จนท.สหรัฐฯ ยิงคนเสียชีวิตเป็นศพที่ 2 ในมินนิโซตา อ้างต้องป้องกันตัว

จนท.สหรัฐฯ ยิงคนเสียชีวิตเป็นศพที่ 2 ในมินนิโซตา อ้างต้องป้องกันตัว

25 ม.ค. 2569 03:22 น.

จนท.สหรัฐฯ ยิงคนเสียชีวิตเป็นศพที่ 2 ในมินนิโซตา อ้างต้องป้องกันตัว

เจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางสหรัฐฯ ยิงคนเสียชีวิตในรัฐมินนิโซตาเป็นศพที่ 2 ในรอบ 1 เดือน โดยอ้างว่าต้องป้องกันตัวเพราะผู้ตายเดินเข้าหาพร้อมอาวุธปืน

เมื่อวันเสาร์ที่ 24 ม.ค. 2569 เจ้าหน้าที่จากรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ยิงชายคนหนึ่งจนเสียชีวิตในเมืองมินนิแอโพลิส นับเป็นศพที่ 2 ในเดือนนี้ที่ถูกเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางยิงจนเสียชีวิต ท่ามกลางการยกระดับการบังคับใช้กฎหมายตรวจคนเข้าเมืองอย่างเข้มงวดของรัฐบาลประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์

กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิของสหรัฐฯ อ้างว่า เจ้าหน้าที่ลาดตระเวนชายแดน (Border Patrol) ยิงปืนใส่ชายคนดังกล่าวเพื่อป้องกันตัว หลังจากชายคนหนึ่งเดินเข้ามาหาพวกเขาพร้อมกับปืนพกและแมกกาซีนบรรจุกระสุนอีกสองอัน

ด้านนายไบรอัน โอฮารา ผู้บัญชาการตำรวจเมืองมินนิแอโพลิส ไม่ระบุชื่อของชายผู้เสียชีวิต แต่เผยว่าเขามีอายุ 37 ปี เป็นผู้อยู่อาศัยในเมืองแห่งนี้ และเชื่อว่าเป็นพลเมืองสหรัฐฯ ที่มีใบอนุญาตครอบครองปืนอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และไม่มีประวัติอาชญากรรม

วิดีโอที่ส่งต่อกันบนโลกออนไลน์ และถูกนำออกอากาศผ่านสื่อหลายสำนัก เผยให้เห็นกลุ่มบุคคลสวมหน้ากากและเสื้อเกราะยุทธวิธี กำลังยื้อยุดฉุดกระชากกับชายคนหนึ่งบนถนนที่ปกคลุมด้วยหิมะ ก่อนจะมีเสียงปืนดังขึ้น โดยในวิดีโอดังกล่าว ชายคนนั้นได้ล้มลงกับพื้น และได้ยินเสียงปืนดังขึ้นอีกหลายนัดตามมา

ในเวลาต่อมา วิดีโอจากพื้นที่เกิดเหตุเผยให้เห็นเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองกำลังใช้แก๊สน้ำตาเข้าสลายกลุ่มผู้เห็นเหตุการณ์ที่เริ่มมารวมตัวกันมากขึ้น

นายเจคอบ เฟรย์ นายกเทศมนตรีเมืองมินนิแอโพลิส เรียกร้องให้รัฐบาลทรัมป์ยุติปฏิบัติการบังคับใช้กฎหมายตรวจคนเข้าเมืองในรัฐมินนิโซตาโดยทันที “ต้องมีผู้อยู่อาศัยอีกกี่คน หรือมีชาวอเมริกันอีกกี่คนที่จะต้องตายหรือบาดเจ็บสาหัส ปฏิบัติการนี้ถึงจะสิ้นสุดลง?” เขากล่าวในงานแถลงข่าว

ผู้ว่าการรัฐและสมาชิกวุฒิสภาประจำรัฐมินนิโซตาก็ออกมาเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางถอนกำลังออกไป ขณะที่นายโอฮาราระบุว่า สถานการณ์ในบริเวณจุดเกิดเหตุยังคงตึงเครียด และอาจเกิดเหตุรุนแรงได้ตลอดเวลา พร้อมกับขอความร่วมมือให้ประชาชนหลีกเลี่ยงพื้นที่ดังกล่าว

เหตุยิงกันดังกล่าวเกิดขึ้นเพียงหนึ่งวันหลังจากที่ประชาชนมากกว่า 10,000 คน ออกมารวมตัวกันบนท้องถนนที่หนาวเหน็บเพื่อประท้วงการเข้ามาของเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางจำนวน 3,000 นาย ที่ได้รับคำสั่งจากทรัมป์ให้ลงพื้นที่ในรัฐนี้

ชาวเมืองต่างโกรธเคืองต่อเหตุการณ์หลายอย่างที่เกิดขึ้น รวมถึงการสังหาร น.ส.เรเน่ กู๊ด ซึ่งเป็นพลเมืองสหรัฐฯ กับกรณีการควบคุมตัวพลเมืองสหรัฐฯ ออกจากบ้านในขณะที่สวมกางเกงในเพียงตัวเดียว และกรณีการควบคุมตัวเด็กนักเรียนชายวัยเพียง 5 ขวบ หลังจากผู้เป็นพ่อของเขาถูกจับกุม

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : reuters

ยูเครน-รัสเซีย-สหรัฐฯ คุยสันติภาพ 2 วันไม่คืบ มอสโกยังโจมตีไม่หยุด

ยูเครน-รัสเซีย-สหรัฐฯ คุยสันติภาพ 2 วันไม่คืบ มอสโกยังโจมตีไม่หยุด

25 ม.ค. 2569 02:16 น.

ยูเครน-รัสเซีย-สหรัฐฯ คุยสันติภาพ 2 วันไม่คืบ มอสโกยังโจมตีไม่หยุด

การเจรจาสันติภาพระหว่าง ยูเครน รัสเซีย และ สหรัฐฯ ที่ดำเนินมา 2 วัน จบโดยไม่มีความคืบหน้าชัดเจนเรื่องการยุติสงคราม ในขณะที่มอสโกโจมตีระลอกใหม่ในหลายพื้นที่ของยูเครน

เมื่อวันเสาร์ที่ 24 ม.ค. 2569 การประชุมไตรภาคีระหว่างยูเครน, รัสเซีย และสหรัฐฯ วันที่ 2 ที่กรุงอาบูดาบี ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ จบลงโดยไม่มีความคืบหน้าที่ชัดเจนเรื่องการยุติสงครามในยูเครน ในขณะที่กองทัพมอสโกยังคงโจมตีเป้าหมายหลายจุดในยูเครนอย่างไม่หยุดยั้ง

นายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครนเผยว่า การประชุมรอบที่ 2 อาจเกิดขึ้นอย่างเร็วที่สุดในสัปดาห์ ก่อนที่ในเวลาต่อมา เจ้าหน้าที่ของสหรัฐฯ จะระบุว่าการเจรจารอบต่อไปจะเริ่มขึ้นในวันอาทิตย์ของสัปดาห์หน้า (1 ก.พ.)

การประชุมไตรภาคีดังกล่าวสิ้นสุดลงหลังจากกองทัพรัสเซียเปิดฉากโจมตีระลอกใหม่ ในหลายพื้นที่ของยูเครนเมื่อช่วงข้ามคืนจนถึงวันเสาร์ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 1 ศพในกรุงเคียฟ และได้รับบาดเจ็บ 35 ราย โดยส่วนใหญ่อยู่เมืองคาร์คิฟ

นายวิตาลี คลิตช์โก นายกเทศมนตรีกรุงเคียฟกล่าว โครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของเมืองหลวงได้รับความเสียหาย ส่งผลให้อาคารกว่า 6,000 หลังไม่มีระบบทำความร้อนใช้งาน ท่ามกลางอากาศหนาวเหน็บ บางแห่งอุณหภูมิ -12 องศาเซลเซียส

ด้านนายอันดรีย์ ซิบิฮา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของยูเครน กล่าวว่า การโจมตีที่ “โหดเหี้ยม” ซึ่งวลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซียสั่งการอย่าง “ไร้มนุษยธรรม” นั้น “ไม่เพียงแต่ทำร้ายประชาชนของเราเท่านั้น แต่ยังเป็นการทำลายโต๊ะเจรจาอีกด้วย”

นายซิบิฮาเผยด้วยว่า “ประเด็นหลักของการหารือคือขอบเขตความเป็นไปได้ในการยุติสงคราม ผมให้ความสำคัญอย่างสูงกับการทำความเข้าใจเรื่องความจำเป็น ที่อเมริกาต้องเข้ามาติดตามและกำกับดูแลกระบวนการยุติสงครามที่กำลังดำเนินอยู่นี้ และเพื่อรับประกันความมั่นคงที่แท้จริง”

เขากล่าวเสริมว่าทุกฝ่ายตกลงที่จะ “กลับไปรายงานต่อรัฐบาลของตน” และประสานงานขั้นตอนต่อไปกับผู้นำของฝ่ายตนเอง “ตัวแทนฝ่ายทหารได้ระบุรายการประเด็นต่าง ๆ สำหรับการประชุมที่อาจเกิดขึ้นในครั้งหน้า หากมีความพร้อมที่จะเดินหน้าต่อ ซึ่งยูเครนนั้นพร้อม การประชุมครั้งต่อ ๆ ไปจะเกิดขึ้น ซึ่งอาจจะเร็วที่สุดภายในสัปดาห์หน้า”

นายซิบิฮายังกล่าวประณามการโจมตีของรัสเซีย โดยระบุว่า “ป่าเถื่อน” และพิสูจน์ให้เห็นว่า “ที่ของปูตินไม่ใช่ที่คณะกรรมการสันติภาพ (Board of Peace) แต่คือคอกจำเลยในศาลพิเศษต่างหาก”

ทั้งนี้ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เปิดเผยว่า นายปูตินได้ตอบรับคำเชิญเข้าร่วมคณะกรรมการสันติภาพของเขาแล้ว แต่ทางปูตินยังไม่ได้ยืนยันในเรื่องนี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

กลาโหมสหรัฐฯ เผยยุทธศาสตร์ใหม่ จำกัดหนุนพันธมิตร-เน้นปกป้องมาตุภูมิ

กลาโหมสหรัฐฯ เผยยุทธศาสตร์ใหม่ จำกัดหนุนพันธมิตร-เน้นปกป้องมาตุภูมิ

25 ม.ค. 2569 00:03 น.

กลาโหมสหรัฐฯ เผยยุทธศาสตร์ใหม่ จำกัดหนุนพันธมิตร-เน้นปกป้องมาตุภูมิ

สหรัฐฯ เผยยุทธศาสตร์ป้องกันประเทศฉบับใหม่ เล็งจำกัดขอบเขตการให้การสนับสนุนแก่ชาติพันธมิตร และให้ความสำคัญเรื่องความมั่นคงมาตุภูมิเป็นอันดับแรก ไม่ใช่ภัยคุกคามจากจีนอีกต่อไป

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เพนตากอน หรือ กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เปิดเผยยุทธศาสตร์ป้องกันประเทศฉบับใหม่ในวันเสาร์ที่ 24 ม.ค. 2569 และมีการปรับเปลี่ยนลำดับความสำคัญด้านความมั่นคงครั้งใหญ่ โดยสหรัฐฯ จะให้การสนับสนุนแก่พันธมิตรในรูปแบบที่ “จำกัดขอบเขตมากขึ้น”

ตามยุทธศาสตร์ป้องกันประเทศฉบับล่าสุด กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ จัดให้เรื่องความมั่นคงของมาตุภูมิและซีกโลกตะวันตกเป็นประเด็นหลักที่ต้องให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก ไม่ใช่ภัยคุกคามจากประเทศจีนเหมือนฉบับก่อนๆ และระบุว่า ความสัมพันธ์กับจีนจะถูกขับเคลื่อนด้วย “ความเข้มแข็ง แต่ไม่ใช่การเผชิญหน้า”

ยุทธศาสตร์การป้องกันประเทศฉบับใหม่ความยาว 34 หน้านี้ ยังตอกย้ำข้อเรียกร้องล่าสุดของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งรวมถึงการขอให้ประเทศพันธมิตรเพิ่มการ “แบ่งเบาภาระ” ในการต่อต้านภัยคุกคามจากรัสเซียและเกาหลีเหนือให้มากขึ้นด้วย

สหรัฐฯ เรียกร้องให้พันธมิตรของอเมริกาต้องยกระดับตัวเองขึ้น โดยระบุว่าที่ผ่านมาบรรดาหุ้นส่วนต่าง “พึงพอใจ” ที่จะปล่อยให้วอชิงตันเป็นผู้อุดหนุนงบประมาณด้านการป้องกันประเทศของตน

อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ ปฏิเสธว่าการเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ใช่สัญญาณว่าประเทศกำลังมุ่งหน้าไปสู่ “ลัทธิโดดเดี่ยว” (isolationism) “ในทางตรงกันข้าม มันหมายถึงแนวทางที่มุ่งเน้นและเป็นยุทธศาสตร์อย่างแท้จริงต่อภัยคุกคามที่ประเทศของเรากำลังเผชิญอยู่”

รายงานระบุอีกว่า วอชิงตันละเลยผลประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมของชาวอเมริกันมานานเกินไปแล้ว และสหรัฐฯ ไม่ต้องการนำผลประโยชน์ของอเมริกาไปปะปนกับผลประโยชน์ในพื้นที่ส่วนที่เหลือของโลก แล้วทำเหมือนกับว่าภัยคุกคามต่อบุคคลใดก็ตามในอีกซีกโลกหนึ่งนั้น จะมีความสำคัญเท่ากับภัยคุกคามต่อชาวอเมริกัน

ในทางกลับกันเหล่าพันธมิตร โดยเฉพาะยุโรป “จะต้องเป็นผู้นำในการเผชิญหน้ากับภัยคุกคามที่รุนแรงน้อยกว่าสำหรับสหรัฐฯ แต่รุนแรงมากกว่าสำหรับพวกเขา”

สหรัฐฯ ระบุอีกว่า การรุกรานยูเครนของรัสเซีย ซึ่งเริ่มขึ้นเมื่อเกือบ 4 ปีก่อน เป็น ภัยคุกคามที่ยืดเยื้อแต่ยังอยู่ในระดับที่จัดการได้ สำหรับประเทศสมาชิกนาโต (NATO) ทางแถบตะวันออก ซึ่งสื่อถึงชาติยุโรป

นอกจากนี้ ยุทธศาสตร์ป้องกันประเทศฉบับล่าสุดไม่มีการกล่าวถึงไต้หวัน แตกต่างจากยุทธศาสตร์ฉบับก่อนหน้า อย่างไรก็ตาม เอกสารระบุว่าสหรัฐฯ มีเป้าหมายที่จะ “ขัดขวางไม่ให้ใครก็ตาม รวมถึงจีน สามารถเข้ามาครอบงำเราหรือพันธมิตรของเราได้”

ยุทธศาสตร์ดังกล่าวยังกำหนดบทบาทที่ “จำกัดมากขึ้น” สำหรับสหรัฐฯ ในการป้องปรามเกาหลีเหนือ โดยระบุเสริมว่า เกาหลีใต้คือรับผิดชอบหลักในภารกิจนี้

แผนยุทธศาสตร์ยังย้ำว่า เพนตากอนจะรับประกันว่า สหรัฐฯ จะเข้าถึงพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญ โดยเฉพาะคลองปานามา อ่าวอเมริกา และกรีนแลนด์ ทั้งในทางทหารและทางพาณิชย์

เอกสารระบุด้วยว่า แนวทางของรัฐบาลทรัมป์จะ “แตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากยุทธศาสตร์ที่โอ้อวดเกินจริงของรัฐบาลชุดก่อน ๆ ในยุคหลังสงครามเย็น” และระบุเพิ่มเติมว่า: “เลิกเพ้อฝันกับอุดมคติแบบยูโทเปีย และหันมาเผชิญหน้ากับความเป็นจริงได้แล้ว”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์ขู่ เก็บภาษีสินค้าแคนาดา 100% หากทำข้อตกลงกับจีน

ทรัมป์ขู่ เก็บภาษีสินค้าแคนาดา 100% หากทำข้อตกลงกับจีน

24 ม.ค. 2569 22:40 น.

ทรัมป์ขู่ เก็บภาษีสินค้าแคนาดา 100% หากทำข้อตกลงกับจีน

โดนัลด์ ทรัมป์ ขู่ตั้งกำแพงภาษีสินค้านำเข้าจากแคนาดา 100% หากทำข้อตกลงการค้ากับจีน ตอกย้ำความสัมพันธ์ที่ย่ำแย่ลงในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา

เมื่อวันเสาร์ที่ 24 ม.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ข้อความขู่ว่าจะสั่งเก็บภาษีศุลกากรต่อสินค้าของแคนาดาในอัตรา 100% หากแคนาดาทำข้อตกลงทางการค้ากับจีน พร้อมทั้งเตือนนายกรัฐมนตรีมาร์ก คาร์นีย์ ของแคนาดาว่า ข้อตกลงดังกล่าวจะทำให้แคนาดาตกอยู่ในอันตราย

“หากผู้ว่าการคาร์นีย์คิดว่าเขาจะทำให้แคนาดากลายเป็น “ท่าเรือขนถ่ายสินค้า” เพื่อให้จีนส่งสินค้าและผลิตภัณฑ์เข้าสู่สหรัฐอเมริกาละก็ เขาเข้าใจผิดอย่างมหันต์ จีนจะกัดกินแคนาดาทั้งเป็น จะกลืนกินจนหมดสิ้น รวมถึงทำลายล้างธุรกิจ โครงสร้างทางสังคม และวิถีชีวิตโดยทั่วไปของพวกเขาด้วย”

“หากแคนาดาทำข้อตกลงกับจีน แคนาดาจะถูกตอบโต้ด้วยภาษีศุลกากร 100% ต่อสินค้าและผลิตภัณฑ์ทุกชนิดของแคนาดาที่นำเข้ามาในสหรัฐฯ ทันที” ข้อความของนายทรัมป์ระบุ

ความเคลื่อนไหวล่าสุดของนายทรัมป์เกิดขึ้นหลังจาก นายคาร์นีย์เดินทางเยือนจีนเมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งผู้นำแคนาดาเรียกชาติมหาอำนาจแห่งเอเชียรายนี้ว่าเป็น “พันธมิตรที่น่าเชื่อถือและคาดการณ์ได้” และในระหว่างการประชุมที่เมืองดาวอสเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เขายังสนับสนุนให้ผู้นำยุโรปแสวงหาการลงทุนจากจีนด้วย

ทั้งนี้ ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับแคนาดาทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา

เมื่อวันพฤหัสบดี (22 ม.ค.) ทรัมป์ได้ยกเลิกคำเชิญที่ให้แคนาดาเข้าร่วมในโครงการ “คณะกรรมการสันติภาพ” (Board of Peace) ของเขา หลังจากคาร์นีย์ได้กล่าวสุนทรพจน์ในการประชุม World Economic Forum และกล่าวประณามการที่ประเทศมหาอำนาจใช้การบูรณาการทางเศรษฐกิจเป็นอาวุธ และใช้ภาษีศุลกากรเป็นเครื่องมือในการต่อรอง

ในข้อความล่าสุดของนายทรัมป์ เขายังเรียกนายคาร์นีย์ว่าเป็น “ผู้ว่าการ” (Governor) ไม่ใช่นายกรัฐมนตรี สะท้อนถึงความพยายามของเขา ที่ต้องการทำให้แคนาดากลายเป็นรัฐที่ 51 ของสหรัฐฯ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : reuters

จีนเอาจริง สอบสวน 2 บิ๊กกองทัพ ละเมิดวินัย-กฎหมายร้ายแรง

จีนเอาจริง สอบสวน 2 บิ๊กกองทัพ ละเมิดวินัย-กฎหมายร้ายแรง

24 ม.ค. 2569 21:43 น.

จีนเอาจริง สอบสวน 2 บิ๊กกองทัพ ละเมิดวินัย-กฎหมายร้ายแรง

ทางการจีนประกาศสอบสวนเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกองทัพ 2 นาย ในข้อหาละเมิดวินัยและกฎหมายอย่างร้ายแรง ซึ่งเป็นคำที่จีนใช้เรียกคดีทุจริตคอร์รัปชัน

เมื่อวันเสาร์ที่ 24 ม.ค. 2569 กระทรวงกลาโหมของจีนแถลงว่า นายจาง โหย่วเซี่ย รองประธานคณะกรรมการกองทัพกลาง (CMC) กับนายหลิว เจิ้นหลี่ เจ้าหน้าที่ระดับสูงของกองทัพอีกนายหนึ่ง กำลังถูกสอบสวนในฐานะผู้ต้องสงสัยว่า ละเมิดวินัยและกฎหมายอย่างร้ายแรง

นายจาง โหย่วเซี่ย วัย 75 ปี ถือเป็นหนึ่งในพันธมิตรที่รับใช้ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง มาอย่างยาวนานที่สุดในกองทัพ เขาเป็นนายทหารอาชีพและผ่านประสบการณ์ในสนามรบ โดยรับหน้าที่ดูแลด้านปฏิบัติการทางทหาร การฝึกอบรม และการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ภายในกองทัพปลดปล่อยประชาชน

นอกจากนั้น รายงานระบุด้วยว่า ความสัมพันธ์ของนายจางกับสี จิ้นผิง นั้นแน่นแฟ้นอย่างยิ่ง เนื่องจากบิดาของทั้งคู่เคยเป็นสหายร่วมรบในการปฏิวัติมาด้วยกัน

ส่วนนายหลิว วัย 61 ปี เป็นสมาชิกของ CMC และดำรงตำแหน่งเสนาธิการร่วม รับผิดชอบดูแลการปฏิบัติการร่วม การฝึก และความพร้อมรบของกองทัพปลดปล่อยประชาชน

ข่าวระบุว่า นายจางกับนายหลิวถูกพบเห็นในที่สาธารณะเป็นครั้งสุดท้ายเมื่อ 22 ธ.ค. ในตอนที่ทั้งคู่เข้าร่วมพิธีของ CMC เพื่อประดับยศพลเอกให้แก่นายทหารระดับสูงสองนาย

ส่วนสถานีโทรทัศน์ CCTV ของรัฐบาลจีนรายงานว่า นายสี จิ้นผิง ซึ่งดำรงตำแหน่งประธาน CMC ด้วยนั้น เข้าร่วมในพิธีดังกล่าว โดยมีจางเป็นผู้ขานคำสั่งเลื่อนยศที่นายสีเป็นคนลงนาม

นอกจากนายพลที่ได้รับแต่งตั้งใหม่สองนายแล้ว ยังเผยแพร่ภาพแสดงให้เห็น พลเอกอีก 4 นายที่เข้าร่วมงาน ได้แก่ นายจาง เซิ่งมิน ผู้ซึ่งได้รับแต่งตั้งเป็นรองประธาน CMC เมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว แทนที่นายเหอ เว่ยตง ที่ถูกปลดจากตำแหน่งเนื่องจากความเสื่อมเสีย กับนายตง จวิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม

ทั้งนี้ ประกาศของกระทรวงกลาโหมเกิดขึ้นหลังจากมีการคาดการณ์มานานร่วมสัปดาห์แล้ว ว่านายจาง โหย่วเซี่ย อาจกำลังตกที่นั่งลำบาก โดยเฉพาะหลังจากเขาไม่ได้ปรากฏตัวในการประชุมศึกษาดูงานระดับสูงเมื่อ 20 ม.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งมีผู้นำระดับสูงของพรรคคอมมิวนิสต์และกองทัพเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

รายงานยังระบุว่านายหลิว เจิ้นหลี่ เป็นอีกคนที่หายไปจากงานเมื่อวันที่ 20 ม.ค. โดยไม่มีการเปิดเผยสาเหตุ นอกจากนั้นอีก 2 คนที่ไม่ได้เข้าร่วมการประชุม และกำลังถูกจับตามองอยู่ตอนนี้คือนายหม่า ซิงรุ่ย อดีตเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ประจำเขตปกครองตนเองซินเจียง กับนายสือ ไท่เฟิง หัวหน้าฝ่ายจัดตั้งของคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์

การหายตัวไปของหม่าทำให้ข่าวลือเกี่ยวกับชะตากรรมของเขาแพร่สะพัด เนื่องจากมีรายงานระบุว่าเขาไม่ได้ปรากฏตัวต่อสาธารณะมานานหลายเดือนแล้ว ในขณะที่การไม่ปรากฏตัวของนายสือนั้น ยังไม่ปรากฏสาเหตุแน่ชัด

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

คนไทยในซิดนีย์ตื่นตัว ใช้สิทธิ์เลือกตั้งและลงประชามติวันที่ 2 คึกคัก

คนไทยในซิดนีย์ตื่นตัว ใช้สิทธิ์เลือกตั้งและลงประชามติวันที่ 2 คึกคัก

24 ม.ค. 2569 20:54 น.

คนไทยในซิดนีย์ตื่นตัว ใช้สิทธิ์เลือกตั้งและลงประชามติวันที่ 2 คึกคัก

ชาวไทยในซิดนีย์ตื่นตัวไปใช้สิทธิเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรคึกคัก พร้อมฝากถึงคนไทยใช้สิทธิตัวเอง เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในประเทศ ขณะที่กกต.ชื่นชมการจัดการเลือกตั้งเป็นไปด้วยความเรียบร้อย

บรรยากาศการเลือกตั้งและลงประชามตินอกราชอาณาจักรที่หน่วยเลือกตั้งเคลื่อนที่ ณ โรงแรม Metro Hotel Marlow Sydney ใจกลางย่าน Thai Town ของออสเตรเลีย วันที่ 2 เป็นไปอย่างคึกคัก โดยมีนายนฤชัย นินนาท กงสุลใหญ่ ณ นครซิดนีย์ , นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และคณะ รวมถึง นายบัญชา ยืนยงจงเจริญ รองอธิบดีกรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและติดตามการปฏิบัติงานอย่างใกล้ชิด

นายนฤชัย นินนาท กงสุลใหญ่ ณ นครซิดนีย์
นายนฤชัย นินนาท กงสุลใหญ่ ณ นครซิดนีย์

โดย นายนฤชัย นินนาท กงสุลใหญ่ ณ นครซิดนีย์ ให้สัมภาษณ์กับนาย ณัฐพันธ์ ตรีเมฆ ผู้สื่อข่าวไทยรัฐ ประจำออสเตรเลียว่ามีชาวไทยในออสเตรเลียที่ลงทะเบียนขอใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าในซิดนีย์ 15,164 คน มีคนที่จะมาเลือกที่คูหา ราว 7,700 คน ซึ่งนับเป็นครึ่งๆ กับกลุ่มที่จะใช้สิทธิทางไปรษณีย์ ส่วนผู้ที่ลงทะเบียนลงประชามติอยู่ที่ 10,829 คน ขอมาลงที่คูหา 5,844 ซึ่งมีจำนวนมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่งของทั่วโลก

บรรยากาศการเลือกตั้งและลงประชามตินอกราชอาณาจักร ในนครซิดนีย์ ออสเตรเลีย
บรรยากาศการเลือกตั้งและลงประชามตินอกราชอาณาจักร ในนครซิดนีย์ ออสเตรเลีย

โดยการดำเนินการเลือกตั้งเป็นไปด้วยความเรียบร้อย และไม่พบปัญหาการร้องเรียนที่สำคัญ จะมีบ้างคือการที่ชาวไทยที่มาใช้สิทธิไม่สามารถใช้สิทธิลงประชามติได้ เพราะลงทะเบียนไม่ทัน หรือลงทะเบียนไม่สำเร็จ แต่ก็ได้รับการชี้แจงทำความเข้าใจได้ ส่วนเรื่องการรักษาความปลอดภัยได้ประสานงานเจ้าหน้าที่ตำรวจของซิดนีย์มาช่วยดูแล และเป็นไปอย่างเรียบร้อยเช่นกัน พร้อมย้ำว่าแม้จะอยู่ต่างแดน แต่ขอให้ตระหนักถึงความสำคัญในการใช้สิทธิ โดยขอเชิญชวนให้ทุกคนออกมาใช้สิทธิอย่างพร้อมเพรียง เพื่อสะท้อนพลังของคนไทยในต่างแดน และร่วมกันกำหนดอนาคตของประเทศ โดยยังเหลือเวลาในการออกมาใช้สิทธิได้จนถึงวันที่ 26 มกราคมนี้ 

นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ กรรมการการเลือกตั้ง
นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ กรรมการการเลือกตั้ง

ด้าน นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ กรรมการการเลือกตั้งที่เดินทางมาตรวจสอบความเรียบร้อยในการใช้สิทธิเลือกตั้งและลงประชามติครั้งนี้ ได้กล่าวชื่นชมชุมชนคนไทยที่กระตือรือร้นและให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเตรียมความพร้อมของสถานกงสุลใหญ่ในนครซิดนีย์ ที่เตรียมการไว้ดีมาก ทำให้ช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนที่มาใช้สิทธิ และทางกกต.จะมีการไปตรวจสอบการใช้สิทธิผ่านทางระบบไปรษณีย์อีกครั้งหนึ่ง

ขณะที่คนไทยที่ออกมาใช้สิทธิ ระบุว่าการเลือกตั้งถือเป็นหน้าที่ของพลเมืองที่ต้องปฏิบัติกันทุกคน ขณะที่บางส่วนมองว่าการออกมาเลือกตั้งครั้งนี้มีความสำคัญ และอยากให้คนไทยทุกคนออกมาใช้สิทธิ เพราะทุกเสียงทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของประเทศได้.

บรรยากาศการเลือกตั้งและลงประชามตินอกราชอาณาจักร ในนครซิดนีย์ ออสเตรเลีย
บรรยากาศการเลือกตั้งและลงประชามตินอกราชอาณาจักร ในนครซิดนีย์ ออสเตรเลีย

“ศิริกัญญา” เปิดนโยบายสิ่งแวดล้อม พรรคประชาชน 100 วันแรก เร่งแก้ปัญหาโครงสร้าง

“ศิริกัญญา” เปิดนโยบายสิ่งแวดล้อม พรรคประชาชน 100 วันแรก เร่งแก้ปัญหาโครงสร้าง

24 ม.ค. 2569 17:42 น.

“ศิริกัญญา” เปิดนโยบายสิ่งแวดล้อม พรรคประชาชน 100 วันแรก เร่งแก้ปัญหาโครงสร้าง

“ศิริกัญญา” เปิดตัวนโยบายสิ่งแวดล้อมของพรรคประชาชน ชู 3 ทางแก้ ป้องกันที่ต้นเหตุ ผู้ก่อมลพิษต้องรับผิดชอบ ท้องถิ่นต้องมีอำนาจจัดการ พร้อมเปิดแผน 100 วันแรกที่มุ่งแก้เรื่องโครงสร้าง

วันที่ 24 มกราคม 2569 ที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศ พรรคประชาชนเปิดตัวนโยบายสิ่งแวดล้อม พร้อมกับทีมสิ่งแวดล้อมของพรรค ประกอบด้วย ผู้สมัคร สส.แบบแบ่งเขต 1.นางสาวนิตยา มีศรี ผู้สมัคร สส.เขต 5 จ.สมุทรปราการ 2.นายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ ผู้สมัคร สส.เขต 8 จ.เชียงใหม่ 3.นายณัฐพงศ์ เปรมพูลสวัสดิ์ ผู้สมัคร สส.เขต 21 กทม. และ ผู้สมัคร สส.แบบบัญชีรายชื่อ 1.ดร.พูนศักดิ์ จันทร์จำปี 2.นายวิสุทธิ์ ตันตินันท์ 3.ดร.ศนิวาร บัวบาน 4.นายนิติพล ผิวเหมาะ

5.ดร.ทรงธรรม สุขสว่าง 6. นายชาญณรงค์ วงศ์ลา 7.นางสาวเบญจมาภรณ์ ศรีละบุตร 8.นายชัยสักก์ สุนทรวิภาต

โดย นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน ด้านนโยบาย กล่าวในงานเปิดตัวนโยบายสิ่งแวดล้อมของพรรคประชาชน ว่า ไม่มีใครปฏิเสธได้ว่า เรื่องสิ่งแวดล้อมกับปากท้องเป็นเรื่องเดียวกันที่แยกไม่ออก และจะเป็นวิกฤติที่อยู่ใกล้ตัวของเรามากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นฝุ่น PM2.5 ที่ส่งผลทำให้เด็กนักเรียนต้องหยุดเรียน ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากที่ส่งผลต่อการทำมาหากินทางด้านเกษตรกรรมและด้านอื่นๆได้รับความเสียหาย จากการที่ทำมาทั้งชีวิต ต้องกลับไปเริ่มต้นใหม่ ปัญหาภัยแล้งที่ทำให้เกษตรกรได้รับผลกระทบโดยตรงเรื่องของการปลูกพืชผลทางการเกษตร หว่านข้าว และปัญหาสารพิษที่อยู่ในแหล่งน้ำสาธารณะ ประชาชนบางคนที่ใช้ประโยชน์จากแหล่งน้ำทั้งอุปโภคบริโภค ก็ไม่สามารถที่จะใช้ได้อีกต่อไป ซึ่งก็กลายเป็นว่าตอนนี้แม้แต่จะเอาไปปลูกข้าวก็ไม่สามารถทำได้ นอกจากนี้ยังคงมีปัญหาที่เกี่ยวข้องกับท้องทะเลที่ได้รับความเสื่อมโทรม ก็อาจจะส่งผลกระทบต่อชาวประมงในการจับปลาได้น้อยลงเรื่อยๆ สำหรับปัญหาเหล่านี้ที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องของอุบัติเหตุ มันเป็นผลลัพธ์ของโครงสร้างการพัฒนาที่มองธรรมชาติเป็นเพียงแค่ทรัพยากร ที่มีให้ใช้ต่อไปเรื่อยๆ มองสิ่งแวดล้อมเป็นต้นทุนที่ต้องเสียสละ ที่ผ่านมา จึงเป็นเพียงการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมแบบไร้เหตุ โดยที่รอให้เกิดวิกฤติแล้วค่อยจ่ายเงินเยียวยา

แต่ไม่เคยจัดการที่ต้นเหตุ หรือจัดการสาเหตุของปัญหาอย่างจริงจัง ยกตัวอย่างเช่นทั้งในเรื่องของคุณภาพชีวิต มลพิษทางอากาศที่สูงขึ้น

สำหรับสิ่งแวดล้อมนั้นก็เป็นโครงสร้างพื้นฐานพอๆกับอินเทอร์เน็ต นโยบาย 3 ข้อของพรรคประชาชนคือ 1.ป้องกันที่ต้นเหตุ 2.ผู้ก่อมลพิษต้องเป็นผู้รับผิดชอบกับการกระทำของตนเอง 3.ประชาชนและท้องถิ่นต้องมีอำนาจในการตัดสินใจและจัดการเกี่ยวกับเรื่องของมลพิษ

ในปัจจุบันนี้ตนเองอยากจะบอกว่าในแง่ของการแข่งขันของโลก อยู่ที่ว่าใครจะผลิตอากาศสะอาดและมั่นคงกว่า นโยบายสิ่งแวดล้อมของพรรคประชาชนจึงมองไกลกว่าวาระของรัฐบาล เรามองไกลถึง 20-30 ปี ข้างหน้า เมื่อมีอากาศสะอาดก็จะทำให้เมืองน่าอยู่

ด้าน ดร.พูนศักดิ์ จันทร์จำปี ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เปิดเผยแผนนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมในช่วง 100 วันแรกหลังเข้าบริหารประเทศ โดยมุ่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างและเร่งรัดมาตรการที่เห็นผลได้ทันที ครอบคลุม 5 ด้านหลัก ดังนี้ แผนด้าน EIA จะเร่งแก้ไขและปรับปรุงกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนในกระบวนการจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ให้มีความหมายมากขึ้น พร้อมปรับแนวทางการตรวจสอบรายงานการติดตามคุณภาพสิ่งแวดล้อมของโครงการหลังได้รับอนุญาต เพิ่มความเข้มข้นในการกำกับดูแล นอกจากนี้ จะกำหนดให้เตาเผาขยะชุมชนทุกขนาดต้องจัดทำ EIA เร่งรัดการจัดทำการประเมินสิ่งแวดล้อมเชิงยุทธศาสตร์ (SEA) และปรับระเบียบการใช้เงินจากกองทุนสิ่งแวดล้อม เพื่อให้สามารถนำมาใช้จัดการปัญหามลพิษได้อย่างมีประสิทธิภาพ

แผนด้านทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ พรรคประชาชนเตรียมผลักดันพระราชบัญญัติพื้นที่ชุ่มน้ำ และกฎหมายด้านความหลากหลายทางชีวภาพ พร้อมออกระเบียบเชิงเศรษฐศาสตร์เพื่อสนับสนุนการปลูกป่าเอกชน การใช้เครื่องมือภาษีที่ดิน และการกำหนดพื้นที่รับน้ำอย่างเหมาะสม รวมถึงตรวจสอบสภาพป่าชายเลนทั่วประเทศ เพื่อแก้ไขปัญหาเอกสารสิทธิและเร่งฟื้นฟูพื้นที่ของรัฐ ควบคู่กับการกำหนดแนวทางสนับสนุนการปลูกป่าเศรษฐกิจ และตรวจสอบการส่งออกไม้จากเขตป่าอย่างเข้มงวด

แผนด้านภัยพิบัติ ดร.พูนศักดิ์ระบุว่า จะตรวจสอบและประเมินผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศใน 22 ลุ่มน้ำหลักของประเทศ เพื่อนำข้อมูลมาใช้ปรับปรุงแผนการป้องกัน การซักซ้อมรับมือสถานการณ์ และระบบการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติให้มีประสิทธิภาพและทันต่อสถานการณ์มากขึ้น

ส่วนในประเด็นที่ดินในเขตป่า จะเร่งรัดการจัดทำโครงการ ONEMAP ให้แล้วเสร็จครบทุกกลุ่มและนำมาบังคับใช้อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมชะลอการดำเนินคดีความที่เกี่ยวข้อง เพื่อเปิดทางให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างเป็นธรรม ควบคู่กับการเร่งจัดการระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานให้กับประชาชนที่อาศัยอยู่ในเขตป่า

แผนด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พรรคประชาชนเตรียมผลักดันพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ควบคู่กับการจัดตั้งกลไกทางการเงินเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตั้งแต่ต้นทาง สร้างกลไกดูแลระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ รวมถึงกลไกการปรับตัวและรับมือภัยพิบัติ โดยเชื่อมโยงการดำเนินงานกับกองทุนด้านสภาพภูมิอากาศในระดับโลก

สุดสลด ดินถล่มอินโดนีเซียดับอย่างน้อย 8 ราย สูญหายกว่า 80 คน

สุดสลด ดินถล่มอินโดนีเซียดับอย่างน้อย 8 ราย สูญหายกว่า 80 คน

24 ม.ค. 2569 16:53 น.

สุดสลด ดินถล่มอินโดนีเซียดับอย่างน้อย 8 ราย สูญหายกว่า 80 คน

เกิดเหตุดินถล่มรุนแรงบนเกาะชวา ประเทศอินโดนีเซีย ดับอย่างน้อย 8 ราย ผู้สูญหายมากกว่า 80 คน หลังฝนตกหนักอย่างต่อเนื่องถล่มพื้นที่ในเขตบันดุงตะวันตก

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นราวเวลา 02.30 น. ตามเวลาท้องถิ่น ส่งผลให้ดินและโคลนจำนวนมหาศาลไหลถล่มทับพื้นที่อยู่อาศัยใน 2 หมู่บ้านของเขตบันดุงตะวันตก บ้านเรือนหลายหลังถูกฝังอยู่ใต้ดินโคลน

นาย อับดุล มูฮารี โฆษกของ BNPB ระบุว่าจนถึงเวลา 10.30 น. ของวันเดียวกัน มีรายงานว่าชาวบ้านจำนวนหนึ่งได้รับการช่วยเหลือออกมาอย่างปลอดภัย ขณะที่ยังมีผู้สูญหายอย่างน้อย 82 คน อยู่ระหว่างการค้นหา

เจ้าหน้าที่กู้ภัยจากหลายหน่วยงาน รวมถึงทหาร ตำรวจ และอาสาสมัคร ได้ระดมกำลังเข้าพื้นที่ทันทีหลังเกิดเหตุ เพื่อค้นหาผู้รอดชีวิตใต้ซากดินถล่ม แต่การปฏิบัติงานเป็นไปอย่างยากลำบาก เนื่องจากสภาพภูมิประเทศเป็นภูเขาสูงชัน และดินยังคงไม่มั่นคง เสี่ยงเกิดดินถล่มซ้ำ

ด้านหน่วยค้นหาและกู้ภัยท้องถิ่นระบุว่า ขณะนี้ใช้วิธีการ ขุดค้นด้วยแรงงานคน ฉีดพ่นดินด้วยเครื่องสูบน้ำ และใช้โดรนสำรวจพื้นที่จากอากาศ เพื่อเพิ่มโอกาสพบผู้สูญหาย

อินโดนีเซียเผชิญ น้ำท่วมและดินถล่มเป็นประจำในฤดูฝน ซึ่งมักเริ่มตั้งแต่เดือนตุลาคมถึงมีนาคม โดยช่วงปลายปีที่ผ่านมา ประเทศในเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต้องเผชิญพายุโซนร้อนและมรสุมรุนแรง ส่งผลให้เกิดภัยพิบัติร้ายแรงตั้งแต่เกาะสุมาตรา ไปจนถึงพื้นที่สูงในศรีลังกา

ข้อมูลจากทางการระบุว่า อุทกภัยและดินถล่มในอินโดนีเซียช่วงปลายปีที่แล้ว คร่าชีวิตประชาชนราว 1,200 คน และทำให้มีผู้ต้องอพยพมากกว่า 240,000 คน บนเกาะสุมาตรา

นักอนุรักษ์และผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อมชี้ว่า การตัดไม้ทำลายป่า เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ความรุนแรงของน้ำท่วมและดินถล่มเพิ่มขึ้น

รายงานจากโครงการ Nusantara Atlas ของ The TreeMap ระบุว่า อินโดนีเซียสูญเสีย ป่าปฐมภูมิกว่า 240,000 เฮกตาร์ในปี 2024 โดยอินโดนีเซียยังคงเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราการสูญเสียป่าสูงที่สุดในโลก.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ อินโดนีเซีย

พายุหิมะถล่มสหรัฐฯ ปชช.แห่กักตุนอาหาร ซูเปอร์มาร์เก็ตชั้นวางเกลี้ยง ยกเลิกกว่า 4,200 เที่ยวบิน

พายุหิมะถล่มสหรัฐฯ ปชช.แห่กักตุนอาหาร ซูเปอร์มาร์เก็ตชั้นวางเกลี้ยง ยกเลิกกว่า 4,200 เที่ยวบิน

24 ม.ค. 2569 10:50 น.

พายุหิมะถล่มสหรัฐฯ ปชช.แห่กักตุนอาหาร ซูเปอร์มาร์เก็ตชั้นวางเกลี้ยง ยกเลิกกว่า 4,200 เที่ยวบิน

สหรัฐฯ เผชิญพายุฤดูหนาวรุนแรง ปชช.แห่กักตุนอาหาร-เชื้อเพลิง ซูเปอร์มาร์เก็ตหลายรัฐชั้นวางเกลี้ยง สายการบินยกเลิกเที่ยวบินจำนวนมาก ทำให้วันอาทิตย์นี้เป็นวันที่เที่ยวบินถูกยกเลิกมากสุดในรอบปี

วันที่ 23 มกราคม 2569 สื่อสหรัฐฯ รายงานว่า ประชาชนในหลายรัฐแห่กักตุนอาหารและสิ่งจำเป็น หลังสำนักงานอุตุนิยมวิทยาแห่งชาติสหรัฐฯ (NWS) เตือนการมาถึงของพายุฤดูหนาวรุนแรงและยาวนาน ซึ่งจะทำให้มีหิมะตกหนัก ฝนเยือกแข็ง อุณหภูมิติดลบ และลมหนาวรุนแรงต่อเนื่องถึงวันอาทิตย์

รายงานข่าวแสดงให้เห็นภาพจากร้านวอลมาร์ต ซูเปอร์เซ็นเตอร์ เมืองเคป จีราร์โด รัฐมิสซูรี ชั้นวางสินค้าแทบว่างเปล่า ทั้งเนื้อสัตว์ ผลิตภัณฑ์นม น้ำดื่ม ซีเรียล อาหารแช่แข็ง และผักผลไม้ หลังประชาชนแห่ซื้อของเตรียมรับมือพายุ ขณะเดียวกัน รัฐเพนซิลเวเนียและพื้นที่ใกล้เคียงเผชิญอากาศหนาวจัดอย่างอันตราย ส่งผลให้ประชาชนต่อแถวยาวหน้าซูเปอร์มาร์เก็ตและปั๊มน้ำมัน เพื่อซื้อเสบียงและเชื้อเพลิง ก่อนพายุฤดูหนาวจะพัดถล่ม

ขณะเดียวกัน การเดินทางทางอากาศได้รับผลกระทบอย่างหนัก เว็บไซต์ติดตามเที่ยวบิน FlightAware ระบุว่า มีเที่ยวบินที่มีกำหนดบินในวันอาทิตย์ถูกยกเลิกแล้วมากกว่า 4,200 เที่ยว และยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงชั่วโมงสุดท้ายที่มีการยกเลิกเพิ่มกว่า 1,000 เที่ยว

นอกจากนี้ เที่ยวบินวันเสาร์ถูกยกเลิกไปแล้วกว่า 2,900 เที่ยว ส่งผลให้วันอาทิตย์กลายเป็นวันที่มีการยกเลิกเที่ยวบินมากที่สุดในรอบปี แซงหน้าสถิติเดิมเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน ซึ่งเคยมีการยกเลิกเที่ยวบินกว่า 1,900 เที่ยวในช่วงวิกฤตการปิดหน่วยงานรัฐบาลสหรัฐฯ

ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่เตือนประชาชนให้หลีกเลี่ยงการเดินทางที่ไม่จำเป็น และเตรียมรับมือสภาพอากาศเลวร้ายที่อาจสร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง.

ที่มา CNN

กองทัพเมียนมาเดินหน้าสุ่มโจมตี ทิ้งระเบิดใส่งานศพ-งานแต่งหลายพื้นที่ คร่าชีวิตพลเรือน 27 ศพ

กองทัพเมียนมาเดินหน้าสุ่มโจมตี ทิ้งระเบิดใส่งานศพ-งานแต่งหลายพื้นที่ คร่าชีวิตพลเรือน 27 ศพ

24 ม.ค. 2569 10:01 น.

กองทัพเมียนมาเดินหน้าสุ่มโจมตี ทิ้งระเบิดใส่งานศพ-งานแต่งหลายพื้นที่ คร่าชีวิตพลเรือน 27 ศพ

กองทัพเมียนมาเดินหน้าโจมตีทางอากาศแบบสุ่มเป้าหมาย ล่าสุดทิ้งระเบิดใส่งานศพ และงานแต่งงานในหลายพื้นที่ คร่าชีวิตพลเรือนอย่างน้อย 27 ศพ บาดเจ็บหลายสิบคน ชี้เป็นการจงใจสังหารประชาชน 

วันที่ 24 มกราคม 2569 สำนักข่าวอิระวดี รายงานว่า เมื่อช่วงเย็นวันพฤหัสบดีที่ 23 มกราคม ที่ผ่านมา กองทัพเมียนมาได้ทิ้งระเบิดลงกลางพิธีศพในหมู่บ้านเก้าจาร์ เมืองพะโม รัฐกะฉิ่น ส่งผลให้มีผู้ร่วมงานศพเสียชีวิตอย่างน้อย 22 ศพ และบาดเจ็บอีก 28 ราย รวมถึงเด็ก 3 คน  

โดยโฆษกกองทัพเอกราชกะฉิ่น (Kachin Independence Army – KIA) ซึ่งควบคุมพื้นที่นี้เปิดเผยว่า หมู่บ้านเก้าจาร์เป็นพื้นที่พักพิงของครอบครัวผู้พลัดถิ่นจากสงคราม และตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามแม่น้ำอิระวดีจากเมืองพะโม ขณะที่ระเบิดถูกทิ้งใส่กลุ่มชาวบ้านที่มารวมตัวกันในบ้านจัดงานศพ เพื่อเตรียมพิธีสวดในวันถัดไปให้ผู้สูงอายุในหมู่บ้านที่เพิ่งเสียชีวิต

โฆษกกล่าวว่า หมู่บ้านแห่งนี้ไม่มีที่ตั้งกำลังหรือทหารของ KIA พร้อมกล่าวหาว่าเป็นการโจมตีพลเรือนโดยเจตนา  ไม่เคยแยกแยะระหว่างเป้าหมายทางทหารกับพลเรือน ไม่เว้นแม้แต่โรงเรียน หากมีคนรวมกลุ่มกันก็พร้อมจะทิ้งระเบิดทันที 

ก่อนหน้านั้นในวันเดียวกัน เครื่องบินรบของกองทัพเมียนมายังทิ้งระเบิดใส่กลุ่มชาวบ้านที่กำลังเตรียมงานแต่งงานในหมู่บ้านตัตโกน ภูมิภาคมะเกว ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 5 ศพ รวมถึงเด็ก 1 คน นอกจากนี้เมื่อเย็นวันอังคารที่ผ่านมา กองทัพอากาศเมียนมายังโจมตีเรือนจำที่อยู่ภายใต้การควบคุมของกองทัพอาระกัน บริเวณชายแดนเมืองเจ้าก์ตอว์ และพอนนากยุน ส่งผลให้ทหารฝ่ายรัฐบาลที่ถูกควบคุมตัว พร้อมญาติ เสียชีวิตรวม 21 ศพ และบาดเจ็บอีก 30 ราย

ทั้งนี้ การโจมตีครั้งล่าสุดถือเป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการทิ้งระเบิดแบบไม่เลือกเป้า ซึ่งสร้างความเสียหายอย่างหนักทั่วประเทศ ตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยในเดือนตุลาคม 2565 กองทัพเมียนมาเคยส่งเครื่องบินรบทิ้งระเบิดใส่คอนเสิร์ตฉลองครบรอบ 62 ปี ขององค์กรเอกราชกะฉิ่น ในเมืองผากั้น คร่าชีวิตผู้คนถึง 80 ศพ โดยรายงานของรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ ระบุว่า ตลอดปี 2568 การโจมตีทางอากาศของรัฐบาลทหารเมียนมาทำให้พลเรือนเสียชีวิตอย่างน้อย 2,326 ศพ บาดเจ็บ 4,146 ราย บ้านเรือนถูกทำลาย 3,576 หลัง สถานศึกษา 102 แห่ง สถานพยาบาล 36 แห่ง และศาสนสถานอีก 190 แห่ง.

ที่มา Irrawaddy