แตกตื่นทั้งธนาคาร! กวางป่าพุ่งชนกระจก บุกอาคารกลางเมืองสหรัฐฯ

แตกตื่นทั้งธนาคาร! กวางป่าพุ่งชนกระจก บุกอาคารกลางเมืองสหรัฐฯ

24 ม.ค. 2569 09:42 น.

แตกตื่นทั้งธนาคาร! กวางป่าพุ่งชนกระจก บุกอาคารกลางเมืองสหรัฐฯ

เกิดเหตุไม่คาดคิดในสหรัฐฯ เมื่อกวางป่าบุกพังหน้าต่างธนาคารกลางวันแสก ๆ ก่อนวิ่งวุ่นสร้างความโกลาหล เจ้าหน้าที่ต้องระดมกำลังเข้าควบคุมสถานการณ์ ใช้เวลาอยู่นานกว่าจะพาตัวออกมาได้อย่างปลอดภัย

ภาพจากกล้องวงจรปิดบันทึกวินาทีระทึก ขณะที่กวางป่าตัวหนึ่งพุ่งชนกระจกหน้าธนาคารแตกกระจาย ก่อนกระโดดเข้าไปภายในอาคารธนาคารแห่งหนึ่งบนเกาะลองไอส์แลนด์ เขตซัฟโฟล์ก รัฐนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา

เมื่อกวางเข้าไปถึงด้านใน มันก็เดินวนไปมาอย่างสับสน  พยายามหาทางออก และทำข้าวของเสียหายไปหลายจุด 

ไม่นานหลังจากนั้น สัญญาณกันขโมยของธนาคารดังขึ้น ทำให้ตำรวจเขตซัฟโฟล์กรุดเข้าตรวจสอบ และพบว่าต้นเหตุไม่ใช่คนร้าย แต่เป็นกวางเขาโตเต็มวัย ที่ติดอยู่ภายในอาคาร

ภาพจากกล้องติดตัวเจ้าหน้าที่ยังแสดงให้เห็นตำรวจ 5 นายพยายามไล่ต้อนกวางออกจากพื้นที่อย่างระมัดระวัง โดยกวางพยายามหนี กระโดดขึ้นไปบนเคาน์เตอร์ ขณะที่เจ้าหน้าที่พยายามปิดล้อมไม่ให้มันพุ่งชนผู้คนหรือกระจกเพิ่มเติม

ช่วงหนึ่ง กวางวิ่งออกจากห้องอย่างรวดเร็ว ทำให้ตำรวจต้องวิ่งตาม ก่อนที่ในที่สุด เจ้าหน้าที่จะสามารถใช้เชือกคล้องตัวกวางได้สำเร็จ และค่อย ๆ พามันออกจากอาคาร ผ่านหน้าต่างบานเดิมที่มันพังเข้ามา

หลังออกจากธนาคาร กวางตัวดังกล่าว วิ่งข้ามถนนที่ปกคลุมด้วยหิมะ แล้วหายไปจากพื้นที่ ท่ามกลางความโล่งใจของเจ้าหน้าที่และผู้พบเห็น โดยตำรวจยืนยันว่าไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์นี้.

ที่มา :ViralPress/Suffolk County Police Department

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ สหรัฐอเมริกา

กองทัพสหรัฐฯ ยิงโจมตีเรือในมหาสมุทรแปซิฟิก ดับ 2 ราย อ้างเอี่ยวยาเสพติด

กองทัพสหรัฐฯ ยิงโจมตีเรือในมหาสมุทรแปซิฟิก ดับ 2 ราย อ้างเอี่ยวยาเสพติด

24 ม.ค. 2569 09:12 น.

กองทัพสหรัฐฯ ยิงโจมตีเรือในมหาสมุทรแปซิฟิก ดับ 2 ราย อ้างเอี่ยวยาเสพติด

กองทัพสหรัฐฯ ปฏิบัติการโจมตีทางทหารเรือที่ถูกกล่าวหาว่าลักลอบขนยาเสพติดในมหาสมุทรแปซิฟิกด้านตะวันออก ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 2 ราย และกำลังเร่งตามหาผู้ที่รอดชีวิตอีก 1 คน

กองบัญชาการทหารภาคใต้ของสหรัฐฯ (U.S. Southern Command หรือ SOUTHCOM) ระบุว่า ข้อมูลข่าวกรองยืนยันว่าเรือลำดังกล่าวเดินทางผ่านเส้นทางที่ทราบกันดีว่ามีพฤติการณ์ลักลอบขนยา และมีส่วนร่วมในปฏิบัติการค้ายาเสพติด ก่อนถูกยิงโจมตีในน่านน้ำสากลของแปซิฟิก 

วีดีโอที่ SOUTHCOM เผยแพร่ทางโซเชียลมีเดียแสดงภาพเรือหลายเครื่องยนต์ถูก ระเบิดจนลุกเป็นไฟ เป็นหลักฐานภาพของการโจมตีภายใต้นโยบายของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่เรียกปฏิบัติการนี้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามยับยั้งการลักลอบขนยาเสพติดทางทะเล 

ปฏิบัติการนี้ถือเป็น การโจมตีทางทหารครั้งแรกในภูมิภาคแปซิฟิกตั้งแต่สหรัฐฯ จับกุมผู้นำเวเนซุเอลา นิโกลัส มาดูโร ในปฏิบัติการที่กรุงการากัสเมื่อต้นเดือน ม.ค. ซึ่งสร้างข้อถกเถียงทั้งในด้านการเมืองระหว่างประเทศและกฎหมายระหว่างประเทศ 

แม้ว่ารัฐบาลสหรัฐฯ จะกล่าวอ้างว่าเป้าหมายเป็น “narco-terrorists” หรือผู้ก่อการร้ายด้านยาเสพติด แต่ยังไม่มีการเปิดเผยหลักฐานชัดเจนว่าสิ่งของบนเรือเป็นยาเสพติดจริง ซึ่งทำให้กลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระหว่างประเทศและกลุ่มสิทธิมนุษยชนตั้งคำถามว่าการโจมตีนี้อาจเข้าข่ายเป็นการสังหารนอกกระบวนการยุติธรรมหรือไม่ 

นอกจากเหตุการณ์โจมตีครั้งนี้แล้ว สหรัฐฯ ยังเตรียมจัดการประชุมผู้นำทหารจาก 34 ประเทศในซีกโลกตะวันตก ที่กรุงวอชิงตันในวันที่ 11 ก.พ. เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือด้านความมั่นคงและการต่อต้านองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ โดยมีหัวข้อสำคัญคือความร่วมมือในการปราบปรามการลักลอบขนยาและภัยคุกคามต่อเสถียรภาพภูมิภาค.

ที่มา :channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ กองทัพสหรัฐฯ

โตโยต้าเตรียม เรียกคืนรถราว 162,000 คันในสหรัฐฯ เหตุหน้าจอแสดงผลผิดปกติ

โตโยต้าเตรียม เรียกคืนรถราว 162,000 คันในสหรัฐฯ เหตุหน้าจอแสดงผลผิดปกติ

24 ม.ค. 2569 07:14 น.

โตโยต้าเตรียม เรียกคืนรถราว 162,000 คันในสหรัฐฯ เหตุหน้าจอแสดงผลผิดปกติ

โตโยต้า มอเตอร์ ประกาศเรียกคืนรถราว 162,000 คันในสหรัฐอเมริกา หลังตรวจพบปัญหาที่หน้าจอแสดงผลมัลติมีเดีย ในรถยนต์บางรุ่น ซึ่งอาจทำให้หน้าจอค้าง หรือกลายเป็นหน้าจอดำ เสี่ยงอันตรายขณะถอยรถ

โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ป. ประกาศเรียกคืนรถประมาณ 162,000 คันในสหรัฐอเมริกา ได้แก่ รถกระบะ Toyota Tundra รุ่นปี 2024–2025 และ Tundra Hybrid รุ่นปี 2024–2025 รวมทั้งสิ้น ประมาณ 162,000 คัน ในสหรัฐอเมริกา หลังพบปัญหาที่หน้าจอแสดงผลมัลติมีเดีย ซึ่งอาจทำให้หน้าจอค้างอยู่กับภาพจากกล้อง หรือแสดงจอว่างสีดำภายใต้เงื่อนไขบางอย่าง ส่งผลให้ระบบอาจไม่เป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัยของรัฐบาลสหรัฐ และมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นเมื่อใช้งานกล้องหลังขณะถอยรถ 

ตามรายงานของโตโยต้า ระบุว่าปัญหาที่พบได้แก่ หน้าจอแสดงผลอาจค้างอยู่ที่ภาพกล้องมุมใดมุมหนึ่ง หรือแสดง เพียงหน้าจอสีดำ ภายใต้เงื่อนไขบางอย่าง ซึ่งในกรณีที่เกิดขึ้นระหว่างการถอยหลัง อาจทำให้ภาพจากกล้องไม่ปรากฏ ขณะถอยรถ และถือว่าไม่เป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัยของรัฐบาลสหรัฐ

โตโยต้าระบุว่าจะส่งจดหมายแจ้งลูกค้าเจ้าของรถที่ได้รับผลกระทบภายในปลายเดือนมีนาคม 2026 เพื่อให้เข้าศูนย์บริการตรวจสอบและแก้ไขปัญหานี้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย 

ทั้งนี้ ปัญหาหน้าจอแสดงผลผิดปกติ แม้ดูเหมือนเป็นเรื่องเล็ก แต่ระบบจอมัลติมีเดียในรถสมัยใหม่จะใช้แสดงผลกล้องถอยหลังและข้อมูลสำคัญขณะขับขี่ หากภาพกล้องไม่แสดงอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการชนคนหรือวัตถุด้านหลังโดยไม่ตั้งใจ รวมถึงอาจไม่เป็นไปตาม มาตรฐาน FMVSS 111 ซึ่งเป็นมาตรฐานเกี่ยวกับการมองเห็นด้านหลังของรถยนต์ในสหรัฐฯ 

แม้ในประกาศตอนนี้ยังไม่ได้บอกรายละเอียดวิธีแก้ไข แต่โดยทั่วไปแล้ว ร้านบริการของโตโยต้าจะอัปเดตซอฟต์แวร์หรือเปลี่ยนชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้องให้ฟรี เมื่อลูกค้านำรถเข้ารับการแก้ไขตามจดหมายเรียกคืน 

ก่อนหน้านี้โตโยต้ายังมีเคสอื่นเกี่ยวกับระบบกล้องหรือหน้าจอในรุ่น Tundra และ Sequoia รุ่นปี 2022–2025 ที่เรียกคืนเพื่อ แก้ปัญหาซอฟต์แวร์จอแสดงผลกล้องหลัง ซึ่งหน่วยงานความปลอดภัยของสหรัฐ (NHTSA) ระบุว่าอาจทำให้ภาพ rearview ไม่แสดงเวลาถอยรถได้ และต้องอัปเดตซอฟต์แวร์ฟรีที่ศูนย์บริการเช่นกัน.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ โตโยต้า

“เจ้าชายแฮร์รี” ออกโรงปกป้องเกียรติทหารนาโต ชี้ควรได้รับความเคารพการเสียสละ หลังทรัมป์กล่าวพาดพิง

"เจ้าชายแฮร์รี" ออกโรงปกป้องเกียรติทหารนาโต ชี้ควรได้รับความเคารพการเสียสละ หลังทรัมป์กล่าวพาดพิง

24 ม.ค. 2569 06:47 น.

“เจ้าชายแฮร์รี” ออกโรงปกป้องเกียรติทหารนาโต ชี้ควรได้รับความเคารพการเสียสละ หลังทรัมป์กล่าวพาดพิง

เจ้าชายแฮร์รี ดยุกแห่งซัสเซกซ์ออกโรงปกป้องเกียรติทหารนาโต ว่าทหารที่เสียชีวิตควรได้รับความเคารพจากการเสียสละ หลัง โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ กล่าวพาดพิงพันธมิตรอยู่แนวหลังในอัฟกานิสถาน

วันที่ 22 มกราคม 2569 เจ้าชายแฮร์รี ดยุกแห่งซัสเซกซ์ ทรงเรียกร้องให้การเสียสละของทหารนาโตในสงครามอัฟกานิสถานได้รับการกล่าวถึงอย่างตรงไปตรงมาและด้วยความเคารพ หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์พาดพิงว่าชาติพันธมิตรอยู่แนวหลัง และไม่ค่อยเผชิญหน้าการสู้รบโดยตรง

เจ้าชายแฮร์รี ซึ่งเคยประจำการในอัฟกานิสถานถึง 2 ครั้ง กล่าวระหว่างร่วมรำลึกถึงทหารนาโตที่เสียชีวิตในสมรภูมิความขัดแย้ง รวมถึงทหารอังกฤษ 457 นาย ว่าพระองค์เคยรับใช้ที่นั่น มีเพื่อนตลอดชีวิตจากที่นั่น และยังสูญเสียเพื่อนที่นั่น

พระดำรัสของดยุกแห่งซัสเซกซ์ มีขึ้นเพื่อตอบโต้คำให้สัมภาษณ์ของทรัมป์กับฟ็อกซ์นิวส์ เมื่อวันพฤหัสบดี ที่ผ่านมาซึ่งผู้นำสหรัฐฯ กล่าวว่า ชาติพันธมิตรส่งทหารไปอัฟกานิสถานจริง แต่อยู่แนวหลังเล็กน้อย ห่างจากแนวหน้า พร้อมตั้งคำถามว่านาโตจะยืนเคียงข้างสหรัฐฯ หรือไม่ หากวันหนึ่งสหรัฐฯ ต้องการความช่วยเหลือ

โดยคำกล่าวของทรัมป์ได้จุดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากผู้นำและรัฐมนตรีหลายประเทศ ว่าเป็นคำพูดที่ดูหมิ่นอย่างน่าตกใจ และยังถูกวิจารณ์อย่างกว้างขวางในอังกฤษ ทั้งจากฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน ท่ามกลางบรรยากาศความตึงเครียดในความสัมพันธ์ข้ามแอตแลนติก.

ที่มา BBC

กงสุลใหญ่นครซิดนีย์นำทีม กกต. ตรวจหน่วยเลือกตั้งเคลื่อนที่วันแรก ไร้เหตุผิดปกติ

กงสุลใหญ่นครซิดนีย์นำทีม กกต. ตรวจหน่วยเลือกตั้งเคลื่อนที่วันแรก ไร้เหตุผิดปกติ

24 ม.ค. 2569 06:43 น.

กงสุลใหญ่นครซิดนีย์นำทีม กกต. ตรวจหน่วยเลือกตั้งเคลื่อนที่วันแรก ไร้เหตุผิดปกติ

กงสุลใหญ่นครซิดนีย์นำทีม กกต. ตรวจหน่วยเลือกตั้งเคลื่อนที่วันแรก ไม่พบเหตุผิดปกติ บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก มีผู้ใช้สิทธิเดินทางมาใช้สิทธิจำนวนมาก

เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2569 สถานกงสุลใหญ่ ณ นครซิดนีย์ เปิดหน่วยเลือกตั้งเคลื่อนที่ ณ โรงแรม Metro Hotel Marlow Sydney ใจกลางย่าน Thai Town เป็นวันแรก บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคักตั้งแต่ช่วงเช้า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งทยอยเดินทางมาใช้สิทธิจำนวนมาก สะท้อนความตื่นตัวของคนไทยในออสเตรเลียต่อการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการออกเสียงประชามตินอกราชอาณาจักร

การเปิดหน่วยเลือกตั้งครั้งนี้นำโดย นายนฤชัย นินนาท กงสุลใหญ่ ณ นครซิดนีย์ ซึ่งได้พา นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และคณะ รวมถึง นายบัญชา ยืนยงจงเจริญ รองอธิบดีกรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและติดตามการปฏิบัติงานอย่างใกล้ชิด พร้อมร่วมประชุมหารือเพื่อรับฟังข้อคิดเห็นและแนวทางพัฒนาการจัดการเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และสอดคล้องกับสถานการณ์จริงมากยิ่งขึ้น

เจ้าหน้าที่รายงานว่า การเปิดคูหาในวันแรกเป็นไปด้วยความเรียบร้อยทุกขั้นตอน ไม่มีเหตุการณ์ผิดปกติใด ๆ เกิดขึ้น และสามารถรองรับผู้มาใช้สิทธิได้อย่างต่อเนื่องตลอดวัน

นอกจากนี้ ในวันที่ 24 มกราคม 2569 เวลา 14.00–16.00 น. นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และคณะ มีกำหนดร่วมพูดคุย และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการใช้สิทธิเลือกตั้งและการออกเสียงประชามติ กับชุมชนไทย เพื่อตอบปัญหา ไขข้อข้องใจ และให้ข้อมูล ณ ห้อง Grand Australian Centre Function Room, 38 College St, Darlinghurst NSW 2010 โดยมี ดร.มาร์โก มะลิวงษ์ ผู้บริหารระดับสูงของสถาบัน Australian Centre ให้การต้อนรับอย่างเป็นทางการ

ในโอกาสนี้ นายนฤชัย นินนาท กงสุลใหญ่ ณ นครซิดนีย์ ได้ฝากถึงผู้ที่ลงทะเบียนเลือกตั้งและลงเสียงประชามติว่ายังมีเวลาในการมาใช้สิทธิได้จนถึงวันที่ 26 มกราคมนี้ พร้อมเชิญชวนให้ผู้มีสิทธิทุกท่านออกมาใช้สิทธิของตนอย่างพร้อมเพรียง เพื่อสะท้อนพลังของคนไทยในต่างแดนและมีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตของประเทศ

สำหรับหน่วยเลือกตั้งเคลื่อนที่ ณ โรงแรม Metro Hotel Marlow Sydney จะเปิดให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเข้าใช้สิทธิเป็นเวลา 4 วัน ตั้งแต่วันที่ 23–26 มกราคม 2569 ระหว่างเวลา 09.00–17.00 น.

รายงานโดย ณัฐพันธ์ ตรีเมฆ ผู้สื่อข่าวไทยรัฐ ประจำออสเตรเลีย

ฝรั่งเศสสอบสวนการเสียชีวิตของทารก 2 ราย สาเหตุอาจมาจากดื่มนมผงถูกเรียกคืนปนเปื้อนสารพิษ“ซีรูไลด์”

ฝรั่งเศสสอบสวนการเสียชีวิตของทารก 2 ราย สาเหตุอาจมาจากดื่มนมผงถูกเรียกคืนปนเปื้อนสารพิษ“ซีรูไลด์”

24 ม.ค. 2569 05:47 น.

ฝรั่งเศสสอบสวนการเสียชีวิตของทารก 2 ราย สาเหตุอาจมาจากดื่มนมผงถูกเรียกคืนปนเปื้อนสารพิษ“ซีรูไลด์”

ฝรั่งเศสเปิดสอบสวนการเสียชีวิตของทารก 2 ราย ที่สาเหตุอาจมาจากการดื่มนมผงปนเปื้อนสารพิษ “ซีรูไลด์” ซึ่งถูกเรียกคืนจากตลาดแล้ว  

วันที่ 22 มกราคม 2569 กระทรวงสาธารณสุขฝรั่งเศส เปิดการสอบสวนกรณีทารก 2 รายเสียชีวิต หลังมีข้อสงสัยว่าอาจเกี่ยวข้องกับการดื่มนมผงสำหรับทารกที่ถูกเรียกคืนจากท้องตลาด เนื่องจากอาจปนเปื้อนสารพิษ “ซีรูไลด์” (cereulide) ซึ่งเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย และสามารถก่อให้เกิดอาการท้องเสีย อาเจียนอย่างรุนแรงได้

โดยพนักงานอัยการเมืองบอร์กโดซ์ ทางตะวันตกเฉียงใต้ของฝรั่งเศส เปิดเผยว่า ผู้เสียชีวิตรายหนึ่งเป็นทารกวัยเพียง 2 สัปดาห์ เสียชีวิตเมื่อวันที่ 8 มกราคม ที่ผ่านมา หลังดื่มนมจากล็อตที่ถูกเรียกคืนในเวลาต่อมา โดยแม่ของเด็กได้แจ้งเจ้าหน้าที่ในสัปดาห์นี้ว่า ลูกของเธอดื่มนมผงเนสท์เล่จากล็อตที่ถูกถอนออกจากตลาด

ทางด้านนางสเตฟานี รีสต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขฝรั่งเศส แถลงว่า นมผงสำหรับทารกที่เข้าข่ายต้องสงสัยทั้งหมดได้ถูกถอนออกจากตลาดแล้ว พร้อมย้ำขอให้ผู้บริโภคมั่นใจในมาตรการควบคุมของรัฐ

อุตสาหกรรมนมผงสำหรับทารกในฝรั่งเศสและยุโรปเผชิญแรงสั่นสะเทือนในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา หลังหลายบริษัทประกาศเรียกคืนสินค้าหลายล็อตจากความเสี่ยงการปนเปื้อนสารพิษซีรูไลด์ โดยเมื่อวันที่ 6 มกราคม ที่ผ่านมา บริษัทเนสท์เล่ ได้ประกาศเรียกคืนนมผงสำหรับทารกบางล็อตในหลายประเทศยุโรป พร้อมระบุว่าให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่กับการสอบสวน ย้ำว่ายังไม่มีหลักฐานใดในขณะนี้ที่ชี้ว่าสินค้าของบริษัทมีความเกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของทารก 

ขณะเดียวกัน บริษัทดานอน  เปิดเผยว่า จะเรียกคืนนมผงสำหรับทารกบางล็อตในบางตลาดที่ฝรั่งเศส เพื่อให้สอดคล้องกับแนวทางล่าสุดของหน่วยงานด้านความปลอดภัยอาหาร โดยเป็นการสมัครใจ เพื่อเป็นมาตรการป้องกันและก่อนหน้านี้ ทางการสิงคโปร์ได้ประกาศเรียกคืนนมผงสำหรับทารกยี่ห้อดูเม็กซ์ ซึ่งเป็นแบรนด์ในเครือของบริษัทอาหารยักษ์ใหญ่จากฝรั่งเศสเช่นกัน.

ที่มา France24

รัสเซีย-ยูเครน-สหรัฐฯ เปิดโต๊ะเจรจา 3 ฝ่ายที่อาบูดาบี ปมดินแดนยังติดล็อก

รัสเซีย-ยูเครน-สหรัฐฯ เปิดโต๊ะเจรจา 3 ฝ่ายที่อาบูดาบี ปมดินแดนยังติดล็อก

23 ม.ค. 2569 23:42 น.

รัสเซีย-ยูเครน-สหรัฐฯ เปิดโต๊ะเจรจา 3 ฝ่ายที่อาบูดาบี ปมดินแดนยังติดล็อก

การเจรจาไตรภาคี รัสเซีย–ยูเครน–สหรัฐ ที่อาบูดาบี เดินหน้าอย่างตึงเครียด เครมลินย้ำสันติภาพยั่งยืนต้องเคลียร์ “ปัญหาดินแดน” ขณะยูเครนชี้ดอนบาสคือหัวใจของข้อขัดแย้ง ด้านสถานการณ์รบยังเดือด ระเบิดรัสเซียคร่าชีวิตพลเรือน

วันที่ 23 มกราคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ผู้แทนรัสเซีย ยูเครน และสหรัฐฯ เข้าร่วมการเจรจา3 ฝ่ายที่กรุงอาบูดาบี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ท่ามกลางความพยายามผลักดันแนวทางยุติสงครามที่ยืดเยื้อมานานเกือบ 3 ปี โดยการพูดคุยมีขึ้นในขณะที่สถานการณ์สู้รบในยูเครนยังคงรุนแรง

โดยนายอีวาน เฟโดรอฟ ผู้ว่าการแคว้นซาโปริซเซีย ของยูเครน เปิดเผยว่า การโจมตีด้วยระเบิดร่อน (glide bomb) ของรัสเซียในพื้นที่โคมิชูวาคา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 1 ศพ และบาดเจ็บอีก 4 ราย

ด้านรัสเซียระบุว่า มีตัวแทนสหรัฐฯ เข้าร่วมเจรจา 3 คน รวมถึงนายสตีฟ วิตคอฟฟ์ และนายจาเร็ด คุชเนอร์ ลูกเขยของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งเข้าร่วมพูดคุยกับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน และผู้ช่วยระดับสูงของรัสเซียอีก 2 คน

ด้านนายยูรี อูชาคอฟ ผู้ช่วยประธานาธิบดีรัสเซีย กล่าวหลังการประชุมว่า การเจรจาเป็นไปอย่าง จริงจัง สร้างสรรค์ และตรงไปตรงมา แต่ย้ำชัดว่า การบรรลุสันติภาพถาวรจะเป็นไปไม่ได้ หากไม่สามารถแก้ไขปัญหาดินแดนได้ และจนกว่าประเด็นนี้จะได้รับการแก้ไข รัสเซียจะยังคงเดินหน้าบรรลุเป้าหมายของปฏิบัติการทางทหารพิเศษอย่างต่อเนื่อง   

นอกจากนี้เขายังเผยว่า ประธานาธิบดีปูตินย้ำว่ารัสเซียมีความจริงใจต่อการหาทางออกทางการทูต แต่ต้องยึดตาม  สูตรดินแดน ที่เคยตกลงกันไว้ในการประชุมสุดยอดระหว่างทรัมป์และปูติน ที่เมืองแองเคอเรจ รัฐอะแลสกา เมื่อปีที่ผ่านมา

ขณะที่ฝ่ายยูเครนส่งคณะระดับสูงเข้าร่วมเจรจา รวมถึงนายรุสเตม อูเมรอฟ ประธานสภาความมั่นคงและกลาโหมแห่งชาติ พร้อมด้วยนายอันดรี ฮนาตอฟ หัวหน้าคณะเสนาธิการทหาร ขณะที่ฝ่ายรัสเซียมี พลเอกอิกอร์ คอสติอูคอฟ ผู้อำนวยการหน่วยข่าวกรองทหาร เป็นหัวหน้าคณะ.

ที่มา BBC / CNBC 

พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามมีมติเอกฉันท์ “โต เลิม” นั่งเลขาธิการพรรคต่ออีก 5 ปี

พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามมีมติเอกฉันท์ "โต เลิม" นั่งเลขาธิการพรรคต่ออีก 5 ปี

23 ม.ค. 2569 14:48 น.

พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามมีมติเอกฉันท์ “โต เลิม” นั่งเลขาธิการพรรคต่ออีก 5 ปี

พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามออกแถลงการณ์ยืนยันว่า คณะกรรมการกลางพรรคจำนวน 180 คน มีมติ “เป็นเอกฉันท์” เลือก “โต เลิม” (To Lam) ให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ต่อไปอีก 5 ปี ส่งผลให้เขายังคงเป็นผู้นำที่มีอำนาจสูงสุดของประเทศอย่างเป็นทางการ พร้อมเดินหน้าวาระปฏิรูปเศรษฐกิจครั้งใหญ่ หนุนภาคเอกชนและตั้งเป้าหลุดพ้นกับดักรายได้ปานกลาง

พรรคคอมมิวนิสต์กล่าวในแถลงการณ์ว่า คณะกรรมการกลางพรรค “ลงมติเป็นเอกฉันท์เลือกสหายโต เลิม ให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคต่อไป” ด้านนายเจิ่น ทันห์ มัน ประธานสภาแห่งชาติ กล่าวว่า ผู้นำพรรคได้รับคะแนนเสียง 180 เสียงจากทั้งหมด 180 เสียง เพื่อดำรงตำแหน่งสูงสุดต่อไป

ทั้งนี้ มีสองกลุ่มหลักในพรรคที่กำลังแย่งชิงอำนาจเหนือการเมืองเวียดนาม คือ กลุ่มความมั่นคงที่สนับสนุนนายเลิม และกลุ่มทหารที่อนุรักษ์นิยมกว่า ขณะที่พรรคยังได้ประกาศรายชื่อคณะกรรมการโปลิตบูโรชุดใหม่ 19 คน ซึ่งเป็นองค์กรตัดสินใจสูงสุดของพรรค ไม่มีสมาชิกคนใดใน 4 คนแรกของคณะกรรมการโปลิตบูโร ซึ่งตามธรรมเนียมแล้วสอดคล้องกับ “เสาหลัก” ทั้งสี่ของระบบการปกครองแบบรวมศูนย์ของเวียดนาม ที่อยู่ฝ่ายทหาร

การประชุมสมัชชาใหญ่ในครั้งนี้เสร็จสิ้นลงเร็วกว่ากำหนดการเดิมที่จะสิ้นสุดในวันอาทิตย์ (25 ม.ค.) ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าเป็นสัญญาณของความเห็นพ้องที่เป็นปึกแผ่น หรืออาจเป็นการสยบขั้วอำนาจตรงข้ามระหว่างฝ่ายความมั่นคงของโต เลิม กับฝ่ายกองทัพที่คานอำนาจกันมาอย่างยาวนาน

นับตั้งแต่ก้าวขึ้นรับตำแหน่งเมื่อ 18 เดือนก่อนหลังการถึงแก่อสัญกรรมกรรมของ “เหงียน ฟู้ จ่อง” นายโต เลิม ได้เปลี่ยนทิศทางประเทศจากการเน้นปราบปรามทุจริตเพียงอย่างเดียว มาเป็นการปฏิรูปโครงสร้างขนานใหญ่ที่เวียดนามไม่เคยเห็นมาก่อนในรอบ 4 ทศวรรษ โดยมีนโยบายสำคัญ เช่น ตัดลดความซ้ำซ้อนของระบบราชการ โดยลดจำนวนจังหวัดจาก 63 เหลือเพียง 34 จังหวัด รวมถึงการเลิกจ้างข้าราชการมากกว่า 100,000 ตำแหน่งเพื่อความคล่องตัว

ภายใต้ “มติที่ 68” นายโต เลิม ได้สร้างความสั่นสะเทือนให้กับระบอบสังคมนิยมเวียดนาม ด้วยการประกาศให้ “ภาคเอกชนเป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญที่สุดของเศรษฐกิจชาติ” ซึ่งถือเป็นการยกระดับบริษัทเอกชนขึ้นมาอยู่ในระดับเดียวกับรัฐวิสาหกิจที่เคยเป็นรากฐานของชาติมาโดยตลอด

ยุทธศาสตร์หลักของโต เลิม คือการสนับสนุนบริษัทเอกชนที่เรียกว่า “นกกระเรียนจ่าฝูง” เพื่อก้าวขึ้นไปแข่งขันในระดับโลก ด้วยการสร้างบริษัทเอกชนชั้นนำ 20 แห่งที่มีขีดความสามารถระดับสากล โดยเดินตามรอยโมเดล “แชโบล” ของเกาหลีใต้ที่สร้างยักษ์ใหญ่อย่าง ซัมซุง และ ฮุนได

ส่วนเป้าหมายปี 2045 คือการนำพาเวียดนามสู่ประเทศรายได้สูงที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและความรู้ เพื่อสลัดภาพลักษณ์การเป็นเพียง “โรงงานรับจ้างผลิตราคาถูก” ให้กับต่างชาติ

อย่างไรก็ตาม แผนการนี้ไม่ได้ราบรื่นเสียทีเดียว เมื่อกลุ่มอนุรักษนิยมในพรรคได้ผลักดัน “มติที่ 79” ออกมาในช่วงต้นเดือน เพื่อยืนยันว่ารัฐวิสาหกิจ ซึ่งปัจจุบันมี 671 แห่งและครองสัดส่วน 29% ของจีดีพี ก็ต้องเป็น “ห่านจ่าฝูง” เช่นกัน สะท้อนถึงการต่อสู้เชิงนโยบายระหว่างรัฐวิสาหกิจและเอกชนที่ยังคงดำเนินอยู่

นายโต เลิม เคยกล่าวเตือนไว้อย่างน่าสนใจว่า เวียดนามต้องรีบยกระดับห่วงโซ่มูลค่า เพราะปัจจุบันประเทศยังพึ่งพาเทคโนโลยีและการลงทุนจากต่างชาติมากเกินไป “ถ้าเสื้อหนึ่งตัวมีทั้งดีไซน์ ผ้า สีย้อม และกระดุมมาจากที่อื่นหมด เราจะได้อะไร? อาจจะได้แค่ค่าแรงราคาถูกกับมลพิษทางสิ่งแวดล้อมเท่านั้น”

การครองอำนาจต่ออีก 5 ปีของเขา จึงถูกมองว่าเป็นความหวังครั้งใหม่ของเวียดนามในการก้าวข้าม “กับดักรายได้ปานกลาง” ที่ประเทศเพื่อนบ้านในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างไทย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย กำลังเผชิญกับสภาวะเศรษฐกิจหยุดนิ่งและสังคมผู้สูงอายุในขณะนี้.

ที่มา BBC

อินเดียเร่งสกัด “ไวรัสนิปาห์” พบผู้ติดเชื้อเพิ่ม 5 ราย สั่งกักตัวเฉียด 100 คน หวั่นระบาดรุนแรง

อินเดียเร่งสกัด "ไวรัสนิปาห์" พบผู้ติดเชื้อเพิ่ม 5 ราย สั่งกักตัวเฉียด 100 คน หวั่นระบาดรุนแรง

23 ม.ค. 2569 13:59 น.

อินเดียเร่งสกัด “ไวรัสนิปาห์” พบผู้ติดเชื้อเพิ่ม 5 ราย สั่งกักตัวเฉียด 100 คน หวั่นระบาดรุนแรง

อินเดียเร่งคุมการระบาดของ ไวรัสนิปาห์ หลังยืนยันผู้ติดเชื้อแล้วอย่างน้อย 5 ราย ในรัฐเบงกอลตะวันตก พร้อมสั่งกักตัวประชาชนเกือบ 100 คน เพื่อสกัดการแพร่เชื้อ หวั่นไวรัสอันตรายกลับมาระบาดซ้ำ

รายงานระบุว่า ผู้ติดเชื้อรายใหม่ 3 ราย ซึ่งได้รับการยืนยันในช่วงต้นสัปดาห์นี้ ได้แก่ แพทย์ 1 คน พยาบาล 1 คน และเจ้าหน้าที่สาธารณสุขอีก 1 คน โดยทั้งหมดมีความเชื่อมโยงกับโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งในเมืองบาราซัต ใกล้กับเมืองโกลกาตา หรือกัลกัตตา เมืองหลวงของรัฐ

ก่อนหน้านี้ มีรายงานพบผู้ติดเชื้อแล้ว 2 ราย เป็นพยาบาลชายและหญิง ซึ่งปฏิบัติงานอยู่ในโรงพยาบาลเดียวกัน ทำให้ทางการต้องเร่งสอบสวนเส้นทางการติดเชื้อ และติดตามผู้สัมผัสใกล้ชิดอย่างเข้มงวด

เจ้าหน้าที่สาธารณสุขของรัฐเปิดเผยว่า ผู้ติดเชื้อรายล่าสุดทั้งหมดถูกส่งเข้ารักษาที่ โรงพยาบาลโรคติดเชื้อในย่านเบเลกาตา เมืองโกลกาตา ขณะที่ผู้ป่วย 2 รายแรกยังคงรักษาตัวอยู่ในหอผู้ป่วยวิกฤตของโรงพยาบาลเอกชน

เจ้าหน้าที่ระดับสูงของกระทรวงสาธารณสุขรัฐเบงกอลตะวันตก ระบุว่า “อาการของพยาบาลชายเริ่มดีขึ้น แต่ผู้ป่วยหญิงยังอยู่ในอาการวิกฤตอย่างมาก”

ขณะเดียวกัน ทางการได้สั่งให้ผู้ที่มีความเสี่ยงเกือบ 100 คน กักตัวที่บ้าน หลังพบผู้ป่วยรายแรกเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา

ไวรัสนิปาห์ถูกจัดอยู่ในกลุ่ม เชื้อก่อโรคอันตรายลำดับต้น ๆ ขององค์การอนามัยโลก (WHO) เนื่องจากมีศักยภาพก่อให้เกิดการระบาดใหญ่ และยังไม่มีวัคซีนหรือยารักษาเฉพาะ

ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า นิปาห์เป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน (Zoonotic disease) โดยมีค้างคาวผลไม้ เป็นแหล่งรังโรคหลัก การติดเชื้อในมนุษย์มักเกิดจากการบริโภคผลไม้หรืออาหารที่ปนเปื้อนสารคัดหลั่งของค้างคาว รวมถึงการสัมผัสของเหลวในร่างกายผู้ติดเชื้อ เช่น น้ำลาย ปัสสาวะ หรือเลือด

อินเดียเผชิญการระบาดของไวรัสนิปาห์มาแล้วหลายครั้ง โดยเฉพาะในรัฐเกรละ ซึ่งมีผู้เสียชีวิตหลายสิบรายนับตั้งแต่ปี 2018 ทำให้ผู้เชี่ยวชาญกังวลว่า หากไวรัสเกิดการกลายพันธุ์และแพร่จากคนสู่คนง่ายขึ้น อาจนำไปสู่การระบาดใหญ่ได้ในอนาคต

นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า ไวรัสนิปาห์อาจดำรงอยู่ในค้างคาวมานานหลายพันปี และยังคงเป็นภัยเงียบ ที่โลกต้องจับตาอย่างใกล้ชิด.

ที่มา : Independent

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ไวรัสนิปาห์

ทรัมป์ถอนคำเชิญแคนาดาเข้าร่วม “บอร์ดสันติภาพ” หลังนายกฯ คาร์นีย์วิจารณ์ระเบียบโลก

ทรัมป์ถอนคำเชิญแคนาดาเข้าร่วม "บอร์ดสันติภาพ" หลังนายกฯ คาร์นีย์วิจารณ์ระเบียบโลก

23 ม.ค. 2569 13:20 น.

ทรัมป์ถอนคำเชิญแคนาดาเข้าร่วม “บอร์ดสันติภาพ” หลังนายกฯ คาร์นีย์วิจารณ์ระเบียบโลก

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ประกาศถอนคำเชิญแคนาดาในการเข้าร่วม “คณะกรรมการสันติภาพ” (Board of Peace) ซึ่งเป็นองค์กรระหว่างประเทศน้องใหม่ที่ทรัมป์ปลุกปั้นขึ้นมาเพื่อหวังเข้ามามีบทบาทแทนที่สหประชาชาติ โดยการตัดสินใจครั้งนี้มีขึ้นหลังจากผู้นำทั้งสองประเทศตอบโต้กันอย่างรุนแรงผ่านเวทีสาธารณะ

ความขัดแย้งปะทุขึ้นเมื่อนายกรัฐมนตรี มาร์ก คาร์นีย์ ของแคนาดา กล่าวสุนทรพจน์ที่การประชุม World Economic Forum ที่เมืองดาวอส โดยเตือนถึงการล่มสลายของระเบียบโลกที่นำโดยสหรัฐฯ และเรียกร้องให้ “ประเทศมหาอำนาจกลาง” รวมตัวกันต่อต้านการถูกบีบบังคับทางเศรษฐกิจจาก “ประเทศมหาอำนาจใหญ่” แม้จะไม่ได้ระบุชื่อทรัมป์โดยตรง แต่ก็สร้างความไม่พอใจให้กับผู้นำสหรัฐฯ อย่างมาก

ทรัมป์ได้โพสต์ผ่านแพลตฟอร์มทรูธโซเชียล ถึงนายกฯ คาร์นีย์ว่า “จดหมายฉบับนี้ถือเป็นการยืนยันว่า “คณะกรรมการสันติภาพ” ขอถอนคำเชิญแคนาดาในการเข้าร่วม” พร้อมทั้งเคยกล่าวโจมตีก่อนหน้านี้ว่า แคนาดาได้ “ของฟรี” จากสหรัฐฯ มามากเกินไป และควรจะสำนึกบุญคุณเสียบ้าง โดยระบุว่า “แคนาดาอยู่รอดได้ก็เพราะสหรัฐฯ จำไว้ด้วยนะมาร์ก”

นอกจากประเด็นสุนทรพจน์แล้ว แหล่งข่าวระบุว่าอุปสรรคสำคัญคือ “เงิน” โดยทรัมป์กำหนดให้สมาชิกถาวรของคณะกรรมการนี้ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมแรกเข้าสูงถึง 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3.1 หมื่นล้านบาท) เพื่อเป็นทุนดำเนินงาน ซึ่งทางแคนาดาส่งสัญญาณชัดเจนว่า “ยินดีเข้าร่วมแต่จะไม่จ่ายเงิน”

แม้รัฐบาลสหรัฐฯ จะอ้างว่าคณะกรรมการสันติภาพมีเป้าหมายเพื่อยุติสงครามในกาซาและดูแลการฟื้นฟู แต่ในร่างธรรมนูญขององค์กรกลับไม่ได้กล่าวถึงปาเลสไตน์ แต่กลับมีเนื้อหาที่ดูเหมือนจะให้อำนาจทรัมป์ในการตัดสินใจในฐานะ “ประธานตลอดชีพ” และทำหน้าที่ทับซ้อนกับยูเอ็น

ปัจจุบันมีชาติกว่า 60 ชาติได้รับคำเชิญ และมีประมาณ 35 ชาติที่ตอบรับแล้ว เช่น อาร์เจนตินา, เบลารุส, เวียดนาม, ฮังการี, ตุรกี และซาอุดีอาระเบีย อย่างไรก็ตาม สมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอสซี) อย่างจีน ฝรั่งเศส รัสเซีย และสหราชอาณาจักร ยังไม่มีใครตกลงเข้าร่วม โดยฝรั่งเศสระบุว่าธรรมนูญขององค์กรนี้ “ขัดแย้ง” กับพันธกรณีระหว่างประเทศ

นายกฯ คาร์นีย์ ได้ตอกกลับคำพูดของทรัมป์ระหว่างลงพื้นที่ในรัฐควิเบก โดยระบุว่า “แคนาดาไม่ได้อยู่รอดเพราะสหรัฐฯ แต่แคนาดาเจริญรุ่งเรืองเพราะพวกเราคือคนแคนาดา” ขณะที่ฝั่งสหภาพยุโรป (อียู) โดยนายอันโตนิโอ กอสตา ประธานสภายุโรป แสดงความกังขาต่อโครงสร้างและการบริหารงานของคณะกรรมการสันติภาพ แต่แย้มว่ายินดีจะร่วมมือเฉพาะในประเด็นการฟื้นฟูกาซาในฐานะ “คณะทำงานเปลี่ยนผ่าน” เท่านั้น.

ที่มา BBC