WHO เผย คลื่นความร้อนยุโรปโยงผู้เสียชีวิตกว่า 1,300 ศพ

WHO เผย คลื่นความร้อนยุโรปโยงผู้เสียชีวิตกว่า 1,300 ศพ

29 มิ.ย. 2569 01:32 น.

WHO เผย คลื่นความร้อนยุโรปโยงผู้เสียชีวิตกว่า 1,300 ศพ

องค์การอนามัยโลกเปิดเผยว่า คลื่นความร้อนรุนแรงที่กำลังเกิดขึ้นในยุโรป มีส่วนเชื่อมโยงกับการเสียชีวิตของคนมากกว่า 1,300 รายแล้วภายในระยะเวลาเพียง 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา

เมื่อ 28 มิ.ย. 2569 ดร.เทดรอส อัดฮานอม เกเบรเยซุส ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลก (WHO) เปิดเผยว่าวิกฤตคลื่นความร้อนที่เกิดขึ้นเร็วอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนในช่วงต้นฤดูร้อนของยุโรป มีความเชื่อมโยงกับการเสียชีวิตของประชาชนมากกว่า 1,300 รายแล้ว นับตั้งแต่วันที่ 21 มิ.ย.ที่ผ่านมา

“ภาวะเครียดจากความร้อน (Heat stress) มักถูกเรียกว่าเป็น ‘ฆาตกรเงียบ’ และบ้านเรือน สถานที่ทำงาน รวมถึงโรงเรียนในยุโรปไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อรองรับอุณหภูมิที่สูงขนาดนี้” ดร.เกเบรเยซุสระบุในข้อความที่โพสต์ผ่าน X

เมื่อเช้าวันอาทิตย์ที่ผ่านมา กระทรวงสาธารณสุขของฝรั่งเศสเพิ่งเปิดเผยว่า นับตั้งแต่วันพุธ (24 มิ.ย.) มีรายงานผู้เสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับคลื่นความร้อนในประเทศ เพิ่มขึ้นจากที่คาดการณ์ไว้ประมาณ 1,000 ราย โดยส่วนใหญ่เป็นผู้มีอายุ 65 ปีขึ้นไป และมีผู้เสียชีวิตภายในบ้านพักเพิ่มขึ้นถึง 40%

“ยุโรปเป็นทวีปที่อุณหภูมิสูงขึ้นเร็วที่สุดในโลก โดยร้อนขึ้นเป็นสองเท่าของค่าเฉลี่ยทั่วโลก” ดร.เกเบรเยซุสเตือน และกล่าวเสริมว่า ปัจจุบันประชากรหลายล้านคนทั่วทั้งทวีปกำลัง “ใช้ชีวิตอยู่ภายใต้ความร้อนจัด มีผู้เสียชีวิตแล้วหลายร้อยราย โรงเรียนต้องปิดทำการ และระบบสายส่งไฟฟ้ากำลังเผชิญกับภาระงานที่หนักเกินไป”

ข้อมูลเบื้องต้นแสดงให้เห็นว่า เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา เยอรมนีเผชิญกับวันที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์ติดต่อกันเป็นวันที่ 3 หลังจากวัดอุณหภูมิได้ถึง 41.7 องศาเซลเซียส ที่เมืองคอเชิน (Coschen) ใกล้ชายแดนโปแลนด์ ทางตะวันออกของรัฐบรันเดินบวร์ค

ด้านสถาบันอุตุนิยมวิทยา CHMI ของสาธารณรัฐเช็ก เผยว่า ประเทศของพวกเขาก็ทำลายสถิติอุณหภูมิสูงสุดเป็นครั้งที่ 2 ในรอบ 2 วัน โดยวัดได้ 41.1 องศาเซลเซียส ที่เมืองดกซานี (Doksany) ทางตอนเหนือของกรุงปราก โดย CHMI คาดด้วยว่า ร้อนจะพุ่งขึ้นสู่จุดสูงสุดในวันอาทิตย์ ก่อนจะเกิดพายุฝนฟ้าคะนองค่อนข้างรุนแรงในพื้นที่ทางตะวันตกในเวลาต่อมา

ขณะที่โฆษกหญิงของสถาบันอุตุนิยมวิทยาและการจัดการน้ำ (IMGW) ของโปแลนด์ เปิดเผยกับสำนักข่าว AFP ว่า โปแลนด์ได้ทำลายสถิติอุณหภูมิสูงสุดเป็นประวัติการณ์เช่นกัน โดยวัดได้ 40.5 องศาเซลเซียส ในเมืองสลูบิตเซ (Slubice)

ทั้งนี้ ดร.เกเบรเยซุสระบุว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นสาเหตุของสภาพอากาศที่รุนแรงนี้ พร้อมเตือนว่ายุโรปกำลังร้อนขึ้นในอัตรา “เป็นสองเท่าของค่าเฉลี่ยโลก”

“วิกฤตการณ์นี้ถูกขับเคลื่อนโดยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภาวะโลกร้อน ปรากฏการณ์คลื่นความร้อนประเภท ‘ชาติหนึ่งจะเจอสักครั้ง’ ในตอนนี้กลับเกิดขึ้นแทบจะทุกปี”

พร้อมกันนี้ ดร.เกเบรเยซุสเรียกร้องให้ประเทศในยุโรป “นำแผนปฏิบัติการด้านสุขภาพเพื่อรับมือกับความร้อนมาใช้” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการปกป้องสุขภาพของประชาชนท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อิสราเอลอนุมัติให้โจมตีภาคใต้เลบานอนต่อ หลังเพิ่งลงนามข้อตกลงหยุดยิง

อิสราเอลอนุมัติให้โจมตีภาคใต้เลบานอนต่อ หลังเพิ่งลงนามข้อตกลงหยุดยิง

28 มิ.ย. 2569 23:49 น.

อิสราเอลอนุมัติให้โจมตีภาคใต้เลบานอนต่อ หลังเพิ่งลงนามข้อตกลงหยุดยิง

อิสราเอลอนุมัติให้กองทัพดำเนินปฏิบัติการทางทหารในภาคใต้ของเลบานอนต่อไป เพียงไม่กี่วันหลังร่วมลงนามข้อตกลงหยุดยิงกับเลบานอน โดยยืนยันว่าข้อตกลงอนุญาตให้ตอบโต้กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ได้

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 28 มิ.ย. 2569 กองทัพอิสราเอลออกแถลงการณ์ระบุว่า พลโท เอยัล ซามียร์ เสนาธิการกองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) อนุมัติให้กองทัพเดินหน้าปฏิบัติการทางทหารในพื้นที่ทางตอนใต้ของเลบานอนต่อไป เพียง 2 วันหลังจากอิสราเอลเพิ่งลงนามข้อตกลงหยุดยิงฉบับล่าสุดกับเลบานอน

กองทัพอิสราเอลอ้างว่า การอนุมัติแผนการดังกล่าว “เป็นไปตามข้อตกลงหยุดยิง” โดยย้ำว่าข้อตกลง 14 ข้อ ที่อิสราเอลกับเลบานอนลงนามร่วมกันเมื่อช่วงเย็นวันศุกร์ที่ผ่านมานั้น อนุญาตให้ IDF สามารถดำเนินการตอบโต้ต่อ “การโจมตี การคุกคาม และเจตนาที่เป็นปรปักษ์” ของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ได้

“เราจะปฏิบัติตามข้อตกลงและดำเนินการเพื่อให้อุดมการณ์นี้ประสบความสำเร็จ” นายพลซามียร์กล่าว

ขณะเดียวกัน ทางฝั่งกลุ่มฮิซบอลเลาะห์และอิหร่าน ออกมาปฏิเสธข้อตกลงฉบับดังกล่าว พร้อมยื่นข้อเรียกร้องให้อิสราเอลถอนกำลังทหารออกจากเลบานอนอย่างสิ้นเชิง แต่อิสราเอลได้ปฏิเสธข้อเรียกร้องดังกล่าวไปแล้ว

ทั้งนี้ แม้ว่าจะมีการลงนามในข้อตกลงไตรภาคีระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และเลบานอน ณ กรุงวอชิงตันแล้วก็ตาม แต่การสู้รบในเลบานอนยังคงดำเนินต่อไป โดยสำนักข่าวแห่งชาติของเลบานอน (NNA) รายงานว่า อิสราเอลโจมตีใกล้กับหมู่บ้าน 2 แห่งเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา และมีทหารอิสราเอล 1 นายเสียชีวิตจากการโจมตีของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

เฮลิคอปเตอร์บริษัท “อารามโก” ยักษ์ใหญ่ด้านน้ำมันของซาอุฯ ตกดับ 14 ศพ

เฮลิคอปเตอร์บริษัท “อารามโก” ยักษ์ใหญ่ด้านน้ำมันของซาอุฯ ตกดับ 14 ศพ

28 มิ.ย. 2569 22:49 น.

เฮลิคอปเตอร์บริษัท “อารามโก” ยักษ์ใหญ่ด้านน้ำมันของซาอุฯ ตกดับ 14 ศพ

เฮลิคอปเตอร์ของบริษัท อารามโก ยักษ์ใหญ่ด้านน้ำมันของซาอุดีอาระเบีย ตกที่เมืองชายฝั่งทางตะวันออกของประเทศ ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 14 ศพ

สำนักข่าวของซาอุดีอาระเบียรายงานว่า เฮลิคอปเตอร์ลำหนึ่งของ “อารามโก” (Aramco) บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านน้ำมันของซาอุดีอาระเบีย ประสบอุบัติเหตุตกเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (28 มิ.ย.) ที่เมืองราส ตานูรา (Ras Tanura) บริเวณชายฝั่งตะวันออกของประเทศ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 14 ศพ

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 06:00 น. ตามเวลาท้องถิ่น แต่ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดอื่นๆ เพิ่มเติม ซึ่งสื่อของซาอุฯ ระบุว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเริ่มการสืบสวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างเต็มรูปแบบแล้ว ด้านบริษัท อารามโก ยังไม่ออกมาแสดงความคิดเห็นใดๆ

ทั้งนี้ ซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเป็นประเทศผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลก กำลังเร่งรีบดำเนินการขนส่งสินค้า หลังจากกลุ่มผู้ผลิตในตะวันออกกลางได้เพิ่มปริมาณการผลิตและการส่งออกน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ก่อนหน้าที่สหรัฐอเมริกากับอิหร่านจะมีข้อตกลงชั่วคราวเพื่อยุติสงคราม

โดยบริษัท อารามโก เพิ่งกลับมาดำเนินการขนถ่ายน้ำมันดิบอีกครั้งเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ณ สถานีขนถ่ายน้ำมันราส ตานูรา ในอ่าวเปอร์เซีย หลังจากที่ต้องหยุดชะงักไปนานเกือบ 4 เดือน เนื่องจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

เครื่องบินเล็กตกในฝรั่งเศส นักกระโดดร่มดับสลด 11 ศพ

เครื่องบินเล็กตกในฝรั่งเศส นักกระโดดร่มดับสลด 11 ศพ

28 มิ.ย. 2569 21:51 น.

เครื่องบินเล็กตกในฝรั่งเศส นักกระโดดร่มดับสลด 11 ศพ

เครื่องบินเล็กบรรทุกนักกระโดดร่มกับครูฝึก ตกในภาคตะวันออกของฝรั่งเศส ทำให้ผู้ที่อยู่บนเครื่องบินทั้ง 11 คนเสียชีวิตทั้งหมด ในขณะที่ทางการกำลังเร่งสืบสวนหาสาเหตุ

ทางการท้องถิ่นของฝรั่งเศสรายงานว่า เกิดเหตุเครื่องบินพลเรือนลำหนึ่งซึ่งบรรทุกนักกระโดดร่มตกใกล้กับเมืองตงแบลน (Tomblaine) ทางตะวันออกของฝรั่งเศส เมื่อวันอาทิตย์ที่ 28 มิ.ย. 2569 ส่งผลให้ผู้ที่อยู่บนเครื่องทั้ง 11 คนเสียชีวิตทั้งหมด

เหตุการณ์นี้นับเป็นหนึ่งในอุบัติเหตุเครื่องบินขนาดเล็กครั้งที่มียอดผู้เสียชีวิตสูงที่สุดของฝรั่งเศส โดย อีฟส์ เซกีย์ ผู้ว่าการจังหวัด “เมอเธ-เอ-โมแซล” (Meurthe-et-Moselle) ทางตะวันออกของประเทศ แถลงว่า ผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้ประกอบด้วยครูฝึก 5 คน นักเรียน 5 คน และนักบินอีก 1 คน

“ไม่มีผู้เห็นเหตุการณ์หรือบุคคลภายนอกได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต” นายเซกีย์กล่าวเสริมในระหว่างการแถลงข่าว

ผู้สื่อข่าวจากสำนักข่าว AFP รายงานว่า เครื่องบินลำดังกล่าวซึ่งจดทะเบียนในประเทศเยอรมนี ตกลงบนพื้นสนามหญ้าใกล้กับรันเวย์ของสนามบินน็องซี-เอสเซ (Nancy-Essey) ซึ่งอยู่ใกล้กับย่านที่พักอาศัยและถนนสองสาย แต่ยังไม่มีการยืนยันแน่ชัดว่า อะไรเป็นสาเหตุทำให้เครื่องบินลำนี้ตก

ขณะนี้ทีมสนับสนุนด้านการแพทย์และจิตวิทยา กำลังเข้าดูแลญาติของผู้เสียชีวิตที่อยู่ในสนามบิน รวมถึงพยานคนอื่นๆ ที่เห็นเหตุการณ์

ด้านนายอมอรี ลาโกต รองอัยการประจำเมืองน็องซี ทางตอนเหนือของฝรั่งเศส ระบุว่า เจ้าหน้าที่เริ่มการสืบสวนทางเทคนิคเกี่ยวกับอุบัติเหตุครั้งนี้แล้ว

นอกจากนั้น ตำรวจฝรั่งเศสประกาศผ่านแพลตฟอร์ม X โดยขอความร่วมมือให้ประชาชน “หลีกเลี่ยงอย่างเด็ดขาด” ในการเดินทางไปยังพื้นที่รอบสนามบิน เพื่อเปิดทางให้เจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยและบริการฉุกเฉินสามารถเข้าทำงานได้อย่างสะดวก

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ทรัมป์ขู่ “อิหร่านอาจไม่เหลืออยู่” หากยังละเมิดข้อตกลงหยุดยิง

ทรัมป์ขู่ "อิหร่านอาจไม่เหลืออยู่" หากยังละเมิดข้อตกลงหยุดยิง

28 มิ.ย. 2569 12:27 น.

ทรัมป์ขู่ “อิหร่านอาจไม่เหลืออยู่” หากยังละเมิดข้อตกลงหยุดยิง

สถานการณ์ตะวันออกกลางตึงเครียดอีกครั้ง หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เตือนว่าอิหร่าน “อาจไม่เหลือประเทศอยู่” หากสหรัฐฯ ถูกบีบให้กลับมาใช้กำลังทางทหาร ขณะที่ทั้งสองฝ่ายกล่าวหากันว่าละเมิดข้อตกลงหยุดยิง และเหตุโจมตีตอบโต้ยังลุกลามกระทบเส้นทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ได้โพสต์ข้อความเตือนผ่านแพลตฟอร์มทรูธ โซเชียลระบุว่า กองทัพอากาศสหรัฐฯ ได้ส่งเครื่องบินรบเข้าโจมตีคลังเก็บขีปนาวุธ คลังโดรน และสถานีเรดาร์ชายฝั่งของอิหร่านหลายจุด เพื่อตอบโต้ที่อิหร่านละเมิดข้อตกลงหยุดยิงซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ทรัมป์ ระบุว่า “มันอาจจะถึงจุดที่เราไม่สามารถใช้เหตุผลได้อีกต่อไป และจะถูกบีบให้ต้องใช้กำลังทหารเพื่อปิดงานที่เราได้เริ่มต้นไว้อย่างประสบความสำเร็จอย่างงดงาม และหากวันนั้นมาถึง สาธารณรัฐอิสลามอิหร่านจะไม่มีอยู่อีกต่อไป!” 

ด้านกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) ชี้แจงว่า ปฏิบัติการโจมตีครั้งนี้เป็นการตอบโต้หลังจากอิหร่านส่งโดรนเข้าโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันดิบ “คิกุ” (Kiku) สัญชาติปานามา ซึ่งบรรทุกน้ำมันดิบกว่า 2 ล้านบาร์เรล ขณะที่สื่อท้องถิ่นของอิหร่านรายงานว่า เกิดเหตุระเบิดรุนแรงหลายระลอกในพื้นที่เมืองซีริกและเกชม์ ทางตอนใต้ของประเทศ

ทางฝั่งอิหร่านได้เปิดฉากตอบโต้ทันควัน โดยกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) แถลงว่า ได้ยิงถล่มเป้าหมายทางทหารของสหรัฐฯ ต่อเนื่องเป็นวันที่ 3 โดยสามารถทำลายฐานทัพและสิ่งอำนวยความสะดวกที่สำคัญของสหรัฐฯ ถึง 8 แห่ง รวมถึงฐานทัพอากาศอาลี อัล-ซาเลม ในคูเวต และฐานทัพเรือของกองเรือที่ 5 ในท่าเรือซัลมาน ประเทศบาห์เรน ส่งผลให้เสียงไซเรนเตือนภัยทางอากาศดังก้องไปทั่วบาห์เรนถึงสองครั้ง

นอกจากนี้ IRGC ยังประกาศยกระดับมาตรการควบคุมเส้นทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซอย่างเบ็ดเสร็จ โดยขู่ว่าเรือลำใดก็ตามที่ละเมิดเส้นทางเดินเรือที่อิหร่านกำหนดไว้ จะถูกตอบโต้อย่างรุนแรงกว่าเดิม ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวสร้างความสั่นสะเทือนต่อตลาดพลังงานโลกและการขนส่งสินค้าทางเรือระหว่างประเทศอย่างหนัก

การเปิดฉากโจมตีรอบใหม่นี้ ถือเป็นการฉีกข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวและบันทึกความเข้าใจที่ลงนามร่วมกันเมื่อกลางเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ภายใต้การไกล่เกลี่ยของปากีสถานอย่างสิ้นเชิง ซึ่งเดิมทีข้อตกลงดังกล่าวระบุให้ทั้งสองฝ่ายระงับการใช้กำลังทหารต่อกัน และให้อิหร่านเปิดทางให้เรือสินค้าผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้อย่างปลอดภัยเป็นเวลา 60 วัน

ในขณะเดียวกัน สถานการณ์ในเลบานอนยิ่งซ้ำเติมให้แผนสันติภาพของสหรัฐฯ และอิหร่านส่อแววล่มสลาย หลังจากนายนาอิม กัสเซม ผู้นำคนใหม่ของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ออกมาประกาศปฏิเสธข้อตกลงสันติภาพระยะยาวที่อิสราเอลและรัฐบาลเลบานอนเพิ่งลงนามร่วมกันโดยมีสหรัฐฯ หนุนหลัง

ผู้นำฮิซบอลเลาะห์ประณามข้อตกลงดังกล่าวว่าเป็นเรื่องที่ “น่าอัปยศอดสูและเป็นการยอมจำนนสูญเสียอธิปไตย” พร้อมยื่นคำขาดให้อิสราเอลถอนทหารทั้งหมดออกจากตอนใต้ของเลบานอน ขณะที่นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล ยืนกรานว่ากองทัพอิสราเอลจะยังคงตรึงกำลังในเขตความมั่นคงทางตอนใต้ของเลบานอนต่อไป และจะไม่อนุญาตให้พลเรือนกลับเข้าพื้นที่จนกว่ากลุ่มฮิซบอลเลาะห์จะถูกปลดอาวุธทั้งหมด ซึ่งมาตรการนี้ถูกมองว่าเป็น “ความผิดพลาดครั้งใหญ่” จากฝ่ายขวาจัดของอิสราเอลเอง และกลายเป็นอีกหนึ่งชนวนเหตุที่ทำให้สงครามตัวแทนในตะวันออกกลางพร้อมจะระเบิดขึ้นเป็นสงครามใหญ่ทุกเมื่อ.

ที่มา AFP

เม็กซิโก-สหรัฐฯ เปิดโรงงานผลิต “แมลงวันหมัน” สกัดวิกฤตหนอนแมลงวันเจาะเนื้อวัวระบาด

เม็กซิโก-สหรัฐฯ เปิดโรงงานผลิต "แมลงวันหมัน" สกัดวิกฤตหนอนแมลงวันเจาะเนื้อวัวระบาด

28 มิ.ย. 2569 12:07 น.

เม็กซิโก-สหรัฐฯ เปิดโรงงานผลิต “แมลงวันหมัน” สกัดวิกฤตหนอนแมลงวันเจาะเนื้อวัวระบาด

เม็กซิโกและสหรัฐฯ เปิดโรงงานผลิตแมลงวันหมันมูลค่ากว่า 50-61 ล้านดอลลาร์ในรัฐชีอาปัส มุ่งยุติวงจรการสืบพันธุ์ของ “หนอนแมลงวันเจาะเนื้อ” หลังพบสัตว์ติดเชื้อในเม็กซิโกทะลุ 30,000 ตัว และลามเข้าสู่รัฐเท็กซัส จนกระทบตลาดค้าปศุสัตว์ข้ามพรมแดนอย่างหนัก เผยเตรียมกำลังผลิตสูงสุดถึง 100 ล้านตัวต่อสัปดาห์

ประธานาธิบดีคลอเดีย เชนบาม ผู้นำเม็กซิโก พร้อมด้วยนางบรูค โรลลินส์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรของสหรัฐฯ ได้ร่วมกันเป็นประธานในพิธีเปิดโรงงานผลิตแมลงวันหมันอย่างเป็นทางการ ที่เมืองเมตาปา เด โดมิงเกซ รัฐชีอาปัส ทางตอนใต้ของเม็กซิโก 

โรงงานแห่งนี้เป็นโครงการร่วมทุนระหว่างสหรัฐฯ และเม็กซิโก ที่ใช้เงินลงทุนกว่า 50-61 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.7-2.1 พันล้านบาท) โดยถูกสร้างขึ้นภายในระยะเวลาไม่ถึงหนึ่งปีเพื่อทำหน้าที่ผลิตหนอนแมลงวันเจาะเนื้อที่ผ่านการทำให้เป็นหมัน ซึ่งเมื่อโรงงานเดินหน้าเต็มกำลังการผลิต จะสามารถปล่อยแมลงวันหมันได้มากถึง 100 ล้านตัวต่อสัปดาห์ เพื่อส่งพวกมันไปผสมพันธุ์กับแมลงวันป่าในธรรมชาติ ซึ่งจะช่วยตัดวงจรการขยายพันธุ์ของพวกมันลงได้

“หนอนแมลงวันเจาะเนื้อ” เป็นปรสิตอันตรายที่จะวางไข่ในบาดแผลเปิดหรือเนื้อเยื่อเมือกของสัตว์เลือดอุ่น จากนั้นไข่จะฟักเป็นตัวหนอนชอนไชกินเนื้อเป็นอาหาร หากสัตว์ไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีก็อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต และสามารถแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว

แม้หน่วยงานความร่วมมือระหว่างปานามาและสหรัฐฯ เพื่อการกำจัดและป้องกันหนอนแมลงวันเจาะเนื้อ  จะเคยออกคำเตือนมาตั้งแต่ปี 2023 ว่าปรสิตชนิดนี้กำลังแพร่กระจายขึ้นมาทางเหนือ แต่การควบคุมกลับเป็นไปอย่างยากลำบาก เม็กซิโกตรวจพบผู้ติดเชื้อรายแรกในรัฐชีอาปัสเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2024 และในปัจจุบันมีสัตว์ติดเชื้อในเม็กซิโกแล้วมากกว่า 30,000 ตัว

สถานการณ์ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นเมื่อปรสิตลุกลามข้ามพรมแดนเข้าสู่สหรัฐฯ โดยมีการยืนยันพบสัตว์ติดเชื้อในรัฐเท็กซัสเมื่อต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งสร้างความกังวลอย่างมากต่ออุตสาหกรรมปศุสัตว์ของสหรัฐฯ เนื่องจากในอดีตสหรัฐฯ เคยกำจัดปรสิตชนิดนี้หมดไปตั้งแต่ปี 1966 และเคยระบาดสั้น ๆ ในฝูงกวางที่รัฐฟลอริดาเมื่อปี 2016 โดยใช้เทคนิคการปล่อยแมลงวันหมันแบบเดียวกันนี้

“ประเทศของเราเคยชนะมันมาแล้วเมื่อ 40-50 ปีก่อน และเราจะเอาชนะหนอนแมลงวันเจาะเนื้อนี้ได้อีกครั้งอย่างรวดเร็วเกินกว่าที่ใครจะคาดคิด ด้วยการทำงานที่ยอดเยี่ยมที่จะเกิดขึ้นในโรงงานแห่งนี้” รัฐมนตรีเกษตรสหรัฐฯ กล่าว

ผลกระทบจากการระบาดส่งผลให้สหรัฐฯ ประกาศปิดพรมแดนระงับการนำเข้า “โคมีชีวิต” จากเม็กซิโกมาตั้งแต่ปี 2025 เพื่อความปลอดภัย ซึ่งมาตรการนี้สร้างความปั่นป่วนให้กับระบบห่วงโซ่อุปทาน เนื่องจากเดิมทีเม็กซิโกต้องส่งออกโคมีชีวิตมากกว่า 1 ล้านตัวต่อปีให้แก่ขุนวัวในรัฐเท็กซัส ส่งผลให้ฟาร์มหลายแห่งในสหรัฐฯ ขาดแคลนสัตว์และทำให้ปริมาณโคในคลังลดต่ำลงเป็นประวัติการณ์

อย่างไรก็ตาม วิกฤตนี้ได้เปลี่ยนผ่านโครงสร้างภายในของเม็กซิโกเช่นกัน โดยเกษตรกรชาวเม็กซิกันที่เคยส่งออกวัวเป็นขึ้นไปทางเหนือ ได้หันมาลงทุนในอุตสาหกรรมขุนวัวและโรงฆ่าสัตว์ภายในประเทศแทน ส่งผลให้เม็กซิโกเปลี่ยนรูปแบบมาส่งออก “เนื้อวัวแปรรูป” ไปยังสหรัฐฯ เพิ่มสูงขึ้นอย่างมากในปี 2026 นี้

“โรคระบาดในสัตว์ ศัตรูพืช และความท้าทายด้านความปลอดภัยทางอาหารไม่ได้ถูกจำกัดด้วยพรมแดน” ประธานาธิบดีเชนบอมของเม็กซิโกกล่าวว่า “เมื่อเผชิญกับความท้าทายเหล่านี้ คำตอบที่ดีที่สุดคือการร่วมมือกัน แบ่งปันประสบการณ์ และสร้างทางออกไปด้วยกัน”

โรงงานผลิตแมลงวันหมันแห่งใหม่ในเม็กซิโกนี้ จะช่วยเพิ่มจำนวนแมลงวันหมันในระบบขึ้นอีกเท่าตัว นอกเหนือจากโรงงานเดิมของ COPEG ในปานามาที่เดินเครื่องเต็มกำลังผลิตอยู่ที่ 100 ล้านตัวต่อสัปดาห์ โดยแมลงวันหมันชุดล่าสุดถูกนำไปปล่อยในพื้นที่ชายแดนสหรัฐฯ-เม็กซิโก ใกล้กับรัฐเท็กซัส เพื่อเร่งสกัดกั้นการระบาดอย่างเร่งด่วน ขณะที่ฝั่งสหรัฐฯ เองก็กำลังเร่งสร้างโรงงานผลิตแมลงวันหมันของตัวเองในรัฐเท็กซัสเช่นเดียวกัน.

ที่มา REUTERS / AFP 

พบซากสุนัข 117 ตัว ในศูนย์ช่วยเหลือสัตว์แบบ “ไม่ฆ่า” ในแคลิฟอร์เนีย หลายตัวมีรอยกระสุน

พบซากสุนัข 117 ตัว ในศูนย์ช่วยเหลือสัตว์แบบ "ไม่ฆ่า" ในแคลิฟอร์เนีย หลายตัวมีรอยกระสุน

28 มิ.ย. 2569 11:40 น.

พบซากสุนัข 117 ตัว ในศูนย์ช่วยเหลือสัตว์แบบ “ไม่ฆ่า” ในแคลิฟอร์เนีย หลายตัวมีรอยกระสุน

ศูนย์ช่วยเหลือสัตว์ชื่อดังในรัฐแคลิฟอร์เนียที่อ้างตัวเป็นศูนย์แบบ “ไม่ฆ่าสัตว์” (No-Kill) ถูกตำรวจนำกำลังเข้าขุดค้นพื้นที่ หลังพบพิรุธรับสุนัขมานับร้อยแต่หายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอย ผลการขุดค้นเจอซากสุนัขฝังกลบรวมกันถึง 117 ตัว พบหลายตัวมีร่องรอยกระสุน และเจอปลอกคอกว่า 600 เส้น

เจ้าหน้าที่สหรัฐอเมริกาพบซากสุนัขอย่างน้อย 117 ตัว ภายในพื้นที่ของศูนย์ช่วยเหลือสัตว์ Miranda’s Rescue Animal Sanctuary ซึ่งประกาศตัวว่าเป็นศูนย์ดูแลสัตว์แบบ “No-Kill” หรือศูนย์ที่ไม่ทำการุณยฆาตสัตว์ ตั้งอยู่นอกเมืองฟอร์ทูนา ทางตอนเหนือของรัฐแคลิฟอร์เนีย โดยผลการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าสุนัขจำนวนมากมีร่องรอยถูกยิง

สำนักงานเขตฮัมโบลต์เคาน์ตี้เปิดเผยว่า การขุดค้นพื้นที่ดังกล่าวเสร็จสิ้นแล้ว หลังเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบภายใต้หมายค้นเพื่อรวบรวมหลักฐานเกี่ยวกับการทารุณกรรมสัตว์และการฉ้อโกง โดยมีการขุดตรวจหลายจุดที่เชื่อว่าเป็นพื้นที่ฝังซากสัตว์จำนวนมาก

การตรวจค้นในพื้นที่ราว 125 ไร่ เจ้าหน้าที่ต้องใช้เทคโนโลยีเรดาร์ทะลุทะลวงพื้นดิน เพื่อตรวจหาความผิดปกติใต้ผิวดิน ก่อนจะลงมือขุดค้นและพบซากสุนัขที่ยังคงสภาพสมบูรณ์แต่อยู่ในขั้นตอนการเน่าเปื่อยที่แตกต่างกันจำนวน 117 ตัว ถูกฝังกลบอยู่ในหลุมขนาดใหญ่ 2 จุด นอกจากนี้ในบริเวณใกล้เคียงยังขุดพบกะโหลกสุนัขเพิ่มเติมอีก 21 ชิ้น เศษกระดูกอีกหลายร้อยชิ้น และไมโครชิปที่หลุดออกอีก 6 ชิ้น

โดยมีการนำซากจำนวน 70 ตัวเอกซเรย์ในพื้นที่ทันที ผลเบื้องต้นพบเศษโลหะคล้ายชิ้นส่วนกระสุนจำนวนมาก เจ้าหน้าที่ระบุว่าหลักฐานเบื้องต้นชี้ว่า สุนัขจำนวนไม่น้อยเสียชีวิตจากบาดแผลกระสุนปืน ส่วนซากสุนัขอีก 47 ตัวถูกเก็บเป็นพยานหลักฐานเพื่อนำไปตรวจสอบเพิ่มเติมภายหลัง เนื่องจากเจ้าหน้าที่ไม่สามารถดำเนินการในพื้นที่ได้ทันเวลา

การตรวจค้นยังนำไปสู่การค้นพบโรงนาแห่งหนึ่งภายในพื้นที่ ซึ่งเจ้าหน้าที่เชื่อว่าอาจเป็นสถานที่ที่ใช้ฆ่าสุนัข และในบริเวณเดียวกันยังพบปลอกคอสุนัขมากกว่า 600 เส้น

เจ้าหน้าที่ระบุว่า สุนัขส่วนใหญ่ที่พบมีการฝังไมโครชิป ทำให้ทีมวิเคราะห์กำลังตรวจสอบข้อมูลเพื่อระบุตัวตนและเชื่อมโยงกับสัตว์ที่เคยถูกส่งเข้ามายังศูนย์แห่งนี้

การสอบสวนยังพบข้อมูลว่า ตั้งแต่ต้นปี 2025 ศูนย์ดังกล่าวรับสัตว์เข้ามาดูแลประมาณ 900 ตัว ซึ่งส่วนใหญ่ถูกส่งต่อมาจากศูนย์พักพิงในพื้นที่อ่าวซานฟรานซิสโก พร้อมเงินสนับสนุนจำนวนหลายแสนดอลลาร์ แต่มีข้อมูลการรับเลี้ยงออกไปเพียง 116 ตัวเท่านั้น ส่งผลให้มีสัตว์มากกว่า 700 ตัวที่ยังไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าอยู่ที่ใด

คดีเริ่มต้นขึ้นเมื่อเดือนเมษายน หลังเพื่อนบ้านรายหนึ่งยอมรับว่าได้เข้าไปในพื้นที่โดยไม่ได้รับอนุญาตและขุดพบสิ่งที่เชื่อว่าเป็นซากสุนัขที่ถูกฝังไว้ ก่อนแจ้งเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบ

ด้านแชนนอน มิแรนดา ผู้ก่อตั้งและผู้ดำเนินการศูนย์ ซึ่งยังไม่ได้ถูกตั้งข้อกล่าวหา ออกแถลงการณ์ยืนยันว่า Miranda’s Rescue เป็นศูนย์ช่วยเหลือสัตว์แบบ “ไม่ฆ่า”” อย่างแท้จริง และปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ปรากฏในสื่อและจากหน่วยงานรัฐ

เขาระบุว่า ศูนย์ของตนมักรับดูแลสัตว์ที่มีปัญหาด้านพฤติกรรมหรือเป็นสัตว์ที่ศูนย์อื่นไม่สามารถจัดหาผู้รับเลี้ยงได้ พร้อมยืนยันว่าไม่เคยทำการุณยฆาตเพื่อเปิดพื้นที่รองรับสัตว์ใหม่ และจะดำเนินการเฉพาะในกรณีจำเป็น เช่น สัตว์ป่วยระยะสุดท้าย หรือมีความเสี่ยงร้ายแรงต่อมนุษย์และสัตว์อื่นเท่านั้น

สำนักงานเขตฮัมโบลต์เคาน์ตี้ระบุว่า การสอบสวนยังมีความซับซ้อนและต้องใช้เวลาในการตรวจสอบหลักฐานจำนวนมาก โดยจนถึงขณะนี้ยังไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหาต่อมิแรนดาหรือเจ้าหน้าที่ของศูนย์ แต่หากพบหลักฐานเพียงพอที่เข้าข่ายการทารุณกรรมสัตว์ การฉ้อโกง หรือความผิดอื่นตามกฎหมาย คดีจะถูกส่งให้อัยการพิจารณาดำเนินคดีอาญาต่อไป.

ที่มา BBC / Guardian

ทรัมป์เปิดตัว “พาสปอร์ตสหรัฐฯ” ฉลองวันชาติ 250 ปี มีภาพตัวเองในเล่ม

ทรัมป์เปิดตัว "พาสปอร์ตสหรัฐฯ" ฉลองวันชาติ 250 ปี มีภาพตัวเองในเล่ม

28 มิ.ย. 2569 10:54 น.

ทรัมป์เปิดตัว “พาสปอร์ตสหรัฐฯ” ฉลองวันชาติ 250 ปี มีภาพตัวเองในเล่ม

รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เปิดตัวหนังสือเดินทางรุ่นพิเศษ เพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 250 ปีการประกาศอิสรภาพของสหรัฐฯ โดยมีการใส่ภาพของทรัมป์ลงในหน้าพาสปอร์ต นับเป็นครั้งแรกที่ภาพประธานาธิบดีซึ่งยังดำรงตำแหน่งอยู่ปรากฏอยู่บนหนังสือเดินทางของสหรัฐฯ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้โพสต์ภาพการออกแบบหน้าพาสปอร์ตรุ่นพิเศษลงบนแพลตฟอร์มทรูธ โซเชียล โดยเผยให้เห็นหน้าหนังสือเดินทางที่ได้รับการปรับโฉมใหม่ ซึ่งปรากฏภาพของตัวเขาเองในท่าทางกำหมัดอยู่บนโต๊ะทำงานในทำเนียบขาว โดยมีฉากหลังเป็นคำประกาศอิสรภาพของสหรัฐฯ และมีลายเซ็นของทรัมป์อยู่ด้านล่าง ส่วนหน้าตรงข้ามเป็นภาพวาดประวัติศาสตร์การประกาศอิสรภาพโดยศิลปิน จอห์น ทรัมบุลล์

ทรัมป์ระบุในโพสต์ว่า “พาสปอร์ตใหม่ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งบอกว่า ‘ยินดีต้อนรับ แต่ต้องทำตัวดี ๆ!'” 

ในเวลาต่อมา บัญชี X ของทำเนียบขาวได้แชร์ภาพดังกล่าวพร้อมระบุคำอธิบายว่านี่คือ “พาสปอร์ตผู้รักชาติ” เพื่อร่วมเฉลิมฉลองโอกาสครบรอบ 250 ปีของอเมริกา ซึ่งภาพของทรัมป์ในพาสปอร์ตรุ่นนี้ได้รับการปรับปรุงจากแบบที่กระทรวงการต่างประเทศเคยเผยแพร่เมื่อเดือนเมษายน โดยอ้างอิงมาจากภาพเหมือนอย่างเป็นทางการของเขาในหอศิลป์ภาพเหมือนแห่งชาติสมิธโซเนียน

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เปิดเผยว่า หนังสือเดินทางรุ่นประวัติศาสตร์นี้จะเริ่มเปิดให้จับจองตั้งแต่วันที่ 6 กรกฎาคมนี้เป็นต้นไป และมีจำนวนจำกัดจนกว่าสินค้าจะหมด อย่างไรก็ตาม การเข้าถึงเอกสารนี้ค่อนข้างจำกัดมาก และเปิดให้เฉพาะพลเมืองอเมริกันเท่านั้น

ที่สำคัญคือพลเมืองไม่สามารถยื่นคำขอทางออนไลน์หรือทางไปรษณีย์ได้ แต่จะต้องทำการนัดหมายล่วงหน้าเพื่อเดินทางมาทำพาสปอร์ตด้วยตัวเองที่สำนักงานหนังสือเดินทางในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เท่านั้น หรือต้องเข้าร่วมงานกิจกรรมพิเศษที่จัดขึ้นโดยเฉพาะ ซึ่งในปัจจุบันบนเว็บไซต์ของกระทรวงฯ มีการระบุสถานที่จัดงานไว้เพียง 2 แห่ง และทั้งคู่ก็จัดขึ้นที่สำนักงานในวอชิงตันเช่นกัน โดยเจ้าหน้าที่จะเพิ่มสถานที่อื่น ๆ ในภายหลัง

เจ้าหน้าที่รายหนึ่งเปิดเผยกับสำนักข่าวซีเอ็นเอ็นว่า พาสปอร์ตรุ่นนี้จะเป็น “แบบมาตรฐานเริ่มต้น” สำหรับผู้ที่มาต่ออายุพาสปอร์ตด้วยตนเองที่สำนักงานวอชิงตันในช่วงเวลาดังกล่าว ส่วนผู้ที่ทำผ่านระบบออนไลน์หรือที่จุดบริการอื่น ๆ จะยังคงได้รับพาสปอร์ตรูปแบบเดิม ซึ่งปัจจุบันหน้าปกด้านในของพาสปอร์ตสหรัฐฯ จะเป็นภาพเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ เช่น ภาพการเหยียบดวงจันทร์, เทพีเสรีภาพ หรือภาพวาดเหตุการณ์ที่สร้างแรงบันดาลใจในการแต่งเพลงชาติสหรัฐฯ เป็นต้น ทั้งนี้ ยังไม่มีความชัดเจนว่า ประชาชนที่ไปทำพาสปอร์ตที่สำนักงานวอชิงตันจะสามารถปฏิเสธไม่รับพาสปอร์ตรุ่นพิเศษนี้ได้หรือไม่

การเปิดตัวพาสปอร์ตรุ่นนี้ถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ ที่มีการนำภาพของประธานาธิบดีที่ยังมีชีวิตอยู่และยังอยู่ในตำแหน่งมาใส่ไว้ในหนังสือเดินทาง และเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามของทรัมป์ในการจารึกชื่อและภาพลักษณ์ของตัวเองลงบนเอกสารและสถาบันระดับชาติ

นอกเหนือจากหนังสือเดินทางแล้ว โรงกษาปณ์สหรัฐฯ เพิ่งประกาศแผนการผลิตเหรียญทองคำที่ระลึกเป็นรูปหน้าของทรัมป์เนื่องในโอกาสครบรอบ 250 ปีของประเทศในช่วงฤดูร้อนนี้ และเขายังเตรียมสร้างประวัติศาสตร์เป็นประธานาธิบดีที่ยังอยู่ในตำแหน่งคนแรกที่มีลายเซ็นปรากฏอยู่บนธนบัตรดอลลาร์สหรัฐฯ อีกด้วย

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์พยายามทิ้งสัญลักษณ์ของตัวเองไว้ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ในหลายรูปแบบ รวมถึงการพยายามเพิ่มชื่อของเขาเข้าไปในศูนย์ศิลปะการแสดงจอห์น เอฟ. เคนเนดี้ ซึ่งถูกถอดออกในภายหลัง และการประกาศแผนจัดสร้าง “อาร์ก เดอ ทรัมป์” (Arc de Trump) หรือประตูชัยทรัมป์ ขนาดมหึมาในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. โดยจำลองแบบมาจากประตูชัยในกรุงปารีส.

ที่มา BBC / CNN

ไฟป่ารัฐยูทาห์ขยายวงกว้างทะลุ 2.3 แสนไร่ ใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ

ไฟป่ารัฐยูทาห์ขยายวงกว้างทะลุ 2.3 แสนไร่ ใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ

28 มิ.ย. 2569 10:23 น.

ไฟป่ารัฐยูทาห์ขยายวงกว้างทะลุ 2.3 แสนไร่ ใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ

รัฐยูทาห์เผชิญฤดูกาลไฟป่ารุนแรงเป็นประวัติการณ์ ล่าสุด “ไฟป่าคอตตอนวูด” โหมไหม้กว่า 2.3 แสนไร่ กลายเป็นไฟป่าขนาดใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ โดยขณะนี้ ทางการยังควบคุมไฟไม่ได้แม้แต่เปอร์เซ็นต์เดียว กระทบรีสอร์ตสกี-บ้านพักตากอากาศ ผู้ว่าการรัฐสั่งห้ามจุดพลุในวันชาติ

เจ้าหน้าที่ดับเพลิงหลายร้อยนายในรัฐยูทาห์ยังคงเร่งควบคุม “ไฟป่าคอตตอนวูด” (Cottonwood Fire) ที่ปะทุขึ้นตั้งแต่วันจันทร์ที่ผ่านมาในป่าสงวนแห่งชาติฟิชเลก ทางตอนกลางของรัฐ

ศูนย์ประสานงานไฟป่าแห่งชาติสหรัฐฯ (NIFC) รายงานว่า เพลิงได้ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างมากในช่วงข้ามคืน โดยขยายวงกว้างจากประมาณ 70,000 เอเคอร์ (ราว 1.7 แสนไร่) เพิ่มขึ้นเกินกว่า 92,000 เอเคอร์ (ประมาณ 230,000 ไร่) ภายในวันเสาร์ที่ผ่านมา (27 มิ.ย.) เนื่องจากสภาพอากาศที่แห้งจัด ความชื้นในอากาศต่ำ และกระแสลมกระโชกแรง ส่งผลให้ไฟป่าลูกนี้กลายเป็นไฟป่าที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ ขณะนี้ ที่ยังคงลุกไหม้อยู่ในปัจจุบัน โดยมีอัตราการควบคุมเพลิงอยู่ที่ 0%

แม้ว่าจะยังไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต แต่เปลวไฟได้สร้างความเสียหายอย่างรุนแรงต่อรีสอร์ตสกี “อีเกิล พอยต์” ในเขตบีเวอร์เคาน์ตี้  รวมถึงทำลายบ้านพักตากอากาศไปหลายหลัง ขณะที่ป่าสงวนแห่งชาติถูกสั่งปิดทำการชั่วคราว ทางการกำลังเร่งประเมินมูลค่าความเสียหายที่แน่ชัด

ขณะเดียวกัน ประชาชนราว 1,300 คนในเมืองแมรีส์เวล, จังก์ชัน และเซิร์เคิลวิลล์ ที่อยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของกลุ่มควัน ได้รับคำเตือนให้เฝ้าระวังและเตรียมพร้อมอพยพทันทีหากสถานการณ์แย่ลง พร้อมแจ้งเตือนเรื่องคุณภาพอากาศที่อยู่ในระดับ “อันตรายต่อสุขภาพ” จากกลุ่มควันหนาทึบ

นายสเปนเซอร์ ค็อกซ์  ผู้ว่าการรัฐยูทาห์ ได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน พร้อมโพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดียขอให้ทุกคนร่วมส่งกำลังใจและสวดภาวนาให้เจ้าหน้าที่ดับเพลิงรวมถึงขอให้มีฝนตกลงมาช่วย นอกจากนี้ ยังได้ออกคำสั่งจำกัดการใช้พลุและดอกไม้ไฟชั่วคราวทั่วทั้งรัฐ ก่อนจะถึงวันชาติสหรัฐฯ (4 ก.ค.) “สถานการณ์ในตอนนี้สิ้นหวังและย่ำแย่ที่สุดเท่าที่เคยเห็นมา แต่ถึงอย่างนั้น เจ้าหน้าที่ดับเพลิงหลายร้อยนายก็ยังสามารถปกป้องและรักษาพื้นที่สำคัญเอาไว้ได้อย่างปาฏิหาริย์ในหลายจุด” 

ด้านผู้อำนวยการกองป่าไม้ ไฟป่า และที่ดินของรัฐยูทาห์ ระบุว่าปีนี้รัฐยูทาห์เผชิญกับฤดูไฟป่าที่รุนแรงอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน จากสถิติพบว่ามีไฟป่าเกิดขึ้นแล้วถึง 380 ครั้ง โดยมีสาเหตุมาจากฝีมือมนุษย์สูงถึง 273 ครั้ง

นอกจากไฟป่าคอตตอนวูดแล้ว ทางตะวันตกเฉียงใต้ของเมืองซอลต์เลกซิตี้ ยังมีไฟป่าอีกสองจุดใหญ่ คือ “ไฟป่าไอออน”  และ “ไฟป่าเชอร์รี” ที่เผาไหม้พื้นที่รวมกันกว่า 112 ตารางไมล์ จนต้องสั่งอพยพประชาชนในเมืองยูเรกา และพื้นที่อ่างเก็บน้ำเวอร์นอน พร้อมสั่งปิดทางหลวงสายหลัก

ศูนย์ประสานงานไฟป่าแห่งชาติเผยว่า ไม่ใช่แค่รัฐยูทาห์เท่านั้น แต่พื้นที่ส่วนใหญ่ในฝั่งตะวันตกของสหรัฐฯ กำลังเผชิญกับภัยแล้งรุนแรง หลังจากผ่านพ้นฤดูหนาวที่อบอุ่นที่สุดเป็นประวัติการณ์และปริมาณหิมะสะสมต่ำสุดทุบสถิติ ปัจจุบันมีไฟป่าขนาดใหญ่ที่ยังควบคุมไม่ได้กว่า 36 จุด ตั้งแต่รัฐอะลาสกาไปจนถึงฟลอริดา โดยตั้งแต่ต้นปีมีพื้นที่ป่าถูกเผาทำลายไปแล้วเกือบ 3 ล้านเอเคอร์ ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยในรอบ 10 ปี

นอกจากนี้ สำนักงานอุตุนิยมวิทยาแห่งชาติยังได้ประกาศ “เตือนภัยสีแดง” ซึ่งหมายถึงความเสี่ยงขั้นรุนแรงที่ไฟป่าจะลุกลามอย่างรวดเร็วและเป็นอันตรายต่อชีวิต ครอบคลุมพื้นที่ตั้งแต่รัฐแคลิฟอร์เนีย อาริโซนา ไปจนถึงนิวเม็กซิโก

ล่าสุด มีรายงานไฟป่าปะทุขึ้นทางตอนใต้ของ อุทยานแห่งชาติแกรนด์แคนยอนรัฐแอริโซนา ส่งผลให้บริษัทจ่ายไฟฟ้าต้องประกาศ “ตัดกระแสไฟฟ้าเพื่อความปลอดภัย” ชั่วคราวในพื้นที่แกรนด์แคนยอนวิลเลจและชุมชนตูซายันเพื่อลดความเสี่ยงที่สายไฟจะทำให้เกิดเพลิงไหม้ซ้ำซ้อน ส่งผลให้อุทยานไม่มีไฟฟ้าใช้ชั่วคราว และต้องแจ้งเตือนนักท่องเที่ยวให้เตรียมพร้อมระบบพลังงานสำรอง รวมถึงดาวน์โหลดแผนที่แบบออฟไลน์ล่วงหน้าก่อนเข้าพื้นที่.

ที่มา Guardian / Associated Press

กองทัพสหรัฐฯ โจมตีอิหร่านเพิ่มเติม อ้างอิหร่านโจมตีเรืออีกลำ

กองทัพสหรัฐฯ โจมตีอิหร่านเพิ่มเติม อ้างอิหร่านโจมตีเรืออีกลำ

28 มิ.ย. 2569 05:52 น.

กองทัพสหรัฐฯ โจมตีอิหร่านเพิ่มเติม อ้างอิหร่านโจมตีเรืออีกลำ

กองทัพสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีเป้าหมายทางทหารของอิหร่านในพื้นที่บริเวณช่องแคบฮอร์มุซอีกเป็นครั้งที่ 2 ในรอบ 2 วัน โดยอ้างว่า ทำเพื่อตอบโต้หลังจากอิหร่านโจมตีเรือพาณิชย์อีกลำเมื่อวันเสาร์

กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) เปิดเผยว่า กองทัพสหรัฐฯ มีปฏิบัติการโจมตีเป้าหมายต่าง ๆ ของอิหร่านเพิ่มเติมเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (27 มิ.ย. 2569) ภายใต้คำสั่งของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เพื่อเป็นการ “ตอบโต้โดยตรงต่อการก้าวร้าวอย่างต่อเนื่องของอิหร่าน”

“อากาศยานของกองทัพสหรัฐฯ ได้มุ่งเป้าโจมตีไปที่โครงสร้างพื้นฐานด้านการสอดแนมทางทหาร, ระบบการสื่อสาร, ฐานที่ตั้งระบบป้องกันภัยทางอากาศ, คลังเก็บโดรน และขีดความสามารถในการวางทุ่นระเบิดของอิหร่าน” CENTCOM ระบุในแถลงการณ์

การโจมตีเพิ่มเติมในครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่อิหร่านเปิดฉากโจมตีเรือพาณิชย์ลำหนึ่งใกล้กับช่องแคบฮอร์มุซเมื่อวันพฤหัสบดี (25 มิ.ย.) ซึ่งส่งผลให้สหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีตอบโต้อิหร่านในพื้นที่รอบช่องแคบฮอร์มุซเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ในขณะที่ทั้งสองฝ่ายกำลังพยายามเจรจาเพื่อไปสู่การทำข้อตกลงขั้นสุดท้าย

“หลังจากการโจมตีของสหรัฐฯ เมื่อวานนี้ เพื่อตอบโต้กรณีที่อิหร่านโจมตีเรือบรรทุกสินค้า เอ็ม/วี เอเวอร์ เลิฟลี (M/V Ever Lovely) อิหร่านได้รับโอกาสในการปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิง แต่กลับเลือกที่จะไม่ทำเช่นนั้น โดยกองกำลังของอิหร่านได้ส่งโดรนพลีชีพ เข้าโจมตีเรือบรรทุกน้ำมัน เอ็ม/ที คิคุ (M/T Kiku) เมื่อเช้านี้ เวลา 04:30 น. ตามเวลาฝั่งตะวันออก (ET)” แถลงการณ์ของ CENTCOM ระบุ

นอกจากนั้น แถลงการณ์ยังระบุด้วยว่า ตอนนี้เรือพาณิชย์ต่าง ๆ ยังคงเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซตามปกติ

อนึ่ง ก่อนหน้านี้สำนักข่าวเพรสทีวี (Press TV) ของรัฐบาลอิหร่านรายงานว่า กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่านเปิดเผยว่า พวกเขาโจมตีที่ตั้งทางทหารของสหรัฐฯ ในภูมิภาคตะวันออกกลางเพื่อตอบโต้การโจมตีเมื่อวันศุกร์ของสหรัฐฯ โดยไม่เจาะจงว่าเป็นสถานที่ใด

แต่ในเวลาต่อมา เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ รายหนึ่งบอกกับสำนักข่าว ซีเอ็นเอ็น (CNN) ว่า สหรัฐฯ “ตรวจพบโดรนจำนวนสองสามลำ” ทว่าโดรนเหล่านั้นบินไปไม่ถึงเป้าหมาย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn