ญี่ปุ่นปิดเตาปฏิกรณ์โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ใหญ่สุดในโลก หลังเปิดไม่กี่ชั่วโมง

ญี่ปุ่นปิดเตาปฏิกรณ์โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ใหญ่สุดในโลก หลังเปิดไม่กี่ชั่วโมง

23 ม.ค. 2569 04:38 น.

ญี่ปุ่นปิดเตาปฏิกรณ์โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ใหญ่สุดในโลก หลังเปิดไม่กี่ชั่วโมง

ญี่ปุ่นระงับการทำงานของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดใหญ่ที่สุดในโลกแล้ว หลังจากกลับมาเปิดเตาปฏิกรณ์อีกครั้งได้ไม่กี่ชั่วโมง หลังมีสัญญาณเตือนภัยดังขึ้น

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 22 ม.ค. 2569 ว่า บริษัท โตเกียว อิเล็กทริก พาวเวอร์ หรือ เทปโก (Tepco) ผู้ดำเนินการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ คาชิวาซากิ-คาริวะ (Kashiwazaki-Kariwa) ระงับการทำงานของโรงไฟฟ้าแห่งนี้แล้ว ไม่กี่ชั่วโมงหลังเพิ่งกลับมาเดินเครื่องเตาปฏิกรณ์อีกครั้ง

นายทาคาชิ โคบายาชิ โฆษกบริษัท เทปโก กล่าวว่า มีสัญญาณเตือนภัยดังขึ้นระหว่างขั้นตอนการเริ่มเดินเครื่องเตาปฏิกรณ์หมายเลข 6 ของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดใหญ่ที่สุดในโลกแห่งนี้ อย่างไรก็ตามเขาย้ำว่า ตัวเตาปฏิกรณ์ยังคงอยู่ในสภาวะ “เสถียรและไม่มีผลกระทบจากกัมมันตภาพรังสีสู่ภายนอก”

เตาปฏิกรณ์หมายเลข 6 ได้เริ่มเดินเครื่องใหม่อีกครั้งเมื่อวันพุธที่ผ่านมา ซึ่งล่าช้ากว่ากำหนดเดิมหนึ่งวันเนื่องจากระบบสัญญาณเตือนขัดข้อง แม้ชาวบ้านท้องถิ่นจะยังแสดงความกังวลเรื่องความปลอดภัย โดยถือเป็นเตาปฏิกรณ์เครื่องแรกของโรงไฟฟ้าแห่งนี้ที่ถูกเปิดใช้งานนับตั้งแต่เกิดภัยพิบัติฟุกุชิมะเมื่อปี 2554

ญี่ปุ่นได้สั่งปิดเตาปฏิกรณ์ที่มีอยู่ทั้งหมด 54 เครื่อง หลังจากเกิดแผ่นดินไหวขนาด 9.0 ซึ่งส่งผลให้เกิดการหลอมละลายของแกนปฏิกรณ์ที่โรงไฟฟ้าฟุกุชิมะ-ไดอิจิ เมื่อ 15 ปีก่อน อันเป็นสาเหตุของหนึ่งในภัยพิบัตินิวเคลียร์ครั้งเลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์โลก

นายโคบายาชิบอกอีกว่า ขณะนี้เทปโกกำลังอยู่ระหว่างการตรวจสอบหาสาเหตุของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และไม่ได้ระบุว่าจะกลับมาดำเนินการอีกครั้งเมื่อใด

สำหรับเตาปฏิกรณ์หมายเลข 7 ของโรงไฟฟ้าคาชิวาซากิ-คาริวะนั้น คาดว่าจะยังไม่มีการเปิดใช้งานจนกว่าจะถึงปี 2573 ในขณะที่เตาปฏิกรณ์อีก 5 เครื่องที่เหลือนั้นอาจจะถูกปลดระวาง ซึ่งจะทำให้โรงไฟฟ้ามีกำลังการผลิตน้อยกว่าในอดีตอย่างมาก

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ออสเตรเลียช็อก มือปืนยิงดับ 3 ศพ เจ็บ 1 คนร้ายหลบหนีลอยนวล

ออสเตรเลียช็อก มือปืนยิงดับ 3 ศพ เจ็บ 1 คนร้ายหลบหนีลอยนวล

23 ม.ค. 2569 03:11 น.

ออสเตรเลียช็อก มือปืนยิงดับ 3 ศพ เจ็บ 1 คนร้ายหลบหนีลอยนวล

เกิดเหตุยิงกันในเมืองเล็กๆ แห่งหนึ่งในรัฐนิวเซาท์เวลส์ ประเทศออสเตรเลีย ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 3 ศพ บาดเจ็บสาหัสอีก 1 ราย ในขณะที่คนร้ายหลบหนีไปได้

เจ้าหน้าที่หน่วยฉุกเฉินได้รับแจ้งเหตุและรุดไปยังย่านที่พักอาศัยในเมืองเลค คาร์เจลลิโก (Lake Cargelligo) เมื่อเวลาประมาณ 16:40 น. วันพฤหัสบดีที่ 22 ม.ค. 2569 ตามเวลาท้องถิ่น ขณะที่ตำรวจรัฐนิวเซาท์เวลส์ยืนยันว่า ผู้ต้องสงสัยยังคงอยู่ระหว่างการหลบหนี และเชื่อว่าได้ใช้ยานพาหนะในการหลบหนีไป

ตำรวจระบุเพิ่มเติมว่า พบชายและหญิงเสียชีวิตจากการถูกยิงอยู่ภายในรถยนต์คันหนึ่ง และหลังจากนั้นไม่นานได้เกิดเหตุยิงกันครั้งที่สอง ซึ่งส่งผลให้ผู้หญิงอีกคนเสียชีวิต และทำให้ชายอีกคนได้รับบาดเจ็บอาการอยู่ในขั้นวิกฤต ซึ่งขณะนี้กำลังรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล

หนังสือพิมพ์ The Sydney Morning Herald รายงานว่า เหตุการณ์ดังกล่าวต้องสงสัยว่าเป็นการก่อเหตุความรุนแรงภายในครอบครัว

นายแอนดรูว์ ฮอลแลนด์ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจรัฐนิวเซาท์เวลส์ ปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างมือปืนและเหยื่อ แต่ระบุว่า มีการประกาศเตือนให้ประชาชนอยู่แต่ในอาคารบ้านเรือน และปิดกั้นพื้นที่เกิดเหตุหลายจุดเพื่อเก็บหลักฐานแล้ว

ทั้งนี้ เมืองเลค คาร์เจลลิโกตั้งอยู่ใจกลางรัฐนิวเซาท์เวลส์ และมีประชากรอาศัยอยู่ประมาณ 1,500 คน

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นตามหลังเหตุกราดยิงครั้งใหญ่ที่งานเทศกาลชาวยิว บริเวณหาดบอนไดในซิดนีย์เมื่อเดือนธันวาคม ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตถึง 15 ราย และทำให้รัฐบาลปฏิรูปกฎหมายควบคุมอาวุธปืน และกฎหมายต่อต้านการใช้วาทะสร้างความเกลียดชัง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ฝรั่งเศส ยึดเรือน้ำมันในเมดิเตอร์เรเนียน สงสัยเป็นเรือรัสเซียหนีคว่ำบาตร

ฝรั่งเศส ยึดเรือน้ำมันในเมดิเตอร์เรเนียน สงสัยเป็นเรือรัสเซียหนีคว่ำบาตร

23 ม.ค. 2569 01:38 น.

ฝรั่งเศส ยึดเรือน้ำมันในเมดิเตอร์เรเนียน สงสัยเป็นเรือรัสเซียหนีคว่ำบาตร

ผู้นำฝรั่งเศสเผย ยึดเรือบรรทุกน้ำมันลำหนึ่งในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เนื่องจากต้องสงสัยว่า เรือลำนี้อาจเป็นเรือของรัสเซียที่พยายามหลบหนีมาตรการคว่ำบาตร

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 22 ม.ค. 2569 ทางการฝรั่งเศสระบุว่า เจ้าหน้าที่ของพวกเขาทำการยึดเรือบรรทุกน้ำมันลำหนึ่งในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เนื่องจากต้องสงสัยว่า เรือลำนี้อาจเป็นส่วนหนึ่งของ “กองเรือเงา” (Shadow fleet) ของรัสเซียที่ใช้เพื่อหลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตร

ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง แห่งฝรั่งเศส ระบุผ่าน X ว่าเรือบรรทุกน้ำมันลำดังกล่าวซึ่งมีชื่อว่า “เดอะ กรินช์” (The Grinch) นั้น ตกอยู่ภายใต้มาตรการคว่ำบาตรระหว่างประเทศ และต้องสงสัยว่าติดธงปลอม

กองทัพเรือฝรั่งเศส พร้อมด้วยความช่วยเหลือจากพันธมิตร ได้บุกขึ้นตรวจค้นเรือลำดังกล่าวเมื่อเช้าวันพฤหัสบดี ในน่านน้ำระหว่างสเปนและโมร็อกโก โดยเจ้าหน้าที่ทางทะเลของฝรั่งเศสระบุว่า การตรวจค้นภายในเรือได้ยืนยันข้อสงสัยเกี่ยวกับความไม่ถูกต้องของธงเรือ

นายมาครงบอกอีกว่า “กิจกรรมของ ‘กองเรือเงา’ มีส่วนช่วยในการจัดหาเงินทุนเพื่อสนับสนุนสงครามรุกรานยูเครน” โดยเจ้าหน้าที่เริ่มกระบวนการสอบสวนแล้ว และเรือลำดังกล่าวถูกเปลี่ยนเส้นทางแล้ว

เจ้าหน้าที่ฝรั่งเศสระบุว่า เรือเดอะ กรินช์ กำลังเดินทางมาจากพอร์ตมูร์มันสค์ (Murmansk) ซึ่งเป็นท่าเรือในแถบอาร์กติกทางตอนเหนือของรัสเซียในขณะที่ถูกสกัดกั้น ขณะที่ข้อมูลจากเว็บไซต์ติดตามการเดินเรืออย่าง marinetraffic และ vesselfinder ระบุว่า เรือลำนี้ติดธงชาติคอโมโรส

ตามรายงานจากตำรวจทางทะเลของฝรั่งเศส กองทัพเรือจากประเทศอื่น ๆ ได้ร่วมสนับสนุนปฏิบัติการครั้งนี้ด้วย ขณะที่แหล่งข่าวจากกระทรวงกลาโหมของสหราชอาณาจักรก็ยืนยันว่า อังกฤษมีส่วนเกี่ยวข้องในภารกิจนี้

ด้านนายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน ออกมาแสดงความยินดีต่อปฏิบัติการดังกล่าว โดยกล่าวว่าเป็นความเด็ดขาดในแบบที่จำเป็นพอดี เพื่อให้แน่ใจว่าน้ำมันของรัสเซียจะไม่ถูกนำไปใช้เป็นทุนในสงครามของรัสเซียอีกต่อไป

“เรือเหล่านี้ต้องถูกยึด และมันจะไม่ยุติธรรมกว่าหรือหากจะริบน้ำมันที่บรรทุกมากับเรือเหล่านี้เพื่อนำไปขาย?” เซเลนสกีระบุผ่าน X

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เซเลนสกีเผย เตรียมประชุมกับสหรัฐฯ-รัสเซีย ตำหนิผู้นำยุโรปนิ่งเฉย

เซเลนสกีเผย เตรียมประชุมกับสหรัฐฯ-รัสเซีย ตำหนิผู้นำยุโรปนิ่งเฉย

22 ม.ค. 2569 23:27 น.

เซเลนสกีเผย เตรียมประชุมกับสหรัฐฯ-รัสเซีย ตำหนิผู้นำยุโรปนิ่งเฉย

โวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ผู้นำยูเครน เผยว่า การประชุมไตรภาคีระหว่าง ยูเครน, สหรัฐฯ และรัสเซีย กำลังจะเกิดขึ้นที่ UAE และตำหนิยุโรปที่นิ่งเฉยทั้งเรื่องสงครามในยูเครนและกรีนแลนด์

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 22 ม.ค. 2569 นายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน กล่าวสุนทรพจน์ในงานประชุมสภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum) ที่เมืองดาวอส ของสวิตเซอร์แลนด์ โดยระบุว่า เจ้าหน้าที่ของพวกเขากับสหรัฐฯ และรัสเซีย จะจัดการประชุมไตรภาคีที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ตั้งแต่วันศุกร์และเสาร์นี้

เซเลนสกีบอกด้วยว่า เอกสารที่มีข้อเสนอเพื่อยุติสงครามในยูเครน ใกล้เสร็จสมบูรณ์แล้ว โดยทีมงานของสหรัฐฯ และยูเครนต่างกำลังทำงาน “แทบจะทุกวัน” เพื่อยุติความขัดแย้งนี้

“ยูเครนกำลังทำงานด้วยความจริงใจและเด็ดขาดอย่างเต็มที่ ซึ่งนั่นนำมาซึ่งผลลัพธ์ และรัสเซียเองก็ต้องเตรียมพร้อมเช่นกันที่จะยุติสงครามนี้ และหยุดการรุกรานนี้” เขากล่าวเสริม

นายเซเลนสกียังตำหนิผู้นำยุโรปที่นิ่งเฉยต่อสงครามที่กำลังเกิดขึ้นในยูเครน และหันไปสนใจเรื่องกรีนแลนด์กันหมด

“ทุกคนหันไปให้ความสนใจกับกรีนแลนด์ และเห็นได้ชัดว่าผู้นำส่วนใหญ่ไม่แน่ใจว่าจะทำอย่างไรกับเรื่องนี้ ดูเหมือนทุกคนแค่กำลังรอให้สหรัฐฯ ใจเย็นลงในหัวข้อนี้ โดยหวังว่ามันจะผ่านพ้นไปเอง แต่ถ้ามันไม่ผ่านไปล่ะ จะเกิดอะไรขึ้น?” เซเลนสกีตั้งคำถาม

“เราบอกพันธมิตรยุโรปหลายครั้งแล้วว่า ให้ลงมือทำเดี๋ยวนี้ … แต่ยุโรปยังคงอยู่ใน ‘โหมดกรีนแลนด์’ คือหวังว่าสักวันหนึ่ง ใครบางคนจะทำอะไรสักอย่าง” ผู้นำยูเครนกล่าว

“คุณต้องเลือกระหว่างการประกาศว่าฐานทัพในยุโรปจะปกป้องภูมิภาคนี้จากรัสเซียและจีนแล้วจัดตั้งฐานทัพเหล่านั้นขึ้นมา หรือไม่เช่นนั้นคุณก็เสี่ยงที่จะไม่ได้รับความยำเกรง” เซเลนสกีกล่าวถึงกรณีของกรีนแลนด์ ซึ่งตอกย้ำสิ่งที่โดนัลด์ ทรัมป์ เคยกล่าวไว้เกี่ยวกับความมั่นคงในแถบอาร์กติก “เพราะทหารแค่ 40 นายไม่สามารถปกป้องอะไรได้เลย”

เซเลนสกีเตือนเรื่องเรือรบรัสเซียที่ “ล่องเรืออย่างอิสระรอบกรีนแลนด์” และเขาได้เสนอความเชี่ยวชาญรวมถึงอาวุธของยูเครน “เพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่มีเรือเหล่านั้นเหลือรอดอยู่แม้แต่ลำเดียว”

“พวกมันสามารถจมลงแถวกรีนแลนด์ได้ เหมือนที่พวกมันจมแถวไครเมีย” เขากล่าวเสริม “เราสามารถลงมือทำได้และเรารู้วิธีการรบที่นั่น หากเราได้รับคำขอ และหากยูเครนได้อยู่ในนาโต (NATO) … แต่เราไม่ได้อยู่”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ทรัมป์ลั่นตอบโต้แน่ หากชาติยุโรปเทขายหุ้น-พันธบัตรสหรัฐฯ

ทรัมป์ลั่นตอบโต้แน่ หากชาติยุโรปเทขายหุ้น-พันธบัตรสหรัฐฯ

22 ม.ค. 2569 22:35 น.

ทรัมป์ลั่นตอบโต้แน่ หากชาติยุโรปเทขายหุ้น-พันธบัตรสหรัฐฯ

โดนัลด์ ทรัมป์ ยืนยันจะตอบโต้อย่างรุนแรง หากชาติยุโรปเทขายหุ้นและพันธบัตรของสหรัฐฯ หลังเกิดความขัดแย้งเรื่องกรีนแลนด์ ย้ำ “สหรัฐฯ ถือไพ่เหนือกว่าทุกใบ”

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 22 ม.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศว่า เขาจะมีมาตรการโต้ตอบ หากประเทศในยุโรปเทขายหุ้นและพันธบัตรของสหรัฐฯ เพื่อตอบโต้ความพยายามของเขาในการเข้าซื้อกรีนแลนด์ และเรื่องที่เขาพยายามกดดันชาติพันธมิตรนาโต

เมื่อถูกถามว่าเขากังวลหรือไม่ว่าประเทศในยุโรปจะขายหุ้นและพันธบัตรที่มีอยู่ในสหรัฐฯ ทรัมป์กล่าวว่า “ถ้าเรื่องนั้นเกิดขึ้น คุณก็รู้ว่ามันจะมีการตอบโต้ครั้งใหญ่จากฝั่งเรา”

“เราถือไพ่เหนือกว่าทุกใบ” ประธานาธิบดีกล่าวเสริมขณะให้สัมภาษณ์กับ มาเรีย บาร์ทิโรโม จากช่อง Fox Business ณ เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

ก่อนหน้านี้ กองทุนบำเหน็จบำนาญของเดนมาร์ก ซึ่งเป็นผู้ถือครองอำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนกรีนแลนด์ ประกาศว่าจะถอนการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ซึ่งมีมูลค่าราว 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจาก “สถานะทางการเงินของรัฐบาลที่ย่ำแย่”

เรื่องดังกล่าวทำให้นาย สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ออกมากล่าวว่าเดนมาร์ก และการลงทุนของเดนมาร์กในสหรัฐฯ นั้น “ไม่สำคัญ”

ทั้งนี้ เงินจำนวน 100 ล้านดอลลาร์ดังกล่าวถือเป็นส่วนแบ่งที่น้อยมากเมื่อเทียบกับตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ ที่มีมูลค่ารวม 30.8 ล้านล้านดอลลาร์ แต่ตัวประเทศเดนมาร์กเองถือครองพันธบัตรสหรัฐฯ มูลค่ารวมเกือบ 1 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งการลงทุนดังกล่าวก็ลดลงมาหลายปีแล้ว โดยในปี 2564 เดนมาร์กเคยถือพันธบัตรสหรัฐฯ เกือบ 1.8 หมื่นล้านดอลลาร์

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ทรัมป์เปิดตัว คณะกรรมการสันติภาพ แย้มแผนสร้าง “นิว กาซา”

ทรัมป์เปิดตัว คณะกรรมการสันติภาพ แย้มแผนสร้าง “นิว กาซา”

22 ม.ค. 2569 21:48 น.

ทรัมป์เปิดตัว คณะกรรมการสันติภาพ แย้มแผนสร้าง “นิว กาซา”

โดนัลด์ ทรัมป์ เปิดตัว คณะกรรมการสันติภาพ ร่วมกับผู้นำจาก 19 ประเทศนอกรอบการประชุม WEF ที่เมืองดาวอส พร้อมกับเผยข้อมูลเกี่ยวกับแผนการสร้าง “นิว กาซา” ด้วย

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 22 ม.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เปิดตัว “คณะกรรมการสันติภาพ” (Board of Peace) ที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยพยายามนำเสนอภาพลักษณ์ของตนเองในฐานะผู้สร้างสันติภาพโลก แม้หลายฝ่ายจะกังขาต่อแผนการของเขา ซึ่งมีเป้าหมายในการรื้อระบบระเบียบโลกใหม่

เจ้าหน้าที่ของทรัมป์ยังได้เปิดเผยแผนการอันทะเยอทะยานในการสร้าง “นิว กาซา” (New Gaza) ระหว่างพิธีการนอกรอบการประชุมสภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum) โดยผู้นำสหรัฐฯ ได้กล่าวถึงดินแดนของปาเลสไตน์ที่พังพินาศจากการสู้รบว่าเป็น “อสังหาริมทรัพย์ที่ยอดเยี่ยม”

คณะกรรมการชุดนี้ถูกก่อตั้งขึ้นหลังจากนายทรัมป์ แสดงความไม่พอใจที่พลาดรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ และกล่าวโจมตีองค์การสหประชาชาติ (UN) ว่า ล้มเหลวในการแก้ไขความขัดแย้งระหว่างประเทศมากมาย

“เอาละ นี่เป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นมาก” ทรัมป์กล่าวในขณะที่มีผู้นำและเจ้าหน้าที่จาก 19 ประเทศอยู่ร่วมบนเวทีเพื่อลงนามในธรรมนูญก่อตั้งคณะกรรมการสันติภาพ ณ รีสอร์ตสกีในสวิตเซอร์แลนด์ พร้อมระบุว่า “คณะกรรมการชุดนี้มีโอกาสที่จะเป็นหนึ่งในองค์กรที่มีความสำคัญที่สุดเท่าที่เคยมีการสร้างมา”

อนึ่ง คณะกรรมการสันติภาพชุดนี้ซึ่งมีนายทรัมป์เป็นประธาน เดิมมีวัตถุประสงค์เพื่อดูแลการพักรบในกาซาและการฟื้นฟูหลังสงครามระหว่างกลุ่มฮามาสและอิสราเอล แต่ต่อมาเป้าหมายได้เปลี่ยนไปเป็นการแก้ไขความขัดแย้งระหว่างประเทศในทุกรูปแบบ จนเกิดความกังวลว่าประธานาธิบดีสหรัฐฯ ต้องการสร้างองค์กรขึ้นมาเป็นคู่แข่งกับ UN

ในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา สหรัฐฯ ส่งคำเชิญไปยังประเทศต่างๆ มากมายให้เข้าร่วมเป็นสมาชิกคณะกรรมการชุดนี้ นายทรัมป์บอกอีกว่า ประเทศต่างๆ สามารถจ่ายเงินจำนวน 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อแลกกับการเป็นสมาชิกถาวรของคณะกรรมการ ผู้นำสหรัฐฯ ยังเชิญ วลาดิเมียร์ ปูติน ที่กำลังมีปัญหากับยุโรปจากปมสงครามในยูเครนให้เข้าร่วมด้วย

พันธมิตรหลักของสหรัฐฯ ซึ่งรวมถึงฝรั่งเศสและอังกฤษ ต่างแสดงความกังขาต่อการก่อตั้งคณะกรรมการสันติภาพนี้ โดยอังกฤษระบุเมื่อวันพฤหัสบดีว่า จะไม่เข้าร่วมพิธีดังกล่าว ขณะที่นายทรัมป์บอกกับผู้นำโลกที่มารวมตัวกันในพิธีว่า คณะกรรมการของเขาจะทำงานร่วมกับสหประชาชาติ

ช่วงเวลาส่วนใหญ่ของพิธีดังกล่าว ถูกใช้ไปกับการหารือแผนการในอนาคตสำหรับฉนวนกาซา ที่พังพินาศเพราะสงคราม โดยคณะบริหารกาซาชุดใหม่ที่เพิ่งได้รับการแต่งตั้ง กล่าวผ่านข้อความวิดีโอว่า ด่านพรมแดนราฟาห์ระหว่างอียิปต์และฉนวนกาซาจะกลับมาเปิดใช้งานอีกครั้งทั้งสองทิศทางในสัปดาห์หน้า

จากนั้น จาเรด คุชเนอร์ ลูกเขยของทรัมป์ ซึ่งเป็นอดีตนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เช่นเดียวกัน นำเสนอสไลด์ที่เขาเรียกว่าเป็น “แผนแม่บท” (Master Plan) สำหรับการฟื้นฟูบูรณะ โดยในสไลด์ประกอบด้วยแผนที่ของการจัดตั้งนิคมแห่งใหม่ในฉนวนกาซา และภาพจำลองของโรงแรมและอพาร์ตเมนต์ริมทะเลที่หรูหราสวยงาม ภายใต้คำบรรยายว่า “นิว กาซา”

“ที่นี่สามารถเป็นความหวัง และสามารถเป็นจุดหมายปลายทางได้” คุชเนอร์กล่าว

อย่างไรก็ตาม นายทรัมป์ระบุว่า กลุ่มฮามาสต้องวางอาวุธตามข้อตกลงหยุดยิงเฟสถัดไป มิเช่นนั้นจะถือเป็นจุดจบของพวกเขา ผู้นำสหรัฐฯ เสริมอีกว่า ตนเองพร้อมที่จะ “พูดคุย” กับอิหร่านซึ่งเป็นศัตรูของสหรัฐฯ ในภูมิภาคตะวันออกกลางด้วย

ทั้งนี้ ตัวแทนจาก 19 ประเทศที่ร่วมอยู่บนเวทีกับทรัมป์ ประกอบด้วยพันธมิตรใกล้ชิดสายประชานิยมอย่าง วิกตอร์ ออร์บาน ผู้นำฮังการี และ ฮาเวียร์ มิเลย์ ผู้นำอาร์เจนตินา รวมถึงเจ้าหน้าที่จากกลุ่มประเทศราชาธิปไตยในตะวันออกกลางหลายแห่งที่ต้องการจะผูกมิตรกับสหรัฐฯ แต่กลับไม่มีนาย เบนจามิน เนทันยาฮู ผู้นำอิสราเอล ที่เคยบอกว่าจะมาร่วมพิธี

ทรัมป์กล่าวติดตลกเกี่ยวกับผู้ร่วมเวทีว่า “โดยส่วนใหญ่แล้วพวกเขาเป็นผู้นำที่เป็นที่นิยมมาก แต่ในบางกรณีก็อาจจะไม่ค่อยเป็นที่นิยมเท่าไหร่นัก” ก่อนจะเสริมว่า “ชีวิตมันก็เป็นแบบนี้แหละ”

ทรัมป์กล่าวอีกว่า เขาคาดหวังว่าจะมีประเทศเข้าร่วมประมาณ 50 ประเทศ แต่ขอบเขตสมาชิกภาพที่ชัดเจนทั้งหมดนั้นยังคงไม่แน่นอน ขณะที่ทางอียิปต์ระบุว่า ประธานาธิบดีอับเดล ฟัตตาห์ อัล-ซีซี ได้ตอบรับคำเชิญเข้าร่วมของทรัมป์แล้ว แต่เขาก็ไม่ได้อยู่บนเวทีเช่นกัน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ปูตินชี้ ใครเป็นเจ้าของกรีนแลนด์ “ไม่ใช่เรื่องของรัสเซีย” ประเมินมูลค่าอาจสูงถึง 1 พันล้านดอลลาร์

ปูตินชี้ ใครเป็นเจ้าของกรีนแลนด์ "ไม่ใช่เรื่องของรัสเซีย" ประเมินมูลค่าอาจสูงถึง 1 พันล้านดอลลาร์

22 ม.ค. 2569 16:26 น.

ปูตินชี้ ใครเป็นเจ้าของกรีนแลนด์ “ไม่ใช่เรื่องของรัสเซีย” ประเมินมูลค่าอาจสูงถึง 1 พันล้านดอลลาร์

ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย เปิดเผยระหว่างการประชุมสภาความมั่นคงรัสเซียว่า รัสเซียไม่มีความกังวลหรือคัดค้านต่อกรณีที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ พยายามเข้าครอบครองเกาะกรีนแลนด์ โดยระบุว่าเป็นเรื่องระหว่างรัฐบาลสหรัฐฯ และเดนมาร์กที่จะต้องหาข้อสรุปร่วมกันเอง เพราะไม่ใช่เรื่องของรัสเซีย

ท่าทีดังกล่าวมีขึ้นท่ามกลางความพยายามของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ที่ผลักดันแนวคิดการเข้าควบคุมกรีนแลนด์ ซึ่งสร้างรอยร้าวระหว่างสหรัฐฯ กับยุโรป แม้รัสเซียจะจับตาดูสถานการณ์อย่างใกล้ชิด แต่ปูตินส่งสัญญาณว่า รัสเซียจะไม่คัดค้านความเคลื่อนไหวของสหรัฐฯ ในเรื่องนี้

ปูตินได้กล่าวพาดพิงถึงประวัติศาสตร์โดยระบุว่า “สิ่งที่เกิดขึ้นในกรีนแลนด์ไม่ใช่เรื่องที่เราต้องกังวลเลยแม้แต่น้อย” พร้อมเสริมว่า “ที่ผ่านมาเดนมาร์กปฏิบัติกับกรีนแลนด์เหมือนเป็นอาณานิคม และมีความเข้มงวดหรืออาจจะถึงขั้นโหดร้ายด้วยซ้ำ แต่นั่นเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ดูเหมือนตอนนี้จะไม่มีใครให้ความสนใจนัก” ท่าทีดังกล่าวถูกมองว่าเป็นการแสดงความไม่พอใจต่อเดนมาร์กที่ให้ความช่วยเหลือทางการเงินและทางทหารแก่ยูเครนมาอย่างต่อเนื่อง

ผู้นำรัสเซียยังได้วิเคราะห์ถึงมูลค่าของเกาะกรีนแลนด์ โดยยกตัวอย่างประวัติศาสตร์ที่รัสเซียเคยขายอลาสก้าให้สหรัฐฯ ในปี 1867 ด้วยราคา 7.2 ล้านดอลลาร์ และกรณีที่เดนมาร์กขายหมู่เกาะเวอร์จินให้กับสหรัฐฯ ในปี 1917 ซึ่งเป็นบรรทัดฐานของการซื้อขายดินแดน

ปูตินคาดการณ์ว่า เมื่อคำนวณจากอัตราเงินเฟ้อ ขนาดพื้นที่ที่ใหญ่กว่ารัฐอะลาสกา และราคาทองคำที่เปลี่ยนแปลงไป การซื้อกรีนแลนด์อาจมีมูลค่าสูงถึงประมาณ 1 พันล้านดอลลาร์ หรือราว 31,345 ล้านบาท ซึ่งเขามองว่าเป็นตัวเลขที่รัฐบาลสหรัฐฯ สามารถจ่ายได้อย่างสบาย

ในวันเดียวกัน ณ เมืองดาวอส ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ลดท่าทีข่มขู่ที่จะใช้มาตรการทางภาษีเพื่อกดดันเดนมาร์ก และยืนยันว่าจะไม่มีการใช้กำลังทหารเพื่อยึดครองเกาะดังกล่าว แต่ระบุว่ามีความคืบหน้าในการเจรจาเพื่อยุติข้อพิพาทดินแดนกึ่งปกครองตนเองแห่งนี้ ซึ่งเป็นประเด็นที่สร้างความร้าวฉานระหว่างสหรัฐฯ กับพันธมิตรยุโรปมากที่สุดในรอบหลายทศวรรษ

ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศรัสเซีย แม้จะแสดงท่าทีไม่พอใจที่ถูกสหรัฐฯ กล่าวหาว่ามีแผนจะฮุบกรีนแลนด์เช่นกัน แต่ก็ระมัดระวังที่จะไม่วิจารณ์ทรัมป์โดยตรง เนื่องจากทรัมป์กำลังพยายามทำหน้าที่เป็นคนกลางในการยุติสงครามในยูเครน โดยนายเซอร์เก ลาฟรอฟ รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซีย ระบุเพิ่มเติมว่ากรีนแลนด์ซึ่งเป็นเกาะที่อุดมด้วยทรัพยากร “ไม่ใช่ส่วนหนึ่งโดยธรรมชาติ” ของเดนมาร์กอยู่แล้ว.

ที่มา Reuters

สหรัฐฯ ถอนตัวองค์การอนามัยโลกอย่างเป็นทางการวันนี้ “ทรัมป์” เมินจ่ายค่าธรรมเนียม 260 ล้านดอลลาร์

สหรัฐฯ ถอนตัวองค์การอนามัยโลกอย่างเป็นทางการวันนี้ "ทรัมป์" เมินจ่ายค่าธรรมเนียม 260 ล้านดอลลาร์

22 ม.ค. 2569 15:32 น.

สหรัฐฯ ถอนตัวองค์การอนามัยโลกอย่างเป็นทางการวันนี้ “ทรัมป์” เมินจ่ายค่าธรรมเนียม 260 ล้านดอลลาร์

สหรัฐอเมริกายุติสมาชิกภาพกับองค์การอนามัยโลก (WHO) อย่างเป็นทางการในวันพฤหัสบดีนี้ (22 ม.ค.) ตามคำสั่ง “โดนัลด์ ทรัมป์” ท่ามกลางประเด็นเรื่องค้างชำระค่าธรรมเนียมสมาชิกก่อนการถอนตัว กว่า 8,100 ล้านบาท ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญเตือน การขาดชาติขนาดใหญ่อย่างสหรัฐฯ จะทำให้ระบบเฝ้าระวังโรคระบาดทั่วโลกอ่อนแอลง และทำ WHO เผชิญวิกฤตงบประมาณจนต้องเลิกจ้างพนักงานครั้งใหญ่

สหรัฐอเมริกามีกำหนดการถอนตัวออกจากองค์การอนามัยโลก (WHO) อย่างเป็นทางการในวันนี้ (22 ม.ค.) ซึ่งถือเป็นผลจากการตัดสินใจตั้งแต่วันแรกที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เข้ารับตำแหน่งในปี 2025 โดยการลาออกครั้งนี้ถูกตั้งข้อสังเกตว่าอาจเป็นการละเมิดกฎหมายสหรัฐฯ ที่ระบุว่ารัฐบาลจะต้องชำระค่าธรรมเนียมสมาชิกที่ค้างอยู่ให้ครบถ้วนก่อนการถอนตัว ซึ่งปัจจุบันมียอดค้างชำระอยู่ที่ประมาณ 260 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 8,157 ล้านบาท)

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุผ่านอีเมลว่า ความล้มเหลวของ WHO ในการกักกันและแบ่งปันข้อมูลโรคระบาดที่ผ่านมา ได้สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ คิดเป็นมูลค่าหลายล้านล้านดอลลาร์ “ชาวอเมริกันจ่ายเงินให้องค์กรนี้มากเกินพอแล้ว และความสูญเสียทางเศรษฐกิจที่อเมริกาได้รับนั้น มันเกินกว่าหนี้สินทางการเงินใดๆ ที่ติดค้างอยู่กับองค์กรนี้” พร้อมยืนยันว่าประธานาธิบดีได้ใช้อำนาจสั่งระงับการถ่ายโอนทรัพยากรและงบประมาณทุกรูปแบบไปยัง WHO เรียบร้อยแล้ว

การขาดหายไปของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนรายใหญ่ที่สุด หรือคิดเป็น 18% ของงบประมาณทั้งหมด ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อ WHO โดยล่าสุดทางองค์กรได้ประกาศลดจำนวนทีมบริหารลงครึ่งหนึ่ง และมีแผนจะเลิกจ้างพนักงานประมาณ 1 ใน 4 ของทั้งหมดภายในกลางปีนี้ เพื่อประหยัดงบประมาณและปรับขนาดองค์กรให้รอดพ้นจากวิกฤตทางการเงิน

นายทีโดรส อัดฮานอม กีบรีเยซุส ผู้อำนวยการใหญ่ WHO แสดงความหวังว่าสหรัฐฯ จะพิจารณากลับเข้ามาร่วมใหม่ในอนาคต โดยย้ำว่า “การถอนตัวครั้งนี้คือความพ่ายแพ้ของทั้งสหรัฐฯ และโลก” เช่นเดียวกับ บิล เกตส์ ประธานมูลนิธิเกตส์ ซึ่งให้สัมภาษณ์ในการประชุมที่เมืองดาวอสว่า เขาไม่เชื่อว่าสหรัฐฯ จะกลับเข้าร่วมในอนาคตอันใกล้ แม้ว่าโลกจะยังต้องการ WHO เพื่อตรวจจับและรับมือกับภัยคุกคามด้านสุขภาพก็ตาม

ด้านลอว์เรนซ์ กอสติน ผู้อำนวยการสถาบันกฎหมายสาธารณสุขโลกแห่งมหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ ให้ความเห็นว่า “นี่คือการละเมิดกฎหมายสหรัฐฯ อย่างชัดเจน แต่ทรัมป์ก็น่าจะรอดพ้นจากความผิดนี้ไปได้”

ทั้งนี้ คณะกรรมการบริหารของ WHO มีกำหนดการประชุมในเดือนกุมภาพันธ์นี้ เพื่อหารือเกี่ยวกับแนวทางการบริหารจัดการหลังจากที่สหรัฐฯ ถอนตัวออกไปอย่างเป็นทางการ.

ที่มา Reuters

เกาหลีใต้ประกาศใช้กฎหมาย AI ครั้งแรกของโลก สตาร์ทอัพหวั่นฉุดรั้งนวัตกรรม

เกาหลีใต้ประกาศใช้กฎหมาย AI ครั้งแรกของโลก สตาร์ทอัพหวั่นฉุดรั้งนวัตกรรม

22 ม.ค. 2569 14:54 น.

เกาหลีใต้ประกาศใช้กฎหมาย AI ครั้งแรกของโลก สตาร์ทอัพหวั่นฉุดรั้งนวัตกรรม

รัฐบาลเกาหลีใต้เดินหน้าบังคับใช้ “กฎหมายพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์” (AI Basic Act) หวังปูทางสู่มหาอำนาจ AI ท็อป 3 ของโลก ชูจุดเด่นบังคับใช้การควบคุมโดยมนุษย์ในกลุ่มความเสี่ยงสูง พร้อมสั่งติดป้ายกำกับคอนเทนต์จาก AI ให้ชัดเจน ฝั่งสตาร์ทอัพโอด กฎระเบียบกำกวมและภาระด้านการปฏิบัติตามอาจฉุดรั้งขีดความสามารถการแข่งขัน

รัฐบาลเกาหลีใต้เริ่มบังคับใช้ “กฎหมายพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์” (AI Basic Act) ในวันนี้ (22 ม.ค.) โดยระบุว่าเป็นชุดกฎหมายกำกับดูแลปัญญาประดิษฐ์ที่ครอบคลุมฉบับแรกของโลก มีเป้าหมายเสริมสร้างความเชื่อมั่นและความปลอดภัยในภาคเอไอ พร้อมวางตำแหน่งประเทศให้เป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีนี้ อย่างไรก็ตาม กลุ่มสตาร์ตอัพแสดงความกังวลว่าภาระการปฏิบัติตามกฎหมายอาจเป็นอุปสรรคต่อการเติบโต

กฎหมายดังกล่าวมีผลบังคับใช้ก่อนความพยายามลักษณะเดียวกันในยุโรป ซึ่งกฎหมาย EU AI Act จะทยอยบังคับใช้เป็นระยะจนถึงปี 2027 ท่ามกลางความเห็นที่แตกต่างกันทั่วโลกเกี่ยวกับการกำกับดูแลเอไอ โดยสหรัฐฯ สนับสนุนแนวทางผ่อนคลายเพื่อไม่ให้ขัดขวางนวัตกรรม ขณะที่จีนเริ่มออกกฎบางส่วนและเสนอจัดตั้งกลไกประสานการกำกับดูแลระดับโลก

สาระสำคัญของกฎหมายเกาหลีใต้กำหนดให้บริษัทต้องมีการกำกับดูแลโดยมนุษย์ในระบบเอไอที่มี “ผลกระทบสูง” ครอบคลุมด้านความปลอดภัยนิวเคลียร์ การผลิตน้ำดื่ม ระบบขนส่ง การแพทย์ และการเงิน เช่น การประเมินเครดิตและคัดกรองสินเชื่อ 

นอกจากนี้ บริษัทต้องแจ้งผู้ใช้งานล่วงหน้าหากมีการนำ AI มาใช้ในบริการ และต้องติดป้ายกำกับ ผลผลิตที่สร้างจาก AI ให้ชัดเจน โดยเฉพาะในรายที่แยกไม่ออกว่าเป็นของจริงหรือสิ่งที่ AI สร้างขึ้น อย่างไรก็ดี บทลงโทษมีอัตราสูง เช่น การไม่ติดป้ายกำกับ AI  อาจถูกปรับสูงสุด 30 ล้านวอน หรือราว 641,000 บาท

กระทรวงวิทยาศาสตร์และไอซีทีระบุว่า กรอบกฎหมายนี้ออกแบบมาเพื่อส่งเสริมการนำเอไอไปใช้ ควบคู่กับการสร้างฐานความปลอดภัยและความไว้วางใจ โดยร่างกฎหมายผ่านการหารืออย่างกว้างขวาง และภาคธุรกิจจะได้รับช่วงผ่อนผันอย่างน้อยหนึ่งปีก่อนที่รัฐจะเริ่มบังคับใช้บทลงโทษทางปกครอง

ด้านนายแบ คยอง-ฮุน รัฐมนตรีกระทรวงวิทยาศาสตร์และไอซีที อดีตผู้อำนวยการฝ่ายการวิจัย AI จาก LG  ระบุว่า กฎหมายนี้เป็น “รากฐานเชิงสถาบันที่สำคัญ” ต่อเป้าหมายของเกาหลีใต้ในการก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในสามมหาอำนาจ AI ของโลก

อย่างไรก็ตาม กลุ่มสตาร์ทอัพ Startup Alliance แสดงความกังวลอย่างมาก และไม่พอใจที่รายละเอียดสำคัญยังไม่ชัดเจน โดยระบุว่ารายละเอียดในข้อกฎหมายบางส่วนยังมีความคลุมเครือ ซึ่งอาจทำให้บริษัทเลือกแนวทางที่ “เพลย์เซฟ” เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงด้านกฎระเบียบมากเกินไปจนขัดขวางการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ พร้อมทั้งตั้งคำถามว่า “ทำไมเกาหลีใต้ต้องรีบเป็นประเทศแรกที่ทำเรื่องนี้?” ท่ามกลางการแข่งขันระดับโลกที่ดุเดือด

กระทรวงฯ ระบุว่าจะจัดตั้งแพลตฟอร์มคำแนะนำและศูนย์สนับสนุนเฉพาะช่วงผ่อนผัน พร้อมพิจารณามาตรการลดภาระอุตสาหกรรม รวมถึงความเป็นไปได้ในการขยายระยะเวลาผ่อนผัน หากสถานการณ์ในและต่างประเทศเอื้ออำนวย.

ที่มา Reuters

อดีต ผบ.ทบ. มาเลเซีย-ภรรยาคนที่ 3 ถูกตั้งข้อหาฟอกเงินกว่า 17 ล้านบาท

อดีต ผบ.ทบ. มาเลเซีย-ภรรยาคนที่ 3 ถูกตั้งข้อหาฟอกเงินกว่า 17 ล้านบาท

22 ม.ค. 2569 13:25 น.

อดีต ผบ.ทบ. มาเลเซีย-ภรรยาคนที่ 3 ถูกตั้งข้อหาฟอกเงินกว่า 17 ล้านบาท

อดีตผู้บัญชาการทหารบกมาเลเซีย และภรรยาคนที่ 3 เข้ารับฟังข้อหาฟอกเงินรวมเกือบ 2.2 ล้านริงกิต  หรือกว่า 17 ล้านบาท หลังตกเป็นเป้าหมายในปฏิบัติการกวาดล้างทุจริตครั้งใหญ่ในกองทัพ ด้านนายกฯ “อันวาร์ อิบราฮิม” สั่งระงับการจัดซื้อจัดจ้างทั้งหมดของกองทัพและตำรวจที่เกี่ยวข้องกับคดี พร้อมย้ำ “กองทัพไม่ใช่ที่สำหรับคนโกง”

อดีตนายทหารระดับสูงของมาเลเซีย มูฮัมหมัด ฮาฟิซุดดีน จันตัน วัย 58 ปี อดีตผู้บัญชาการทหารบก และ ซัลวานี อานูอาร์ วัย 26 ปี ภรรยาคนที่ 3 ถูกนำตัวขึ้นศาลพิเศษเพื่อพิจารณาคดีทุจริตในกรุงกัวลาลัมเปอร์ โดยทั้งคู่ถูกดำเนินคดีแยกกัน โดยถูกตั้งข้อหาคนละ 4 กระทง ภายใต้กฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน การสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย และรายได้จากกิจกรรมผิดกฎหมาย 

เอกสารคำฟ้องระบุว่า ฮาฟิซุดดีนถูกกล่าวหาว่าได้รับเงินจากการกระทำผิดกฎหมายจำนวนประมาณ 2.1 ล้านริงกิต (ราว 16.28 ล้านบาท) ขณะที่ซัลวานีถูกกล่าวหาว่ารับเงินผิดกฎหมายจำนวน 77,000 ริงกิต (ราว 5 .97 แสนบาท) ทั้งคู่ให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา 

โดยศาลอนุญาตให้ประกันตัวด้วยวงเงิน 250,000 ริงกิต และ 30,000 ริงกิต ตามลำดับ พร้อมสั่งยึดหนังสือเดินทางและต้องเข้ารายงานตัวต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งมาเลเซีย (MACC) ทุกเดือน ทั้งสองอาจเผชิญโทษจำคุกสูงสุด 15 ปี และปรับอย่างน้อย 5 เท่าของมูลค่าเงินที่เกี่ยวข้อง หรือไม่ต่ำกว่า 5 ล้านริงกิต

MACC ระบุว่า ในวันศุกร์ที่ 23 ม.ค. ฮาฟิซุดดีนจะถูกตั้งข้อหาเพิ่มเติมอีก 2 กระทงที่ศาลพิเศษเมืองชาห์อาลัม ขณะที่ซัลวานีจะถูกตั้งข้อหาอีก 1 กระทงที่ศาลเมืองเจอร์ตีห์ รัฐตรังกานู ในวันที่ 26 มกราคม

นอกจากคดีของอดีต ผบ.ทบ. แล้ว MACC เตรียมแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมกับ นิซาม จาฟฟาร์อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด ในความผิดทางอาญาฐานละเมิดทรัสต์ และการรับสินบนในวันศุกร์นี้ด้วย โดยนิซามเพิ่งลาพักร้อนไปเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ก่อนจะถึงกำหนดเกษียณอายุในเดือนสิงหาคมนี้

ปัจจุบัน MACC ได้สั่งอายัดทรัพย์สินทั้งเงินสด ทองคำ และสินค้าหรูหรา รวมมูลค่ากว่า 52 ล้านริงกิต (ราว 403 ล้านบาท) จากบัญชีธนาคารกว่า 80 บัญชีที่เกี่ยวข้องกับคดีทุจริตจัดซื้อจัดจ้างของกองทัพ และมีการจับกุมผู้ต้องหาไปแล้ว 23 ราย ทั้งนายทหารและพลเรือน

นายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม ได้ออกมาเน้นย้ำถึงความสำคัญของการปฏิรูปภาคส่วนความมั่นคง โดยระบุว่ากองทัพเป็นที่ที่มีการ “ยักยอก” และ “ขโมย”  มานาน ซึ่งการทุจริตไม่ใช่แค่เรื่องเงินทอง แต่เป็นภัยคุกคามโดยตรงต่อความมั่นคงของชาติ

ล่าสุดรัฐบาลได้ประกาศระงับการจัดซื้อจัดจ้างทั้งหมดที่เกี่ยวพันกับการสืบสวนของ MACC และเตรียมตรวจสอบสัญญาที่ได้รับอนุมัติไปแล้วทั้งหมดใหม่ เพื่อเรียกคืนความเชื่อมั่นและสร้างมาตรฐานความโปร่งใสให้เกิดขึ้นในกองทัพมาเลเซียอีกครั้ง.

ที่มา CNA