นายกฯ ญี่ปุ่น “ซานาเอะ ทาคาอิจิ” ประกาศยุบสภา เลือกตั้งใหม่ 8 ก.พ. นี้

นายกฯ ญี่ปุ่น "ซานาเอะ ทาคาอิจิ" ประกาศยุบสภา เลือกตั้งใหม่ 8 ก.พ. นี้

23 ม.ค. 2569 12:21 น.

นายกฯ ญี่ปุ่น “ซานาเอะ ทาคาอิจิ” ประกาศยุบสภา เลือกตั้งใหม่ 8 ก.พ. นี้

นายกรัฐมนตรี ซานาเอะ ทากาอิจิ ได้ประกาศยุบสภาผู้แทนราษฎรญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งทั่วไปที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2026 โดยมีเป้าหมายเพื่อขอฉันทามติจากประชาชนในการขับเคลื่อนนโยบายด้านเศรษฐกิจและความมั่นคงร่วมกับพันธมิตรรัฐบาลชุดใหม่

การยุบสภาครั้งนี้ถือเป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ เนื่องจากเป็นการยุบสภาในช่วงเริ่มต้นของสมัยประชุมสามัญเป็นครั้งแรกในรอบ 60 ปี โดยคณะรัฐมนตรีของทาคาอิจิได้อนุมัติแผนการยุบสภาที่มีที่นั่งทั้งหมด 465 ที่นั่งในช่วงเช้าวันนี้ (23 ม.ค.)

แม้ว่าวาระของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะยังไม่หมดจนกว่าจะถึงปี 2028 แต่นายกฯ ทาคาอิจิ ให้เหตุผลว่าเธอจำเป็นต้องได้รับความไว้วางใจจากประชาชนโดยตรง เนื่องจากเธอเข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา และมีการเปลี่ยนขั้วการเมืองโดยพรรคเสรีประชาธิปไตย (แอลดีพี) ได้จับมือกับพรรคนวัตกรรมญี่ปุ่น (Japan Innovation Party) จัดตั้งรัฐบาลผสมชุดใหม่ในเดือนเดียวกัน

ประเด็นหลักที่คาดว่าจะใช้หาเสียงคือ “การจัดการภาวะเงินเฟ้อ” โดยทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านต่างเสนอแนวคิดที่คล้ายกันคือ การยกเว้นหรือลดภาษีผู้บริโภค สำหรับสินค้าประเภทอาหารเพื่อลดภาระค่าครองชีพของครัวเรือน อย่างไรก็ตาม ข้อพิพาทเรื่องการหาแหล่งเงินทุนสำรองมาทดแทนรายได้ที่หายไปจะเป็นจุดที่ถูกจับตามองอย่างมาก

นอกจากนี้ การเลือกตั้งครั้งนี้จะเห็นการรวมตัวของขั้วอำนาจใหม่ โดยในฝั่งรัฐบาล พรรคแอลดีพีจับมือกับพรรคนวัตกรรมญี่ปุ่น ส่วนฝั่งฝ่ายค้าน มีการรวมตัวในชื่อ “Centrist Reform Alliance” นำโดยพรรคประชาธิปไตยแห่งรัฐธรรมนูญ (ซีดีพี) และพรรคโคเมอิโตะ ซึ่งเป็นอดีตพันธมิตรของแอลดีพีที่ยาวนานถึง 26 ปี

การกำหนดวันเลือกตั้งเพียง 16 วันหลังการยุบสภา ถือเป็นระยะเวลาที่สั้นที่สุดในประวัติศาสตร์หลังสงครามโลกของญี่ปุ่น ซึ่งทำให้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการบีบให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งมีเวลาศึกษานโยบายน้อยเกินไป อีกทั้งฝ่ายค้านยังตำหนินายกฯ ว่าให้ความสำคัญกับการรักษาอำนาจทางการเมืองมากกว่าการผ่านงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2026 ที่กำลังจะเริ่มใช้ในเดือนเมษายนนี้

แม้ผลสำรวจความนิยมในตัวนายกฯ ทาคาอิจิ จะยังอยู่ในเกณฑ์สูง แต่ปัจจุบันรัฐบาลผสมมีเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรเพียงเล็กน้อย และยังเป็นเสียงข้างน้อยในวุฒิสภา การเลือกตั้งครั้งนี้จึงถือเป็นเดิมพันครั้งสำคัญว่าเธอจะสามารถครองอำนาจเบ็ดเสร็จเพื่อผ่านกฎหมายสำคัญๆ ได้ตามที่ตั้งใจไว้หรือไม่

ที่มา KYODO NEWS

สหรัฐฯ เผยโปรเจกต์ยักษ์ “New Gaza” สร้างตึกระฟ้า-เขตเศรษฐกิจใหม่ ฟื้นฟูฉนวนกาซาหลังสงคราม

สหรัฐฯ เผยโปรเจกต์ยักษ์ "New Gaza" สร้างตึกระฟ้า-เขตเศรษฐกิจใหม่ ฟื้นฟูฉนวนกาซาหลังสงคราม

23 ม.ค. 2569 11:50 น.

สหรัฐฯ เผยโปรเจกต์ยักษ์ “New Gaza” สร้างตึกระฟ้า-เขตเศรษฐกิจใหม่ ฟื้นฟูฉนวนกาซาหลังสงคราม

สหรัฐอเมริกาเปิดเผยแผนพัฒนา “นิว กาซา” (New Gaza) เพื่อฟื้นฟูฉนวนกาซาที่ได้รับความเสียหายอย่างหนักจากสงคราม โดยนำเสนอภาพสไลด์แสดงตึกระฟ้าจำนวนมากเรียงตัวตามแนวชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน รวมถึงโครงการที่อยู่อาศัยขนาดใหญ่ในพื้นที่เมืองราฟาห์ และแผนพัฒนาเป็นขั้นตอนสำหรับประชากรราว 2.1 ล้านคน

รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เปิดตัวแผนยุทธศาสตร์ “New Gaza” (นิว กาซา) อย่างยิ่งใหญ่ เพื่อฟื้นฟูและสร้างเขตปกครองปาเลสไตน์ที่ได้รับความเสียหายจากสงครามขึ้นใหม่ทั้งหมด โดยเน้นการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ระดับหรูและการเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจใหม่

ในระหว่างพิธีลงนามจัดตั้ง “คณะกรรมการสันติภาพ” (Board of Peace) ณ การประชุม World Economic Forum ในเมืองดาวอส มีการเปิดเผยภาพจำลองเมืองใหม่ที่มีตึกระฟ้าเรียงรายไปตามชายฝั่งเมดิเตอร์เรเนียน และโครงการที่อยู่อาศัยขนาดใหญ่ในพื้นที่ราฟาห์ เพื่อรองรับประชากรกว่า 2.1 ล้านคน

ประธานาธิบดีทรัมป์ กล่าวในพิธีเปิดตัวว่า “ผมคือนักอสังหาริมทรัพย์โดยจิตวิญญาณ และทุกอย่างขึ้นอยู่กับทำเล ลองดูชัยภูมิที่ติดทะเลนี้สิ มันคืออสังหาริมทรัพย์ที่สวยงามมาก และมันจะเป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยมสำหรับผู้คนมากมาย”

ด้าน จาเร็ด คุชเนอร์ บุตรเขยของทรัมป์และตัวแปรสำคัญในข้อตกลงหยุดยิง เผยว่าแม้จะมีซากปรักหักพังกว่า 60 ล้านตันที่ต้องกำจัด แต่เขามั่นใจว่าการสร้างเมืองให้เสร็จภายใน 2-3 ปีนั้นเป็นไปได้ โดยแผนแม่บทระบุถึงการสร้างโซนท่องเที่ยวชายฝั่ง ประกอบด้วยอาคารสูงกว่า 180 แห่ง เมืองใหม่ราฟาห์ ประกอบด้วยที่พักอาศัยถาวร 100,000 ยูนิต, สถานศึกษา 200 แห่ง และศูนย์การแพทย์ 75 แห่ง รวมถึงสนามบินและท่าเรือแห่งใหม่ใกล้พรมแดนอียิปต์ รวมถึงศูนย์ข้อมูล และอุตสาหกรรมการผลิตขั้นสูง

อย่างไรก็ตาม แผนการลงทุนมหาศาลนี้มาพร้อมเงื่อนไขที่เด็ดขาด โดยทรัมป์ประกาศคำขาดถึงกลุ่มฮามาสว่า “พวกเขาต้องวางอาวุธ ถ้าไม่ทำเช่นนั้น มันจะเป็นจุดจบของพวกเขา” โดยคุชเนอร์เสริมว่ากลุ่มฮามาสได้ลงนามในข้อตกลงลดกำลังทหารแล้ว และรัฐบาลเทคโนแครตชุดใหม่ของปาเลสไตน์ (NCAG) จะเป็นผู้ดำเนินการในระยะต่อไป

แม้ภาพฝันของ “นิว กาซา” จะดูรุ่งโรจน์ แต่ในความเป็นจริง สถานการณ์ในพื้นที่ยังคงวิกฤต ข้อมูลจากสหประชาชาติระบุว่า ประชาชนเกือบ 1 ล้านคนยังขาดที่อยู่อาศัยที่เหมาะสม และ 1.6 ล้านคนเผชิญความไม่มั่นคงทางอาหารอย่างรุนแรง ขณะที่การหยุดยิงยังคงเปราะบาง มีรายงานผู้เสียชีวิตจากการโจมตีของอิสราเอลอย่างต่อเนื่องในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา

การเปิดด่านราฟาห์สัญญาณบวกประการหนึ่งคือการประกาศจาก Ali Shaath หัวหน้าคณะกรรมการ NCAG ว่าด่านพรมแดนราฟาห์ที่เชื่อมกับอียิปต์จะกลับมาเปิดใช้งานทั้งสองทิศทางในสัปดาห์หน้า ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์ว่ากาซาจะไม่อยู่ภายใต้การปิดล้อมสู่อนาคตอีกต่อไป

ทั้งนี้ สหรัฐฯ เตรียมจัดประชุมนานาชาติที่วอชิงตันในสัปดาห์หน้า เพื่อเชิญชวนนานาชาติร่วมลงขันและเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้ามาร่วมลงทุนในโครงการที่ทรัมป์เคยขนานนามว่าจะเป็น “ริเวียร่าแห่งตะวันออกกลาง” นี้.

ที่มา BBC

เกาหลีใต้รับตัว 73 ผู้ต้องหาคอลเซ็นเตอร์จากกัมพูชา หลอกเหยื่อร่วมชาติสูญกว่า 4.8 หมื่นล้านวอน

เกาหลีใต้รับตัว 73 ผู้ต้องหาคอลเซ็นเตอร์จากกัมพูชา หลอกเหยื่อร่วมชาติสูญกว่า 4.8 หมื่นล้านวอน

23 ม.ค. 2569 11:41 น.

เกาหลีใต้รับตัว 73 ผู้ต้องหาคอลเซ็นเตอร์จากกัมพูชา หลอกเหยื่อร่วมชาติสูญกว่า 4.8 หมื่นล้านวอน

เกาหลีใต้รับตัวพลเมือง 73 คน ผู้ต้องหาพัวพันเครือข่ายสแกมเมอร์ในกัมพูชากลับประเทศ เพื่อเข้าสู่กระบวนการสอบสวน นับเป็นการส่งตัวผู้ต้องหาคดีอาชญากรรมชาวเกาหลีใต้กลับประเทศครั้งใหญ่ที่สุด

ผู้ต้องหากลุ่มนี้เป็นส่วนหนึ่งของชาวเกาหลีใต้ราว 260 คน ที่ถูกจับกุมในกัมพูชา ระหว่างปฏิบัติการกวาดล้างเครือข่ายหลอกลวงออนไลน์ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา

รัฐบาลเกาหลีใต้ระบุว่า ผู้ต้องหา 73 คนนี้ถูกสงสัยว่าร่วมกันหลอกลวงเหยื่อ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวเกาหลีใต้ด้วยกันเอง สร้างความเสียหายรวมสูงถึง 48,600 ล้านวอน หรือประมาณ 1,290 ล้านบาท

หลังเดินทางถึงสนามบินนานาชาติอินชอนด้วยเครื่องบินเช่าเหมาลำ ผู้ต้องหาทั้งหมด ซึ่งประกอบด้วย ชาย 65 คน และหญิง 8 คน ถูกนำตัวส่งไปยังสถานีตำรวจหลายแห่งทั่วประเทศ เพื่อแยกสอบสวนตามบทบาทในขบวนการ

เจ้าหน้าที่ระบุว่า การสอบสวนจะครอบคลุมทั้งโครงสร้างเครือข่าย การฟอกเงิน และความเชื่อมโยงกับแก๊งอาชญากรรมข้ามชาติในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

กระแสความไม่พอใจต่อศูนย์สแกมเมอร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ปะทุขึ้นอย่างรุนแรงในเกาหลีใต้เมื่อช่วงฤดูร้อนปีที่ผ่านมา หลังมีรายงานพบ นักศึกษาชาวเกาหลีใต้เสียชีวิตในกัมพูชา โดยเชื่อว่าเขาถูกบังคับให้ทำงานในศูนย์หลอกลวงออนไลน์

ทางการเกาหลีใต้ระบุในขณะนั้นว่า ชายคนดังกล่าวเสียชีวิตหลังถูกทรมานและทำร้ายร่างกายอย่างรุนแรง ก่อนที่รัฐบาลโซลจะส่งคณะผู้แทนระดับสูงเดินทางไปยังกัมพูชาในเดือนตุลาคม เพื่อหารือแนวทางรับมือเครือข่ายอาชญากรรมออนไลน์ร่วมกัน โดยเกาหลีใต้ยืนยันว่าจะเดินหน้าประสานงานกับประเทศเพื่อนบ้านในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อทลายเครือข่ายหลอกลวงเหล่านี้อย่างจริงจัง.

ที่มา : Yonhap

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ แก๊งสแกมเมอร์กัมพูชา

ปธน.เปรูยืนยันไม่ลาออก แม้ถูกกดดันหนักกรณี “ชีฟาเกต” แอบพบนักธุรกิจจีนแบบลับๆ ที่ร้านอาหารจีน

ปธน.เปรูยืนยันไม่ลาออก แม้ถูกกดดันหนักกรณี "ชีฟาเกต" แอบพบนักธุรกิจจีนแบบลับๆ ที่ร้านอาหารจีน

23 ม.ค. 2569 11:11 น.

ปธน.เปรูยืนยันไม่ลาออก แม้ถูกกดดันหนักกรณี “ชีฟาเกต” แอบพบนักธุรกิจจีนแบบลับๆ ที่ร้านอาหารจีน

ประธานาธิบดีเปรู ยืนยันไม่ลาออกจากตำแหน่ง ท่ามกลางกระแสกดดันอย่างหนักจากกรณี “ชีฟาเกต” ที่ถูกแฉแอบพบปะนักธุรกิจชาวจีนแบบไม่เปิดเผย ฝ่ายค้านชี้ขาดความโปร่งใส ขณะที่อัยการเปิดสอบทางการ 

วันที่ 22 มกราคม 2569 ประธานาธิบดีโฮเซ เฮรี ของเปรู แถลงต่อสมาชิกรัฐสภา ยืนยันจะไม่ลาออกจากตำแหน่ง แม้เผชิญแรงกดดันอย่างหนักจากกรณีพบปะลับกับนักธุรกิจชาวจีน ซึ่งจุดชนวนกระแสอื้อฉาวทางการเมืองที่สื่อเปรูขนานนามว่า “ชีฟาเกต” (Chifagate) ซึ่ง “ชีฟา” หมายถึงร้านอาหารจีนสไตล์เปรู สถานที่ที่ทั้งสองฝ่ายนัดพบกัน

โดยประธานาธิบดีเฮรี ซึ่งเข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา หลังอดีตประธานาธิบดี ดีนา โบลัวร์เต ถูกถอดถอนจากตำแหน่ง ได้เข้าชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการกำกับดูแลของรัฐสภา กรณีการพบกับนายจื้อหัว หยาง นักธุรกิจชาวจีน เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม และ 6 มกราคมที่ผ่านมา โดยไม่มีการบันทึกไว้ในกำหนดการประชุมอย่างเป็นทางการของประธานาธิบดี

ผู้นำเปรูระบุว่า ความพยายามเรียกร้องให้เขาพ้นตำแหน่ง เป็นส่วนหนึ่งของแผนการสร้างความไร้เสถียรภาพทางการเมือง และมีเป้าหมายแทรกแซงกระบวนการเลือกตั้งที่กำลังดำเนินอยู่ โดยมีความพยายามบางอย่าง ซึ่งการสอบสวนจะต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าใครอยู่เบื้องหลัง พร้อมย้ำถึงความจำเป็นของความโปร่งใสและความรับผิดชอบต่อสาธารณะ

อย่างไรก็ตาม การไม่เปิดเผยรายละเอียดของการพบปะครั้งนี้ได้จุดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง โดยฝ่ายค้านตั้งคำถามถึงความโปร่งใสและความเสี่ยงต่อการทุจริต ขณะเดียวกัน อัยการเปรูได้เริ่มต้นการสอบสวนกรณีนี้อย่างเป็นทางการแล้ว

ขณะที่ฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายค้านกำลังเดินหน้าผลักดันญัตติถอดถอนหรือไม่ไว้วางใจประธานาธิบดีเฮรี วัย 39 ปี ซึ่งมีกำหนดดำรงตำแหน่งต่อจนถึงเดือนกรกฎาคมนี้ ท่ามกลางบรรยากาศการเมืองที่ตึงเครียดและความไม่แน่นอนก่อนการเลือกตั้งครั้งต่อไป.

ปิดดีลประวัติศาสตร์ TikTok บรรลุข้อตกลงทำเนียบขาว แยกธุรกิจในสหรัฐฯ เลี่ยงคำสั่งแบนสำเร็จ

ปิดดีลประวัติศาสตร์ TikTok บรรลุข้อตกลงทำเนียบขาว แยกธุรกิจในสหรัฐฯ เลี่ยงคำสั่งแบนสำเร็จ

23 ม.ค. 2569 10:48 น.

ปิดดีลประวัติศาสตร์ TikTok บรรลุข้อตกลงทำเนียบขาว แยกธุรกิจในสหรัฐฯ เลี่ยงคำสั่งแบนสำเร็จ

“ไบต์แดนซ์” (ByteDance) บริษัทแม่ของ TikTok ยักษ์ใหญ่จากจีน แถลงยืนยันการบรรลุข้อตกลงจัดตั้งบริษัทร่วมทุนใหม่ภายใต้ชื่อ “TikTok USDS Joint Venture LLC” เพื่อแยกการบริหารจัดการแอปพลิเคชันในสหรัฐฯ ออกจากธุรกิจทั่วโลกอย่างเป็นทางการ โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อคุ้มครองข้อมูลผู้ใช้งานและแก้ไขความกังวลด้านความมั่นคงแห่งชาติ ส่งผลให้ TikTok รอดพ้นจากการถูกสั่งแบนในสหรัฐฯ ที่ยืดเยื้อมานานหลายปี

ภายใต้ข้อตกลงครั้งนี้ ByteDance จะลดสัดส่วนการถือหุ้นในกิจการร่วมทุนดังกล่าวลงเหลือเพียง 19.9% ขณะที่อีก 80.1% จะถือครองโดยนักลงทุนจากสหรัฐฯ และนักลงทุนระดับโลก โดยมี 3 ผู้ลงทุนหลักคือ Oracle: ยักษ์ใหญ่ด้านคลาวด์คอมพิวติ้ง (ถือหุ้น 15%) Silver Lake กลุ่มบริษัทจัดการสินทรัพย์รายใหญ่ (ถือหุ้น 15%) MGX: บริษัทเพื่อการลงทุนจากอาบูดาบี (ถือหุ้น 15%) นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มทุนชั้นนำเข้าร่วมด้วย เช่น Dell Family Office ของ Michael Dell รวมถึงนักลงทุนจากกลุ่ม Alpha Wave Partners และ NJJ Capital เป็นต้น

บริษัทใหม่นี้จะทำหน้าที่ดูแลข้อมูลผู้ใช้งานชาวอเมริกันกว่า 200 ล้านคน รวมถึงแอปพลิเคชันและอัลกอริทึมทั้งหมด โดยจะใช้โครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ของ Oracle ในสหรัฐฯ เพื่อทดสอบและอัปเดตระบบแนะนำเนื้อหา ทั้งนี้ ByteDance จะยังคงเป็นเจ้าของฝ่ายปฏิบัติการทางธุรกิจที่สร้างรายได้ เช่น อีคอมเมิร์ซและโฆษณา แต่จะไม่มีอำนาจเหนือข้อมูลและอัลกอริทึมในฝั่งสหรัฐฯ

สำหรับการบริหารงาน ได้มีการแต่งตั้งอดัม เพรสเซอร์ ดำรงตำแหน่งซีอีโอ และวิล ฟาร์เรล เป็นประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายความปลอดภัย (CSO) โดยมีโจว โซ่วจือ ซีอีโอของ TikTok Global ร่วมเป็นหนึ่งในคณะกรรมการบริษัท

“ทรัมป์” เผยเป็นชัยชนะครั้งสำคัญประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งเคยพยายามแบนแอปฯ นี้ในปี 2020 ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดียแสดงความยินดีต่อดีลนี้ว่า “ผมดีใจมากที่ได้ช่วยรักษา TikTok ไว้ได้! ตอนนี้มันจะถูกถือครองโดยกลุ่มผู้รักชาติชาวอเมริกันและเหล่านักลงทุน” ทรัมป์ยังกล่าวเสริมว่า TikTok มีส่วนสำคัญที่ช่วยให้เขาชนะการเลือกตั้งปี 2024 ผ่านการเข้าถึงฐานเสียงคนรุ่นใหม่ 

ทรัมป์ยังขอบคุณรองประธานาธิบดี เจดี แวนซ์ และทีมงานที่ช่วยเจรจา พร้อมกล่าวชื่นชมประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ที่อนุมัติข้อตกลงนี้ โดยระบุว่าเป็นการตัดสินใจที่ “น่าชื่นชม”

ข้อตกลงนี้ถือเป็นการยุติความไม่แน่นอนทางกฎหมายก่อนถึงเส้นตายในวันที่ 23 มกราคม ซึ่งเป็นวันที่กฎหมายบังคับขายกิจการ (Divestiture Law) จะมีผลบังคับใช้ หากไม่สามารถตกลงเงื่อนไขการแยกธุรกิจได้สำเร็จ.

ที่มา Reuters BBC

จับตารอยช้ำปริศนาบนมือทรัมป์ จุดกระแสสงสัยสุขภาพ เจ้าตัวยันแค่ชนโต๊ะ

จับตารอยช้ำปริศนาบนมือทรัมป์ จุดกระแสสงสัยสุขภาพ เจ้าตัวยันแค่ชนโต๊ะ

23 ม.ค. 2569 09:42 น.

จับตารอยช้ำปริศนาบนมือทรัมป์ จุดกระแสสงสัยสุขภาพ เจ้าตัวยันแค่ชนโต๊ะ

สื่อต่างชาติเผยภาพถ่ายรอยฟกช้ำสีเข้มบนมือของโดนัลด์ ทรัมป์ ระหว่างร่วมงานเวทีเศรษฐกิจโลกที่เมืองดาวอส สวิตเซอร์แลนด์ สร้างกระแสวิพากษ์วิจารณ์บนโลกออนไลน์อีกครั้ง ถึงสุขภาพของผู้นำรายนี้

กลายเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักบนโลกโซเชียลอีกครั้ง หลังมีการเผยภาพถ่ายรอยฟกช้ำสีเข้มบนมือของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ขณะไปร่วมงานเวทีเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum) ที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา

แม้ทำเนียบขาวจะรีบออกมาลดกระแสความกังวลเกี่ยวกับสุขภาพของผู้นำสหรัฐฯ วัย 79 ปี แต่ภาพดังกล่าวก็ยิ่งตอกย้ำคำถามที่ตามหลอกหลอนรัฐบาลทรัมป์มาตลอด ว่าเขายังแข็งแรงพอสำหรับตำแหน่งผู้นำมหาอำนาจหรือไม่

ที่ผ่านมา ทรัมป์มักถูกจับภาพว่ามีรอยฟกช้ำบน มือขวา อยู่บ่อยครั้ง นับตั้งแต่กลับเข้าทำเนียบขาวเมื่อปีที่แล้ว โดยบางครั้งพยายามปกปิดด้วยผ้าพันแผลหรือเครื่องสำอาง ซึ่งทำเนียบขาวอธิบายว่า เกิดจากการจับมือผู้คนจำนวนมาก รวมถึงการรับประทานยาแอสไพรินเพื่อดูแลสุขภาพหัวใจ ที่อาจทำให้เกิดรอยช้ำได้ง่าย

แต่ภาพล่าสุดจากดาวอส กลับแสดงให้เห็น รอยฟกช้ำชัดเจนบนมือซ้าย ของทรัมป์ ซึ่งอยู่ในตำแหน่งใกล้เคียงกับรอยช้ำที่เคยปรากฏก่อนหน้านี้ 

อย่างไรก็ตาม เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามถึงรอยช้ำดังกล่าวบนเครื่องบินแอร์ ฟอร์ซ วัน ทรัมป์ตอบสั้น ๆ ว่า มือเขาไปชนกับโต๊ะ พร้อมกล่าวติดตลกว่า ถ้าคุณรักหัวใจตัวเอง ก็กินแอสไพรินได้ แต่ถ้าไม่อยากมีรอยช้ำเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็อย่ากินมัน ขณะที่ทำเนียบขาวยังคงยืนยันคำอธิบายเดิม และระบุว่าไม่มีประเด็นด้านสุขภาพที่น่ากังวล ทั้งๆ ที่ภาพถ่ายจากช่วงต้นของพิธีเปิดโครงการ “Board of Peace” และภาพจากวันก่อนหน้า ไม่พบรอยฟกช้ำบนมือซ้ายของทรัมป์ ทำให้เกิดข้อสงสัยว่า รอยช้ำดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อใด และเกิดจากอะไรแน่

ทั้งนี้ กระแสตั้งคำถามเรื่องสุขภาพของทรัมป์ยังคงเกิดขึ้นต่อเนื่อง เนื่องจากเขาเป็นประธานาธิบดีที่มีอายุมากที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ ขณะเข้ารับตำแหน่ง

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์เคยถูกจับภาพว่ามีอาการขาบวม และมีหลายครั้งที่ดูเหมือนจะเผลอหลับระหว่างร่วมกิจกรรมสาธารณะ ซึ่งรัฐบาลเปิดเผยในเวลาต่อมาว่า อาการขาบวมดังกล่าวได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น ภาวะหลอดเลือดดำทำงานผิดปกติเรื้อรัง (chronic venous insufficiency) ซึ่งเป็นโรคที่พบได้ทั่วไป และสามารถควบคุมอาการได้ด้วยยา หรือการรักษาเฉพาะทาง

นอกจากนี้ การเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลแบบไม่แจ้งล่วงหน้าเมื่อปีที่แล้ว ยังยิ่งเพิ่มข้อครหาว่ารัฐบาลพยายามปกปิดข้อมูลด้านสุขภาพของผู้นำประเทศ แม้ว่าในเวลาต่อมา แพทย์ประจำตัวของทรัมป์จะออกมายืนยันว่า ผลตรวจ MRI ชี้ว่าเขามีสุขภาพหัวใจและหลอดเลือดอยู่ในระดับยอดเยี่ยมก็ตาม.

ที่มา: channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ทรัมป์

สหรัฐฯ ส่งเรือรบเทียบท่าเรือเรียม ลำแรกที่เยือนกัมพูชาปีนี้ สะท้อนบทบาทสหรัฐฯ ในภูมิภาค

สหรัฐฯ ส่งเรือรบเทียบท่าเรือเรียม ลำแรกที่เยือนกัมพูชาปีนี้ สะท้อนบทบาทสหรัฐฯ ในภูมิภาค

23 ม.ค. 2569 09:24 น.

สหรัฐฯ ส่งเรือรบเทียบท่าเรือเรียม ลำแรกที่เยือนกัมพูชาปีนี้ สะท้อนบทบาทสหรัฐฯ ในภูมิภาค

เรือรบ “ยูเอสเอส ซินซินนาติ” ของกองทัพเรือสหรัฐฯ เตรียมเข้าเทียบท่าฐานทัพเรือเรียมของกัมพูชา นับเป็นเรือรบสหรัฐฯ ลำแรกที่เยือนกัมพูชาในปีนี้ สะท้อนบทบาทสหรัฐฯ ในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก

วันที่ 23 มกราคม 2569 รัฐบาลกัมพูชาเปิดเผยว่า เรือรบ “ยูเอสเอส ซินซินนาติ” (USS Cincinnati) ของกองทัพเรือสหรัฐฯ มีกำหนดเข้าเทียบท่าที่ฐานทัพเรือเรียม จังหวัดพระสีหนุ ระหว่างวันที่ 24–28 มกราคม 2569 นับเป็นการเยือนกัมพูชาครั้งแรกของเรือรบสหรัฐฯ ในปีนี้

โดยเรือ “ยูเอสเอส ซินซินนาติ” เป็นเรือรบแบบลิทโตรัลคอมแบตชิป มีลูกเรือประมาณ 100 นาย น้ำหนักราว 3,000 ตัน ความยาวเกือบ 130 เมตร ติดตั้งระบบอาวุธและเทคโนโลยีขั้นสูง รวมถึงขีดความสามารถด้านอากาศยาน โดยมี นาวาเอก แอนดรูว์ เจ. รีเคม เป็นผู้บังคับการเรือ

การเข้าเทียบท่าครั้งนี้ เกิดขึ้นพร้อมกับการเยือนอย่างเป็นทางการของ พลเรือเอก ซามูเอล ปาปาโร ผู้บัญชาการกองบัญชาการสหรัฐฯ ภาคพื้นอินโด-แปซิฟิก ซึ่งมีกำหนดเข้าพบผู้นำกัมพูชา และเป็นประธานในพิธีเปิดการฝึกทางเรือร่วมระหว่างกองทัพเรือกัมพูชาและกองทัพเรือสหรัฐฯ

ทั้งนี้ การมาเยือนของ “ยูเอสเอส ซินซินนาติ” ยังมีนัยสำคัญในเชิงยุทธศาสตร์ เนื่องจากเป็นเรือรบต่างชาติลำที่ 3 ที่เข้าเทียบท่าฐานทัพเรือเรียม หลังการปรับปรุงและเปิดใช้อย่างเป็นทางการอีกครั้งในปี 2568 ต่อจากเรือรบจากญี่ปุ่นและเวียดนาม.

ที่มา Freshnews

ไฟไหม้ค่ายผู้ลี้ภัยโรฮีนจา บังกลาเทศ วอด 335 หลัง ผู้ไร้ที่อยู่อาศัยทะลุ 2,000 คน

ไฟไหม้ค่ายผู้ลี้ภัยโรฮีนจา บังกลาเทศ วอด 335 หลัง ผู้ไร้ที่อยู่อาศัยทะลุ 2,000 คน

23 ม.ค. 2569 09:07 น.

ไฟไหม้ค่ายผู้ลี้ภัยโรฮีนจา บังกลาเทศ วอด 335 หลัง ผู้ไร้ที่อยู่อาศัยทะลุ 2,000 คน

เกิดเหตุไฟไหม้ใหญ่ภายในค่ายผู้ลี้ภัยชาวโรฮีนจา หรือโรฮิงญา ในเขตค็อกซ์บาซาร์ บังกลาเทศ ส่งผลให้บ้านพักถูกเผาทำลายอย่างน้อย 335 หลัง และทำให้มีผู้พลัดถิ่นมากกว่า 2,000 คน

เหตุเพลิงไหม้เกิดขึ้นที่ ค่ายหมายเลข 16 ซึ่งเป็นหนึ่งในกว่า 30 ค่ายในพื้นที่ค็อกซ์บาซาร์ ศูนย์รวมผู้ลี้ภัยที่ใหญ่ที่สุดในโลก และเป็นที่พักพิงของชาวโรฮีนจา หรือ โรฮิงญามากกว่า 1 ล้านคน ที่หลบหนีการกดขี่และความรุนแรงจากประเทศเมียนมา

องค์กรช่วยเหลือระบุว่า บ้านพักผู้ลี้ภัยส่วนใหญ่สร้างจาก ไม้ไผ่และผ้าใบพลาสติก ซึ่งเดิมออกแบบให้ใช้งานเพียง 6–12 เดือน แต่ถูกใช้งานมานานหลายปี และตั้งอยู่ชิดกันอย่างแออัด ทำให้มีความเสี่ยงต่อการเกิดไฟไหม้สูง

องค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (IOM) ระบุว่า เหตุไฟไหม้ครั้งนี้ได้ก่อให้เกิดวิกฤตซ้อนวิกฤต สำหรับครอบครัวผู้ลี้ภัยที่กำลังดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดอยู่แล้ว โดยแลนซ์ บอนโน หัวหน้าภารกิจ IOM ในบังกลาเทศ ระบุในแถลงการณ์ว่า “เมื่อไฟไหม้เกิดขึ้นในค่ายผู้ลี้ภัยที่แออัด ผลกระทบไม่ได้จำกัดแค่โครงสร้างที่เสียหาย แต่ครอบครัวต้องสูญเสียที่พักพิง ทรัพย์สินจำเป็น และการเข้าถึงบริการพื้นฐาน ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงด้านความปลอดภัยในทันที”

เจ้าหน้าที่ดับเพลิงใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง ในการควบคุมเพลิง เบื้องต้นไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต มีเพียงผู้บาดเจ็บเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม องค์กรสภาผู้ลี้ภัยนอร์เวย์ ระบุว่า ผู้ประสบภัยจำนวนมากสูญเสียทรัพย์สินทั้งหมด รวมถึง เอกสารประจำตัวและเอกสารสำคัญ ซึ่งส่งผลต่อการเข้าถึงความช่วยเหลือในอนาคต 

สภาผู้ลี้ภัยนอร์เวย์เปิดเผยว่า เดิมมีแผนสร้างที่พักกึ่งถาวรกว่า 50,000 หลัง เพื่อทดแทนบ้านชั่วคราวเหล่านี้ แต่ต้องระงับแผน หลังถูกตัดงบช่วยเหลือระหว่างประเทศเมื่อต้นปี 2025

นอกจากนี้ ไฟไหม้ยังสร้างความเสียหายต่อ ระบบน้ำและสุขาภิบาล ศูนย์การเรียนรู้ 11 แห่ง โครงสร้างค่าย และเส้นทางสัญจรภายในค่าย

ทั้งนี้ ชาวโรฮีนจากว่า 700,000 คน อพยพออกจากรัฐยะไข่ของเมียนมาในปี 2017 หลังทหารเมียนมาปราบปรามอย่างรุนแรง ซึ่งนำไปสู่ข้อกล่าวหาจากนานาชาติ รวมถึงสหประชาชาติ ว่าเป็นการ กวาดล้างชาติพันธุ์และการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์

ขณะเดียวกัน การสู้รบที่ยังดำเนินอยู่ในรัฐยะไข่ ระหว่างกองทัพเมียนมากับกลุ่มต่อต้านรัฐบาลทหารหลังรัฐประหารปี 2021 ยังคงทำให้ชาวโรฮิงญา หลายหมื่นคน หลบหนีเข้าสู่บังกลาเทศอย่างต่อเนื่อง

รายงานระบุว่า ระหว่างปี 2018 ถึง 2025 เกิดเหตุไฟไหม้ในค่ายผู้ลี้ภัยค็อกซ์บาซาร์แล้ว กว่า 2,400 ครั้ง ส่งผลกระทบต่อผู้ลี้ภัยมากกว่า 100,000 คน.

ที่มา : AP

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ โรฮีนจา

สเปนผวาอีก รถไฟชนเครนมีผู้บาดเจ็บหลายราย นับเป็นอุบัติเหตุทางรถไฟครั้งที่ 4 ในรอบสัปดาห์

สเปนผวาอีก รถไฟชนเครนมีผู้บาดเจ็บหลายราย นับเป็นอุบัติเหตุทางรถไฟครั้งที่ 4 ในรอบสัปดาห์

23 ม.ค. 2569 08:56 น.

สเปนผวาอีก รถไฟชนเครนมีผู้บาดเจ็บหลายราย นับเป็นอุบัติเหตุทางรถไฟครั้งที่ 4 ในรอบสัปดาห์

สเปนยังผวาไม่หาย เกิดอุบัติเหตุรถไฟอีกครั้ง เมื่อรถไฟโดยสารพุ่งชนเครนใกล้เมืองการ์ตาเฮนา บาดเจ็บอย่างน้อย 4 ราย นับเป็นอุบัติเหตุทางรางครั้งที่ 4 ในรอบไม่ถึงสัปดาห์ 

วันที่ 23 มกราคม 2569 เกิดเหตุรถไฟโดยสารของสเปนพุ่งชนเครน ใกล้เมืองท่าการ์ตาเฮนา ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศ ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยอย่างน้อย 4 ราย นับเป็นอุบัติเหตุทางรางครั้งที่ 4 ในรอบ 1 สัปดาห์ สร้างความวิตกกังวลด้านความปลอดภัยให้กับประชาชน

หน่วยฉุกเฉินแคว้นมูร์เซีย ระบุว่า เหตุเกิดใกล้เมืองท่าการ์ตาเฮนา โดยรถไฟไม่ได้พลิกคว่ำหรือออกนอกเส้นทาง ขณะที่มีรายงานรับแจ้งเหตุครั้งแรกหลังเวลาเที่ยงวันเล็กน้อย

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดของระบบรางสเปน หลังจากเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา เกิดเหตุรถไฟความเร็วสูงชนกันในแคว้นอันดาลูเซีย ทางตอนใต้ของประเทศ คร่าชีวิตผู้คนอย่างน้อย 43 ศพ และเพียงสองวันถัดมา รถไฟชานเมืองอีกขบวนตกรางใกล้เมืองบาร์เซโลนา หลังผนังกั้นพังถล่มลงมาบนรางจากฝนตกหนัก ส่งผลให้คนขับเสียชีวิตและผู้โดยสารบาดเจ็บสาหัส 4 ราย

นอกจากนี้ ในวันเดียวกันยังเกิดอุบัติเหตุรถไฟชนกันอีกครั้งในแคว้นกาตาลุญญา ทางตะวันออกเฉียงเหนือ จนสหภาพพนักงานขับรถไฟหลักของสเปนประกาศนัดหยุดงานทั่วประเทศ เพื่อประท้วงมาตรฐานความปลอดภัยในการเดินรถ.

ที่มา CNN

ตม.สหรัฐฯ คุมตัวเด็ก 4 คนในมินนิโซตา รวมเด็กวัยเพียง 5 ขวบ

ตม.สหรัฐฯ คุมตัวเด็ก 4 คนในมินนิโซตา รวมเด็กวัยเพียง 5 ขวบ

23 ม.ค. 2569 06:46 น.

ตม.สหรัฐฯ คุมตัวเด็ก 4 คนในมินนิโซตา รวมเด็กวัยเพียง 5 ขวบ

เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นในรัฐมินนิโซตาอ้างว่า เจ้าหน้าที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองควบคุมตัวเยาวชนไปถึง 4 รายในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา รวมถึงเด็กวัยเพียง 5 ขวบที่ถูกพาไปพร้อมกับพ่อของเขา

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองของสหรัฐฯ (ICE) ได้ควบคุมตัวเด็กอย่างน้อย 4 คน ซึ่งรวมถึงเด็กวัย 5 ขวบ จากเขตพื้นที่การศึกษาในเมืองมินนีแอโพลิส รัฐมินนิโซตา ในช่วงเดือนที่ผ่านมา โดยเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการกวาดล้างผู้อพยพของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ตามการเปิดเผยของเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น

รัฐบาลจากพรรครีพับลิกันได้วางกำลังเจ้าหน้าที่ประมาณ 3,000 นาย รอบเมืองที่ใหญ่ที่สุดของรัฐมินนิโซตาแห่งนี้ ซึ่งชาวเมืองต่างตกอยู่ในสภาวะตึงเครียดนับตั้งแต่เกิดเหตุเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองยิงพลเมืองเสียชีวิตเมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อน ขณะที่สมาชิกพรรคเดโมแครตและผู้นำท้องถิ่นกล่าวหาว่าเจ้าหน้าที่ใช้กำลังเกินเหตุ

ราเชล เจมส์ สมาชิกสภาเมืองโคลัมเบียไฮตส์ ซึ่งเป็นผู้เห็นเหตุการณ์เล่าว่า เด็กชายเลียม โคเนโฆ รามอส วัย 5 ขวบ ยืนดูเจ้าหน้าที่สวมหน้ากากเข้าควบคุมตัวพ่อของเขาจากทางข้ามหน้าบ้าน หลังจากที่ทั้งคู่เพิ่งกลับมาจากโรงเรียนเตรียมอนุบาลเมื่อวันอังคาร

เธอกล่าวเสริมว่า จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้นำตัวเด็กชาย ซึ่งสวมหมวกสีฟ้าและสะพายเป้ลายสไปเดอร์แมน ไปที่ประตูหลังบ้านแล้วส่งสัญญาณให้เขาเคาะประตู

“ฉันไม่อาจจินตนาการได้เลยว่ามีอะไรอยู่ในใจของเลียมบ้าง แต่ฉันบอกคุณได้จากสิ่งที่เห็นบนใบหน้าของเขา เขาตัวแข็งทื่อเหมือนเป็นอัมพาต” เจมส์บอกกับสำนักข่าวรอยเตอร์เมื่อวันพฤหัสบดี “เขาไม่ได้ร้องไห้ แต่ดูหวาดกลัวมาก”

กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิระบุว่า เอเดรียน อเล็กซานเดอร์ โคเนโฆ อาริอัส พ่อของเลียม อาศัยอยู่ในประเทศอย่างผิดกฎหมาย แต่ไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมหรือกล่าวถึงประวัติอาชญากรรมใดๆ

ทริเซีย แมคลาฟลิน โฆษกหญิงกล่าวว่า ในปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากร (ICE) ผู้ปกครองที่เป็นเป้าหมายจะถูกถามว่าต้องการให้นำตัวบุตรหลานไปพร้อมกับตนเอง หรือต้องการให้เด็กอยู่ภายใต้การดูแลของบุคคลที่ผู้ปกครองมอบหมาย

“ICE ไม่ได้พุ่งเป้าไปที่ตัวเด็ก” เธอกล่าว พร้อมเสริมว่านายโคเนโฆ อาริอัส ได้วิ่งหนีออกจากที่เกิดเหตุในขณะที่เจ้าหน้าที่กำลังเข้าใกล้ และทิ้งลูกของเขาไว้เบื้องหลัง

อย่างไรก็ตาม นางเจมส์อ้างว่า บรรดาเพื่อนบ้านในชุมชนทางตอนเหนือของมินนีแอโพลิสต่างมารวมตัวกันและเสนอตัวที่จะรับตัวเด็กชายไปดูแล ซึ่งรวมถึงเพื่อนบ้านคนหนึ่งที่ระบุว่าเป็นญาติของครอบครัวนี้ด้วย แต่เจ้าหน้าที่กลับนำตัวเด็กขึ้นไปที่เบาะหลังของรถ SUV สีดำแล้วขับออกไปอย่างรวดเร็ว

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดที่พุ่งสูงขึ้นในเมือง หลังจากที่มีการประท้วงรุนแรงต่อเนื่องหลายสัปดาห์ กรณีเจ้าหน้าที่ ICE ยิง เรเน กู๊ด วัย 37 ปี ซึ่งเป็นพลเมืองสหรัฐฯ และคุณแม่ลูกสาม จนเสียชีวิต

ด้านนางซีนา สเตนวิก ผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาโคลัมเบียไฮตส์ เผยว่า มีเยาวชนอีกคนซึ่งเป็นนักเรียนมัธยมปลายวัย 17 ปี ถูกเจ้าหน้าที่ติดอาวุธและสวมหน้ากากควบคุมตัวไปเมื่อวันอังคารขณะกำลังเดินทางไปโรงเรียน โดยที่ไม่มีผู้ปกครองอยู่ด้วยในเวลานั้น

นอกจากนี้ เมื่อสองสัปดาห์ก่อน เด็กหญิงวัย 10 ขวบคนหนึ่งถูกเจ้าหน้าที่ ICE ควบคุมตัวไประหว่างทางไปโรงเรียนประถมศึกษา โดยเธอกับแม่ยังคงถูกกักตัวอยู่ในศูนย์กักกันที่รัฐเท็กซัส และเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว นักเรียนมัธยมปลายวัย 17 ปีอีกรายหนึ่งก็ถูกเจ้าหน้าที่ ICE ควบคุมตัวพร้อมกับแม่ที่อพาร์ตเมนต์

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna