ออสเตรเลียเตือนภัย คลื่นความร้อนปกคลุมหลายพื้นที่ของประเทศ

ออสเตรเลียเตือนภัย คลื่นความร้อนปกคลุมหลายพื้นที่ของประเทศ

26 ม.ค. 2569 12:24 น.

ออสเตรเลียเตือนภัย คลื่นความร้อนปกคลุมหลายพื้นที่ของประเทศ

ทางการออสเตรเลีย ประกาศเตือนภัยคลื่นความร้อนในหลายพื้นที่ของประเทศ ขณะที่บรรยากาศการเฉลิมฉลองวันชาติมีขึ้นท่ามกลางสภาพาอากาศร้อนจัด

วันที่ 26 มกราคม 2569 สำนักงานอุตุนิยมวิทยาออสเตรเลีย ออกคำเตือนคลื่นความร้อนแผ่ปกคลุม อุณหภูมิพุ่งสูงเกินกว่า 40 องศาเซลเซียส ในหลายพื้นที่ของรัฐทางตอนใต้อย่างวิคตอเรีย  และเซาธ์ออสเตรเลีย นิวเซาธ์เวส์ ควีนส์แลนด์ แทสมาเนีย และนอร์เธิร์นเทอริทอรี จนถึงวันพุธนี้   

รายงานข่าวระบุว่า เมื่อวันอาทิตย์ ที่ผ่านมาอุณภูมิพุ่งสูง 48.5 องศาเซลเซียส ในรัฐเซาธ์ออสเตรเลีย ในขณะที่ประชาชนบางส่วนยกเลิกกิจกรรมฉลองวันชาติ 26 มกราคม เพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญสภาพอากาศร้อนจัดและความปลอดภัยด้านสุขภาพ

ส่วนที่เมืองแอดดิเลด ทางการประกาศยกเลิกการจัดงานแสดงแสงสี และขบวนพาเหรด ตามคำเตือนให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการออกมาสัมผัสแสงแดดและสภาพอากาศร้อนจัด โดยเจ้าหน้าที่ระบุว่า แม้ประชาชนส่วนใหญ่จะแสดงความไม่พอใจที่งานรื่นเริงได้ถูกยกเลิก แต่ทุกคนก็เข้าใจว่าความปลอดภัยต้องมาก่อน

นายทิม วีบุช คณะกรรมการจัดการภัยฉุกเฉินของรัฐวิคตอเรีย กล่าวว่า รัฐวิคตอเรียไม่ได้เจอสภาพอากาศร้อนจัดจากคลื่นความร้อนแผ่ปกคลุมมานานเกือบ 20 ปีแล้ว หลังจากที่เกิดไฟป่ารุนแรงจนสภาพอากาศร้อนระอุเมื่อปี 2552

นอกจากนี้ทางการยังประกาศเตือนระวังการเกิดไฟป่า เนื่องมาจากสภาพาอากาศร้อนจัดและแห้ง ประกอบกับมีกระแสลมพัดแรง โดยระบุว่า เจ้าหน้าที่หน่วยดับเพลิงได้เตรียมความพร้อมรับสถานการณ์ ทั้งการอพยพประชาชนและข้าวของต่างๆ 

ที่มา BBC

เรือเฟอร์รี่ฟิลิปปินส์อับปาง เสียชีวิตอย่างน้อย 15 สูญหาย 28 คน

เรือเฟอร์รี่ฟิลิปปินส์อับปาง เสียชีวิตอย่างน้อย 15 สูญหาย 28 คน

26 ม.ค. 2569 11:52 น.

เรือเฟอร์รี่ฟิลิปปินส์อับปาง เสียชีวิตอย่างน้อย 15 สูญหาย 28 คน

หน่วยยามฝั่งฟิลิปปินส์เปิดเผยว่า เกิดเหตุเรือเฟอร์รี่ “เอ็มวี ทริชา เคอร์สติน 3” บรรทุกผู้โดยสารและลูกเรือกว่า 350 คน อับปางในทะเลคลื่นลมแรงนอกชายฝั่งจังหวัดบาซิลัน ทางตอนใต้ของประเทศ เมื่อช่วงเช้ามืดวันจันทร์ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 15 ศพ และยังสูญหายอีก 28 คน ขณะที่สามารถช่วยเหลือผู้รอดชีวิตได้แล้วอย่างน้อย 316 คน

หน่วยยามฝั่งฟิลิปปินส์ (PCG) ได้รับแจ้งสัญญาณขอความช่วยเหลือ เมื่อเวลาประมาณ 01.50 น. ของวันจันทร์ที่ 26 ม.ค. ตามเวลาท้องถิ่น หลังเรือเฟอร์รี่ “เอ็มวี ทริชา เคอร์สติน 3” ประสบเหตุอับปางลงบริเวณนอกชายฝั่งเกาะบาสิลัน ทางตอนใต้ของประเทศ

เรือลำดังกล่าวซึ่งดำเนินการโดยบริษัท Aleson Shipping Lines ได้ออกเดินทางจากท่าเรือเมืองซัมบวงกา เมื่อเวลาประมาณ 21.20 น. ของวันอาทิตย์ที่ผ่านมา เพื่อมุ่งหน้าไปยังเกาะโฮโล แต่หลังจากออกเรือได้เพียง 4 ชั่วโมง เรือได้เกิดอุบัติเหตุจมลงในจุดที่ห่างจากเกาะบาลุก-บาลุก ไปทางตะวันออกราว 5 กิโลเมตร

โรมเมล ดูอา ผู้บัญชาการหน่วยยามฝั่ง ระบุว่าขณะนี้ช่วยเหลือผู้ประสบภัยขึ้นมาได้แล้วอย่างน้อย 316 ราย ยืนยันยอดผู้เสียชีวิตที่ 15 ราย และยังมีผู้สูญหายอีก 28 ราย โดยทางกองทัพเรือและกองทัพอากาศได้ส่งอากาศยานและเรือเข้าร่วมสนับสนุนปฏิบัติการกู้ภัยอย่างเร่งด่วน

โรนาลิน เปเรซ เจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยในบาสิลัน เปิดเผยว่า อุปสรรคสำคัญในขณะนี้คือจำนวนผู้รอดชีวิตที่ถูกส่งตัวเข้ามาเป็นจำนวนมากจนเกินกำลังเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ในพื้นที่ โดยระบุว่า “เรากำลังเผชิญกับปัญหาขาดแคลนบุคลากรในการรับมือกับผู้ป่วยจำนวนมากที่หลั่งไหลเข้ามา” ซึ่งล่าสุดมีผู้รอดชีวิตอย่างน้อย 18 รายถูกส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลท้องถิ่นแล้ว

ทางด้านโฆษกหน่วยยามฝั่งให้ข้อมูลเบื้องต้นจากการสอบถามผู้รอดชีวิตว่า ในขณะเกิดเหตุสภาพอากาศในพื้นที่ค่อนข้างเลวร้ายและมีคลื่นลมแรงมาก อย่างไรก็ตาม ทางหน่วยยามฝั่งยืนยันว่าเรือลำดังกล่าว “ไม่ได้บรรทุกเกินน้ำหนัก” เนื่องจากมีจำนวนผู้โดยสารอยู่ในเกณฑ์สูงสุดที่ได้รับอนุญาตคือ 352 คน

ฟิลิปปินส์เป็นประเทศหมู่เกาะที่มีประวัติศาสตร์ภัยพิบัติทางทะเลมาหลายครั้ง เนื่องจากการคมนาคมระหว่างเกาะส่วนใหญ่พึ่งพาเรือเฟอร์รี่ที่มักขาดการตรวจสอบความปลอดภัยอย่างเข้มงวด โดยเมื่อปี 2023 เกิดเหตุไฟไหม้เรือเฟอร์รี่ทางภาคใต้ มีผู้เสียชีวิตกว่า 30 ราย ในปี 2015 เกิดเหตุเรือพลิกคว่ำนอกชายฝั่งเกาะเลย์เต คร่าชีวิตผู้คนไปกว่า 60 ราย และเมื่อปี 1987 เกิดเหตุโศกนาฏกรรมเรือ “โดนญา ปาซ” ชนกับเรือบรรทุกน้ำมัน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 4,000 ราย ซึ่งถือเป็นภัยพิบัติทางทะเลที่เลวร้ายที่สุดในโลก ในช่วงที่โลกปลอดสงคราม

ขณะนี้ ทางการฟิลิปปินส์ได้สั่งการให้เร่งสอบสวนหาสาเหตุของการอับปางอย่างละเอียดต่อไป โดยผู้รอดชีวิตส่วนใหญ่ถูกส่งตัวไปยังสถานีหน่วยยามฝั่งในเมืองซัมบวงกาและเมืองอิซาเบลาเพื่อรับการดูแล.

ที่มา AFP / Rappler

สุดสลด เด็กชายกาซาถูกยิงดับสลด 2 ชีวิต ขณะออกหาไม้ฟืนท่ามกลางความหนาว

สุดสลด เด็กชายกาซาถูกยิงดับสลด 2 ชีวิต ขณะออกหาไม้ฟืนท่ามกลางความหนาว

26 ม.ค. 2569 11:30 น.

สุดสลด เด็กชายกาซาถูกยิงดับสลด 2 ชีวิต ขณะออกหาไม้ฟืนท่ามกลางความหนาว

เกิดเหตุสุดสลดใจเมื่อเด็กชายชาวปาเลสไตน์ 2 คน ถูกยิงเสียชีวิตจากการปฏิบัติการของกองทัพอิสราเอล ระหว่างออกไปเก็บไม้ฟืนเพื่อทำอาหารและให้ความอบอุ่นแก่ครอบครัว ท่ามกลางฤดูหนาวอันโหดร้าย 

เด็กชายเคราะห์ร้ายทั้งสองได้แก่ โมฮัมหมัด อัล ซาวารา อายุ 14 ปี และ สุไลมาน อัล ซาวารา อายุ 13 ปี ซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องกัน โดยทั้งคู่ถูกยิงเสียชีวิตเมื่อเช้าวันเสาร์ และถูกนำร่างส่งไปยังโรงพยาบาล อัล-ชีฟา

คลิปวิดีโอที่เผยแพร่ทางสื่อออนไลน์ เผยให้เห็นพ่อของหนึ่งในเด็กชาย อุ้มร่างไร้วิญญาณของลูกไว้ในอ้อมแขน ท่ามกลางเสียงร่ำไห้และความสิ้นหวัง

เด็กทั้งสองอาศัยอยู่กับครอบครัวในพื้นที่ตอนเหนือของฉนวนกาซา โดย ซัลมาน อัล ซาวารา ลุงของเด็ก ๆ เปิดเผยกับ CNN ว่า หลานทั้งสองสนิทกันมาก และเป็นเด็กที่ร่าเริง โดยเขากล่าวทั้งน้ำตาว่า เด็ก ๆเต็มไปด้วยชีวิตและความสุข พวกเขาแค่อยากช่วยพ่อแม่ เลยออกไปหาไม้ฟืนไว้ทำอาหารและให้ความอบอุ่นกับครอบครัวในฤดูหนาวที่โหดร้ายนี้ แต่มาประสบเคราะห์กรรมซะก่อน

อย่างไรก็ตาม กองทัพอิสราเอลยืนยันกับ CNN ว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดจากการที่ทหารในพื้นที่ ตรวจพบผู้ก่อการร้ายหลายคน ที่ข้ามเส้นสีเหลือง (Yellow Line) วางระเบิด และเคลื่อนที่เข้าใกล้ทหาร จนถูกมองว่าเป็นภัยคุกคามโดยตรง

แหล่งข่าวทางทหารของอิสราเอลยังอ้างด้วยว่าพวกเขาไม่ใช่เด็ก แต่ไม่ได้แสดงหลักฐานใด ๆ ประกอบคำกล่าวอ้างดังกล่าว

ขณะที่ครอบครัวผู้เสียชีวิตยืนยันว่า จุดเกิดเหตุ อยู่ห่างจากเส้นสีเหลืองมาก และอยู่ใกล้ทางเข้าโรงพยาบาล พร้อมประณามว่าสิ่งที่กองทัพเผยคือคำโกหก เด็กเหล่านี้เป็นผู้บริสุทธิ์ พวกเขาถูกฆ่าอย่างเลือดเย็น

รายงานระบุว่า ในหลายพื้นที่ของฉนวนกาซา เส้นสีเหลืองไม่ได้ถูกทำเครื่องหมายอย่างชัดเจน ทำให้ประชาชนไม่อาจทราบได้แน่ชัดว่าพื้นที่ใดถือเป็นเขตต้องห้าม

นี่ไม่ใช่ครั้งแรก ที่เด็กในกาซาซึ่งออกไปหาไม้ฟืนต้องจบชีวิตลง เมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ฟาดี และ จูมา อาบู อัสซี เด็กชายวัยเพียง 8 และ 10 ขวบ ออกไปหาไม้ฟืนให้พ่อพิการของพวกเขา ก่อนจะถูก โดรนโจมตีเสียชีวิต โดยกองทัพอิสราเอลยอมรับว่าเป็นผู้โจมตีในเหตุการณ์นั้น โดยเรียกเด็กทั้งสองว่าเป็นผู้ต้องสงสัยที่ข้ามเส้นสีเหลือง และมีพฤติกรรมน่าสงสัย

ด้าน กระทรวงสาธารณสุขปาเลสไตน์ ระบุว่า ในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา มีผู้เสียชีวิตจากปฏิบัติการทางทหารของอิสราเอลอย่างน้อย 3 ราย ทำให้ยอดผู้เสียชีวิตนับตั้งแต่ข้อตกลงหยุดยิงมีผลในเดือนตุลาคม เพิ่มเป็น 484 ราย

ขณะที่ยอดผู้เสียชีวิตสะสมในฉนวนกาซานับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2023 อยู่ที่ 71,657 คน โดยกระทรวงฯ ระบุว่า ตัวเลขดังกล่าว ไม่แยกพลเรือนกับนักรบ.

ที่มา :CNN

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ กาซา

สมาคมไรเฟิลย้ำสิทธิพกพาอาวุธ เรียกร้องรัฐบาลทรัมป์สอบสวนเหตุยิงดับรายที่ 2 ในมินนิอาโปลิส

สมาคมไรเฟิลย้ำสิทธิพกพาอาวุธ เรียกร้องรัฐบาลทรัมป์สอบสวนเหตุยิงดับรายที่ 2 ในมินนิอาโปลิส

26 ม.ค. 2569 11:20 น.

สมาคมไรเฟิลย้ำสิทธิพกพาอาวุธ เรียกร้องรัฐบาลทรัมป์สอบสวนเหตุยิงดับรายที่ 2 ในมินนิอาโปลิส

สมาคมไรเฟิลแห่งชาติสหรัฐฯ (NRA) และกลุ่มรณรงค์สิทธิการครอบครองอาวุธปืนในสหรัฐฯ ได้เรียกร้องให้รัฐบาลภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ดำเนินการ “สอบสวนอย่างเต็มรูปแบบ” กรณีการเสียชีวิตของ นายอเล็กซ์ เพรตตี วัย 37 ปี พยาบาลวิชาชีพประจำโรงพยาบาลกิจการทหารผ่านศึก ซึ่งถูกเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองสหรัฐฯ (ICE) ยิงเสียชีวิตในเมืองมินนิอาโปลิส เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ท่ามกลางการกวาดล้างผู้อพยพผิดกฎหมายโดยเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง 

แม้รัฐบาลกลางจะอ้างว่าเพรตตีเป็นอันตรายและถืออาวุธ แต่สำนักข่าวรอยเตอร์ ได้ตรวจสอบวิดีโอหลักฐานซึ่งเผยภาพที่ต่างออกไป ในช่วงก่อนเกิดเหตุ วิดีโอเผยให้เห็นเพรตตีถือ “โทรศัพท์มือถือ” ในมือเพื่อถ่ายคลิปขณะพยายามเข้าช่วยเหลือผู้ประท้วงหญิงที่ถูกเจ้าหน้าที่ผลักลงกับพื้น

โดยในช่วงการช่วงเผชิญหน้า เพรตตีพยายามเข้าขวางระหว่างเจ้าหน้าที่และผู้ประท้วง ก่อนจะยกแขนซ้ายขึ้นบังขณะถูกฉีดสเปรย์พริกไทยใส่ และขณะที่เจ้าหน้าที่หลายนายกดตัวเพรตตีลงกับพื้น มีเสียงตะโกนเตือนเรื่องอาวุธปืน วิดีโอแสดงให้เห็นเจ้าหน้าที่นายหนึ่งดึงปืนพกออกมาจากบริเวณขอบเอวของเพรตตีแล้วถอยฉากออกมา แต่หลังจากนั้นไม่กี่วินาที เจ้าหน้าที่อีกนายกลับจ่อยิงเข้าที่กลางหลังของเปรตติ 4 นัดซ้อน ตามด้วยเสียงปืนเพิ่มเติมจากเจ้าหน้าที่อีกราย

เจ้าหน้าที่รัฐมินนิโซตายืนยันว่า เพรตตีมีใบอนุญาตพกพาอาวุธปืนแบบปกปิด (Concealed Carry) อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งศาลฎีกาสหรัฐฯ เคยตัดสินในปี 2022 ว่าเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ

กรณีนี้ยังถูกวิพากษ์จากกลุ่มสนับสนุนสิทธิการครอบครองอาวุธและนักการเมืองหลายฝ่าย ด้านกลุ่ม Gun Owners of America ระบุว่า รัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมครั้งที่ 2 คุ้มครองสิทธิการพกพาอาวุธของชาวอเมริกัน แม้ในระหว่างการประท้วง

ประเด็นนี้ทำให้ NRA ซึ่งปกติเป็นพันธมิตรกับทรัมป์ ออกมาโจมตีคำกล่าวของ นายบิล เอสเซย์ลี รองอัยการสหรัฐประจำเขตกลางรัฐแคลิฟอร์เนีย ที่ระบุว่า “ใครพกปืนเข้าหาเจ้าหน้าที่เสี่ยงถูกยิงโดยชอบด้วยกฎหมาย” ว่าเป็นความคิดที่ “อันตรายและผิดพลาด” ต่อมาเอสเซย์ลีชี้แจงว่า ความเห็นของเขาถูกตัดตอนจากบริบท โดยอ้างว่าหมายถึงผู้ก่อความวุ่นวายที่เข้าใกล้เจ้าหน้าที่พร้อมอาวุธและปฏิเสธการปลดอาวุธ ไม่ได้หมายถึงผู้พกปืนอย่างถูกกฎหมาย

ขณะที่ นายโทมัส แมสซี สส. พรรครีพับลิกัน เสริมอย่างรุนแรงว่า “การพกอาวุธปืนไม่ใช่โทษประหารชีวิต แต่มันคือสิทธิที่รัฐธรรมนูญคุ้มครอง ใครไม่เข้าใจเรื่องนี้ก็ไม่ควรทำงานในหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย”

นางคริสตี โนเอม รัฐมนตรีความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ อ้างว่าเป็นการยิงเพื่อป้องกันตัวและปฏิบัติตามการฝึกฝน พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าผู้ประท้วงที่รักสงบไม่ควรพกปืนและกระสุนมาประท้วง

ด้านนายทิม วอลซ์ ผู้ว่าการรัฐมินนิโซตา ตอกกลับว่าคำกล่าวอ้างของรัฐบาลทรัมป์คือ “เรื่องโกหกและไร้สาระ” ส่วนนายกเทศมนตรีเมืองมินนิอาโปลิสเปรียบปฏิบัติการของ ICE ครั้งนี้ว่าเป็นเหมือน “การรุกราน” และพยายามบิดเบือนข้อเท็จจริงเพื่อปกป้องความผิดของเจ้าหน้าที่

เหตุการณ์นี้ถือเป็นครั้งที่สองในรอบเดือนที่เจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางเกี่ยวข้องกับการวิสามัญในมินนิอาโปลิส ซึ่งสร้างความกังวลอย่างมากเกี่ยวกับมาตรฐานการสื่อสารและการใช้กำลังของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่.

ที่มา BBC  Reuters

จีนประกาศกร้าว กองทัพเดินหน้าปราบคอร์รัปชัน หลังเปิดสอบ 2 บิ๊กทหารสะท้อนความเด็ดขาด “สี จิ้นผิง”

จีนประกาศกร้าว กองทัพเดินหน้าปราบคอร์รัปชัน หลังเปิดสอบ 2 บิ๊กทหารสะท้อนความเด็ดขาด "สี จิ้นผิง"

26 ม.ค. 2569 10:36 น.

จีนประกาศกร้าว กองทัพเดินหน้าปราบคอร์รัปชัน หลังเปิดสอบ 2 บิ๊กทหารสะท้อนความเด็ดขาด “สี จิ้นผิง”

หนังสือพิมพ์ของกองทัพจีน เผยแพร่บทความประกาศกร้าว เดินหน้าปราบคอร์รัปชันในกองทัพ “ไม่มีข้อยกเว้น–ไม่ละเว้นใคร” หลังเปิดสอบ 2 บิ๊กทหารระดับสูง สะท้อนความเด็ดขาดของผู้นำพรรคและปธน.สี จิ้นผิง

วันที่ 25 มกราคม 2569 สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า หนังสือพิมพ์ PLA Daily ซึ่งเป็นสื่อหลักของกองทัพปลดแอกประชาชนจีน ตีพิมพ์บทบรรณาธิการย้ำจุดยืนว่า จีนจะต่อสู้และต้องชนะสงครามต่อต้านคอร์รัปชันในกองทัพอย่างเด็ดขาด

บทบรรณาธิการเผยแพร่ภายหลังทางการจีนประกาศสอบสวน จาง โหย่วเซี่ย รองประธานคณะกรรมาธิการทหารกลาง และสมาชิกกรมการเมืองพรรคคอมมิวนิสต์จีน รวมถึง หลิว เจิ้นลี่ สมาชิก CMC และเสนาธิการกองบัญชาการร่วม ในข้อหาฝ่าฝืนวินัยและกฎหมายอย่างร้ายแรง

บทความระบุว่า การตัดสินใจของคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนในการสอบสวนบุคคลระดับสูงทั้งสองราย เป็นการแสดงจุดยืนชัดเจนว่า การปราบคอร์รัปชันไม่มีพื้นที่ต้องห้าม ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย และไม่ยอมรับการประนีประนอมใดๆ โดยไม่ว่าผู้กระทำจะอยู่ในตำแหน่งใด หากพัวพันกับการทุจริตจะถูกดำเนินการโดยไม่ละเว้น พร้อมยกการสอบสวนครั้งนี้เป็น ผลลัพธ์สำคัญของการกวาดล้างคอร์รัปชันในกองทัพ และเป็นสัญญาณถึงพลังอำนาจและความมุ่งมั่นของพรรคและกองทัพ

นอกจากนี้ บทความระบุว่า ภายใต้การนำของคณะกรรมการกลางพรรคที่มี สี จิ้นผิง เป็นแกนหลัก กองทัพจะเดินหน้ากวาดล้างการทุจริตทุกรูปแบบ และย้ำปี 2026 ซึ่งเป็นปีเริ่มต้นแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15 เป็นปีชี้ชะตาสำคัญของการปฏิรูปกองทัพจีน.

ที่มา Xinhua

ทองคำพุ่งทะลุ 5,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ครั้งแรก เซ่นพิษสงคราม-การเมืองโลกเดือด

ทองคำพุ่งทะลุ 5,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ครั้งแรก เซ่นพิษสงคราม-การเมืองโลกเดือด

26 ม.ค. 2569 10:35 น.

ทองคำพุ่งทะลุ 5,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ครั้งแรก เซ่นพิษสงคราม-การเมืองโลกเดือด

ราคาทองคำสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ พุ่งเหนือระดับ 5,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์เป็นครั้งแรก หลังตลาดเผชิญความผันผวนอย่างหนักจากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-นาโต กรณีเกาะกรีนแลนด์ และนโยบายภาษีสุดโต่งของ “โดนัลด์ ทรัมป์” ขณะที่เงินเฟ้อพุ่งและดอกเบี้ยขาลงเป็นปัจจัยหนุนสำคัญ

ราคาทองคำในตลาดโลกพุ่งทะลุระดับ 5,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 155,425 บาทต่อออนซ์เป็นครั้งแรกอย่างเป็นทางการ นับเป็นการสานต่อการทะยานขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังจากที่ราคาดีดตัวแรงกว่า 60% ในปี 2025 ที่ผ่านมา โดยนักลงทุนยังคงมองว่าทองคำเป็น “สินทรัพย์ปลอดภัย” ท่ามกลางวิกฤตความเชื่อมั่นทั่วโลก

ปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนราคาในครั้งนี้ มาจากความตึงเครียดครั้งใหม่ระหว่างสหรัฐอเมริกาและพันธมิตรนาโต เกี่ยวกับกรณีเกาะกรีนแลนด์ ผสมโรงกับความกังวลในนโยบายการค้าของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ล่าสุดได้ขู่จะรีดภาษีนำเข้าจากแคนาดาถึง 100% หากแคนาดาตัดสินใจทำข้อตกลงทางการค้ากับจีน

ไม่เพียงแต่ทองคำเท่านั้น โลหะเงินก็สร้างสถิติพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อออนซ์ไปเมื่อวันศุกร์ (23 ม.ค.) หลังจากราคาพุ่งขึ้นเกือบ 150% ในปีที่ผ่านมา สะท้อนถึงความต้องการถือครองสินทรัพย์ที่ไม่ใช่กระดาษของนักลงทุน

นอกจากประเด็นภูมิรัฐศาสตร์แล้ว ยังมีปัจจัยสนับสนุนอื่นๆ ได้แก่ ภาวะเงินเฟ้อสูง ที่ยังคงสูงกว่าระดับปกติและค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนแอ ขณะที่ธนาคารกลางทั่วโลกแห่เข้าซื้อทองคำเพื่อสำรองในคลัง และการคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยอีก 2 ครั้งในปีนี้ นอกจากนั้น ความขัดแย้งในยูเครนและฉนวนกาซา รวมถึงกรณีสหรัฐฯ จับกุมตัวนายนิโกลัส มาดูโร ประธานาธิบดีเวเนซุเอลา ยิ่งโหมไฟให้ความไม่แน่นอนเพิ่มสูงขึ้น

นายนิโคลัส แฟรพเพลล์ จาก ABC Refinery ให้ความเห็นว่า “ข้อดีที่สุดของการถือทองคำคือมันไม่ได้ผูกติดกับหนี้ของใครเหมือนพันธบัตรหรือหุ้น มันคือตัวกระจายความเสี่ยงที่ดีเยี่ยมในโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน” ขณะที่นายอาหมัด อัสซีรี นักยุทธศาสตร์จาก Pepperstone เสริมว่า เมื่อผลตอบแทนจากพันธบัตรรัฐบาลเริ่มไม่คุ้มค่าเนื่องจากดอกเบี้ยขาลง “ผู้คนจึงหันหน้าไปหาทองคำ”

นอกจากแรงซื้อจากนักลงทุนและธนาคารกลางแล้ว ความต้องการในเอเชียยังมีส่วนสำคัญ โดยเฉพาะในอินเดีย ซึ่งมอร์แกน สแตนลีย์ เผยว่าครัวเรือนชาวอินเดียถือครองทองคำรวมมูลค่าสูงถึง 3.8 ล้านล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็น 88.8% ของจีดีพีประเทศ

ส่วนในประเทศจีน ซึ่งเป็นผู้บริโภคทองคำรายใหญ่ที่สุดของโลก กำลังเข้าสู่ช่วงเทศกาลตรุษจีน หรือปีม้าที่กำลังมาจะถึงในเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งมีความเชื่อว่าการซื้อทองคำจะนำมาซึ่งโชคลาภ ทำให้ความต้องการทองคำในช่วงนี้พุ่งสูงขึ้นเป็นพิเศษ.

ที่มา BBC

เครื่องบินเจ็ตส่วนตัวตกขณะนำเครื่องขึ้นที่สนามบินรัฐเมน ท่ามกลางพายุหิมะรุนแรง

เครื่องบินเจ็ตส่วนตัวตกขณะนำเครื่องขึ้นที่สนามบินรัฐเมน ท่ามกลางพายุหิมะรุนแรง

26 ม.ค. 2569 10:28 น.

เครื่องบินเจ็ตส่วนตัวตกขณะนำเครื่องขึ้นที่สนามบินรัฐเมน ท่ามกลางพายุหิมะรุนแรง

เครื่องบินเจ็ตส่วนตัว พร้อม 8 ชีวิตบนเครื่อง ประสบอุบัติเหตุตกขณะนำเครื่องขึ้นบินที่สนามบินรัฐเมน สหรัฐฯ  ท่ามกลางพายุหิมะรุนแรง

เกิดเหตุเครื่องบินเจ็ตส่วนตัวประสบอุบัติเหตุตกขณะกำลังขึ้นบินจาก สนามบินเมืองแบงกอร์ รัฐเมน ทางตะวันออกเฉียงเหนือของสหรัฐฯ เมื่อช่วงเย็นวันอาทิตย์ตามเวลาท้องถิ่น โดยมีผู้โดยสารและลูกเรือรวม 8 คน อยู่บนเครื่อง ตามการยืนยันของสำนักงานบริหารการบินแห่งชาติสหรัฐฯ หรือ FAA

แหล่งข่าวที่รับทราบข้อมูลเบื้องต้นเปิดเผยกับสำนักข่าว CNN ว่า ขณะนี้ยังไม่ทราบแน่ชัดถึงระดับความรุนแรงของอาการบาดเจ็บของผู้ที่อยู่บนเครื่องบินลำดังกล่าว

เครื่องบินที่ประสบเหตุเป็น Bombardier Challenger 650 ซึ่งเป็นเครื่องบินเจ็ตธุรกิจ โดยสนามบินแบงกอร์ระบุในแถลงการณ์ว่า ทีมกู้ภัยและเจ้าหน้าที่ฉุกเฉินได้เข้าระงับเหตุเมื่อเวลาประมาณ 19.45 น. ตามเวลาฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ ก่อนจะสั่งปิดสนามบินเป็นการชั่วคราว

FAA ระบุว่า จะร่วมกับคณะกรรมการความปลอดภัยด้านการขนส่งแห่งชาติสหรัฐฯ หรือ NTSB ทำการสอบสวนหาสาเหตุของอุบัติเหตุครั้งนี้อย่างละเอียดต่อไป

เหตุเครื่องบินตกเกิดขึ้นท่ามกลาง พายุหิมะขนาดใหญ่ ที่กำลังเคลื่อนตัวปกคลุมหลายพื้นที่ในภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือของสหรัฐฯ โดยรัฐเมนเผชิญอุณหภูมิต่ำกว่าจุดเยือกแข็ง ขณะที่หิมะตกเบาบางแต่ส่งผลให้ทัศนวิสัยในการบินต่ำมาก

ข้อมูลจากบันทึกของรัฐบาลกลางระบุว่า เครื่องบินลำดังกล่าวจดทะเบียนในนามบริษัทจำกัดแห่งหนึ่งในเมืองฮิวสตัน รัฐเท็กซัส

ขณะเดียวกัน มีการเผยแพร่ไฟล์เสียงการสื่อสารระหว่างหอควบคุมการบินและนักบินจากเว็บไซต์ LiveATC.net ซึ่งบันทึกไว้ได้ไม่กี่นาทีก่อนเกิดอุบัติเหตุ โดยมีการพูดถึงปัญหาทัศนวิสัยต่ำและกระบวนการขจัดน้ำแข็งบนเครื่องบิน แม้จะยังไม่ชัดเจนว่าเป็นการสนทนาระหว่างฝ่ายใดกับฝ่ายใด

ในไฟล์เสียงดังกล่าว เจ้าหน้าที่ควบคุมการบินได้อนุญาตให้นักบินนำเครื่องขึ้นบินจาก รันเวย์ 33 ของสนามบินแบงกอร์ ก่อนที่เกือบสองนาทีต่อมา จะมีเสียงเจ้าหน้าที่ตะโกนผ่านวิทยุว่า “การจราจรทางอากาศทั้งหมดหยุดทันที! การจราจรทั้งหมดหยุด!”

ไม่นานหลังจากนั้น มีเจ้าหน้าที่อีกคนรายงานว่า “มีเครื่องบินพลิกคว่ำ อยู่ในสนามบิน”

หลังเหตุการณ์ดังกล่าว สนามบินได้สั่งปิดพื้นที่ และอนุญาตให้รถฉุกเฉินเข้าไปในลานบิน โดยเจ้าหน้าที่ควบคุมการบินระบุในเวลาต่อมาว่า บนเครื่องมี ลูกเรือ 3 คน และผู้โดยสารอีกประมาณ 5 คน

ขณะนี้ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับสาเหตุของอุบัติเหตุ และอาการของผู้ที่อยู่บนเครื่อง โดยทางการสหรัฐฯ อยู่ระหว่างการสอบสวนอย่างเป็นทางการ.

ที่มา :CNN

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ เครื่องบินตก

ผวานิปาห์ อินเดียเร่งตรวจค้างคาวสวนสัตว์ หลังพบผู้ติดเชื้อ 5 รายรวมถึงบุคลากรทางการแพทย์

ผวานิปาห์ อินเดียเร่งตรวจค้างคาวสวนสัตว์ หลังพบผู้ติดเชื้อ 5 รายรวมถึงบุคลากรทางการแพทย์

26 ม.ค. 2569 09:35 น.

ผวานิปาห์ อินเดียเร่งตรวจค้างคาวสวนสัตว์ หลังพบผู้ติดเชื้อ 5 รายรวมถึงบุคลากรทางการแพทย์

ทางการรัฐเบงกอลตะวันตกของอินเดีย สั่งเร่งดำเนินการตรวจ RT-PCR ค้างคาวในสวนสัตว์ในเมืองกัลกัตตา หลังพบผู้ติดเชื้อไวรัสนิปาห์ 5 รายรวมถึงบุคลากรการแพทย์ ย้ำเป็นมาตรการเฝ้าระวังอย่าตื่นตระหนก

วันที่ 25 มกราคม 2569 สำนักข่าวฮินดูสถานไทม์ ของอินเดีย รายงานว่า ทางการรัฐเบงกอลตะวันตกได้เริ่มดำเนินการตรวจหาเชื้อ ไวรัสนิปาห์ ในค้างคาวที่สวนสัตว์อาลีปอร์ เมืองกัลกัตตา โดยใช้การตรวจ RT-PCR ท่ามกลางความกังวลต่อความเสี่ยงการแพร่ระบาด

ตรีปติ ซาห์ ผู้อำนวยการสวนสัตว์อาลีปอร์ ระบุว่า ทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันวิจัยการแพทย์แห่งชาติ ปฏิบัติตามขั้นตอนความปลอดภัยอย่างเคร่งครัดตลอดกระบวนการเก็บตัวอย่าง พร้อมเปิดเผยว่า ทีมได้เก็บตัวอย่างเลือดและสารคัดหลั่งจากค้างคาวภายในสวนสัตว์ต่อเนื่องเป็นเวลา 2 วัน คือช่วงเช้าวันพฤหัสบดีและวันศุกร์ที่ผ่านมา และเสร็จสิ้นภารกิจก่อนสวนสัตว์เปิดให้ประชาชนเข้าชมในเวลา 09.00 น.

ทั้งนี้ การตรวจค้างคาวในสวนสัตว์ครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการติดตามแหล่งที่มาของเชื้อไวรัสนิปาห์ หลังจากเมื่อไม่นานมานี้ มีรายงานว่า บุคลากรทางการแพทย์ 2 รายในโรงพยาบาลเอกชนย่านบาราซัต เขตนอร์ท 24 ปาร์กานัส ตรวจพบเชื้อไวรัสนิปาห์ ซึ่งถือเป็นโรคที่ต้องรายงานต่อรัฐบาลกลางทันที

เจ้าหน้าที่ระบุว่า นอกจากสวนสัตว์อาลีปอร์แล้ว ทางการยังได้เก็บตัวอย่างค้างคาวในหลายพื้นที่ของรัฐเบงกอลตะวันตก อาทิ มัธยมกรัม บาราซัต และบาซีร์ฮัต โดยสวนสัตว์อาลีปอร์เป็น สถานที่แห่งเดียวในโกลกาตาที่มีกรงค้างคาว จึงถูกบรรจุอยู่ในแผนเฝ้าระวังเป็นพิเศษ

เรือเฟอร์รีฟิลิปปินส์ พร้อมผู้โดยสาร 342 คน ประสบเหตุล่มกลางดึกในทะเลทางตอนใต้ของฟิลิปปินส์

เรือเฟอร์รีฟิลิปปินส์ พร้อมผู้โดยสาร 342 คน ประสบเหตุล่มกลางดึกในทะเลทางตอนใต้ของฟิลิปปินส์

26 ม.ค. 2569 09:01 น.

เรือเฟอร์รีฟิลิปปินส์ พร้อมผู้โดยสาร 342 คน ประสบเหตุล่มกลางดึกในทะเลทางตอนใต้ของฟิลิปปินส์

เรือโดยสารข้ามเกาะ อับปางในทะเลทางตอนใต้ของฟิลิปปินส์ หลังออกเดินทางกลางดึก มีผู้โดยสาร-ลูกเรือรวม 359 คน ล่าสุดกู้ภัยช่วยชีวิตได้ 215 คน พบผู้เสียชีวิต 7 ศพ เร่งค้นหาผู้สูญหายที่เหลือ

วันที่ 26 มกราคม 2569 สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานว่า เรือเฟอร์รี “เอ็ม/วี ทริชา เคิร์สติน 3” ซึ่งเป็นเรือโดยสารและขนส่งสินค้าระหว่างเกาะ ประสบเหตุอับปางช่วงเวลาประมาณหลังเที่ยงคืน บริเวณน่านน้ำทางตอนใต้ของประเทศฟิลิปปินส์

โดยเจ้าหน้าที่หน่วยยามฝั่งของฟิลิปปินส์ เปิดเผยว่า เรือเฟอร์รีลำนี้ออกเดินทางจากเมืองซัมบวงกา มุ่งหน้าไปยังเกาะโจโล จังหวัดซูลู โดยมีผู้โดยสาร 332 คน และลูกเรือ 27 คน รวม 359 คน ก่อนจะประสบปัญหาทางเทคนิคและจมลงในทะเล เจ้าหน้าที่สามารถช่วยเหลือผู้โดยสารขึ้นจากทะเลได้แล้วอย่างน้อย 215 คน และพบผู้เสียชีวิต 7 ศพ โดยผู้รอดชีวิตและร่างผู้เสียชีวิตบางส่วนถูกนำขึ้นฝั่งที่เมืองอิซาเบลา เมืองเอกของจังหวัดบาซิลัน ซึ่งอยู่ใกล้จุดเกิดเหตุ ซึ่งขณะนี้หน่วยยามฝั่งและกองทัพเรือฟิลิปปินส์ ยังคงเดินหน้าปฏิบัติการค้นหา และกู้ภัยร่วมกับเรือประมงท้องถิ่นในพื้นที่อย่างเร่งด่วน. 

ที่มา AFP / CNN

เซเลนสกีเผย ดีลรับรองความมั่นคงจากสหรัฐฯ พร้อมลงนาม 100% แล้ว

เซเลนสกีเผย ดีลรับรองความมั่นคงจากสหรัฐฯ พร้อมลงนาม 100% แล้ว

26 ม.ค. 2569 04:51 น.

เซเลนสกีเผย ดีลรับรองความมั่นคงจากสหรัฐฯ พร้อมลงนาม 100% แล้ว

เซเลนสกีเผย เอกสารหลักประกันความมั่นคงจากสหรัฐฯ พร้อมสำหรับลงนามแล้ว 100% ตามหลังการเจรจา 3 ฝ่ายระหว่างยูเครน, รัสเซีย และสหรัฐฯ เมื่อช่วงสุดสัปดาห์

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 25 ม.ค. 2569 นายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน กล่าวว่า เอกสารข้อตกลงเรื่องที่สหรัฐฯ จะรับประกันความมั่นคงให้ยูเครน เสร็จสมบูรณ์และพร้อมลงนามแล้ว 100% หลังจากผ่านการเจรจาเป็นเวลาสองวันโดยมีตัวแทนจากยูเครน สหรัฐฯ และรัสเซียเข้าร่วม

ระหว่างการให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าว ณ กรุงวิลนีอุส ประเทศลิทัวเนีย เซเลนสกีระบุว่าขณะนี้ยูเครนกำลังรอให้พันธมิตรกำหนดวันลงนาม ซึ่งหลังจากนั้นเอกสารดังกล่าวจะถูกส่งไปยังสภาคองเกรสของสหรัฐฯ และรัฐสภายูเครนเพื่อดำเนินการให้สัตยาบันต่อไป

นอกจากนี้ เซเลนสกียังได้ย้ำถึงความพยายามของยูเครนในการเข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (EU) ภายในปี 2570 โดยเรียกเป้าหมายนี้ว่าเป็น “หลักประกันความมั่นคงทางเศรษฐกิจ”

อย่างไรก็ตาม ผู้นำยูเครนยอมรับว่า ยังมีข้อแตกต่างในเชิงหลักการระหว่างจุดยืนของยูเครนและรัสเซีย โดยย้ำว่าประเด็นเรื่องดินแดนยังคงเป็นจุดติดขัดสำคัญที่หาข้อสรุปได้ยาก “จุดยืนของเราเกี่ยวกับดินแดน ซึ่งก็คือบูรณภาพแห่งดินแดนของยูเครน จะต้องได้รับการเคารพ”

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ รายหนึ่งเปิดเผยว่า คณะเจรจาจะเดินทางกลับไปยังสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์อีกครั้งในวันที่ 1 กุมภาพันธ์เพื่อการเจรจารอบถัดไป โดยการหารือที่ผ่านมาครอบคลุมประเด็นทางทหารและเศรษฐกิจในวงกว้าง และรวมถึงความเป็นไปได้ในการ “หยุดยิง” ก่อนที่จะบรรลุข้อตกลงขั้นสุดท้าย

อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีข้อตกลงใดๆ เกี่ยวกับการดูแลและดำเนินงานของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ซาปอริซเซีย ซึ่งปัจจุบันถูกรัสเซียยึดครองและเป็นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : abcnews