รัสเซียส่งโดรนโจมตีแคว้นซาปอริซเซียของประเทศยูเครน เป็นเหตุให้คู่รักเสียชีวิตทันทีภายในบ้านพัก ในขณะการเจรจาสันติภาพที่อาบูดาบียังตึงเครียด

วันนี้ (6 ก.พ.) นายอีวาน เฟโดรอฟ ผู้ว่าการแคว้นซาโปริซเซียของยูเครน รายงานผ่านแอปพลิเคชัน Telegram ว่า รัสเซียได้ส่งโดรนโจมตีเมืองวิลนียันสก์ (Vilniansk) แคว้นซาโปริซเซีย ส่งผลให้คู่รัก คือ ชายวัย 49 ปี และหญิงวัย 48 ปี เสียชีวิตทันทีในบ้านพักของพวกเขา นอกจากนี้ยังมีการโจมตีอีกระลอกในตัวเมืองซาโปริซเซีย ทำให้เด็กชายวัย 14 ปีได้รับบาดเจ็บ ในขณะที่คาร์คีฟ เมืองใหญ่อันดับสองของยูเครนถูกโจมตี เบื้องต้นยังไม่พบผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต

การโจมตีแคว้นซาปอริซเซียในครั้งนี้ เกิดขึ้นหลังการเจรจาไตรภาคีในนครอาบูดาบี เมืองหลวงของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ระหว่าง ยูเครน-รัสเซีย-สหรัฐฯ โดยมีวัตถุประสงค์คือ การหยุดการรุกรานยูเครนของรัสเซียซึ่งกินเวลายาวนานมากว่า 4 ปีแล้ว การเจรจานี้ส่งผลให้เกิดข้อตกลงแลกเปลี่ยนเชลยศึกครั้งแรกในรอบ 4 เดือน อย่างไรก็ตาม นายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน ระบุว่าเขาต้องการให้มีความคืบหน้าโดยเร็วจึงยังไม่ค่อยพอใจกับผลลัพธ์มากนัก พร้อมเสริมว่าการเจรจาสันติภาพนี้จะดำเนินต่อในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า

ทั้งนี้การสู้รบกลับมารุนแรงขึ้นอีกครั้งหลังจากสิ้นสุดกำหนด 7 วันที่รัสเซียตกลงกับสหรัฐฯ ว่าจะไม่โจมตียูเครน โดยยูเครนอ้างว่ารัสเซียจงใจโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ส่งผลให้ประชาชนหลายแสนคนต้องเผชิญกับความหนาวเย็นและไม่มีไฟฟ้าใช้ท่ามกลางอุณหภูมิติดลบ

ด้านนายวาเลนติน เดมิดอฟ นายกเทศมนตรีเมืองเบลโกรอดของรัสเซีย ได้ออกมาตอบโต้ผ่านทาง Telegram ในวันนี้ (6 ก.พ.) โดยอ้างว่ายูเครนได้ยิงขีปนาวุธเข้าใส่ ส่งผลให้ระบบโครงสร้างพื้นฐานของเมืองได้รับความเสียหายอย่างหนัก อย่างไรก็ตามขณะนี้ยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตจากฝั่งรัสเซีย.

ที่มา: AFP

อ่านข่าวเกี่ยวกับรัสเซีย-ยูเครนได้ ที่นี่

“ทรัมป์” ยื่นเงื่อนไข ขอเปลี่ยนชื่อสนามบิน-สถานี เป็นชื่อตัวเอง แลกงบอุโมงค์รถไฟ 5 แสนล้าน

"ทรัมป์" ยื่นเงื่อนไข ขอเปลี่ยนชื่อสนามบิน-สถานี เป็นชื่อตัวเอง แลกงบอุโมงค์รถไฟ 5 แสนล้าน

6 ก.พ. 2569 15:17 น.

“ทรัมป์” ยื่นเงื่อนไข ขอเปลี่ยนชื่อสนามบิน-สถานี เป็นชื่อตัวเอง แลกงบอุโมงค์รถไฟ 5 แสนล้าน

สื่อสหรัฐฯ แฉ “โดนัลด์ ทรัมป์” ต่อรองลับกับผู้นำเสียงข้างน้อยในวุฒิสภาให้เปลี่ยนชื่อสนามบินนานาชาติและสถานีรถไฟสำคัญเป็นชื่อ “ทรัมป์” แลกกับยอมปลดล็อกงบโครงสร้างพื้นฐาน Gateway Project เพื่อก่อสร้างอุโมงค์ลอดใต้แม่น้ำฮัดสัน ในนครนิวยอร์ก  มูลค่ากว่า 1.6 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือกว่า 5 แสนล้านบาท แต่ถูกปฏิเสธทันควัน

สื่อสหรัฐฯ รายงานอ้างอิงแหล่งข่าวใกล้ชิดว่า เมื่อเดือนที่ผ่านมา ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ยื่นข้อเสนอต่อ นายชัค ชูเมอร์ ผู้นำเสียงข้างน้อยในวุฒิสภาจากพรรคเดโมแครต โดยระบุว่าเขาพร้อมจะเลิกกักงบประมาณสนับสนุนโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ในนิวยอร์ก

ทรัมป์ยื่นข้อเสนอว่า ชูเมอร์ต้องตกลงที่จะเปลี่ยนชื่อ สถานีรถไฟเพนน์ ในนครนิวยอร์ก และ สนามบินนานาชาติดัลเลสในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ให้เป็นชื่อของ “ทรัมป์” เพื่อแลกกับการอนุมัติงบประมาณ 1.6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 5.06 แสนล้านบาท) อย่างไรก็ตาม นายชูเมอร์ได้ปฏิเสธข้อเสนอนี้ทันที โดยให้เหตุผลว่าเขาไม่มีอำนาจตามกฎหมายที่จะตอบรับคำขอที่ผิดแผกไปจากธรรมเนียมปฏิบัติเช่นนี้ได้

ในปัจจุบัน ทรัมป์ยังคงสั่งระงับงบประมาณดังกล่าว ซึ่งเดิมทีจะนำมาใช้ในโครงการ Gateway Project เพื่อขุดอุโมงค์รถไฟใหม่ใต้แม่น้ำฮัดสัน เชื่อมต่อระหว่างรัฐนิวยอร์กและนิวเจอร์ซีย์ ส่งผลให้ทั้งสองรัฐได้ดำเนินการยื่นฟ้องรัฐบาลทรัมป์เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยกล่าวหาว่าการสั่งระงับงบประมาณครั้งนี้เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายและมีแรงจูงใจทางการเมือง

ทางคณะกรรมาธิการที่ดูแลโครงการเตือนว่า หากรัฐบาลยังไม่ยอมปล่อยงบประมาณออกมา อาจจำเป็นต้องหยุดการก่อสร้างและเลิกจ้างพนักงานราว 1,000 คนในเร็วๆ นี้

สื่อวิเคราะห์ว่าเหตุการณ์นี้สะท้อนถึงความพยายามของทรัมป์ในการฝังชื่อของตนเองลงในประวัติศาสตร์อเมริกาผ่านการตีตราสิ่งต่างๆ ตั้งแต่กลับมารับตำแหน่ง เขาได้เปิดตัวหลายโครงการที่มีชื่อ “Trump” นำหน้า เช่น Trump Gold Card หรือ บัตรทองเพื่อเส้นทางลัดสู่การเป็นพลเมือง, TrumpRx เว็บไซต์จำหน่ายยาราคาประหยัด, Trump-class Battleship โครงการต่อเรือรบชั้นใหม่ตามนโยบาย “สันติภาพผ่านความแข็งแกร่ง” ทรัมป์ยังมีแผนจะเปลี่ยนชื่อสถาบันสันติภาพแห่งสหรัฐฯ (USIP) และศูนย์ศิลปะการแสดงเคนเนดี (Kennedy Center) อันเป็นสัญลักษณ์สำคัญให้มีชื่อของเขาพ่วงไปด้วย

แม้ว่าจะมีสมาชิกรัฐสภาฝั่งอนุรักษนิยมบางกลุ่มพยายามเสนอชื่อกฎหมายเปลี่ยนชื่อสนามบินดัลเลสเป็น “สนามบินนานาชาติโดนัลด์ เจ. ทรัมป์” แต่ในขณะนี้ร่างกฎหมายดังกล่าวยังไม่ได้รับความสนใจมากนักแม้ในสภาที่พรรครีพับลิกันครองเสียงข้างมาก และดูเหมือนว่าโอกาสที่จะผ่านความเห็นชอบนั้นยังมีอยู่น้อยมากในขณะนี้.

อ่านข่าว CNN

ด่วน! สหรัฐฯ สั่งพลเมืองอพยพออกจากอิหร่าน ชี้สถานการณ์ไม่น่าไว้วางใจ

ด่วน! สหรัฐฯ สั่งพลเมืองอพยพออกจากอิหร่าน ชี้สถานการณ์ไม่น่าไว้วางใจ

6 ก.พ. 2569 14:43 น.

ด่วน! สหรัฐฯ สั่งพลเมืองอพยพออกจากอิหร่าน ชี้สถานการณ์ไม่น่าไว้วางใจ

สหรัฐฯ เตือนพลเมืองอเมริกัน ออกจากอิหร่านทันที หลังสถานการณ์ความมั่นคงตึงเครียด รัฐบาลอิหร่านปิดถนนหลายสาย ระบบขนส่งสาธารณะหยุดชะงัก และตัดสัญญาณอินเทอร์เน็ตและโทรศัพท์ทั่วประเทศ

เว็บไซต์สถานทูตสหรัฐอเมริกาในกรุงเตหะราน แจ้งเตือนให้พลเมืองอเมริกันเดินทางออกจากอิหร่านทันทีหากทำได้ เนื่องจากหวั่นเกรงสถานการณ์ที่ตึงเครียดต่อเนื่อง โดยระบุว่าสายการบินหลายแห่งยังคงจำกัดหรือยกเลิกเที่ยวบินเข้า–ออกอิหร่าน โดยอาจเกิดขึ้นอย่างกะทันหันโดยไม่แจ้งล่วงหน้า ส่งผลให้การเดินทางออกจากประเทศมีความไม่แน่นอนสูง

ทางการสหรัฐฯ แนะนำให้พลเมืองอเมริกัน เตรียมแผนการสื่อสารทางเลือก เผื่อกรณีอินเทอร์เน็ตและเครือข่ายโทรศัพท์ถูกตัด พร้อมระบุว่า หากเห็นว่าปลอดภัยควรพิจารณาเดินทางออกจากอิหร่าน ทางบกไปยังอาร์เมเนียหรือตุรกี แทนการพึ่งพาการเดินทางทางอากาศ

คำเตือนยังเน้นย้ำถึงความเสี่ยงต่อ พลเมืองสหรัฐฯ ที่ถือสองสัญชาติอิหร่าน–อเมริกัน โดยระบุว่า รัฐบาลอิหร่านไม่ยอมรับสถานะสองสัญชาติ และจะปฏิบัติต่อบุคคลเหล่านี้ในฐานะพลเมืองอิหร่านเท่านั้น ซึ่งทำให้มีความเสี่ยงสูงต่อการถูกสอบสวน ควบคุมตัว หรือจับกุม โดยเพียงการแสดงหนังสือเดินทางสหรัฐฯ หรือความเชื่อมโยงกับสหรัฐฯ ก็อาจเป็นเหตุให้ถูกควบคุมตัวได้

ขณะเดียวกัน รัฐบาลสหรัฐฯ ย้ำว่า ไม่สามารถรับประกันความปลอดภัย ให้กับพลเมืองที่เลือกเดินทางออกจากอิหร่านในช่วงเวลานี้ และขอให้ประชาชนประเมินความเสี่ยงอย่างรอบคอบ

สำหรับผู้ที่ยังไม่สามารถออกจากประเทศได้ ทางการแนะนำให้ หลีกเลี่ยงการชุมนุม อยู่ในที่ปลอดภัย มีอาหาร น้ำ ยารักษาโรค และของจำเป็นให้เพียงพอ พร้อมติดตามข่าวสารท้องถิ่นอย่างใกล้ชิด และรักษาการติดต่อกับครอบครัวและคนใกล้ชิดเท่าที่ทำได้.

ที่มา : เว็บไซต์สถานทูตสหรัฐอเมริกาในกรุงเตหะราน

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ อิหร่าน

“อีลอน มัสก์” โพสต์เศร้า “เงินซื้อความสุขไม่ได้” แม้ครองตำแหน่งมหาเศรษฐีระดับโลก

"อีลอน มัสก์" โพสต์เศร้า "เงินซื้อความสุขไม่ได้" แม้ครองตำแหน่งมหาเศรษฐีระดับโลก

6 ก.พ. 2569 13:04 น.

“อีลอน มัสก์” โพสต์เศร้า “เงินซื้อความสุขไม่ได้” แม้ครองตำแหน่งมหาเศรษฐีระดับโลก

“อีลอน มัสก์” มหาเศรษฐีระดับโลก โพสต์ระบายความในใจ “เงินซื้อความสุขไม่ได้” แม้จะมีทรัพย์สินมหาศาลพอจะไปตั้งอาณานิคมบนดาวอังคาร หรือสนับสนุนประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้แบบไม่อั้น ด้านชาวเน็ตแห่คอมเมนต์ มีทั้งเห็นใจและเหน็บแนม ท่ามกลางงานวิจัยที่ชี้ว่า รายได้เพิ่มช่วยให้มีความสุขขึ้น แต่มีจุดอิ่มตัวสำหรับคนที่รวยมาก

อีลอน มัสก์ มหาเศรษฐีอันดับต้นๆ ของโลก ได้โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X ที่เขาซื้อมาในราคา 4.4 หมื่นล้านดอลลาร์ โดยระบุว่า “ใครก็ตามที่เคยพูดว่า ‘เงินซื้อความสุขไม่ได้’ พวกเขาเหล่านั้นรู้ซึ้งถึงสิ่งที่พูดจริงๆ” พร้อมแนบอีโมจิใบหน้าเศร้า ซึ่งโพสต์ดังกล่าวกลายเป็นไวรัลทันที โดยมียอดเข้าชมมากกว่า 66 ล้านครั้งภายในเวลาไม่ถึง 24 ชั่วโมง

ความเห็นที่ตอบกลับมัสก์มีหลากหลาย ตั้งแต่การแนะนำให้เขาหันไปพึ่งพาศาสนา หรือการทำงานการกุศลเพื่อหาความสงบทางใจ ไปจนถึงการวิพากษ์วิจารณ์อย่างเผ็ดร้อน โดยบัญชีผู้ใช้ชื่อ Charmane Harbert ได้ตอบกลับว่า:

“แต่เงินมันทำให้คุณนำหน้าคนอื่นไปไกลมากนะ… คุณเคยต้องกังวลไหมว่าจะมีหลังคาคุ้มหัวลูกๆ หรือเปล่า? คำตอบคือ ‘ไม่’ ใช่ไหม? ถ้าอย่างนั้นก็เลิกทำหน้าบึ้งแล้วหัดขอบคุณสิ่งดีๆ ที่มีอยู่ในชีวิตซะ”

ปัจจุบันมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของมัสก์อยู่ที่ 6.68 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (หรือประมาณ 21.17 ล้านล้านบาท) นอกจากนี้ เมื่อปลายปีที่ผ่านมา ผู้ถือหุ้นของเทสลายังได้อนุมัติแพ็กเกจค่าตอบแทนตามผลงานในฐานะซีอีโอ ซึ่งอาจมีมูลค่าสูงถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยอาณาจักรธุรกิจของเขาครอบคลุมตั้งแต่เทสลา (รถยนต์ไฟฟ้า), สเปซเอ็กซ์ (เทคโนโลยีอวกาศ) ไปจนถึง xAI (สตาร์ทอัพปัญญาประดิษฐ์)

แม้จะมีผลการศึกษาบางชิ้นยืนยันว่าเงินเพิ่มความสุขได้ แต่นักวิชาการมองว่าสำหรับมหาเศรษฐีระดับ “Ultra-wealthy” หรือกลุ่มคนที่มีความมั่งคั่งสูงมากนั้นมีขีดจำกัดอยู่ โดยเดวิด บาร์แทรม รองศาสตราจารย์ด้านสังคมวิทยาจากมหาวิทยาลัยเลสเตอร์ ระบุว่า ความสัมพันธ์ระหว่างความรวยกับความสุขเป็นเรื่องของ “ผลตอบแทนที่ลดน้อยถอยลง” เมื่อคุณมีเงินถึงหลักล้านแล้ว เงินที่เพิ่มขึ้นหลังจากนั้นแทบไม่มีความหมายต่อระดับความสุขอีกเลย

บาร์แทรมแนะนำว่า ความสุขของคนรวยระดับนี้มักเกิดจากการรู้สึกว่าได้ทำสิ่งดีๆ ให้โลก หรือการดูแลคนรอบข้างด้วยความเมตตา “มันไม่ใช่เรื่องซับซ้อนเหมือนการสร้างจรวดเลยสักนิด”

อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษาจากวิทยาลัยธุรกิจวอร์ตันแห่งมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย ในปี 2021 โดย แมทธิว คิลลิงส์เวิร์ธ กลับพบว่า ความสุขและความเป็นอยู่ที่ดีของผู้คนมักจะเพิ่มขึ้นตามสัดส่วนของรายได้ที่สูงขึ้น ซึ่งขัดแย้งกับความรู้สึกที่มัสก์กำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้.

ที่มา AFP  Business Insider

พ้นแบล็กลิสต์แล้ว สหรัฐฯ เปิดไฟเขียวกัมพูชาซื้ออาวุธอเมริกัน

พ้นแบล็กลิสต์แล้ว สหรัฐฯ เปิดไฟเขียวกัมพูชาซื้ออาวุธอเมริกัน

6 ก.พ. 2569 12:41 น.

พ้นแบล็กลิสต์แล้ว สหรัฐฯ เปิดไฟเขียวกัมพูชาซื้ออาวุธอเมริกัน

สื่อกัมพูชาเผยสหรัฐอเมริกา ถอดชื่อกัมพูชาออกจากบัญชีประเทศต้องห้ามด้านการส่งออกอาวุธแล้ว นับเป็นความเคลื่อนไหวสำคัญระหว่างสองประเทศ หลังความสัมพันธ์ถูกแช่แข็งมาหลายปี

ขแมร์ไทมส์ สื่อของกัมพูชารายงานว่า สหรัฐอเมริกาตัดสินใจ ถอดชื่อกัมพูชาออกจากบัญชีประเทศต้องห้ามด้านการส่งออกอาวุธอย่างเป็นทางการแล้ว 

โดยกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ประกาศเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2026 ว่าได้ลบชื่อกัมพูชาออกจากกลุ่มประเทศ “Country Group D:5” ซึ่งเป็นกลุ่มที่ถูกจำกัดการส่งออกอาวุธและเทคโนโลยีทางทหาร 

การตัดสินใจดังกล่าวเกิดขึ้นหลังรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ประเมินว่า กัมพูชามีบทบาทเชิงรุกมากขึ้นในด้าน สันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค รวมถึงยังคงมีความร่วมมือด้านกลาโหมกับสหรัฐฯ และแสดงท่าทีร่วมมือในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ

มาตรการนี้ยังสอดคล้องกับการตัดสินใจของทำเนียบขาวเมื่อเดือนตุลาคม 2025 ที่ยกเลิกคำสั่งห้ามขายอาวุธให้กัมพูชา ซึ่งก่อนหน้านี้ถูกมองว่าเป็นประเทศที่เอนเอียงทางการทหารไปยังจีนอย่างชัดเจน

เคซีย์ บาร์เน็ตต์ ประธานหอการค้าอเมริกันในกัมพูชา หรือ AmCham Cambodia ระบุว่า การถอดชื่อครั้งนี้เป็นสัญลักษณ์ความเชื่อมั่นของสหรัฐฯ ต่อกัมพูชา พร้อมชี้ว่าจะเปิดโอกาสให้กัมพูชาสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีขั้นสูงของสหรัฐฯ ที่อาจช่วยทั้งด้านความมั่นคงและการพัฒนาเศรษฐกิจ

อย่างไรก็ตาม แม้จะพ้นจากบัญชีดำด้านอาวุธหลัก แต่กัมพูชายังคงถูกจัดอยู่ใน Country Group D:1 ซึ่งหมายความว่า การนำเข้าเทคโนโลยีทางทหารบางประเภท ยังต้องขอใบอนุญาตเป็นกรณีพิเศษ ด้วยเหตุผลด้านความมั่นคงของสหรัฐฯ

ผู้เชี่ยวชาญด้านการค้าอาวุธประเมินว่า การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้อาจทำให้จำนวนคำขอใบอนุญาตส่งออกอาวุธและอุปกรณ์ทางทหารไปยังกัมพูชา เพิ่มขึ้นราว 100 ฉบับต่อปี และช่วยลดขั้นตอนราชการที่เคยยุ่งยากซับซ้อน

แต่ในทางปฏิบัติ กัมพูชายังไม่อาจเข้าถึงอาวุธระดับสูงหรือเทคโนโลยีอ่อนไหวได้อย่างเสรี และยังคงอยู่ภายใต้การจับตาของสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด.

ที่มา :  Khmertimes

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ กัมพูชา

“ควีนแม็กซิมา” แห่งเนเธอร์แลนด์ เริ่มฝึกเป็นทหารกองหนุน รับมือความไม่มั่นคงยุโรป

"ควีนแม็กซิมา" แห่งเนเธอร์แลนด์ เริ่มฝึกเป็นทหารกองหนุน รับมือความไม่มั่นคงยุโรป

6 ก.พ. 2569 11:58 น.

“ควีนแม็กซิมา” แห่งเนเธอร์แลนด์ เริ่มฝึกเป็นทหารกองหนุน รับมือความไม่มั่นคงยุโรป

สมเด็จพระราชินีแม็กซิมาแห่งเนเธอร์แลนด์ ทรงตัดสินใจเข้าฝึกเป็นทหารกองหนุน เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้ชาวเนเธอร์แลนด์ตระหนักถึงความมั่นคงท่ามกลางภาวะสงครามในยุโรป พร้อมเตรียมรับยศ “พันโท” เพื่อปฏิบัติภารกิจช่วยชาติเมื่อยามจำเป็น

กองทัพเนเธอร์แลนด์ เปิดเผยว่า สมเด็จพระราชินีแม็กซิมา พระชนมพรรษา 54 พรรษา พระมเหสีในสมเด็จพระราชาธิบดีวิลเลม-อเล็กซานเดอร์ ทรงเริ่มเข้ารับการฝึกทหารกองหนุนในสัปดาห์นี้ ท่ามกลางสถานการณ์ความไม่แน่นอนด้านความมั่นคงในยุโรปจากการรุกรานยูเครนของรัสเซีย

กระทรวงกลาโหมเนเธอร์แลนด์ระบุในแถลงการณ์ว่า “เนื่องจากความปลอดภัยของเนเธอร์แลนด์ไม่ใช่อิ่งที่สามารถมองข้ามได้อีกต่อไป พระราชินีแม็กซิมาจึงทรงตัดสินใจสมัครเป็นทหารกองหนุน” ขณะที่สำนักพระราชวังเสริมว่า พระองค์ทรงต้องการมีส่วนร่วมในการรักษาความปลอดภัยเช่นเดียวกับพลเมืองคนอื่นๆ

การตัดสินใจครั้งนี้ดำเนินตามรอยเจ้าหญิงอามาเลีย มกุฎราชกุมารีแห่งเนเธอร์แลนด์ ที่เพิ่งทรงสำเร็จการฝึกทหารขั้นพื้นฐานในฐานะทหารกองหนุนไปเมื่อเดือนที่แล้ว ซึ่งถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของราชวงศ์ในยุโรป เช่นเดียวกับเจ้าหญิงเอลิซาเบธแห่งเบลเยียมที่เคยทรงเข้าโรงเรียนทหารเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับพระราชภารกิจในอนาคต

สำนักพระราชวังได้เผยแพร่ภาพพระกรณียกิจขณะทรงฝึกซ้อมที่วิทยาลัยการทหารในเมืองเบรดา ซึ่งเผยให้เห็นภาพพระราชินีในชุดฝึกทหาร ทรงฝึกยิงปืนพก ฝึกปีนหน้าผาจำลอง และฝึกกระโดดน้ำด้วยชุดทหารพร้อมแว่นตาดำน้ำ โดยหลักสูตรการฝึกครอบคลุมทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ ได้แก่ ความแข็งแกร่งทางร่างกายและการป้องกันตัว ทักษะการใช้อาวุธและการยิงปืน การอ่านแผนที่ และกฎหมายทหาร ทั้งนี้ เมื่อทรงสำเร็จการฝึก พระองค์จะได้รับพระราชทานยศ “พันโท” และพร้อมปฏิบัติหน้าที่ทุกที่ที่ต้องการ

โฆษกกระทรวงกลาโหมเปิดเผยว่า ปัจจุบันเนเธอร์แลนด์มีบุคลากรทางการทหาร รวมพลเรือนและกองหนุน ราว 80,000 นาย แต่รัฐบาลใหม่ตั้งเป้าที่จะเพิ่มจำนวนให้ถึง 122,000 นาย เพื่อตอบโต้ภัยคุกคามจากรัสเซีย

นอกจากเนเธอร์แลนด์แล้ว ประเทศมหาอำนาจอื่นๆ ในยุโรปต่างก็เร่งปรับตัวเช่นกัน เช่น เยอรมนีที่อนุมัติแผนดึงดูดอาสาสมัครทหารเพิ่ม ขณะที่ฝรั่งเศสเปิดตัวโครงการฝึกอาสาสมัครวัย 18-19 ปี ตั้งเป้าให้ได้ 50,000 คนต่อปีภายในปี 2035 ส่วนเดนมาร์กขยายการเกณฑ์ทหารไปยังสตรีเป็นครั้งแรก และเบลเยียมได้ฟื้นฟูกองพลทหาร 2 กองพลเพื่อเสริมกำลังป้องกันประเทศ

พลอากาศเอก ฌอง-ปอล ปาโลเมรอส อดีตผู้บัญชาการทหารอากาศฝรั่งเศส ให้ความเห็นทิ้งท้ายว่า “นี่คือหนทางที่ยากและต้องใช้เงินทุนมหาศาล แต่มันจำเป็นเพื่อให้คนรุ่นใหม่เข้าใจว่า เสรีภาพและสันติภาพนั้นไม่ได้มาฟรีๆ”.

ที่มา Associated Press

สิงคโปร์ขึ้นค่าธรรมเนียมรถต่างชาติเข้าเมือง เริ่มปี 2027 รถยนต์จ่ายวันละ 50 ดอลลาร์สิงคโปร์

สิงคโปร์ขึ้นค่าธรรมเนียมรถต่างชาติเข้าเมือง เริ่มปี 2027 รถยนต์จ่ายวันละ 50 ดอลลาร์สิงคโปร์

6 ก.พ. 2569 11:11 น.

สิงคโปร์ขึ้นค่าธรรมเนียมรถต่างชาติเข้าเมือง เริ่มปี 2027 รถยนต์จ่ายวันละ 50 ดอลลาร์สิงคโปร์

รถที่จดทะเบียนต่างประเทศและเดินทางผ่านแดนเข้าสิงคโปร์จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นในปีหน้า หลังสำนักงานขนส่งทางบกสิงคโปร์ ปรับขึ้นค่าธรรมเนียมรถผ่านแดนอย่างเป็นทางการ มีผลตั้งแต่ 1 มกราคม 2027

สำนักงานขนส่งทางบกสิงคโปร์ (Land Transport Authority – LTA) ประกาศปรับขึ้นค่าธรรมเนียม Vehicle Entry Permit (VEP) อย่างเป็นทางการ โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2027 โดยอัตราค่าธรรมเนียม VEP รถยนต์ต่างประเทศ จะเพิ่มเป็น 50 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อวัน (ราว 970 บาท) ขณะที่รถจักรยานยนต์ เพิ่มเป็น 7 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อวันหรือราว 175 บาท จากเดิมที่เก็บวันละ 35 และ 4 ดอลลาร์สิงคโปร์ตามลำดับ

นอกจากนี้ ค่าธรรมเนียมดังกล่าวจะถูกเรียกเก็บ ทุกวัน ยกเว้นวันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ของสิงคโปร์

ขณะเดียวกันทาง LTA ยังประกาศยกเลิกสิทธิ์ เข้าเมืองฟรี 10 วันต่อปี สำหรับรถต่างชาติ ยกเลิกช่วงเวลาเข้าเมืองฟรีในวันธรรมดา (เวลา 17.00 น. ถึง 02.00 น. ของวันถัดไป) รวมถึงจะยกเลิกการยกเว้นค่าธรรมเนียมในช่วงปิดเทอมเดือนมิถุนายนและธันวาคม ซึ่งหมายความว่า ตั้งแต่ปี 2027 เป็นต้นไป รถต่างชาติจะต้องเสียค่าธรรมเนียมเกือบทุกครั้งที่เข้าใช้ถนนในสิงคโปร์

ขณะเดียวกัน ค่าธรรมเนียม Goods Vehicle Permit (GVP) สำหรับรถบรรทุกสินค้าที่จดทะเบียนต่างประเทศ จะปรับขึ้นจาก 40 ดอลลาร์สิงคโปร์ เป็น 70 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อเดือน (ราว 1,745 บาท)

อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการยังสามารถซื้อ GVP ในอัตราเดิมได้ หากซื้อก่อนวันที่อัตราใหม่มีผลบังคับใช้ แต่หากช่วงอายุใบอนุญาตครอบคลุมหลังวันดังกล่าว จะถูกคิดในอัตราใหม่ทันที

ทั้งนี้ LTA ระบุว่า การปรับขึ้นค่าธรรมเนียมครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการทบทวนนโยบายเป็นระยะ เพื่อให้ต้นทุนการครอบครองและใช้งานรถต่างชาติในสิงคโปร์ใกล้เคียงกับรถที่จดทะเบียนในประเทศ

เนื่องจากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ช่องว่างค่าใช้จ่ายดังกล่าวขยายตัวมากขึ้น จึงจำเป็นต้องปรับอัตรา VEP และ GVP ให้สอดคล้องกับต้นทุนจริง LTA ยังประกาศว่า ตั้งแต่ 1 มกราคม 2027 รถต่างชาติที่เข้าใช้ถนนในสิงคโปร์โดย ไม่มี On-Board Unit (OBU) จะต้องจ่ายค่าผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์ (ERP) ในอัตราเหมาจ่าย ได้แก่ รถยนต์ต่างชาติในอัตรา 10 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อวันใช้งาน ส่วนรถจักรยานยนต์ต่างชาติที่ 3 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อวัน

และแม้การติดตั้ง OBU จะยังไม่บังคับ (ยกเว้นแท็กซี่จากมาเลเซีย) แต่เจ้าของรถต่างชาติสามารถเลือกติดตั้ง OBU ได้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2026 โดยราคาค่าอุปกรณ์ OBU สำหรับรถต่างชาติจะตรึงราคาอยู่ที่ 158.70 ดอลลาร์สิงคโปร์ (รวมภาษี GST 9%) จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2026 เพื่อจูงใจให้รถต่างชาติติดตั้ง OBU ก่อนระบบ ERP2 มีผลบังคับใช้ 

อย่างไรก็ตาม ราคาดังกล่าว ไม่รวมค่าติดตั้ง ซึ่งอาจแตกต่างกันไปตามศูนย์บริการที่ได้รับอนุญาต และการติดตั้งสามารถทำได้เฉพาะในสิงคโปร์เท่านั้น.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ สิงคโปร์

หน่วยงานการรถไฟจีนประกาศพร้อมรับมือคลื่นความหนาวเย็น

หน่วยงานการรถไฟจีนประกาศพร้อมรับมือคลื่นความหนาวเย็น

6 ก.พ. 2569 11:09 น.

หน่วยงานการรถไฟจีนประกาศพร้อมรับมือคลื่นความหนาวเย็น

หน่วยงานการรถไฟของจีนได้ดำเนินมาตรการต่างๆ เพื่อรับมือกับผลกระทบจากสภาพอากาศที่หนาวจัด และประกันความปลอดภัยในการขนส่งทางรถไฟ

วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักข่าว China Media Group ของจีนรายงานว่า ทางการจีนประกาศความพร้อมในการรับมือกับคลื่นความหนาวเย็นที่อาจส่งผลกระทบต่อการสัญจรเดินทางของประชาชนด้านระบบรถไฟความเร็วสูง โดยมีการเร่งทำการละลายน้ำแข็งบริเวณรางรถไฟ เพื่อป้องกันโอกาสที่น้ำแข็งและหิมะจะกระเด็นขึ้นมาขณะวิ่ง ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อความปลอดภัยในการปฏิบัติงาน.

ทางด้านหน่วยงานการรถไฟในมณฑลหูเป่ย ได้ดำเนินมาตรการที่เหมาะสม เพื่อสร้างความปลอดภัยในการขนส่งทางรถไฟในช่วงที่มีหิมะตก โดยใช้ประโยชน์จากความเป็นศูนย์กลางของเครือข่าย บูรณาการระบบอัตโนมัติ จัดตารางการเดินรถอย่างมีเหมาะสม รับประกันการขนส่งสินค้าที่จำเป็น และเพิ่มแผ่นกันลื่นรวมถึงป้ายเตือนที่สถานีรถไฟ เพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสาร

ส่วนที่สาขาชิงเต่าของสำนักงานการรถไฟจี่หนาน ในมณฑลชานตงก็ได้เพิ่มการตรวจสอบอุปกรณ์รถไฟที่สำคัญ และดำเนินการละลายน้ำแข็งในช่วงที่มีน้ำแข็งและฝนตกเช่นกัน

ที่มา China Media Group