อินเดีย–อียู ปิดดีลการค้าครั้งประวัติศาสตร์ ครอบคลุม 25% เศรษฐกิจโลก

อินเดีย–อียู ปิดดีลการค้าครั้งประวัติศาสตร์ ครอบคลุม 25% เศรษฐกิจโลก

27 ม.ค. 2569 13:47 น.

อินเดีย–อียู ปิดดีลการค้าครั้งประวัติศาสตร์ ครอบคลุม 25% เศรษฐกิจโลก

นายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี ประกาศความสำเร็จในการบรรลุข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) ครั้งสำคัญกับสหภาพยุโรป หลังเจรจายืดเยื้อมานานเกือบ 2 ทศวรรษ ชูจุดแข็งครอบคลุมจีดีพีโลกถึง 25% หวังลดการพึ่งพาสหรัฐฯ หลังเผชิญกำแพงภาษีจากโดนัลด์ ทรัมป์ พร้อมเปิดตลาดอินเดียรับสินค้าแบรนด์ยุโรป ทั้งรถยนต์และไวน์ แลกส่งออกสิ่งทอ-ยา

นายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี แห่งอินเดีย แถลงเมื่อวันนี้ (27 ม.ค.) ว่า อินเดียและสหภาพยุโรป (อียู) ได้ข้อสรุปในข้อตกลงการค้าครั้งประวัติศาสตร์ ซึ่งถือเป็นการเปิดประตูตลาดที่มีประชากรมากที่สุดในโลกให้กับกลุ่มประเทศสมาชิกอียูทั้ง 27 ชาติ หลังจากใช้ความพยายามในการเจรจาแบบลุ่มๆ ดอนๆ มานานเกือบ 20 ปี

นายกฯ โมดี ระบุว่าข้อตกลงนี้เป็น “มารดาแห่งข้อตกลงทั้งปวง” โดยจะมีผลครอบคลุมถึง 25% หรือ 1 ใน 4 ของจีดีพีโลก และคิดเป็น 1 ใน 3 ของมูลค่าการค้าโลก ซึ่งจะสร้างโอกาสมหาศาลให้กับประชากรอินเดีย 1,400 ล้านคน และผู้คนหลายล้านคนในยุโรป

ทั้งนี้ นายกฯ โมดี และนางอัวร์ซูลา ฟอน แดร์ ไลเอิน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป มีกำหนดจะประกาศรายละเอียดอย่างเป็นทางการร่วมกันในการประชุมสุดยอดอินเดีย-อียู ที่กรุงนิวเดลี

ข้อมูลจากสหภาพยุโรประบุว่า การค้าสินค้าระหว่างอินเดียและอียูมีมูลค่าถึง 120,000 ล้านยูโร (ประมาณ 4.43 ล้านล้านบาท) ในปี 2024 เพิ่มขึ้นเกือบ 90% เมื่อเทียบกับทศวรรษที่ผ่านมา และมีการค้าบริการอีก 60,000 ล้านยูโร (ประมาณ 2.22 ล้านล้านบาท)

ส่วนในปีงบประมาณสิ้นสุดเดือนมีนาคม 2025 มูลค่าการค้าระหว่างอินเดียกับอียูอยู่ที่ 136,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 4.24 ล้านล้านบาท) ภายใต้ข้อตกลงนี้ อินเดียเตรียมปรับลดมาตรการกีดกันทางการค้าเพื่อให้สินค้าจากยุโรป เช่น รถยนต์ ไวน์ และอาหาร เข้าสู่ตลาดได้ง่ายขึ้น ขณะที่อินเดียจะได้ประโยชน์จากการส่งออก สิ่งทอ ยา อัญมณีและเครื่องประดับ รวมถึงเครื่องหนัง นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังเตรียมลงนามข้อตกลงความร่วมมือด้านความมั่นคง และการอำนวยความสะดวกในการเคลื่อนย้ายแรงงานทักษะสูง นักวิจัย และนักศึกษาอีกด้วย

แหล่งข่าวใกล้ชิดการเจรจาระบุว่า การพูดคุยในช่วงท้ายเป็นไปอย่างเข้มข้น โดยมีประเด็นค้างคา เช่น ผลกระทบจากมาตรการภาษีคาร์บอนข้ามพรมแดนของอียูต่ออุตสาหกรรมเหล็ก

การบรรลุข้อตกลงครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นความพยายามของทั้งอินเดียและอียู ในการลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาสหรัฐฯ หลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศเก็บภาษีนำเข้าจากอินเดียสูงถึง 50% และความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างอินเดีย-สหรัฐฯ ล่มสลายลงเมื่อปีที่แล้ว

นอกจากนี้ อินเดียยังพยายามลดการพึ่งพาอาวุธยุทโธปกรณ์จากรัสเซียด้วยการขยายความร่วมมือกับพันธมิตรใหม่ๆ ขณะที่ยุโรปเองก็กำลังหาทางเลือกอื่นเพื่อตอบโต้มาตรการภาษีและนโยบายต่างประเทศที่คาดเดาไม่ได้ของสหรัฐฯ เช่นกัน

นางฟอน แดร์ ไลเอิน กล่าวย้ำว่า “ในโลกที่แตกแยก เราได้แสดงให้เห็นแล้วว่ายังมีหนทางอื่นที่เป็นไปได้” โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศคาดการณ์ว่าอินเดียจะก้าวขึ้นเป็นเศรษฐกิจขนาดใหญ่อันดับ 4 ของโลกในปีนี้

สำหรับขั้นตอนต่อไป ข้อตกลงนี้จะเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบทางกฎหมายซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 5-6 เดือน ก่อนจะมีการลงนามอย่างเป็นทางการ นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังเตรียมสรุปข้อตกลงด้านการเคลื่อนย้ายแรงงานตามฤดูกาล นักศึกษา นักวิจัย ผู้เชี่ยวชาญทักษะสูง รวมถึงความร่วมมือด้านความมั่นคงและกลาโหม โดยถือเป็นความสำเร็จต่อเนื่องของอียูหลังจากที่เพิ่งปิดดีลการค้ากับกลุ่มเมอร์โกซูร์ (อเมริกาใต้) อินโดนีเซีย เม็กซิโก และสวิตเซอร์แลนด์ไปก่อนหน้านี้.


ที่มา AFP Reuters

ระทึก นักท่องเที่ยวจีนถูกเสือดาวหิมะกัดจนบาดเจ็บ หลังไม่สนคำเตือนเข้าไปใกล้เพื่อถ่ายรูป

ระทึก นักท่องเที่ยวจีนถูกเสือดาวหิมะกัดจนบาดเจ็บ หลังไม่สนคำเตือนเข้าไปใกล้เพื่อถ่ายรูป

27 ม.ค. 2569 12:42 น.

ระทึก นักท่องเที่ยวจีนถูกเสือดาวหิมะกัดจนบาดเจ็บ หลังไม่สนคำเตือนเข้าไปใกล้เพื่อถ่ายรูป

เกิดเหตุสุดระทึก เสือดาวหิมะพุ่งเข้าทำร้ายนักท่องเที่ยวสาวรายหนึ่ง หลังเธอเข้าไปใกล้เพื่อถ่ายรูป ในพื้นที่สกีรีสอร์ต เขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ เจ้าหน้าที่ต้องเร่งเข้าช่วยเหลือ 

เหตุการณ์ไม่คาดคิดครั้งนี้เกิดขึ้นราว 19.00 น. ของวันศุกร์ที่ 23 มกราคม บริเวณหมู่บ้านทาลัต เขตเมืองค็อกโตไค ตามรายงานของสื่อจีน Global Times โดยคลิปวิดีโอที่เผยแพร่ในโซเชียลมีเดีย แสดงให้เห็นเสือดาวหิมะยืนอยู่ใกล้ร่างของนักท่องเที่ยวที่สวมชุดสกี นอนคว่ำหน้าอยู่บนหิมะ

ภาพถัดมาเผยให้เห็นผู้บาดเจ็บถูกช่วยพยุงออกจากจุดเกิดเหตุ โดยมีคราบเลือดปรากฏบริเวณรอบคอและหมวกกันน็อกของเธอ

รายงานของ China.com ระบุว่า ก่อนเกิดเหตุนักท่องเที่ยวหญิงรายนี้พบเสือดาวหิมะระหว่างเดินทางกลับโรงแรม และพยายามถ่ายภาพสัตว์ป่าดังกล่าว แม้จะมีนักท่องเที่ยวคนอื่นเตือนหลายครั้ง แต่เธอยังคงเดินเข้าไปใกล้ จนเหลือระยะห่างเพียงประมาณ 3 เมตร

สื่อจีนระบุว่า เมื่อหญิงคนดังกล่าวพยายามเข้าไปสัมผัสตัวเสือดาวหิมะ มันก็พุ่งเข้าจู่โจม กัดเข้าที่ใบหน้า ทำให้เธอล้มลงกับพื้น ก่อนที่ครูฝึกสกีจะเข้าช่วยเหลือ และไล่เสือดาวหิมะออกไปจากพื้นที่ได้ โดยมีรายงานว่าผู้บาดเจ็บถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลประชาชนเขตฝู่อวิ๋น และขณะนี้อาการปลอดภัยแล้ว

ทั้งนี้ พื้นที่ดังกล่าวเคยมีรายงานพบเสือดาวหิมะหลายครั้งก่อนหน้า โดยเมื่อวันที่ 17 และ 21 มกราคม ทางการได้ออกคำแนะนำให้นักท่องเที่ยวอยู่ภายในยานพาหนะ ห้ามเข้าใกล้สัตว์ป่า และหลีกเลี่ยงการเดินลำพัง เนื่องจากเป็นเส้นทางหลักไปยังสกีรีสอร์ตนานาชาติค็อกโตไค

สำนักงานป่าไม้และทุ่งหญ้าเขตฝู่อวิ๋น ร่วมกับหน่วยงานวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวท้องถิ่น แถลงผ่าน WeChat ยืนยันเหตุการณ์ดังกล่าว พร้อมระบุว่า ได้เพิ่มการลาดตระเวนและมาตรการป้องกันในพื้นที่แล้ว และขอให้ประชาชนรวมถึงนักท่องเที่ยวเพิ่มความระมัดระวัง รักษาระยะห่างจากสัตว์ป่า และแจ้งเจ้าหน้าที่ทันทีเมื่อพบสัตว์ป่า เพื่อความปลอดภัยของทุกคน.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ เสือดาวหิมะ

“ทรัมป์” สั่งขึ้นภาษีสินค้านำเข้าเกาหลีใต้เป็น 25% อ้างดีลการค้าล่าช้า ฉุดหุ้นกลุ่มยานยนต์ร่วง

"ทรัมป์" สั่งขึ้นภาษีสินค้านำเข้าเกาหลีใต้เป็น 25% อ้างดีลการค้าล่าช้า ฉุดหุ้นกลุ่มยานยนต์ร่วง

27 ม.ค. 2569 11:36 น.

“ทรัมป์” สั่งขึ้นภาษีสินค้านำเข้าเกาหลีใต้เป็น 25% อ้างดีลการค้าล่าช้า ฉุดหุ้นกลุ่มยานยนต์ร่วง

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศปรับเพิ่มภาษีนำเข้าสินค้าจากเกาหลีใต้ ทั้งรถยนต์ ไม้แปรรูป และยา จาก 15% กลับไปเป็น 25% โดยอ้างเหตุผลว่ารัฐสภาเกาหลีใต้ล่าช้าในการอนุมัติข้อตกลงการค้าที่ทำไว้เมื่อปีที่แล้ว ด้านนักวิเคราะห์มองเป็นการ “กดดันขั้นสุด” เพื่อบีบให้เกาหลีใต้ยอมโอนอ่อนในประเด็นมาตรการที่มิใช่ภาษี ขณะที่หุ้นฮุนได-เกีย ผันผวนหนักทันทีที่ทราบข่าว

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ประกาศว่า เขาได้สั่งปรับเพิ่มอัตราภาษีนำเข้ารถยนต์และสินค้าอื่นๆ จากเกาหลีใต้ โดยตำหนิฝ่ายนิติบัญญัติของเกาหลีใต้ที่เป็นพันธมิตรและคู่ค้าสำคัญว่า กำลังถ่วงเวลาการบังคับใช้ข้อตกลงทางการค้าที่ได้ตกลงกันไว้ตั้งแต่ช่วงกลางปี 2025

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2025 ประธานาธิบดีทรัมป์ และประธานาธิบดีอี แจ-มย็อง ของเกาหลีใต้ ได้บรรลุข้อตกลงในหลักการที่เกาหลีใต้จะเข้ามาลงทุนในสหรัฐฯ มูลค่าสูงถึง 3.5 แสนล้านดอลลาร์ เพื่อแลกกับการที่สหรัฐฯ จะลดภาษีนำเข้าสินค้าจากเกาหลีใต้ แต่ล่าสุดทรัมป์ได้ระบุผ่านโซเชียลมีเดียว่า “ในเมื่อรัฐสภาเกาหลีใต้ยังไม่บังคับใช้ข้อตกลงนี้ ผมจึงขอประกาศเพิ่มภาษีนำเข้าสินค้าเกาหลีใต้ในกลุ่ม รถยนต์, ไม้แปรรูป, ยา และสินค้าตอบโต้อื่นๆ จากเดิม 15% กลับขึ้นไปเป็น 25% ทันที”

แหล่งข่าวที่ใกล้ชิดกับการหารือระบุว่า ชนวนเหตุที่ทำให้ทรัมป์หมดความอดทนอาจมาจากกรณีที่ทางการเกาหลีใต้ใช้กฎระเบียบเข้าตรวจสอบ “คูปัง” (Coupang) บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านอีคอมเมิร์ซที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ซึ่งมองว่าการกระทำดังกล่าวไม่เป็นธรรมและเป็นการเลือกปฏิบัติ

นายชเว ซอก-ยอง อดีตผู้เจรจาการค้าของเกาหลีใต้ มองว่านี่คือ “เกมการเมือง” ที่สหรัฐฯ ใช้แรงกดดันสูงสุดเพื่อบีบให้เกาหลีใต้ยอมลดอุปสรรคทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี ในกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีของสหรัฐฯ

หลังการประกาศดังกล่าว ดัชนี KOSPI ของเกาหลีใต้ร่วงลง 1.19% ก่อนจะดีดกลับมาได้เล็กน้อย ขณะที่ค่าเงินวอนอ่อนค่าลง 0.5% เมื่อเทียบกับดอลลาร์ สู่ระดับต่ำสุดใกล้เคียงกับช่วงวิกฤตการเงินโลกปี 2007-2009

ในส่วนของภาคอุตสาหกรรม หุ้นของฮุนได มอเตอร์ ร่วงลง 4.8% และเกีย ร่วงลง 6% ในช่วงแรก เนื่องจากสหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกรถยนต์ที่ใหญ่เป็นอันดับต้นๆ โดยในปี 2025 มูลค่าการส่งออกรถยนต์ไปสหรัฐฯ อยู่ที่ 3.02 หมื่นล้านดอลลาร์

ทางการเกาหลีใต้ระบุว่ายังไม่ได้รับการแจ้งเตือนอย่างเป็นทางการจากสหรัฐฯ โดยขณะนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมซึ่งอยู่ระหว่างการเยือนแคนาดา เตรียมเดินทางเข้าพบ นายโฮเวิร์ด ลุตนิค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ของสหรัฐฯ โดยด่วนเพื่อหารือทางออก

ขณะที่กระทรวงการคลังเกาหลีใต้ชี้แจงว่า สาเหตุที่แผนการลงทุน 3.5 แสนล้านดอลลาร์ยังล่าช้า เนื่องจากต้องรอความชัดเจนจากคำตัดสินของศาลฎีกาสหรัฐฯ เรื่องภาษีของทรัมป์ รวมถึงความกังวลเรื่องเงินทุนไหลออกท่ามกลางภาวะค่าเงินวอนอ่อนตัว

ความเคลื่อนไหวของทรัมป์ในครั้งนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้นักลงทุนทั่วโลกเห็นว่า “เสถียรภาพทางภาษี” ในปี 2026 นั้นยังไม่มีอยู่จริง และนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ภายใต้สมัยที่สองของทรัมป์ยังคงมีความผันผวนและคาดเดาได้ยากต่อไป.


ที่มา Reuters

“ฮุน มาเนต” เผย กัมพูชาตัดสินใจเข้าร่วม Board of Peace ของทรัมป์ เพื่อตอกย้ำบทบาทหนุนสันติภาพโลก

"ฮุน มาเนต" เผย กัมพูชาตัดสินใจเข้าร่วม Board of Peace ของทรัมป์ เพื่อตอกย้ำบทบาทหนุนสันติภาพโลก

27 ม.ค. 2569 11:22 น.

“ฮุน มาเนต” เผย กัมพูชาตัดสินใจเข้าร่วม Board of Peace ของทรัมป์ เพื่อตอกย้ำบทบาทหนุนสันติภาพโลก

“ฮุน มาเนต” นายกฯ กัมพุชาเผย กัมพูชาตอบรับเข้าร่วม Board of Peace ของทรัมป์แล้ว เพื่อเป็นการตอกย้ำบทบาทของกัมพูชาในการเป็นประเทศที่สนับสนุนสันติภาพโลก

วันที่ 26 มกราคม 2569 นายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีของกัมพูชา เปิดเผยว่า ได้ตอบรับเข้าร่วม “คณะกรรมการสันติภาพ” (Board of Peace) ตามคำเชิญของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ระหว่างให้การต้อนรับ พลเรือเอก ซามูเอล ปาปาโร ผู้บัญชาการกองบัญชาการอินโด-แปซิฟิกของสหรัฐฯ ที่ ทำเนียบสันติภาพ ในกรุงพนมเปญ โดยชี้ว่าการเข้าร่วมในการคณะกรรมการนี้ เป็นการตอกย้ำความมุ่งมั่นของกัมพูชาในการสนับสนุนสันติภาพและเสถียรภาพในระดับโลก

ทางด้านพลเรือเอกปาปาโร กล่าวขอบคุณรัฐบาลกัมพูชาที่เปิดโอกาสให้เข้าพบ พร้อมแสดงความพึงพอใจต่อพัฒนาการเชิงบวกของความสัมพันธ์ กัมพูชา–สหรัฐฯ โดยเฉพาะด้านความร่วมมือทางทหาร รวมถึงขอบคุณรัฐบาลกัมพูชาที่อนุญาตให้เรือรบกองทัพเรือสหรัฐฯ เทียบท่าที่ฐานทัพเรือเรียม ซึ่งสะท้อนความสัมพันธ์ทางทหารที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

นายกรัฐมนตรีกัมพูชายังแสดงความขอบคุณต่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ที่มีบทบาทสำคัญในการอำนวยความสะดวกให้เกิดการหยุดยิงระหว่างกัมพูชาและไทย นอกจากนี้ ยังชี้แจงสถานการณ์ล่าสุดเกี่ยวกับ ปัญหาแนวชายแดนกัมพูชา–ไทย พร้อมยืนยันจุดยืนชัดเจนในการยึดมั่นข้อตกลงหยุดยิงและแถลงการณ์ร่วมกัวลาลัมเปอร์ โดยย้ำว่ากัมพูชาจะใช้แนวทางสันติ ยึดหลักกฎหมายระหว่างประเทศ สนธิสัญญา และข้อตกลงที่มีอยู่ เพื่อมุ่งสู่พรมแดนที่สงบและยั่งยืน

ศาลญี่ปุ่นสั่งชดใช้ 17 ล้านบาท โฆษณาชวนเชื่อ “เกาหลีเหนือ” หลอกคนอพยพตั้งถิ่นฐาน

ศาลญี่ปุ่นสั่งชดใช้ 17 ล้านบาท โฆษณาชวนเชื่อ "เกาหลีเหนือ" หลอกคนอพยพตั้งถิ่นฐาน

27 ม.ค. 2569 11:11 น.

ศาลญี่ปุ่นสั่งชดใช้ 17 ล้านบาท โฆษณาชวนเชื่อ “เกาหลีเหนือ” หลอกคนอพยพตั้งถิ่นฐาน

ศาลกรุงโตเกียวสั่งรัฐบาลเกาหลีเหนือชดใช้ค่าเสียหายกว่า 88 ล้านเยน แก่อดีตผู้ตั้งถิ่นฐาน 4 ราย ที่ถูกโฆษณาชวนเชื่อหลอกให้ย้ายไปเกาหลีเหนือเมื่อหลายสิบปีก่อน ชี้เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง แม้ในทางปฏิบัติจะริบเงินคืนได้ยาก แต่ทนายเผยนี่คือชัยชนะครั้งสำคัญในการยืนยันอำนาจตุลาการเหนือเกาหลีเหนือ

ศาลแขวงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น มีคำพิพากษาเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (26 ม.ค.) สั่งให้รัฐบาลเกาหลีเหนือจ่ายเงินชดเชยรวม 88 ล้านเยน (ประมาณ 17.74 ล้านบาท) ให้แก่โจทก์ 4 ราย ซึ่งเป็นอดีตผู้ที่เคยอาศัยอยู่ในญี่ปุ่นและตัดสินใจย้ายไปยังเกาหลีเหนือภายใต้โครงการ “ส่งกลับมาตุภูมิ” ในอดีต

กลุ่มโจทก์ระบุว่า พวกเขาถูกโฆษณาชวนเชื่อจากเกาหลีเหนือหลอกลวงว่าที่นั่นคือ “สวรรค์บนดิน” ที่มีการดูแลเรื่องสาธารณสุข การศึกษา และมีงานทำฟรีอย่างทั่วถึง แต่เมื่อเดินทางไปถึงจริง กลับต้องเผชิญกับสภาพความเป็นอยู่ที่แร้นแค้น ถูกบังคับใช้แรงงานในฟาร์มและโรงงาน รวมถึงถูกจำกัดสิทธิเสรีภาพอย่างเข้มงวด จนกระทั่งสามารถหลบหนีกลับมายังญี่ปุ่นได้ในภายหลัง

หนึ่งในโจทก์คือ “ไอโกะ คาวาซากิ” หญิงวัย 83 ปี เล่าว่าเธอเดินทางไปเกาหลีเหนือในปี 1960 ขณะมีอายุเพียง 17 ปี และต้องใช้เวลาเกือบทั้งชีวิตอยู่ที่นั่นก่อนจะหนีออกมาได้ในปี 2003 โดยผู้พิพากษา ไทอิจิ คามิโนะ กล่าวระหว่างอ่านคำพิพากษาว่า “ไม่เกินจริงเลยที่จะบอกว่า ชีวิตเกือบทั้งหมดของพวกเขาถูกทำลายโดยเกาหลีเหนือ”

โครงการอพยพครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์ระหว่างปี 1959 ถึง 1984 มีชาวเกาหลีที่พำนักในญี่ปุ่น กว่า 90,000 คน ตัดสินใจย้ายไปเกาหลีเหนือภายใต้โครงการดังกล่าว แต่ความจริงที่เหล่าผู้รอดชีวิตเปิดเผยกลับตรงกันข้ามกับคำสัญญาอย่างสิ้นเชิง

อาซึชิ ชิรากิ ทนายความฝั่งโจทก์ระบุว่า นี่เป็นครั้งแรกที่ศาลญี่ปุ่นใช้อำนาจอธิปไตยเหนือเกาหลีเหนือเพื่อรับรู้ถึงการกระทำที่มิชอบทางกฎหมาย อย่างไรก็ตาม คำพิพากษานี้เป็นเพียงการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ เนื่องจากเกาหลีเหนือเพิกเฉยต่อคดีนี้มาโดยตลอด และคิม จอง อึน ผู้นำสูงสุดก็ไม่เคยตอบรับหมายเรียกของศาล

เคนจิ ฟุกุดะ ทนายความอีกคนยอมรับว่า “ความท้าทาย” ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือการบังคับให้เกาหลีเหนือยอมจ่ายเงินจริงๆ แต่การที่ศาลสูงโตเกียวรับพิจารณาคดีนี้ หลังจากที่เคยถูกปัดตกไปในปี 2022 ถือเป็นก้าวย่างสำคัญในการคืนความยุติธรรมและศักดิ์ศรีให้กับเหยื่อที่ต้องสูญเสียช่วงเวลาที่ดีที่สุดในชีวิตไป.

ที่มา BBC

เกาหลีใต้ประกาศ เดินหน้าสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ใหม่ 2 แห่งภายในปี 2581

เกาหลีใต้ประกาศ เดินหน้าสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ใหม่ 2 แห่งภายในปี 2581

27 ม.ค. 2569 11:02 น.

เกาหลีใต้ประกาศ เดินหน้าสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ใหม่ 2 แห่งภายในปี 2581

รัฐบาลเกาหลีใต้ยืนยันเดินหน้าสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ใหม่ 2 แห่ง ภายในปี 2581 ตามแผนเดิม ชี้จำเป็นต่อการลดคาร์บอน รับมือโลกร้อน และความต้องการไฟฟ้าที่พุ่งสูง 

วันที่ 27  มกราคม 2569 สำนักข่าวยอนฮัป ของเกาหลีใต้รายงานว่า นายคิม ซอง ฮวาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสภาพภูมิอากาว แถลงยืนยันว่า รัฐบาลจะเดินหน้าสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดใหญ่แห่งใหม่จำนวน 2 แห่ง ภายในปี 2581 ตามแผนเดิมที่วางไว้ 

การประกาศครั้งนี้มีขึ้น ระหว่างการแถลงข่าวเกี่ยวกับ แผนแม่บทด้านอุปทานและอุปสงค์ไฟฟ้าฉบับที่ 12 ซึ่งครอบคลุมช่วงปี 2569–2583  โดยระบุว่าการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ใหม่จะเริ่มแล้วเสร็จในช่วงปี 2580–2581 ตามกรอบแผนฉบับที่ 11 ซึ่งจัดทำโดยรัฐบาลชุดก่อน

นายคิมกล่าวว่า เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เกาหลีใต้จำเป็นต้องลดการปล่อยคาร์บอนในทุกภาคส่วน โดยเฉพาะภาคพลังงานซึ่งต้องลดการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินและก๊าซธรรมชาติเหลว และหันมาใช้ระบบพลังงานที่พึ่งพาพลังงานหมุนเวียนและพลังงานนิวเคลียร์เป็นหลัก

โดยภายใต้แผนนี้ บริษัท “โคเรีย ไฮโดร แอนด์ นิวเคลียร์ พาวเวอร์” ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจ จะเริ่มกระบวนการคัดเลือกพื้นที่ตั้งโรงไฟฟ้าใหม่ภายในปี 2570 และตั้งเป้ายื่นขออนุมัติด้านความปลอดภัยจากหน่วยงานกำกับดูแลภายในปี 2574 เพื่อให้สามารถก่อสร้างแล้วเสร็จตามกรอบเวลา

ทั้งนี้ ผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน 2 ครั้งที่ผ่านมา พบว่าประชาชนเฉลี่ยราว 80% เห็นว่าพลังงานนิวเคลียร์มีความจำเป็น และกว่า 60% สนับสนุนการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เพิ่มเติม. 

ที่มา Yonhap

นายกฯ หญิงญี่ปุ่น ประกาศพร้อมลาออก หากรัฐบาลผสมแพ้เลือกตั้ง ไม่ได้เสียงข้างมาก

นายกฯ หญิงญี่ปุ่น ประกาศพร้อมลาออก หากรัฐบาลผสมแพ้เลือกตั้ง ไม่ได้เสียงข้างมาก

27 ม.ค. 2569 10:23 น.

นายกฯ หญิงญี่ปุ่น ประกาศพร้อมลาออก หากรัฐบาลผสมแพ้เลือกตั้ง ไม่ได้เสียงข้างมาก

นางซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น และหัวหน้าพรรคเสรีประชาธิปไตย ประกาศจะลาออกจากตำแหน่งทันที หากพรรครัฐบาลไม่สามารถคว้าเสียงข้างมากจากการเลือกตั้งทั่วไปที่กำหนดจัดขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์

นาง ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น และหัวหน้าพรรคเสรีประชาธิปไตย หรือพรรค LDP กล่าวจุดยืนระหว่างการดีเบตนโยบายร่วมกับผู้นำพรรคการเมืองหลัก 6 พรรค ที่กรุงโตเกียว ก่อนการเปิดฉากหาเสียงเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ โดยระบุว่า เธอจะลาออกจากตำแหน่งทันที หากพรรครัฐบาลไม่สามารถคว้าเสียงข้างมากในสภาได้ หลังการเลือกตั้งทั่วไปที่มีกำหนดจัดขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์นี้

การยุบสภาครั้งนี้เปิดทางสู่การเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ โดยคาดว่าจะเป็นการแข่งขันที่เข้มข้น ท่ามกลางแรงกดดันด้านเศรษฐกิจ ค่าครองชีพที่พุ่งสูง และปัญหาความเชื่อมั่นทางการเมือง

ระหว่างการดีเบต ทาคาอิจิเน้นย้ำถึงความจำเป็นของการปรับทิศทางนโยบายการคลังครั้งใหญ่ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งและความมั่งคั่งของญี่ปุ่น โดยให้ความสำคัญกับการลงทุนด้านการบริหารความเสี่ยง และการลงทุนเพื่อการเติบโตในอนาคต ซึ่งถูกบรรจุไว้ในร่างงบประมาณปีงบประมาณถัดไปแล้ว

อย่างไรก็ตาม การเลือกตั้งก่อนกำหนดอาจทำให้การพิจารณางบประมาณล่าช้า ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังเปราะบาง และราคาสินค้าที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ด้านผู้นำพรรคฝ่ายค้านหลายพรรคใช้เวทีดีเบตโจมตีรัฐบาลในประเด็นค่าครองชีพ โดยนาย โยชิฮิโกะ โนดะ ผู้นำร่วมพันธมิตรปฏิรูปสายกลาง เสนอให้ลดภาษีการบริโภคสินค้าอาหารจาก 8% เหลือ 0% เพื่อบรรเทาภาระประชาชน

ขณะที่นาย ยูอิจิโร ทามากิ ผู้นำพรรคประชาธิปไตยเพื่อประชาชน ระบุว่าการเพิ่มรายได้สุทธิของประชาชนยังต้องฝ่าด่านอุปสรรคอีกมาก

ด้านพรรคอื่น ๆ หยิบยกประเด็นสังคมและความมั่นคง ไม่ว่าจะเป็นการปฏิรูประบบประกันสังคม นโยบายแรงงานต่างชาติ ปัญหาอัตราการเกิดต่ำ และบทบาทของญี่ปุ่นในเวทีโลก

ขณะเดียวกัน ญี่ปุ่นยังเผชิญความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะความสัมพันธ์กับจีน หลังทาคาอิจิเคยแสดงท่าทีว่า ญี่ปุ่นอาจตอบโต้ทางทหาร หากจีนดำเนินการกับไต้หวัน รวมถึงแรงกดดันจากสหรัฐฯ ภายใต้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ต้องการให้ญี่ปุ่นเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมแม้ทาคาอิจิจะเพิ่งเข้ารับตำแหน่งได้เพียง 3 เดือน และมีคะแนนนิยมสูงราว 70% หลังได้รับเลือกเป็น นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของญี่ปุ่น เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา แต่พรรค LDP ยังคงเผชิญแรงกดดันจากคดีอื้อฉาวด้านคอร์รัปชัน และความสัมพันธ์ในอดีตกับองค์กรศาสนา “โบสถ์แห่งความสามัคคี” หรือคริสตจักรยูนิฟิเคชั่น

โดยผลการเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นตัวชี้ชะตาอนาคตทางการเมืองของ ซานาเอะ ทาคาอิจิ และทิศทางของญี่ปุ่นในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อทั้งด้านเศรษฐกิจและความมั่นคง.

ที่มา :CGTN

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ญี่ปุ่น

ทูตอิสราเอลในไทย ชี้บทเรียนโฮโลคอสต์ไม่ใช่แค่อดีต เตือนโลกอย่าปล่อยความเกลียดชังซ้ำรอย

ทูตอิสราเอลในไทย ชี้บทเรียนโฮโลคอสต์ไม่ใช่แค่อดีต เตือนโลกอย่าปล่อยความเกลียดชังซ้ำรอย

27 ม.ค. 2569 09:47 น.

ทูตอิสราเอลในไทย ชี้บทเรียนโฮโลคอสต์ไม่ใช่แค่อดีต เตือนโลกอย่าปล่อยความเกลียดชังซ้ำรอย

ทูตอิสราเอลในไทยเขียนบทความ ในฐานะลูกสาวของผู้รอดชีวิตจาก “โฮโลคอสต์” ชี้การบิดเบือนคำว่าการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์จะบ่อนทำลายศีลธรรม ย้ำการรำลึกถึงคือเกราะป้องกันไม่ให้โศกนาฏกรรมเกิดซ้ำอีก

ฯพณฯ อโลนา ฟิชเชอร์-คัมม์ เอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย เขียนบทความเปิดใจ เนื่องในวันรำลึกถึงเหตุการณ์การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวสากล ซึ่งตรงกับวันที่ 27 มกราคม ของทุกปี ในหัวข้อ “เหตุใดการรำลึกถึงเหตุการณ์การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว (โฮโลคอสต์) จึงยังคงมีความสำคัญต่อทุกคน” โดยมีเนื้อหาดังนี้

มติของสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติเมื่อพ.ศ. 2548 กำหนดให้วันที่ 27 มกราคมของทุกปี เป็นวันรำลึกถึงเหตุการณ์การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวสากล เพื่อระลึกถึงวันปลดปล่อยค่ายเอาชวิทซ์–เบียร์เคเนาเมื่อปี 2488 ซึ่งเป็นค่ายมรณะของนาซีที่ใหญ่ที่สุดและโหดร้ายที่สุด วัตถุประสงค์ของมตินี้ชัดเจนและเร่งด่วน นั่นคือเพื่อให้ความทรงจำเกี่ยวกับโฮโลคอสต์และบทเรียนที่ตามมาจะไม่เลือนหายไปตามกาลเวลา

สหประชาชาติไม่ได้กำหนดวันนี้ขึ้นมาเพียงเพื่อรำลึกถึงความทุกข์ทรมานของชาวยิวเท่านั้น หากแต่เพื่อเตือนมนุษยชาติถึงสิ่งที่อาจเกิดขึ้นได้ เมื่อความเกลียดชังกลายเป็นเรื่องปกติ เมื่อการลดทอนความเป็นมนุษย์ไม่ถูกท้วงติง และเมื่อประชาคมระหว่างประเทศเพิกเฉยกับสิ่งที่เกิดขึ้น วันนี้จึงกำหนดขึ้นเพื่อเป็นเกราะป้องกันไม่ให้เกิดประวัติศาสตร์ซ้ำรอย

สำหรับผู้คนจำนวนมากทั่วโลก โฮโลคอสต์อาจดูห่างไกลหรือเป็นเพียงนามธรรม ทว่ามันคือหนึ่งในอาชญากรรมที่มีการบันทึกไว้อย่างละเอียดที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ ระหว่างปี 2476 ถึง 2488 นาซีเยอรมนีและผู้สมรู้ร่วมคิดได้สังหารชาวยิวอย่างเป็นระบบถึงหกล้านคน ทั้งชาย หญิง และเด็กๆ เพียงเพราะพวกเขาเป็นชาวยิว ชุมชนทั้งชุมชนถูกทำลายล้างไปทั่วยุโรป ไม่ว่าจะเป็นในเยอรมนี โปแลนด์ ยูเครน ฮังการี ลิทัวเนีย เนเธอร์แลนด์ ฝรั่งเศส กรีซ และประเทศอื่นๆ อีกมากมาย ชาวยิวถูกประหารหมู่ ถูกปล่อยให้อดอยากในเขตกักกัน (เก็ตโต) ถูกลำเลียงไปยังที่อื่นด้วยรถไฟที่ใช้ขนสัตว์ และถูกสังหารในค่ายมรณะที่ถูกออกแบบมาเพื่อการฆ่าจำนวนมหาศาล

โฮโลคอสต์มีลักษณะเฉพาะตัว ทั้งด้านเจตนาและขอบเขต นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ที่ประเทศหนึ่งระดมทรัพยากรทั้งหมดของตนด้านกฎหมาย ระบบราชการ กองทัพ และเทคโนโลยี เพื่อกำจัดชนชาติหนึ่งให้สิ้นซากไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ที่ใดก็ตาม

ชาวยิวไม่ได้เป็นเป้าหมายเพราะการกระทำของพวกเขา เพราะสิ่งที่พวกเขาเชื่อ หรือเพราะสิ่งที่พวกเขาครอบครอง แต่เป็นเพราะเขาเป็นชาวยิว เป้าหมายในการสังหารชาวยิวไม่ใช่การเอาชนะ ไม่ใช่เพื่อให้เปลี่ยนศาสนา หรือเพื่อขับไล่ แต่เป็นการทำลายล้างอย่างเบ็ดเสร็จ ทั้งผู้คน วัฒนธรรม ความทรงจำ รวมไปถึงอนาคตของพวกเขา เป็นการมุ่งทำลายเชื้อชาติยิวอย่างสิ้นเชิง

ไม่ใช่เป็นความบังเอิญที่คำว่า “การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” (genocide) ถูกบัญญัติขึ้นหลังเหตุการณ์โฮโลคอสต์ ด้วยเหตุนี้เอง ดิฉันที่เป็นบุตรสาวของผู้รอดชีวิตจากโฮโลคอสต์และเป็นชาวอิสราเอล จึงรู้สึกเจ็บปวดอย่างยิ่งเมื่อได้เห็นการนำคำว่าฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ มาใช้ในปัจจุบันอย่างไม่ระมัดระวังและขาดความรับผิดชอบ โดยเฉพาะเมื่อนำคำนี้มาใช้โจมตีอิสราเอล ข้อกล่าวหาเช่นนี้มองข้ามต้นกำเนิดทางประวัติศาสตร์ เป็นการบั่นทอนความหมายที่มีความชัดเจนทั้งในเชิงกฎหมายและศีลธรรม ทั้งยังลดทอนความสำคัญให้กลายเป็นเพียงคำขวัญทางการเมือง

การวิพากษ์วิจารณ์นโยบายเป็นสิ่งชอบธรรมในระบอบประชาธิปไตย แต่การปฏิเสธสิทธิของอิสราเอลในการดำรงอยู่ การปฏิเสธสิทธิในการปกป้องประชาชนของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นชาวยิว มุสลิม คริสเตียน หรืออื่นๆ และการบิดเบือนให้อิสราเอลถูกมองว่าเป็นรัฐอาชญากร ซึ่งเป็นอีกเรื่องหนึ่งโดยสิ้นเชิง

เมื่ออิสราเอลเป็นเพียงประเทศเดียวในโลกถูกเลือกปฏิบัติ ถูกทำให้เป็นปีศาจ และถูกกล่าวหาว่าประกอบอาชญากรรมที่ซ้ำรอยอุดมการณ์เดียวกับที่ครั้งหนึ่งเคยมุ่งกำจัดชนชาติยิว เราจำเป็นต้องเรียกสิ่งเหล่านี้ตามชื่อที่แท้จริง นั่นก็คือ การต่อต้านชาวยิว (antisemitism) ที่ซ่อนเร้นอยู่ในภาษาที่ใช้ทางการเมือง

ดังนั้น วันรำลึกเหตุการณ์โฮโลคอสต์จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของอดีตเท่านั้น แต่ยังปรากฏให้เห็นอย่างเจ็บปวดในปัจจุบัน โฮโลคอสต์เกิดขึ้นมาแล้วกว่าแปดสิบปี แต่ชาวยิวยังคงถูกสังหารเพียงเพราะเป็นชาวยิว โบสถ์ยิวถูกเผา บ้านของชาวยิวถูกพ่นสีเป็นสัญลักษณ์สวัสดิกะ การต่อต้านชาวยิวกำลังเพิ่มขึ้นอย่างเปิดเผยและรุนแรงไปทั่วทุกทวีป

พัฒนาการเหล่านี้ไม่ได้ส่งผลต่อชาวยิวเท่านั้น ประวัติศาสตร์สอนเราว่า ความเกลียดชังไม่เคยหยุดอยู่ที่เป้าหมายเดียว โฮโลคอสต์ไม่ได้เริ่มต้นด้วยค่ายสังหาร แต่เริ่มจากคำพูด คำมดเท็จ และความเพิกเฉย เริ่มจากการทำให้ความเกลียดชังกลายเป็นเรื่องปกติ การศึกษาที่ล้มเหลว การมีวาทกรรมอย่างเปิดเผย และการเข้าแทรกแซง

นั่นคือเหตุผลที่การศึกษาเรื่องโฮโลคอสต์เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งในทุกแห่งหน รวมถึงในประเทศที่อยู่ห่างไกลจากยุโรป ทั้งในเชิงภูมิศาสตร์และประวัติศาสตร์ บทเรียนที่ได้จากโฮโลคอสต์เป็นสากล ในยุคแห่งความไม่แน่นอนในปัจจุบัน ความแตกแยก และความโกลาหลที่เกิดขึ้น สังคมโลกเปราะบางต่อวาทกรรมที่มาจากความหวาดกลัวและการหาผู้รับผิด

การรำลึกถึงโฮโลคอสต์ไม่ใช่การกล่าวโทษอย่างไม่รู้จบ แต่เป็นการตระหนักรู้ถึงสัญญาณเตือนภัย และการยืนยันความรับผิดชอบร่วมกัน เพื่อปกป้องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เพราะในยามที่โลกเต็มไปด้วยความวุ่นวาย ความเกลียดชังย่อมมองหาเหยื่ออยู่เสมอ วันนี้อาจเป็นชาวยิว วันพรุ่งนี้…อาจเป็นผู้อื่น.

ที่มา : สถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย

ฝรั่งเศสเอาจริง ผ่านกฎหมายแบนโซเชียลมีเดียเด็กต่ำกว่า 15 มาครงชี้ถึงเวลาปกป้องสมองเยาวชน

ฝรั่งเศสเอาจริง ผ่านกฎหมายแบนโซเชียลมีเดียเด็กต่ำกว่า 15  มาครงชี้ถึงเวลาปกป้องสมองเยาวชน

27 ม.ค. 2569 08:49 น.

ฝรั่งเศสเอาจริง ผ่านกฎหมายแบนโซเชียลมีเดียเด็กต่ำกว่า 15 มาครงชี้ถึงเวลาปกป้องสมองเยาวชน

ฝรั่งเศสมีมติผ่านร่างกฎหมายห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีใช้งานโซเชียลมีเดีย นับเป็นมาตรการสำคัญที่ประธานาธิบดีมาครง ผลักดันอย่างจริงจัง เพื่อปกป้องเยาวชนจากผลกระทบของการใช้หน้าจอมากเกินไป

สภาผู้แทนราษฎรฝรั่งเศส หรือสภาล่าง มีมติเห็นชอบร่างกฎหมายดังกล่าวด้วยคะแนนเสียง 130 ต่อ 21 หลังการประชุมยาวข้ามคืนตั้งแต่วันจันทร์ (26 ม.ค.) ถึงเช้าวันอังคาร โดยขั้นตอนต่อไป ร่างกฎหมายจะถูกส่งต่อให้วุฒิสภา ซึ่งเป็นสภาสูง พิจารณาก่อนประกาศบังคับใช้เป็นกฎหมาย

ประธานาธิบดีมาครงออกมาแสดงความยินดีกับผลการลงมติ พร้อมระบุผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า นี่คือก้าวสำคัญครั้งใหญ่ ในการคุ้มครองเด็กและเยาวชนฝรั่งเศส

ร่างกฎหมายฉบับนี้ยังครอบคลุมถึงการห้ามใช้โทรศัพท์มือถือในโรงเรียนมัธยมปลายด้วย ซึ่งจะทำให้ฝรั่งเศสกลายเป็นประเทศที่สองของโลกที่ออกกฎหมายลักษณะนี้ ต่อจากออสเตรเลียที่ประกาศแบนโซเชียลมีเดียสำหรับผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 16 ปีเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา

นายมาครงกล่าวในวิดีโอที่เผยแพร่เมื่อวันเสาร์ว่า “อารมณ์และความรู้สึกของเด็กและวัยรุ่นของเรา ไม่ควรถูกซื้อขายหรือชักใย ไม่ว่าจะโดยแพลตฟอร์มจากสหรัฐฯ หรืออัลกอริทึมจากจีนก็ตาม”

โดบทางการฝรั่งเศสตั้งเป้าให้มาตรการดังกล่าวเริ่มบังคับใช้กับบัญชีใหม่ ตั้งแต่ช่วงเปิดปีการศึกษา 2026 เป็นต้นไป

ด้านกาเบรียล อัตตาล อดีตนายกรัฐมนตรี และผู้นำพรรคเรอเนซองส์ของมาครงในสภาล่าง ระบุว่า เขาหวังว่าวุฒิสภาจะผ่านร่างกฎหมายนี้ภายในกลางเดือนกุมภาพันธ์ เพื่อให้การแบนมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 กันยายน

อัตตาลยังกล่าวเพิ่มเติมว่า แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียจะมีเวลาจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม ในการปิดใช้งานบัญชีที่มีอยู่แล้ว ซึ่งไม่เป็นไปตามเกณฑ์อายุที่กำหนด ซึ่งนอกจากการลดผลกระทบด้านสุขภาพจิตของวัยรุ่นแล้ว อัตตาลยังเน้นย้ำว่า มาตรการนี้จะช่วยรับมือกับอำนาจบางฝ่ายที่พยายามครอบงำความคิดของเยาวชนผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย

เขากล่าวว่าฝรั่งเศสสามารถเป็นผู้บุกเบิกในยุโรปได้ภายในหนึ่งเดือน เราสามารถเปลี่ยนชีวิตของเยาวชนและครอบครัว และอาจเปลี่ยนชะตากรรมของประเทศในแง่ของความเป็นอิสระได้ด้วย โดยร่างกฎหมายระบุชัดว่า “ห้ามผู้เยาว์อายุต่ำกว่า 15 ปีเข้าถึงบริการเครือข่ายสังคมออนไลน์ที่ให้บริการโดยแพลตฟอร์มออนไลน์” อย่างไรก็ตาม ได้ยกเว้นแพลตฟอร์มด้านการศึกษาและสารานุกรมออนไลน์

ขณะเดียวกัน สำนักงานเฝ้าระวังด้านสาธารณสุขของฝรั่งเศส (ANSES) ระบุในรายงานล่าสุดว่า แพลตฟอร์มอย่าง TikTok, Snapchat และ Instagram ส่งผลเสียหลายประการต่อวัยรุ่น โดยเฉพาะเด็กผู้หญิง แม้จะไม่ใช่สาเหตุเดียวของปัญหาสุขภาพจิตที่แย่ลงก็ตาม โดยความเสี่ยงที่ถูกระบุ ได้แก่ การกลั่นแกล้งทางออนไลน์ และการเข้าถึงเนื้อหาที่มีความรุนแรง

ทั้งนี้ การบังคับใช้จริงจำเป็นต้องมีระบบยืนยันอายุที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพัฒนาในระดับสหภาพยุโรป

อย่างไรก็ตาม ยังมีเสียงบางส่วนที่คัดค้าน โดยอาร์โนด์ แซงต์-มาร์แตง ส.ส.พรรคซ้ายจัด France Unbowed (LFI) วิจารณ์มาตรการดังกล่าวว่าเป็นรูปแบบหนึ่งของการปกครองเชิงดิจิทัล และเป็นคำตอบที่ง่ายเกินไป ต่อผลกระทบด้านลบของเทคโนโลยี

ขณะที่เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา องค์กรคุ้มครองเด็ก 9 แห่ง ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลเอาผิดกับแพลตฟอร์ม มากกว่าการแบนเด็กออกจากโซเชียลมีเดีย.

ที่มา :channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ฝรั่งเศส

ญี่ปุ่นหิมะตกหนักติดต่อกัน 7 วันพายุหิมะถล่มแรงสุดเป็นประวัติการณ์ คร่าชีวิตประชาชนอย่างน้อย 10 ศพ

ญี่ปุ่นหิมะตกหนักติดต่อกัน 7 วันพายุหิมะถล่มแรงสุดเป็นประวัติการณ์ คร่าชีวิตประชาชนอย่างน้อย 10 ศพ

27 ม.ค. 2569 08:28 น.

ญี่ปุ่นหิมะตกหนักติดต่อกัน 7 วันพายุหิมะถล่มแรงสุดเป็นประวัติการณ์ คร่าชีวิตประชาชนอย่างน้อย 10 ศพ

เผยสภาพอากาศหนาวจัดในญี่ปุ่น และอุบัติเหตุจากหิมะ คร่าชีวิตประชาชน 10 ศพ ในรอบ 7 วัน หลายพื้นที่หิมะสะสมเกินค่าเฉลี่ยทั้งปี ทางการเตือนระวังหิมะถล่ม–หิมะหล่นจากหลังคา

วันที่ 27 มกราคม 2569 กระทรวงกิจการภายในและการสื่อสารของญี่ปุ่น เปิดเผยว่า มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 10 ศพ ภายในระยะเวลาเพียง 7 วัน จากสภาพอากาศหนาวจัดและอุบัติเหตุที่เกี่ยวข้องกับหิมะทั่วประเทศ โดยในจำนวนนี้ จังหวัดนีงาตะ บนชายฝั่งทะเลญี่ปุ่นมีผู้เสียชีวิตถึง 6 ศพ โดยเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นระบุว่า 4 ศพ เสียชีวิตจากปัญหาสุขภาพขณะกวาดหิมะหรือทำกิจกรรมกลางแจ้ง ส่วนที่เหลือเสียชีวิตจากการพลัดตกจากหลังคาบ้านระหว่างกำจัดหิมะ

เจ้าหน้าที่อุตุนิยมวิทยาระบุว่า แม้หิมะตกหนักในหลายพื้นที่ของญี่ปุ่นจะเริ่มผ่านจุดหนักสุดแล้ว และสภาพอากาศเลวร้ายที่สุดเริ่มคลี่คลาย แต่ปริมาณหิมะที่สะสมในหลายพื้นที่ได้เกินค่าเฉลี่ยทั้งปีไปแล้ว แม้บางแห่งหิมะจะหยุดตกแล้วก็ตาม

โดยทางการญี่ปุ่นเตือนประชาชนในพื้นที่ที่มีหิมะสะสมจำนวนมากให้เฝ้าระวังดินถล่มจากหิมะ หิมะหล่นจากหลังคา และอุบัติเหตุระหว่างการกำจัดหิมะ โดยเฉพาะในช่วงที่อุณหภูมิเริ่มสูงขึ้นและมีฝนตก ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่ออันตรายซ้ำซ้อน

รายงานข่าวระบุว่า เมืองซัปโปโร ในจังหวัดฮอกไกโด มีหิมะตกสะสมมากกว่า 1 เมตร นับว่าสูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2565 ขณะที่พื้นที่ซุคายุ ในเทือกเขาฮาโกดะ จังหวัดอาโอโมริ มีหิมะสะสมสูงถึง 4.5 เมตร ส่วนเมือง อุโอะนุมะ จังหวัดนีงาตะ ถูกหิมะฝังลึกเกือบ 2.5 เมตร

อย่างไรก็ตาม นักอุตุนิยมวิทยาเตือนว่า ความกดอากาศต่ำจะทวีกำลัง ส่งผลให้หิมะและลมแรงปกคลุมพื้นที่ตั้งแต่ฮอกไกโดถึงภูมิภาคโฮคุริกุ ในวันอังคารนี้ ขณะที่บางพื้นที่ในโฮคุริกุและชูโกกุอาจมีฝนตก และคาดว่าจะมีหิมะตกหนักอีกระลอก ตามแนวชายฝั่งทะเลญี่ปุ่น ตั้งแต่ภาคเหนือถึงภาคตะวันตกในช่วงวันพฤหัสบดีและศุกร์นี้ จากมวลอากาศเย็นกำลังแรงที่เคลื่อนตัวลงไปทางใต้.

ที่มา NHK