ปธน.เม็กซิโก ส่งจดหมายถึง ปธน.อี แจ-มยอง แห่งเกาหลีใต้ ขอเพิ่มรอบคอนเสิร์ต BTS

ปธน.เม็กซิโก ส่งจดหมายถึง ปธน.อี แจ-มยอง แห่งเกาหลีใต้ ขอเพิ่มรอบคอนเสิร์ต BTS

28 ม.ค. 2569 15:10 น.

ปธน.เม็กซิโก ส่งจดหมายถึง ปธน.อี แจ-มยอง แห่งเกาหลีใต้ ขอเพิ่มรอบคอนเสิร์ต BTS

ประธานาธิบดีเม็กซิโก ส่งจดหมายถึงประธานาธิบดีเกาหลีใต้ เพื่อขอให้เพิ่มรอบคอนเสิร์ตของวง BTS ครั้งแรกในรอบ 4 ปี จนทำให้บัตร 150,000 ใบที่ขายในเม็กซิโก ถูกจำหน่ายหมดเกลี้ยงในเวลา 40 นาที

ประธานาธิบดี คลอเดีย ไชน์บาว์ม ส่งจดหมายถึงประธานาธิบดีอี แจ-มยอง แห่งเกาหลีใต้  เพื่อขอให้เพิ่มรอบคอนเสิร์ตของวง BTS หลังการปล่อยผลงานคัมแบคพร้อมจัดเวิลด์ทัวร์ครั้งแรกในรอบ 4 ปี จนทำให้บัตร 150,000 ใบ ที่จำหน่ายในประเทศเม็กซิโก ถูกจำหน่ายหมดเกลี้ยงในเวลา 40 นาที ไม่เพียงพอต่อความต้องการ และมีการนำบัตรมาจำหน่ายต่อในราคาสูงลิ่วเพื่อทำกำไร จนองค์กรคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคต้องเข้าตรวจสอบ ขณะที่ทางเกาหลีใต้ยังไม่มีท่าทีใด ๆ ต่อเรื่องนี้

สมาชิก 7 คนของวง BTS มีกำหนดขึ้นแสดงคอนเสิร์ต 79 รอบทั่วโลก โดยเริ่มเปิดการแสดงที่ประเทศเกาหลีใต้ในเดือนเมษายนนี้ ก่อนเดินทางไปยังประเทศต่าง ๆ และเม็กซิโกเป็นหนึ่งในจุดหมายที่วงบอยแบนด์วงนี้วางแผนเดินทางไปเยือน เพื่อทำการแสดงถึง 3 รอบ รวมจำนวนบัตร 150,000 ที่นั่ง

แต่การเปิดจำหน่ายบัตรเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (24 ม.ค.)  มีแฟนคลับเข้าจองคิวในเว็บไซต์ ทิกเก็ตมาสเตอร์ เพื่อรอซื้อบัตร ราว 1 ล้านคิว แสดงให้เห็นถึงความต้องการที่ล้นหลามเกินจำนวนบัตรที่เปิดขายหลายเท่า ทำให้หลายคนไม่สามารถซื้อบัตรได้

นอกจากแฟนคลับแล้วยังมีกลุ่มคนที่พยายามเข้าไปซื้อบัตรคอนเสิร์ตเพื่อนำมาขายทำกำไร ผ่านเว็บไซต์อย่าง StubHub และ Viagogo ด้วยราคาสูงลิ่ว เริ่มต้นราว 20,000 บาท ไปจนถึงราคาสูงสุดที่ 166,000 บาท ในขณะที่เว็บไซต์ทางการมีราคาขายอยู่ที่ 3,200-32,000 บาทเท่านั้น 

ล่าสุด องค์กรคุ้มครองผู้บริโภคของเม็กซิโกสั่งลงโทษเว็บไซต์เหล่านี้แล้ว เนื่องจากมีการปฏิบัติที่เอาเปรียบและไม่ซื่อสัตย์ต่อผู้บริโภค รวมทั้งยังทำการสืบสวนเว็บไซต์ทิกเก็ตมาสเตอร์ ซึ่งเป็นตัวแทนจำหน่ายตั๋วอย่างเป็นทางการของคอนเสิร์ต หลังมีการร้องเรียนจากแฟนคลับในเรื่องการขายบัตรด้วยระบบ ไดนามิก ไพรสซิ่ง (dynamic pricing) ซึ่งเป็นระบบการปรับราคาบัตรให้สูงขึ้นหรือต่ำลงตามความต้องการแบบเรียลไทม์ ทำให้ราคาบัตรไม่คงที่

ความโด่งดังของ BTS สอดคล้องกับกระแสความนิยมเพลงเคป๊อปในเม็กซิโก ที่เติบโตขึ้นกว่า 500% ภายในเวลา 5 ปีที่ผ่านมา โดย สปอติฟาย แพลตฟอร์มสตรีมมิ่งรายใหญ่ระบุว่า เม็กซิโกเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่ลำดับที่ 5 ของโลก ของอุตสาหกรรมเคป๊อป 

เหตุการณ์ทั้งหมดนี้ทำให้ประธานาธิบดี คลอเดีย ไชน์บาว์ม แห่งเม็กซิโก ต้องส่งจดหมายถึงประธานาธิบดีอี แจ-มยอง เพื่อขอให้เพิ่มรอบการจัดคอนเสิร์ตของ BTS ในประเทศเม็กซิโก โดยหวังว่าทางการเกาหลีจะตอบตกลง หลังผู้จัดคอนเสิร์ต BTS ในเม็กซิโกแจ้งว่าศิลปินระดับโลกวงนี้มีตารางงานแน่นและไม่สามารถเพิ่มรอบคอนเสิร์ตได้ ในขณะที่สื่อเกาหลีใต้รายงานว่าประธานาธิบดีอีและกระทรวงการต่างประเทศยังปฎิเสธที่จะแสดงความเห็นในเรื่องนี้

ทั้งนี้ BTS หยุดพักการปล่อยเพลงและทัวร์คอนเสิร์ตในนามวงตั้งแต่เดือนมิถุนายนปี 2022 เพื่อให้สมาชิกได้ผลิตผลงานเดี่ยวของตัวเองให้แฟนคลับได้รับฟัง ก่อนเข้ากรมทหารรับใช้ชาติ และประกาศเตรียมกลับมาแบบเต็มรูปแบบในปี 2025 นี้

นิตยสารด้านการจัดอันดับเพลงชื่อดัง บิลบอร์ด คาดการณ์ว่าการทัวร์คอนเสิร์ตทั่วโลกครั้งนี้อาจสร้างรายได้ให้ BTS และ Hybe ค่ายต้นสังกัด ได้ถึง 3 หมื่นล้านบาท จากการขายบัตรคอนเสิร์ต ของที่ระลึก อัลบั้ม รวมถึงการสตรีมเพลงผ่านแพลตฟอร์ม และมีแนวโน้มกลายเป็นคอนเสิร์ตที่สร้างรายได้สูงสุดในปี 2026.

ที่มา : BBC

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ วงBTS

ชายบุกฉีด “ของเหลวปริศนา” ใส่ “อิลฮาน โอมาร์” สส. หญิงสหรัฐฯ กลางงานทาวน์ฮอลล์

ชายบุกฉีด "ของเหลวปริศนา" ใส่ "อิลฮาน โอมาร์" สส. หญิงสหรัฐฯ กลางงานทาวน์ฮอลล์

28 ม.ค. 2569 13:29 น.

ชายบุกฉีด “ของเหลวปริศนา” ใส่ “อิลฮาน โอมาร์” สส. หญิงสหรัฐฯ กลางงานทาวน์ฮอลล์

ตำรวจเมืองมินนิอาโพลิสของสหรัฐฯ จับกุมชายบุกประชิดตัว สส. หญิงพรรคเดโมแครต “อิลฮาน โอมาร์” พร้อมฉีดของเหลวไม่ทราบชนิดใส่กลางงานทาวน์ฮอลล์ ขณะกำลังปราศรัยโจมตีหน่วยงานตรวจคนเข้าเมือง ด้านเจ้าตัวปลอดภัยดีและยืนหยัดจัดงานต่อจนจบ

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (27 ม.ค.) ระหว่างที่ นางอิลฮาน โอมาร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ รัฐมินนิโซตา กำลังจัดงานทาวน์ฮอลล์ร่วมกับประชาชนประมาณ 100 คน เพื่อวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรสหรัฐฯ (ICE) หลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ยิงพลเมืองสหรัฐฯ เสียชีวิต 2 รายในพื้นที่

พยานในที่เกิดเหตุระบุว่า ขณะที่โอมาร์กำลังกล่าวปราศรัยเรียกร้องให้ยุบสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรสหรัฐฯ (ICE) และกล่าวว่า คริสตี โนเอม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ ควรลาออกหรือเผชิญกับการถอดถอนออกจากตำแหน่ง ต่อมาชายคนหนึ่งที่นั่งอยู่แถวหน้าได้ลุกขึ้นและพุ่งตรงไปหาเธอ พร้อมใช้กระบอกฉีดยาพ่นของเหลวไม่ทราบชนิดใส่เธอและตะโกนว่า “คุณนั่นแหละต้องลาออก”

ทันทีที่เกิดเหตุ พนักงานรักษาความปลอดภัยได้รวบตัวชายผู้ก่อเหตุลงกับพื้นอย่างรวดเร็ว แม้จะถูกโจมตีด้วยของเหลวที่มีกลิ่นฉุนคล้ายแอมโมเนียและสร้างความระคายเคืองที่ลำคอ แต่โอมาร์ปฏิเสธที่จะไปโรงพยาบาลตามคำแนะนำของผู้ช่วย โดยขอเพียงทิชชู่มาเช็ดตัวและพักสั้นๆ ก่อนจะกลับมาปราศรัยต่อจนจบ

โอมาร์กล่าวต่อบนเวทีว่า “เราจะพูดคุยกันต่อ ฉันขอเวลาสิบนาที อย่าให้คนเหล่านี้ได้เป็นจุดสนใจ” และกล่าวต่อว่า “ฉันเรียนรู้มาตั้งแต่เด็กว่าเราต้องไม่ยอมจำนนต่อคำขู่” โอมาร์กล่าวท่ามกลางเสียงปรบมือ “คุณต้องจ้องหน้าพวกมันและยืนหยัดอย่างเข้มแข็ง”

ตำรวจมินนิอาโพลิสได้จับกุมชายคนดังกล่าวในข้อหาทำร้ายร่างกายระดับที่ 3 ขณะที่หน่วยนิติวิทยาศาสตร์กำลังเก็บหลักฐานและตรวจสอบว่าของเหลวดังกล่าวคือสารชนิดใด

ทั้งนี้ อิลฮาน โอมาร์ วัย 43 ปี ถือเป็นนักการเมืองหญิงชาวอเมริกันมุสลิมเชื้อสายโซมาเลียคนแรกในสภาคองเกรส และมักตกเป็นเป้าโจมตีทางการเมืองอย่างรุนแรงจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งเคยกล่าวเรียกเธอในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อเดือนธันวาคมว่าเธอคือ “ขยะ”

ตำรวจประจำรัฐสภาสหรัฐฯ เปิดเผยข้อมูลที่น่าตกใจว่า ในปี 2025 คดีที่เกี่ยวกับการประเมินภัยคุกคามต่อนักการเมืองพุ่งสูงขึ้นเป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน โดยพุ่งสูงขึ้นเกือบ 58% จากปี 2024 มีการสอบสวนคดีข่มขู่พฤติกรรมคุกคามต่อสมาชิกสภาคองเกรสและครอบครัวรวมกว่า 14,938 กรณี เพิ่มขึ้นจาก 9,474 กรณีในปีที่ผ่านมา.

ที่มา Reuters

ทั่วโลกจับตา ปรากฎการณ์เขย่ากองทัพจีน กวาดล้างนายพลระดับสูง ในรัฐบาลยุคสี จิ้นผิง

ทั่วโลกจับตา ปรากฎการณ์เขย่ากองทัพจีน กวาดล้างนายพลระดับสูง ในรัฐบาลยุคสี จิ้นผิง

28 ม.ค. 2569 11:58 น.

ทั่วโลกจับตา ปรากฎการณ์เขย่ากองทัพจีน กวาดล้างนายพลระดับสูง ในรัฐบาลยุคสี จิ้นผิง

สื่อต่างชาติจับตา สถานการณ์ภายในของกองทัพจีนที่ปั่นป่วน หลังปลดนายพลระดับสูงต่อเนื่อง โดยนักวิเคราะห์ชี้สุญญากาศผู้นำในกองทัพ อาจเปลี่ยนสมดุลการตัดสินใจทางทหารของปักกิ่ง

การกวาดล้างนายทหารระดับสูงของจีนระลอกล่าสุด กำลังเขย่าโครงสร้างอำนาจของ กองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (PLA) อย่างรุนแรง และสะท้อนให้เห็นถึงศึกอำนาจภายในที่ยังดำเนินอยู่ภายใต้การนำของ สี จิ้นผิง พร้อมกันนี้ยังจุดคำถามสำคัญต่อ ขีดความสามารถทางทหารของจีน และนัยต่ออนาคตของไต้หวัน

ศูนย์กลางของแรงสั่นสะเทือนครั้งนี้คือการล่มสลายของ จาง โหยวเสีย นายพลระดับสูงสุดอันดับสองของจีน และอดีตรองประธานคณะกรรมาธิการทหารกลาง (Central Military Commission – CMC) ซึ่งเป็นองค์กรสูงสุดที่ควบคุมกองทัพทั้งหมด โดยกระทรวงกลาโหมจีนยืนยันว่า จางอยู่ระหว่างการสอบสวนในข้อหาละเมิดวินัยและกฎหมายอย่างร้ายแรง

พร้อมกันนี้ หลิว เจิ้นลี่ นายพลอีกราย ซึ่งเป็นสมาชิก CMC ลำดับรองและเคยดูแลกรมเสนาธิการร่วมของ PLA ก็ถูกสั่งสอบสวนเช่นเดียวกัน โดยทางการจีนไม่เปิดเผยรายละเอียดข้อกล่าวหาใด ๆ

CMC เหลือ 2 คน ภาวะสุญญากาศทางอำนาจ

ผลจากการกวาดล้างอย่างต่อเนื่อง ทำให้คณะกรรมาธิการทหารกลาง ซึ่งโดยปกติมีสมาชิกประมาณ 7 คน ขณะนี้ เหลืออยู่เพียง 2 คนเท่านั้น คือ สี จิ้นผิง และ พลเอก จาง เซิ่งหมิน สถานการณ์เช่นนี้ถือเป็นเรื่องไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์การเมืองจีนยุคใหม่

นักวิเคราะห์มองว่า นี่ไม่ใช่เพียงการปราบคอร์รัปชันธรรมดา แต่เป็นสัญญาณของ ความปั่นป่วนเชิงโครงสร้าง ในกองทัพ ซึ่งมีหน้าที่ควบคุมกำลังพลนับล้านนาย และเป็นหนึ่งในเสาหลักอำนาจของพรรคคอมมิวนิสต์จีน

บทบรรณาธิการของ PLA Daily สื่อทางการของกองทัพจีน ระบุชัดเจนว่า จางและหลิวได้ บ่อนทำลายระบบความรับผิดชอบภายใต้ประธาน CMC  ซึ่งก็คือสี จิ้นผิง และกล่าวหาว่าทั้งสองสร้างปัญหาทางการเมืองและคอร์รัปชันอย่างร้ายแรงจนส่งผลเสียต่อความพร้อมรบของกองทัพ

ถ้อยคำดังกล่าวทำให้นักวิเคราะห์จำนวนมากมองว่า คดีนี้อาจไม่ใช่เพียงเรื่องผลประโยชน์หรือการทุจริต แต่เกี่ยวข้องกับ ความภักดีทางการเมือง ซึ่งถือเป็นสิ่งสำคัญในระบบการเมืองจีน

อเลสซานโดร อาร์ดูอิโน ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงจีนจาก Royal United Services Institute ในกรุงลอนดอน ระบุว่า การปลดจางเป็นสัญญาณเตือนโดยตรงจากสี จิ้นผิง

เขามองว่านี่คือการย้ำว่า ความภักดีทางการเมืองสำคัญกว่าความพร้อมรบ และความไม่ภักดีถือเป็นบาปร้ายแรงที่สุดในพรรค และไม่มีใครปลอดภัย

เขาชี้ว่า หากต้องการรักษาหน้า สี จิ้นผิงสามารถปล่อยให้จาง วัย 75 ปี เกษียณอย่างเงียบ ๆ ได้ แต่การเลือกเปิดคดีทางการเมืองกับอดีตพันธมิตรใกล้ชิด กลับสะท้อนว่าผู้นำจีนต้องการส่งสัญญาณที่แข็งกร้าวไปยังทั้งกองทัพ

แม้แต่พันธมิตรเก่าก็ไม่รอด

จาง โหยวเสีย เคยถูกมองว่าเป็นบุคคลที่แตะต้องไม่ได้ในกองทัพจีน ไม่เพียงเพราะตำแหน่งสูงสุดรองจากสี จิ้นผิง แต่ยังรวมถึงความสัมพันธ์ส่วนตัวอันยาวนาน จากสายสัมพันธ์ของครอบครัวนักปฏิวัติรุ่นบิดา

นอกจากนี้ เขายังเป็นหนึ่งในไม่กี่นายพลระดับสูงของ PLA ที่มี ประสบการณ์การรบจริง ทำให้การปลดเขาออกจากโครงสร้างอำนาจ ถูกมองว่าเป็นความสูญเสียเชิงยุทธศาสตร์ของกองทัพ

การหายไปของประวัติชีวประวัติของจางจากเว็บไซต์ทางการของ PLA ยิ่งตอกย้ำว่า เขาหลุดจากรายชื่อคนที่ผู้นำจีนโปรดปรานอย่างสิ้นเชิง

อำนาจรวมศูนย์ กับผลข้างเคียงที่ตามมา

นับตั้งแต่ขึ้นสู่อำนาจในปี 2012 สี จิ้นผิงเดินหน้าแคมเปญต่อต้านคอร์รัปชันในทุกภาคส่วนของรัฐ และในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เป้าหมายหลักได้หันมาที่กองทัพอย่างชัดเจน

ก่อนหน้านี้ พรรคคอมมิวนิสต์จีนได้ขับ เหอ เหวยตง รองประธาน CMC อีกรายออกจากตำแหน่ง และในปี 2024 อดีตรัฐมนตรีกลาโหมจีนถึงสองคนก็ถูกปลดจากพรรคจากคดีคอร์รัปชัน

แม้ว่าเหตุการณ์ล่าสุดนี้จะช่วยให้สี จิ้นผิงรวบอำนาจได้อย่างเบ็ดเสร็จ แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า บรรยากาศแห่งความหวาดระแวงอาจทำให้กองทัพจีนเผชิญปัญหาในทางปฏิบัติ ตั้งแต่การตัดสินใจที่ระมัดระวังเกินไป ไปจนถึงการขาดความกล้าในการเสนอความเห็นทางทหารที่ขัดกับผู้นำ

ผลกระทบต่อไต้หวัน

ท่ามกลางความตึงเครียดในช่องแคบไต้หวัน นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่า การกวาดล้างนายพลจะไม่ทำให้ เป้าหมายของจีนต่อไต้หวันเปลี่ยนแปลง เพราะเป็นนโยบายระดับพรรคและตัวสี จิ้นผิงเอง

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่อาจเปลี่ยนคือ กระบวนการตัดสินใจทางทหาร เมื่ออำนาจและการชี้ขาดยิ่งกระจุกตัวอยู่ที่ผู้นำสูงสุด ท่ามกลางกองทัพที่ขาดผู้นำมืออาชีพ และเต็มไปด้วยความหวาดระแวงทางการเมือง

ในบริบทนี้ การกวาดล้างนายพลระดับสูงจึงไม่ใช่เพียงข่าวการเมืองภายในจีน แต่เป็นสัญญาณที่ทั่วโลกต้องจับตา ว่า กองทัพจีนภายใต้สี จิ้นผิง กำลังก้าวไปสู่ความแข็งแกร่ง หรือความเปราะบางรูปแบบใหม่

ที่มา : BBCNBCnews

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ กองทัพจีน

ศาลฝรั่งเศสสั่งจำคุกอดีต สว. ฐานวางยา “สส. หญิง” หวังล่วงละเมิดทางเพศ เจ้าตัวอ้างหยิบแก้วผิดให้

ศาลฝรั่งเศสสั่งจำคุกอดีต สว. ฐานวางยา "สส. หญิง" หวังล่วงละเมิดทางเพศ เจ้าตัวอ้างหยิบแก้วผิดให้

28 ม.ค. 2569 11:04 น.

ศาลฝรั่งเศสสั่งจำคุกอดีต สว. ฐานวางยา “สส. หญิง” หวังล่วงละเมิดทางเพศ เจ้าตัวอ้างหยิบแก้วผิดให้

ศาลฝรั่งเศสมีคำพิพากษาตัดสินให้ นายโฌแอล แกร์ริโอ วัย 68 ปี อดีตสมาชิกวุฒิสภา มีความผิดจริงฐานผสมยาเสพติดประเภทเอ็กซ์ตาซี (MDMA) หรือยาอี ในเครื่องดื่มของ นางซองดรีน โฌโซ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรวัย 50 ปี เพื่อหวังล่วงละเมิดทางเพศ โดยศาลตัดสินลงโทษจำคุก 4 ปี แบ่งเป็นโทษจำคุกจริง 18 เดือน ที่เหลือรอลงอาญา และสั่งให้ชดใช้ค่าเสียหายทางจิตใจแก่ผู้เสียหายเป็นเงิน 5,000 ยูโร

เหตุการณ์เกิดขึ้นในเดือนพฤศจิกายน 2023 นางโฌโซเล่าว่าเธอเดินทางไปยังอพาร์ตเมนต์ของนายแกร์ริโอในกรุงปารีสเพื่อร่วมฉลองที่เขาได้รับเลือกตั้งกลับมาดำรงตำแหน่งอีกครั้ง แต่หลังจากดื่มแชมเปญไปได้ไม่นาน เธอก็เริ่มรู้สึกผิดปกติ

“ฉันตั้งใจไปเยี่ยมเพื่อน แต่กลับต้องมาเจอผู้รุกราน” โฌโซให้การต่อศาลว่า “เขามองฉันด้วยสายตาที่ฉันไม่เคยเห็นมาก่อน ฉันไม่อยากแสดงความอ่อนแอให้เขาเห็น เพราะกลัวว่าถ้าบอกว่าไม่สบาย เขาจะบังคับให้ฉันนอนลง”

เธอกัดฟันประคองสติหนีออกจากห้องพักและได้รับความช่วยเหลือจากเพื่อนร่วมงานจนส่งตัวถึงโรงพยาบาล ผลตรวจทางพิษวิทยาพบว่าในเลือดของเธอมีสาร MDMA (ยาอี) สูงถึง 3 เท่าของโดสที่ใช้เพื่อการสันทนาการทั่วไป

นายแกร์ริโอ ซึ่งลาออกจากตำแหน่ง สว. เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ยอมรับว่าใส่ยาอีลงในแก้วจริงแต่ปฏิเสธเจตนาล่วงละเมิดทางเพศ โดยอ้างว่าเป็น “อุบัติเหตุ” เนื่องจากช่วงนั้นเขามีภาวะซึมเศร้าและตั้งใจจะกินยานั้นเองเมื่อคืนก่อน แต่ไม่ได้กิน จนกระทั่งวันรุ่งขึ้นได้เผลอหยิบแก้วที่มีส่วนผสมของยาให้นางโจสโซดื่มแทน

นอกจากนี้ เมื่อถูกซักถามถึงประวัติการค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับ “ยาอี” และ “ยาเลิฟ (GHB)” ในอินเทอร์เน็ต เขาอ้างว่าจำไม่ได้ โดยระบุว่าเป็นการค้นหาข้อมูลทั่วไปในฐานะนักการเมืองที่ต้องสนใจเหตุการณ์ปัจจุบัน

นางโฌโซ ซึ่งปัจจุบันยังคงดำรงตำแหน่ง สส. พรรคขบวนการประชาธิปไตย (MoDem) ได้กลายเป็นแกนนำในการรณรงค์ต่อต้านการวางยาเพื่อล่วงละเมิดทางเพศ เธอระบุว่าเหตุการณ์นี้สร้างบาดแผลทางใจอย่างรุนแรงจนทำให้เธอกลายเป็นคนหวาดระแวงและเปราะบาง

เธอยังได้เข้าร่วมกลุ่มสมาคมต่อต้านการวางยาที่ก่อตั้งโดยแคโรไลน์ ดาเรียน ลูกสาวของนายโดมินิก เปลิโกต์ ชายที่ตกเป็นข่าวอื้อฉาวไปทั่วโลกจากการวางยาภรรยาตัวเองเพื่อให้ชายอื่นข่มขืนนานนับทศวรรษ เพื่อผลักดันประเด็นนี้ให้เป็นวาระสำคัญในสังคมฝรั่งเศส.

ที่มา BBC

จีนแสดงความยินดีเลือกตั้งเมียนมา ชมเป็นไปอย่างราบรื่นพร้อมเดินหน้ากระชับสัมพันธ์รัฐบาลทหาร

จีนแสดงความยินดีเลือกตั้งเมียนมา ชมเป็นไปอย่างราบรื่นพร้อมเดินหน้ากระชับสัมพันธ์รัฐบาลทหาร

28 ม.ค. 2569 10:39 น.

จีนแสดงความยินดีเลือกตั้งเมียนมา ชมเป็นไปอย่างราบรื่นพร้อมเดินหน้ากระชับสัมพันธ์รัฐบาลทหาร

จีนเป็นประเทศแรกที่ออกมาชื่นชมการเลือกตั้งทั่วไปของเมียนมาาที่เพิ่งเสร็จสิ้น ชมเป็นไปอย่างราบรื่น พร้อมเดินหน้ากระชับสัมพันธ์รัฐบาลทหาร

วันที่ 28 มกราคม 2569 นายกัว เจียคุน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน กล่าวในการแถลงข่าวที่กรุงปักกิ่ง ว่าจีนขอแสดงความยินดีกับเมียนมา ที่สามารถจัดการเลือกตั้งทั่วไปได้อย่างมั่นคง เป็นระเบียบ และมีประชาชนเข้าร่วมอย่างคึกคัก และยังระบุว่า จีนพร้อมเดินหน้ากระชับความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์แบบรอบด้านกับเมียนมาต่อไป

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนยังระบุว่า จีนจะพยายามผลักดันให้ประชาคมระหว่างประเทศนเคารพการตัดสินใจของประชาชนเมียนมานและให้นความช่วยเหลือเชิงสร้างสรรค์นเพื่อฟื้นฟูสันติภาพ เสถียรภาพ และการพัฒนาของประเทศ

อย่างไรก็ตาม ท่าทีของจีนสวนทางกับชาติตะวันตกและองค์กรระหว่างประเทศจำนวนมาก ที่ปฏิเสธรับรองการเลือกตั้งครั้งนี้ โดยมองว่าเป็นเพียงการจัดฉากเพื่อสืบทอดอำนาจของกองทัพเมียนมา

โดยการเลือกตั้งทั่วไปของเมียนมา จัดขึ้นภายใต้การควบคุมของรัฐบาลทหาร ซึ่งการลงคะแนนรอบสุดท้ายของการเลือกตั้งที่ยืดเยื้อนานเกือบหนึ่งเดือนสิ้นสุดลงเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ท่ามกลางรายงานความไม่โปร่งใสและการคว่ำบาตรจากประชาชนจำนวนมาก

รายงานระบุว่า ผลการนับคะแนนเบื้องต้นชี้ว่า พรรคสหสามัคคีและการพัฒนา (USDP) ซึ่งเป็นพรรคตัวแทนของรัฐบาลทหาร กำลังคว้าชัยชนะตามที่คาดการณ์ไว้.

คิม จอง อึน เตรียมเปิดแผนพัฒนานิวเคลียร์ “ขั้นถัดไป” ขู่ศัตรูระวังเจอ “ความทรมานทางจิตขั้นสุด”

คิม จอง อึน เตรียมเปิดแผนพัฒนานิวเคลียร์ "ขั้นถัดไป" ขู่ศัตรูระวังเจอ "ความทรมานทางจิตขั้นสุด"

28 ม.ค. 2569 10:39 น.

คิม จอง อึน เตรียมเปิดแผนพัฒนานิวเคลียร์ “ขั้นถัดไป” ขู่ศัตรูระวังเจอ “ความทรมานทางจิตขั้นสุด”

คิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือ เตรียมเผยโรดแมปยกระดับอาวุธนิวเคลียร์ “ขั้นถัดไป” ในการประชุมพรรคแรงงานครั้งใหญ่ที่กำลังจะมาถึง หลังโชว์ศักยภาพทดสอบขีปนาวุธรอบล่าสุด พร้อมคำขู่ว่าอาวุธของเขาจะสร้างความหวาดกลัวและแรงกดดันมหาศาลแก่ฝ่ายตรงข้าม

สำนักข่าวกลางเกาหลี (เคซีเอ็นเอ) รายงานเว่า นายคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ เตรียมเปิดตัวแผนการเสริมสร้างกองกำลังนิวเคลียร์ในการประชุมสมัชชาใหญ่ของพรรคแรงงานเกาหลี ซึ่งถือเป็นเหตุการณ์สำคัญที่จัดขึ้นทุกๆ 5 ปี และคาดว่าจะเริ่มขึ้นในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า

ระหว่างการลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการทดสอบขีปนาวุธเมื่อวันอังคาร นายคิมระบุว่า การประชุมที่จะถึงนี้จะ “ทำให้แผนการขั้นต่อไปในการเสริมสร้างการป้องปรามสงครามนิวเคลียร์ของประเทศมีความชัดเจนยิ่งขึ้น”

ในการทดสอบครั้งนี้ นายคิม จองอึน ได้พา “คิม จู แอ” บุตรสาว และเจ้าหน้าที่ระดับสูงเข้าร่วมสังเกตการณ์การยิง “เครื่องยิงจรวดหลายลำกล้องขนาดใหญ่พิเศษ” จำนวน 4 ลูก ซึ่งสามารถยิงเข้าเป้าหมายในทะเลที่อยู่ห่างออกไป 358.5 กิโลเมตร

นายคิมกล่าวอย่างดุดันว่า “ผลลัพธ์และความสำคัญของการทดสอบครั้งนี้ จะเป็นต้นกำเนิดของความทรมานทางจิตใจอย่างแสนสาหัส และเป็นภัยคุกคามที่ร้ายแรงต่อกองกำลังที่พยายามยั่วยุให้เกิดการเผชิญหน้าทางทหารกับเรา” แม้เขาจะยอมรับว่าการพัฒนาระบบดังกล่าวไม่ได้ราบรื่นนัก แต่การทดสอบครั้งนี้พิสูจน์ให้เห็นถึงประสิทธิภาพของการป้องปรามทางยุทธศาสตร์ที่เพิ่มขึ้น

ลี โฮ-รยอง นักวิจัยหลักจากสถาบันเกาหลีเพื่อการวิเคราะห์การป้องกันประเทศ (KIDA) ให้ความเห็นว่า ในการประชุมพรรคที่กำลังจะมาถึง นายคิมน่าจะประกาศเป้าหมายในการ “ยกระดับความสามารถในการปฏิบัติการนิวเคลียร์ให้ถึงขีดสุด” หลังจากที่การประชุมครั้งก่อนๆ เคยเน้นย้ำถึงความสำเร็จในการพัฒนาไปแล้ว 

การทดสอบครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่ 2 ในเดือนมกราคม ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่สำคัญทางการเมืองก่อนที่ผู้นำเกาหลีใต้จะเดินทางไปประชุมสุดยอดที่ประเทศจีน และเกิดขึ้นหลังจากการเดินทางเยือนกรุงโซลของ เอลบริดจ์ โคลบี เจ้าหน้าที่ระดับสูงจากเพนตากอนที่ยกย่องเกาหลีใต้ว่าเป็น “พันธมิตรต้นแบบ”

ปัจจุบัน สหรัฐฯ ยังคงวางกำลังทหาร 28,500 นายในเกาหลีใต้เพื่อป้องปรามภัยคุกคาม ซึ่งเกาหลีเหนือมักประณามการซ้อมรบร่วมระหว่างสหรัฐฯ-เกาหลีใต้ว่าเป็น “การซ้อมรบเพื่อรุกราน” นอกจากนี้ นายคิมยังเคยโจมตีความพยายามของเกาหลีใต้ที่จะพัฒนาเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ร่วมกับสหรัฐฯ ว่าเป็นภัยคุกคามที่ต้องโต้กลับด้วยเช่นกัน.

ที่มา AFP

เครื่องบินอินโดฯ ลงจอดฉุกเฉินบนน้ำ 15 ชีวิตบนเครื่องรอดปาฏิหาริย์

เครื่องบินอินโดฯ ลงจอดฉุกเฉินบนน้ำ  15 ชีวิตบนเครื่องรอดปาฏิหาริย์

28 ม.ค. 2569 10:35 น.

เครื่องบินอินโดฯ ลงจอดฉุกเฉินบนน้ำ 15 ชีวิตบนเครื่องรอดปาฏิหาริย์

เกิดเหตุระทึกกลางอากาศที่อินโดนีเซีย เครื่องบินเล็กพร้อมผู้โดยสาร 15 คน ขัดข้องหลังขึ้นบินไม่นาน นักบินพยายามนำเครื่องลงจอดบนน้ำแต่ไม่สำเร็จ เคราะห์ดีที่ผู้โดยสารและนักบินทั้งหมดปลอดภัย

เครื่องบินเล็กแบบ เซสนา 208 บี แกรนด์ คาราวาน ของสายการบินสมาร์ตแอร์ ประสบเหตุฉุกเฉิน ก่อนตกลงในทะเล นอกชายฝั่งเมืองนาบิเร จังหวัดปาปัวกลาง ของอินโดนีเซีย เมื่อช่วงเที่ยงวันนี้ ตามเวลาท้องถิ่น

เครื่องบินลำดังกล่าวให้บริการในเส้นทาง นาบิเร–ไคมานา มีผู้โดยสาร 13 คน และนักบิน 2 คน โดยเกิดปัญหาไม่นานหลังเครื่องขึ้นบิน ส่งผลให้กัปตันตัดสินใจนำเครื่องลงจอดฉุกเฉินในทะเล ใกล้กับสนามบินนาบิเร

ภาพวิดีโอจากจุดเกิดเหตุแสดงให้เห็นเครื่องบินยังลอยอยู่ที่ผิวน้ำ ขณะที่เจ้าหน้าที่กู้ภัยและอาสาสมัครเร่งเข้าช่วยเหลือ โดยผู้โดยสารหลายคนสามารถออกจากเครื่อง และยืนรอการช่วยเหลืออยู่บนปีกและลำตัวเครื่องบิน

ผู้บังคับการตำรวจเมืองนาบิเร ยืนยันว่า ผู้โดยสารและนักบินทุกคนปลอดภัย และอยู่ในอาการคงที่

ขณะที่บริษัท พีที สมาร์ต จักรวาลลา เอวิเอชัน ผู้ให้บริการเที่ยวบิน ระบุว่า สาเหตุเบื้องต้นเกิดจาก ปัญหากำลังเครื่องยนต์ลดลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้นักบินไม่สามารถนำเครื่องกลับสู่สนามบินได้

ขณะนี้ ทางการอินโดนีเซียอยู่ระหว่าง สอบสวนหาสาเหตุของอุบัติเหตุ อย่างละเอียด และตรวจสอบมาตรฐานความปลอดภัยของอากาศยานลำดังกล่าว.

ที่มา : viralpress

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ เครื่องบินตก

จำคุก 20 เดือนอดีตสตรีหมายเลขหนึ่ง “คิม กอน ฮี” รับสินบนโบสถ์แห่งความสามัคคี

จำคุก 20 เดือนอดีตสตรีหมายเลขหนึ่ง “คิม กอน ฮี” รับสินบนโบสถ์แห่งความสามัคคี

28 ม.ค. 2569 10:19 น.

จำคุก 20 เดือนอดีตสตรีหมายเลขหนึ่ง “คิม กอน ฮี” รับสินบนโบสถ์แห่งความสามัคคี

ศาลเกาหลีตัดสินจำคุกนางคิม กอน-ฮี วัย 53 ปี อดีตสตรีหมายเลขหนึ่งและภริยาของนายยุน ซอก-ยอล อดีตประธานาธิบดี เป็นเวลา 20 เดือน จากการรับสินบนจากลัทธิโบสถ์แห่งความสามัคคี แต่ยกฟ้องในข้อหาปั่นหุ้นและรับผลสำรวจความคิดเห็นฟรีจากนายหน้าทางการเมืองก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2022 ซึ่งอดีตประธานาธิบดียุน ซุก ยอลสามีของเธอ ชนะการเลือกตั้ง

ก่อนหน้านี้นายยุน ถูกตัดสินจำคุก 5 ปีในข้อหาใช้อำนาจในทางที่ผิดและขัดขวางกระบวนการยุติธรรมที่เกี่ยวข้องกับการพยายามประกาศกฎอัยการศึกที่ไม่สำเร็จในปี 2024 นี่ถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของเกาหลีใต้ที่อดีตประธานาธิบดีและสามีภรรยาถูกตัดสินลงโทษพร้อมกัน

ปัจจุบันทั้งนางคิมและนายยุนต่างถูกควบคุมตัว โดยอดีตประธานาธิบดียุนถูกดำเนินคดีจากการประกาศกฎอัยการศึกเมื่อเดือนธันวาคม 2024 ขณะที่นางคิมถูกกล่าวหาว่ามีส่วนพัวพันกับการปั่นหุ้น และการรับของกำนัลสุดหรูจากลัทธิโบสถ์แห่งความสามัคคี 

คิม กอน-ฮี ถูกกล่าวหาว่ารับสินบนจากนักธุรกิจและนักการเมืองรวมกว่า 200,000 ดอลลาร์ (ราว 6.2 ล้านบาท) รวมถึงกระเป๋าชาเนล 2 ใบ และสร้อยคอ Graff จากผู้นำลัทธิ อัยการยังระบุว่าเธอทำตัว “อยู่เหนือกฎหมาย” และสมรู้ร่วมคิดกับลัทธิทางศาสนาเพื่อทำลายหลักการแบ่งแยกศาสนาออกจากรัฐ รวมถึงแทรกแซงการเลือกตั้งสมาชิกสภา

ส่วนคลิปจากกล้องแอบถ่ายที่เธอรับกระเป๋าหรู “ดิออร์” มูลค่า 2,200 ดอลลาร์ กลายเป็นชนวนเหตุสำคัญที่ทำให้คะแนนนิยมของสามีตกต่ำและพ่ายแพ้การเลือกตั้งทั่วไปในปี 2024ทั้งนี้ 

นางคิมได้ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาในการสืบพยานนัดสุดท้ายเมื่อเดือนที่แล้ว โดยระบุว่าข้อกล่าวหาทั้งหมด “ไม่ยุติธรรมอย่างยิ่ง” อย่างไรก็ตาม เธอได้กล่าวขอโทษต่อสาธารณชนที่ “สร้างความวุ่นวาย” และยอมรับว่าตนเอง “ทำความผิดพลาดไปหลายประการ” เมื่อพิจารณาจากบทบาทและหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย

นายพัค ซัง-บยอง นักวิเคราะห์การเมือง ให้ความเห็นกับสำนักข่าวเอเอฟพีว่า มีโอกาสสูงที่นางคิมจะได้รับโทษจำคุกอย่างน้อย 10 ปี โดยอ้างอิงจากกรณีของ นายฮัน ด็อก-ซู อดีตนายกรัฐมนตรี ที่เพิ่งถูกตัดสินจำคุกถึง 23 ปี ซึ่งสูงกว่าที่อัยการร้องขอถึง 8 ปี ในข้อหาสนับสนุนการประกาศกฎอัยการศึก

นอกจากนี้ การอ่านคำพิพากษาในวันเดียวกันยังรวมถึง นายควอน ซอง-ดง สมาชิกรัฐสภาคนสำคัญที่ถูกกล่าวหาว่ารับสินบนจากลัทธิดังกล่าวเช่นกัน ซึ่งการตัดสินครั้งนี้อาจนำไปสู่การกวาดล้างและขยายผลการสอบสวนลัทธิโบสถ์แห่งความสามัคคีอย่างถอนรากถอนโคนในอนาคต.

ที่มา AFP

อินเดียยืนยัน พบผู้ป่วย “ไวรัสนิปาห์” แค่ 2 ราย ในรัฐเบงกอลตต. คุมสถานการณ์ได้ ยังไม่พบระบาดเพิ่ม

อินเดียยืนยัน พบผู้ป่วย "ไวรัสนิปาห์" แค่ 2 ราย ในรัฐเบงกอลตต. คุมสถานการณ์ได้ ยังไม่พบระบาดเพิ่ม

28 ม.ค. 2569 09:41 น.

อินเดียยืนยัน พบผู้ป่วย “ไวรัสนิปาห์” แค่ 2 ราย ในรัฐเบงกอลตต. คุมสถานการณ์ได้ ยังไม่พบระบาดเพิ่ม

อินเดียย้ำ สถานการณ์ไวรัสนิปาห์ ในรัฐเบงกอลตะวันตกยังอยู่ภายใต้การควบคุม หลังพบผู้ป่วยเพียง 2 ราย ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2568 จากการตรวจติดตามผู้สัมผัสใกล้ชิดเกือบ 200 คน ไม่พบผู้ติดเชื้อเพิ่ม

วันที่ 27 มกราคม 2569 กระทรวงสาธารณสุขอินเดียออกแถลงการณ์ ระบุว่า ตั้งแต่เดือนธันวาคม  2568 จนถึงปัจจุบัน พบผู้ป่วยโรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ ในรัฐเบงกอลตะวันตกเพียง 2 รายเท่านั้น โดยข้อมูลนี้ได้รับการยืนยันจาก ศูนย์ควบคุมโรคแห่งชาติอินเดีย  

พร้อมกันนี้ กระทรวงสาธารณสุขอินเดียย้ำว่า ภายหลังการยืนยันผู้ป่วยทั้งสองราย รัฐบาลกลางได้ประสานงานร่วมกับรัฐบาลรัฐเบงกอลตะวันตก ดำเนินมาตรการด้านสาธารณสุขอย่างเข้มงวดตามแนวทางมาตรฐานทันที ทั้งการสอบสวนโรค การเฝ้าระวังเชิงรุก และการตรวจทางห้องปฏิบัติการ

รายงานระบุว่า เจ้าหน้าที่สามารถระบุตัวผู้สัมผัสใกล้ชิดที่เกี่ยวข้องกับผู้ป่วยได้ทั้งหมด 196 คน โดยได้มีการติดตาม เฝ้าระวัง และตรวจหาเชื้อครบถ้วนแล้ว ผลการตรวจพบว่าผู้สัมผัสทุกรายไม่มีอาการ และไม่พบการติดเชื้อไวรัสนิปาห์แต่อย่างใด

กระทรวงสาธารณสุขอินเดียยืนยันว่า จนถึงขณะนี้ ยังไม่พบผู้ป่วยรายใหม่เพิ่มเติม และสถานการณ์ยังอยู่ภายใต้การติดตามอย่างใกล้ชิด พร้อมย้ำว่า มาตรการด้านสาธารณสุขที่จำเป็นทั้งหมดได้ถูกนำมาใช้แล้วเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดในวงกว้าง.

ที่มา The Hindu

พิษคลื่นความร้อน ออสเตรเลียรับมือไฟป่ารุนแรง อุณหภูมิพุ่งเฉียด 50 องศา

พิษคลื่นความร้อน ออสเตรเลียรับมือไฟป่ารุนแรง อุณหภูมิพุ่งเฉียด 50 องศา

28 ม.ค. 2569 05:56 น.

พิษคลื่นความร้อน ออสเตรเลียรับมือไฟป่ารุนแรง อุณหภูมิพุ่งเฉียด 50 องศา

ออสเตรเลียกำลังเผชิญคลื่นความร้อนรุนแรงทุบสถิติ ทำให้เกิดไฟป่ารุนแรงอย่างน้อย 6 จุด อุณหภูมิในหลายเมืองพุ่งสูง บางแห่งเกือบถึง 50 องศาเซลเซียส

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 27 ม.ค. 2569 ว่า ออสเตรเลียกำลังเผชิญกับคลื่นความร้อนรุนแรงทุบสถิติ ซึ่งทำให้อุณหภูมิในพื้นที่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศพุ่งสูงขึ้น โดยในขณะนี้นักดับเพลิงกำลังต่อสู้กับไฟป่าขนาดใหญ่ที่ยังคุกรุ่นอยู่อย่างน้อย 6 จุด

ABC News สำนักข่าวท้องถิ่นรายงานว่า ขณะนี้มีไฟป่า 2 จุดที่อยู่ใน “ระดับฉุกเฉิน” โดยหลายชุมชนได้รับประกาศเตือนภัยฉุกเฉิน ทั้งให้รีบอพยพ เฝ้าระวังและรอฟังคำสั่ง หรือหาที่หลบภัย ขณะที่เจ้าหน้าที่ดับเพลิงเตือนว่า สถานการณ์กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และขอให้ประชาชนในพื้นที่ติดตามข่าวสารประกาศเตือนภัยล่าสุดอย่างใกล้ชิด

ด้านกรมอุตุนิยมวิทยาระบุว่า บางพื้นที่ในรัฐวิกตอเรียมีอุณหภูมิพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ โดยมีพื้นที่หนึ่งอุณหภูมิแตะระดับ 48.9 องศาเซลเซียส ขณะที่เมืองเมลเบิร์นวัดอุณหภูมิอยู่ที่ 40 องศาเซลเซียส

คริส ฮาร์ดแมน หัวหน้าเจ้าหน้าที่ดับเพลิงของหน่วยจัดการไฟป่ารัฐวิกตอเรียให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวว่า สภาวะอากาศที่ร้อนจัดในรัฐกำลังทำให้การปฏิบัติงานของพนักงานดับเพลิงเป็นไปอย่างยากลำบากจนน่าเหลือเชื่อ

ขณะนี้มีไฟป่า 2 จุด คือที่แคมเปอร์ดาวน์ (Camperdown) และออตเวย์ส (Otways) ที่กำลังลุกไหม้อยู่ในระดับฉุกเฉิน นอกจากนี้ ไฟป่ากำเนิดใหม่ในพื้นที่ลาร์ราลี (Larralea) ก็กำลังสร้าง “ความกังวลอย่างมาก” เช่นกัน

เจสัน เฮฟเฟอร์แนน หัวหน้าเจ้าหน้าที่ของหน่วยดับเพลิงชนบท (CFA) กล่าวกับวิทยุ ABC ว่ามีความเสี่ยงที่ไฟป่าในออตเวย์สอาจทำให้เกิด “ฝนลูกไฟ” (Ember showers) ซึ่งสามารถกระเด็นไปตกและ “ก่อให้เกิดไฟไหม้จุดใหม่ลามไปข้างหน้าแนวไฟหลักได้”

ขณะนี้ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าไฟป่าสร้างความเสียหายไปมากน้อยเพียงใด แต่อลิสแตร์ เดรย์ตัน รองผู้ควบคุมสถานการณ์ของออสเตรเลีย ระบุว่าเขาได้รับ “ข้อมูลบอกเล่า” ว่ามีบ้านเรือนบางส่วนถูกไฟไหม้ทำลายไปแล้ว

นอกเหนือจากรัฐวิกตอเรียที่มีการประกาศคำสั่งห้ามจุดไฟโดยเด็ดขาดแล้ว รัฐเซาท์ออสเตรเลียก็ได้ประกาศเฝ้าระวังความเสี่ยงที่จะเกิดไฟป่าในระดับ “รุนแรงที่สุด” เช่นกัน

ในขณะเดียวกัน นาง แคโรไลน์ แมคเอลเนย์ หัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายสาธารณสุขของรัฐวิกตอเรียออกมาเตือนว่า สภาวะอากาศร้อนที่ลากยาวต่อเนื่องนี้ส่งผลให้เกิดความเสี่ยงต่อสุขภาพอย่างร้ายแรง โดยผู้สูงอายุ เด็ก และผู้ที่มีโรคประจำตัว คือกลุ่มที่มีความเสี่ยงมากที่สุด

“ความร้อนจัดสามารถก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต เช่น สภาวะเพลียแดด (Heat exhaustion) และโรคลมแดด (Heat stroke) นอกจากนี้ยังสามารถกระตุ้นให้เกิดอาการรุนแรงอย่างภาวะหัวใจวายหรือโรคหลอดเลือดสมองได้อีกด้วย”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc