อินโดนีเซียรับมอบเรือบรรทุกเครื่องบินลำแรกในประวัติศาสตร์ อดีตเรือรบอิตาลีอายุ 41 ปี

อินโดนีเซียรับมอบเรือบรรทุกเครื่องบินลำแรกในประวัติศาสตร์ อดีตเรือรบอิตาลีอายุ 41 ปี

18 ก.ย. 2569 13:00 น.

อินโดนีเซียรับมอบเรือบรรทุกเครื่องบินลำแรกในประวัติศาสตร์ อดีตเรือรบอิตาลีอายุ 41 ปี

อินโดนีเซียรับมอบอดีตเรือบรรทุกเครื่องบินของกองทัพเรืออิตาลี “จูเซปเป การิบัลดี” ซึ่งมีอายุ 41 ปี และเตรียมเข้าประจำการในกองทัพเรืออินโดนีเซียในชื่อใหม่ ท่ามกลางแผนปรับปรุงกองทัพให้ทันสมัย ขณะที่รัฐบาลย้ำว่าจะเน้นใช้เรือลำนี้สนับสนุนเฮลิคอปเตอร์ โดรน และภารกิจบรรเทาภัยพิบัติ แต่การจัดซื้อและปรับปรุงเรือกำลังถูกตั้งคำถามเรื่องความคุ้มค่าและค่าใช้จ่าย

อินโดนีเซียต้อนรับการเดินทางมาถึงของเรือบรรทุกเครื่องบินลำแรกของประเทศ วันนี้ (18 ก.ย.) โดยเป็นอดีตเรือบรรทุกเครื่องบิน “จูเซปเป การิบัลดี” ของกองทัพเรืออิตาลี ซึ่งมีอายุ 41 ปี และเดินทางจากอิตาลีผ่านเมืองโคลัมโบของศรีลังกาและช่องแคบมะละกา ก่อนเข้าจอดที่ท่าเรือในกรุงจาการ์ตา

เรือลำนี้มีความยาว 180 เมตร สามารถรองรับเฮลิคอปเตอร์ได้สูงสุด 18 ลำ และเจ้าหน้าที่ได้สูงสุด 830 นาย โดยเดิมเข้าประจำการในกองทัพเรืออิตาลีตั้งแต่ปี 1985 ก่อนปลดประจำการในปี 2024

มูฮัมหมัด อาลี ผู้บัญชาการทหารเรืออินโดนีเซีย เปิดเผยว่า เรือจะเปลี่ยนชื่อเป็นเรือรบ “KRI Sriwijaya” และจะเข้าประจำการอย่างเป็นทางการในสัปดาห์หน้า โดยภารกิจหลักจะเน้นด้านที่ไม่ใช่การทหาร โดยเฉพาะการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ

อาลีกล่าวว่า อินโดนีเซียเป็นประเทศที่เกิดภัยพิบัติขึ้นบ่อยครั้ง จึงจำเป็นต้องมีเรือหรือแพลตฟอร์มที่สามารถบรรทุกเฮลิคอปเตอร์จำนวนมาก เพื่อใช้ลำเลียงสิ่งของและความช่วยเหลือไปยังพื้นที่ห่างไกลได้อย่างรวดเร็ว พร้อมระบุว่าสภาพของเรือยังอยู่ในระดับดี และคาดว่าจะสามารถใช้งานในกองทัพเรืออินโดนีเซียได้อีก 15-20 ปี

อิตาลีตกลงส่งมอบเรือจูเซปเป การิบัลดี ให้อินโดนีเซียเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา โดยเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามขยายความร่วมมือด้านกลาโหมระหว่างสองประเทศ ขณะที่อิตาลีกำลังมองหาโอกาสทำข้อตกลงด้านเรือดำน้ำและเครื่องบินกับอินโดนีเซีย

การรับมอบเรือลำนี้ทำให้อินโดนีเซียเป็นประเทศที่ 2 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีเรือบรรทุกอากาศยานในกองเรือ ต่อจากไทย ซึ่งมีเรือหลวงจักรีนฤเบศรเข้าประจำการตั้งแต่ปี 2540 หลังจัดซื้อจากสเปน พร้อมเครื่องบินขึ้นลงทางดิ่งและระยะสั้น AV-8S Matador

ประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต ผลักดันการปรับปรุงยุทโธปกรณ์ของอินโดนีเซีย ซึ่งมีหลายส่วนที่มีอายุการใช้งานสูง รวมถึงการขยายความร่วมมือด้านกลาโหมกับประเทศต่าง ๆ

อินโดนีเซียลงนามข้อตกลงมูลค่า 8,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐกับฝรั่งเศสในปี 2022 เพื่อจัดซื้อเครื่องบินขับไล่ Rafale จำนวน 42 ลำ โดยจนถึงเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา มีการส่งมอบแล้ว 6 ลำ อินเดียยังยืนยันเมื่อเดือนกรกฎาคมว่า จะจัดหาขีปนาวุธพิสัยไกลให้อินโดนีเซีย ขณะที่สหรัฐฯ ประกาศเมื่อเดือนเมษายน ยกระดับความร่วมมือด้านกลาโหมกับอินโดนีเซียเป็น “หุ้นส่วนความร่วมมือด้านกลาโหมระดับสำคัญ” 

รัฐบาลอินโดนีเซียไม่ได้วางแผนใช้เรือจูเซปเป การิบัลดี ในลักษณะเดียวกับกองทัพเรือของชาติมหาอำนาจ ซึ่งใช้เรือบรรทุกอากาศยานเป็นฐานปล่อยเครื่องบินขับไล่ในระยะไกล แต่ต้องการใช้เรือลำนี้เป็นศูนย์บัญชาการเคลื่อนที่และฐานสนับสนุนเฮลิคอปเตอร์ โดรน และปฏิบัติการทางทะเลในพื้นที่หมู่เกาะจำนวนมากของประเทศ

ปราโบโวกล่าวในการประชุมด้านการจัดการภัยพิบัติเมื่อต้นเดือนว่า รัฐบาลจะปรับปรุงเรือลำนี้และดัดแปลงให้เป็นเรือสำหรับเฮลิคอปเตอร์และโดรน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการรับมือภัยพิบัติ เขาระบุว่า เรือสามารถรองรับเฮลิคอปเตอร์ขนาดกลางได้ประมาณ 10 ลำ ซึ่งสามารถบรรทุกน้ำปริมาณมาก และนำไปใช้ในพื้นที่ที่เกิดจุดความร้อนจากไฟป่าจำนวนมาก

รัฐบาลยังมีแผนใช้เรือเป็นฐานปฏิบัติการโดรน และเป็นแพลตฟอร์มเคลื่อนที่ที่สามารถส่งไปยังพื้นที่ประสบภัยได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากอินโดนีเซียเป็นหนึ่งในประเทศที่เผชิญภัยพิบัติทางธรรมชาติบ่อยครั้ง  ปราโบโวยังระบุว่า เรือจะช่วยรับมือกับไฟป่าและไฟในพื้นที่พรุ ซึ่งมักทำให้เกิดหมอกควันอันตรายปกคลุมบางพื้นที่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

แม้รัฐบาลมองว่าเรือจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถด้านความมั่นคงและการรับมือภัยพิบัติ แต่การจัดซื้อและปรับปรุงเรือกลับก่อให้เกิดการถกเถียงในอินโดนีเซีย นักวิเคราะห์ด้านกลาโหม นักเศรษฐศาสตร์ และนักการเมืองฝ่ายค้านบางส่วนตั้งคำถามว่า ประเทศจำเป็นต้องมีเรือบรรทุกอากาศยานหรือไม่ และควรใช้งบประมาณจำนวนมากเพื่อปรับปรุงและดูแลเรือรบที่มีอายุ 41 ปีหรือไม่ ท่ามกลางแรงกดดันด้านการคลังของประเทศ

กระทรวงการคลังอินโดนีเซียอนุมัติเงินทุน 450 ล้านดอลลาร์สหรัฐสำหรับโครงการเรือบรรทุกอากาศยานในปี 2025 แต่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบางคนเตือนว่า ค่าใช้จ่ายทั้งหมดอาจสูงกว่านั้นมาก โดยทีบี ฮาซานุดดิน สมาชิกคณะกรรมาธิการที่ 1 ของรัฐสภา ประเมินเฉพาะค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงเรืออาจสูงถึง 16 ล้านล้านรูเปียห์ หรือประมาณ 900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

มูฮัมหมัด เฟาซาน มาลุฟตี จากศูนย์ศึกษายุทธศาสตร์และการศึกษาระหว่างประเทศ หรือ CSIS ระบุว่า การจัดหาเรือลำนี้ควรตั้งอยู่บนความจำเป็นในการปฏิบัติภารกิจและความสามารถของอินโดนีเซียในการใช้งานเรืออย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เกิดจากเหตุผลด้านภาพลักษณ์หรือปัจจัยอื่น

เขาระบุว่า รัฐบาลต้องพิจารณาทั้งค่าใช้จ่ายในการจัดหาและปรับปรุงเรือ รวมถึงค่าใช้จ่ายระยะยาวในการจัดกำลังพล การบำรุงรักษา เชื้อเพลิง ระบบอาวุธ และโครงสร้างพื้นฐานสนับสนุน พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวอย่างโปร่งใส โดยเฉพาะเมื่อเรือลำนี้มีอายุการใช้งานสูง

เฟาซานยังยกกรณีเรือหลวงจักรีนฤเบศรของไทยเป็นตัวอย่างสำหรับการพิจารณาความท้าทายด้านการปฏิบัติการและงบประมาณ โดยระบุว่าเรือใช้เวลาส่วนใหญ่จอดอยู่ในท่าเรือ เนื่องจากข้อจำกัดด้านการปฏิบัติการและงบประมาณ.

ที่มา Associated Press / AFP

กษัตริย์มาเลเซียพระราชทานอภัยโทษแบบมีเงื่อนไข “นาจิบ ราซัก” ย้ายรับโทษจำคุกที่บ้าน

กษัตริย์มาเลเซียพระราชทานอภัยโทษแบบมีเงื่อนไข "นาจิบ ราซัก" ย้ายรับโทษจำคุกที่บ้าน

18 ก.ย. 2569 12:17 น.

กษัตริย์มาเลเซียพระราชทานอภัยโทษแบบมีเงื่อนไข “นาจิบ ราซัก” ย้ายรับโทษจำคุกที่บ้าน

กษัตริย์มาเลเซียพระราชทานอภัยโทษแบบมีเงื่อนไขแก่ “นาจิบ ราซัก” อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ถูกจำคุกในคดีทุจริตกองทุน 1MDB โดยอนุญาตให้รับโทษที่เหลือภายใต้การกักบริเวณในบ้านจนถึงวันที่ 23 สิงหาคม 2028 หากชำระค่าปรับ 50 ล้านริงกิต หรือราว 408 ล้านบาท 

สมเด็จพระราชาธิบดีสุลต่านอิบราฮิม อิสกันดาร์ กษัตริย์แห่งมาเลเซีย พระราชทานอภัยโทษแบบมีเงื่อนไขแก่นายนาจิบ ราซัก อดีตนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ซึ่งถูกจำคุกในคดีทุจริตกองทุน 1MDB โดยอนุญาตให้เขารับโทษที่เหลือภายใต้การกักบริเวณในบ้าน จนถึงวันที่ 23 สิงหาคม 2028 หากชำระค่าปรับจำนวน 50 ล้านริงกิต หรือราว 408 ล้านบาท

แถลงการณ์ของฝ่ายกิจการกฎหมายภายใต้สำนักนายกรัฐมนตรีมาเลเซียระบุว่า การตัดสินใจดังกล่าวมีขึ้นในการประชุมครั้งที่ 64 ของคณะกรรมการพระราชทานอภัยโทษสำหรับดินแดนสหพันธรัฐ ซึ่งครอบคลุมกรุงกัวลาลัมเปอร์ ลาบวน และปุตราจายา ในวันนี้ (18 ก.ย.) หลังจากการพิจารณาคำร้องขอพระราชทานอภัยโทษของนาจิบถูกเลื่อนจากการประชุมเมื่อสัปดาห์ก่อน 

แถลงการณ์ระบุว่า สมเด็จพระราชาธิบดีสุลต่านอิบราฮิมทรงมีพระราชดำริพระราชทาน “อภัยโทษแบบมีเงื่อนไข” แก่นายนาจิบ โดยอนุญาตให้รับโทษที่เหลือด้วยการกักบริเวณในบ้านจนถึงวันที่ 23 สิงหาคม 2028 ภายใต้เงื่อนไขว่าต้องชำระค่าปรับ 50 ล้านริงกิต และปฏิบัติตามเงื่อนไขอื่น ๆ ที่กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด 

หากนาจิบฝ่าฝืนเงื่อนไขใด ๆ พระราชทานอภัยโทษแบบมีเงื่อนไขจะถูกเพิกถอน และเขาจะต้องกลับไปรับโทษจำคุกในเรือนจำทันที อย่างไรก็ตาม ทางการยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดของเงื่อนไขอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการกักบริเวณในบ้าน 

นาจิบ วัย 73 ปี เริ่มรับโทษจำคุกที่เรือนจำกาจังเมื่อเดือนสิงหาคม 2022 หลังศาลสูงสุดของมาเลเซียยืนตามคำพิพากษาว่าเขามีความผิดในคดีที่เกี่ยวข้องกับการนำเงิน 42 ล้านริงกิต หรือประมาณ 10.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากบริษัทเอสอาร์ซี อินเตอร์เนชันแนล ซึ่งเป็นอดีตหน่วยงานในเครือกองทุน 1Malaysia Development Berhad หรือ 1MDB เข้าบัญชีธนาคารของเขา

เดิมศาลพิพากษาในปี 2020 ให้จำคุกนาจิบ 12 ปี และปรับ 210 ล้านริงกิต ในความผิดฐานใช้อำนาจโดยมิชอบ ละเมิดความไว้วางใจทางอาญา และฟอกเงิน 

ต่อมาในเดือนมกราคม 2024 คณะกรรมการพระราชทานอภัยโทษ ซึ่งขณะนั้นมีสมเด็จพระราชาธิบดีสุลต่านอับดุลลาห์ อะหมัด ชาห์ เป็นประธาน มีมติลดโทษจำคุกลงครึ่งหนึ่งจาก 12 ปี เหลือ 6 ปี และลดค่าปรับจาก 210 ล้านริงกิต เหลือ 50 ล้านริงกิต ส่งผลให้กำหนดพ้นโทษเดิมอยู่ที่วันที่ 23 สิงหาคม 2028

ก่อนหน้านี้ นาจิบอ้างว่าอดีตกษัตริย์สุลต่านอับดุลลาห์ทรงมีคำสั่งเพิ่มเติม อนุญาตให้เขารับโทษที่เหลือที่บ้าน แต่ศาลสูงมาเลเซียเคยวินิจฉัยว่าคำสั่งดังกล่าวไม่สามารถบังคับใช้ได้ เนื่องจากเรื่องการกักบริเวณในบ้านไม่ได้ถูกนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการพระราชทานอภัยโทษในการประชุมเดือนมกราคม 2024

แม้การพระราชทานอภัยโทษครั้งล่าสุดจะเปิดทางให้นาจิบรับโทษคดีแรกที่บ้าน แต่เขายังเผชิญโทษจำคุกอีกคดีหนึ่ง ในเดือนธันวาคม 2025 นาจิบถูกศาลตัดสินว่ามีความผิดฐานใช้อำนาจโดยมิชอบและฟอกเงิน จากเงินมากกว่า 700 ล้านดอลลาร์สหรัฐที่ถูกโอนเข้าสู่บัญชีของเขาจากกองทุน 1MDB ซึ่งเป็นคดีสำคัญอีกคดีหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตกองทุนดังกล่าว

ศาลพิพากษาให้จำคุกเพิ่มอีก 15 ปี และปรับ 11,400 ล้านริงกิต หรือประมาณ 2,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยโทษจำคุกคดีใหม่นี้จะเริ่มนับหลังจากนาจิบสิ้นสุดโทษจากคดีแรก และเขาอยู่ระหว่างการอุทธรณ์คำพิพากษา 

นาจิบก่อตั้งกองทุน 1MDB ไม่นานหลังเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในปี 2009 โดยเจ้าหน้าที่สืบสวนกล่าวหาว่า มีเงินอย่างน้อย 4,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐถูกยักยอกจากกองทุนและนำไปฟอกผ่านบัญชีธนาคารหลายชั้นในสหรัฐฯ และประเทศอื่น ๆ เงินดังกล่าวถูกกล่าวหาว่านำไปใช้สนับสนุนการสร้างภาพยนตร์ฮอลลีวูด รวมถึงซื้ออสังหาริมทรัพย์ เรือยอชต์หรู งานศิลปะ และเครื่องประดับราคาแพง

คดีอื้อฉาว 1MDB กลายเป็นประเด็นสำคัญในการเลือกตั้งทั่วไปของมาเลเซียปี 2018 ซึ่งนำไปสู่ความพ่ายแพ้ครั้งประวัติศาสตร์ของพรรคแนวร่วมแห่งชาติ หรือบาริซัน เนชันแนล ซึ่งครองอำนาจมาตั้งแต่มาเลเซียได้รับเอกราชจากอังกฤษในปี 2500

แม้ถูกตัดสินว่ามีความผิดและจำคุก แต่นาจิบยังคงมีอิทธิพลภายในพรรคองค์การสหชาติมาเลย์ หรือ UMNO ซึ่งปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาลผสมที่นำโดยนายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม 

การพระราชทานอภัยโทษครั้งล่าสุดเกิดขึ้นเพียงหนึ่งสัปดาห์หลังคณะกรรมการพระราชทานอภัยโทษเลื่อนการพิจารณาคำร้องของนาจิบไปยังการประชุมครั้งถัดไปเมื่อวันที่ 11 กันยายน ก่อนจะมีการเรียกประชุมขึ้นอีกครั้งในวันที่ 18 กันยายนและมีมติให้กักบริเวณนาจิบที่บ้านภายใต้เงื่อนไขดังกล่าว 

การใช้การกักบริเวณในบ้านเป็นส่วนหนึ่งของพระราชอภัยโทษครั้งนี้ถือเป็นกรณีที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในมาเลเซีย และมีแนวโน้มทำให้เกิดการอภิปรายเพิ่มเติมเกี่ยวกับขอบเขตพระราชอำนาจ กระบวนการยุติธรรม และการบังคับใช้กฎหมายกับผู้ต้องโทษในคดีทุจริตที่มีชื่อเสียงที่สุดคนหนึ่งของประเทศ.

ที่มา Malay Mail / The Straits Times / Associated Press

สหรัฐฯ อนุมัติขายเครื่องบินขับไล่ F-35 48 ลำให้ซาอุดีอาระเบีย กว่า 2.43 หมื่นล้านดอลลาร์

สหรัฐฯ อนุมัติขายเครื่องบินขับไล่ F-35 48 ลำให้ซาอุดีอาระเบีย กว่า 2.43 หมื่นล้านดอลลาร์

18 ก.ย. 2569 11:32 น.

สหรัฐฯ อนุมัติขายเครื่องบินขับไล่ F-35 48 ลำให้ซาอุดีอาระเบีย กว่า 2.43 หมื่นล้านดอลลาร์

รัฐบาลสหรัฐฯ อนุมัติขายเครื่องบินขับไล่ F-35 จำนวน 48 ลำ ให้ซาอุดีอาระเบีย มูลค่า 2.43 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 8 แสนล้านบาท ท่ามกลางความกังวลของอิสราเอลและสมาชิกสภาคองเกรสบางส่วนเกี่ยวกับความได้เปรียบทางทหารในตะวันออกกลาง และความเสี่ยงที่เทคโนโลยีสำคัญอาจรั่วไหลไปถึงจีน

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เปิดเผยว่า สหรัฐฯ อนุมัติการขายเครื่องบินขับไล่ล่องหน F-35 จำนวน 48 ลำ ให้แก่ซาอุดีอาระเบีย คิดเป็นมูลค่า 2.43 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 8 แสนล้านบาท โดยเป็นการจัดซื้ออาวุธครั้งใหญ่ล่าสุดของซาอุดีอาระเบีย นับตั้งแต่สงครามอิหร่านเริ่มต้นขึ้น

ข้อตกลงดังกล่าวยังต้องได้รับการพิจารณาและอนุมัติจากรัฐสภาสหรัฐฯ โดยสภาคองเกรสมีเวลา 30 วันในการตรวจสอบหรือพยายามคัดค้านข้อตกลง แต่กระทรวงการต่างประเทศยังไม่ได้ระบุกรอบเวลาส่งมอบเครื่องบิน

ซาอุดีอาระเบียพยายามจัดซื้อ F-35 ซึ่งเป็นเครื่องบินรบที่มีเทคโนโลยีล่องหนและสามารถหลบเลี่ยงการตรวจจับของฝ่ายตรงข้ามมาเป็นเวลาหลายปี ขณะที่อิสราเอล ซึ่งเป็นประเทศเดียวในตะวันออกกลางที่ใช้งาน F-35 อยู่ในปัจจุบัน แสดงความกังวลเกี่ยวกับการขายเครื่องบินรุ่นนี้ให้แก่ซาอุดีอาระเบีย แม้จะมีความพยายามผลักดันให้ซาอุดีอาระเบียปรับความสัมพันธ์ทางการทูตกับอิสราเอล

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุว่า ข้อตกลงนี้จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถของซาอุดีอาระเบียในการยับยั้งภัยคุกคามทั้งในปัจจุบันและอนาคต เสริมสร้างการป้องกันประเทศ และเพิ่มความสามารถในการปฏิบัติการร่วมกับกองทัพสหรัฐฯ นอกจากนี้ ยังจะช่วยเพิ่มศักยภาพของฝูงบินรบ รวมถึงขีดความสามารถในการป้องกันตนเองทั้งการรบทางอากาศและการโจมตีเป้าหมายภาคพื้นดิน

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ยืนยันว่า การขายอาวุธครั้งนี้จะไม่เปลี่ยนแปลงดุลอำนาจทางทหารในภูมิภาค ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายระยะยาวของสหรัฐฯ ที่กำหนดให้อิสราเอลต้องรักษาความได้เปรียบทางทหารเหนือประเทศคู่แข่งที่อาจเป็นภัยคุกคามในภูมิภาค

สหรัฐฯ เคยอนุญาตให้จำหน่าย F-35 แก่พันธมิตรใกล้ชิดเป็นหลัก รวมถึงประเทศสมาชิกองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ หรือนาโต ในยุโรปหลายประเทศ และอิสราเอล ในปี 2019 สหรัฐฯ ขับตุรกีออกจากโครงการ F-35 หลังตุรกีจัดซื้อระบบป้องกันภัยทางอากาศจากรัสเซีย เนื่องจากกังวลว่ารัสเซียอาจเข้าถึงเทคโนโลยีของเครื่องบินรุ่นดังกล่าว

ขณะเดียวกัน สหรัฐฯ ยังมีความกังวลเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่จีนอาจเข้าถึงเทคโนโลยีสำคัญของ F-35 ผ่านความร่วมมือด้านความมั่นคงกับซาอุดีอาระเบีย ด้านหนังสือพิมพ์เดอะนิวยอร์กไทมส์รายงานในสัปดาห์นี้ว่า นักวิเคราะห์ข่าวกรองสหรัฐฯ ตั้งข้อสังเกตถึงความเป็นไปได้ที่จีนอาจได้รับเทคโนโลยี F-35 ผ่านความร่วมมือกับริยาด

ราชา คริชนามูร์ธี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ จากพรรคเดโมแครต และสมาชิกคณะกรรมาธิการข่าวกรองสภาผู้แทนราษฎร แสดงจุดยืนคัดค้านการขาย โดยระบุว่าไม่ควรเดินหน้าข้อตกลงในช่วงที่หน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ เตือนว่า เทคโนโลยีทางทหารที่มีความสำคัญสูงสุดของสหรัฐฯ อาจตกอยู่ในมือของพรรคคอมมิวนิสต์จีน

สมาชิกสภาคองเกรสจากพรรคเดโมแครตคนอื่น ๆ รวมถึงเจ้าหน้าที่กลาโหมสหรัฐฯ บางส่วน ก็แสดงความกังวลในลักษณะเดียวกัน โดยเกรงว่าซาอุดีอาระเบียอาจแบ่งปันเทคโนโลยีที่มีความอ่อนไหวกับจีน ภายใต้ความร่วมมือด้านความมั่นคงระหว่างสองประเทศ

ซาอุดีอาระเบียตกเป็นเป้าหมายการโจมตีด้วยโดรนและขีปนาวุธจากกองกำลังที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่านหลายครั้ง นับตั้งแต่สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากสงครามกับอิหร่านในเดือนกุมภาพันธ์ นอกจากนี้ กลุ่มกบฏฮูตีในเยเมน ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน ยังโจมตีซาอุดีอาระเบียด้วย

สงครามกลางเมืองเยเมยซึ่งซบเซามานานหลายปี กลับมาปะทุขึ้นอีกครั้งในเดือนกรกฎาคม หลังเกิดการสู้รบระหว่างกลุ่มฮูตีกับรัฐบาลเยเมนที่ได้รับการรับรองจากนานาชาติและได้รับการสนับสนุนจากซาอุดีอาระเบีย โดยกลุ่มฮูตีประกาศปิดล้อมทางทะเลต่อซาอุดีอาระเบีย และโจมตีเรือในทะเลแดง

การขาย F-35 ครั้งนี้เป็นข้อตกลงจัดซื้ออาวุธครั้งใหญ่ล่าสุดของซาอุดีอาระเบียในปีนี้ โดยก่อนหน้านี้ กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ประกาศอนุมัติการขายระเบิดมากกว่า 10,000 ลูก มูลค่า 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ให้แก่ซาอุดีอาระเบียในช่วงต้นเดือนกันยายน ซึ่งรวมถึงระเบิดขนาด 2,000 ปอนด์ที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง

นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังอนุมัติการขายเครื่องยนต์รถถังจำนวน 60 เครื่องและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องให้ซาอุดีอาระเบีย มูลค่า 750 ล้านดอลลาร์สหรัฐในเดือนเดียวกัน รวมถึงข้อตกลงมูลค่า 1,960 ล้านดอลลาร์สหรัฐในเดือนกรกฎาคม สำหรับการจัดซื้อชุดนำวิถีที่สามารถเปลี่ยนจรวดให้เป็นอาวุธนำวิถีแม่นยำ

ทั้งนี้ เครื่องบิน F-35 ที่ผลิตโดยบริษัทล็อกฮีด มาร์ติน มีราคาประมาณ 82.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อลำ สำหรับรุ่น F-35A และหากข้อตกลงซื้อขายเครื่องบิน 48 ลำได้รับการอนุมัติและดำเนินการแล้ว ซาอุดีอาระเบียจะมีฝูงบิน F-35 ในจำนวนใกล้เคียงกับอิสราเอล ซึ่งปัจจุบันมีเครื่องบินรุ่นนี้ประมาณ 50 ลำ อย่างไรก็ตาม กระทรวงการต่างประเทศอิสราเอลประกาศเมื่อเดือนพฤษภาคมว่า จะจัดซื้อเครื่องบิน F-35 เพิ่มอีก 1 ฝูงบิน ซึ่งอาจทำให้จำนวนเครื่องบิน F-35 ของอิสราเอลเพิ่มขึ้นเป็น 100 ลำ.

ที่มา BBC / AFP

น้องชายเจ้าหญิงไดอานา เปิดประเด็นร้อนกล่าวหาคิงชาร์ลส์ดีใจที่ไดอาน่าสิ้น

น้องชายเจ้าหญิงไดอานา เปิดประเด็นร้อนกล่าวหาคิงชาร์ลส์ดีใจที่ไดอาน่าสิ้น

18 ก.ย. 2569 11:06 น.

น้องชายเจ้าหญิงไดอานา เปิดประเด็นร้อนกล่าวหาคิงชาร์ลส์ดีใจที่ไดอาน่าสิ้น

น้องชายเจ้าหญิงไดอานาแฉคิงชาร์ลส์ในหนังสือเล่มใหม่ เผยพระองค์ทรงยินดี กับการสิ้นพระชนม์ของไดอานา ขณะที่พระราชวังบักกิงแฮมโต้กลับ ชี้ความโศกเศร้าจากการสูญเสียอาจบิดเบือนความจำของผู้เล่า

เอิร์ล สเปนเซอร์ น้องชายของเจ้าหญิงไดอานา เปิดประเด็นข้อกล่าวหาใหม่เกี่ยวกับ กษัตริย์ชาร์ลส์ที่ 3 ผ่านหนังสือบันทึกความทรงจำเล่มใหม่ โดยอ้างถึงบทสนทนาระหว่างเขากับสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 หลังทราบข่าวการสิ้นพระชนม์ของเจ้าหญิงไดอานาในปี 1997

โดยเนื้อหาในหนังสือเล่าว่า หลังเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์ในกรุงปารีสเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 1997 ซึ่งทำให้เจ้าหญิงไดอานาสิ้นพระชนม์ เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ (พระยศในขณะนั้น) ทรงโทรศัพท์มาหาเขา

สเปนเซอร์อ้างว่า แตกต่างจากคนอื่นที่โทรศัพท์มาเพื่อแสดงความเสียใจและให้ความช่วยเหลือ เจ้าชายชาร์ลส์ทรงมีพระสุรเสียงที่เขาจดจำได้ว่า “ดูดีใจอย่างมาก” จนเขาเปรียบเทียบความรู้สึกในตอนนั้นว่า ฟังเหมือนคนเพิ่งถูกรางวัลลอตเตอรี่

ตามบันทึกของสเปนเซอร์ เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ยังทรงบอกเขาว่า พระองค์เป็นผู้แจ้งข่าวการเสียชีวิตของพระมารดาแก่เจ้าชายวิลเลียมและเจ้าชายแฮร์รีในช่วงเช้า ขณะที่ทั้งสองพระองค์ประทับอยู่ที่พระตำหนักบัลมอรัล

พระราชวังบักกิงแฮมโต้กลับ

ข้อกล่าวหาดังกล่าวมีขึ้นหลังพระราชวังบักกิงแฮมเพิ่งออกมาตอบโต้เนื้อหาบางส่วนจากหนังสือ ซึ่งก่อนหน้านี้มีการกล่าวอ้างว่าเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์เคยตรัสเกี่ยวกับไดอานาว่า เดี๋ยวเราก็ลืมเธอได้

โฆษกพระราชวังระบุว่า แม้พระราชวังจะมีหลักการไม่แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับหนังสือ แต่สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ทรงตระหนักว่า ความเจ็บปวดจากการสูญเสียบุคคลในครอบครัวอาจส่งผลต่อเหตุผล การตัดสินใจ และความทรงจำของบุคคลในแบบที่คนอื่นไม่อาจรับรู้ได้ แม้เวลาจะผ่านไปหลายสิบปี

ขณะที่ ดิกกี อาร์บิเตอร์ อดีตเลขานุการฝ่ายสื่อมวลชนของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ในช่วงที่เจ้าหญิงไดอานาสิ้นพระชนม์และมีพระราชพิธีศพ ออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว โดยยืนยันว่าเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ในเวลานั้นทรงเสียพระทัยอย่างมาก และสิ่งที่สเปนเซอร์อ้างไม่สอดคล้องกับพระอุปนิสัยของพระองค์

อาร์บิเตอร์ยังระบุว่า ข้อกล่าวหานี้เป็นเพียงความทรงจำของสเปนเซอร์เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเกือบ 30 ปีก่อน

เปิดปมชีวิตคู่ ไดอานา-ชาร์ลส์

หนังสือเล่มใหม่ยังเปิดเผยเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตสมรสของเจ้าหญิงไดอานาและเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ โดยสเปนเซอร์อ้างว่า เพื่อนของไดอานาเคยบอกเขาว่า ก่อนพิธีอภิเษกสมรสในปี 1981 เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์เคยตรัสกับไดอานาว่า ทรงมีความสุขที่จะอภิเษกสมรสกับเธอ แต่ไม่ได้ทรงรักเธอ

สเปนเซอร์เขียนว่าชีวิตสมรสเริ่มมีปัญหาอย่างหนักในช่วงแรก และเชื่อว่าทั้งสองพระองค์ต่างเคยรู้สึกสิ้นหวังต่อกันในบางช่วง

หนังสือยังมีเนื้อหาเกี่ยวกับช่วงชีวิตภายหลังของเจ้าหญิงไดอานา รวมถึงข้อกล่าวอ้างเกี่ยวกับสภาพจิตใจและความยากลำบากที่พระองค์เผชิญ ก่อนสิ้นพระชนม์จากอุบัติเหตุทางรถยนต์ในกรุงปารีสเมื่อปี 1997

หนังสือ “Swan Song: Diana, My Sister” มีกำหนดเผยแพร่ในสัปดาห์หน้า โดย BBC ระบุว่ายังไม่ได้เห็นหนังสือฉบับเต็ม และข้อกล่าวหาต่าง ๆ เป็นคำบอกเล่าและความทรงจำของเอิร์ล สเปนเซอร์เอง

ด้านเจ้าชายแฮร์รี ซึ่งเป็นพระโอรสของเจ้าหญิงไดอานา ยังไม่ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับหนังสือเล่มนี้ โดยตัวแทนระบุว่าพระองค์ไม่ต้องการให้ความเห็น.

ที่มา : channelnewsasia

ธนาคารกลางญี่ปุ่นขึ้นดอกเบี้ยสู่ระดับสูงสุดในรอบ 31 ปี หวังคุมเงินเฟ้อ-พยุงค่าเงินเยน

ธนาคารกลางญี่ปุ่นขึ้นดอกเบี้ยสู่ระดับสูงสุดในรอบ 31 ปี หวังคุมเงินเฟ้อ-พยุงค่าเงินเยน

18 ก.ย. 2569 11:02 น.

ธนาคารกลางญี่ปุ่นขึ้นดอกเบี้ยสู่ระดับสูงสุดในรอบ 31 ปี หวังคุมเงินเฟ้อ-พยุงค่าเงินเยน

ธนาคารกลางญี่ปุ่น หรือ BOJ มีมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายจาก 1% เป็น 1.25% ในการประชุมนโยบายการเงินเป็นเวลา 2 วัน ซึ่งเป็นการปรับขึ้นตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ และทำให้อัตราดอกเบี้ยของญี่ปุ่นอยู่ในระดับสูงสุดในรอบ 31 ปี นับตั้งแต่ปี 1995 ท่ามกลางแรงกดดันจากราคาพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น เงินเยนอ่อนค่า และความกังวลว่าเงินเฟ้ออาจสูงเกินเป้าหมาย

ธนาคารกลางญี่ปุ่น หรือ BOJ มีมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายจาก 1% เป็น 1.25% ในการประชุมนโยบายการเงินเป็นเวลา 2 วัน ซึ่งเป็นการปรับขึ้นตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ และทำให้อัตราดอกเบี้ยของญี่ปุ่นอยู่ในระดับสูงสุดในรอบ 31 ปี นับตั้งแต่ปี 1995

การปรับขึ้นครั้งนี้เกิดขึ้นขณะที่ญี่ปุ่นกำลังเผชิญแรงกดดันทางเศรษฐกิจหลายด้าน ทั้งเงินเยนอ่อนค่า ราคาสินค้าที่เพิ่มสูงขึ้น และจำนวนแรงงานที่ลดลง ขณะที่ธนาคารกลางพยายามทยอยยุตินโยบายดอกเบี้ยต่ำเป็นพิเศษ ซึ่งดำเนินมาเป็นเวลาหลายทศวรรษ

การปรับขึ้นดอกเบี้ยครั้งนี้ถือเป็นการปรับขึ้นในช่วงเวลาที่สั้นที่สุด นับตั้งแต่ญี่ปุ่นเริ่มการขึ้นดอกเบี้ยในเดือนมีนาคม 2024 โดยห่างจากการปรับขึ้นครั้งก่อนเมื่อเดือนมิถุนายนเพียง 3 เดือน ก่อนหน้านี้ BOJ ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยโดยเฉลี่ยทุก ๆ 6 เดือน หลังยุตินโยบายดอกเบี้ยติดลบในเดือนมีนาคม 2024 และปรับขึ้นมาแล้ว 6 ครั้งในช่วง 2 ปีครึ่งที่ผ่านมา จากระดับติดลบ 0.1%

BOJ ระบุว่า แม้ภาวะการเงินของญี่ปุ่นยังคงผ่อนคลาย แต่ธนาคารจะติดตามความเคลื่อนไหวในตลาดอัตราแลกเปลี่ยน รวมถึงอุปสงค์ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI เพื่อประกอบการตัดสินใจด้านนโยบายการเงินในอนาคต

ข้อมูลทางการที่เผยแพร่ก่อนการประกาศมติของ BOJ ระบุว่า อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานของญี่ปุ่นในเดือนสิงหาคมชะลอลงเล็กน้อย มาอยู่ที่ 1.7%  จาก 1.8% ในเดือนก่อนหน้า แต่ยังคงอยู่ใกล้ระดับเป้าหมายเงินเฟ้อของธนาคารกลางที่ร้อยละ 2%

แม้อัตราเงินเฟ้อของญี่ปุ่นจะไม่สูงเมื่อเทียบกับมาตรฐานระหว่างประเทศ แต่การเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าถือเป็นพัฒนาการที่เกิดขึ้นไม่บ่อยในเศรษฐกิจญี่ปุ่น ก่อนหน้านี้ ญี่ปุ่นเผชิญภาวะเงินเฟ้อต่ำมากหรือภาวะเงินฝืด ซึ่งหมายถึงราคาสินค้าลดลง ต่อเนื่องเป็นเวลาประมาณ 3 ทศวรรษ

ราคาน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นในปีนี้ เนื่องจากสงครามอิหร่านส่งผลกระทบอย่างหนักต่อการขนส่งสินค้าผ่านช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางเดินเรือสำคัญของโลก โดยญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีความเสี่ยงเป็นพิเศษจากการหยุดชะงักของการขนส่ง เนื่องจากพึ่งพาพลังงานจากตะวันออกกลางในสัดส่วนสูง

ต้นทุนการนำเข้าที่เพิ่มขึ้นจากเงินเยนซึ่งอ่อนค่าลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบหลายทศวรรษเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ประกอบกับราคาน้ำมันดิบที่พุ่งสูงขึ้นจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ทำให้เกิดความกังวลว่าเงินเฟ้ออาจสูงเกินกว่าที่ BOJ คาดการณ์ไว้

ส่วนเงินเยนยังคงเผชิญแรงกดดันในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา โดยเมื่อไม่นานมานี้ ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นเหนือระดับ 160 เยน แม้ทางการญี่ปุ่นพยายามพยุงค่าเงินผ่านมาตรการแทรกแซงตลาดอัตราแลกเปลี่ยน ขณะที่ความคาดหวังว่าญี่ปุ่นจะปรับขึ้นดอกเบี้ยในเดือนกันยายนช่วยให้เงินเยนฟื้นตัวขึ้นได้ในระดับหนึ่ง

ในเดือนสิงหาคม ญี่ปุ่นและสหรัฐฯ ยืนยันว่าได้ร่วมกันเข้าแทรกแซงตลาดเพื่อชะลอการอ่อนค่าของเงินเยน หลังค่าเงินญี่ปุ่นร่วงลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 40 ปี การแทรกแซงร่วมกันครั้งนั้นถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2011 ซึ่งทั้งสองประเทศเคยดำเนินการร่วมกันเพื่อทำให้เงินเยนอ่อนค่าลง หลังเกิดแผ่นดินไหวและสึนามิครั้งใหญ่ทางตะวันออกของญี่ปุ่น 

โดยกระทรวงการคลังญี่ปุ่น และนายสก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ระบุในเวลานั้นว่า ทั้งสองฝ่ายจะไม่ลังเลที่จะดำเนินการแทรกแซงตลาดร่วมกันอีกในอนาคต หากจำเป็น เบสเซนต์ยังเพิ่มแรงกดดันต่อ BOJ ให้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อช่วยสนับสนุนค่าเงินเยน โดยเรียกร้องให้นายคาซูโอะ อูเอดะ ผู้ว่าการ BOJ “ทำในสิ่งที่ถูกต้อง”

นายเบสเซนต์ได้พบกับนายซัตสึกิ คาตายามะ รัฐมนตรีคลังญี่ปุ่น และนายคาซูโอะ อูเอดะ ผู้ว่าการ BOJ เมื่อช่วงปลายเดือนที่แล้ว เนื่องจากกังวลว่าเงินเยนที่อ่อนค่าลงอาจทำให้เงินเฟ้อในญี่ปุ่นเพิ่มสูงขึ้น ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นอาจปรับตัวสูงขึ้นอีก ซึ่งจะส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ และต้นทุนการกู้ยืมเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

ก่อนหน้านี้ในเดือนกันยายน อูเอดะระบุว่า BOJ จะหารือเรื่องการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมทุกครั้ง รวมถึงการประชุมเดือนกันยายน แต่ย้ำว่าธนาคารจำเป็นต้องประเมินพัฒนาการทางเศรษฐกิจและระดับราคาอย่างรอบคอบ ก่อนตัดสินใจขั้นสุดท้าย

การปรับขึ้นดอกเบี้ยของญี่ปุ่นเกิดขึ้นในช่วงที่ธนาคารกลางขนาดใหญ่ทั่วโลกกำลังดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้น เพื่อรับมือกับเงินเฟ้อที่ได้รับแรงกดดันจากราคาพลังงานที่สูงขึ้นจากสงครามอิหร่าน

เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (16 ก.ย.) ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 3 ปี ขณะที่ธนาคารกลางยุโรปก็ปรับขึ้นต้นทุนการกู้ยืมไปก่อนหน้านี้ในเดือนเดียวกัน

BOJ ยังต้องดำเนินนโยบายการเงินท่ามกลางสถานการณ์ทางการเมืองที่ละเอียดอ่อน โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นกำลังเผชิญแรงกดดันขาขึ้น สะท้อนความกังวลของตลาดเกี่ยวกับสถานะทางการคลังของญี่ปุ่น ภายใต้นโยบายการคลังแบบขยายตัวของรัฐบาลนายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ

การเพิ่มขึ้นของต้นทุนการกู้ยืมอาจส่งผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยทำให้การลงทุนของภาคธุรกิจลดลง และเป็นความท้าทายสำหรับ BOJ ในการควบคุมเงินเฟ้อโดยไม่กระทบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ

BOJ มีกำหนดจัดการประชุมนโยบายการเงินอีก 2 ครั้งในปีนี้ ได้แก่ เดือนตุลาคมและเดือนธันวาคม โดยตลาดจะจับตาสัญญาณจากธนาคารกลางว่า จะเดินหน้าปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อไปหรือไม่ และจะดำเนินการรวดเร็วเพียงใด.

ที่มา KYODO NEWS / BBC

ปธน.อินโดฯ เรียกร้องเพิ่มโทษคนเผาป่า เข้าข่ายก่อการร้ายเชิงนิเวศ หลังไฟป่าอินโดฯ แรงสุดในรอบ 11 ปี

ปธน.อินโดฯ เรียกร้องเพิ่มโทษคนเผาป่า เข้าข่ายก่อการร้ายเชิงนิเวศ หลังไฟป่าอินโดฯ แรงสุดในรอบ 11 ปี

18 ก.ย. 2569 10:52 น.

ปธน.อินโดฯ เรียกร้องเพิ่มโทษคนเผาป่า เข้าข่ายก่อการร้ายเชิงนิเวศ หลังไฟป่าอินโดฯ แรงสุดในรอบ 11 ปี

ประธานาธิบดีปราโบโว เรียกร้องเพิ่มบทลงโทษคนเผาป่าและบุกรุกที่ดิน ชี้อาจเข้าข่าย “ก่อการร้ายเชิงนิเวศ” หลังไฟป่าอินโดฯ รุนแรงสุดในรอบ 11 ปี

วันที่ 18 กันยายน 2569 ปราโบโว ซูเบียนโต ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย กล่าวในการประชุมคณะรัฐมนตรี เรียกร้องให้เพิ่มความเข้มงวดของกฎหมายและบทลงโทษต่อผู้ที่ใช้วิธีเผาป่าเพื่อบุกเบิกพื้นที่ พร้อมสั่งให้เลขาธิการรัฐและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกฎหมายพิจารณาแนวทางเพิ่มบทลงโทษ และอาจเสนอให้รัฐสภาพิจารณาแก้กฎหมายเพื่อกำหนดความผิดเป็น“การก่อการร้ายเชิงนิเวศ”  

นอกจากนี้กล่าวว่า รัฐบาลจะไม่ผ่อนปรนให้แก่บุคคลหรือบริษัทที่พบว่ามีส่วนรับผิดชอบต่อการจุดไฟเผาป่า โดยสั่งให้รัฐบาลท้องถิ่นยกเลิกข้อยกเว้นที่เปิดทางให้เกษตรกรรายย่อยใช้ไฟเผาพื้นที่ขนาดเล็กเพื่อเตรียมที่ดิน พร้อมสั่งตำรวจดำเนินคดีอาญากับบริษัทที่ฝ่าฝืนมาตรการป้องกันไฟป่า

หลังคำสั่งของประธานาธิบดี นายโมฮัมหมัด อิรฮัมมี เจ้าหน้าที่ตำรวจอินโดนีเซีย เปิดเผยว่า ตำรวจได้เปิดการสอบสวนคดีอาญาที่เกี่ยวข้องกับไฟป่าแล้ว 219 คดี มีผู้ถูกระบุเป็นผู้ต้องสงสัย 162 คน และกำลังตรวจสอบบริษัทอีก 95 แห่ง แต่ยังไม่ได้เปิดเผยว่ามีบริษัทกี่แห่งที่ถูกสงสัยว่ากระทำความผิดทางอาญา

ทั้งนี้ อินโดนีเซียกำลังเผชิญสภาพอากาศแบบเอลนีโญรุนแรงผิดปกติ ทำให้ป่าไม้และพื้นที่เกษตรแห้งแล้งอย่างหนัก โดยเกาะบอร์เนียวและเกาะสุมาตราเป็นพื้นที่ได้รับผลกระทบรุนแรง กระทรวงป่าไม้เตือนว่าไฟป่าอาจยืดเยื้อไปจนถึงต้นเดือนพฤศจิกายน เนื่องจากฤดูฝนอาจมาถึงล่าช้ากว่าปกติ.

ที่มา CNA

อันวาร์เตรียมเชิญ มิน อ่อง หล่าย เยือนมาเลเซีย หวังใช้การทูตผลักดันเมียนมารับผู้ลี้ภัยโรฮิงญากลับ

 อันวาร์เตรียมเชิญ มิน อ่อง หล่าย เยือนมาเลเซีย หวังใช้การทูตผลักดันเมียนมารับผู้ลี้ภัยโรฮิงญากลับ

18 ก.ย. 2569 10:09 น.

อันวาร์เตรียมเชิญ มิน อ่อง หล่าย เยือนมาเลเซีย หวังใช้การทูตผลักดันเมียนมารับผู้ลี้ภัยโรฮิงญากลับ

อันวาร์เผย เตรียมเชิญ มิน อ่อง หล่าย ผู้นำเมียนมาเยือนมาเลเซีย หวังใช้การทูตผลักดันเมียนมารับผู้ลี้ภัยโรฮิงญากลับ ขณะที่กลุ่มแรกเกือบ 1,500 คนเตรียมเดินทางกลับปลายเดือนนี้

วันที่ 18 กันยายน 2569 นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย เปิดเผยว่า เตรียมเชิญ มิน อ่อง หล่าย ผู้นำเมียนมาเยือนมาเลเซียอย่างเป็นทางการ เพื่อหารือแนวทางผลักดันการส่งผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญากลับเมียนมา โดยมองว่าการเจรจาทางการทูตเป็นแนวทางสำคัญในการแก้ปัญหาผู้ลี้ภัยที่มีจำนวนมากขึ้นในมาเลเซีย

นายอันวาร์ระบุว่า เมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน ได้สั่งการกระทรวงมหาดไทยและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องให้เตรียมเชิญผู้นำเมียนมาเดินทางเยือนมาเลเซีย พร้อมกล่าวว่า มาเลเซียพร้อมมีความสัมพันธ์ฉันมิตรและทำการค้ากับเมียนมา แต่ต้องการให้เมียนมารับผู้ลี้ภัยกลับประเทศ

ก่อนหน้านี้ในเดือนกรกฎาคม มาเลเซียระบุว่าเมียนมาตกลงรับชาวโรฮิงญากลับประเทศจำนวน 5,000 คน โดยการส่งกลับจะดำเนินการเป็นระยะ หากเมียนมาไม่สามารถรับผู้ลี้ภัยทั้งหมดได้ในครั้งเดียว ขณะที่แผนระยะแรกกำหนดส่งชาวเมียนมากลับประเทศ 1,476 คนในวันที่ 29 กันยายน และยังไม่ชัดเจนว่าจำนวนดังกล่าวมีชาวโรฮิงญารวมอยู่กี่คน

ทั้งนี้ มาเลเซียเป็นหนึ่งในประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่รองรับผู้ลี้ภัยจากเมียนมาจำนวนมาก โดยข้อมูลของมาเลเซียระบุว่าผู้ลี้ภัยและผู้ขอลี้ภัยที่ขึ้นทะเบียนกับ UNHCR มีราว 2 แสนคน ส่วนใหญ่เป็นชาวเมียนมา รวมถึงชาวโรฮิงญา ชิน กะเหรี่ยง และมอญ ขณะที่แผนส่งกลับเกิดขึ้นท่ามกลางความกังวลขององค์การสหประชาชาติและกลุ่มสิทธิมนุษยชน ที่ระบุว่าไม่ได้มีส่วนร่วมในแผนการส่งกลับของมาเลเซีย และเตือนว่าสถานการณ์ในเมียนมายังไม่ปลอดภัยเพียงพอสำหรับการส่งผู้ลี้ภัยกลับ ขณะที่มาเลเซียยืนยันว่าการส่งกลับจะเป็นไปโดยสมัครใจ.

ที่มา Irrawaddy

นักกีฬา Hyrox ออสเตรเลียขอโทษหลังถูกวิจารณ์หนัก พร้อมขอสละชัยชนะย้อนหลัง

นักกีฬา Hyrox ออสเตรเลียขอโทษหลังถูกวิจารณ์หนัก พร้อมขอสละชัยชนะย้อนหลัง

18 ก.ย. 2569 09:25 น.

นักกีฬา Hyrox ออสเตรเลียขอโทษหลังถูกวิจารณ์หนัก พร้อมขอสละชัยชนะย้อนหลัง

นักกีฬาออสเตรเลียขอโทษ หลังถูกวิจารณ์หนักกรณีแข่ง Hyrox ต่อทั้งที่ขับถ่ายราดระหว่างแข่งขันที่กรุงปักกิ่ง พร้อมขอสละชัยชนะย้อนหลัง

วันที่ 18 กันยายน 2569 เว็บไซต์ข่าว BBC รายงานว่า โจแอนนา เวียตชีค นักกีฬาหญิงชาวออสเตรเลีย ขอโทษอย่างจริงใจ หลังเจอกระแสวิจารณ์หนักจากการที่เธอลงแข่งขันต่อในศึก Hyrox ที่กรุงปักกิ่ง ของจีน เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ทั้งที่เกิดเหตุขับถ่ายราดระหว่างการแข่งขัน พร้อมประกาศขอถอนตัวจากการแข่งขันย้อนหลังและสละชัยชนะที่ทำได้

โดยโจแอนนา เวียตชีค ระบุผ่านโซเชียลมีเดียว่า ก่อนเริ่มการแข่งขันเธอมีสุขภาพแข็งแรงและไม่มีเหตุผลให้คาดว่าจะเกิดอาการป่วยขึ้น แต่เมื่อมองย้อนกลับไป เธอยอมรับว่าไม่ควรตัดสินใจแข่งขันต่อ และควรออกจากสนามตั้งแต่เกิดเหตุ พร้อมกล่าวขอโทษต่อประชาชนจีน คู่แข่ง ผู้ชม และผู้จัดการแข่งขัน พร้อมยอมรับว่าการตัดสินใจของเธอส่งผลกระทบต่อผู้อื่น และทำให้เกิดความไม่สบายใจและความวุ่นวาย

รายงานข่าวระบุว่า เหตุการณ์นี้ถูกบันทึกเป็นภาพและเผยแพร่ทางออนไลน์ จนเกิดเสียงวิจารณ์เรื่องสุขอนามัย เหตุการณ์นี้ยังทำให้เกิดคำถามว่า เหตุใดเจ้าหน้าที่ในสนามจึงไม่เข้าหยุดการแข่งขัน ทั้งที่กฎของ Hyrox มีบทลงโทษต่อพฤติกรรมที่รวมถึงการถ่มน้ำลาย การสั่งน้ำมูก การทิ้งขยะ และการใช้น้ำอย่างไม่เหมาะสม

ก่อนหน้านี้นายมอริตซ์ เฟือร์สเต ผู้ร่วมก่อตั้ง Hyrox องค์กรจัดการแข่งขันฟิตเนสในร่มระดับโลกออกมาขอโทษเกี่ยวกับการจัดการสถานการณ์ พร้อมยืนยันว่าการแข่งขันมีขั้นตอนรับมือกรณีการปนเปื้อนทางชีวภาพและเหตุฉุกเฉินทางการแพทย์ที่ชัดเจน แต่เหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดทำให้การใช้และการตีความขั้นตอนเกิดความคลุมเครือ พร้อมให้คำมั่นว่าจะปรับปรุงกระบวนการจัดการแข่งขัน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้อีก 

ทั้งนี้ การแข่งขัน Hyrox เป็นการสลับระหว่างการวิ่งระยะทาง 1 กิโลเมตร กับสถานีออกกำลังกาย อาทิ ผลักเลื่อนน้ำหนัก กระโดดเบอร์พี พายเรือในร่ม และเดินย่อตัวพร้อมแบกถุงทราย ก่อตั้งขึ้นในปี 2560 ที่เมืองฮัมบูร์ก ประเทศเยอรมนี และได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นจนจัดการแข่งขันในหลายประเทศทั่วโลก โดยเริ่มจัดในจีน่ช่วงปลายปี 2567.

ศาลสหรัฐฯ สั่งห้ามรื้อ Kennedy Center ทันที ต้องแจ้งล่วงหน้า 30 วัน หลังทรัมป์ขู่ทุบทิ้ง

ศาลสหรัฐฯ สั่งห้ามรื้อ Kennedy Center ทันที ต้องแจ้งล่วงหน้า 30 วัน หลังทรัมป์ขู่ทุบทิ้ง

18 ก.ย. 2569 08:46 น.

ศาลสหรัฐฯ สั่งห้ามรื้อ Kennedy Center ทันที ต้องแจ้งล่วงหน้า 30 วัน หลังทรัมป์ขู่ทุบทิ้ง

ผู้พิพากษาศาลรัฐบาลกลางสหรัฐฯ สั่งฝ่ายบริหารของทรัมป์ ต้องแจ้งล่วงหน้าอย่างน้อย 30 วัน หากจะดำเนินการใด ๆ ที่เปลี่ยนแปลงโครงสร้าง รวมถึงการรื้อทำลาย Kennedy Center หลังทรัมป์ขู่อาจจะรื้อทิ้ง

ศาลรัฐบาลกลางสหรัฐฯ มีคำสั่งให้ฝ่ายบริหารของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ต้องแจ้งล่วงหน้าอย่างน้อย 30 วัน ก่อนดำเนินการใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างครั้งใหญ่ของ เคนเนดี เซ็นเตอร์ (Kennedy Center) ศูนย์ศิลปะการแสดงชื่อดังในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. รวมถึงต้องแจ้งล่วงหน้าหากมีแผนรื้อถอนอาคาร หลังทรัมป์ออกมาพูดถึงความเป็นไปได้ที่จะรื้อทิ้งสถานที่แห่งนี้ หากใส่ชื่อของเขาเพิ่มไม่ได้

คำสั่งดังกล่าวออกโดยผู้พิพากษาศาลแขวงสหรัฐฯ คริสโตเฟอร์ คูเปอร์ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 17 กันยายน หลังทนายความของ จอยซ์ บีตตี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ยื่นหลักฐานเพิ่มเติมต่อศาล โดยอ้างถึงคำพูดของทรัมป์ที่กล่าวถึงการรื้อ Kennedy Center เมื่อวันก่อน

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวในรัฐนอร์ทแคโรไลนาว่า รัฐบาลของเขาควรได้รับการยอมรับจากการเข้ามามีบทบาทกับ Kennedy Center และหากไม่สามารถดำเนินการตามแผนได้ สถานที่แห่งนี้อาจต้องปิดตัวลงและท้ายที่สุดอาจถูกรื้อทิ้ง

คำพูดดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งเกี่ยวกับอนาคตของ John F. Kennedy Center for the Performing Arts ซึ่งเปิดใช้งานมาตั้งแต่ปี 1971 เพื่อเป็นอนุสรณ์แด่อดีตประธานาธิบดีจอห์น เอฟ. เคนเนดี

Kennedy Center ปิดชั่วคราว อ้างปัญหาโครงสร้าง

สถานการณ์ยิ่งร้อนแรงขึ้น หลังแมตต์ โฟลกา ผู้อำนวยการบริหารของ Kennedy Center ยื่นเอกสารต่อศาล ระบุว่าอาคารถูกปิดชั่วคราวเพื่อประเมินความเสี่ยงด้านความปลอดภัยในพื้นที่ที่พบการเสื่อมสภาพของโครงสร้างอย่างรุนแรง โดยการปิดเบื้องต้นมีกำหนดอย่างน้อย 7 วัน

ขณะเดียวกัน คณะกรรมการ Kennedy Center ซึ่งมีทรัมป์และบุคคลที่เขาแต่งตั้งอยู่ในคณะกรรมการ ได้ลงมติให้ปิดสถานที่เพื่อดำเนินโครงการปรับปรุงมูลค่า 257 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ฝ่ายที่คัดค้านกังวลว่าการปิดอาจยืดเยื้อและส่งผลให้ศูนย์ศิลปะแห่งนี้ไม่สามารถกลับมาเปิดให้ประชาชนใช้งานได้ตามปกติ

ด้านจอยซ์ บีตตี ซึ่งเป็นสมาชิกคณะกรรมการโดยตำแหน่งและกำลังฟ้องร้องเกี่ยวกับแผนการเปลี่ยนแปลง Kennedy Center ของทรัมป์ ระบุในเอกสารต่อศาลว่า การปิดสถานที่อาจกลายเป็นการปิดอย่างถาวร หากไม่มีการกำกับจากศาล

ก่อนหน้านี้ ผู้พิพากษาคูเปอร์ยังมีคำสั่งเกี่ยวกับการใช้ชื่อทรัมป์บนอาคาร โดยระบุว่าการเปลี่ยนชื่อ Kennedy Center จำเป็นต้องผ่านสภาคองเกรส ขณะที่ความพยายามของฝ่ายบริหารในการเพิ่มชื่อทรัมป์บนอาคารยังอยู่ในกระบวนการทางกฎหมาย

ล่าสุด ศาลจึงกำหนดให้ต้องมีการแจ้งล่วงหน้าอย่างน้อย 30 วัน หากจะดำเนินการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างครั้งใหญ่ รวมถึงการรื้อถอน เพื่อเปิดทางให้ประเด็นดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาทางกฎหมายก่อนที่จะมีการดำเนินการใด ๆ ต่ออาคาร.

ที่มา : channelnewsasia

กษัตริย์ชาร์ลส์เตือนผู้นำวงการ AI เร่งคุมให้ทันก่อนสาย หวั่นภัย AI อาจถึงขั้นคุกคามมนุษยชาติ

กษัตริย์ชาร์ลส์เตือนผู้นำวงการ AI เร่งคุมให้ทันก่อนสาย หวั่นภัย AI อาจถึงขั้นคุกคามมนุษยชาติ

18 ก.ย. 2569 08:25 น.

กษัตริย์ชาร์ลส์เตือนผู้นำวงการ AI เร่งคุมให้ทันก่อนสาย หวั่นภัย AI อาจถึงขั้นคุกคามมนุษยชาติ

กษัตริย์ชาร์ลส์ที่ 3 แห่งสหราชอาณาจักร ทรงเตือนบรรดาผู้นำด้าน AI ถึงความเสี่ยงร้ายแรงจากเทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างรวดเร็ว โดยทรงเรียกร้องให้มีมาตรการควบคุมและป้องกันความเสี่ยงก่อนสายเกินไป

เมื่อวันที่ 17 กันยายน สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ตรัสแสดงความเป็นห่วง ถึงความเสี่ยงร้ายแรงจากเทคโนโลยี AI ที่พัฒนาอย่างรวดเร็ว ระหว่างทรงเป็นเจ้าภาพจัดการหารือกับผู้นำวงการ AI ที่คฤหาสน์ดัมฟรีส์ เฮาส์ ในสกอตแลนด์ ท่ามกลางความกังวลว่า การพัฒนา AI กำลังก้าวหน้าเร็วกว่าความพยายามในการวางมาตรการด้านความปลอดภัย

ผู้เข้าร่วมการหารือครั้งนี้มีทั้ง เจนเซน หวง ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ Nvidia, เดมิส ฮัสซาบิส ผู้ก่อตั้ง Google DeepMind รวมถึงตัวแทนจาก OpenAI และ Anthropic ตลอดจนรัฐมนตรีด้าน AI ของอังกฤษ

กษัตริย์ชาร์ลส์ทรงยอมรับว่า AI มีศักยภาพอย่างมากในการยกระดับและช่วยชีวิตผู้คน โดยเฉพาะด้านวิทยาศาสตร์ชีวภาพและการแพทย์ แต่ในขณะเดียวกัน ผู้พัฒนา AI เองก็เริ่มออกมาเตือนถึงความสามารถด้านลบที่อาจเกิดขึ้นจากเทคโนโลยีดังกล่าว

พระองค์ตรัสถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการพิจารณาอันตรายต่อการดำรงอยู่ของมนุษย์ หากเทคโนโลยีเหล่านี้ตกไปอยู่ในมือของผู้ไม่หวังดีและถูกนำไปใช้ในลักษณะที่อาจก่อให้เกิดหายนะ พร้อมตั้งคำถามว่ามนุษย์ควรมีมาตรการควบคุมที่เพียงพอก่อนที่จะสายเกินไปหรือไม่

Nvidia ชี้ต้องพัฒนา AI อย่างมีความรับผิดชอบ

ด้านเจนเซน หวง ซีอีโอของ Nvidia กล่าวว่า การพัฒนา AI ควรตั้งอยู่บนพื้นฐานของการมองโลกในแง่ดีอย่างมีความรับผิดชอบ โดยผู้พัฒนาเทคโนโลยีต้องเป็นฝ่ายรับผิดชอบต่อความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์

หวงกล่าวว่า บริษัทต่าง ๆ จำเป็นต้องเข้มงวดมากขึ้นในการตรวจสอบว่า AI ของตนพร้อมใช้งานก่อนนำออกสู่ตลาด พร้อมระบุว่า หากระบบยังไม่พร้อม ก็ควรชะลอการเปิดตัว แม้จะยังสามารถเร่งการพัฒนาได้ก็ตาม แต่ต้องไม่เร็วเกินกว่าที่จะควบคุมได้

ก่อนหน้านี้ ดาริโอ อาโมเดอี ซีอีโอของ Anthropic ก็เคยเรียกร้องให้บริษัทต่าง ๆ ชะลอความเร็วในการพัฒนา AI เช่นกัน ขณะที่นักวิจัยของ Anthropic สองคนออกมาเตือนว่า การพัฒนา AI อย่างรวดเร็วอาจนำไปสู่ความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ของมนุษย์ในอนาคตอันใกล้

นอกจากนี้ บริษัท AI ยังเคยรายงานว่าระบบของตนสามารถหลุดออกจากข้อจำกัดที่กำหนดไว้ระหว่างการทดสอบ และพยายามเจาะเข้าสู่เครือข่ายภายนอก ซึ่งยิ่งทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับความปลอดภัยและการกำกับดูแล AI

ขณะที่ คานิชกา นารายัน รัฐมนตรีด้าน AI ของอังกฤษกล่าวว่า การหารือมุ่งเน้นไปที่ความรับผิดชอบของบริษัทต่าง ๆ ในการทำให้มั่นใจว่า AI ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อประโยชน์ของประชาชน และการประชุมครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการหารืออย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับบทบาทของอังกฤษในการสนับสนุนการพัฒนา AI อย่างมีความรับผิดชอบ

การพบปะครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการหารือเรื่อง ความปลอดภัยของ AI และการกำกับดูแลเทคโนโลยี ในช่วงที่ AI มีความสามารถเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และยังมีข้อถกเถียงในระดับนานาชาติว่า อุตสาหกรรมควรกำกับดูแลตัวเองมากน้อยเพียงใด หรือควรมีรัฐบาลเข้ามากำหนดกฎเกณฑ์เพิ่มเติม.

ที่มา : channelnewsasia