“คิม จองอึน” เดือด ตรวจการก่อสร้างโรงงานผลิตอุปกรณ์การศึกษาสร้างล่าช้า สั่งเร่งให้เสร็จภายในปีนี้

"คิม จองอึน" เดือด ตรวจการก่อสร้างโรงงานผลิตอุปกรณ์การศึกษาสร้างล่าช้า สั่งเร่งให้เสร็จภายในปีนี้

5 พ.ย. 2568 10:32 น.

“คิม จองอึน” เดือด ตรวจการก่อสร้างโรงงานผลิตอุปกรณ์การศึกษาสร้างล่าช้า สั่งเร่งให้เสร็จภายในปีนี้

“คิม จองอึน” ผู้นำเกาหลีเหนือ ลงพื้นที่กรุงเปียงยางตรวจไซต์ก่อสร้างโรงงานผลิตอุปกรณ์เรียนและสื่อการสอน ตำหนิเจ้าหน้าที่รัฐทำงานล่าช้าจนไร้ความคืบหน้าหลายปี สั่งเร่งสร้างให้เสร็จภายในสิ้นปี 2568

วันที่ 5 พฤศจิกายน 2568 สำนักข่าวกลางเกาหลี หรือ KCNA รายงานว่า นายคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ ลงตรวจสอบความคืบหน้าการก่อสร้างโรงงานผลิตเครื่องเขียนและอุปกรณ์การศึกษาในกรุงเปียงยาง เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายนที่ผ่านมา

ระหว่างการตรวจเยี่ยม นายคิมแสดงความไม่พอใจอย่างหนัก พร้อมตำหนิเจ้าหน้าที่คณะรัฐมนตรีและกระทรวงศึกษาธิการที่ปล่อยให้โครงการล่าช้า โดยชี้ว่า พรรคแรงงานเกาหลีได้เน้นย้ำเรื่องการเสริมสร้างฐานวัสดุด้านการศึกษาในที่ประชุมพรรคมาหลายปี แต่โรงงานเหล่านี้กลับไม่มีความคืบหน้าตลอดช่วง 5 ปีที่ผ่านมา จนถึงกลางปีนี้จึงเริ่มดำเนินการจริง

ผู้นำเกาหลีเหนือระบุว่า ความล่าช้าเกิดจาก ทัศนคติและแนวคิดที่ไม่เหมาะสมของเจ้าหน้าที่ และสั่งให้ปัญหานี้ถูกหยิบยกขึ้นพิจารณาอย่างจริงจังในที่ประชุมพรรคแรงงานครั้งต่อไป ซึ่งจะจัดขึ้นในเดือนหน้า พร้อมกันนี้ นายคิมได้ชื่นชมทหารที่ถูกระดมมาช่วยก่อสร้าง พร้อมกล่าวว่า โรงงานผลิตอุปกรณ์การศึกษาเป็นโรงงานสำคัญที่จะทำให้สามารถจัดหาให้กับทั่วประเทศได้ 

นอกจากนี้ เขายังสั่งกำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์ให้เหมาะสมกับวัยและสรีระของนักเรียน พร้อมกำหนดกรอบเวลาว่าต้องสร้างแล้วเสร็จภายในสิ้นปี 2568 เพื่อให้โรงงานสามารถเดินเครื่องผลิตได้ในช่วงครึ่งแรกของปีหน้า

ทั้งนี้ โครงการนี้ถือเป็นหนึ่งในความพยายามของรัฐบาลเกาหลีเหนือในการยกระดับระบบการศึกษา แม้ประเทศจะยังเผชิญภาวะเศรษฐกิจและการคว่ำบาตรจากนานาชาติก็ตาม.

ฟิลิปปินส์อ่วม ไต้ฝุ่น “คัลแมกี” พัดถล่ม ยอดดับพุ่ง 52 ศพ

ฟิลิปปินส์อ่วม ไต้ฝุ่น "คัลแมกี" พัดถล่ม ยอดดับพุ่ง 52 ศพ

5 พ.ย. 2568 10:26 น.

ฟิลิปปินส์อ่วม ไต้ฝุ่น “คัลแมกี” พัดถล่ม ยอดดับพุ่ง 52 ศพ

ไต้ฝุ่นรุนแรง “คัลแมกี” พัดถล่มภาคกลางฟิลิปปินส์ คร่าชีวิตอย่างน้อย 52 ศพแล้ว อพยพประชาชนเกือบ 4 แสน น้ำท่วมทั้งเมือง เซบูได้รับความเสียหายหนักที่สุด 

วันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 ทางการฟิลิปปินส์รายงานว่า พายุไต้ฝุ่น “คัลแมกี” (Kalmaegi) หรือชื่อท้องถิ่น “ติโน” (Tino) ได้พัดขึ้นฝั่งถล่มพื้นที่หมู่เกาะวิซายาส สร้างความเสียหายหนัก โดยเฉพาะบนเกาะเซบู ซึ่งเป็นพื้นที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุด โดยยอดผู้เสียชีวิตล่าสุดอยู่ที่อย่างน้อย 52 ศพ สูญหายอีก 13 ราย ขณะที่ประชาชนเกือบ 400,000 คน ต้องอพยพออกจากพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมและดินถล่ม 

ภาพจากโซเชียลมีเดียเผยให้เห็นน้ำท่วมปกคลุมทั้งชุมชน รถยนต์และตู้คอนเทนเนอร์ถูกพัดลอยไปกับกระแสน้ำ ประชาชนต้องหนีขึ้นไปอยู่บนหลังคาบ้านเพื่อเอาชีวิตรอด รายงานข่าวระบุว่า ผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่จมน้ำ บ้านเรือนจำนวนมากถูกน้ำพัดพังเสียหาย เหลือเพียงโคลนหนาทับถมทั่วเมือง ทีมกู้ภัยต้องใช้เรือเข้าไปช่วยผู้ที่ติดอยู่ภายในบ้าน

ขณะที่นางพาเมลา บาริคัวโทร ผู้ว่าการจังหวัดเซบู ประกาศภาวะภัยพิบัติ เพื่อเร่งระดมความช่วยเหลือและงบประมาณฉุกเฉิน พร้อมระบุว่านับเป็นสถานการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน  ด้านหน่วยงานป้องกันภัยระบุว่าจะเร่งค้นหาผู้สูญหาย ให้ความช่วยเหลือผู้ไร้ที่อยู่อาศัย และประเมินความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานอย่างเร่งด่วน

สำนักงานอุตุนิยมวิทยา ของฟิลิปปินส์ รายงานว่า พายุลูกนี้กำลังมุ่งหน้าเวียดนามแม้พายุจะเริ่มอ่อนกำลังหลังขึ้นฝั่ง แต่ยังคงมีลมแรงกว่า 130 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และคาดว่าจะเคลื่อนผ่านหมู่เกาะวิซายาสเข้าสู่ทะเลจีนใต้ และมุ่งหน้าไปยังประเทศเวียดนาม ซึ่งกำลังเผชิญฝนตกหนักเป็นประวัติการณ์.

โซห์ราน มัมดานี คว้าชัยเป็นนายกเทศมนตรีนิวยอร์กเชื้อสายมุสลิม-เอเชียใต้ คนแรก

โซห์ราน มัมดานี คว้าชัยเป็นนายกเทศมนตรีนิวยอร์กเชื้อสายมุสลิม-เอเชียใต้ คนแรก

5 พ.ย. 2568 10:19 น.

โซห์ราน มัมดานี คว้าชัยเป็นนายกเทศมนตรีนิวยอร์กเชื้อสายมุสลิม-เอเชียใต้ คนแรก

นาย โซห์ราน มัมดานี จากพรรคเดโมแครต สร้างประวัติศาสตร์ คว้าชัยเลือกตั้ง ขึ้นเป็นนายกเทศมนตรีนิวยอร์กเชื้อสายมุสลิม-เอเชียใต้คนแรก และยังเป็นนายกเทศมนตรีที่อายุน้อยที่สุดในรอบศตวรรษด้วย

โซห์ราน มัมดานี นักการเมืองสายเดโมแครตวัย 34 ปี สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับมหานครนิวยอร์ก หลังชนะการเลือกตั้งเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา โดยเอาชนะทั้งอดีตผู้ว่าการรัฐแอนดรูว์ คูโอโม และผู้สมัครจากพรรครีพับลิกัน เคอร์ติส สลีวา 

ชัยชนะครั้งนี้ทำให้มัมดานี ซึ่งมีแนวคิดแบบสังคมนิยมประชาธิปไตย กลายเป็นนายกเทศมนตรีมุสลิมคนแรกของนครนิวยอร์ก รวมถึงเป็นคนเชื้อสายเอเชียใต้คนแรก และผู้ที่เกิดในทวีปแอฟริกาคนแรก ที่ได้ดำรงตำแหน่งสูงสุดของเมืองใหญ่อันดับหนึ่งของสหรัฐฯ

มัมดานีจะเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 มกราคมปีหน้า ซึ่งจะทำให้เขาเป็น นายกเทศมนตรีอายุน้อยที่สุดในรอบกว่า 100 ปีของนิวยอร์ก โดยก่อนหน้านี้เขาเพิ่งเริ่มต้นเส้นทางการเมืองในฐานะสมาชิกสภารัฐนิวยอร์กเพียงหนึ่งปีก่อนจะก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดในเมืองอย่างรวดเร็ว

อย่างไรก็ตาม การขึ้นสู่อำนาจของมัมดานีอาจเผชิญแรงต่อต้านจากฝ่ายรีพับลิกันและนักการเมืองสายอนุรักษ์นิยม ที่มองว่าเขาเป็นตัวแทนของแนวทางการเมืองหัวก้าวหน้า ที่จะเปลี่ยนทิศทางของนครนิวยอร์กในยุคใหม่ และด้วยภูมิหลังอันโดดเด่นและแนวนโยบายที่มุ่งเน้นความเท่าเทียม มัมดานีกำลังถูกจับตามองในฐานะ นักการเมืองดาวรุ่งคนใหม่ของอเมริกา ที่อาจมีบทบาทสำคัญในเวทีการเมืองระดับชาติในอนาคต 

ทั้งนี้ เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ออกมาประกาศสนับสนุน แอนดรูว์ คูโอโม อดีตผู้ว่าการรัฐนิวยอร์ก ให้ดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีนครนิวยอร์ก พร้อมยังขู่ว่าจะระงับเงินอุดหนุนของรัฐบาลกลางต่อมหานครแห่งนี้ หากโซห์ราน มัมดานี ผู้สมัครจากพรรคเดโมแครต ชนะการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีด้วย.

ที่มา : AP

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ นายกเทศมนตรี

เครื่องบินขนส่ง UPS ไถลใกล้รันเวย์เกิดไฟลุกไหม้รุนแรง หลังทะยานขึ้นจากสนามบินหลุยส์วิลล์ สหรัฐฯ

เครื่องบินขนส่ง UPS ไถลใกล้รันเวย์เกิดไฟลุกไหม้รุนแรง หลังทะยานขึ้นจากสนามบินหลุยส์วิลล์ สหรัฐฯ

5 พ.ย. 2568 07:44 น.

เครื่องบินขนส่ง UPS ไถลใกล้รันเวย์เกิดไฟลุกไหม้รุนแรง หลังทะยานขึ้นจากสนามบินหลุยส์วิลล์ สหรัฐฯ

เครื่องบินขนส่งสินค้า UPS  ประสบเหตุร้ายแรงไฟลุกท่วมลำควันดำปกคลุมพื้นที่ หลังทะยานขึ้นจากสนามบินหลุยส์วิลล์ ในรัฐเคนทักกี สหรัฐฯ แล้วเกิดไถลชนบริเวณใกล้รันเวย์ มีรายงานตัวเลขผู้บาดเจ็บหลายราย 

วันที่ 5 พฤศจิกายน 2568 สำนักข่าว CNN รายงานว่า เกิดเหตุเครื่องบินขนส่งของ UPS เที่ยวบิน 2976 ซึ่งเป็นเครื่องบินรุ่น แมคดอนเนล ดักลาส MD‑11 ที่ขึ้นจากสนามบินนานาชาติหลุยส์วิลล์ มูฮัมหมัด อาลี  ในเมืองหลุยส์วิลล์ รัฐเคนทักกี สหรัฐอเมริกา เพื่อเดินทางไปยังฮาวาย เกิดเหตุเสียหลักและตกไถลบริเวณใกล้รันเวย์ พร้อมระเบิดไฟลุกท่วมทันที 

เหตุการณ์ครั้งนี้ส่งผลให้เกิดกลุ่มควันดำหนาทึบเหนือพื้นที่โดยรอบ และมีคำสั่งปิดสนามบินชั่วคราว และขอให้ประชาชนอยู่ภายในที่พัก สำหรับพื้นที่ทางเหนือของสนามบินถึงแม่น้ำโอไฮโอ  เจ้าหน้าที่รายงานว่า  มีผู้บาดเจ็บหลายราย แต่ยังไม่สามารถยืนยันจำนวนที่แน่ชัดได้  

ทางด้าน องค์การบริหารการบินแห่งชาติของสหรัฐ หรือ FAA  และ คณะกรรมการความปลอดภัยการขนส่งแห่งชาติของสหรัฐ หรือ NTSB ได้เปิดการสอบสวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น  

ด้านนายเครก กรีนเบิร์ก นายกเทศมนตรีเมืองหลุยส์วิลล์ ให้สัมภาษณ์กับสื่อท้เองถิ่นว่า เครื่องบินลำนี้บรรทุกเชื้อเพลิงปริมาณมากถึงราว 280,000 แกลลอน จึงถือเป็นเหตุการณ์อันตรายอย่างยิ่ง

ทั้งนี้ สนามบินนานาชาติหลุยส์วิลล์ มูฮัมหมัด อาลี  เป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ขนาดใหญ่ของบริษัท UPS ในสหรัฐฯ  และอยู่ใกล้พื้นที่ชุมชน–ที่อยู่อาศัยซึ่งยิ่งเพิ่มความกังวลด้านความปลอดภัย  ขณะที่เจ้าหน้าที่ถูกเรียกทั้งหมดเพื่อเข้าดำเนินการ ทั้งดับเพลิง กู้ภัย และควบคุมเหตุการณ์ ห้ามผู้ไม่เกี่ยวข้องเข้าใกล้จุดเกิดเหตุ เนื่องจากมีเศษซากและอันตรายอื่น ๆ ตามมา.

ที่มา CNN

ชาวอเมริกันนับล้าน ใช้สิทธิเลือกตั้งหลายรัฐ บททดสอบแรกของทรัมป์ 2.0

ชาวอเมริกันนับล้าน ใช้สิทธิเลือกตั้งหลายรัฐ บททดสอบแรกของทรัมป์ 2.0

5 พ.ย. 2568 06:13 น.

ชาวอเมริกันนับล้าน ใช้สิทธิเลือกตั้งหลายรัฐ บททดสอบแรกของทรัมป์ 2.0

ชาวอเมริกันนับล้านคนออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งในหลายรัฐ รวมถึงศึกชิงนายกเทศมนตรีนิวยอร์ก และศึกชิงผู้ว่าฯ รัฐเวอร์จิเนียกับนิวเจอร์ซีย์ ซึ่งถูกมองว่าเป็นบททดสอบของนายทรัมป์

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ชาวอเมริกันจำนวนหลายล้านคนกำลังออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งนายกเทศมนตรีและผู้ว่าฯ ในหลายรัฐทั้ง นิวยอร์ก, เวอร์จิเนีย และนิวเจอร์ซีย์ ในวันอังคารที่ 4 พ.ย. 2568 ในขณะที่รัฐแคลิฟอร์เนียจะมีการโหวตแก้รัฐธรรมนูญท้องถิ่น ซึ่งอาจทำให้เดโมแครตมี สส.เพิ่มอีก 5 คน

ศึกชิงผู้ว่าการรัฐเวอร์จิเนียและนิวเจอร์ซีย์ถูกมองว่าเป็นการทดสอบของนายทรัมป์ โดยรีพับลิกันได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นในรัฐสีน้ำเงิน (เดโมแครต) 2 แห่งนี้ นับตั้งแต่ที่ทรัมป์แพ้การเลือกตั้งในปี 2563 และการเลือกตั้งในวันนี้จะเป็นตัวบ่งชี้ว่า ความก้าวหน้าดังกล่าวยั่งยืนเพียงใด โดยเฉพาะผู้โหวตชาวละติน ที่เทคะแนนเสียงให้ทรัมป์ในการเลือกตั้งปี 2567 ทั้งที่เมื่อก่อนต่อต้านพรรครีพับลิกันอย่างแข็งขัน

ส่วนฝ่ายเดโมแครต พวกเขาใช้เวลาตลอดปีที่ผ่านมาเพื่อหาทางพลิกสถานการณ์ โดยการเสนอชื่อผู้สมัครที่ไม่มีความเสียหายจากความพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งปี 2567 และผู้สมัครของพวกเขาในรัฐเวอร์จิเนียกับนิวเจอร์ซีย์ก็ล้วนมีคะแนนนิยมนำหน้าคู่แข่งจากรีพับลิกัน

แอนดรูว์ คูโอโม ผู้สมัครอิสระ, เคอร์ติส ซลิวา ผู้สมัครจากพรรครีพับลิกัน และ ซอห์ราน มัมดานี ผู้สมัครจากพรรคเดโมแครต
แอนดรูว์ คูโอโม ผู้สมัครอิสระ, เคอร์ติส ซลิวา ผู้สมัครจากพรรครีพับลิกัน และ ซอห์ราน มัมดานี ผู้สมัครจากพรรคเดโมแครต

เลือกตั้งนายกเทศมนตรีนิวยอร์ก

การเลือกตั้งนายกเทศมนตรีนครนิวยอร์ก ดึงความสนใจของคนทั้งประเทศ หลังจากโดนัลด์ ทรัมป์ ออกมาสนับสนุนนายแดนดรูว์ คูโอโม อดีตคู่แข่งทางการเมืองของตัวเอง เพื่อขัดขวางไม่ให้ นายซอห์ราน มัมดานี ผู้สมัครวัย 34 ปี จากพรรคเดโมแครต ได้เป็นนายกเทศมนตรีนิวยอร์กที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์

ก่อนหน้านี้นายมัมดานี ผู้ประกาศตนเป็นนักสังคมนิยมประชาธิปไตย และเป็นตัวเต็งในการเลือกตั้งครั้งนี้ เอาชนะนายคูโอโมมา และผู้สมัครจากพรรคเดโมแครตอีก 9 คน ในการเลือกตั้งขั้นต้นแบบไพรมารี ด้วย “แคมเปญรากหญ้า” สร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้มีสิทธิเลือกตั้งอายุน้อย ด้วยสัญญาว่าจะทำให้นครนิวยอร์กมีค่าครองชีพที่เข้าถึงได้มากขึ้น

ชัยชนะในการเลือกตั้งขั้นต้นของมัมดานีปลุกฐานเสียงของพรรคเดโมแครตบางส่วนให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง และทำให้เขากลายเป็นคู่ปรับของพรรครีพับลิกันทั่วประเทศ

ด้านนายคูโอโม ตัดสินใจจะลงชิงตำแหน่งนายกเทศมนตรีนิวยอร์กในฐานะผู้สมัครอิสระ โดยเขาวิจารณ์นายมัมดานีว่า มีประสบการณ์น้อยเกินไปที่จะรับมือกับทรัมป์ คูโอโมยังโต้แย้งด้วยว่า นโยบายหาเสียงของมัมดานี ซึ่งรวมถึงบริการรถโดยสารฟรี และการดูแลเด็กเล็กถ้วนหน้า (universal childcare) นั้น ไม่สามารถทำได้จริง

หากนายมัมดานีได้รับเลือก เขาจะกลายเป็นนายกเทศมนตรีมุสลิมคนแรกของเมือง และด้วยวัย 34 ปี เขาจะกลายเป็นนายกเทศมนตรีที่อายุน้อยที่สุดในรอบกว่าหนึ่งศตวรรษ

แจ็ค ชัตตาเรลลี จากพรรครีพับลิกัน กับ มิคกี้ เชอร์ริลล์ จากพรรคเดโมแครต
แจ็ค ชัตตาเรลลี จากพรรครีพับลิกัน กับ มิคกี้ เชอร์ริลล์ จากพรรคเดโมแครต

เลือกตั้งผู้ว่าการรัฐนิวเจอร์ซีย์

ผู้สมัครตัวเก็ง 2 คนในการเลือกตั้งผู้ว่าการรัฐนิวเจอร์ซีย์ กำลังมีการแข่งขันที่สูสีกันอย่างมาก

โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ใช้วิธีหาเสียงทางไกลสนับสนุนนายแจ็ค ชัตตาเรลลี จากพรรครีพับลิกัน ผู้แพ้การเลือกตั้งผู้ว่าการรัฐอย่างฉิวเฉียดเมื่อสี่ปีก่อน ขณะที่ ส.ส. มิคกี้ เชอร์ริลล์จากพรรคเดโมแครต ซึ่งเป็นอดีตนักบินกองทัพเรือ ได้จัดการชุมนุมสนับสนุนร่วมกับอดีตประธานาธิบดีบารัก โอบามา เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา และมีคะแนนนำชัตตาเรลลีเล็กน้อยในการสำรวจความคิดเห็นล่าสุด

ผลสำรวจยังแสดงให้เห็นว่าประเด็นต่าง ๆ เช่นเรื่องความสามารถในการซื้อหรือเช่าที่อยู่อาศัย และปัญหาค่าไฟฟ้าสูง เป็นเรื่องที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งให้ความสำคัญที่สุด แต่การแข่งขันในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมาถูกครอบงำด้วยการโจมตีกันในเรื่องส่วนตัวจากทั้ง 2 ฝ่าย

หากเชอร์ริลล์ชนะ นี่จะเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ทศวรรษ 60 ที่ผู้ว่าการรัฐนิวเจอร์ซีย์มาจากพรรคการเมืองเดียวกันถึง 3 สมัยติดต่อกัน

วินซัม เอิร์ล-เซียร์ส จากพรรครีพับลิกัน กับ อาบิเกล สแปนเบอร์เกอร์ จากพรรคเดโมแครต
วินซัม เอิร์ล-เซียร์ส จากพรรครีพับลิกัน กับ อาบิเกล สแปนเบอร์เกอร์ จากพรรคเดโมแครต

เลือกตั้งผู้ว่าการรัฐเวอร์จิเนีย

พรรคเดโมแครตกำลังหวังว่าประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยเดิมอีก เนื่องจากพรรคที่เป็นผู้กุมอำนาจในทำเนียบขาวมักจะพ่ายแพ้การเลือกตั้งผู้ว่าการรัฐเวอร์จิเนีย

ในระหว่างการรณรงค์หาเสียง อาบิเกล สแปนเบอร์เกอร์ จากพรรคเดโมแครตและเป็นอดีตสมาชิกสภาคองเกรส กล่าวจู่โจมด้วยประเด็นเรื่องค่าครองชีพสูง และความไม่สบายใจของผู้โหวตเรื่องการลดจำนวนบุคลากรของรัฐบาลกลางในยุคของนายทรัมป์

ส่วนนางวินซัม เอิร์ล-เซียร์ส ซึ่งเป็นรองผู้ว่าการรัฐเวอร์จิเนีย ได้หาเสียงโดยมุ่งเน้นไปที่การปราบปรามอาชญากรรม, การลดภาษี และข้อเรียกร้องให้ห้ามนักเรียนข้ามเพศใช้พื้นที่กีฬาและห้องน้ำสำหรับผู้หญิงในโรงเรียนรัฐบาล

ไม่ว่าผู้สมัครคนใดจะชนะในการเลือกตั้งครั้งนี้ พวกเธอก็จะสร้างประวัติศาสตร์ในฐานะผู้ว่าการรัฐหญิงคนแรกของเวอร์จิเนีย โดยในกรณีของ เอิร์ล-เซียร์ส เธอจะเป็นสตรีผิวสีคนแรกที่ได้รับเลือกเป็นผู้ว่าการรัฐในสหรัฐอเมริกาด้วย

การแบ่งเขตเลือกตั้งแคลิฟอร์เนีย

ผู้มีสิทธิเลือกตั้งในรัฐแคลิฟอร์เนียจะเป็นผู้ตัดสินใจว่า จะอนุมัติแผนที่เขตเลือกตั้งรัฐสภาใหม่หรือไม่ ซึ่งอาจทำให้พรรคเดโมแครตได้รับที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎรเพิ่มขึ้นสูงสุดถึง 5 ที่นั่ง

ญัตติที่ 50 (Proposition 50) ซึ่งจะแทนที่แนวเขตเลือกตั้งรัฐสภาชุดปัจจุบันของแคลิฟอร์เนียด้วยแผนที่ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อพรรคเดโมแครต เป็นกลยุทธ์ตอบโต้ของนายเกวิน นิวซัม ผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนีย หลังโดนัลด์ ทรัมป์ ผลักดันให้รัฐเท็กซัสและรัฐอื่น ๆ ที่นำโดยพรรครีพับลิกัน แบ่งเขตเลือกตั้งรัฐสภาใหม่ เพื่อให้พรรครีพับลิกันมีโอกาสมากขึ้นในการรักษาเสียงข้างมากที่ฉิวเฉียดเอาไว้

หากญัตติที่ 50 ได้รับการโหวตอนุมัติ ซึ่งมีแนวโน้มจะเป็นไปได้ด้วย เขตเลือกตั้งใหม่นี้อาจช่วยให้พรรคเดโมแครตชนะที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎรได้เพิ่มขึ้นสูงสุดถึง 5 ที่นั่ง ในการเลือกตั้งปี 2570, 2572 และ 2574 ซึ่งเป็นปีที่ญัตติหมดอายุ ก่อนจะส่งคืนอำนาจในการกำหนดแนวเขตให้กับคณะกรรมการอิสระของประชาชนเพื่อการแบ่งเขตเลือกตั้งของรัฐ

นอกจากการเลือกตั้งดังกล่าวแล้ว ในวันเดียวกันนี้ยังมีการโหวตอื่น ๆ ที่น่าจับตามองเช่นการโหวตตำแหน่งผู้พิพากษาศาลสูงสุดรัฐเพนซิลเวเนีย 3 ตำแหน่ง ซึ่งจะตัดสินว่า เดโมแครตจะรักษาเสียงข้างมากที่ 5 ต่อ 2 เอาไว้ได้หรือไม่ และการเลือกตั้งในเขตที่ 18 ของรัฐเท็กซัส เพื่อหาผู้มาแทน ส.ส. ซิลเวสเตอร์ เทอร์เนอร์ จากเดโมแครตที่เสียชีวิตไปก่อนหน้านี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : npr , nbcnews

เกาหลีใต้เผย เกาหลีเหนือส่งทหารช่าง 5,000 นายไปรัสเซียแล้ว

เกาหลีใต้เผย เกาหลีเหนือส่งทหารช่าง 5,000 นายไปรัสเซียแล้ว

5 พ.ย. 2568 04:39 น.

เกาหลีใต้เผย เกาหลีเหนือส่งทหารช่าง 5,000 นายไปรัสเซียแล้ว

สส.เกาหลีใต้เผยว่า เกาหลีเหนือส่งทหารช่างกว่า 5,000 นายไปรัสเซียตั้งแต่เดือนก่อนแล้ว เพื่อช่วยเหลือในการฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานที่ได้รับความเสียหาย

เมื่อวันอังคารที่ 4 พ.ย. 2568 อี ซอง-กึน สมาชิกรัฐสภาเกาหลีใต้เปิดเผยหลังได้รับฟังการบรรยายสรุปจากสำนักงานข่าวกรองเกาหลีใต้ว่า เกาหลีเหนือส่งทหารช่างสนับสนุนก่อสร้างประมาณ 5,000 นาย ไปยังรัสเซียตั้งแต่เดือนกันยายน เพื่อช่วยเหลือในภารกิจฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐาน

“มีการตรวจพบสัญญาณของการฝึกอบรมและการคัดเลือกบุคลากรอย่างต่อเนื่อง เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการส่งกำลังทหารเพิ่มเติม” นายอีกล่าวเสริม และระบุว่า สำนักงานข่าวกรองแจ้งต่อเหล่าสมาชิกสภาว่า ตอนนี้มีทหารเกาหลีเหนือประมาณ 10,000 นาย ประจำการอยู่ใกล้พรมแดนรัสเซีย-ยูเครน

ทั้งนี้ เกาหลีเหนือส่งทหารไปรัสเซียตั้งแต่ปลายปี 2567 เพื่อช่วยต่อสู้กับกองทัพยูเครนซึ่งบุกเข้ามายึดพื้นที่จำนวนหนึ่งในแคว้นคูสค์ของรัสเซียเอาไว้ โดยจากการประเมินของเกาหลีใต้ ทหารเกาหลีเหนืออย่างน้อย 600 นาย เสียชีวิตในการต่อสู้ และอีกหลายพันนายได้รับบาดเจ็บ

นักวิเคราะห์กล่าวว่า เกาหลีเหนือได้รับความช่วยเหลือทางการเงิน, เทคโนโลยีทางทหาร และเสบียงอาหารและพลังงาน จากรัสเซียเป็นการตอบแทนสำหรับการส่งกำลังทหารดังกล่าว ซึ่งทำให้รัฐบาลเปียงยางสามารถหลบเลี่ยงผลกระทบจากมาตรการคว่ำบาตรที่นานาชาติบังคับใช้เพื่อควบคุมโครงการนิวเคลียร์ของพวกเขาได้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

จีนตัดสินประหาร 5 สมาชิกมาเฟียตระกูล “ไป๋” แก๊งสแกมเมอร์ในเมียนมา

จีนตัดสินประหาร 5 สมาชิกมาเฟียตระกูล “ไป๋” แก๊งสแกมเมอร์ในเมียนมา

5 พ.ย. 2568 03:35 น.

จีนตัดสินประหาร 5 สมาชิกมาเฟียตระกูล “ไป๋” แก๊งสแกมเมอร์ในเมียนมา

(ภาพจาก Xinhua)

ศาลจีนตัดสินประหารชีวิต 5 สมาชิกระดับสูงของมาเฟียตระกูลไป๋ แก๊งอาชญากรรมซึ่งเปิดศูนย์สแกมเมอร์หลายสิบแห่งในเมียนมา นอกจากนั้นยังมีจำเลยคนอื่นถูกตัดสินลงโทษอีกนับสิบคน

เมื่อวันอังคารที่ 4 พ.ย. 2568 ศาลประชาชนกลางในเมืองเซินเจิ้น มณฑลกวางตุ้ง ทางตอนใต้ของจีน ตัดสินประหารชีวิต 5 สมาชิกระดับสูงแก๊งมาเฟียตระกูลไป๋ องค์กรอาชญากรรมชื่อฉาวที่ปฏิบัติการอยู่ในพื้นที่ตอนเหนือของเมียนมา เนื่องจากมีส่วนเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมมากมาย ทั้งฉ้อโกง ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา และทำร้ายร่างกาย

จำเลยทั้งหมด 21 คนทั้งที่เป็นสมาชิกตระกูลไป๋และผู้เกี่ยวข้อง ถูกตัดสินว่ามีความผิดในข้อหาต่างๆ กัน โดยคำพิพากษาของศาลระบุว่า การกระทำผิดของอาชญากรกลุ่มนี้ส่งผลให้พลเมืองชาวจีนเสียชีวิต 6 ศพ ตัดสินใจจบชีวิตตัวเองอีก 1 ราย และได้รับบาดเจ็บอีกหลายคน

ผู้ที่ถูกตัดสินประหารชีวิตได้แก่ ไป๋ ซั่วเฉิง หัวหน้าแก๊ง กับ ไป๋ อิงชาง ลูกชายของเขา ส่วนอีก 3 คนคือ หยาง หลี่เฉียง, หู เสี่ยวเจียง และ เฉิน กวงอี้ นอกจากนั้นยังมีจำเลย 2 คนที่ถูกตัดสินประหารชีวิตแบบรอลงอาญา 2 ปี, อีก 5 คนถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิต และอีก 9 คนรับโทษจำคุกตั้งแต่ 3-20 ปี ควบคู่กับบทลงโทษเพิ่มเติม ทั้งปรับ ยึดทรัพย์ และเนรเทศ

ทั้งนี้ สำนักข่าว บีบีซี รายงานว่าตระกูลไป๋เป็นหนึ่งในกลุ่มมาเฟียไม่กี่กลุ่มที่ก้าวขึ้นมามีอำนาจในช่วงทศวรรษ 2000s เล่าก์ก่าย (Laukkaing) ซึ่งเป็นพื้นที่ห่างไกลที่ยากจน ให้กลายเป็นศูนย์กลางที่สร้างรายได้มหาศาลจากบ่อนกาสิโนและซ่องโสเภณี

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา พวกเขาได้เปลี่ยนไปทำธุรกิจหลอกลวง นำผู้ตกเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์หลายพันคน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวจีน มากักขัง, ทารุณกรรม และบังคับให้ร่วมในการหลอกลวงผู้อื่น ในปฏิบัติการหลอกลวงออนไลน์หลากหลายรูปแบบ

ตามรายงานของสำนักข่าว ซินหัว ของจีน อาชญากรกลุ่มนี้ก่อสร้างศูนย์ปฏิบัติการหลอกลวง 41 แห่งในภูมิภาคโกก้างของเมียนมา และมีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่ออาชญากรรมต่างๆ ตั้งแต่การฉ้อโกงทางโทรคมนาคม การเปิดแหล่งซ่องสุมเล่นการพนัน การฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา การจัดการและบีบบังคับค้าประเวณี จนถึงการจัดการบุคคลข้ามพรมแดนอย่างผิดกฎหมาย

หนึ่งในจำเลยที่ถูกตัดสินประหารชีวิตสมรู้ร่วมคิดกับผู้อื่นเพื่อลักลอบค้าและผลิตยาเสพติดเมทแอมเฟตามีนราว 11 ตัน ขณะที่เม็ดเงินทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการพนันและกิจกรรมฉ้อโกงสูงเกิน 2.9 หมื่นล้านหยวน (ราว 1.33 แสนล้านบาท)

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ไต้ฝุ่น “คัลแมกี” ถล่มฟิลิปปินส์ ดับพุ่ง 26 ศพ ชาวบ้านอพยพนับแสน

ไต้ฝุ่น “คัลแมกี” ถล่มฟิลิปปินส์ ดับพุ่ง 26 ศพ ชาวบ้านอพยพนับแสน

5 พ.ย. 2568 01:21 น.

ไต้ฝุ่น “คัลแมกี” ถล่มฟิลิปปินส์ ดับพุ่ง 26 ศพ ชาวบ้านอพยพนับแสน

ไต้ฝุ่นคัลแมกี หนึ่งในพายุรุนแรงที่สุดในปีนี้ ทำให้มีผู้เสียชีวิตในฟิลิปปินส์แล้ว 26 ศพ และทำให้เกิดน้ำท่วมเป็นวงกว้าง ประชาชนหลายแสนคนต้องอพยพหนีน้ำ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 4 พ.ย. 2568 ว่า ไต้ฝุ่น “คัลแมกี” กำลังพัดถล่มประเทศฟิลิปปินส์ ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมเป็นวงกว้าง รวมถึงหลายเมืองบนเกาะเซบู ตอนกลางของประเทศ ซึ่งเป็นเกาะที่มีประชากรหนาแน่นที่สุด โดยตอนนี้พบผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 26 ศพ และมีชาวบ้านอีกหลายแสนคนต้องอพยพออกจากบ้าน

วิดีโอต่าง ๆ ที่เผยแพร่บนโลกออนไลน์แสดงให้เห็นภาพคนกำลังหาที่หลบภัยอยู่บนหลังคาบ้าน ขณะที่รถยนต์และตู้คอนเทนเนอร์ถูกกระแสน้ำพัดพาไปตามท้องถนน

กองทัพอากาศฟิลิปปินส์ (PAF) รายงานว่า เฮลิคอปเตอร์ทหารที่ถูกส่งไปช่วยเหลือภารกิจบรรเทาทุกข์ ประสบเหตุตกใกล้กับจังหวัดอาคูซัน เดล ซูร์ เกาะมินดาเนาทางตอนเหนือ ทำให้ลูกเรือเสียชีวิต 6 ราย

ทั้งนี้ ไต้ฝุ่นคัลแมกี หรือที่ในท้องถิ่นของฟิลิปปินส์เรียกว่า ไต้ฝุ่นทีโน่ (Tino) อ่อนกำลังลงนับตั้งแต่ขึ้นฝั่งในช่วงเช้าวันอังคาร แต่ยังคงมีความเร็วลมสูงกว่า 130 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และคาดกันว่าพายุจะเคลื่อนตัวผ่านภูมิภาคหมู่เกาะวิซายาส (Visayas) และออกจากทะเลจีนใต้ภายในวันพุธที่ 5 พ.ย.

นางพาเมลา บาริคัวโตร ผู้ว่าราชการจังหวัดเซบู ระบุผ่านโพสต์บนเฟซบุ๊กว่า “เราคาดว่าลมจะเป็นส่วนที่อันตราย แต่… น้ำ ต่างหากที่ทำให้ประชาชนของเราตกอยู่ในความเสี่ยงอย่างแท้จริง … น้ำท่วมสร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวง”

ข่าวระบุว่าการเสียชีวิตส่วนใหญ่เกิดจากการจมน้ำ ขณะที่พายุได้พัดพาน้ำโคลนจำนวนมหาศาลลงมาจากเนินเขาและไหลเข้าสู่เมืองต่าง ๆ ทำให้บ้านเรือนบนเกาะเซบูเสียหายเป็นวงกว้าง อาคารขนาดเล็กหลายหลังถูกน้ำพัดหายไป และมีโคลนหนาทิ้งไว้เมื่อน้ำลด ทีมกู้ภัยต้องใช้เรือเพื่อช่วยเหลือผู้คนที่ติดอยู่ภายในบ้าน

นายราฟาเอลิโต อเลฮานโดร รองผู้บริหารสำนักงานป้องกันภัยพลเรือน กล่าวในการแถลงข่าวว่า มีประชาชนเกือบ 400,000 คนที่ถูกย้ายออกจากเส้นทางของพายุไต้ฝุ่น

ทั้งนี้ โดยเฉลี่ยแล้ว ฟิลิปปินส์ต้องเผชิญกับพายุและไต้ฝุ่นประมาณปีละ 20 ลูก โดยเมื่อเดือนตุลาคม พวกเขาต้องรับมือพายุหลายลูกติดต่อกัน ทั้งซูเปอร์ไต้ฝุ่นรากาซา และไต้ฝุ่นบัวลอย ทำให้มีผู้เสียชีวิตหลายสิบรายสร้างความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานและพืชผลอย่างมาก

ไม่เพียงเท่านั้น เมื่อวันที่ 30 ก.ย. เกิดแผ่นดินไหวรุนแรงระดับ 6.9 ในภาคกลางของฟิลิปปินส์ โดยเกาะเซบูได้รับความเสียหายหนักที่สุด มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บหลายสิบราย

อนึ่ง คาดการณ์ว่า ไต้ฝุ่นคัลแมกีจะเดินทางต่อไปยังประเทศเวียดนาม ซึ่งกำลังเผชิญฝนตกปริมาณน้ำมากเป็นประวัติการณ์อยู่ในขณะนี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ฮุน เซน ย้ำอีก ไม่เคยขอให้ไทยเปิดด่าน อ้างไทยใช้เรื่องด่านเพื่อหาเสียง

ฮุน เซน ย้ำอีก ไม่เคยขอให้ไทยเปิดด่าน อ้างไทยใช้เรื่องด่านเพื่อหาเสียง

4 พ.ย. 2568 23:08 น.

ฮุน เซน ย้ำอีก ไม่เคยขอให้ไทยเปิดด่าน อ้างไทยใช้เรื่องด่านเพื่อหาเสียง

สมเด็จฯ ฮุน เซน โพสต์ข้อความย้ำว่า ไม่เคยขอให้ไทยเปิดด่านชายแดน ขอประชาชนชาวกัมพูชาอย่าเข้าใจผิด และกล่าวหาด้วยว่า การปิดด่านของไทยเป็นการขัดขวางอาเซียนทั้งหมด

เมื่อ 4 พ.ย. 2568 สมเด็จฯ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กโดยย้ำอีกครั้งว่า กัมพูชาไม่เคยลดตัวขอให้ไทยเปิดด่านชายแดน ไทยจะปิดอีก 100 ปี หรือ 500 ปี กัมพูชาก็ไม่ล่มสลาย พร้อมกับตั้งข้อสังเกตว่า การที่บุคคลระดับสูงในไทยหยิบยกเรื่องด่านชายแดนขึ้นมาพูดนั้น อาจเป็นการหาเสียงสำหรับการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง

ข้อความของ ฮุน เซน ระบุว่า “นับตั้งแต่มีการลงนามใน แถลงการณ์ร่วมระหว่างกัมพูชาและไทย โดยนายกรัฐมนตรีของทั้งสองประเทศ ซึ่งอำนวยความสะดวกโดยนายกรัฐมนตรีมาเลเซียในฐานะประธานอาเซียน และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา ในฐานะทูตสันติภาพ”

“เราได้สังเกตเห็นความคืบหน้าที่น่าสนใจ ซึ่งรวมถึงการจัดการประชุมคณะกรรมการร่วม (JBC) และคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) ตลอดจนการถอนอาวุธหนักออกจากพื้นที่พิพาทในเบื้องต้น ภายใต้การดูแลและการตรวจสอบของทีมผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT) นี่ถือเป็นก้าวหนึ่งในการยุติหรือบรรเทาความตึงเครียดระหว่างสองประเทศ ซึ่งเป็นพัฒนาการที่เราทุกคนควรยินดี”

“อย่างไรก็ตาม แม้จะแสดงความชื่นชม ผมก็เห็นว่าจำเป็นต้องแจ้งให้ประชาชนกัมพูชาทราบเพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการเปิดจุดผ่านแดนระหว่างกัมพูชาและไทยอีกครั้ง ในช่วงที่ผ่านมา ผู้นำไทยบางคนได้หยิบยกประเด็นการเปิดจุดผ่านแดนขึ้นมาพูดซ้ำ ๆ ซึ่งอาจกลายเป็นประเด็นในการหาเสียงสำหรับการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงในประเทศไทย”

“การกล่าวซ้ำ ๆ โดยผู้นำไทย รวมถึงนายกรัฐมนตรี เกี่ยวกับการเปิดจุดผ่านแดน ได้สร้างความสับสนในหมู่สาธารณชนกัมพูชาและไทย ทำให้บางคนเชื่อว่า กัมพูชาได้ร้องขอให้ไทยเปิดจุดผ่านแดน”

“ผมไม่ต้องการให้ประชาชนกัมพูชาเข้านอนพร้อมกับข้อมูลที่ทำให้เข้าใจผิดนี้ สำหรับสาธารณชนชาวไทย นี่เป็นเรื่องภายในประเทศที่อาจถูกนำไปใช้ประโยชน์เพื่อวัตถุประสงค์ในการเลือกตั้ง โดยการเปิดจุดผ่านแดนอาจถูกใช้เป็นประเด็นในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง”

“ผมขอเน้นย้ำกับประชาชนกัมพูชาอีกครั้งว่า: นับตั้งแต่ประเทศไทยปิดพรมแดนแต่เพียงฝ่ายเดียว กัมพูชาไม่เคยร้องขอให้ประเทศไทยเปิดพรมแดนเลย หากประเทศไทยต้องการปิดต่อไปอีก 100 ปี หรือแม้แต่ 500 ปี นั่นก็เป็นการตัดสินใจของพวกเขาโดยสิ้นเชิง ท้ายที่สุดแล้ว กุญแจก็อยู่ในมือของประเทศไทย”

“การปิดพรมแดนนี้ไม่ได้นำไปสู่ความล่มสลายของกัมพูชา ตรงกันข้าม มันกลับสร้างโอกาสให้เกิดการเพิ่มขึ้นของสินค้าภายในประเทศ เข้ามาแทนที่สินค้าไทย กระตุ้นให้เกิดการเติบโตของการผลิตในท้องถิ่น”

“ผมได้สื่อสารกับมิตรประเทศของเราว่า การที่ประเทศไทยปิดพรมแดนกับกัมพูชา ไม่เพียงตัดความสัมพันธ์ทวิภาคีเท่านั้น แต่ยังเป็นการขัดขวางอาเซียนและเอเชียโดยรวมอีกด้วย แล้วจะเกิดอะไรขึ้นกับ ถนนอาเซียน, ทางรถไฟอาเซียน และทางหลวงเอเชียล่ะ?”

“ผมหวังว่าสารนี้จะไปถึงผู้นำไทยและสาธารณชนชาวไทย และทำให้ชัดเจนว่า กัมพูชาไม่ได้ร้องขอให้มีการเปิดจุดผ่านแดน ขณะเดียวกัน ผมหวังว่าประชาชนกัมพูชาจะไม่เข้าใจผิดคิดว่ารัฐบาลของพวกเขาจะลดตัวลงไปร้องขอความร่วมมือจากประเทศไทยในการเปิดจุดผ่านแดน”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : facebook

ดิก เชนีย์ รอง ปธน.ผู้ทรงอิทธิพลที่สุดของสหรัฐฯ ถึงแก่อสัญกรรมแล้ว

ดิก เชนีย์ รอง ปธน.ผู้ทรงอิทธิพลที่สุดของสหรัฐฯ ถึงแก่อสัญกรรมแล้ว

4 พ.ย. 2568 21:55 น.

ดิก เชนีย์ รอง ปธน.ผู้ทรงอิทธิพลที่สุดของสหรัฐฯ ถึงแก่อสัญกรรมแล้ว

ดิก เชนีย์ หนึ่งในรองประธานาธิบดีผู้ทรงอิทธิพลที่สุดและทำให้เกิดการแบ่งขั้วทางการเมืองมากที่สุดของสหรัฐฯ ถึงแก่อสัญกรรมแล้ว ขณะมีอายุ 84 ปี

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ดิก เชนีย์ นักอนุรักษ์นิยมสายแข็ง ผู้กลายเป็นหนึ่งในรองประธานาธิบดีที่มีอิทธิพลและทำให้เกิดการแบ่งขั้วทางการเมืองมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของสหรัฐฯ และเป็นผู้สนับสนุนหลักในการพาสหรัฐฯ บุกโจมตีอิรัก ถึงแก่อสัญกรรมแล้ว ขณะมีอายุ 84 ปี

นายเจเรมี แอดเลอร์ โฆษกครอบครัวเชนีย์ออกแถลงการณ์ระบุว่า เชนีย์เสียชีวิตเมื่อคืนวันจันทร์ที่ 3 พ.ย. 2568 เนื่องด้วยภาวะแทรกซ้อนจากโรคปอดบวม โรคหัวใจ และโรคหลอดเลือด

ทั้งนี้ เชนีย์เป็นบุคคลสำคัญในรัฐบาลของประธานาธิบดีบุช 2 พ่อลูก โดยเขาเป็นผู้นำกองทัพในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมช่วงสงครามอ่าวเปอร์เซีย ภายใต้ประธานาธิบดีจอร์จ เอช.ดับเบิลยู. บุช (บุชผู้พ่อ) ก่อนจะได้รับตำแหน่งรองประธานาธิบดีในรัฐบาลของจอร์จ ดับเบิลยู. บุช ลูกชายของนายบุช

ดิก เชนีย์ กับ จอร์จ ดับเบิลยู. บุช
ดิก เชนีย์ กับ จอร์จ ดับเบิลยู. บุช

ในทางพฤตินัย นายเชนีย์เป็นหัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการของนายบุชผู้ลูก เขามีบทบาทสำคัญโดยเฉพาะเรื่องการสั่งการ ทั้งตามการตัดสินใจของประธานาธิบดีและเรื่องที่เขาสนใจเป็นพิเศษ ในขณะที่เขาต้องเผชิญกับโรคหัวใจมานานหลายทศวรรษ และต้องเข้ารับการปลูกถ่ายหัวใจหลังพ้นจากตำแหน่ง

เชนีย์สนับสนุนการใช้เครื่องมือพิเศษในการสอดแนม การควบคุมตัว และการสอบสวนมาตลอด นับตั้งแต่เกิดวินาศกรรมตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์เมื่อ 11 ก.ย. 2544

ในยุคของเชนีย์ ตำแหน่งรองประธานาธิบดีไม่ได้เป็นเพียงตำแหน่งทางพิธีการที่มักถูกมองข้าม แต่เขาทำให้ตำแหน่งนี้กลายเป็นเครือข่ายของ “ช่องทางลับ” ที่ใช้ในการมีอิทธิพลเหนือนโยบายต่าง ๆ ทั้งในเรื่องอิรัก การก่อการร้าย อำนาจของประธานาธิบดี พลังงาน และนโยบายสำคัญอื่น ๆ ของฝ่ายอนุรักษ์นิยม

เชนีย์เคยพูดติดตลกเรื่องชื่อเสียงของเขาในฐานะจอมบงการอยู่เบื้องหลังว่า “ผมเป็นอัจฉริยะผู้ชั่วร้ายตรงมุมห้องที่ไม่เคยมีใครเห็นว่าออกมาจากที่ซ่อนของตัวเองหรือเปล่าน่ะหรือ? … ที่จริงแล้ว มันเป็นวิธีทำงานที่เยี่ยมไปเลยนะ”

หลายปีหลังจากพ้นตำแหน่ง เขาตกเป็นเป้าโจมตีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะหลังจากที่ ลิซ เชนีย์ ลูกสาวของเขา, นักวิจารณ์พรรครีพับลิกันตัวยง และเป็นผู้ตรวจสอบความพยายามรักษาอำนาจของนายทรัมป์ หลังจากพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งปี 2563 และบทบาทของเขาในเหตุจลาจลที่อาคารรัฐสภาเมื่อ 6 ม.ค. 2564

“ในประวัติศาสตร์ 246 ปีของชาติเรา ไม่เคยมีบุคคลใดที่เป็นภัยคุกคามต่อสาธารณรัฐของเรามากไปกว่าโดนัลด์ ทรัมป์” เชนีย์กล่าวในโฆษณาซึ่งเผยแพร่ทางโทรทัศน์เพื่อสนับสนุนลูกสาวของเขา “เขาพยายามขโมยการเลือกตั้งครั้งล่าสุด โดยใช้คำโกหกและความรุนแรงเพื่อรักษาอำนาจของตัวเองเอาไว้ หลังจากที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งปฏิเสธเขาไปแล้ว เขาเป็นคนขี้ขลาด”

ดิก เชนีย์ ปฏิเสธนายทรัมป์ถึงขั้นทำสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะเกิดขึ้น คือเขาประกาศจะลงคะแนนเสียงให้แก่ น.ส.คามาลา แฮร์ริส ผู้สมัครจากพรรคเดโมแครต

ในฐานะผู้รอดชีวิตจากอาการหัวใจวายถึงห้าครั้ง เชนีย์คิดมาตลอดว่า เขาใช้ชีวิตอยู่ในช่วงเวลาที่ยืมมา และในปี 2556 เขาประกาศว่าทุกวันนี้เขาตื่นขึ้นในเช้าวันใหม่ “ด้วยรอยยิ้มบนใบหน้า ขอบคุณสำหรับของขวัญแห่งอีกวันหนึ่ง”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc