ตำรวจฝรั่งเศสบุกค้นสำนักงาน “X” ในปารีส จ่อเรียก “อีลอน มัสก์” สอบปากคำปมบอต AI ผลิตภาพลามก

ตำรวจฝรั่งเศสบุกค้นสำนักงาน "X" ในปารีส จ่อเรียก "อีลอน มัสก์" สอบปากคำปมบอต AI ผลิตภาพลามก

4 ก.พ. 2569 11:48 น.

ตำรวจฝรั่งเศสบุกค้นสำนักงาน “X” ในปารีส จ่อเรียก “อีลอน มัสก์” สอบปากคำปมบอต AI ผลิตภาพลามก

หน่วยอาชญากรรมไซเบอร์ฝรั่งเศสจับมือยูโรโพล บุกตรวจค้นสำนักงานแพลตฟอร์ม X ในกรุงปารีส  พร้อมเรียกตัวอีลอน มัสก์ ให้ปากคำ ขยายผลสอบสวนอัลกอริทึมและแชตบอต Grok ที่เกี่ยวข้องกับภาพลามกและเนื้อหาการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ด้าน “มัสก์” โต้กลับเป็นการโจมตีทางการเมือง

สำนักงานอัยการปารีสเปิดเผยว่า เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (3 ก.พ.) เจ้าหน้าที่ตำรวจหน่วยอาชญากรรมไซเบอร์ พร้อมด้วยความสนับสนุนจากยูโรโพล (Europol) ได้เข้าตรวจค้นสำนักงานของแพลตฟอร์ม X ในกรุงปารีส ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการขยายผลการสอบสวนที่เริ่มขึ้นตั้งแต่เดือนมกราคม 2025

นอกจากนี้ อัยการได้ออกหมายเรียกตัว อีลอน มัสก์ ประธานบอร์ดบริหาร และ ลินดา ยัคคาริโน อดีตซีอีโอ ให้เข้าให้การในฐานะพยานและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในเดือนเมษายนที่จะถึงนี้ ขณะที่พนักงานของ X ในฝรั่งเศสจะถูกสอบปากคำในฐานะพยานเช่นกัน

ลอร์ เบคคูโอ อัยการกรุงปารีส ระบุว่าการสอบสวนในตอนแรกมุ่งเน้นไปที่การสงสัยเรื่องการใช้อัลกอริทึมในทางที่ผิด แต่ปัจจุบันได้ขยายขอบเขตครอบคลุมประเด็นที่ร้ายแรงกว่า ได้แก่ การใช้แชตบอต AI “Grok” สร้างภาพตัดต่อทางเพศที่ลามกอนาจาร การปล่อยให้มีการเผยแพร่เนื้อหาที่บิดเบือนประวัติศาสตร์ โดยมีเนื้อหาปฏิเสธการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ และการตรวจสอบความร่วมมือหรือการปล่อยปละละเลยในการครอบครองและเผยแพร่สื่อลามกเด็ก รวมถึงการละเมิดสิทธิในภาพลักษณ์ของบุคคล

ทางด้านทีมกิจการรัฐบาลระดับโลกของ X ได้ออกแถลงการณ์ปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด โดยระบุว่าข้อกล่าวหาไม่มีมูลความจริง และ X ยึดมั่นในการปกป้องสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้ใช้ ขณะที่ อีลอน มัสก์ ได้โพสต์ข้อความบนแพลตฟอร์ม X โดยตรงว่าเหตุการณ์นี้คือ “การโจมตีทางการเมือง” และก่อนหน้านี้บริษัทเคยกล่าวว่าการสอบสวนของฝรั่งเศสเป็นการคุกคามเสรีภาพในการแสดงออก

ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นหลังจากคณะกรรมาธิการยุโรปเริ่มตรวจสอบ Grok เนื่องจากถูกวิจารณ์อย่างหนักว่าสามารถสร้างภาพเปลือยของบุคคลจริง รวมถึงเด็กและสตรี ตามคำสั่งของผู้ใช้งาน แม้ภายหลัง X จะประกาศเพิ่มข้อจำกัดในระบบเมื่อกลางเดือนมกราคม แต่รายงานจากองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร “AI Forensics” ระบุว่าจนถึงวันที่ 20 มกราคม ระบบก็ยังสามารถถูกหลอกให้สร้างภาพในเชิงกามรมณ์ได้ 

เอ็มมา พิกเคอริง จากองค์กร Refuge ในสหราชอาณาจักร เตือนว่า “Generative AI ทำให้ผู้ไม่หวังดีสร้างภาพปลอมเพื่อทำลายความปลอดภัยและสุขภาพจิตของผู้หญิงได้ง่ายกว่าที่เคย” โดยล่าสุดหน่วยงานกำกับดูแลข้อมูลของสหราชอาณาจักรก็ได้เริ่มสอบสวนในประเด็นนี้เช่นกัน

นอกจากฝรั่งเศสและยุโรปแล้ว เมื่อช่วงปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา อินโดนีเซียและมาเลเซียได้สั่งระงับการเข้าถึง Grok ชั่วคราว ก่อนจะยกเลิกคำสั่งแบนในเวลาต่อมา หลังจาก X ให้คำมั่นว่าจะดำเนินมาตรการป้องกันการใช้งานในทางที่ผิดอย่างเข้มงวด.

ที่มา CNN

สหรัฐฯ ส่ง F-35 สอยโดรนอิหร่านรุกประชิดเรือบรรทุกเครื่องบิน

สหรัฐฯ ส่ง F-35 สอยโดรนอิหร่านรุกประชิดเรือบรรทุกเครื่องบิน

4 ก.พ. 2569 10:51 น.

สหรัฐฯ ส่ง F-35 สอยโดรนอิหร่านรุกประชิดเรือบรรทุกเครื่องบิน

โฆษกกองทัพสหรัฐฯ เผยเครื่องบินขับไล่ล่องหน F-35C ยิงสอยโดรนอิหร่านร่วงหลังบินเข้าหาเรือบรรทุกเครื่องบิน “ยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์น” ในลักษณะคุกคาม ขณะที่ทำเนียบขาวประกาศเดินหน้าเจรจานิวเคลียร์สุดสัปดาห์นี้ แต่ย้ำ “ตัวเลือกทางทหาร” ยังอยู่บนโต๊ะเจรจา

ทิม ฮอว์กินส์ โฆษกกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) เปิดเผยว่า เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (3 ก.พ.) เครื่องบินขับไล่ล่องหน F-35C ซึ่งทะยานขึ้นจากเรือบรรทุกเครื่องบิน ยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์น ได้ยิงโดรนของอิหร่านตก “เพื่อเป็นการป้องกันตนเอง” หลังจากโดรนลำดังกล่าวบินรุกรานเข้าหาเรือรบสหรัฐฯ ในระยะประชิดในลักษณะคุกคาม ขณะที่เรืออยู่ห่างจากชายฝั่งอิหร่านประมาณ 500 ไมล์

เหตุการณ์ดังกล่าวไม่มีทรัพย์สินของสหรัฐฯ ได้รับความเสียหาย และไม่มีเจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บ อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงที่สหรัฐฯ กำลังเสริมกำลังทางทหารในภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดถึงขีดสุดกับรัฐบาลเตหะราน

แม้จะมีเหตุปะทะกัน แต่ คาโรไลน์ ลีวิตต์ โฆษกทำเนียบขาว ยืนยันว่าการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านยังคงมีกำหนดการเดิมในช่วงปลายสัปดาห์นี้ โดยระบุว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยังคงยึดมั่นในการใช้การทูตนำ แต่ก็พร้อมใช้ “กำลังทางทหาร” หากจำเป็น โดยมีรายงานว่าสถานที่จะถูกย้ายจากนครอิสตันบูล ประเทศตุรกี ไปยังประเทศโอมานตามคำขอของอิหร่าน โดยจะเป็นการเจรจาโดยตรงเฉพาะเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ และอิหร่านเท่านั้น โดยมีนายสตีฟ วิตคอฟ ทูตพิเศษของทรัมป์เป็นตัวแทนฝั่งสหรัฐฯ

ในวันเดียวกัน กองทัพสหรัฐฯ ยังรายงานเหตุการณ์แยกอีกกรณีหนึ่ง โดยระบุว่ากองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) ได้ทำการ “ก่อกวน” เรือพาณิชย์ที่ติดธงสหรัฐฯ และมีลูกเรือเป็นชาวอเมริกัน บริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่หนาแน่นที่สุดในโลก ก่อนที่การสนับสนุนทางทหารจากสหรัฐฯ จะช่วยให้สถานการณ์คลี่คลายและเรือเดินทางต่อไปได้โดยสวัสดิภาพ

ทรัมป์ได้ยื่นคำขาดให้อิหร่านยอมตกลงข้อเสนอจำกัดโครงการนิวเคลียร์และหยุดการใช้ความรุนแรงต่อผู้ประท้วงในประเทศ ซึ่งข้อมูลจากองค์กรสิทธิมนุษยชน (HRANA) ระบุว่ามีผู้เสียชีวิตจากการปราบปรามในอิหร่านแล้วกว่า 6,400 ราย ขณะที่บางแหล่งข่าวคาดว่าอาจสูงถึง 25,000 ราย

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์เตือนว่าหากการเจรจาล้มเหลว อิหร่านอาจเผชิญกับการโจมตีที่ “รุนแรงกว่า” เหตุการณ์เมื่อเดือนมิถุนายนปีที่แล้ว ซึ่งเขาระบุว่าได้ “บดขยี้” สถานที่เสริมสมรรถนะนิวเคลียร์ของอิหร่านไปแล้วส่วนหนึ่ง

ขณะที่อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ได้ออกมาเตือนก่อนหน้านี้ว่า การโจมตีใดๆ ต่ออิหร่านจะจุดชนวนให้เกิด “สงครามระดับภูมิภาค” ทันที.

ที่มา BBC

“ปูติน” เผยศก.รัสเซียปีที่ผ่านมาโตชะลอตัว เงินเฟ้อขยายตัวหลังปรับโครงสร้างภาษี แต่คาดกระทบระยะสั้น

"ปูติน" เผยศก.รัสเซียปีที่ผ่านมาโตชะลอตัว เงินเฟ้อขยายตัวหลังปรับโครงสร้างภาษี แต่คาดกระทบระยะสั้น

4 ก.พ. 2569 10:23 น.

“ปูติน” เผยศก.รัสเซียปีที่ผ่านมาโตชะลอตัว เงินเฟ้อขยายตัวหลังปรับโครงสร้างภาษี แต่คาดกระทบระยะสั้น

“วลาดิเมียร์ ปูติน” เผยเศรษฐกิจรัสเซียปีที่ผ่านมาโตชะลอตัว เหลือเพียง 1% เงินเฟ้อขยายตัวหลังปรับโครงสร้างภาษี แต่คาดกระทบระยะสั้น

วันที่ 3 กุมภาพันธ์ ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย เปิดเผยว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจของรัสเซียในช่วงปีที่ผ่านมาอยู่ในระดับชะลอตัว ขณะที่อัตราเงินเฟ้อเริ่มขยายตัวในช่วงต้นปีนี้ ซึ่งเป็นผลจากมาตรการด้านนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล

ปูตินกล่าวระหว่างการประชุมด้านเศรษฐกิจเมื่อวันอังคารว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของรัสเซียในปีที่ผ่านมา ขยายตัวเพียงร้อยละ 1 โดยย้ำว่าการชะลอตัวดังกล่าวเป็นสิ่งที่รัฐบาลคาดการณ์ไว้ล่วงหน้า และเป็นผลจากการดำเนินมาตรการที่รัฐกำหนดขึ้นเอง พร้อมระบุว่า การเติบโตที่ลดลงมีความเชื่อมโยงกับนโยบายที่มุ่งควบคุมอัตราเงินเฟ้อ เพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว

ขณะเดียวกัน ปูตินยอมรับว่า ในช่วงต้นปี 2569 อัตราเงินเฟ้อของรัสเซียมีการขยายตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ซึ่งเป็นไปตามที่รัฐบาลประเมินไว้ก่อนหน้านี้ โดยมีสาเหตุสำคัญจากการปรับโครงสร้างระบบภาษี โดยเฉพาะการปรับเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) อย่างไรก็ตาม  จากการประเมินของทางการ ผลกระทบของการปรับภาษีต่อระดับราคาสินค้าและบริการน่าจะเกิดขึ้นเพียงในระยะสั้น และสถานการณ์จะค่อยๆ คลี่คลายลงเมื่อระบบเศรษฐกิจปรับตัวได้

ทั้งนี้ รัฐบาลรัสเซียยืนยันว่าจะติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด พร้อมดำเนินนโยบายเพื่อควบคุมเงินเฟ้อและรักษาการเติบโตของเศรษฐกิจให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมต่อไป.

ที่มา AP

นาซาเลื่อนภารกิจ “อาร์ทิมิส2” ปล่อยยานสำรวจดวงจันทร์ ไปเป็นมีนาคม หลังทดสอบล่าสุดพบไฮโดรเจนรั่ว

นาซาเลื่อนภารกิจ "อาร์ทิมิส2" ปล่อยยานสำรวจดวงจันทร์ ไปเป็นมีนาคม หลังทดสอบล่าสุดพบไฮโดรเจนรั่ว

4 ก.พ. 2569 09:34 น.

นาซาเลื่อนภารกิจ “อาร์ทิมิส2” ปล่อยยานสำรวจดวงจันทร์ ไปเป็นมีนาคม หลังทดสอบล่าสุดพบไฮโดรเจนรั่ว

นาซาเลื่อนภารกิจ “อาร์์ทิมิส 2” เป็นอย่างเร็วเดือนมีนาคม หลังการทดสอบขั้นสุดท้ายพบปัญหาไฮโดรเจนรั่ว ย้ำเป็นภารกิจประวัติศาสตร์ ส่งนักบินอวกาศ 4 คนเดินทางสำรวจดวงจันทร์ในรอบ 50 ปี

วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐฯหรือนาซา ประกาศเล็งกำหนดการปล่อยจรวดภารกิจ “อาร์ทิมิส 2” (Artemis II) เป็นอย่างเร็วในเดือนมีนาคม 2569 หลังการทดสอบขั้นสุดท้ายพบปัญหาการรั่วไหลของเชื้อเพลิงไฮโดรเจน ส่งผลให้ต้องเลื่อนการปล่อยที่เดิมคาดว่าจะเกิดขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์

การตัดสินใจของนาซามีขึ้นในช่วงเช้ามืดของวันอังคาร ภายหลังนาซาเสร็จสิ้นการทดสอบ “เวต เดรส รีเฮอร์ซัล” ซึ่งเป็นการจำลองการเติมเชื้อเพลิง 700,000 แกลลอน และนับถอยหลังก่อนปล่อยจรวดจริงของระบบจรวดขนาดยักษ์ “สเปซ ลอนช์ ซิสเต็ม” (Space Launch System – SLS) ที่จะพานักบินอวกาศ 4 คนเดินทางโคจรรอบดวงจันทร์

นาซาระบุว่า ระหว่างการทดสอบพบอุปสรรคหลายประการ โดยเฉพาะปัญหาไฮโดรเจนรั่วในขั้นตอนเติมเชื้อเพลิง ซึ่งเกิดขึ้นหลังอากาศหนาวจัดทำให้การเริ่มทดสอบล่าช้า หน่วยงานจึงจำเป็นต้องเลื่อนภารกิจ เพื่อเปิดโอกาสให้ทีมงานตรวจสอบข้อมูลอย่างละเอียด และจัดการทดสอบซ้ำอีกครั้ง

นายจาเร็ด ไอแซกแมน ผู้บริหารนาซา ระบุว่า ยังไม่แน่ชัดว่าจำเป็นต้องเคลื่อนย้ายจรวดกลับเข้าอาคารเพื่อซ่อมบำรุงหรือไม่ โดยขณะนี้ยังสามารถดำเนินงานแก้ไขบางส่วนได้ขณะจรวดตั้งอยู่บนแท่นปล่อย อย่างไรก็ตาม หากไม่สามารถปล่อยจรวดได้ภายในเดือนมีนาคม จะต้องเคลื่อนย้ายจรวดเพื่อเปลี่ยนแบตเตอรี่บางส่วนบริเวณส่วนบนของยาน

ทั้งนี้ ภารกิจอาร์ทิมิส 2 จะส่งนักบินอวกาศ 4 คน ได้แก่ รีด ไวส์แมน วิกเตอร์ โกลเวอร์ และคริสตินา ค็อก   จากนาซา และเจเรมี แฮนเซน  จากองค์การอวกาศแคนาดา เดินทางเป็นเวลา 10 วัน โคจรผ่านด้านไกลของดวงจันทร์ ซึ่งอาจสร้างสถิติระยะทางไกลที่สุดที่มนุษย์เคยเดินทางออกจากโลก ขณะที่ปัญหาไฮโดรเจนรั่วถือเป็นอุปสรรคเดิมที่เคยเกิดขึ้นในการทดสอบก่อนภารกิจอาร์ทิมิส 1 เมื่อปี 2565 เนื่องจากไฮโดรเจนเหลวซึ่งมีอุณหภูมิต่ำถึงลบ 253 องศาเซลเซียส เป็นเชื้อเพลิงที่ควบคุมได้ยากจากโครงสร้างโมเลกุลขนาดเล็ก.

ที่มา CNN

ผู้นำอิหร่านลั่น พร้อมเจรจากับสหรัฐฯ ทรัมป์เตือนอาจเกิดสิ่งเลวร้าย

ผู้นำอิหร่านลั่น พร้อมเจรจากับสหรัฐฯ ทรัมป์เตือนอาจเกิดสิ่งเลวร้าย

4 ก.พ. 2569 05:50 น.

ผู้นำอิหร่านลั่น พร้อมเจรจากับสหรัฐฯ ทรัมป์เตือนอาจเกิดสิ่งเลวร้าย

ประธานาธิบดีอิหร่านประกาศว่าพร้อมเจรจากับสหรัฐฯ ในขณะที่ โดนัลด์ ทรัมป์ เตือนว่า หากไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้ สิ่งที่เลวร้ายก็อาจจะเกิดขึ้น

เมื่อวันอังคารที่ 3 ก.พ. 2569 นายมาซูด เปเซชเคียน ประธานาธิบดีอิหร่าน ออกมาระบุว่า ประเทศของเขาพร้อมที่จะเจรจากับสหรัฐฯ หลังจากได้รับคำร้องขอจาก “รัฐบาลที่เป็นมิตรในภูมิภาค” ให้ตอบรับข้อเสนอเพื่อเปิดการหารือ

นายเปเซชเคียนระบุในโพสต์บน X ว่า เขาได้สั่งการให้นาย อับบาส อารักชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ ดำเนินการเจรจา ภายใต้เงื่อนไขที่ว่าต้องมีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม คือเป็นสภาพแวดล้อมที่ปราศจากการข่มขู่และความคาดหวังที่ไม่สมเหตุสมผล

ประธานาธิบดีอิหร่านระบุด้วยว่า อิหร่านจะดำเนินการ “เจรจาที่ยุติธรรมและเสมอภาค” กับสหรัฐฯ พร้อมเสริมว่าการหารือเหล่านั้นควร “ดำเนินอยู่ภายใต้กรอบผลประโยชน์ของทั้ง 2 ประเทศ”

ข้อความของนายเปเซชเคียนมีขึ้นหลังจากที่ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่านออกมาเตือนว่า หากสหรัฐฯ โจมตีอิหร่านไม่ว่าจะรูปแบบใดจะกลายเป็นชนวนเหตุให้เกิด “สงครามระดับภูมิภาค”

ด้านประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ตอบโต้ว่า หากอิหร่านไม่ตกลงในข้อตกลงเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์และไม่หยุดสังหารกลุ่มผู้ประท้วง พวกเขาจะได้รู้ว่า สงครามจะเกิดขึ้นจริงตามที่พูดหรือไม่

สื่อสหรัฐฯ รายงานว่า การเจรจาดังกล่าวอาจจัดขึ้นที่กรุงอิสตันบูลในวันศุกร์นี้ โดยนายอารักชีมีกำหนดการพบปะกับ สตีฟ วิตคอฟฟ์ ทูตพิเศษของสหรัฐฯ

รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศจากอียิปต์ โอมาน ปากีสถาน กาตาร์ ซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ได้รับเชิญให้เข้าร่วมในการหารือครั้งนี้ด้วย

ก่อนหน้านี้ นายอารักชีเพิ่งให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว CNN ว่า เขามั่นใจว่า “เราจะสามารถบรรลุข้อตกลงได้” เพื่อ “สร้างความมั่นใจว่าจะไม่มีอาวุธนิวเคลียร์เกิดขึ้น”

อย่างไรก็ตาม อิหร่านยังคงยืนกรานว่าโครงการนิวเคลียร์ของพวกเขามีเป้าหมายเพื่อใช้ในทางสันติเท่านั้น และปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ว่าอิหร่านกำลังพยายามพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์

อีกด้านหนึ่งที่สหรัฐฯ ผู้สื่อข่าวได้ถามนายทรัมป์ถึงแนวโน้มของการบรรลุข้อตกลง ซึ่งผู้นำสหรัฐฯ ตอบว่า “ถ้าเราหาทางออกร่วมกันได้ นั่นก็จะเป็นเรื่องที่ดีมาก แต่ถ้าเราทำไม่ได้ สิ่งที่เลวร้ายก็น่าจะเกิดขึ้น”

นายทรัมป์ย้ำว่า “กองกำลังมหาศาล” กำลังมุ่งหน้าไปยังอิหร่าน ซึ่งรวมถึงเรือรบที่ “ใหญ่ที่สุดและดีที่สุด”

ทั้งนี้ สหรัฐฯ ดำเนินการเสริมกำลังทางทหารในพื้นที่ใกล้กับอิหร่านอย่างต่อเนื่องในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา รวมถึงส่ง เรือบรรทุกเครื่องบิน ยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์น ซึ่งมีฝูงบินประจำการประมาณ 70 ลำ และเรือพิฆาตอีก 3 ลำที่ติดตั้งขีปนาวุธร่อนโทมาฮอว์กไปยังทำเลอาหรับ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ซาอิฟ อัล-อิสลาม ลูกชายอดีตผู้นำเผด็จการลิเบีย ถูกสังหารแล้ว

ซาอิฟ อัล-อิสลาม ลูกชายอดีตผู้นำเผด็จการลิเบีย ถูกสังหารแล้ว

4 ก.พ. 2569 05:18 น.

ซาอิฟ อัล-อิสลาม ลูกชายอดีตผู้นำเผด็จการลิเบีย ถูกสังหารแล้ว

ซาอิฟ อัล-อิสลาม ลูกชายของ มูอัมมาร์ กัดดาฟี อดีตจอมเผด็จการแห่งลิเบีย เสียชีวิตแล้ว โดยไม่มีการระบุแน่ชัดว่า เขาเสียชีวิตด้วยสาเหตุใด

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายซาอิฟ อัล-อิสลาม ลูกชายของพันเอก มูอัมมาร์ กัดดาฟี อดีตผู้นำเผด็จการแห่งลิเบีย ที่ครั้งหนึ่งเคยถูกมองว่าเป็นทายาททางการเมืองของบิดา ถูกสังหารแล้ว ขณะมีอายุได้ 53 ปี โดยไม่มีการเปิดเผยสาเหตุที่แน่ชัด

หัวหน้าทีมการเมืองของเขาเปิดเผยข่าวดังกล่าวในวันอังคารที่ผ่านมา (3 ก.พ. 2569) ขณะที่น้องสาวของเขาให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ลิเบียว่า เขาเสียชีวิตบริเวณใกล้ชายแดนลิเบียที่ติดกับประเทศแอลจีเรีย แต่ไม่ได้ยืนยันสาเหตุการเสียชีวิต

สาเหตุการเสียชีวิตของนายซาอิฟยังคงไม่แน่ชัด เนื่องจากมีรายงานที่ขัดแย้งกันปรากฏอยู่ในสื่อต่างๆ ของลิเบีย

ทั้งนี้ ซาอิฟ อัล-อิสลาม กัดดาฟี ถูกมองมาอย่างยาวนานว่าเป็นบุคคลที่มีอิทธิพลและน่าเกรงขามที่สุดในประเทศรองจากบิดา ผู้ซึ่งปกครองลิเบียตั้งแต่ปี 2512 จนกระทั่งถูกโค่นอำนาจและสังหารระหว่างการปฏิวัติอาหรับสปริงในปี 2554

ซาอิฟเกิดในปี 2515 และมีบทบาทสำคัญในการฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างลิเบียกับชาติตะวันตกตั้งแต่ปี 2543 จนกระทั่งระบอบกัดดาฟีล่มสลาย

หลังจากการสิ้นอำนาจของบิดา ซาอิฟ ผู้ซึ่งถูกกล่าวหาว่ามีส่วนสำคัญในการปราบปรามกลุ่มผู้ประท้วงต่อต้านรัฐบาลอย่างโหดเหี้ยม ก็ถูกกลุ่มติดอาวุธฝ่ายตรงข้ามในเมืองซินตัน (Zintan) คุมขังเป็นเวลาเกือบ 6 ปี

ศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) ต้องการนำตัวเขามาดำเนินคดีในข้อหาอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ จากบทบาทที่ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนในการปราบปรามกลุ่มผู้ประท้วงต่อต้านรัฐบาลในปี 2564 ขณะที่ศาลในลิเบียมีคำพิพากษาลับหลังจำเลยในปี 2558 ให้ประหารชีวิตเขาจากข้อหาเดียวกัน

ซาอิฟมีส่วนในการกำหนดนโยบายและนำการเจรจาระดับสูงหลายครั้ง แม้จะไม่มีตำแหน่งอย่างเป็นทางการในรัฐบาลก็ตาม รวมถึงการเจรจาที่ทำให้บิดาของเขายอมยุติโครงการอาวุธนิวเคลียร์

ข้อตกลงเหล่านั้นส่งผลให้มีการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรระหว่างประเทศต่อลิเบีย และทำให้บางฝ่ายมองว่า ซาอิฟ เป็นนักปฏิรูปและเป็นโฉมหน้าที่ยอมรับได้ของลิเบียที่กำลังเปลี่ยนแปลง

ซาอิฟปฏิเสธมาโดยตลอดว่าเขาไม่ต้องการสืบทอดอำนาจต่อจากบิดา โดยกล่าวว่าบังเหียนแห่งอำนาจ “ไม่ใช่ไร่นาที่จะตกทอดเป็นมรดกกันได้” อย่างไรก็ตามในปี 2554 เขาประกาศจะลงสมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดี แต่การเลือกตั้งก็ไม่เกิดขึ้น เพราะเกิดการลุกฮือของประชาชนเสียก่อน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

สามีเก่า “จิล ไบเดน” ถูกตั้งข้อหา ฆาตกรรมภรรยาตัวเอง

สามีเก่า “จิล ไบเดน” ถูกตั้งข้อหา ฆาตกรรมภรรยาตัวเอง

4 ก.พ. 2569 02:50 น.

สามีเก่า “จิล ไบเดน” ถูกตั้งข้อหา ฆาตกรรมภรรยาตัวเอง

สามีเก่าของ จิล ไบเดน อดีตสุภาพสตรีหมายเลข 1 ของสหรัฐฯ ถูกตำรวจตั้งข้อหาฆาตกรรมภรรยาคนปัจจุบันของตัวเอง หลังจากเกิดการทะเลาะวิวาทภายในบ้าน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 3 ก.พ. 2569 ว่า นาย วิลเลียม สตีเวนสัน อดีตสามีของ จิล ไบเดน ภริยาของนาย โจ ไบเดน อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ ถูกตั้งข้อหาฆาตกรรมนาง ลินดา สตีเวนสัน ซึ่งเป็นภรรยาคนปัจจุบันของเขา

ตำรวจนิวคาสเซิล เคาน์ตี รัฐเดลาแวร์ แถลงเมื่อวันจันทร์ว่า นาย วิลเลียม สตีเวนสัน วัย 77 ปี ถูกตั้งข้อหาฆาตกรรมโดยเจตนาและไตร่ตรองไว้ก่อน (ฆาตกรรมระดับ 1) ต่อการเสียชีวิตของ ลินดา ภรรยาวัย 64 ปี หลังจากเจ้าหน้าที่สืบสวนที่มานานหลายสัปดาห์

ตำรวจระบุว่า ขณะนี้สตีเวนสันถูกควบคุมตัวอยู่ที่ทัณฑสถานในเมืองวิลมิงตัน รัฐเดลาแวร์ หลังจากที่ไม่สามารถหาเงินมาวางหลักประกันตัวมูลค่า 500,000 ดอลลาร์ได้

เจ้าหน้าที่ระบุในแถลงการณ์ก่อนหน้านี้ว่า เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2568 ตำรวจได้รับแจ้งเหตุทะเลาะวิวาทภายในครอบครัวที่บ้านของสตีเวนสัน และเมื่อไปถึง ตำรวจก็พบร่างของ ลินดา สตีเวนสัน นอนหมดสติและไม่มีการตอบสนองอยู่ภายในห้องนั่งเล่น

ตำรวจระบุว่าเจ้าหน้าที่ได้พยายามช่วยชีวิตในเบื้องต้นแล้วแต่ไม่เป็นผล และขณะนี้กำลังดำเนินการชันสูตรพลิกศพเพื่อหาสาเหตุการเสียชีวิตที่แน่ชัด

ทั้งนี้ จิล ไบเดน เคยแต่งงานกับสตีเวนสัน อดีตนักอเมริกันฟุตบอลระดับมหาวิทยาลัยในช่วงปี 2513-2518 โดยทั้งคู่แต่งงานกันเมื่อตอนที่จิลอายุเพียง 18 ปี และสตีเวนสันอายุ 23 ปี ก่อนที่เธอจะพบกับ โจ ไบเดน ครั้งแรกเมื่อเดือนมีนาคม 2518 และแต่งงานกันในปี 2520

ปัจจุบันสตีเวนสันเป็นนักธุรกิจและเป็นเจ้าของ “Stone Balloon” บาร์ยอดนิยมของเหล่านักศึกษาใกล้กับมหาวิทยาลัยเดลาแวร์

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ตำรวจสหรัฐฯ เชื่อ แม่นักข่าว NBC ถูกลักพาตัว พบรอยเลือดในบ้าน

ตำรวจสหรัฐฯ เชื่อ แม่นักข่าว NBC ถูกลักพาตัว พบรอยเลือดในบ้าน

4 ก.พ. 2569 01:34 น.

ตำรวจสหรัฐฯ เชื่อ แม่นักข่าว NBC ถูกลักพาตัว พบรอยเลือดในบ้าน

ตำรวจรัฐแอริโซนาเชื่อว่า มารดาของนักข่าวสาวของสำนักข่าว NBC News ที่หายตัวไป ไม่ได้ออกจากบ้านด้วยความสมัครใจของตัวเอง ซึ่งเจ้าหน้าที่กำลังระดมกำลังออกค้นหา

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 3 ก.พ. 2569 ว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจในรัฐแอริโซนาของสหรัฐฯ ระบุว่า พวกเขาสงสัยว่ามารดาของนาง ซาวันนาห์ กัทธรี ผู้ประกาศข่าวชื่อดังของสถานีโทรทัศน์ NBC News “ไม่ได้จากไปโดยสมัครใจ” และถูกลักพาตัวไปจากบ้านพักของเธอ

นางแนนซี กัทธรี วัย 84 ปี ถูกพบเห็นครั้งสุดท้ายที่บ้านพักนอกเมืองทูซอน รัฐแอริโซนา เมื่อช่วงเย็นวันเสาร์ (31 ม.ค.) โดยครอบครัวได้แจ้งความคนหายในวันถัดมา

นายคริส นานอส นายอำเภอเขตพิมา เคาน์ตี กล่าวว่า เมื่อเจ้าหน้าที่ไปถึงที่เกิดเหตุ สภาพภายในบ้านของ แนนซี กัทธรี ทำให้เจ้าหน้าที่กังวลอย่างยิ่ง โดยยังไม่ทราบแน่ชัดว่าแรงจูงใจในการก่อเหตุของคนร้ายคืออะไร โดยยังไม่ตัดความเป็นไปได้ใดๆ รวมถึงข้อสันนิษฐานที่ว่า นางกัทธรีตกเป็นเป้าหมายเพราะชื่อเสียงของลูกสาว

สำนักข่าว CBS News รายงานว่า ตำรวจพบรอยเลือดภายในบ้านของ แนนซี กัทธรี และกำลังอยู่ระหว่างการตรวจสอบเพื่อระบุว่าเป็นเลือดของใคร ขณะที่นายนานอสไม่ยืนยันว่า นางกัทธรีได้รับบาดเจ็บหรือไม่ และตำรวจกำลังตรวจสอบว่า เธอเคยถูกสะกดรอยตามหรือถูกคุกคามมาก่อนหรือไม่

นายอำเภอกล่าวเสริมว่า “เราได้ทุ่มเททุกอย่างที่มีลงไปในภารกิจนี้” โดยมีการใช้ทั้งโดรน เครื่องบิน เฮลิคอปเตอร์ เซนเซอร์ตรวจจับความร้อน และกล้องอินฟราเรด

ทั้งนี้ ซาวันนาห์ กัทธรี ซึ่งเป็นพิธีกรรายการ Today show ไม่ได้จัดรายการเมื่อเช้าวันจันทร์ที่ผ่านมา และเดิมทีเธอมีกำหนดการเป็นพิธีกรร่วมในพิธีเปิดการแข่งขันโอลิมปิกฤดูหนาวให้กับช่อง NBC ในวันศุกร์นี้ด้วย แต่จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ยังไม่แน่ชัดว่าเธอจะเข้าร่วมการรายงานข่าวดังกล่าวหรือไม่

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

รัสเซียรัวมิสไซล์ ถล่มโรงไฟฟ้ายูเครน ท่ามกลางอุณหภูมิ -20 องศา

รัสเซียรัวมิสไซล์ ถล่มโรงไฟฟ้ายูเครน ท่ามกลางอุณหภูมิ -20 องศา

3 ก.พ. 2569 23:52 น.

รัสเซียรัวมิสไซล์ ถล่มโรงไฟฟ้ายูเครน ท่ามกลางอุณหภูมิ -20 องศา

รัสเซียยิงมิสไซล์โจมตียูเครนระลอกใหม่ โดยมุ่งเป้าหมายไปที่โรงไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ในขณะที่ชาวยูเครนกำลังเผชิญอากาศหนาว อุณหภูมิ -20 องศาเซลเซียส

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 3 ก.พ. 2569 ว่า นายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน กล่าวว่า รัสเซียยิงขีปนาวุธวิถีโค้ง (ballistic missiles) จำนวนมากเป็นประวัติการณ์ เพื่อโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของยูเครน

DTEK บริษัทพลังงานเอกชนของยูเครนระบุว่า การโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนพร้อมกันได้พุ่งเป้าไปที่โรงไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐานในกรุงเคียฟ กับโรงไฟฟ้าอีก 2 แห่งในเมืองโอเดสซา ทำให้นี่เป็นการโจมตีครั้งรุนแรงที่สุดของรัสเซียในปีนี้

การโจมตีดังกล่าวส่งผลให้อาคารชุดที่พักอาศัยกว่า 1,000 แห่งในเมืองหลวงต้องตกอยู่ในสภาพที่ไม่มีระบบทำความร้อนอีกครั้ง นอกจากนี้ยังทำให้โรงไฟฟ้าในเมืองคาร์คิฟทางตะวันออกได้รับความเสียหายจนไม่สามารถซ่อมแซมได้ ท่ามกลางอุณหภูมิ -20 องศาเซลเซียส

เซเลนสกีกล่าวว่า รัสเซียกำลัง “เลือกใช้วิธีก่อการร้ายและการยกระดับความรุนแรง” แทนที่จะใช้การทูตเพื่อยุติสงครามนี้ พร้อมเรียกร้องให้บรรดาพันธมิตรของยูเครนใช้ “แรงกดดันขั้นสูงสุด” ต่อมอสโก

การโจมตีครั้งล่าสุดนี้ เกิดขึ้นหลังจากสิ่งที่เรียกว่า “ข้อตกลงพักรบด้านพลังงาน” ซึ่งโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ตกลงไว้กับวลาดิเมียร์ ปูติน สิ้นสุดลงเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยผู้นำยูเครนตั้งข้อสังเกตว่า รัสเซียเพียงใช้ช่วงเวลาดังกล่าว เพื่อสะสมขีปนาวุธและเตรียมตัวสำหรับการโจมตีระลอกถัดไปเท่านั้น

สำนักข่าว บีบีซี รายงานว่า นักข่าวของพวกเขาได้ยินเสียงระเบิดครั้งแรกในกรุงเคียฟหลังผ่านเที่ยงคืนไม่นาน และเสียงไซเรนเตือนภัยทางอากาศก็ดังต่อเนื่องยาวนานกว่า 7 ชั่วโมง โดยมีเสียงระเบิดดังขึ้นตามมาอีกหลายครั้ง

ขณะที่นายเซเลนสกีระบุว่า รัสเซียยิงขีปนาวุธวิถีโค้งและขีปนาวุธร่อน (cruise missiles) รวมแล้วกว่า 70 ลูก ซึ่งเยอะกว่าปกติอย่างมาก พร้อมด้วยโดรนอีก 450 ลำที่ถูกนำมาใช้เพื่อโจมตีให้ระบบป้องกันทางอากาศของยูเครนรับมือไม่ไหว

กองทัพอากาศยูเครนเปิดเผยว่าสามารถสกัดกั้นขีปนาวุธไว้ได้เพียง 38 ลูกเท่านั้น ซึ่งหมายความว่ามีขีปนาวุธจำนวนมากที่พุ่งชนเป้าหมายได้สำเร็จ

ยูเครนเรียกร้องต่อชาติพันธมิตรมาตลอด เรื่องปัญหาการขาดแคลนขีปนาวุธสำหรับป้องกันทางอากาศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งยูเครนต้องพึ่งพาขีปนาวุธ “แพทริออต” (Patriot) ที่ผลิตโดยสหรัฐฯ เป็นหลัก

“การจัดส่งขีปนาวุธสำหรับระบบป้องกันทางอากาศให้ทันท่วงทีและการปกป้องชีวิตตามปกติคือสิ่งสำคัญอันดับแรกของเรา” เซเลนสกีเขียนข้อความบน X “หากไม่มีการกดดันรัสเซีย สงครามนี้ก็จะไม่มีวันสิ้นสุด”

ด้านเลขาธิการนาโตออกมากล่าวว่า เขากำลังกระตุ้นให้ประเทศสมาชิก “นำทรัพยากรที่มีอยู่ออกมาใช้อย่างเต็มที่” และจัดส่งขีปนาวุธที่ยูเครนจำเป็นต้องใช้ให้โดยด่วน และว่า การโจมตีข้ามคืนของรัสเซียในครั้งนี้ไม่ได้ “แสดงถึงความจริงจังในการสร้างสันติภาพ” เลยแม้แต่น้อย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

สเปนเตรียมห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ใช้โซเชียลมีเดีย

สเปนเตรียมห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ใช้โซเชียลมีเดีย

3 ก.พ. 2569 22:48 น.

สเปนเตรียมห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ใช้โซเชียลมีเดีย

สเปนเตรียมห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี ใช้งานโซเชียลมีเดียแล้ว ตามรอยออสเตรเลีย โดยระบุว่า เพื่อปกป้องเด็กๆ จากพื้นที่ที่เต็มไปด้วยสิ่งเลวร้ายบนโลกออนไลน์

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า รัฐบาลสเปนเตรียมเริ่มกระบวนการสั่งห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี ใช้งานโซเชียลมีเดีย และกำหนดให้แพลตฟอร์มต่าง ๆ ต้องใช้เครื่องมือยืนยันตัวตนที่เข้มงวด เจริญรอยตาม ออสเตรเลีย, ฝรั่งเศส และเดนมาร์ก เพื่อควบคุมอิทธิพลที่สื่อออนไลน์มีต่อเด็ก

“ลูกหลานของเรากำลังถูกปล่อยให้เผชิญกับพื้นที่ที่พวกเขาไม่ควรต้องเผชิญเพียงลำพัง พื้นที่ที่เต็มไปด้วยการเสพติด การล่วงละเมิด ภาพลามกอนาจาร การปั่นหัว และความรุนแรง” นายกรัฐมนตรี เปโดร ซานเชซ แห่งสเปน กล่าวเมื่อวันอังคาร (3 ก.พ. 2569) ที่การประชุมสุดยอดรัฐบาลโลก (WGS) ในนครดูไบ

นายซานเชซบอกอีกว่า รัฐบาลของเขาจะนำเสนอกฎหมายใหม่เพื่อเอาผิดทางอาญากับผู้บริหารโซเชียลมีเดีย หากล้มเหลวในการลบเนื้อหาที่ผิดกฎหมายหรือเนื้อหาที่สร้างความเกลียดชัง “เราจะไม่ยอมรับเรื่องนี้อีกต่อไป เราจะปกป้องพวกเขาจากดินแดนดิจิทัลที่ไร้กฎเกณฑ์”

กฎระเบียบใหม่นี้จะลงโทษทั้งบุคคลและแพลตฟอร์มที่ช่วยขยายการรับรู้เนื้อหาที่ผิดกฎหมาย รวมถึงการใช้ผ่านอัลกอริทึมด้วย “เราจะกำหนดให้การบงการด้วยอัลกอริทึมและการขยายการรับรู้เนื้อหาที่ผิดกฎหมายเป็นความผิดทางอาญาฐานใหม่” เขากล่าว “การแพร่กระจายความเกลียดชังต้องมาพร้อมกับราคาที่ต้องจ่าย”

ทั้งนี้ กระบวนการผ่านกฎหมายจะเริ่มต้นขึ้นในสัปดาห์หน้า โดยนายซานเชซระบุว่า มีมาตรการอื่น ๆ ที่จะถูกนำเสนอด้วย รวมถึงการพัฒนา “ดัชนีชี้วัดความเกลียดชังและการแบ่งขั้ว” ซึ่งเป็นระบบสำหรับติดตามและวัดผลเชิงปริมาณว่า แพลตฟอร์มดิจิทัลต่าง ๆ เติมเชื้อไฟให้เกิดความแตกแยกและขยายความเกลียดชังได้อย่างไร

เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ออสเตรเลียกลายเป็นประเทศแรกในโลกที่บังคับใช้มาตรการสั่งแบนโซเชียลมีเดียสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี โดยสั่งระงับการเข้าถึง 10 แพลตฟอร์มหลัก ซึ่งรวมถึง Facebook, TikTok, Instagram, Snapchat และ X ขณะที่อังกฤษกำลังพิจารณามาตรการที่คล้ายคลึงกัน

ส่วนฝรั่งเศสและเดนมาร์กก็ได้ประกาศแผนที่จะระงับไม่ให้เด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีเข้าใช้งานโซเชียลมีเดียเมื่อไม่นานมานี้ แต่กระบวนการผ่านกฎหมายยังไม่เสร็จสิ้น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn