พายุหิมะถล่มเขาชิลี นักท่องเที่ยวดับแล้ว 5 ศพ กู้ภัยเร่งค้นหาผู้สูญหาย

พายุหิมะถล่มเขาชิลี นักท่องเที่ยวดับแล้ว 5 ศพ กู้ภัยเร่งค้นหาผู้สูญหาย

19 พ.ย. 2568 05:44 น.

พายุหิมะถล่มเขาชิลี นักท่องเที่ยวดับแล้ว 5 ศพ กู้ภัยเร่งค้นหาผู้สูญหาย

พายุหิมะพัดถล่มพื้นที่อุทยานแห่งชาติของชิลี ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 5 ศพ ขณะที่หน่วยกู้ภัยกำลังตามหานักท่องเที่ยวคนอื่นๆ ที่ยังคงสูญหาย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 18 พ.ย. 2568 ว่า เจ้าหน้าที่กู้ภัยของประเทศชิลี กำลังดำเนินการค้นหากลุ่มนักท่องเที่ยวที่สูญหายไปในพายุหิมะรุนแรงซึ่งเกิดขึ้นที่ อุทยานแห่งชาติ “ตอร์เรส เดล ไพเน” ในภูมิภาคปาตาโกเนีย ทางตอนใต้ของชิลี หลังพายุทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 5 ศพ

นางอนาฮี การ์เดนาส นายกเทศมนตรีเมือง ตอร์เรส เดล ไพเน กล่าวว่า ผู้เสียชีวิตทั้ง 5 ศพประกอบด้วย ชาวเม็กซิโก 2 ราย, ชาวเยอรมัน 2 ราย และชาวอังกฤษอีก 1 ราย โดยสภาพอากาศที่ย่ำแย่ทำให้ความพยายามในการค้นหาผู้ที่ยังสูญหายมีความซับซ้อนยิ่งขึ้น

ด้านนายกิเยร์โม รุยซ์ ผู้แทนประธานาธิบดีประจำจังหวัด อุลติมา เอสเปอรันซา (Ultima Esperanza) ทางตอนใต้ของชิลี กล่าวว่า นักท่องเที่ยวสูญหายใกล้กับแคมป์ “ลอส เปร์รอส” (Los Perros) ภายในอุทยานแห่งชาติ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่สามารถเข้าถึงได้โดยการเดินเท้าเป็นเวลาสี่ถึงห้าชั่วโมงเท่านั้น จากจุดที่ยานพาหนะเข้าถึงได้ใกล้ที่สุด

นายรุยซ์กล่าวอีกว่า รัฐบาลกำลังร่วมมือกับหน่วยงานทางทหารต่างๆ ซึ่งกำลังส่งกองกำลังเข้าไปในพื้นที่ เพื่อช่วยเหลือในปฏิบัติการค้นหา โดยทางการมีคำสั่งปิดพื้นที่เกิดเหตุด้วย

ทั้งนี้ อุทยานแห่งชาติ ตอร์เรส เดล ไพเน มีสภาพภูมิประเทศเป็นภูเขายอดแหลมและป่ากึ่งขั้วโลก มีพื้นที่ครอบคลุมประมาณ 1,810 ตร.กม. และต้อนรับนักท่องเที่ยวปีละหลายแสนคน

พื้นที่เกิดเหตุถูกพายุหิมะพัดถล่ม ทำให้เกิดสภาวะ “ทัศนวิสัยแย่จนมองไม่เห็น” (whiteout conditions) และมีลมแรงความเร็วสูงถึง 193 กม./ชม. ซึ่งเทียบเท่ากับพายุเฮอริเคนระดับ 3 ขณะที่ยังไม่แน่ชัดว่า นักท่องเที่ยวที่สูญหายมาจากประเทศใด และมีจำนวนกี่คน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

สภาผู้แทนฯ สหรัฐฯ ลงมติให้กระทรวงยุติธรรม เผยเอกสารคดีเอปสตีนทั้งหมด

สภาผู้แทนฯ สหรัฐฯ ลงมติให้กระทรวงยุติธรรม เผยเอกสารคดีเอปสตีนทั้งหมด

19 พ.ย. 2568 05:17 น.

สภาผู้แทนฯ สหรัฐฯ ลงมติให้กระทรวงยุติธรรม เผยเอกสารคดีเอปสตีนทั้งหมด

สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ เห็นชอบด้วยคะแนนเสียงท่วมท้น ให้กระทรวงยุติธรรมเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับคดีของนายเอปสตีน แต่ยังต้องรอผ่านความเห็นชอบในวุฒิสภา และให้นายทรัมป์ลงนามบังคับใช้ก่อน

เมื่อวันอังคารที่ 19 พ.ย. 2568 สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ลงมติผ่านร่างกฎหมายฉบับหนึ่งด้วยคะแนนเสียงท่วมท้นถึง 427 ต่อ 1 เสียง เพื่อให้กระทรวงยุติธรรมเผยแพร่เอกสารที่เกี่ยวข้องกับคดีของนายเจฟฟรีย์ เอปสตีน ออกมาทั้งหมดแล้ว หลังจากมีเสียงเรียกร้องมาตลอดให้เปิดเผยเอกสารดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม ร่างกฎหมายฉบับนี้จะถูกส่งไปพิจารณาต่อในวุฒิสภา และหากเหล่า สว.มีมติอนุมัติ ร่างกฎหมายก็จะถูกส่งไปให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามบังคับใช้ต่อไป

ทั้งนี้ กระแสเรียกร้องให้เปิดเผยเอกสารคดีของนายเอปสตีน ซึ่งถูกตัดสินว่ามีความผิดในข้อหาค้าประเวณี ก่อนที่เขาจะจบชีวิตตัวเองในเรือนจำเมื่อปี 2562 ปะทุขึ้นอย่างรุนแรงในปีนี้ เนื่องจากประชาชนจำนวนมากเชื่อว่า รัฐบาลกำลังปกปิดเรื่องบางอย่างอยู่ และเชื่อว่ามี “รายชื่อลูกค้า” ที่จะเปิดเผยความเชื่อมโยงของนายเอปสตีนกับบุคคลสาธารณะที่มีอำนาจ

นายทรัมป์ก็เป็นหนึ่งในผู้ที่ถูกกล่าวหาว่า มีชื่ออยู่ในเอกสารคดีของนายเอปสตีนด้วย แต่เขายืนยันมาตลอดว่า ตัดความสัมพันธ์กับอดีตนักการเงินชื่อฉาวคนนี้นานแล้ว

นายทรัมป์ เคยพูดในตอนหาเสียงเลือกตั้งเมื่อปี 2567 ว่า เขาจะเปิดเผยเอกสารดังกล่าว แต่ในเดือนกรกฎาคม 2568 กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ กับเอฟบีไอ ออกมายืนยันว่า ไม่มีสิ่งที่เรียกว่า “รายชื่อลูกค้า” ขณะที่นายทรัมป์ก็แสดงท่าทีว่าจะไม่เปิดเผยเอกสารดังกล่าวแล้ว ส่งผลให้เกิดความไม่พอใจเป็นวงกว้าง รวมถึงในกลุ่ม MAGA ผู้สนับสนุนหลักของนายทรัมป์

แต่เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา นายทรัมป์กลับลำและออกมาเรียกร้องให้สมาชิกพรรครีพับลิกันในสภาคองเกรส ลงมติสนับสนุนการเปิดเผยเอกสารที่เกี่ยวข้องกับคดีของนายเอปสตีน

ความเคลื่อนไหวของนายทรัมป์เกิดขึ้นหลังจากเมื่อสัปดาห์ คณะกรรมการสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ เผยแพร่เอกสารในคดีของนายเอปสตีนกว่า 20,000 ฉบับ รวมถึงอีเมลที่นายเอปสตีนส่งให้คนสนิทของเขา โดยภายในมีข้อความระบุว่า “ทรัมป์รู้เรื่องเกี่ยวกับเด็กผู้หญิง” แต่ยังไม่มีการยืนยันว่าเขาหมายถึงอะไรกันแน่

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

25 ปีภารกิจกู้ระเบิดไทย ล่าช้าเพราะแรงขวาง

25 ปีภารกิจกู้ระเบิดไทย ล่าช้าเพราะแรงขวาง

25 ปีภารกิจกู้ระเบิดไทย ล่าช้าเพราะแรงขวาง

19 พ.ย. 2568 04:59 น.

ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลตาม “แนวชายแดนไทย-กัมพูชา” ยังคงเป็นภัยคุกคามต่อชีวิต และความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ชายแดน แม้ประเทศไทยดำเนินการเก็บกู้และทำลายมาอย่างต่อเนื่อง

มกุฎราชกุมารซาอุฯ เยือนทำเนียบขาว ประกาศลงทุนในสหรัฐฯ 1 ล้านล้านดอลลาร์

มกุฎราชกุมารซาอุฯ เยือนทำเนียบขาว ประกาศลงทุนในสหรัฐฯ 1 ล้านล้านดอลลาร์

19 พ.ย. 2568 03:45 น.

มกุฎราชกุมารซาอุฯ เยือนทำเนียบขาว ประกาศลงทุนในสหรัฐฯ 1 ล้านล้านดอลลาร์

เจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน เสด็จเยือนสหรัฐฯ และพบปะพูดคุยกับ โดนัลด์ ทรัมป์ ที่ทำเนียบขาว ซึ่งพระองค์ประกาศเพิ่มการลงทุนในสหรัฐฯ เป็น 1 ล้านล้านดอลลาร์

เมื่อวันอังคารที่ 18 พ.ย. 2568 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เปิดทำเนียบขาวต้อนรับการมาเยือนของ เจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน มกุฎราชกุมารแห่งซาอุดีอาระเบีย โดยนี่นับเป็นการเสด็จเยือนสหรัฐฯ เป็นครั้งแรกของพระองค์ นับตั้งแต่เกิดการลอบสังหารนักข่าว จามาล คาช็อกกี เมื่อปี 2561

ที่ห้องทำงานรูปไข่ เจ้าชายโมฮัมเหม็ดประกาศว่า ซาอุดีอาระเบียจะเพิ่มการลงทุนในสหรัฐฯ จาก 6 แสนล้านดอลลาร์ เป็น 1 ล้านล้านดอลลาร์ และเมื่อถูกนักข่าวถามว่า ซาอุฯ สามารถแบกรับภาระนี้ได้หรือไม่ มกุฎราชกุมารทรงตอบว่า “เราไม่ได้สร้างโอกาสปลอม ๆ เพื่อเอาใจอเมริกา หรือเอาใจประธานาธิบดีทรัมป์ได้”

ต่อมา นักข่าวของสำนักข่าว ABC ถามเจ้าชายโมฮัมเหม็ด เรื่องการฆาตกรรมนาย จามาล คาช็อกกี คอลัมนิสต์ของ วอชิงตัน โพสต์ ผู้ถูกสังหารภายในสถานกงสุลซาอุดีอาระเบีย ที่นครอิสตันบูลของตุรกีเมื่อ 4 ปีก่อน และกล่าวด้วยว่า ครอบครัวผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ 9/11 โกรธที่มกุฎราชกุมารมาเยือน เนื่องจากคนร้าย 15 จาก 19 คนในเหตุการณ์นั้นเป็นชาวซาอุฯ

ในประเด็นนี้ นายทรัมป์ตอบแทนว่า มกุฎราชกุมารทรงทำงานได้อย่างยอดเยี่ยม และกล่าวว่า พระองค์ไม่รู้เห็นเรื่องการสังหารดังกล่าวเลย โดยคำพูดของนายทรัมป์สวนทางกับรายงานข่าวกรองของสหรัฐฯ ปี 2564 ที่ระบุว่า เจ้าชายโมฮัมเหม็ด เป็นผู้อนุมัติแผนการสังหารนายคาช็อกกี

แต่นายทรัมป์อ้างว่า นายคาช็อกกีเองก็เป็นที่ถกเถียงอย่างมาก “ผู้คนจำนวนมากไม่ชอบสุภาพบุรุษที่คุณกำลังพูดถึง ไม่ว่าคุณจะชอบหรือไม่ชอบเขา เรื่องราวก็เกิดขึ้น แต่พระองค์ [มกุฎราชกุมาร] ไม่ทราบเรื่องนี้เลย”

เจ้าชายโมฮัมเหม็ดตรัสแทรกขึ้นมาว่า พระองค์ทรงรู้สึก “เจ็บปวด” ต่อครอบครัวของผู้เสียชีวิตในโศกนาฏกรรมเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ ส่วนกรณีของนายคาช็อกกี พระองค์ก็รู้สึกเจ็บปวดที่ได้ยินเรื่องราวของใครก็ตามที่ต้องสูญเสียชีวิตโดยเปล่าประโยชน์

นอกจากนั้น พระองค์ทรงเรียกการสังหารดังกล่าวว่า “ความผิดพลาดครั้งใหญ่” และทรงยืนยันว่า มีการใช้ขั้นตอนที่ถูกต้องระหว่างการสืบสวน และระบบต่างๆ ได้รับการปรับปรุงแล้วเพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่มีเรื่องแบบนั้นเกิดขึ้นอีก

ในด้านความสัมพันธ์ทางการทูตกับอิสราเอล เจ้าชายโมฮัมเหม็ดตรัสว่า ซาอุดีอาระเบียต้องการเป็นส่วนหนึ่งของ “ความตกลงอับราฮัม” (Abraham Accords) ซึ่งเป็นข้อตกลงที่สหรัฐฯ เป็นคนกลางในการเจรจาเมื่อปี 2563 และทำให้รัฐอาหรับบางประเทศสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างสมบูรณ์กับอิสราเอล

อย่างไรก็ตาม เจ้าชายโมฮัมเหม็ดตรัสเสริมว่า พระองค์ต้องการให้แน่ใจว่าจะมีหนทางที่ชัดเจนสู่การแก้ปัญหาแบบ “2 รัฐ” (two-state solution) ระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์

ขณะเดียวกัน นายทรัมป์ก็ถูกถามเรื่องแฟ้มคดีของนายเจฟฟรีย์ เอปสตีน ซึ่งกำลังถูกจับตามองอย่างหนัก เนื่องจากมีชื่อของนายทรัมป์ปรากฏในหลักฐานด้วย

ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ตอบในเรื่องนี้ด้วยการโจมตีนักข่าวที่ถามคำถามว่า “ผมคิดว่าคุณเป็นนักข่าวที่แย่มาก” “ผมไม่เกี่ยวข้องอะไรกับ เจฟฟรีย์ เอปสตีน ผมไล่เขาออกจากคลับของผมเมื่อหลายปีก่อน เพราะผมคิดว่าเขาเป็นพวกวิปริตที่ป่วย แต่ผมเดาว่าผมคิดถูก”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ชาวจีนแห่ยกเลิกตั๋วเครื่องบินไปญี่ปุ่น 491,000 ใบ หลังสัมพันธ์ร้าวฉาน

ชาวจีนแห่ยกเลิกตั๋วเครื่องบินไปญี่ปุ่น 491,000 ใบ หลังสัมพันธ์ร้าวฉาน

19 พ.ย. 2568 01:54 น.

ชาวจีนแห่ยกเลิกตั๋วเครื่องบินไปญี่ปุ่น 491,000 ใบ หลังสัมพันธ์ร้าวฉาน

ชาวจีนแห่ยกเลิกตั๋วเครื่องบินไปญี่ปุ่นกว่า 491,000 ใบ ในช่วง 3 วันที่ผ่านมา หลังจากความตึงเครียดระหว่างทั้ง 2 ประเทศเพิ่มสูงขึ้น คาดความเสียหายหลายพันล้านหยวน

เมื่อวันอังคารที่ 18 พ.ย. 2568 นายหลี่ ฮั่นหมิง นักวิเคราะห์การบินอาวุโส ออกมากล่าวว่า สายการบินต่างๆ ของประเทศจีน ตรวจพบการยกเลิกตั๋วเครื่องบินไปยังญี่ปุ่นมากถึง 491,000 ใบ นับตั้งแต่วันเสาร์ที่ผ่านมา (15 พ.ย.) คิดเป็นประมาณ 32% ของยอดจองตั๋วเดินทางไปญี่ปุ่นทั้งหมด หลังรัฐบาลออกคำแนะนำให้พลเรือนเลี่ยงการเดินทางไปแดนอาทิตย์อุทัย

นายหลี่ทำการวิเคราะห์ข้อมูลที่ครอบคลุมสายการบินทั้งหมดที่ตั้งอยู่ในจีนแผ่นดินใหญ่ และโพสต์บนเว็บไซต์ World Economic Forum โดยเขาพบว่า อัตราส่วนของเที่ยวบินที่ได้รับผลกระทบพุ่งสูงขึ้นเป็น 82.14% ในวันอาทิตย์ และ 75.6% ในวันจันทร์

“การยกเลิกตั๋วเครื่องบิน (ในวันอาทิตย์) มีจำนวนเป็น 27 เท่าของยอดจองใหม่ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าความกังวลด้านความปลอดภัยเป็นปัจจัยหลักในการเดินทาง” นายหลี่กล่าว พร้อมเสริมว่า เขาไม่เคยเห็นการยกเลิกในระดับนี้ตั้งแต่ช่วงต้นปี 2563 ที่การระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วหลังเทศกาลตรุษจีน

ทั้งนี้ การยกเลิกเที่ยวบินของชาวจีนเกิดขึ้นในขณะที่ แดนมังกรกับญี่ปุ่นกำลังอยู่ในภาวะตึงเครียดอย่างหนัก หลังจากนาง ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น กล่าวเมื่อ 7 พ.ย. ว่า ญี่ปุ่นอาจตอบสนองด้วยกำลังทหาร หากจีนโจมตีไต้หวันแล้วทำให้การดำรงอยู่ของพวกเขาตกอยู่ในความเสี่ยง

นายหลี่กล่าวว่า เที่ยวบินในเส้นทางเซี่ยงไฮ้-โตเกียว และเซี่ยงไฮ้-โอซาก้า เป็นเส้นทางที่ได้รับผลกระทบจากการยกเลิกมากที่สุด ซึ่งเขาประเมินว่า ความเสียหายทั้งหมดจากการคืนเงินค่าตั๋ว ซึ่ง 70% เป็นการจองแบบไป-กลับนั้น มีมูลค่าหลายพันล้านหยวน

ขณะที่นายจอห์น แกรนท์ นักวิเคราะห์อาวุโสจาก OAG บริษัทข่าวกรองการบินของอังกฤษ กล่าวว่า สายการบินจีนมีแนวโน้มที่จะได้รับผลกระทบหนักกว่าสายการบินญี่ปุ่น เนื่องจากตลาดการบินจีน-ญี่ปุ่นถูกครองโดยสายการบินจีนเป็นหลัก สายการบินที่เดินทางมากที่สุด 5 อันดับแรกล้วนอยู่ในจีน

อย่างไรก็ตาม นายแกรนท์กล่าวว่า ในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า สายการบินต่าง ๆ น่าจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในเรื่องขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสาร เพราะเริ่มมีสัญญาณของความพยายามบรรเทาความตึงเครียดปรากฏให้เห็นแล้ว

“ดูเหมือนญี่ปุ่นจะพยายามทำให้ความรู้สึกไม่พอใจของจีนสงบลง ดังนั้น ปัญหานี้อาจจะเป็นปัญหาในระยะสั้น แต่ก็สร้างความวุ่นวายให้กับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเท่าเทียมกัน” นายแกรนท์กล่าว

ตามข้อมูลจาก China Trading Desk ซึ่งเป็นบริษัทเทคโนโลยีและการตลาดด้านการท่องเที่ยวที่ตั้งอยู่ในสิงคโปร์ ระบุว่า การยกเลิกและการจองใหม่ แสดงให้เห็นว่าการเดินทางออกจากจีนไปยังญี่ปุ่นในช่วงสองสามสัปดาห์ข้างหน้าจะลดลงกว่า 30% เมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อน และผลกระทบดังกล่าวจะไปกระจุกรวมกันในการจองตั๋วช่วงก่อนเดือนมกราคม

อนึ่ง ตามรายงานของสำนักข่าว เกียวโด นิวส์ ของญี่ปุ่น ชาวจีนเป็นนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าญี่ปุ่นมากที่สุดในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ โดยมีจำนวนประมาณ 7.49 ล้านคน ขณะที่จำนวนชาวจีนที่เดินทางมาญี่ปุ่นในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2568 อยู่ที่ 6.7 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนซึ่งอยู่ที่ 4.6 ล้านคนมาก

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

Cloudflare ล่ม ทำให้หลายเว็บไซต์เข้าไม่ได้ X – ChatGPT ไม่รอด

Cloudflare ล่ม ทำให้หลายเว็บไซต์เข้าไม่ได้ X – ChatGPT ไม่รอด

18 พ.ย. 2568 23:13 น.

Cloudflare ล่ม ทำให้หลายเว็บไซต์เข้าไม่ได้ X – ChatGPT ไม่รอด

Cloudflare ล่ม ทำให้เว็บไซต์มากมายทั่วโลกเข้าไม่ได้ รวมถึง X และ ChatGPT โดยบริษัทระบุว่า เป็นผลจากการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วผิดปกติของการรับส่งข้อมูล

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า Cloudflare ผู้ให้บริการความปลอดภัยทางอินเทอร์เน็ตขนาดใหญ่ล่ม ส่งผลให้เว็บไซต์มากมายที่ใช้บริการของ Cloudflare รวมถึง X และ ChatGPT ไม่สามารถใช้การได้เป็นเวลานานหลายชั่วโมงในคืนวันอังคารที่ 18 พ.ย. 2568

ผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตจำนวนหลายพันคนเริ่มรายงานปัญหาเกี่ยวกับเว็บไซต์ดังกล่าว รวมถึงบริการอื่น ๆ ไปยังเว็บไซต์ติดตามการทำงานของเว็บไซต์ เช่น Downdetector หลังจากเวลา 11.30 UTC ไม่นาน (ราว 18.30 น. ตามเวลาไทย)

หลังจากนั้น Cloudflare ระบุในแถลงการณ์ว่า บริษัทพบ “การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วผิดปกติของการรับส่งข้อมูลไปยังบริการหนึ่งของ Cloudflare เริ่มตั้งแต่เวลา 11:20 UTC” ซึ่งทำให้เกิดข้อผิดพลาดสำหรับการรับส่งข้อมูลที่ผ่านเครือข่ายของบริษัท

แถลงการณ์ระบุอีกว่า “เรายังไม่ทราบสาเหตุของการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของการรับส่งข้อมูลที่ผิดปกตินี้” พร้อมเสริมว่า “พวกเรากำลังระดมกำลังทั้งหมดเพื่อให้แน่ใจว่าการรับส่งข้อมูลทั้งหมดจะสามารถให้บริการได้โดยไม่มีข้อผิดพลาด”

ต่อมา เมื่อบริการอินเทอร์เน็ตหลายแห่งเริ่มกลับสู่ภาวะปกติ ทาง Cloudflare ก็ออกมาระบุว่า พวกเขาดำเนินการเปลี่ยนแปลงบางอย่าง ซึ่งช่วยกู้คืนบริการแดชบอร์ดให้กลับมาใช้งานได้แล้ว อย่างไรก็ตาม พวกเขาเสริมว่า ลูกค้าบางราย “อาจยังคงสังเกตเห็นอัตราข้อผิดพลาดสูงกว่าปกติในขณะที่เราดำเนินการแก้ไขอย่างต่อเนื่อง”

ทั้งนี้ Cloudflare เป็นผู้ให้บริการความปลอดภัยทางอินเทอร์เน็ตขนาดใหญ่ของโลก โดยให้บริการหลายอย่างตั้งแต่การตรวจสอบการเชื่อมต่อของผู้เข้าชมเว็บไซต์ว่าเป็นมนุษย์หรือไม่ โดยเว็บไซต์กว่า 20% ของทั้งหมดบนโลก ใช้บริการของ Cloudflare ในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง

ตอนนี้ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่ามีเว็บไซต์จำนวนเท่าใดที่ได้รับผลกระทบจากการหยุดชะงักนี้ และได้รับผลกระทบในระดับใด

เว็บไซต์ Downdetector เอง ซึ่งเป็นเว็บไซต์ที่ผู้ใช้บริการอินเทอร์เน็ตมักแห่กันไปรายงานเมื่อเว็บไซต์อื่น ๆ หยุดโหลดหรือดูเหมือนจะมีปัญหา ก็แสดงข้อความว่าเกิดข้อผิดพลาด เนื่องจากมีผู้พยายามเข้าถึงเป็นจำนวนมากเมื่อวันอังคาร

นายอัลป์ โทเกอร์ ผู้อำนวยการของบริษัท NetBlocks ซึ่งเป็นผู้ตรวจสอบการเชื่อมต่อของบริการเว็บไซต์ต่างๆ กล่าวว่า การหยุดชะงักนี้ ชี้ให้เห็นถึงความล่มสลายครั้งใหญ่ต่อโครงสร้างพื้นฐานของ Cloudflare

“สิ่งที่น่าตกใจคือ เว็บไซต์อินเทอร์เน็ตจำนวนมากต้องซ่อนอยู่เบื้องหลังโครงสร้างพื้นฐานของ Cloudflare เพื่อหลีกเลี่ยงการโจมตีที่มุ่งปฏิเสธการให้บริการ (DOS) ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา” นายโทเกอร์บอกกับสำนักข่าว BBC

อย่างไรก็ตาม นายโทเกอร์มองว่า ผลจากเรื่องนี้และความสะดวกสบายในบริการต่าง ๆ ของ Cloudflare ส่งผลให้ Cloudflare กลายเป็นหนึ่งในจุดล้มเหลวใหญ่ที่สุดบนโลกอินเทอร์เน็ต

ปัญหาที่เกิดขึ้นกับ Cloudflare เกิดขึ้นหลังจากการหยุดชะงักของบริษัท Amazon Web Services เมื่อเดือนตุลาคม ซึ่งทำให้เว็บไซต์และแอปพลิเคชันกว่า 1,000 แห่งต้องหยุดทำงาน ก่อนที่ Microsoft Azure ซึ่งเป็นผู้ให้บริการเว็บรายใหญ่อีกราย ก็ได้รับผลกระทบหลังจากนั้นไม่นาน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อึ้ง สิงคโปร์ยึดนอแรด 35.7 กก. คาสนามบินชางงี ลอบขนจากแอฟริกาใต้

อึ้ง สิงคโปร์ยึดนอแรด 35.7 กก. คาสนามบินชางงี ลอบขนจากแอฟริกาใต้

18 พ.ย. 2568 22:10 น.

อึ้ง สิงคโปร์ยึดนอแรด 35.7 กก. คาสนามบินชางงี ลอบขนจากแอฟริกาใต้

(ภาพจาก AFP PHOTO / NATIONAL PARKS BOARD OF SINGAPORE)

สิงคโปร์ยึดนอแรดน้ำหนักมากถึง 35.7 กก. ได้ที่สนามบินชางงี มากที่สุดเป็นสถิติของประเทศ นอกจากนั้นยังยึดชิ้นส่วนสัตว์อื่นๆ ได้อีกกว่า 150 กก.

เมื่อวันอังคารที่ 18 พ.ย. 2568 คณะกรรมการอุทยานแห่งชาติ (NParks) และ SATS บริษัทผู้ให้บริการขนส่งสินค้าทางอากาศของสิงคโปร์ ออกแถลงการณ์ร่วมกัน ว่า เมื่อวันที่ 8 พ.ย. ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตรวจพบ นอแรด 20 อัน ซึ่งมีมูลค่าประมาณ 1.13 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ พร้อมกับชิ้นส่วนสัตว์อื่น ๆ น้ำหนักรวม 150 กก. ในลังสินค้า 4 กล่องที่ท่าอากาศยานนานาชาติชางงี โดยถูกส่งมาจากแอฟริกาใต้ และกำลังจะถูกส่งไปกรุงเวียงจันทน์ ประเทศลาว

การจับกุมครั้งนี้นับเป็นการยึดนอแรดครั้งใหญ่ที่สุดในสิงคโปร์จนถึงปัจจุบัน โดยทำลายสถิติเดิมที่ 34.7 กิโลกรัม ซึ่งเกิดขึ้นในเดือนตุลาคม 2565

การตรวจสอบโดยเจ้าหน้าที่ SATS ที่สนามบินชางงีเปิดเผยว่า เนื้อหาของสินค้าไม่ตรงกับฉลากที่ระบุว่าเป็นอุปกรณ์สำหรับเฟอร์นิเจอร์ นอกจากนั้น เจ้าหน้าที่รับสินค้าของ SATS ยังได้กลิ่นรุนแรงออกมาจากลังบรรจุสินค้าระหว่างการตรวจสอบ เขาจึงแจ้งผู้จัดการเวรของตน ซึ่งต่อมาได้สั่งให้ฝ่ายรักษาความปลอดภัยของ SATS ทำการตรวจสอบการขนส่งโดยละเอียด

เจ้าหน้าที่เปิดลังสินค้ากล่องหนึ่งและพบสิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นชิ้นส่วนสัตว์ ก่อนจะทำการเอ็กซ์เรย์ลังสินค้าที่เหลือ และพบสิ่งของลักษณะคล้ายกัน

จากการสอบสวนพบว่า นอแรดทั้ง 20 อันมีต้นกำเนิดจากแอฟริกาใต้ และมาจากสายพันธุ์แรดขาว ในขณะที่การระบุชนิดของชิ้นส่วนสัตว์อื่น ๆ กำลังอยู่ระหว่างดำเนินการ

ทั้งนี้ แรดเป็นสัตว์ที่ได้รับการคุ้มครองภายใต้อนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชที่ใกล้สูญพันธุ์ (CITES) และการค้านอแรดระหว่างประเทศเป็นสิ่งต้องห้าม

NParks และ SATS กล่าวว่า สิงคโปร์ยึดมั่นในนโยบายไม่ยอมให้มีการค้าสัตว์ป่าใกล้สูญพันธุ์ที่ผิดกฎหมาย รวมถึงชิ้นส่วนและผลิตภัณฑ์ที่ได้จากสัตว์เหล่านั้น พร้อมเสริมว่า สิงคโปร์เป็นประเทศที่ลงนามในอนุสัญญา CITES และมุ่งมั่นที่จะให้ความร่วมมือในความพยายามระดับนานาชาติเพื่อควบคุมการค้าสัตว์ป่าที่ผิดกฎหมาย เพื่อให้มั่นใจว่าสัตว์เหล่านี้จะอยู่รอดในระยะยาว

นอแรดที่ยึดได้จะถูกนำไปกำจัดตามแนวทางของ CITES เพื่อป้องกันไม่ให้พวกมันกลับเข้าสู่ตลาดอีกครั้ง ซึ่งเป็นการทำลายห่วงโซ่อุปทานของนอแรดที่ถูกลักลอบค้าอย่างผิดกฎหมายทั่วโลก

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

นักโทษออสเตรเลียฟ้องศาล เรียกร้องสิทธิ์กินสเปรด “Vegemite” ในเรือนจำ

นักโทษออสเตรเลียฟ้องศาล เรียกร้องสิทธิ์กินสเปรด "Vegemite" ในเรือนจำ

18 พ.ย. 2568 16:10 น.

นักโทษออสเตรเลียฟ้องศาล เรียกร้องสิทธิ์กินสเปรด “Vegemite” ในเรือนจำ

เกิดคดีความแปลกประหลาดขึ้นในรัฐวิกตอเรีย ประเทศออสเตรเลีย เมื่อนักโทษคดีฆาตกรรมได้ยื่นฟ้องศาลเพื่อโต้แย้งคำสั่งห้ามไม่ให้นักโทษรับประทาน “เวจจีไมต์” (Vegemite) สเปรดทาขนมปังชื่อดังของออสเตรเลีย โดยอ้างว่าการห้ามกินเวจจีไมต์ เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนของเขาในการ “เสพสุนทรียะทางวัฒนธรรม” ในฐานะชาวออสเตรเลีย

นายอังเดร แม็คเคชนี วัย 54 ปี ได้นำข้อพิพาทเพื่อขอรับประทาน “เวจจีไมต์” สเปรดทาขนมปังที่มีรสเค็ม เหนียว และมีสีน้ำตาลเข้ม ซึ่งเป็นผลพลอยได้จากการผลิตเบียร์ ไปยังศาลสูงสุดแห่งรัฐวิกตอเรีย โดยยื่นฟ้องสำนักงานยุติธรรมและความปลอดภัยชุมชนแห่งรัฐวิกตอเรีย และสำนักงานราชทัณฑ์วิกตอเรีย ซึ่งคดีนี้มีกำหนดไต่สวนในปีหน้า

นายแม็คเคชนีต้องการให้ศาลประกาศว่าถูกละเมิดสิทธิภายใต้กฎหมายสิทธิมนุษยชนและความรับผิดชอบ ซึ่งรับรองให้ประชาชนชาวออสเตรเลีย “สามารถเสพสุนทรียะทางวัฒนธรรม” นอกจากนี้ เขายังต้องการให้ศาลสั่งว่าจำเลยละเมิดกฎหมายเรือนจำโดย “ล้มเหลวในการจัดหาอาหารที่เพียงพอต่อการรักษาสุขภาพที่ดี” ของเขา

ทั้งนี้ สำนักงานราชทัณฑ์วิกตอเรีย ได้สั่งห้ามเวจจีไมต์ในเรือนจำของรัฐวิกตอเรียตั้งแต่ปี 2006 โดยอ้างว่ามัน “รบกวนการทำงานของสุนัขตรวจจับยาเสพติด” เนื่องจากนักโทษเคยใช้เวจจีไมต์ทาห่อบรรจุยาเสพติดที่ผิดกฎหมาย โดยหวังว่ากลิ่นจะเบี่ยงเบนความสนใจของสุนัข นอกจากนี้ เวจจีไมต์ยังมีส่วนผสมของยีสต์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ถูกห้ามในเรือนจำวิกตอเรีย เนื่องจาก “อาจถูกนำไปใช้ในการผลิตแอลกอฮอล์”

เวจจีไมต์ ซึ่งผลิตในออสเตรเลียตั้งแต่ปี 1923 เป็นอาหารที่คนออสเตรเลียส่วนใหญ่ชื่นชอบ แต่เป็นรสชาติที่ต้องฝึกกินสำหรับผู้ที่ไม่ได้เติบโตมากับมัน อดีตประธานาธิบดีสหรัฐ บารัก โอบามา เคยถึงกับกล่าวว่า “มันแย่มาก” ขณะที่เพลงดัง “Down Under” ของวง Men at Work เคยทำให้คนทั่วโลกสงสัยว่า “Vegemite sandwich” คืออะไร

เวจจีไมต์มักใช้เป็นสเปรดทาขนมปังปิ้งยามเช้าและแซนด์วิชชีส โดยแฟนๆ เห็นตรงกันว่าควรทาเพียงบางๆ โดยชาวออสเตรเลียที่เดินทางไปต่างประเทศมักบ่นว่าเวจจีไมต์หายาก รัฐบาลออสเตรเลียต้องแทรกแซงเมื่อเมื่อต้นปี หลังแคนาดาเคยสั่งห้ามร้านคาเฟ่ในนครโตรอนโตขายเวจจีไมต์ชั่วคราว ก่อนภายหลังจะยอมผ่อนปรนให้ขายได้

ด้านนักกฎหมายและผู้สนับสนุนเหยื่ออาชญากรรม จอห์น เฮอร์รอน วิจารณ์ว่าคดีนี้ไร้สาระและสร้างความไม่สบายใจแก่ครอบครัวเหยื่อ โดยกล่าวว่าเหยื่อ “แทบไม่เหลือสิทธิใด ๆ” แต่ผู้กระทำผิดกลับได้รับความสนใจมากกว่า

แมคเคนนีถูกคุมขังในเรือนจำความมั่นคงสูง Port Phillip เขาถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิตจากคดีฆาตกรรมโอโต คูห์เน นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ผู้มั่งคั่ง ที่เมืองโกลด์โคสต์เมื่อปี 1994 ก่อนถูกย้ายจากเรือนจำรัฐควีนส์แลนด์มาวิกตอเรียเมื่อราวสิบปีต่อมา เขาเคยได้รับทัณฑ์บนและใช้ชีวิตอิสระ 8 ปี แต่กลับเข้าคุกอีกครั้ง  ปัจจุบันเขาคุมขังต่อเนื่องมานานกว่า 10 ปี.

ที่มา AP

ไขปริศนาคดี ครอบครัวนทท.ตุรกี-เยอรมันเสียชีวิตในอิสตันบูล พบอาจตายเพราะยาฆ่าแมลง ไม่ใช่สตรีทฟู้ด

ไขปริศนาคดี ครอบครัวนทท.ตุรกี-เยอรมันเสียชีวิตในอิสตันบูล พบอาจตายเพราะยาฆ่าแมลง ไม่ใช่สตรีทฟู้ด

18 พ.ย. 2568 15:12 น.

ไขปริศนาคดี ครอบครัวนทท.ตุรกี-เยอรมันเสียชีวิตในอิสตันบูล พบอาจตายเพราะยาฆ่าแมลง ไม่ใช่สตรีทฟู้ด

ตุรกีเร่งไขคดี ครอบครัวนักท่องเที่ยวตุรกี-เยอรมันและลูก 2 คนเสียชีวิต หลังทานอาหารสตรีทฟู้ดในอิสตันบูล โดยพบข้อมูลว่าพวกเขาอาจเสียชีวิตจากยาฆ่าแมลงในโรงแรม ขณะที่ตร.จับผู้ต้องสงสัยแล้ว 11 คน

ตำรวจตุรกีเร่งมือสอบสวนข้อเท็จจริง จากเหตุการณ์ที่ครอบครัวซึ่งมาท่องเที่ยวจากเยอรมนีล้มป่วย หลังรับประทานอาหารริมทางชื่อดังในย่าน ออร์ตากอย ริมช่องแคบบอสฟอรัส โดยทั้งหมดถูกนำส่งโรงพยาบาล ก่อนที่เด็กทั้งสองจะเสียชีวิตในวันพฤหัสบดี และแม่เสียชีวิตในวันศุกร์ที่แล้ว  โดยเหตุเกิดเมื่อวันพุธที่ผ่านมา 

สำนักข่าวอนาโตลูของตุรกี ระบุว่า ผู้เสียชีวิตคือ ชีเด็ม โบเค็ก ลูกชายวัย 6 ขวบ คาดีร์ และลูกสาววัย 3 ขวบ มาซาล ส่วนบิดา เซอร์เวต์ โบเค็ก  ยังอาการวิกฤตในห้องไอซียู

แม้อัยการอิสตันบูลจะเปิดการสอบสวนโดยตั้งสมมติฐานว่าครอบครัวอาจถูกวัตถุปนเปื้อนจากอาหาร แต่รายงานเชิงลึกล่าสุดระบุว่า ครอบครัวอาจได้รับสารเคมีจากการฉีดพ่นสารเคมีกำจัดตัวเรือดภายในโรงแรมที่พัก

ขณะที่หนังสือพิมพ์ เฮอริเยต์ รายงานว่า ห้องพักชั้นล่างของโรงแรมได้ถูกฉีดพ่นยาฆ่าแมลง และมีความเป็นไปได้ว่าสารดังกล่าวอาจเล็ดลอดขึ้นมาสู่ห้องพักของครอบครัวบนชั้นหนึ่งผ่านช่องระบายอากาศในห้องน้ำ

โดยต่อมา โรงแรมซึ่งตั้งอยู่ในย่านเมืองเก่าอิสตันบูล มีการอพยพผู้เข้าพักทั้งหมดในวันเสาร์ หลังมีแขกเพิ่มเติมอีก 2 คนถูกส่งโรงพยาบาลด้วยอาการคล้ายกัน 

ล่าสุดสำนักข่าว อนาโตลู รายงานว่า มีผู้ที่เกี่ยวข้องถูกจับกุมแล้ว 11 ราย ซึ่งประกอบด้วย ผู้ขายอาหารสตรีทฟู้ด 5 ราย เจ้าของโรงแรมและพนักงานอีก 2 คน และพนักงานบริษัทกำจัดแมลง 3 คน ในจำนวนนี้ 8 คนจะถูกนำตัวขึ้นศาลในวันจันทร์

ทั้งนี้ คาดว่ารายงานทางพิษวิทยาจากสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ รวมถึงผลตรวจตัวอย่างอาหารจากกระทรวงเกษตร จะเผยแพร่ภายในวันเดียวกัน ซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญในการยืนยันสาเหตุการเสียชีวิตอย่างเป็นทางการ

ด้านสื่อท้องถิ่นรายงานว่า แม่และลูกทั้งสองถูกฝังเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาในหมู่บ้านของครอบครัว  ทางตอนกลางของตุรกี ห่างจากกรุงอังการาราว 240 กิโลเมตร.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ตุรกี

ผลการศึกษาชี้ สหรัฐฯ เป็นประเทศที่ได้รับเงินกู้จากจีนมากที่สุดในโลก

ผลการศึกษาชี้ สหรัฐฯ เป็นประเทศที่ได้รับเงินกู้จากจีนมากที่สุดในโลก

18 พ.ย. 2568 15:11 น.

ผลการศึกษาชี้ สหรัฐฯ เป็นประเทศที่ได้รับเงินกู้จากจีนมากที่สุดในโลก

ผลการศึกษาใหม่เปิดเผยว่า สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่รับเงินกู้จากจีนมากที่สุดในโลก จากการติดตามกิจกรรมสินเชื่อของทางการจีน และพบแนวโน้มว่าจีนกำลังหันไปปล่อยกู้ให้กับประเทศที่มีรายได้สูง แทนที่จะเป็นประเทศกำลังพัฒนา

รายงานที่เผยแพร่เมื่อวันอังคารโดย AidData ซึ่งเป็นห้องปฏิบัติการวิจัยของมหาวิทยาลัยวิลเลียม แอนด์ แมรี ในสหรัฐฯ ระบุว่า ยอดรวมการให้กู้ยืมและเงินช่วยเหลือจากจีนรวมทั้งสิ้น 2.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ใน 200 ประเทศทั่วโลก ตั้งแต่ปี 2000 ถึง 2023

เดิมที จีนถูกมองว่าเป็นผู้ให้กู้แก่ประเทศกำลังพัฒนาผ่านโครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (Belt and Road initiative) แต่ปัจจุบันกำลังเปลี่ยนไปสู่การปล่อยกู้ให้กับประเทศที่มีเศรษฐกิจก้าวหน้า โดยให้การสนับสนุนด้านโครงสร้างพื้นฐานเชิงกลยุทธ์และห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีขั้นสูง ในด้านต่าง ๆ เช่น เซมิคอนดักเตอร์ ปัญญาประดิษฐ์ และพลังงานสะอาด

AidData ระบุว่า ขนาดพอร์ตโฟลิโอสินเชื่อของจีนใหญ่กว่าที่เคยมีการประเมินไว้ถึง 2-4 เท่า ทำให้จีนยังคงเป็นผู้ให้กู้รายใหญ่อย่างเป็นทางการของโลก โดยมากกว่า 3 ใน 4 ของการดำเนินงานปล่อยกู้ในต่างประเทศของจีนในปัจจุบัน สนับสนุนโครงการและกิจกรรมในประเทศที่มีรายได้ปานกลางค่อนข้างสูงและประเทศที่มีรายได้สูง

นายแบรด พาร์คสผู้อำนวยการบริหารของ AidData และหัวหน้าผู้เขียนรายงานกล่าวว่า “การปล่อยกู้ส่วนใหญ่ให้กับประเทศร่ำรวยนั้น มุ่งเน้นไปที่โครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ แร่ธาตุสำคัญ และการเข้าซื้อกิจการสินทรัพย์เทคโนโลยีขั้นสูง เช่น บริษัทเซมิคอนดักเตอร์”

รายงานระบุว่า สหรัฐอเมริกาได้รับสินเชื่อจากภาคส่วนทางการของจีนมากที่สุด คือมากกว่า 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับโครงการและกิจกรรมเกือบ 2,500 รายการ

AidData ชี้ว่า หน่วยงานของรัฐบาลจีน “มีความกระตือรือร้นในทุกมุมและทุกภาคส่วนของสหรัฐฯ” โดยให้เงินสนับสนุนการก่อสร้างโครงการก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ในรัฐเท็กซัสและหลุยเซียนา, ศูนย์ข้อมูลในรัฐเวอร์จิเนีย, อาคารผู้โดยสารที่สนามบินนานาชาติจอห์น เอฟ. เคเนดี ในนครนิวยอร์ก และสนามบินนานาชาติลอสแอนเจลิส รวมถึงท่อส่งก๊าซธรรมชาติ Matterhorn Express และท่อส่งน้ำมัน Dakota Access

นอกจากนี้ จีนยังให้การสนับสนุนทางการเงินในการเข้าซื้อบริษัทเทคโนโลยีขั้นสูง และสถาบันการเงินของรัฐบาลจีนได้มอบวงเงินสินเชื่อให้กับบริษัทในดัชนี Fortune 500 หลายแห่ง เช่น Amazon, AT&T, Verizon, Tesla, General Motors, Ford, Boeing และ Disney

ขณะที่สัดส่วนการให้กู้แก่ประเทศที่มีรายได้ต่ำและรายได้ปานกลางค่อนข้างต่ำลดลงเหลือ 12% ในปี 2023 จาก 88% ในปี 2000 แต่ในขณะเดียวกัน สัดส่วนการสนับสนุนประเทศที่มีรายได้ปานกลางและรายได้สูงเพิ่มขึ้นเป็น 76% ในปี 2023 จาก 24% ในปี 2000 โดยยกตัวอย่างเช่น สหราชอาณาจักรได้รับ 6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่สหภาพยุโรปได้รับ 1.61 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ.

ที่มา Reuters