หิมะถล่มหนัก สหรัฐฯ ไฟดับกระทบคนนับล้าน 24 รัฐประกาศภาวะฉุกเฉิน

หิมะถล่มหนัก สหรัฐฯ ไฟดับกระทบคนนับล้าน 24 รัฐประกาศภาวะฉุกเฉิน

26 ม.ค. 2569 03:53 น.

หิมะถล่มหนัก สหรัฐฯ ไฟดับกระทบคนนับล้าน 24 รัฐประกาศภาวะฉุกเฉิน

พายุฤดูหนาวพัดถล่มสหรัฐฯ ทำให้เกิดไฟดับกระทบประชาชนนับล้านคน ขณะที่มีการยกเลิกเที่ยวบินอีกกว่า 10,000 เที่ยวในวันอาทิตย์ ท่ามกลางคำเตือนว่า สถานการณ์จะดำเนินต่อเนื่องไปตลอดสัปดาห์

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า พายุฤดูหนาวขนาดมหึมาพัดถล่มสหรัฐฯ ทำให้ประชาชนมากกว่า 1 ล้านคนทั่วสหรัฐฯ ต้องตกอยู่ในสภาวะไม่มีไฟฟ้าใช้ ขณะที่ต้องมีการยกเลิกเที่ยวบินกว่า 10,000 เที่ยวในวันอาทิตย์ (25 ม.ค. 2569) เพราะพายุฤดูหนาวกำลังทำให้พื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศกลายเป็นอัมพาต

สำนักงานบริการสภาพอากาศแห่งชาติ (NWS) ของสหรัฐฯ พยากรณ์ว่า พายุลูกนี้จะพัดถล่มพื้นที่ 2 ใน 3 ทางฝั่งตะวันออกของประเทศในวันอาทิตย์และต่อเนื่องไปตลอดสัปดาห์ ซึ่งจะทำให้อุณหภูมิลดฮวบลงจนต่ำกว่าจุดเยือกแข็ง และจะส่งผลกระทบที่ “เป็นอันตรายต่อการเดินทางและโครงสร้างพื้นฐาน” ต่อเนื่องไปอีกหลายวัน

ข้อมูลจากเว็บไซต์ PowerOutage.us ระบุว่า ณ เวลา 14:14 น. ของวันอาทิตย์ตามเวลาท้องถิ่น มีประชาชนจำนวน 1,005,641 รายไม่มีไฟฟ้าใช้ โดยส่วนใหญ่อยู่ในรัฐเทนเนสซี นอกจากนี้ รัฐมิสซิสซิปปี, เทกซัส, ลุยเซียนา, เคนทักกี, จอร์เจีย, เวอร์จิเนีย และแอลาแบมา ต่างก็ได้รับผลกระทบอย่างหนักเช่นกัน

เจ้าหน้าที่พยากรณ์ด้วยว่า จะมีหิมะตกหนักตั้งแต่แถบลุ่มแม่น้ำโอไฮโอไปจนถึงภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในขณะที่การสะสมของน้ำแข็งในระดับที่ “ก่อให้เกิดความหายนะ” กำลังคุกคามพื้นที่ตั้งแต่ตอนล่างของลุ่มแม่น้ำมิสซิสซิปปีไปจนถึงตอนกลางของฝั่งแอตแลนติกและภาคตะวันออกเฉียงใต้

“พายุลูกนี้มีความพิเศษตรงที่มีขอบเขตความเสียหายแผ่ขยายกว้างขวางมาก” อัลลิสัน ซานโตเรลลี นักอุตุนิยมวิทยาจาก NWS กล่าว พร้อมเสริมว่ามีประชาชนประมาณ 213 ล้านคนที่อยู่ภายใต้การประกาศเตือนภัยสภาพอากาศฤดูหนาวในรูปแบบต่างๆ

“พายุลูกนี้ส่งผลกระทบครอบคลุมพื้นที่ตั้งแต่รัฐนิวเม็กซิโก เทกซัส ไปจนถึงนิวอิงแลนด์ ดังนั้นเรากำลังพูดถึงรัศมีที่แผ่กว้างถึง 3,220 กิโลเมตร”

จนถึงตอนนี้ มีถึง 24 รัฐที่ประกาศภาวะฉุกเฉินเพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น รวมถึงที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ด้วย

ข้อมูลจากเว็บไซต์ FlightAware.com ระบุว่า มีการยกเลิกเที่ยวบินมากกว่า 10,000 เที่ยวในวันอาทิตย์ และอีกกว่า 8,000 เที่ยวต้องล่าช้าออกไป โดยสายการบินหลักของสหรัฐฯ ได้แจ้งเตือนผู้โดยสารให้เฝ้าระวังการเปลี่ยนแปลงเที่ยวบินและการยกเลิกที่อาจเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน

ด้านนางคริสตี โนเอม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ เปิดเผยว่า สำนักงานจัดการภาวะฉุกเฉินส่วนกลาง (FEMA) ได้จัดเตรียมเสบียง เจ้าหน้าที่ และทีมค้นหาและกู้ภัยไว้ล่วงหน้าในหลายรัฐแล้ว พร้อมทั้งเตือนให้ชาวอเมริกันเพิ่มความระมัดระวัง

ทั้งนี้ พายุฤดูหนาวขนาดมหึมานี้เป็นผลมาจากกระแสลมวนขั้วโลก (Polar Vortex) ที่แผ่ขยายตัวออก ซึ่งโดยปกติจะเป็นมวลอากาศเย็นความกดอากาศต่ำแถบอาร์กติกที่ก่อตัวเป็นวงกลมค่อนข้างแคบ แต่บางครั้งอาจเปลี่ยนรูปทรงเป็นวงรี และส่งมวลอากาศเย็นทะลักเข้าสู่พื้นที่บริเวณกว้าง ซึ่งในกรณีนี้คือทวีปอเมริกาเหนือ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : aljazeera

แคนาดายืนยัน ไม่คิดเปิดการค้าเสรีกับจีน หลังทรัมป์ขู่ตั้งกำแพงภาษี

แคนาดายืนยัน ไม่คิดเปิดการค้าเสรีกับจีน หลังทรัมป์ขู่ตั้งกำแพงภาษี

26 ม.ค. 2569 02:25 น.

แคนาดายืนยัน ไม่คิดเปิดการค้าเสรีกับจีน หลังทรัมป์ขู่ตั้งกำแพงภาษี

นายกรัฐมนตรีแคนาดายืนยัน ไม่ได้คิดเปิดการค้าเสรีกับจีน หลังโดนัลด์ ทรัมป์ ขู่ตั้งกำแพงภาษี 100% หากทำข้อตกลงการค้ากับจีน

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 25 ม.ค. 2569 นายกรัฐมนตรี มาร์ก คาร์นีย์ ของแคนาดากล่าวว่า ประเทศของเขาไม่มีความตั้งใจที่จะทำข้อตกลงการค้าเสรีกับจีน หลังก่อนหน้านี้ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ขู่จะเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากแคนาดาในอัตรา 100% หากแดนเมเปิลเดินหน้าทำข้อตกลงทางการค้ากับจีน

คาร์นีย์ระบุว่า ข้อตกลงที่เขาเพิ่งทำกับจีนไปนั้น เป็นเพียงการปรับลดภาษีศุลกากรในบางภาคส่วน ที่แคนาดาเรียกเก็บจากจีนไปก่อนหน้านี้เท่านั้น

ผู้นำแคนาดาบอกอีกว่า ภายใต้ข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างสหรัฐฯ เม็กซิโก และแคนาดา (USMCA) มีข้อผูกพันระบุไว้ว่า จะไม่ดำเนินการทำข้อตกลงการค้าเสรีกับกลุ่มประเทศเศรษฐกิจที่ไม่มีระบบตลาด (Non-market economies) โดยไม่มีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้าได้

“เราไม่มีความตั้งใจที่จะทำเช่นนั้นกับจีนหรือประเทศเศรษฐกิจที่ไม่มีระบบตลาดอื่นๆ” คาร์นีย์กล่าว “สิ่งที่เราทำกับจีนคือการแก้ไขปัญหาบางอย่างที่เกิดขึ้นในช่วงสองสามปีที่ผ่านมาให้ถูกต้องเท่านั้น”

เมื่อปี 2567 แคนาดาดำเนินการตามสหรัฐฯ ด้วยการเรียกเก็บภาษีนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้า (EV) จากจีนในอัตรา 100% รวมถึงภาษีเหล็กและอะลูมิเนียมในอัตรา 25% ซึ่งทางจีนได้ตอบโต้ด้วยการเก็บภาษีนำเข้าน้ำมันคาโนลาและกากคาโนลาจากแคนาดา 100% และเก็บภาษีเนื้อหมูและอาหารทะเล 25%

อย่างไรก็ตาม ในเดือนนี้ คาร์นีย์ดำเนินนโยบายต่างออกไปจากสหรัฐฯ โดยระหว่างเดินทางเยือนจีน เขาตัดสินใจปรับลดภาษีรถยนต์ไฟฟ้าจีนลง 100% เพื่อแลกกับการที่จีนยอมลดภาษีสินค้าเกษตรและประมงของแคนาดา

คาร์นีย์ระบุว่า ในระยะแรกจะมีการจำกัดจำนวนการนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าจากจีนสู่แคนาดาไว้ที่ 49,000 คันต่อปี โดยเสียภาษีในอัตรา 6.1% และจะเพิ่มโควตาเป็นประมาณ 70,000 คันภายในระยะเวลา 5 ปี

นอกจากนั้น นายคาร์นีย์ยังกล่าวว่าโควตานำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าจีนในช่วงแรกคิดเป็นเพียงประมาณ 3% ของยอดขายรถยนต์ทั้งหมด 1.8 ล้านคันต่อปีในแคนาดา และเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยน คาดว่าจีนจะเริ่มเข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์ของแคนาดาภายใน 3 ปี

ทั้งนี้ คำพูดล่าสุดของนายกฯ แคนาดาเกิดขึ้นหลังจาก เมื่อวันเสาร์ (24 ม.ค.) นายทรัมป์โพสต์ข้อความข่มขู่ผ่านโซเชียลมีเดีย โดยระบุว่า หากคาร์นีย์ “คิดจะทำให้แคนาดาเป็น ‘จุดกระจายสินค้า’ ให้จีนส่งสินค้าและผลิตภัณฑ์เข้ามายังสหรัฐฯ ละก็ เขาคิดผิดอย่างมหันต์”

ขณะที่ สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ กล่าวในรายการ This Week ของสถานีโทรทัศน์ ABC ว่า “เราจะปล่อยให้แคนาดากลายเป็นช่องทางที่จีนใช้ส่งสินค้าราคาถูกทะลักเข้ามายังสหรัฐฯ ไม่ได้”

“เรามีข้อตกลง USMCA อยู่ แต่จากพื้นฐานของข้อตกลงนั้น ซึ่งกำลังจะมีการเจรจาใหม่ในช่วงฤดูร้อนนี้ ผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่านายกรัฐมนตรีคาร์นีย์กำลังทำอะไรอยู่ นอกจากพยายามสร้างภาพลักษณ์จอมปลอม ให้กับบรรดาเพื่อนกลุ่มโลกาภิวัตน์ของเขาที่งานดาวอส”

อนึ่ง คาร์นีย์ได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำของการเคลื่อนไหวที่ต้องการให้ประเทศต่างๆ หาทางเชื่อมโยงกันเพื่อคานอำนาจกับสหรัฐฯ ภายใต้การนำของทรัมป์ โดยคาร์นีย์ได้กล่าวในงานประชุมสภาเศรษฐกิจโลกที่เมืองดาวอส ของสวิตเซอร์แลนด์ ว่า “กลุ่มประเทศมหาอำนาจกลางต้องร่วมมือกัน เพราะถ้าคุณไม่ได้นั่งอยู่ที่โต๊ะเจรจา คุณก็จะเป็นเพียงหนึ่งในรายการอาหารบนโต๊ะนั้น”

คาร์นีย์ยังกล่าวประณามการที่ประเทศมหาอำนาจ ใช้การบูรณาการทางเศรษฐกิจเป็นอาวุธ และใช้ภาษีศุลกากรเป็นเครื่องมือในการต่อรอง จนได้รับคำชื่นชมและความสนใจอย่างกว้างขวาง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : the guardian

แฟนคลับร่วมอำลา แพนด้าคู่สุดท้ายในญี่ปุ่น ก่อนถูกส่งกลับจีน

แฟนคลับร่วมอำลา แพนด้าคู่สุดท้ายในญี่ปุ่น ก่อนถูกส่งกลับจีน

26 ม.ค. 2569 00:56 น.

แฟนคลับร่วมอำลา แพนด้าคู่สุดท้ายในญี่ปุ่น ก่อนถูกส่งกลับจีน

ชาวญี่ปุ่นแห่เข้าชม แพนด้ายักษ์ 2 ตัวสุดท้ายในประเทศ ก่อนที่พวกมันจะถูกส่งกลับจีนในสิ้นเดือนนี้ ท่ามกลางปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันอาทิตย์ที่ 25 ม.ค. 2569 ว่า ชาวญี่ปุ่นและนักท่องเที่ยวจำนวนมาก หลั่งไหลไปยังสวนสัตว์อุเอโนะในกรุงโตเกียว เพื่อบอกลา “เซียวเซียว” กับ “เล่ยเล่ย” แพนด้ายักษ์คู่สุดท้ายในญี่ปุ่น ซึ่งกำลังจะถูกส่งตัวกลับจีนในช่วงสิ้นเดือนนี้ หลังจากทั้งสองประเทศมีปัญหาทางการทูตระหว่างกัน

การจากไปของแพนด้าฝาแฝดวัย 4 ปีคู่นี้ จะทำให้ญี่ปุ่นเข้าสู่สภาวะ “ไร้หมีแพนด้า” เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2515 ส่งผลให้มีผู้คนนับพันพากันสมัครขอรับบัตรเข้าชมผ่านระบบจับสลากเพื่อหวังจะได้บอกลาพวกมันเป็นครั้งสุดท้าย

“ฉันมาที่นี่ตั้งแต่สมัยพ่อแม่ของเซียวเซียวกับเล่ยเล่ยยังอยู่” มาจิโกะ เซกิ พนักงานในภาคการเงินวัย 54 ปีกล่าว “รู้สึกเหมือนเรื่องราวของครอบครัวหนึ่งกำลังจะปิดฉากลง”

แม้ว่าแผนการย้ายพวกมันกลับจีนจะมีการเตรียมการมาสักระยะหนึ่งแล้ว แต่การที่ญี่ปุ่นจะไม่มีหมีแพนด้าหลงเหลืออยู่เลยในอนาคตอันใกล้นี้ ถูกมองว่าเป็นภาพสะท้อนของความสัมพันธ์ระหว่างจีนและญี่ปุ่นที่เสื่อมถอยลงในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา

ผู้เข้าชมแห่กันไปชม
ผู้เข้าชมแห่กันไปชม “เซียวเซียว” และ “เล่ยเล่ย” หมีแพนด้ายักษ์ที่สวนสัตว์อุเอโนะ ในกรุงโตเกียว เป็นครั้งสุดท้าย

ความขัดแย้งระหว่างสองประเทศปะทุขึ้นในเดือนพฤศจิกายน 2568 หลังจากนายกรัฐมนตรี ซานาเอะ ทากาอิจิ ของญี่ปุ่น ระบุว่าหากเกิดเหตุการณ์สมมติที่จีนโจมตีไต้หวัน อาจนำไปสู่การตอบโต้ทางทหารจากญี่ปุ่น สร้างความไม่พอใจแก่รัฐบาลจีน ซึ่งอ้างความเป็นเจ้าของเหนือดินแดนแห่งนี้

อย่างไรก็ตาม ประเด็นความตึงเครียดทางการเมืองไม่ใช่สิ่งที่ผู้มาเยือนสวนสัตว์ให้ความสำคัญ โดยผู้เข้าชมแต่ละคนได้รับอนุญาตให้ใช้เวลาเพียง 1 นาทีเท่านั้นในการรับชมหมีแพนด้า

“แพนด้าเหล่านี้มอบสิ่งต่างๆ ให้ฉันมากมาย ทั้งพลัง ความกล้าหาญ และการเยียวยาจิตใจ” เซกิกล่าว “วันนี้ฉันจึงอยากมาเพื่อแสดงความขอบคุณ”

แม้แต่ผู้ที่สุ่มไม่ได้บัตรเข้าชมก็ยังเดินทางมาที่นี่ เช่น นาง อากิโกะ คาวาคามิ แม่บ้านวัย 49 ปี ซึ่งกล่าวว่า “ที่ฉันมาวันนี้ เพราะแค่อยากจะมาสูดอากาศเดียวกับพวกแพนด้าเท่านั้นเอง”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ให้การไม่ตรงกัน จนท.ยิงดับรายที่ 2 ในมินนิโซตา อ้างเพื่อป้องกันตัว

ให้การไม่ตรงกัน จนท.ยิงดับรายที่ 2 ในมินนิโซตา อ้างเพื่อป้องกันตัว

25 ม.ค. 2569 23:34 น.

ให้การไม่ตรงกัน จนท.ยิงดับรายที่ 2 ในมินนิโซตา อ้างเพื่อป้องกันตัว

กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (DHS) และเจ้าหน้าที่ในรัฐมินนิโซตา ได้ให้ข้อมูลที่ขัดแย้งกันเกี่ยวกับเหตุการณ์ยิง นายอเล็กซ์ เพรตติ วัย 37 ปี จนเสียชีวิตเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา

เกือบจะทันทีหลังจากมีรายงานเหตุยิงกันออกมาครั้งแรก เจ้าหน้าที่ DHS รายหนึ่งระบุว่า เหยื่อ “มีอาวุธปืนพร้อมซองกระสุน 2 ซอง” หลังจากนั้นไม่นาน ทางกระทรวงฯ แถลงว่าเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางยิงนายเพรตติเพื่อป้องกันตัว อ้างว่า ผู้ต้องสงสัยที่มีอาวุธได้ขัดขืนความพยายามปลดอาวุธของเจ้าหน้าที่อย่างรุนแรง

DHS ระบุว่า เจ้าหน้าที่กำลังปฏิบัติการจับกุมผู้อพยพที่ไม่มีเอกสารรายหนึ่งซึ่ง “เป็นที่ต้องการตัวในคดีทำร้ายร่างกายโดยใช้ความรุนแรง” ในขณะนั้นได้มี “บุคคลหนึ่งเดินเข้าหาเจ้าหน้าที่ตระเวนชายแดนสหรัฐฯ พร้อมปืนพกกึ่งอัตโนมัติขนาด 9 มม.”

แถลงการณ์ระบุต่อไปว่า “เจ้าหน้าที่พยายามปลดอาวุธผู้ต้องสงสัย แต่ผู้ต้องสงสัยที่มีอาวุธได้ขัดขืนอย่างรุนแรง เจ้าหน้าที่คนหนึ่งจึงตัดสินใจยิงเพื่อป้องกันตัวเนื่องจากเกรงว่าชีวิตของตนและเพื่อนร่วมงานจะไม่ปลอดภัย ทีมแพทย์ในที่เกิดเหตุเข้าปฐมพยาบาลผู้ถูกยิงทันที แต่เขาได้รับการประกาศว่าเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ”

ทางด้าน นายทิม วอลซ์ ผู้ว่าการรัฐมินนิโซตา ระบุว่า การลำดับเหตุการณ์ที่ทาง DHS บอกนั้น “ไร้สาระ” และ “โกหก” โดยระบุว่าเขาได้ดูคลิปวิดีโอเหตุการณ์ยิงกันดังกล่าวแล้ว

“สิ่งที่ผมเห็นกับตา และสิ่งที่พวกคุณกำลังจะได้เห็นกับตาตัวเอง ทำให้เรื่องที่พวกเขาอ้างนั้นเชื่อได้ยากมาก” นายวอลซ์กล่าว “ผมได้ดูวิดีโอจากหลายมุมกล้องแล้ว และมันน่าสะอิดสะเอียนมาก”

ขณะที่นาย เจคอบ เฟรย์ นายกเทศมนตรีเมืองมินนีแอโพลิส ระบุเช่นกันว่าเขาได้ดูวิดีโอเหตุการณ์แล้ว โดยบรรยายภาพที่เห็นว่า “เจ้าหน้าที่สวมหน้ากากมากกว่า 6 คน กำลังรุมซ้อมประชาชนของเราคนหนึ่งและยิงเขาจนเสียชีวิต”

ด้าน CNN ระบุว่า คลิปวิดีโอดังกล่าวดูเหมือนจะแสดงให้เห็นภาพที่เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองของรัฐบาลกลาง หยิบปืนออกมาจากตัวนายเพรตติ เพียงครู่เดียวก่อนจะระดมยิงเขาจนเสียชีวิต นอกจากนี้ พยานในที่เกิดเหตุยังให้การว่า นายเพรตติไม่ได้ขัดขืนหรือพยายามจะหยิบปืนแต่อย่างใด

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

อัฟกานิสถานอ่วม หิมะถล่มหนัก ดับแล้ว 61 ศพ เจ็บนับร้อย

อัฟกานิสถานอ่วม หิมะถล่มหนัก ดับแล้ว 61 ศพ เจ็บนับร้อย

25 ม.ค. 2569 21:47 น.

อัฟกานิสถานอ่วม หิมะถล่มหนัก ดับแล้ว 61 ศพ เจ็บนับร้อย

อัฟกานิสถานเผชิญหิมะตกหนักและฝนตกต่อเนื่องตลอด 3 วันที่ผ่านมา ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 61 ศพ และบาดเจ็บอีกนับร้อยราย โดยทางการเตือนว่าจำนวนอาจเพิ่มขึ้นอีก

หน่วยงานจัดการภัยพิบัติของอัฟกานิสถานเปิดเผยเมื่อวันเสาร์ (24 ม.ค. 2569) ว่า เหตุหิมะตกหนักและฝนตกต่อเนื่องตลอดสามวันที่ผ่านมา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วกว่า 60 ศพ บาดเจ็บอีกมากกว่า 100 รายทั่วประเทศ ขณะที่ทางการกำลังเร่งดำเนินการเปิดเส้นทางสัญจรและพยายามเข้าถึงหมู่บ้านต่างๆ ที่ถูกตัดขาด

นายยูซาฟ ฮัมหมัด โฆษกสำนักงานจัดการภัยพิบัติแห่งชาติ ระบุว่า มีผู้เสียชีวิตที่ได้รับการยืนยันแล้ว 61 ศพ และบาดเจ็บอีก 110 ราย นอกจากนี้ยังมีบ้านเรือนถูกทำลายทั้งหมดหรือบางส่วนอีก 458 หลัง และสัตว์เลี้ยงล้มตายหลายร้อยตัวใน 15 จังหวัด จากทั้งหมด 34 จังหวัดของอัฟกานิสถาน

นายฮัมหมัดกล่าวว่า ตัวเลขความสูญเสียอาจมีการเปลี่ยนแปลง เนื่องจากเจ้าหน้าที่ยังคงอยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูลเพิ่มเติมจากจังหวัดต่างๆ

ทั้งนี้ อัฟกานิสถานเป็นประเทศที่มีความเปราะบางสูงต่อเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้ว โดยเหตุหิมะตกและฝนตกหนักมักเป็นชนวนให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน ซึ่งคร่าชีวิตผู้คนครั้งละหลายสิบหรืออาจถึงหลายร้อยราย โดยในปี 2567 อัฟกานิสถานมีผู้เสียชีวิตจากเหตุน้ำท่วมฉับพลันในช่วงฤดูใบไม้ผลิมากกว่า 300 ศพ

ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมานานหลายทศวรรษ ประกอบกับโครงสร้างพื้นฐานที่ย่ำแย่ สภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซา การตัดไม้ทำลายป่า และผลกระทบจากสภาวะโลกร้อนที่รุนแรงขึ้น ล้วนเป็นปัจจัยที่ยิ่งซ้ำเติมผลกระทบจากภัยพิบัติเหล่านี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ห่างไกลซึ่งบ้านเรือนส่วนใหญ่สร้างจากดินโคลน

นอกจากนั้น จังหวัดทางตะวันออกของประเทศยังคงอยู่ระหว่างฟื้นฟู จากเหตุแผ่นดินไหวครั้งรุนแรงเมื่อช่วงปลายเดือนสิงหาคมกับพฤศจิกายนปีก่อน ซึ่งสร้างความเสียหายต่อหมู่บ้านต่างๆ และคร่าชีวิตผู้คนไปมากกว่า 2,200 ศพ

เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา องค์การสหประชาชาติ (UN) ระบุว่า อัฟกานิสถานจะยังคงเป็น “หนึ่งในพื้นที่วิกฤตการณ์ด้านมนุษยธรรมที่ใหญ่ที่สุดในโลกในปี 2569” โดยทาง UN และพันธมิตรด้านมนุษยธรรมได้ร่วมกันประกาศขอรับความช่วยเหลือเร่งด่วนเป็นจำนวนเงิน 1.7 พันล้านดอลลาร์ เพื่อช่วยเหลือประชาชนเกือบ 18 ล้านคนในอัฟกานิสถาน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : npr

“อเล็กซ์ ฮอนโนลด์” พิชิตตึกไทเป 101 ด้วยมือเปล่า-ไร้เชือกสำเร็จ ใช้เวลาเพียง 90 นาที

"อเล็กซ์ ฮอนโนลด์" พิชิตตึกไทเป 101 ด้วยมือเปล่า-ไร้เชือกสำเร็จ ใช้เวลาเพียง 90 นาที

25 ม.ค. 2569 13:09 น.

“อเล็กซ์ ฮอนโนลด์” พิชิตตึกไทเป 101 ด้วยมือเปล่า-ไร้เชือกสำเร็จ ใช้เวลาเพียง 90 นาที

อเล็กซ์ ฮอนโนลด์ (Alex Honnold) นักปีนหน้าผาระดับโลกชาวอเมริกัน ประสบความสำเร็จในการปีนอาคาร ไทเป 101 (Taipei 101) ตึกระฟ้าแลนด์มาร์คในนครไทเปของไต้หวัน ที่มีความสูงถึง 508 เมตร โดยใช้การปีนแบบ “ฟรี โซโล” หรือการปีนด้วยมือเปล่าโดยไม่มีเชือกหรืออุปกรณ์ป้องกันใดๆ

อเล็กซ์ ฮอนโนลด์ ในชุดเสื้อแขนสั้นสีแดง เริ่มต้นการปีนจากฐานตึกและใช้เวลาเพียง 1 ชั่วโมง 30 นาที ในการไต่ขึ้นไปจนถึงยอดเสาสูงสุด ท่ามกลางเสียงเชียร์ดังกึกก้องจากฝูงชนที่เฝ้าชมอยู่ด้านล่าง เมื่อถึงจุดสูงสุดเขาได้โบกมือแสดงความยินดีเพื่อเฉลิมฉลองชัยชนะเหนือขีดจำกัดของตัวเอง

การปีนครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย ฮอนโนลด์ต้องอาศัยทักษะการทรงตัวและการยึดเกาะที่แม่นยำ เขาใช้ขอบมุมของตึกที่มีลักษณะเป็นส่วนยื่นออกมารูปตัว L เล็กๆ เป็นที่เหยียบและยึดเกาะ โดยส่วนที่ยากที่สุดคือช่วงกลางของตึกจำนวน 64 ชั้น ที่ออกแบบเป็นรูปทรง “ปล้องไม้ไผ่” อันเป็นเอกลักษณ์ โดยแบ่งออกเป็น 8 ส่วน แต่ละส่วนมี 8 ชั้น ซึ่งมีลักษณะลาดชันและยื่นออกมา ทำให้ต้องใช้พละกำลังแขนมหาศาลในการดึงตัวขึ้นไป เขาอาศัยบริเวณระเบียงของแต่ละช่วงเพื่อพักเหนื่อยเป็นระยะสั้นๆ ก่อนจะลุยต่อ

เดิมทีภารกิจนี้มีกำหนดการในวันเสาร์ แต่ต้องเลื่อนออกไป 24 ชั่วโมง เนื่องจากสภาพอากาศไม่เอื้ออำนวยและมีฝนตก โดยการปีนครั้งนี้มีการถ่ายทอดสดผ่านทางเน็ตฟลิกซ์ ซึ่งล่าช้าจากเวลาจริง 10 วินาทีเพื่อความปลอดภัย

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์นี้ได้จุดชนวนให้เกิดข้อพิพาทด้านจริยธรรมในโลกออนไลน์ เกี่ยวกับการนำภารกิจที่มีความเสี่ยงถึงชีวิตมาถ่ายทอดสด ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อผู้ชมหากเกิดอุบัติเหตุที่ไม่คาดฝัน

แม้ว่าก่อนหน้านี้ในปี 2004 อแล็ง โรแบร์ (Alain Robert) นักปีนตึกชาวฝรั่งเศสฉายา “ไอ้แมงมุม” จะเคยพิชิตตึกไทเป 101 มาแล้วในช่วงเปิดตึกใหม่ๆ แต่ครั้งนั้นมีการใช้เชือกป้องกัน แตกต่างจาก อเล็กซ์ ฮอนโนลด์ ที่สร้างสถิติเป็นมนุษย์คนแรกที่พิชิตตึกนี้ได้สำเร็จโดย “ไม่มีอุปกรณ์ป้องกันแม้แต่ชิ้นเดียว”

สำหรับฮอนโนลด์ เขาเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกจากการสร้างชื่อในสารคดีรางวัลออสการ์ “Free Solo” หลังประสบความสำเร็จในการปีนหน้าผา เอล กาปิตัน (El Capitan) ในอุทยานแห่งชาติโยเซมิตีของสหรัฐฯ ด้วยมือเปล่ามาแล้ว.

ที่มา AP

ม็อบอัลเบเนียปะทะตำรวจเดือด ปาระเบิดเพลิงใส่รัฐสภา

ม็อบอัลเบเนียปะทะตำรวจเดือด ปาระเบิดเพลิงใส่รัฐสภา

25 ม.ค. 2569 11:27 น.

ม็อบอัลเบเนียปะทะตำรวจเดือด ปาระเบิดเพลิงใส่รัฐสภา

สถานการณ์ในกรุงติรานาของอัลเบเนียบานปลาย หลังกลุ่มผู้สนับสนุนพรรคฝ่ายค้านรวมตัวประท้วงใหญ่หน้าอาคารรัฐบาลและรัฐสภา ก่อนเกิดเหตุปะทะรุนแรงด้วยระเบิดเพลิง ด้านตำรวจฉีดน้ำแรงดันสูงเข้าสลายการชุมนุม พบเจ้าหน้าที่บาดเจ็บ 3 นาย และผู้ประท้วงถูกจับกุมจำนวนมาก

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (24 ม.ค.) กลุ่มผู้ประท้วงจำนวนหลายพันคนภายใต้การนำของพรรคประชาธิปไตย ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านของอัลเบเนีย ได้รวมตัวกันแสดงพลังบนท้องถนน พร้อมชูป้ายข้อความโจมตีรัฐบาลอย่างดุเดือด อาทิ “อัลเบเนียคือรัฐพรรคการเมืองเดียว” และ “จงถามว่าเงินกองทุนจากสหภาพยุโรปหายไปไหน?”

ข้อเรียกร้องหลักของกลุ่มผู้ประท้วงคือ ต้องการให้รัฐบาลของนายกรัฐมนตรี เอดี รามา ลาออกทันที โดยอ้างถึงหลักฐานการทุจริตคอร์รัปชันของคณะรัฐมนตรีหลายราย รวมถึงข้อครหาเรื่องการทุจริตผลการเลือกตั้งรัฐสภาเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคมที่ผ่านมา

รัฐบาลได้วางกำลังตำรวจกว่า 1,350 นาย พร้อมติดตั้งแผงกั้นโลหะอย่างหนาแน่นรอบทำเนียบนายกรัฐมนตรีเพื่อป้องกันความวุ่นวาย แต่สถานการณ์กลับเลวร้ายลงเมื่อกลุ่มผู้ประท้วงเริ่มขว้างปา “ระเบิดเพลิง” เข้าใส่แถวของเจ้าหน้าที่ตำรวจและอาคารรัฐสภา จนเกิดระเบิดและเปลวไฟลุกไหม้เป็นจุดๆ

ด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องตัดสินใจใช้รถฉีดน้ำแรงดันสูง เข้าสลายฝูงชนเพื่อควบคุมสถานการณ์ไม่ให้ลุกลาม

จากการรายงานของทางการอัลเบเนีย ระบุว่ามีตำรวจได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 3 นายจากการปะทะครั้งนี้ ส่วนผู้ประท้วงหลายสิบคนถูกควบคุมตัวไปดำเนินคดี

ทั้งนี้ บรรยากาศทางการเมืองในประเทศอัลเบเนียยังคงคุกรุ่น โดยฝ่ายค้านยืนยันจะเดินหน้าประท้วงต่อจนกว่าข้อเรียกร้องจะได้รับการตอบสนอง.

เผยชื่อชายถูก จนท.สหรัฐฯ ยิงดับกลางเมืองมินนิอาโปลิส รายที่ 2 ในรอบเดือน

เผยชื่อชายถูก จนท.สหรัฐฯ ยิงดับกลางเมืองมินนิอาโปลิส รายที่ 2 ในรอบเดือน

25 ม.ค. 2569 10:26 น.

เผยชื่อชายถูก จนท.สหรัฐฯ ยิงดับกลางเมืองมินนิอาโปลิส รายที่ 2 ในรอบเดือน

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในสหรัฐฯ เมื่อเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางยิง “อเล็กซ์ เพรตตี” พยาบาลหนุ่มเสียชีวิตกลางถนนในเมืองมินนิอาโปลิส ด้านรัฐมนตรีกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิอ้างเจ้าหน้าที่ป้องกันตัวเพราะผู้ตายมีปืน แต่คลิปจากผู้เห็นเหตุการณ์ชี้ให้เห็นว่าเขามีเพียงมือถือและกำลังช่วยคนอื่น ด้านผู้ว่าการรัฐฯ ซัด “น่ารังเกียจ” พร้อมสั่งสอบสวนเอง

เหตุสลดเกิดขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (24 ม.ค.) เมื่อเจ้าหน้าที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรแห่งสหรัฐฯ ( ICE ) ยิงสังหาร นายอเล็กซ์ เพรตตี (Alex Pretti) วัย 37 ปี พยาบาลแผนกไอซียูและพลเมืองสหรัฐฯ ท่ามกลางบรรยากาศการประท้วงต่อต้านการกวาดล้างผู้อพยพของรัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์

คริสตี โนเอม รัฐมนตรีกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ แถลงว่านายเปรตตีถือปืนพกกึ่งอัตโนมัติขนาด 9 มม. เข้าหาเจ้าหน้าที่ และขัดขืนการจับกุมอย่างรุนแรง ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องตัดสินใจยิงเพื่อป้องกันชีวิต

แต่หลักฐานจากคลิปวิดีโอ ซึ่งเป็นวิดีโอจากสำนักข่าวรอยเตอร์และผู้เห็นเหตุการณ์กลับแสดงภาพที่ต่างออกไป นายเปรตตีถือโทรศัพท์มือถือขณะพยายามเข้าช่วยเหลือผู้ประท้วงหญิงที่ถูกเจ้าหน้าที่ผลักล้มลง เขาถูกฉีดสเปรย์พริกไทยใส่ ก่อนจะถูกรุมจับให้นอนลงกับพื้น จากนั้นเจ้าหน้าที่คนหนึ่งได้จ่อปืนที่หลังและยิงใส่เขา 4 นัดซ้อน ตามด้วยเสียงปืนอีกหลายนัดจากเจ้าหน้าที่รายอื่น

ทิม วอลซ์ ผู้ว่าการรัฐมินนิโซตา ออกมาประณามเหตุการณ์นี้อย่างรุนแรง โดยระบุว่าวิดีโอที่เขาเห็นนั้น “น่ารังเกียจ” และประกาศว่ารัฐมินนิโซตาจะดำเนินการสอบสวนเรื่องนี้เอง เพราะไม่สามารถไว้วางใจให้รัฐบาลกลางสอบสวนพวกเดียวกันได้ นอกจากนี้ยังมีรายงานว่าเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางได้ขัดขวางไม่ให้ทีมสืบสวนของรัฐเข้าพื้นที่เกิดเหตุในช่วงแรกอีกด้วย

ด้าน ไบรอัน โอฮารา ผู้บัญชาการตำรวจมินนิอาโปลิส ยืนยันว่านายเพรตตีเป็นเจ้าของปืนที่ถูกต้องตามกฎหมายและไม่มีประวัติอาชญากรรมใดๆ นอกเหนือจากความผิดจราจร

เหตุการณ์นี้ซ้ำเติมความขัดแย้งเดิมหลังจากการเสียชีวิตของ เรเน กู๊ด พลเมืองสหรัฐฯ อีกรายที่ถูกเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางยิงเสียชีวิตเมื่อวันที่ 7 มกราคมที่ผ่านมา โดยนายกเทศมนตรี เจค็อบ เฟรย์ ตั้งคำถามว่า “ต้องมีอเมริกันชนตายอีกกี่คน ปฏิบัติการกวาดล้างนี้ถึงจะยุติ?” ส่วนนายโดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์โซเชียลตอบโต้ว่า “ผู้ว่าฯ และนายกเทศมนตรีกำลังยุยงให้เกิดการกบฏด้วยวาทกรรมที่จองหองและอันตราย”

การเสียชีวิตของพยาบาลหนุ่มรายนี้จุดชนวนให้เกิดการประท้วงใหญ่ในหลายเมืองทั่วประเทศ ทั้งในนิวยอร์ก วอชิงตัน ดี.ซี. และซานฟรานซิสโก โดยที่เมืองมินนิอาโปลิส: มีการเผชิญหน้ากันอย่างรุนแรง เจ้าหน้าที่ใช้แก๊สน้ำตาและระเบิดแสงเข้าสลายกลุ่มผู้ประท้วง ส่งผลให้พิพิธภัณฑ์ศิลปะมินนิอาโปลิสต้องประกาศปิดชั่วคราว และการแข่งขันบาสเกตบอลเอ็นบีเอ ของทีมมินนิโซตา ทิมเบอร์วูล์ฟส์ ต้องเลื่อนการแข่งขันออกไป

เหตุยิงเกิดขึ้นเพียงหนึ่งวันหลังจากประชาชนกว่า 10,000 คนออกมาเดินขบวนพื่อประท้วงการปราบปรามของเจ้าหน้าที่ จากเหตุการณ์หลายอย่าง รวมถึงการฆาตกรรมเรเน กู๊ด การจับกุมพลเมืองสหรัฐฯ ที่ถูกนำตัวออกจากบ้านขณะสวมกางเกงขาสั้น และการจับกุมเด็กนักเรียน รวมถึงเด็กชายวัย 5 ขวบ

ความตึงเครียดครั้งนี้ถือเป็นบททดสอบสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลท้องถิ่นและรัฐบาลกลาง ท่ามกลางนโยบายกวาดล้างที่เข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ.

ที่มา AFP Reuters

เมียนมาเปิดคูหาเลือกตั้งระยะสุดท้าย คาดพรรครัฐบาลทหารกวาดชัยชนะแลนด์สไลด์

เมียนมาเปิดคูหาเลือกตั้งระยะสุดท้าย คาดพรรครัฐบาลทหารกวาดชัยชนะแลนด์สไลด์

25 ม.ค. 2569 09:42 น.

เมียนมาเปิดคูหาเลือกตั้งระยะสุดท้าย คาดพรรครัฐบาลทหารกวาดชัยชนะแลนด์สไลด์

เมียนมาปิดฉากการเลือกตั้งมาราธอน 1 เดือนเต็มในระยะสุดท้ายวันนี้ ขณะที่พรรคตัวแทนกองทัพจ่อคว้าชัยชนะเบ็ดเสร็จ ท่ามกลางบรรยากาศสงครามกลางเมืองและการกวาดล้างผู้เห็นต่าง นักวิเคราะห์ชี้เป็นเพียงความพยายามสร้างความชอบธรรมให้ “มิน อ่อง หล่าย” ก้าวสู่เก้าอี้ประธานาธิบดี

เมื่อเวลา 06.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นของวันนี้ (25 ม.ค.) คูหาเลือกตั้งในหลายสิบเขตทั่วเมียนมาได้เปิดให้ประชาชนเข้าลงคะแนนในเฟสที่ 3 ซึ่งเป็นรอบสุดท้ายของการเลือกตั้งทั่วไปที่กินเวลานานนับเดือน โดยบรรยากาศในเมืองใหญ่อย่าง ย่างกุ้ง และ มัณฑะเลย์ มีประชาชนบางส่วนมารอใช้สิทธิตั้งแต่เช้ามืด ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด

อย่างไรก็ตาม การเลือกตั้งครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงหนึ่งสัปดาห์ก่อนจะครบรอบ 5 ปีของการรัฐประหารเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2021 และไม่มีการจัดการเลือกตั้งในพื้นที่ที่กลุ่มต่อต้านและกองกำลังชาติพันธุ์ควบคุมอยู่ ซึ่งครอบคลุมกว่า 1 ใน 5 ของเขตเลือกตั้งทั้งหมดทั่วประเทศ

ทั้งนี้ ผลการเลือกตั้ง 2 รอบแรก พรรคสหสามัคคีและการพัฒนา (ยูเอสดีพี) ซึ่งเป็นพรรคตัวแทนกองทัพ กวาดที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎรไปแล้วกว่า 85% และคว้าที่นั่งในสภาชาติพันธุ์ไปได้ถึง 2 ใน 3 อย่างไรก็ตาม รัฐธรรมนูญเมียนมายังคงสำรองที่นั่งในสภาไว้ให้กองทัพโดยตรงอีก 25% โดยไม่ต้องผ่านการเลือกตั้ง

ด้านองค์กร ACLED ประเมินว่ามีผู้เสียชีวิตจากเหตุความรุนแรงนับตั้งแต่รัฐประหารแล้วกว่า 90,000 ราย มีผู้ถูกดำเนินคดีจากการขัดขวางหรือวิจารณ์การเลือกตั้งแล้วกว่า 400 ราย ซึ่งกฎหมายใหม่ของรัฐบาลทหารระบุโทษจำคุกสูงสุดถึง 10 ปี เพียงแค่การกดอีโมจิรูป “หัวใจ” ให้โพสต์ที่วิจารณ์การเลือกตั้งก็อาจถูกจับกุมได้

ส่วนสถิติผู้มาใช้สิทธิใน 2 รอบแรกมีผู้มาใช้สิทธิเพียง 50% ลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับปี 2020 ที่มีผู้มาใช้สิทธิสูงถึง 70%

ชาวเมืองย่างกุ้งรายหนึ่งให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวเอเอฟพี โดยขอสงวนนามว่า “ฉันไม่คาดหวังอะไรเลย ทุกอย่างจะยืดเยื้อต่อไปแบบนี้” ขณะที่ผู้ใช้สิทธิอีกรายระบุว่าจำใจต้องมาลงคะแนนเพราะถูกกดดัน แต่เลือกที่จะโหวตให้พรรคใดก็ได้ที่ไม่ใช่พรรคยูเอสดีพี เพื่อเป็นการประท้วงในเชิงสัญลักษณ์ แม้จะรู้ผลลัพธ์ล่วงหน้าอยู่แล้วก็ตาม

ทางด้าน นางอองซาน ซูจี เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพในวัย 80 ปี ยังคงถูกคุมขังในสถานที่ลับและถูกตัดขาดจากการติดต่อสื่อสาร โดยพรรคเอ็นแอลดีของเธอก็ถูกสั่งยุบพรรคไปก่อนหน้านี้ ทำให้กลุ่มผู้สนับสนุนประชาธิปไตยมองว่าการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นเพียง “การแสดง” เพื่อฟอกตัวให้พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีอย่างเป็นทางการ

ผู้สมัครรับเลือกตั้งรายหนึ่งเผยว่า แทบจะไม่มีการหาเสียงเลยเนื่องจากความไม่ปลอดภัยจากการสู้รบและเครื่องบินรบที่โจมตีทางอากาศอย่างต่อเนื่อง โดยประเมินว่าในเขตเลือกตั้งของตนมีหน่วยเลือกตั้งที่สามารถเปิดทำการได้จริงเพียง 1 ใน 10 เท่านั้น

คาดการณ์ผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการจะประกาศในช่วงปลายสัปดาห์นี้ แต่มีความเป็นไปได้สูงที่พรรคยูเอสดีพี จะประกาศชัยชนะล่วงหน้าอย่างเร็วที่สุดภายในวันจันทร์.

ที่มา AFP

พายุฤดูหนาวถล่มสหรัฐฯ 21 รัฐประกาศภาวะฉุกเฉิน 13,000 เที่ยวบินถูกยกเลิก

พายุฤดูหนาวถล่มสหรัฐฯ 21 รัฐประกาศภาวะฉุกเฉิน 13,000 เที่ยวบินถูกยกเลิก

25 ม.ค. 2569 06:02 น.

พายุฤดูหนาวถล่มสหรัฐฯ 21 รัฐประกาศภาวะฉุกเฉิน 13,000 เที่ยวบินถูกยกเลิก

พายุฤดูหนาวขนาดใหญ่กำลังพัดถล่มหลายพื้นที่ในสหรัฐฯ จนอย่างน้อย 21 รัฐต้องประกาศภาวะฉุกเฉิน ในขณะที่มีเที่ยวบินถูกยกเลิกกว่า 13,000 เที่ยวจนถึงวันจันทร์นี้

เมื่อวันเสาร์ที่ 21 ม.ค. 2569 พายุฤดูหนาวขนาดมหึมา พัดถล่มหลายรัฐในสหรัฐฯ ทำให้เกิดหิมะและฝนเยือกแข็งตกหนักแผ่ขยายปกคลุมพื้นที่เป็นระยะทางกว่า 2,100 กม. และกำลังมุ่งหน้าสู่ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ โดยจะส่งผลกระทบเป็นระยะทางรวมกว่า 3,200 กม.ตั้งแต่รัฐเท็กซัสไปจนถึงนิวอิงแลนด์ตลอดช่วงสุดสัปดาห์นี้

ยอดผู้ประสบปัญหาไฟฟ้าดับพุ่งสูงขึ้นเนื่องจากมีน้ำแข็งตกลงมาสร้างความเสียหายทั่วพื้นที่ทางตอนใต้ ประชาชนหลายแสนคนอาจไม่มีไฟฟ้าใช้ ซึ่งบางรายอาจต้องรอนานหลายวัน เนื่องจากปริมาณน้ำแข็งที่เกาะหนาจนทำให้สายไฟและต้นไม้หักโค่นลงมา

ชาวอเมริกันจำนวนมาก ต่างพากันกวาดสินค้าจนเกลี้ยงชั้นวางในซูเปอร์มาร์เก็ต หลังจากสำนักงานบริหารสภาพอากาศแห่งชาติ (NWS) คาดการณ์ว่าจะมีหิมะตกหนักในบางพื้นที่ และอาจมีการสะสมของน้ำแข็งจากฝนเยือกแข็งในระดับที่อาจเป็น “ภัยพิบัติรุนแรง”

นายฌอน ดัฟฟี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เตือนว่าชาวอเมริกันมากถึง 240 ล้านคนอาจได้รับผลกระทบจากพายุลูกนี้ โดยมีอย่างน้อย 21 รัฐและวอชิงตัน ดี.ซี. เมืองหลวงของสหรัฐฯ ที่ได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินแล้ว ขณะเดียวกัน เที่ยวบินในสหรัฐฯ กว่า 13,000 เที่ยวตั้งแต่วันเสาร์จนถึงวันจันทร์ (26 ม.ค.) ถูกยกเลิกแล้ว

ที่เมืองดัลลัส รัฐเท็กซัส ฝนเยือกแข็งพัดถล่มเมืองอย่างหนัก และอุณหภูมิดิ่งลงเหลือ -6 องศาเซลเซียส

ด้านนายจอห์น วิตไมเออร์ นายกเทศมนตรีเมืองฮิวสตัน ซึ่งเป็นเมืองที่มีประชากรมากที่สุดเป็นอันดับ 4 ของประเทศ เรียกร้องให้ประชาชนอยู่แต่ในบ้านในช่วง 72 ชั่วโมงข้างหน้านี้ และจะมีการเปิดศูนย์พักพิงชั่วคราวสำหรับผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือด้วย

เจ้าหน้าที่รัฐเท็กซัสยืนยันว่า โครงข่ายไฟฟ้าของเท็กซัสอยู่ในสภาพที่พร้อมมากกว่าเมื่อ 5 ปีก่อน ซึ่งในครั้งนั้นระบบเกิดล้มเหลวระหว่างพายุฤดูหนาวที่รุนแรงจนส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและทำให้คนหลายล้านคนไม่มีไฟฟ้าใช้

พายุหิมะยังพัดถล่มรัฐโอกลาโฮมาและอาร์คันซอด้วยเช่นกัน โดย NWS ระบุว่าบางพื้นที่มีหิมะสะสมบนพื้นดินสูงถึง 15 เซนติเมตร แล้ว

อนึ่ง หลังจากพายุลูกนี้พัดถล่มพื้นที่ทางตะวันตกเฉียงใต้และตอนกลางของประเทศ คาดว่าระบบพายุจะเคลื่อนตัวเข้าสู่กลุ่มรัฐทางตอนกลางของฝั่งแอตแลนติก และรัฐทางตะวันออกเฉียงเหนือที่มีประชากรหนาแน่น ก่อนที่มวลอากาศเย็นจัดจะแผ่ปกคลุมตามมา ทำให้ผลกระทบจากหิมะและหิมะปนฝนจะคงอยู่ต่อเนื่องไปจนถึงสัปดาห์หน้า

รัฐบาลกลางสหรัฐฯ ได้ประกาศล่วงหน้าให้สำนักงานต่าง ๆ ปิดทำการในวันจันทร์แล้ว

ทั้งนี้ พายุฤดูหนาวรุนแรงนี้เป็นผลมาจากการขยายตัวของ “ลมหมุนขั้วโลก” หรือ “โพลาร์วอร์เท็กซ์” (Polar Vortex) ซึ่งเป็นพื้นที่มวลอากาศความกดอากาศต่ำที่เย็นจัดจากขั้วโลกเหนือ ซึ่งโดยปกติแล้วระบบนี้จะมีการรวมตัวกันค่อนข้างแน่นเป็นวงกลม แต่บางครั้งจะเปลี่ยนรูปทรงเป็นวงรีมากขึ้น ส่งผลให้มวลอากาศเย็นจัดไหลทะลักลงมาทั่วทั้งทวีปอเมริกาเหนือ

เหล่านักวิทยาศาสตร์ระบุว่า การที่ Polar Vortex เกิดการแปรปรวนบ่อยครั้งขึ้นนั้นอาจเชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แม้ว่าข้อถกเถียงนี้จะยังไม่ได้ข้อสรุปที่แน่ชัด และความผันแปรทางธรรมชาติก็มีส่วนเกี่ยวข้องด้วยก็ตาม

ในรัฐนิวยอร์ก นางแคธี โฮชูล ผู้ว่าการรัฐนิวยอร์ก เตือนให้ประชาชนพักอยู่แต่ในอาคารท่ามกลางสภาพอากาศที่หนาวเหน็บ โดยระบุว่า “การอยู่นอกบ้านเพียง 5 หรือ 6 นาที ก็อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพของคุณได้อย่างแท้จริง”

เธอยังเน้นย้ำถึงมาตรการป้องกันต่าง ๆ เช่น การดูแลท่อน้ำไม่ให้แข็งตัว การใช้เครื่องทำความร้อนอย่างปลอดภัย และการช่วยสอดส่องดูแลเพื่อนบ้านที่เป็นกลุ่มเปราะบาง

ทางการยังเตือนว่า อากาศหนาวเย็นถึงขั้นเป็นอันตรายต่อชีวิต อาจลากยาวไปอีกหนึ่งสัปดาห์หลังพายุผ่านพ้นไป โดยเฉพาะในพื้นที่แถบที่ราบตอนเหนือ (Northern Plains) และตอนบนของมิดเวสต์ (Upper Midwest) ซึ่งคาดกันว่าอุณหภูมิที่รวมกับกระแสลมหนาว อาจดิ่งลงไปอยู่ที่ – 45 องศาเซลเซียส ต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์

อุณหภูมิในระดับดังกล่าวสามารถทำให้เกิดน้ำแข็งกัดได้ภายในเวลาไม่กี่นาที

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna