ทรัมป์เผย คุยผู้ว่าฯ มินนิโซตาแล้ว ส่ง “ผู้ตรวจการชายแดน” ไปคุม ICE

ทรัมป์เผย คุยผู้ว่าฯ มินนิโซตาแล้ว ส่ง “ผู้ตรวจการชายแดน” ไปคุม ICE

27 ม.ค. 2569 03:20 น.

ทรัมป์เผย คุยผู้ว่าฯ มินนิโซตาแล้ว ส่ง “ผู้ตรวจการชายแดน” ไปคุม ICE

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ส่งผู้ตรวจการชายแดนไปคุมปฏิบัติการของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองในมินนิโซตา หลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ยิงประชาชนตายแล้ว 2 ศพ

เมื่อวันจันทร์ที่ 26 ม.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เปิดเผยว่า เขาตัดสินใจส่งผู้ตรวจการชายแดน (Border Czar) ทิม โฮแมน ไปยังรัฐมินนิโซตา และว่าเขาได้พูดคุยกับนาย ทิม วอลซ์ ผู้ว่าการรัฐมินนิโซตาแล้ว หลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองสังหารประชาชนรายที่ 2 ในเมืองมินนิอาโพลิส

เมืองมินนิอาโพลิสตกอยู่ในสภาวะสั่นคลอนจากการประท้วง นับตั้งแต่เจ้าหน้าที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากร (ICE) ยิงนาย อเล็กซ์ เพรตติ พยาบาลแผนกไอซียูเสียชีวิตเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ซึ่งเกิดขึ้นเพียงไม่กี่สัปดาห์หลังจากการสังหาร เรเน กูด คุณแม่ลูกสาม

“ผมกำลังส่ง ทอม โฮแมน ไปยังมินนิโซตาในคืนนี้ เขาไม่เคยมีส่วนเกี่ยวข้องในพื้นที่นั้นมาก่อน แต่เขารู้จักและชื่นชอบผู้คนที่นั่นหลายคน ทอมเป็นคนเด็ดขาดแต่ยุติธรรม และจะรายงานตรงต่อผม” ทรัมป์โพสต์ผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social ของเขา

ขณะที่ทำเนียบขาวระบุว่า โฮแมน ซึ่งเป็นมือขวาของทรัมป์ด้านความมั่นคงชายแดน จะทำหน้าที่ “บริหารจัดการการปฏิบัติการของ ICE ในพื้นที่รัฐมินนิโซตา เพื่อเดินหน้าจับกุมอาชญากรต่างด้าวผิดกฎหมายที่เลวร้ายที่สุดต่อไป”

การตัดสินใจส่งโฮแมนไปในครั้งนี้อาจเป็นสัญญาณของการปรับเปลี่ยนแนวทางใหม่ เนื่องจากมีรายงานว่าทรัมป์พึงพอใจกับการใช้วิธีเจาะจงเป้าหมายมากกว่าปฏิบัติการจู่โจมตรวจคนเข้าเมืองแบบฉับพลัน ที่คริสตี โนเอม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิให้การสนับสนุน

นายทรัมป์บอกด้วยว่า เขาได้ต่อสายพูดคุยกับ ทิม วอลซ์ ผู้ว่าการรัฐมินนิโซตาแล้ว และเป็นการพูดคุยที่ดีมาก “อันที่จริง เราดูเหมือนจะมีคลื่นความถี่ที่ตรงกัน” ทรัมป์กล่าว พร้อมเสริมว่าวอลซ์เป็นฝ่ายโทรหาเขา “ด้วยคำร้องขอที่จะทำงานร่วมกัน”

“ผมบอกผู้ว่าฯ วอลซ์ว่า ผมจะให้ ทอม โฮแมน โทรหาเขา และสิ่งที่เรากำลังมองหาอยู่คืออาชญากรทุกคนที่พวกเขาควบคุมตัวไว้” ทรัมป์ระบุเพิ่มเติมในโพสต์บนโซเชียลมีเดีย

ในขณะเดียวกัน ความโกรธแค้นต่อการสังหารเพรตตีวัย 37 ปีพุ่งสูงขึ้น ทำให้ประชาชนจำนวนมากออกมาเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรม แม้แต่สมาชิกวุฒิสภาหลายคนจากพรรครีพับลิกันของทรัมป์เองก็เรียกร้องให้มีการสืบสวนเหตุสังหารนี้อย่างละเอียด หลังคำพูดของฝ่ายรัฐบาลสวนทางกับภาพที่ปรากฏในคลิปวิดีโอขณะเกิดเหตุ

ทั้งนี้ กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (DHS) ระบุว่า เจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางยิงนายเพรตติเพื่อป้องกันตัว อ้างว่า ผู้ต้องสงสัยที่มีอาวุธได้ขัดขืนความพยายามปลดอาวุธของเจ้าหน้าที่อย่างรุนแรง แต่ภาพที่ปรากฏกลับแสดงให้เห็นว่า นายเพรตติไม่ได้ขัดขืนหรือพยายามจะหยิบปืนแต่อย่างใด

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

รักษาการผู้นำเวเนฯ ลั่น “พอกันที” กับคำสั่งของสหรัฐฯ ขอแก้ไขความขัดแย้งภายในเอง

รักษาการผู้นำเวเนฯ ลั่น “พอกันที” กับคำสั่งของสหรัฐฯ ขอแก้ไขความขัดแย้งภายในเอง

27 ม.ค. 2569 02:23 น.

รักษาการผู้นำเวเนฯ ลั่น “พอกันที” กับคำสั่งของสหรัฐฯ ขอแก้ไขความขัดแย้งภายในเอง

ประธานาธิบดีรักษาการของเวเนซุเอลา ประกาศพอกันทีกับคำสั่งของสหรัฐฯ ที่เขาแทรกแซงนักการเมืองในเวเนซุเอลา ยืนยันขอแก้ปัญหาความขัดแย้งภายในประเทศเอง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 26 ม.ค. 2569 ว่า นางเดลซี โรดริเกซ รักษาการประธานาธิบดีเวเนซุเอลากล่าวว่า เธอ “พอแล้ว” กับคำสั่งจากรัฐบาลสหรัฐฯ ในขณะที่เธอกำลังพยายามสร้างความสามัคคีภายในชาติ หลังจากที่อดีตผู้นำ นิโคลัส มาดูโร ถูกสหรัฐฯ บุกจับกุมตัวเมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา

โรดริเกซต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก นับตั้งแต่ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ ให้ดำรงตำแหน่งผู้นำรักษาการ โดยเธอต้องรักษาสมดุลระหว่างการดึงกลุ่มผู้ภักดีต่อมาดูโรให้ยังคงให้ความร่วมมือภายในประเทศ ไปพร้อมกับการพยายามทำให้ทำเนียบขาวพึงพอใจ

ปัจจุบัน หลังจากดำรงตำแหน่งใหม่มาได้เกือบหนึ่งเดือน โรดริเกซได้เริ่มโต้ตอบสหรัฐฯ ท่ามกลางแรงกดดันที่ถาโถมเข้ามาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงข้อเรียกร้องหลายประการที่ต้องการให้เวเนซุเอลากลับมาดำเนินการผลิตน้ำมันอีกครั้ง

“พอกันทีสำหรับคำสั่งจากวอชิงตันที่มีเหนือนักการเมืองในเวเนซุเอลา” เธอกล่าวต่อหน้ากลุ่มคนงานน้ำมันในเมือง ปอร์โต ลา ครูซ (Puerto La Cruz) ซึ่งถ่ายทอดสดผ่านโทรทัศน์ช่อง “เวเนโซลานา เด เตเลบิซิออน” (Venezolana de Televisión) ของรัฐบาล

“ขอให้การเมืองของเวเนซุเอลาเป็นผู้แก้ไขความแตกต่างและความขัดแย้งภายในของเราเอง สาธารณรัฐแห่งนี้ได้จ่ายราคาที่แพงเหลือเกินจากการที่ต้องเผชิญกับผลกระทบของลัทธิฟาสซิสต์และลัทธิสุดโต่งในประเทศของเรา”

โรดริเกซ ซึ่งเป็นอดีตรองประธานาธิบดีในสมัยของมาดูโร ยืนกรานในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมาว่าสหรัฐฯ ไม่ได้ปกครองเวเนซุเอลา แต่ในขณะเดียวกันเธอก็ไม่ได้พยายามแสวงหาความขัดแย้งกับวอชิงตัน

ทั้งนี้ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ เคยกล่าวอ้างว่าสหรัฐฯ “จะเข้าไปบริหาร” เวเนซุเอลา ทันทีหลังจากที่มาดูโรถูกจับกุม แต่ในภายหลังเขากลับให้การสนับสนุนโรดริเกซในฐานะผู้นำรักษาการของประเทศ เมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา ทรัมป์กล่าวว่าเขาได้พูดคุยทางโทรศัพท์กับรักษาการผู้นำเวเนซุเอลา และชื่นชมเธอว่าเป็น “คนที่ยอดเยี่ยมมาก” พร้อมเสริมว่า “ผมคิดว่าเรากำลังไปได้สวยกับเวเนซุเอลา”

รัฐบาลของทรัมป์ได้กำหนดข้อเรียกร้องหลายประการที่เวเนซุเอลาต้องยอมรับ ซึ่งรวมถึงการตัดความสัมพันธ์กับจีน อิหร่าน รัสเซีย และคิวบา พร้อมทั้งตกลงที่จะเป็นพันธมิตรด้านการผลิตน้ำมันกับสหรัฐฯ เพียงผู้เดียว ตามการเปิดเผยของเจ้าหน้าที่ระดับสูงของทำเนียบขาวในขณะนั้น

นอกจากนี้ โรดริเกซยังถูกคาดหวังว่า ต้องให้ความสำคัญกับรัฐบาลทรัมป์และบริษัทน้ำมันของสหรัฐฯ เป็นอันดับแรกสำหรับการซื้อขายน้ำมันในอนาคต

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

อพยพจัตุรัสเมืองเพิร์ธ ชายโยนวัตถุต้องสงสัย เข้ากลางฝูงชน

อพยพจัตุรัสเมืองเพิร์ธ ชายโยนวัตถุต้องสงสัย เข้ากลางฝูงชน

27 ม.ค. 2569 00:03 น.

อพยพจัตุรัสเมืองเพิร์ธ ชายโยนวัตถุต้องสงสัย เข้ากลางฝูงชน

เจ้าหน้าที่ของออสเตรเลียอพยพจัตุรัสเมืองเพิร์ธ หลังชายคนหนึ่งโยนวัตถุต้องสงสัยเป็นระเบิดเข้ากลางฝูงชนที่กำลังชุมนุมกัน โดยชายคนนี้ถูกจับกุมตัวแล้ว และไม่มีการระเบิดเกิดขึ้นแต่อย่างใด

เมื่อวันจันทร์ที่ 26 ม.ค. 2569 ตำรวจออสเตรเลียรายงานว่า ชายคนหนึ่งถูกจับกุมตัวหลังก่อเหตุโยนวัตถุที่ตำรวจเชื่อว่าอาจบรรจุระเบิดเข้าไปในกลุ่มฝูงชน ที่ลานคนเดินในเมืองเพิร์ธ ทางตะวันตกของประเทศ ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องดำเนินการอพยพผู้คนออกจากตลาด

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 12:30 น. ตามเวลาท้องถิ่น ที่ฟอเรสต์ เพลซ (Forrest Place) ซึ่งเป็นจัตุรัสคนเดินในเมืองเพิร์ธ ในขณะที่ประชาชนหลายพันคนมารวมตัวกันเพื่อร่วมการชุมนุมสนับสนุนสิทธิของชาวพื้นเมือง นอกจากนี้ เหตุการณ์ยังเกิดขึ้นตรงกับ “วันออสเตรเลีย” (Australia Day) ซึ่งเป็นวันหยุดประจำชาติอีกด้วย

ชายวัย 31 ปีรายนี้ถูกควบคุมตัวได้ในที่เกิดเหตุและยังคงถูกคุมขังภายใต้การดูแลของเจ้าหน้าที่ ทั้งนี้ ตำรวจระบุว่าวัตถุดังกล่าวไม่ได้เกิดการระเบิดขึ้น และไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นไม่ถึงสองเดือนหลังจากเหตุโจมตีบริเวณหาดบอนได ในซิดนีย์ ซึ่งพุ่งเป้าไปที่เทศกาลของชาวยิวและส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตถึง 15 ศพ

พยานในที่เกิดเหตุระบุว่า พวกเขาเห็นชายคนหนึ่งขว้างวัตถุไปยังบริเวณด้านหน้าเวทีในขณะที่กำลังมีการกล่าวสุนทรพจน์ในการชุมนุม “วันรุกราน” (Invasion Day)

นายคอล แบลนซ์ ผู้บัญชาการตำรวจรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลียบอกกับสื่อว่า วัตถุดังกล่าวไม่ระเบิด แต่ภายในมีลูกปืนเหล็กและสกรูพันรอบภาชนะแก้วที่บรรจุของเหลวไม่ทราบชนิดไว้ ซึ่งเจ้าหน้าที่นิติวิทยาศาสตร์กำลังอยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบว่าของเหลวดังกล่าวคืออะไร

ทั้งนี้ วันออสเตรเลีย (Australia Day) ซึ่งตรงกับวันที่ 26 มกราคม เป็นวันรำลึกถึงการขึ้นฝั่งของกองเรือที่หนึ่งจากอังกฤษ ณ อ่าวซิดนีย์คอฟ เมื่อปี 1788 (พ.ศ.2331) และเป็นจุดเริ่มต้นของการล่าอาณานิคม ทำให้ชาวออสเตรเลียพื้นเมืองจำนวนมากและผู้สนับสนุนเรียกวันนี้ว่าเป็น “วันรุกราน”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อิสราเอลยืนยัน ฮามาสคืนร่างตัวประกันรายสุดท้ายแล้ว

อิสราเอลยืนยัน ฮามาสคืนร่างตัวประกันรายสุดท้ายแล้ว

26 ม.ค. 2569 22:50 น.

อิสราเอลยืนยัน ฮามาสคืนร่างตัวประกันรายสุดท้ายแล้ว

กองทัพอิสราเอลยืนยันว่า กลุ่มฮามาสคืนร่างตัวประกันรายสุดท้ายให้กับพวกเขาเรียบร้อยแล้ว หลังจากตามหามานานเกือบ 4 เดือน เปิดทางก้าวเข้าสู่แผนการสันติภาพระยะที่ 2

เมื่อวันจันทร์ที่ 26 ม.ค. 2569 กองทัพอิสราเอลเปิดเผยว่า พวกเขาได้รับร่างของ จ่าสิบเอก แรน กวิลี ซึ่งเป็นตัวประกันรายสุดท้ายที่เหลืออยู่ในฉนวนกาซาคืนจากกลุ่มฮามาสแล้ว เกือบ 4 เดือนหลังจากทั้งสองฝ่ายทำข้อตกลงหยุดยิงร่วมกัน ระงับสงครามที่ดำเนินมานานกว่า 2 ปี

ตามข้อตกลง กลุ่มฮามาสจะต้องส่งคืนตัวประกันทั้งหมด ทั้งที่ยังมีชีวิตและเสียชีวิตแล้ว ภายใน 72 ชั่วโมงหลังจากข้อตกลงหยุดยิงมีผลบังคับใช้ในเดือนตุลาคม โดยฮามาสคืนตัวประกันที่ยังมีชีวิตอยู่ทั้ง 20 คนไปแล้ว และทยอยคืนศพตัวประกันอิสราเอลและชาวต่างชาติอีก 27 ราย เหลือเพียงร่างของนายกวิลี

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา อิสราเอลระบุว่าจะกลับมาเปิดจุดข้ามแดนสำคัญระหว่างฉนวนกาซาและอียิปต์อีกครั้ง เมื่อปฏิบัติการค้นหาและส่งคืนร่างของนายกวิลีเสร็จสิ้นลง

นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู แห่งอิสราเอล กล่าวถึงการนำร่างของนายกวิลีกลับมาว่า เป็นความสำเร็จที่ยอดเยี่ยมเหนือธรรมดา “เราสัญญาไว้ และผมก็ได้สัญญาไว้ ว่าจะพาทุกคนกลับบ้าน เราพาทุกคนกลับมาแล้วจนถึงตัวประกันคนสุดท้าย”

ด้านนายฮาเซม กัสเซม โฆษกกลุ่มฮามาส กล่าวว่าการค้นพบร่างตัวประกันรายสุดท้ายนี้ “เป็นการยืนยันถึงความมุ่งมั่นของฮามาสต่อข้อกำหนดทั้งหมดในข้อตกลงหยุดยิง”

อนึ่ง การคืนร่างนายกวิลีถือเป็นการเปิดทางให้อิสราเอลและฮามาส สามารถก้าวไปสู่ “เฟส 2” หรือ “ระยะที่ 2” ของแผนสันติภาพของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ได้

ระยะที่สองนั้นมีเป้าหมายเพื่อการฟื้นฟูและทำให้ฉนวนกาซาเป็นเขตปลอดทหารโดยสมบูรณ์ ซึ่งรวมถึงการปลดอาวุธกลุ่มฮามาสและกลุ่มติดอาวุธปาเลสไตน์อื่น ๆ ด้วย โดยก่อนหน้านี้อิสราเอลได้ปฏิเสธที่จะดำเนินการต่อจนกว่าจะพบร่างของนายกวิลี

กองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) ระบุในแถลงการณ์ว่า “จากข้อมูลและข่าวกรองที่มีอยู่ จ่าสิบเอก (กองหนุน) แรน กวิลี… นักรบหน่วยคอมมานโด ยามาม (Yamam) ซึ่งมีอายุ 24 ปีในขณะเสียชีวิต ได้พลีชีพในการรบเมื่อเช้าวันที่ 7 ต.ค. 2566 และร่างของเขาถูกลักพาไปยังฉนวนกาซา”

ทั้งนี้ การโจมตีของกลุ่มฮามาสเมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2566 มีผู้เสียชีวิตประมาณ 1,200 ราย และมีชาวอิสราเอลกับชาวต่างชาติประมาณ 251 คนถูกจับไปเป็นตัวประกัน โดยส่วนใหญ่ได้รับการปล่อยตัวในขณะที่มีชีวิตอยู่ตลอดช่วงสองปีที่ผ่านมา เพื่อแลกกับการปล่อยตัวนักโทษชาวปาเลสไตน์ 250 คน และผู้ถูกคุมขังจากกาซาอีก 1,718 คน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ชาวไทยในแคนาดา ฝ่าลมหนาว -30 องศา ใช้สิทธิ์เลือกตั้งคึกคัก

ชาวไทยในแคนาดา ฝ่าลมหนาว -30 องศา ใช้สิทธิ์เลือกตั้งคึกคัก

26 ม.ค. 2569 21:53 น.

ชาวไทยในแคนาดา ฝ่าลมหนาว -30 องศา ใช้สิทธิ์เลือกตั้งคึกคัก

ชาวไทยในแคนาดาใช้สิทธิ์เลือกตั้งนอกราชอาณาจักรคึกคัก ระหว่างวันที่ 24-25 มกราคม 2569 ที่ สถานเอกอัครราชทูต กรุงออตตาวา กับนครแวนคูเวอร์ ท่ามกลางอากาศหนาว -30 องศา

เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2569 สถานกงสุลใหญ่นครแวนคูเวอร์ ได้จัดให้มีการใช้สิทธิ์ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร สำหรับผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งและขอใช้สิทธิ์เลือกตั้งนอกราชอาณาจักรกับสถานกงสุลใหญ่นครแวนคูเวอร์ ซึ่งครอบคลุมคนไทยที่อาศัยในพื้นที่แคนาดาฝั่งตะวันตก ได้แก่ รัฐบริติชโคลัมเบีย รัฐอัลเบอร์ทา ฯลฯ

นายจุมพฏ ฉวาง รองกงสุลใหญ่ รักษาราชการแทนกงสุลใหญ่ นครแวนคูเวอร์
นายจุมพฏ ฉวาง รองกงสุลใหญ่ รักษาราชการแทนกงสุลใหญ่ นครแวนคูเวอร์

โดยนายจุมพฏ ฉวาง รองกงสุลใหญ่ รักษาราชการแทนกงสุลใหญ่ นครแวนคูเวอร์ ให้ข้อมูลว่า สถานกงสุลใหญ่นครแวนคูเวอร์ได้เปิดให้ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งและได้ลงทะเบียนใช้สิทธิ์ด้วยการเข้าคูหาเดินทางมาลงคะแนนได้ระหว่างเวลา 10.00-16.00 นาฬิกา ของวันเสาร์ที่ 24 – วันอาทิตย์ที่ 25 มกราคม 2569 ซึ่งมีประชาชนเดินทางมาใช้สิทธิ์อย่างคับคั่ง

ส่วนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งที่ได้ลงทะเบียนขอใช้สิทธิ์ทางไปรษณีย์ นายจุมพฏ ฉวาง กล่าวว่ามีผู้ใช้สิทธิ์ทางไปรษณีย์ได้ทยอยส่งบัตรลงคะแนนและบัตรลงประชามติกลับมาที่สถานกงสุลใหญ่นครแวนคูเวอร์เป็นจำนวนมากแล้ว

ด้านหน่วยเลือกตั้ง ณ สถานเอกอัครราชทูต กรุงออตตาวา อุปทูตรักษาการ นางสาวปารณีย์ คล้ายสุบรรณ์ กล่าวว่าสำหรับผู้ใช้สิทธิ์ลงทะเบียนที่หน่วยเลือกตั้งนั้น สถานเอกอัครราชทูตกรุงออตตาวาได้เปิดให้ประชาชนผู้ใช้สิทธิ์เดินทางมาใช้สิทธิ์ได้ในวันอาทิตย์ที่ 25 มกราคม 2569 ระหว่างเวลา 09:00-16:00 น.

การเปิดคูหาเลือกตั้งที่ สถานเอกอัครราชทูต กรุงออตตาวา เริ่มจากการตรวจหีบบัตรลงคะแนนโดยนายชารีฟ โยธาสมุทร เลขานุการเอก ประจำสถานเอกอัครราชทูต กรุงออตตาวา ทำหน้าที่เป็นประธานกรรมการประจำที่เลือกตั้งในครั้งนี้ ได้เชิญผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งจำนวน 2 คนเป็นพยานในการตรวจหีบบัตรลงคะแนนเสียงเลือกตั้งและหีบบัตรออกเสียงประชามติว่าไม่มีบัตรหรือเอกสารใดอยู่ในกล่อง ก่อนที่จะปิดหีบ หลังจากนั้นจึงประกาศเปิดคูหาเลือกตั้งในเวลา 9 นาฬิกาตรง ตามเวลาท้องถิ่นกรุงออตตาวา ประเทศแคนาดา

ซึ่งมีผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งในพื้นที่แคนาดาฝั่งตะวันออก เช่น รัฐออนแทรีโอ รัฐควิเบก ฯลฯ ที่ลงทะเบียนขอใช้สิทธิ์โดยการเข้าคูหาทยอยเดินทางมาใช้สิทธิ์ตลอดวัน ท่ามกลางอุณหภูมิ ลบ 30 องศาเซลเซียสและพายุหิมะครอบคลุมพื้นที่แคนาดาฝั่งตะวันออกและพื้นที่แอตแลนติกซึ่งเป็นเขตอาณาของสถานเอกอัครราชทูตกรุงออตตาวา

ด้านการใช้สิทธิ์ทางไปรษณีย์ นางสาวปารณีย์ คล้ายสุบรรณ์ กล่าวว่าได้จัดส่งบัตรเลือกตั้งและบัตรลงประชามติทางไปรษณีย์ให้กับผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งที่ได้ลงทะเบียนขอใช้สิทธิ์ทางไปรษณีย์ทยอยส่งบัตรลงคะแนนเลือกตั้งกลับมายังสถานเอกอัครราชทูต กรุงออตตาวาแล้วจำนวนมาก และสถานเอกอัครราชทูตฯ มีกำหนดจะนำส่งบัตรเลือกตั้งกลับไปนับคะแนนที่ประเทศไทยทางถุงเมล์การทูตโดยเที่ยวบินตรงไปยังประเทศไทย 2 รอบ โดยรอบแรก ในวันที่ 26 มกราคม 2569 และรอบที่สอง ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569

นอกจากนี้ นางสาวปารณีย์ คล้ายสุบรรณ์ ได้กล่าวขอบคุณผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งและออกเสียงประชามติทุกท่านที่ได้เดินทางมาใช้สิทธิ์ที่คูหา และได้ทยอยส่งซองไปรษณีย์บรรจุบัตรเลือกตั้งและบัตรออกเสียงประชามติกลับมาที่สถานเอกอัครราชทูตฯ มาในโอกาสนี้

การเลือกตั้งครั้งนี้มีนักเรียนนักศึกษาที่มาใช้สิทธิ์เป็นครั้งแรกด้วย โดยต่างดีใจที่มีโอกาสในการใช้สิทธิ์ของตัวเอง แม้จะไม่ได้อยู่ในประเทศไทยก็ตาม

โค้งสุดท้ายเลือกตั้ง 69 กลยุทธ์ชิงคะแนน 5 พรรคการเมือง “บ้านใหญ่” เกาะพื้นที่แน่น

โค้งสุดท้ายเลือกตั้ง 69 กลยุทธ์ชิงคะแนน 5 พรรคการเมือง "บ้านใหญ่" เกาะพื้นที่แน่น

26 ม.ค. 2569 18:26 น.

โค้งสุดท้ายเลือกตั้ง 69 กลยุทธ์ชิงคะแนน 5 พรรคการเมือง “บ้านใหญ่” เกาะพื้นที่แน่น

โค้งสุดท้ายเลือกตั้ง 69 กลยุทธ์ชิงคะแนน 5 พรรคการเมือง “นักวิชาการ” มอง “บ้านใหญ่” เกาะพื้นที่ไม่ปล่อย หวังโกยคะแนน สส.เขต ด้านพรรคประชาชน ปลุกกระแส “พิธา” ชิงคะแนนปาร์ตี้ลิสต์

โค้งสุดท้ายเลือกตั้งทั่วไปกำลังเดินหน้าเข้าสู่ช่วงเวลาที่เข้มข้นที่สุด ท่ามกลางบรรยากาศการแข่งขันที่แต่ละพรรคการเมืองต่างเร่งวางหมากทางยุทธศาสตร์อย่างรอบคอบ เพื่อช่วงชิงความได้เปรียบในนาทีสุดท้าย ก่อนที่ประชาชนจะตัดสินใจผ่านคูหาเลือกตั้ง ผลการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่เพียงสะท้อนทิศทางการเมืองในระยะสั้น แต่ยังอาจกำหนดสมดุลอำนาจทางการเมืองในอนาคตอันใกล้ด้วย

ตลอดช่วงที่ผ่านมา ภาพรวมการเมืองไทยมีความเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง ทั้งการปรับทัพภายในพรรค การดึงบุคคลสำคัญกลับมามีบทบาท รวมถึงการเลือกใช้กลยุทธ์ที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน บางพรรคเน้นสร้างกระแสในระดับประเทศ ขณะที่บางพรรคเลือกทำงานเงียบในระดับพื้นที่ เพื่อรักษาฐานเสียงเดิมและขยายแนวร่วมใหม่อย่างเป็นระบบ

เมื่อเข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้าย การแข่งขันจึงไม่ได้วัดกันเพียงที่กระแสนิยมหรือภาพลักษณ์ผู้นำเท่านั้น หากแต่เป็นการวัดพลังของโครงสร้างพรรค เครือข่ายในพื้นที่ และความแม่นยำของยุทธศาสตร์ที่ถูกวางไว้ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งทั้งหมดกำลังจะถูกพิสูจน์ผ่านผลการเลือกตั้งที่ใกล้เข้ามาทุกขณะ

ทีมข่าวเฉพาะกิจ ไทยรัฐออนไลน์ จึงได้สอบถามไปยัง ศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย รองศาสตราจารย์ประจำสาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช เพื่อวิเคราะห์ภาพรวมสถานการณ์การเมืองในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งทั่วไปปี 2569 โดย ศ.ดร.ยุทธพร ได้ประเมินแนวโน้มและยุทธศาสตร์ของพรรคการเมืองสำคัญ 5 พรรค ที่กำลังแข่งขันกันอย่างเข้มข้นในช่วงโค้งสุดท้ายของศึกเลือกตั้ง2569 ไว้ดังนี้

พรรคประชาชน

การนำ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล กลับมาช่วยหาเสียงให้กับพรรคประชาชนในการเลือกตั้งครั้งนี้ ส่งผลให้บรรยากาศของฐานเสียงพรรคกลับมาคึกคักอีกครั้ง โดยเฉพาะกลุ่มผู้สนับสนุนพรรคสีส้มที่มีความกระตือรือร้นเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จากจำนวนผู้เข้าร่วมการปราศรัยที่เพิ่มมากขึ้นในช่วงที่ผ่านมา แต่ในช่วงสองสัปดาห์สุดท้าย ยุทธศาสตร์หลักของพรรคประชาชนคือการให้นายพิธาลงพื้นที่สำคัญที่ยังมีความเสี่ยงในการได้คะแนน เช่น กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ เชียงใหม่ ภูเก็ต และชลบุรี

สิ่งนี้ทำให้ ศ.ดร.ยุทธพร เชื่อว่าในช่วงเวลาที่เหลือ นายพิธาจะไม่อยู่เฉยอย่างแน่นอน และต้องลงพื้นที่เหล่านี้เพื่อกระตุ้นฐานคะแนนของพรรคให้กลับมาอีกครั้ง แต่หากจะหวังผลถึงระดับแลนด์สไลด์ คงยังเป็นเรื่องที่ไม่แน่นอน เนื่องจากสถานการณ์ในปัจจุบันไม่มีแรงส่งทางการเมืองเหมือนกับการเลือกตั้งปี 66ที่ผ่านมา

การเลือกตั้งปี 66 คะแนนนิยมของนายพิธามีบทบาทสำคัญต่อความสำเร็จของพรรคก้าวไกล แต่ก็ไม่ใช่เพียงปัจจัยเดียว ยังมีแรงหนุนอื่นๆ เข้ามาประกอบ ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งครั้งแรกหลังอำนาจ คสช.คลายตัวอย่างแท้จริง สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ทำให้รัฐบาลถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก รวมถึงการยุบพรรคอนาคตใหม่ที่นำไปสู่การเคลื่อนไหวของเยาวชนในปี 63 และ 64 ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนเป็นแรงส่งสำคัญที่ทำให้พรรคก้าวไกลชนะการเลือกตั้งในปี 66

ส่วนการใช้กลยุทธ์การหาเสียงแบบแบ่งขั้วทางการเมือง เช่น วลี “มีลุงไม่มีเรา” แม้จะถูกมองว่าเป็นการสร้างความเกลียดชังทางการเมือง แต่ในอีกมุมหนึ่งก็กลับกลายเป็นจุดแข็งของพรรคประชาชนในปัจจุบัน เช่น การนำวลี “ทหารมีไว้ทำไม” กลับมาใช้ ซึ่งเป็นการตอกย้ำแนวทางเดิม และสะท้อนให้เห็นว่าการเลือกตั้งครั้งนี้มีบริบทที่แตกต่างจากปี 66 อย่างชัดเจน

สำหรับจำนวนเก้าอี้ สส.บัญชีรายชื่อ ศ.ดร.ยุทธพร มองว่าพรรคประชาชนยังมีโอกาสได้จำนวนใกล้เคียงกับการเลือกตั้งปี 66 เนื่องจากคะแนนนิยมของพรรคจำนวนมากมาจากกระแสในโซเชียลมีเดีย ซึ่งเอื้อต่อการเก็บคะแนนในระบบบัญชีรายชื่อโดยตรง

พรรคภูมิใจไทย

จุดได้เปรียบสำคัญของพรรคภูมิใจไทยคือการมีฐาน “บ้านใหญ่สายตระกูลการเมือง” อยู่ในพรรคเป็นจำนวนมาก ปัจจุบันมีบ้านใหญ่อยู่ประมาณ 86 ตระกูล เพิ่มขึ้นจากเดิมที่มีเพียงราว 40 กว่าตระกูล ส่งผลให้พรรคมีความได้เปรียบในการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตค่อนข้างสูง แม้จำนวน สส. ที่ได้รับอาจไม่เข้ามาครบทั้งหมด และอาจมีการตกหล่นราว 20–30% แต่โดยภาพรวม สส. ส่วนใหญ่ยังคงเป็นกลุ่มบ้านใหญ่ที่อยู่กับพรรคมาอย่างต่อเนื่องในหลายพื้นที่ พรรคภูมิใจไทยยังต้องแข่งขันโดยตรงกับพรรคประชาชน เช่น จังหวัดชลบุรี ซึ่งพรรคเลือกใช้ยุทธศาสตร์การล็อกเป้าหมายและการควบคุมฐานหัวคะแนนอย่างเข้มข้น

แม้กระแสของพรรคภูมิใจไทย รวมถึงตัวนายอนุทิน ในภาพรวมช่วงหลังจะดูเงียบลง แต่ไม่ได้หมายความว่าฐานเสียงในพื้นที่จะอ่อนแรงลงแต่อย่างใด เนื่องจากการทำงานระดับพื้นที่ยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง พรรคจึงไม่ได้เน้นการลงพื้นที่เชิงกระแสหรือการจัดเวทีดีเบตมากนัก เพราะไม่ใช่ยุทธศาสตร์หลัก หากแต่เลือกใช้แนวทางการประคับประคองและรักษาฐานเสียงเดิม เพื่อเข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งปี 69 อย่างมั่นคง

ในส่วนของจำนวน สส.บัญชีรายชื่อ การเลือกตั้งปี 66 พรรคภูมิใจไทยได้เพียง 3 ที่นั่ง แต่ในการเลือกตั้งปี 69 ครั้งนี้ ด้วยจำนวน สส.บ้านใหญ่ที่เพิ่มขึ้นและฐานคะแนนที่ติดมากับตระกูลการเมืองเหล่านี้ คาดว่าอาจได้ สส.บัญชีรายชื่อประมาณ 15 ที่นั่ง แต่ไม่น่าจะมากไปกว่านี้ เนื่องจากคะแนนนิยมในระดับประเทศยังเป็นรองพรรคประชาชนและพรรคเพื่อไทย

พรรคเพื่อไทย

ก่อนหน้านี้มักมีการมองว่าพรรคเพื่อไทยเป็น “พรรคต่ำร้อย” หรือเป็นพรรคที่กำลังเข้าสู่ภาวะถดถอยจนเสี่ยงจะสูญพันธุ์ทางการเมือง อย่างไรก็ตาม ศ.ดร.ยุทธพรเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่ยืนยันมาโดยตลอดว่าพรรคเพื่อไทยยังมีศักยภาพที่จะได้ที่นั่ง สส. ถึงระดับ 100 ที่นั่ง วาทกรรมที่ว่า “เพื่อไทยเลือดไหล” หรือ “เพื่อไทยเลือดไหลไม่หยุด” นั้น ไม่ได้สอดคล้องกับข้อเท็จจริง จากการรวบรวมข้อมูลย้อนหลัง 4 ปี พบว่าการสูญเสีย สส. ของพรรคเพื่อไทยมีเพียงราว 9% เท่านั้น อีกทั้งยังมี สส. จากพรรคการเมืองอื่นย้ายเข้ามาเสริม ทำให้ภาพรวมของพรรคไม่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง

อีกปัจจัยสำคัญคือการมีแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีอย่างนายยศชนัน ซึ่งช่วยดึงคะแนนนิยมและรักษาฐานเสียงเดิมของพรรคไว้ได้ โดยแคนดิเดตนายกฯ ทั้ง 3 คน ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของแต่ละกลุ่มอย่างชัดเจน นายสุริยะเป็นตัวแทนของกลุ่มผู้สนับสนุน นายยศชนันเป็นตัวแทนของตระกูลชินวัตร และนายจุลพันธ์เป็นตัวแทนของ สส. และคนในพรรคในฐานะหัวหน้าพรรค ส่งผลให้พรรคเพื่อไทยมีความครบถ้วนในทุกมิติ

ในเชิงโครงสร้าง พรรคเพื่อไทยยังคงมีฐานแฟนคลับครอบคลุมทั้งคนรุ่นเก่า รุ่นกลาง และรุ่นใหม่ ทำให้ปัญหาเชิงโครงสร้างที่เคยเป็นจุดอ่อนเริ่มลงตัวมากขึ้น ฐานผู้สนับสนุนเดิมยังคงมีความศรัทธาอยู่ สิ่งที่อาจลดลงบ้างคือ สส. เขต ซึ่งส่วนหนึ่งย้ายไปอยู่กับพรรคภูมิใจไทย อย่างไรก็ตาม ปัจจัยนี้ยังไม่ทำให้พรรคเพื่อไทยหลุดจากระดับเกิน 100 ที่นั่ง และยังมีโอกาสขึ้นมาเป็นอันดับสอง

ภาพรวม ศ.ดร.ยุทธพร เชื่อว่าพรรคการเมืองขนาดใหญ่ทั้งสามพรรค ได้แก่ พรรคประชาชน พรรคภูมิใจไทย และพรรคเพื่อไทย จะมีจำนวนที่นั่งใกล้เคียงกัน โดยช่องว่างไม่น่าจะเกิน 20–30 ที่นั่ง และผลการเลือกตั้งจะออกมาอย่างสูสี

สำหรับจำนวน สส.บัญชีรายชื่อ การเลือกตั้งปี 66 พรรคเพื่อไทยได้ถึง 29 ที่นั่ง แต่ในการเลือกตั้งปี 69ครั้งนี้ คาดว่าจำนวนจะลดลงเหลือไม่เกิน 20 ที่นั่ง

พรรคกล้าธรรม

พรรคกล้าธรรมถือเป็นพรรคที่มาอย่างเงียบๆ แทบไม่ปรากฏในเวทีดีเบต ไม่เด่นในโซเชียลมีเดีย และไม่อยู่ในโพลล์ต่างๆ เนื่องจากพรรคไม่ได้ใช้ยุทธศาสตร์ด้านกระแส หากถามว่าพรรคกล้าธรรมหายไปไหน ศ.ดร.ยุทธพร มองว่าเขา “หายไปอยู่ในสภา” มากกว่า เพราะพรรคเลือกใช้ยุทธวิธีการล็อกเป้าหัวคะแนนในพื้นที่เป็นหลัก

ทั้งนี้ ศ.ดร.ยุทธพร ประเมินว่าอย่างน้อยพรรคกล้าธรรมจะได้ที่นั่งประมาณ 40–50 ที่นั่ง อีกทั้งยังมี สส. ที่ไหลออกจากพรรคประชาธิปัตย์ราว 20 คน รวมถึงคะแนนจากพื้นที่ภาคเหนือตอนล่างและภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่ดึงมาจากพรรคเพื่อไทยจำนวนไม่น้อย ทำให้พรรคกล้าธรรมในฐานะพรรคขนาดกลาง กลายเป็นอีกหนึ่งตัวแปรสำคัญที่ต้องจับตา

พรรคประชาธิปัตย์

พรรคประชาธิปัตย์ ในการเลือกตั้งครั้งนี้สามารถเรียกคะแนนเสียงจากภาคใต้กลับมาได้ดีขึ้น ส่วนหนึ่งมาจากการกลับมาของนายอภิสิทธิ์ ซึ่งช่วยปลุกฐานแฟนคลับเดิมให้กลับมามีความคึกคักและมีชีวิตชีวาอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาผู้สมัครในภาคใต้ พบว่าหลายเขตเป็นผู้สมัครหน้าใหม่ ซึ่งถือเป็นจุดอ่อนที่อาจทำให้จำนวนที่นั่งไม่เป็นไปตามความคาดหวัง

มีความเป็นไปได้ว่าพรรคจะได้ที่นั่งในภาคใต้ประมาณ 10 ที่นั่ง และอาจได้เพิ่มเติมจากบัญชีรายชื่อบางส่วน ขณะที่พื้นที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งพรรคตั้งเป้าจะทวงคืนความเป็นเจ้าพื้นที่ คาดว่าอาจทำได้เพียง 1–2ที่นั่งเท่านั้น ส่วน สส.บัญชีรายชื่อ ศ.ดร.ยุทธพร ประเมินว่าอาจได้ประมาณ 10 ที่นั่ง จากกระแสความนิยมของนายอภิสิทธิ์

บทสรุปการเลือกตั้ง 69

การเลือกตั้งในช่วงโค้งสุดท้ายสะท้อนให้เห็นถึงการแข่งขันที่เข้มข้นและหลากหลายเชิงยุทธศาสตร์ของแต่ละพรรคการเมือง ทั้งการเร่งสร้างกระแสในระดับประเทศ การรักษาฐานเสียงเดิมในพื้นที่ และการอาศัยโครงสร้างเครือข่ายทางการเมืองที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน ปัจจัยเหล่านี้ล้วนเป็นตัวแปรสำคัญที่ส่งผลต่อการตัดสินใจของผู้มีสิทธิเลือกตั้งในช่วงเวลาสุดท้ายก่อนวันเลือกตั้ง

ขณะเดียวกัน ภาพรวมการแข่งขันมีแนวโน้มออกมาอย่างสูสี โดยผลลัพธ์สุดท้ายอาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับกระแสเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงความแข็งแรงของโครงสร้างพรรค ความต่อเนื่องในการทำงานในพื้นที่ และความแม่นยำของยุทธศาสตร์ที่แต่ละพรรควางไว้ ซึ่งทั้งหมดจะถูกสะท้อนผ่านผลการเลือกตั้งในวันที่ 8 ก.พ. 69 ที่จะถึงนี้

ระทึกบราซิล ฟ้าผ่ากลางกลุ่มผู้สนับสนุน “โบลโซนาโร” เจ็บระนาว 89 ราย สาหัส 8 (คลิป)

ระทึกบราซิล ฟ้าผ่ากลางกลุ่มผู้สนับสนุน "โบลโซนาโร" เจ็บระนาว 89 ราย สาหัส 8 (คลิป)

26 ม.ค. 2569 15:50 น.

ระทึกบราซิล ฟ้าผ่ากลางกลุ่มผู้สนับสนุน “โบลโซนาโร” เจ็บระนาว 89 ราย สาหัส 8 (คลิป)

เกิดเหตุไม่คาดฝันกลางกรุงบราซิเลียของบราซิล เมื่อเกิดฟ้าผ่าลงกลางกลุ่มผู้ชุมนุมฝ่ายขวาที่มารวมตัวสนับสนุนอดีตประธานาธิบดี ฌาอีร์ โบลโซนาโร ท่ามกลางฝนตกหนัก ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บเกือบร้อยราย เจ้าหน้าที่เร่งช่วยเหลือและนำผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาลหลายแห่ง

สื่อท้องถิ่นของบราซิลรายงานว่า ผู้สนับสนุนอดีตประธานาธิบดีฌาอีร์ โบลโซนาโร ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 89 คน หลังเกิดเหตุฟ้าผ่าลงมากลางพื้นที่ชุมนุมในกรุงบราซิเลีย เมื่อช่วงบ่ายวันอาทิตย์ (25 ม.ค.) ตามเวลาท้องถิ่น

กลุ่มผู้ชุมนุมรวมตัวกันใกล้อนุสรณ์สถานเจเค บนถนนโมนูเมนทัล แอ็กซิส ขณะรอขบวนเดินรณรงค์ของผู้สนับสนุนโบลโซนาโร ท่ามกลางฝนที่ตกลงมาอย่างหนัก ก่อนที่ฟ้าผ่าจะลงสู่บริเวณดังกล่าวในเวลาประมาณ 13.00 น.

หน่วยดับเพลิงเขตเฟเดอรัล ดิสตริกต์ ระบุว่า มีผู้ได้รับการปฐมพยาบาลอย่างน้อย 72 คน และในจำนวนนี้ 30 คนถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล โดยมี 8 คนอาการสาหัส เจ้าหน้าที่ดับเพลิงซึ่งปฏิบัติหน้าที่ดูแลความปลอดภัยการชุมนุมอยู่แล้ว ได้ตั้งเต็นท์ฉุกเฉินเพื่อให้การช่วยเหลือในที่เกิดเหตุ

ผู้เห็นเหตุการณ์รายหนึ่งให้สัมภาษณ์ว่า สถานการณ์เต็มไปด้วยความโกลาหลหลังฟ้าผ่าลงมา ผู้คนล้มลงพร้อมกันและพยายามช่วยเหลือกันท่ามกลางความตื่นตระหนก โดยจุดที่เกิดเหตุอยู่ใกล้รถเครื่องเสียงของการชุมนุมอย่างมาก

โรงพยาบาลฐานทัพเขตเฟเดอรัล ระบุว่า รับรักษาผู้บาดเจ็บอย่างน้อย 13 คน ขณะที่โรงพยาบาลภูมิภาคอาซา นอร์เต รับผู้บาดเจ็บเพิ่มอีกอย่างน้อย 5 คน หนึ่งในผู้บาดเจ็บให้ข้อมูลว่าแรงไฟฟ้าทำให้เธอล้มลงและได้รับบาดแผลไหม้ที่แขนและหน้าท้อง รวมถึงมีอาการปวดหูอย่างรุนแรง

การชุมนุมดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการเดินขบวน 7 วัน ภายใต้ชื่อ “เดินเพื่อเสรีภาพและความยุติธรรม” นำโดย สส.ฝ่ายค้าน นิโกลัส แฟร์เรรา และนักการเมืองฝ่ายขวาหลายคน โดยผู้ร่วมขบวนเดินเท้าระยะทางราว 240 กิโลเมตร จากเมืองปารากาตู มุ่งหน้าสู่กรุงบราซิเลีย เพื่อแสดงการสนับสนุนอดีตประธานาธิบดีโบลโซนาโร

อดีตผู้นำบราซิลวัย 70 ปี กำลังรับโทษจำคุก 27 ปี หลังถูกตัดสินว่ามีความผิดในคดีวางแผนก่อรัฐประหาร เพื่อรักษาอำนาจต่อไปภายหลังพ่ายแพ้การเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2022 ให้แก่ประธานาธิบดีลูอิซ อินาซิโอ ลูลา ดา ซิลวา.

อดีตทหารหญิงญี่ปุ่นบรรลุข้อตกลงยอมความคดีล่วงละเมิดทางเพศ รัฐชดเชย 1.6 ล้านเยน

อดีตทหารหญิงญี่ปุ่นบรรลุข้อตกลงยอมความคดีล่วงละเมิดทางเพศ รัฐชดเชย 1.6 ล้านเยน

26 ม.ค. 2569 14:26 น.

อดีตทหารหญิงญี่ปุ่นบรรลุข้อตกลงยอมความคดีล่วงละเมิดทางเพศ รัฐชดเชย 1.6 ล้านเยน

“รินะ โกโนอิ” อดีตทหารหญิงผู้สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วญี่ปุ่น บรรลุข้อตกลงยอมความกับรัฐบาลและอดีตเพื่อนร่วมงาน ปิดฉากคดีฟ้องแพ่งอันยาวนานกว่า 4 ปีครึ่ง กรณีถูกล่วงละเมิดทางเพศระหว่างรับราชการ เจ้าตัวย้ำไม่เสียใจที่เลือกพูดความจริง แม้ต้องแบกรับความกดดันมหาศาล พร้อมหวังเป็นบทเรียนให้สังคมหยุดเมินเฉยต่อเหยื่อความรุนแรงทางเพศ

ทนายความของนางสาวรินะ โกโนอิ อดีตทหารในกองกำลังป้องกันตนเองญี่ปุ่น (SDF) เปิดเผยว่า ลูกความของเขาได้บรรลุข้อตกลงยอมความกับจำเลยสองรายสุดท้าย คือ รัฐบาลญี่ปุ่นและอดีตเพื่อนร่วมงานชายรายหนึ่ง เป็นอันสิ้นสุดกระบวนการฟ้องร้องทางแพ่งที่ดึงดูดความสนใจจากคนทั่วโลก

ภายใต้ข้อตกลงดังกล่าว รัฐบาลญี่ปุ่นจะจ่ายเงินชดเชยให้แก่โกโนอิเป็นจำนวน 1.6 ล้านเยน (ประมาณ 322,305 บาท) อย่างไรก็ตาม ในส่วนของอดีตเพื่อนร่วมงานที่เป็นจำเลยรายสุดท้ายนั้นไม่มีการจ่ายค่าชดเชยหรือคำขอโทษใดๆ ออกมา

ก่อนหน้านี้ โกโนอิเรียกร้องค่าเสียหายจากอดีตทหารชายรวม 5.5 ล้านเยน ฐานก่อให้เกิดความทุกข์ทางจิตใจ และเรียกค่าเสียหายเพิ่มเติมอีก 2 ล้านเยนจากรัฐ ฐานไม่สามารถป้องกันหรือจัดการการล่วงละเมิดได้อย่างเหมาะสม

ในการแถลงข่าววันนี้ (26 ม.ค.) โกโนอิในวัย 26 ปี กล่าวด้วยความตื้นตันว่าช่วงเวลา 4 ปีครึ่งที่ผ่านมานับตั้งแต่เธอตัดสินใจออกมาเปิดเผยเรื่องราวเป็นช่วงเวลาที่ “ยาวนานและหนักอึ้ง” อย่างมาก”ฉันได้สัมผัสด้วยตัวเองว่าการออกมาพูดความจริงนั้นต้องแบกรับภาระที่หนักหนาเพียงใด แต่ถึงอย่างนั้น ฉันก็ไม่เคยเสียใจเลยที่เลือกพูดออกไป” เธอกล่าว

ย้อนกลับไปในปี 2022 โกโนอิได้สร้างประวัติศาสตร์ด้วยการโพสต์วิดีโอลงบนยูทูบ เล่าถึงเหตุการณ์ที่เธอถูกเพื่อนร่วมงานชาย 3 นายใช้กำลังกดตัวเธอลงกับพื้นและคุกคามทางเพศอย่างรุนแรงในค่ายทหารเมื่อปี 2021 แต่ในตอนแรกเรื่องร้องเรียนของเธอถูกผู้บังคับบัญชาเพิกเฉย

กระแสวิดีโอที่กลายเป็นไวรัลนำไปสู่การล่ารายชื่อกว่า 100,000 ชื่อเพื่อกดดันให้กระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นสอบสวนข้อเท็จจริง จนนำไปสู่การขุดรากถอนโคนปัญหาในกองทัพ ซึ่งพบรายงานการคุกคามทางเพศอื่น ๆ เพิ่มเติมอีกกว่า 1,000 กรณี

เมื่อปี 2023 ศาลอาญาได้ตัดสินว่าอดีตทหาร 3 นายมีความผิดจริงในข้อหาล่วงละเมิดทางเพศ และสั่งจำคุกรายละ 2 ปี แต่ให้รอลงอาญาไว้ 4 ปี ทำให้พวกเขาไม่ต้องติดคุกจริง อย่างไรก็ตาม คดีของโกโนอิถูกยกย่องว่าเป็นก้าวสำคัญของสังคมญี่ปุ่นที่มักจะบีบให้เหยื่อความรุนแรงทางเพศต้องเก็บงำความลับไว้

คดีนี้ถือเป็นหนึ่งในคดีต้นแบบที่ร่วมกับคดีของ “ชิโอริ อิโตะ” นักข่าวสาว และการเปิดโปงอื้อฉาวของ “จอห์นนี คิตากาวะ” เจ้าพ่อวงการบันเทิง ที่ช่วยกระตุ้นให้สังคมญี่ปุ่นเริ่มกล้าที่จะออกมาวิพากษ์วิจารณ์และต่อสู้เพื่อสิทธิของเหยื่อความรุนแรงทางเพศอย่างเปิดเผยมากขึ้นในปัจจุบัน.

ที่มา BBC

มือปืนกราดยิงกลางสนามฟุตบอลเม็กซิโก ดับอย่างน้อย 11 เจ็บ 12 ราย

มือปืนกราดยิงกลางสนามฟุตบอลเม็กซิโก ดับอย่างน้อย 11 เจ็บ 12 ราย

26 ม.ค. 2569 13:18 น.

มือปืนกราดยิงกลางสนามฟุตบอลเม็กซิโก ดับอย่างน้อย 11 เจ็บ 12 ราย

เกิดเหตุกลุ่มมือปืนบุกกราดยิงถล่มใส่ผู้คนขณะชมการแข่งขันฟุตบอลกลางสนามกีฬาที่เมืองซาลามังกา รัฐกัวนาฮัวโต ประเทศเม็กซิโก ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 11 ราย บาดเจ็บอีก 12 คน พบปลอกกระสุนกว่า 100 นัดตกในที่เกิดเหตุ คาดเป็นฝีมือแก๊งอาชญกรรมเจ้าถิ่นที่สั่งการจากในคุก

เกิดเหตุกราดยิงกลางสนามกีฬาที่เมืองซาลามังกา รัฐกัวนาฮัวโต ประเทศเม็กซิโก เมื่อช่วงเย็นวันที่ 25 มกราคมที่ผ่านมา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 11 ราย และบาดเจ็บอีก 12 ราย ระหว่างที่มีการแข่งขันฟุตบอลภายในสนาม “กัมโปส เด ลาส กาบันญัส” ในชุมชนโลมา เด ฟลอเรส

เหตุเกิดราวเวลา 17.20 น. ตามเวลาท้องถิ่น เมื่อกลุ่มชายติดอาวุธเดินทางมาด้วยรถกระบะสองคัน ก่อนมีอย่างน้อย 4 คนลงจากรถและเปิดฉากยิงใส่ผู้ที่อยู่ภายในสนามอย่างไม่เลือกหน้า หลังเกิดเหตุ คนร้ายหลบหนีไปในทิศทางเมืองอิราปัวโต

เทศบาลเมืองซาลามังกายืนยันว่า มีผู้เสียชีวิต 10 รายในที่เกิดเหตุ และอีก 1 รายเสียชีวิตภายหลังที่โรงพยาบาล รวมผู้เสียชีวิตอย่างเป็นทางการ 11 ราย ส่วนผู้บาดเจ็บจากกระสุนปืนมี 12 คน อย่างไรก็ตาม สื่อท้องถิ่นบางแห่งรายงานตัวเลขผู้เสียชีวิตอาจสูงถึง 14–23 ราย

เจ้าหน้าที่พบปลอกกระสุนมากกว่า 100 ปลอกในที่เกิดเหตุ สะท้อนความรุนแรงของการโจมตี โดยชาวบ้านระบุว่าได้ยินเสียงปืนดังไปไกลถึงเมืองอิราปัวโต ซึ่งอยู่ห่างออกไปราว 15 กิโลเมตร หลังเหตุการณ์ รถพยาบาลจากหลายหน่วยงานอย่างน้อย 5 คันเข้าช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ และนำส่งโรงพยาบาลอย่างน้อย 5 ราย

ตำรวจท้องถิ่นเมืองซาลามังกา พร้อมด้วยกองกำลังพิทักษ์ชาติ กองทัพเม็กซิโก และตำรวจรัฐกวานาวาโต ได้ระดมกำลังปิดล้อมพื้นที่และออกไล่ล่าคนร้าย ขณะที่สำนักงานอัยการรัฐกัวนาฮัวโตเข้าตรวจเก็บหลักฐานและเริ่มการสอบสวน อย่างไรก็ดี จนถึงขณะนี้ยังไม่มีรายงานการจับกุมผู้ต้องสงสัย

เหตุสังหารหมู่ครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงหนึ่งวันหลังจากเกิดการโจมตีพร้อมกันสองจุดในพื้นที่ตอนใต้ของซาลามังกา ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิต 5 ราย และสูญหาย 1 ราย โดยรายงานท้องถิ่นระบุว่า กลุ่มอาชญากรรม “ลา มาร์ริซา” ซึ่งเป็นเครือข่ายของขบวนการค้ายาเสพติดซานตา โรซา เด ลิมา อาจอยู่เบื้องหลัง

ผู้นำขบวนการดังกล่าวคือ โฮเซ อันโตนิโอ เยเปซ ออร์ติซ หรือ “เอล มาร์โร” ซึ่งถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำกลางความมั่นคงสูงหมายเลข 14 ที่เมืองโกเมซ ปาลาซิโอ รัฐดูรังโก แม้ทางการสหรัฐฯ จะระบุเมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้ว ว่า เขายังคงสั่งการเครือข่ายอาชญากรรมจากภายในเรือนจำ ผ่านทนายความและญาติเป็นตัวกลาง

สหรัฐฯ ระบุว่า คาร์เทลซานตา โรซา เด ลิมา มีบทบาทสำคัญในตลาดพลังงานเถื่อนข้ามพรมแดน และการลักลอบขโมยน้ำมันถือเป็นแหล่งรายได้หลักที่ไม่เกี่ยวกับยาเสพติดของแก๊งค้ายาเม็กซิโก

เหตุการณ์ล่าสุดตอกย้ำสถานการณ์ความรุนแรงในรัฐกัวนาฮัวโต ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในรัฐที่มีอัตราการฆาตกรรมสูงที่สุดของเม็กซิโก โดยระหว่างวันที่ 19–24 มกราคม 2569 มีรายงานคดีฆาตกรรมเจตนา 58 คดี และตลอด 11 เดือนแรกของปี 2568 รัฐกวานาวาโตมีผู้ตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมร้ายแรงรวมกว่า 7,600 ราย จากความขัดแย้งแย่งชิงอิทธิพลระหว่างคาร์เทลซานตา โรซา เด ลิมา และคาร์เทลฮาลิสโก นูเอวา เฆเนราซิออน ซึ่งทำให้พื้นที่ตอนกลางของประเทศแห่งนี้กลายเป็นหนึ่งในพื้นที่นองเลือดที่สุดของเม็กซิโก.

ที่มา Semanario ZETA 

“คิม จองอึน “ตรวจงานประติมากรรมรำลึกทหารเกาหลีเหนือพลีชีพในสงครามยูเครน

"คิม จองอึน "ตรวจงานประติมากรรมรำลึกทหารเกาหลีเหนือพลีชีพในสงครามยูเครน

26 ม.ค. 2569 12:48 น.

“คิม จองอึน “ตรวจงานประติมากรรมรำลึกทหารเกาหลีเหนือพลีชีพในสงครามยูเครน

สื่อทางการเกาหลีเหนือรายงานว่า นายคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดของประเทศ ได้ตรวจเยี่ยมประติมากรรมและผลงานศิลปะที่กำลังจัดสร้าง เพื่อใช้ในพิพิธภัณฑ์อนุสรณ์รำลึกถึงทหารเกาหลีเหนือที่เสียชีวิตจากการร่วมรบในสงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครน โดยระบุว่าผลงานเหล่านี้จะถ่ายทอด “วีรกรรมในตำนานและชีวิตอันทรงเกียรติ” ของทหารเหล่านั้น

สำนักข่าวกลางเกาหลี (เคซีเอ็นเอ) รายงานว่า คิม จองอึน เดินทางไปยังสตูดิโอศิลปะแมนซูแด ในกรุงเปียงยาง เมื่อต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมา เพื่อตรวจดูประติมากรรมและงานศิลป์หลายชิ้น ซึ่งจะถูกติดตั้งในพิพิธภัณฑ์อนุสรณ์เกียรติประวัติการรบในภารกิจทางทหารนอกประเทศ  รวมถึงหอคอยอนุสรณ์และลวดลายประติมากรรมนูนต่ำประดับกำแพงด้านนอก

เกาหลีเหนือเริ่มก่อสร้างพิพิธภัณฑ์แห่งนี้เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา เพื่อเชิดชูทหารรุ่นใหม่ที่เสียชีวิตขณะต่อสู้เคียงข้างรัสเซียในสงครามยูเครน นับเป็นอนุสรณ์สถานแห่งแรกของประเทศที่สร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงทหารที่เสียชีวิตจากปฏิบัติการทางทหารในต่างแดน โดยเมื่อต้นเดือนนี้ คิม จองอึน ได้เดินทางไปตรวจพื้นที่ก่อสร้าง และร่วมในการตักดินครั้งแรกสำหรับการปลูกต้นไม้ภายในพิพิธภัณฑ์

รายงานระบุว่า เกาหลีเหนือได้ส่งทหารมากกว่า 10,000 นาย พร้อมอาวุธตามแบบแผน ไปสนับสนุนปฏิบัติการทางทหารของรัสเซีย และเชื่อว่ามีทหารเกาหลีเหนือเสียชีวิตในการรบหลายพันนาย

เคซีเอ็นเออ้างคำกล่าวของคิม จองอึน ที่ชื่นชมผลงานประติมากรรมว่า ถูกสร้างขึ้นเพื่อถ่ายทอดอย่างถาวรถึง “วีรกรรมในตำนานและชีวิตอันทรงเกียรติของบุตรหลานผู้ควรยกย่องแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี ผู้พิทักษ์เกียรติยศของชาติ” พร้อมย้ำว่า กองทัพเกาหลีเหนือได้พิสูจน์ให้เห็นถึง “กฎแห่งพลัง” และความจริงที่ไม่เปลี่ยนแปลงว่า ผู้ที่มีจิตวิญญาณแข็งแกร่งย่อมเป็นผู้มีชัย

ผู้นำเกาหลีเหนือยังเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการรักษามาตรฐานทางศิลปะในระดับสูง และความประณีตในทุกรายละเอียด เพื่อให้ผู้เข้าชมพิพิธภัณฑ์สามารถรับรู้ถึง “ศรัทธาในชัยชนะอันแน่วแน่” ของทหารผู้กล้า และจดจำพวกเขาไว้ตลอดไป

ภาพถ่ายที่เคซีเอ็นเอเผยแพร่แสดงให้เห็นประติมากรรมที่ถ่ายทอดฉากการรบและทหารในชุดยุทโธปกรณ์ครบครัน มีขนาดใหญ่กว่าคนจริงประมาณ 2–3 เท่า โดยสตูดิโอศิลปะแมนซูแดถือเป็นหน่วยงานศิลปะหลักของรัฐ ที่รับผิดชอบการผลิตงานศิลป์สำคัญเพื่อการโฆษณาชวนเชื่อของรัฐบาลเกาหลีเหนือ.

ที่มา Yonhap