หญิงอังกฤษผิดจริง กักขังหญิงกลุ่มเปราะบาง ใช้แรงงานทาส 25 ปี

หญิงอังกฤษผิดจริง กักขังหญิงกลุ่มเปราะบาง ใช้แรงงานทาส 25 ปี

22 ม.ค. 2569 06:14 น.

หญิงอังกฤษผิดจริง กักขังหญิงกลุ่มเปราะบาง ใช้แรงงานทาส 25 ปี

ศาลในอังกฤษตัดสินให้หญิงวัย 53 ปีคนหนึ่ง มีความผิดจริง โทษฐานกักขังหญิงอีกคนผู้มีความบกพร่องทางการเรียนรู้เอาไว้ และใช้งานเธอเยี่ยงทาสมานานถึง 25 ปี

สำนักข่าว BBC รายงานเมื่อ 21 ม.ค. 2569 ศาลยุติธรรมเมืองกลอสเตอร์ตัดสินให้นางแมนดี วิกสัน วัย 56 ปี ซึ่งเป็นแม่ลูก 10 มีความผิดจริงในข้อหากักขังหน่วงเหนี่ยวหญิงอีกคนที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ไว้นานถึง 25 ปี และใช้แรงงานเธอเยี่ยงทาส

ข่าวระบุว่า นางวิกสันบังคับให้หญิงกลุ่มเปราะบางรายนี้ทำความสะอาดบ้านที่สกปรกซอมซ่อและแออัดของเธอในเมืองทิวค์สบิวรี มณฑลกลอสเตอร์เชียร์ และบังคับให้เธอประทังชีวิตด้วยเศษอาหาร เหยื่อรายนี้ยังถูกฉีดน้ำยาล้างจานลงคอ ถูกสาดน้ำยาฟอกขาวใส่หน้า และถูกจับโกนศีรษะซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยที่เธอไม่เต็มใจ

ผู้พิพากษา เอียน ลอว์รี กล่าวว่าคดีนี้มี “บรรยากาศแบบนิยายของดิกเกนส์” (สะท้อนถึงความทุกข์ยากและการทารุณกรรมที่โหดร้าย) โดยวิกสันถูกตัดสินว่ามีความผิดในข้อหากักขังหน่วงเหนี่ยวโดยมิชอบด้วยกฎหมาย, บังคับใช้แรงงาน หรือเกณฑ์แรงงานโดยไม่สมัครใจ และข้อหาทำร้ายร่างกายเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่ร่างกาย

BBC ระบุว่า สื่อเพิ่งจะสามารถรายงานรายละเอียดของคดีนี้ได้เนื่องจากก่อนหน้านี้มีคำสั่งจำกัดการนำเสนอข่าว

ศาลได้รับฟังคำให้การว่า หญิงผู้เสียหาย นามสมมติว่า “เค” เกิดในครอบครัวที่มีปัญหา และเมื่อเธออายุได้ประมาณ 16 ปีในปี 2539 เธอถูกส่งตัวให้กับวิกสัน ซึ่งมีความสัมพันธ์ห่างๆ กับครอบครัวของเธอ

ปัจจุบัน เคในวัย 40 ปีเศษ ได้รับการช่วยเหลือจากตำรวจเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2564 หลังจากหนึ่งในลูกชายของวิกสันได้แจ้งความกังวลเกี่ยวกับสวัสดิภาพของเธอ

ศาลรับทราบว่า เคถูกทุบตีเป็นประจำ และยังถูกตีด้วยด้ามไม้กวาดจนฟันหลุด วิกสันยังจำกัดอาหารของเธอ เธอไม่สามารถออกจากบ้านได้ และถูกบังคับให้แอบอาบน้ำในตอนกลางคืน

เจ้าหน้าที่อธิบายว่าห้องนอนของเคมีสภาพเหมือนห้องขังในคุก ส่วนห้องนอนอื่นๆ ในบ้านก็รกรุงรังและสกปรกเช่นกัน โดยในบางช่วงเวลามีคนอาศัยอยู่ในบ้านหลังนี้อย่างน้อยถึง 13 คน

เคสูญเสียฟันไปหลายซี่เนื่องจากสุขอนามัยในช่องปากที่ย่ำแย่ เช่นเดียวกับคนอื่นๆ ในบ้าน เมื่อตำรวจไปพบเธอ เธอมีรอยแผลเป็นที่ริมฝีปากและใบหน้าจากการถูกน้ำยาฟอกขาวสาดใส่ และมีรอยด้านขนาดใหญ่ที่เท้าและข้อเท้าจากการที่ต้องคุกเข่าทำความสะอาดพื้นอยู่ตลอดเวลา

เคบอกกับเจ้าหน้าที่ว่า “ฉันไม่อยากอยู่ที่นี่ ฉันรู้สึกไม่ปลอดภัย แมนดีตีฉันตลอดเวลาเลย ฉันไม่ชอบมัน”

แพทย์ตรวจพบว่าเหยื่ออยู่ในสภาวะขาดสารอาหาร ในขณะที่ทันตแพทย์ระบุว่าเธอต้องทนทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัสมานานหลายปีจากอาการติดเชื้อและฝีในช่องปากที่ไม่ได้รับการรักษา

ตำรวจระบุว่า “เมื่อเจ้าหน้าที่ไปถึง เหยื่อเอาแต่ก้มหน้าลง และเห็นได้ชัดว่าเธออยู่ในอาการหวาดกลัวอย่างสุดขีด”

แซม โจนส์ อัยการผู้ฟ้องร้องคดีนี้กล่าวต่อคณะลูกขุนว่า “ในช่วงปลายทศวรรษที่ 1990 ดูเหมือนว่าผู้หญิงคนนี้จะหายสาบสูญไปในหลุมดำ ไม่มีการบันทึกการพบเจอหรือมีใครเห็นเธออยู่ข้างนอกบ้านเลยแม้แต่ครั้งเดียว”

วิกสันได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวแบบมีเงื่อนไข และมีกำหนดจะเข้ารับการฟังคำพิพากษาโทษในวันที่ 12 มีนาคมนี้ โดยในขณะที่เธอเดินออกจากศาล เธอถูกถามว่ามีอะไรจะกล่าวกับเหยื่อหรือไม่ ซึ่งเธอตอบว่า “ไม่มีอะไรจะพูดมากนัก”

เมื่อถูกถามว่าเธอเสียใจหรือไม่ วิกสันกล่าวว่า “ไม่ ฉันไม่เคยทำเรื่องพวกนั้น” ก่อนที่ผู้สื่อข่าวจะทิ้งท้ายว่าเธอเป็น “ปีศาจร้าย” หรือไม่ ในขณะที่เธอกำลังหยุดเพื่อจุดบุหรี่ ซึ่งเธอตอบกลับมาว่า “ก็แล้วแต่จะคิด”

ทั้งนี้ นับตั้งแต่ได้รับการช่วยเหลือ ปัจจุบันเคใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัวอุปถัมภ์ เธอกำลังเรียนอยู่ในระดับวิทยาลัย และได้มีโอกาสไปท่องเที่ยวพักผ่อนในต่างประเทศมาแล้ว

เจ้าหน้าที่ตำรวจหญิง เอ็มมา แจ็กสัน จากตำรวจมณฑลกลอสเตอร์เชียร์ กล่าวว่า ตอนนี้เธอกำลัง “เติบโตและมีชีวิตที่สดใส” รวมถึงมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์อ้าง ปูตินตกลงร่วม คกก.สันติภาพ แต่มอสโกบอก “กำลังพิจารณา”

ทรัมป์อ้าง ปูตินตกลงร่วม คกก.สันติภาพ แต่มอสโกบอก “กำลังพิจารณา”

22 ม.ค. 2569 04:32 น.

ทรัมป์อ้าง ปูตินตกลงร่วม คกก.สันติภาพ แต่มอสโกบอก “กำลังพิจารณา”

โดนัลด์ ทรัมป์ อ้างว่า วลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย ตอบรับคำเชิญของเขาในการเข้าร่วมคณะกรรมการสันติภาพแล้ว ก่อนที่ฝ่ายปูตินจะออกมาบอกว่ากำลังพิจารณา และพร้อมสมทบทุนสนับสนุน

เมื่อวันพุธที่ 21 ม.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวว่า นายวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย ตกลงที่จะเข้าร่วมใน “คณะกรรมการสันติภาพ” (Board of Peace) ที่นายทรัมป์พยายามริเริ่มขึ้น เพื่อมุ่งแก้ไขความขัดแย้งทั่วโลก รวมถึงฟื้นฟูฉนวนกาซาแล้ว

“เพราะเราต้องการทุกคน เราต้องการทุกประเทศ เราต้องการทุกประเทศที่ผู้คนมีอำนาจควบคุม มีอำนาจเบ็ดเสร็จ ด้วยวิธีนี้เราจะไม่มีปัญหาเกิดขึ้นอีก นี่คือคณะกรรมการที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีการรวมตัวกันมา” ทรัมป์กล่าวเมื่อ เคตลัน คอลลินส์ จาก CNN ถามถึงเหตุผลที่เขาเชิญปูตินเข้าร่วม

ประธานาธิบดียอมรับว่าเรื่องนี้จะกลายเป็นประเด็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ “ใช่ ผมมีคนที่เป็นที่ถกเถียงอยู่ในคณะกรรมการนี้บ้าง แต่คนเหล่านี้คือคนที่ทำงานให้สำเร็จได้ … ดังนั้นเขาจึงได้รับเชิญ และเขาก็ตอบตกลงแล้ว”

อย่างไรก็ตาม สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า ปูตินได้ตอบรับอย่างรวดเร็ว โดยระบุว่าเขากำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาคำเชิญดังกล่าว เขากล่าวว่ารัสเซียเตรียมที่จะสนับสนุนเงินจำนวน 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ จากสินทรัพย์ของรัสเซียที่ถูกอายัดไว้ และเขามองว่าคณะกรรมการชุดนี้มีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับภูมิภาคตะวันออกกลางเป็นหลัก

ทั้งนี้ ในตอนแรก คณะกรรมการชุดนี้ถูกเข้าใจว่ามีจุดประสงค์เพื่อช่วยยุติสงครามระหว่างอิสราเอลและกลุ่มฮามาสในฉนวนกาซาที่ยืดเยื้อมานาน 2 ปี รวมถึงดูแลเรื่องการฟื้นฟูบูรณะ แต่ในร่างบัญญัติที่เสนอมานั้นกลับไม่กล่าวถึงดินแดนของปาเลสไตน์เลย และดูเหมือนว่าจะถูกออกแบบมาเพื่อแทนที่บทบาทต่าง ๆ ของสหประชาชาติ (UN)

ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่ามีกี่ประเทศที่ได้รับเชิญให้เข้าร่วมในองค์กรใหม่ของทรัมป์ โดยแคนาดาและสหราชอาณาจักรเป็นหนึ่งในกลุ่มที่ได้รับเชิญ แต่ยังไม่มีการตอบรับอย่างเป็นทางการ

ในขณะที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, บาห์เรน, แอลเบเนีย, อาร์เมเนีย, อาเซอร์ไบจาน, เบลารุส, ฮังการี, คาซัคสถาน, โมร็อกโก, เวียดนาม, ซาอุดีอาระเบีย, ตุรกี, อียิปต์, จอร์แดน, อินโดนีเซีย, ปากีสถาน และกาตาร์ ตกลงจะเข้าร่วม

นอกจากนี้ เมื่อวันพุธที่ผ่านมาทางวาติกันได้ยืนยันว่า สมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 14 ได้รับคำเชิญแล้ว โดยคาร์ดินัล ปีเอโตร พาโรลิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของวาติกัน ได้ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวว่า องค์สมเด็จพระสันตะปาปาจะทรงใช้เวลาพิจารณาว่าจะทรงเข้าร่วมหรือไม่

ส่วนฝรั่งเศสแสดงท่าทีปฏิเสธคำเชิญของนายทรัมป์ จนผู้นำสหรัฐฯ ขู่จะเก็บภาษีนำเข้าไวน์ 200% ขณะที่นายกรัฐมนตรีโรเบิร์ต โกโลบ แห่งสโลวีเนีย กล่าวว่าเขาได้ปฏิเสธคำเชิญดังกล่าว เนื่องจากองค์กรนี้ “แทรกแซงระเบียบระหว่างประเทศในวงกว้างอย่างเป็นอันตราย”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ทรัมป์บรรลุ กรอบข้อตกลงเรื่องกรีนแลนด์ ลั่นไม่ต้องเก็บภาษียุโรปเพิ่มแล้ว

ทรัมป์บรรลุ กรอบข้อตกลงเรื่องกรีนแลนด์ ลั่นไม่ต้องเก็บภาษียุโรปเพิ่มแล้ว

22 ม.ค. 2569 04:04 น.

ทรัมป์บรรลุ กรอบข้อตกลงเรื่องกรีนแลนด์ ลั่นไม่ต้องเก็บภาษียุโรปเพิ่มแล้ว

ทรัมป์เผยบรรลุข้อตกลงกรอบสำหรับข้อตกลงเรื่องกรีนแลนด์ในอนาคตกับเลขาธิการ NATO แล้ว พร้อมระบุว่าไม่มีความจำเป็นต้องเก็บภาษียุโรปเพิ่มแล้ว

เมื่อวันพุธที่ 21 ม.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศว่าเขาได้จัดทำแผนกรอบความร่วมมือที่ตอบสนองความต้องการของเขาในเรื่องกรีนแลนด์ได้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ทรัมป์ระบุว่าข้อตกลงดังกล่าว ซึ่งเขาได้หารือกับเลขาธิการ NATO หมายความว่าเขาไม่จำเป็นต้องบังคับใช้มาตรการภาษีนำเข้าใหม่ ต่อประเทศในยุโรปที่เคยคัดค้านความทะเยอทะยานของเขาในการผนวกเกาะกรีนแลนด์อีกต่อไป

“จากการประชุมที่มีประสิทธิผลอย่างยิ่งกับ มาร์ก รุทเทอ เราได้กำหนดกรอบของข้อตกลงในอนาคตที่เกี่ยวกับกรีนแลนด์ และในความเป็นจริงคือครอบคลุมถึงภูมิภาคอาร์กติกทั้งหมด” ทรัมป์เขียนข้อความบน Truth Social

“ทางออกนี้ หากบรรลุผลสำเร็จ จะเป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยมมากสำหรับสหรัฐอเมริกาและประเทศสมาชิก NATO ทั้งหมด และจากความเข้าใจตรงกันนี้ ผมจะไม่บังคับใช้มาตรการภาษีที่มีกำหนดจะมีผลในวันที่ 1 กุมภาพันธ์นี้”

ทรัมป์ระบุอีกว่า การหารือเพิ่มเติมเกี่ยวกับระบบป้องกันขีปนาวุธ “โกลเดนโดม” (Golden Dome) ยังคงดำเนินต่อไป โดยเขาเคยย้ำว่ากรีนแลนด์จะเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งต่อระบบนี้

ผู้นำสหรัฐฯ บอกอีกว่า เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ ซึ่งรวมถึงรองประธานาธิบดี เจดี แวนซ์, รัฐมนตรีต่างประเทศ มาร์โก รูบิโอ และสตีฟ วิตคอฟฟ์ ทูตพิเศษของเขา จะเป็นผู้รับผิดชอบในการเจรจาเหล่านี้

อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยังไม่ได้กล่าวอย่างชัดเจนว่า กรอบข้อตกลงใหม่สำหรับกรีนแลนด์นี้ จะรวมถึงการที่สหรัฐฯ ได้เป็นเจ้าของเกาะแห่งนี้ด้วยหรือไม่

เมื่อ เคตลัน คอลลินส์ จาก CNN ถามว่าข้อตกลงนี้ตอบสนองความปรารถนาของเขาที่จะเป็นเจ้าของกรีนแลนด์หรือไม่ ทรัมป์หยุดคิดครู่หนึ่งก่อนจะตอบว่า “มันเป็นข้อตกลงระยะยาว”

“มันคือที่สุดของข้อตกลงระยะยาว และผมคิดว่ามันทำให้ทุกคนอยู่ในสถานะที่ดีมาก” ทรัมป์กล่าวในขณะที่เขากำลังเดินทางออกจากการประชุมสุดยอดสภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum) ในเมืองดาวอส ของสวิตเซอร์แลนด์

ทรัมป์อธิบายว่ามันเป็นข้อตกลงที่ทุกคนพึงพอใจ และตอบโจทย์ความต้องการของเขาในการเข้าควบคุมกรีนแลนด์

ก่อนหน้านี้ นายรุทเทอเพิ่งกล่าวชื่นชมประธานาธิบดีทรัมป์ ในการประชุมทวิภาคีนอกรอบการประชุมสภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum) ที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยขอบคุณที่ทรัมป์ช่วยทำให้บรรดาประเทศในยุโรปและแคนาดายอมก้าวออกมามีส่วนร่วมมากขึ้นจริงๆ ในการสนับสนุนพันธมิตรทางทหารนี้

รุทเทอบอกกับนายทรัมป์ว่า มี “เรื่องขุ่นเคืองใจ” หนึ่งที่เกิดขึ้นในพันธมิตร NATO มาอย่างยาวนานนับตั้งแต่ก่อตั้ง นั่นคือ “การที่บรรดาประเทศในยุโรปไม่ได้จ่ายเงินในสัดส่วนที่เท่ากับที่สหรัฐฯ จ่าย”

รุทเทอขอบคุณทรัมป์สำหรับบทบาทของเขาในข้อตกลงปี 2568 ซึ่งสมาชิก NATO ให้คำมั่นที่จะจัดสรรงบประมาณ 5% ของ GDP เพื่อการป้องกันประเทศหรือการใช้จ่ายด้านความมั่นคงภายในปี 2578 พร้อมกับตั้งข้อสังเกตว่าประเทศสมาชิก NATO ต่างก็ต้องสูญเสียบุคลากรไปจำนวนมากในขณะที่ร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับสหรัฐอเมริกาในอัฟกานิสถาน

เขากล่าวเสริมว่า สหรัฐอเมริกามี “หลักประกันที่แน่นอน” ว่ากลุ่มพันธมิตร NATO จะรีบเข้ามาให้ความช่วยเหลือสหรัฐฯ ทันทีหากถูกโจมตี

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ญี่ปุ่นเดินเครื่องโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ใหญ่ที่สุดในโลกอีกครั้ง

ญี่ปุ่นเดินเครื่องโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ใหญ่ที่สุดในโลกอีกครั้ง

22 ม.ค. 2569 00:33 น.

ญี่ปุ่นเดินเครื่องโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ใหญ่ที่สุดในโลกอีกครั้ง

ญี่ปุ่นเปิดเตาปฏิกรณ์ของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดใหญ่ที่สุดในโลกอีกครั้งแล้ว หลังปิดมานานกว่า 14 ปี และกำหนดการต้องล่าช้าไป 1 วัน เพราะระบบสัญญาณเตือนขัดข้อง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 21 ม.ค. 2569 ว่า ญี่ปุ่นเริ่มกลับมาเดินเครื่องเตาปฏิกรณ์ที่ 6 ของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ “คาชิวาซากิ-คาริวะ” ทางตะวันตกเฉียงเหนือของกรุงโตเกียวอีกครั้งแล้ว หลังจากต้องหยุดใช้งานไปนับตั้งแต่เกิดภัยพิบัติฟุกุชิมะเมื่อปี 2554 ซึ่งทำให้พวกเขาต้องปิดเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ทั้งหมด

การเปิดเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ดังกล่าว เกิดขึ้นท่ามกลางความกังวลด้านความปลอดภัยของผู้อยู่อาศัยในท้องถิ่น โดยการเปิดเตาปฏิกรณ์ล่าช้ากว่ากำหนดการเดิมไป 1 วัน เนื่องจากเกิดเหตุขัดข้องที่ระบบสัญญาณเตือน และมีกำหนดจะเริ่มดำเนินการในเชิงพาณิชย์ภายในเดือนหน้า

ทั้งนี้ ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานอย่างมาก ทำให้พวกเขากลายเป็นประเทศแรกๆ ที่นำพลังงานนิวเคลียร์มาใช้ แต่ในปี 2554 เกิดแผ่นดินไหวรุนแรงระดับ 9.1 ทำให้เตาปฏิกรณ์ของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะ-ไดอิจิหลอมละลาย ส่งผลให้กัมมันตภาพรังสีรั่วไหลออกมา กลายเป็นหายนะนิวเคลียร์ครั้งเลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์

หลังเหตุการณ์นั้น ญี่ปุ่นต้องปิดเตาปฏิกรณ์ทั้ง 54 แห่งทั่วประเทศ เนื่องจากความหวาดกลัวและการขาดความเชื่อมั่นได้กลายเป็นเชื้อไฟที่กระตุ้นให้เกิดกระแสต่อต้านพลังงานนิวเคลียร์จากภาคประชาชน

ทั้งนี้ คาดกันว่า เตาปฏิกรณ์หมายเลข 7 ของโรงไฟฟ้าคาชิวาซากิ-คาริวะ จะยังไม่สามารถกลับมาใช้งานได้จนกว่าจะถึงปี 2573 ขณะที่เตาปฏิกรณ์อีก 5 แห่งที่เหลืออาจถูกปลดระวาง ซึ่งจะทำให้โรงไฟฟ้าแห่งนี้มีกำลังการผลิตน้อยกว่าในอดีตมาก

สำหรับหายนะนิวเคลียร์ที่ฟุกุชิมะ-ไดอิจิ บริษัท โตเกียว อิเล็กทริก พาวเวอร์ หรือ เทปโก (Tepco) ซึ่งเป็นเจ้าของโรงไฟฟ้า ถูกโจมตีอย่างหนักว่า ไม่มีการเตรียมความพร้อม และการตอบสนองของบริษัทรวมถึงรัฐบาลขาดการประสานงานที่ดี รายงานของรัฐบาลฉบับหนึ่งถึงกับเรียกเหตุการณ์นี้ว่า “ภัยพิบัติที่เกิดจากน้ำมือมนุษย์”

อย่างไรก็ตาม ในเวลาต่อมา ศาลญี่ปุ่นพิพากษาให้ผู้บริหารของบริษัท 3 คนพ้นผิดจากข้อหาประมาทเลินเล่อ

ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา ญี่ปุ่นได้พยายามรื้อฟื้นโรงไฟฟ้าเหล่านี้ให้กลับมาใช้งานอีกครั้ง ในขณะที่ประเทศตั้งเป้าหมายที่จะบรรลุการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2593 (ค.ศ.2050)

ตั้งแต่ปี 2558 เป็นต้นมา ญี่ปุ่นได้กลับมาเดินเครื่องเตาปฏิกรณ์แล้ว 15 แห่ง จากทั้งหมด 33 แห่งที่ยังอยู่ในสภาพใช้งานได้ โดยโรงไฟฟ้าคาชิวาซากิ-คาริวะถือเป็นโรงไฟฟ้าแห่งแรกในบรรดาโรงไฟฟ้าของบริษัทเทปโก (Tepco) ที่ได้รับอนุญาตให้กลับมาเปิดใช้งานอีกครั้ง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

EU ระงับ การอนุมัติดีลการค้ากับสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการ

EU ระงับ การอนุมัติดีลการค้ากับสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการ

21 ม.ค. 2569 23:05 น.

EU ระงับ การอนุมัติดีลการค้ากับสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการ

สหภาพยุโรประงับการให้สัตยาบันในข้อตกลงการค้าระหว่างพวกเขากับสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการแล้ว เพื่อตอบโต้โดนัลด์ ทรัมป์ ที่ขู่ตั้งกำแพงภาษีระลอกใหม่จากความขัดแย้งเรื่องกรีนแลนด์

เมื่อวันพุธที่ 21 ม.ค. 2569 รัฐสภายุโรปตัดสินใจระงับการลงมติเพื่อให้สัตยาบันในข้อตกลงการค้าระหว่างสหรัฐฯ และยุโรปอย่างไม่มีกำหนด หลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ขู่ที่จะเข้ายึดครองกรีนแลนด์ และเรียกเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเติมอีก 10% ต่อประเทศที่ต่อต้านความทะเยอทะยานของเขา

“ข้อตกลง EU-US ถูกระงับไว้อย่างไม่มีกำหนด!” แบร์นด์ ลางเกอ ประธานคณะกรรมการการค้าของสภายุโรป ระบุในโพสต์บนแพลตฟอร์ม X

ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่านี่หมายถึงข้อตกลงการค้าทั้งหมดถูกยกเลิกไปเลย หรือหมายถึงส่วนที่มีผลบังคับใช้ไปแล้วจะยังคงดำเนินต่อไปเช่นนั้น โดยสหภาพยุโรปและสหรัฐฯ ได้บรรลุข้อตกลงเบื้องต้นเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งทำให้เนื้อหาส่วนใหญ่ของข้อตกลงมีผลบังคับใช้ไปแล้วก่อนที่จะมีการลงนามอย่างเป็นทางการ

ทั้งนี้ ข้อตกลงการค้าระหว่างสหภาพยุโรปกับสหรัฐฯ เกิดขึ้นหลังจากโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศตั้งกำแพงภาษีนำเข้าต่อประเทศคู่ค้าทั่วโลกเมื่อเดือนเมษายนปี 2568 โดยข้อตกลงดังกล่าวจะลดอัตราภาษีที่สหรัฐฯ เรียกเก็บลงจาก 30% เหลือ 15% แลกกับการที่ยุโรปจะลงทุนในสหรัฐฯ และปรับเปลี่ยนมาตรการต่างๆ เพื่อช่วยกระตุ้นการส่งออกของสหรัฐฯ

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากที่ทรัมป์ขู่จะเก็บภาษีระลอกใหม่จากความขัดแย้งเรื่องเกาะกรีนแลนด์ นายแมนเฟรด เวเบอร์ สมาชิกรัฐสภายุโรปผู้ทรงอิทธิพลชาวเยอรมัน ก็ออกมากล่าวว่า “การอนุมัติ (ข้อตกลง) ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในระยะนี้”

สหภาพยุโรปเคยมีแผนการตอบโต้มาตรการภาษีของสหรัฐฯ โดยตั้งเป้าไปที่สินค้าจากอเมริกาคิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 9.3 หมื่นล้านยูโร ในระหว่างที่ทั้งสองฝ่ายกำลังเจรจากัน แต่ในปัจจุบัน มาตรการยังคงถูกระงับการบังคับใช้

อย่างไรก็ตาม การพักมาตรการตอบโต้ดังกล่าวจะสิ้นสุดลงในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ ซึ่งหมายความว่ามาตรการภาษีของสหภาพยุโรปจะมีผลบังคับใช้ทันทีในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ เว้นแต่ว่าทางกลุ่มจะตัดสินใจขยายเวลาออกไปหรือให้การอนุมัติข้อตกลงฉบับใหม่

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ทรัมป์สับกลางดาวอส ลั่นยูเครนไม่ใช่ธุระของสหรัฐฯ ชี้ยุโรปต้องจัดการ

ทรัมป์สับกลางดาวอส ลั่นยูเครนไม่ใช่ธุระของสหรัฐฯ ชี้ยุโรปต้องจัดการ

21 ม.ค. 2569 22:32 น.

ทรัมป์สับกลางดาวอส ลั่นยูเครนไม่ใช่ธุระของสหรัฐฯ ชี้ยุโรปต้องจัดการ

โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศลั่นกลางเวทีประชุมที่ดาวอส ว่าสหรัฐฯ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกับเรื่องสงครามในยูเครนเลย และเป็นยุโรปต่างหากที่ต้องหาทางจัดการกับเรื่องนี้ ไม่ใช่สหรัฐฯ

เมื่อวันพุธที่ 21 ม.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวสุนทรพจน์ในการประชุมประจำปีของสภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum) ณ เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

ช่วงหนึ่ง โดนัลด์ ทรัมป์ แสดงท่าทีไม่แยแสต่อยูเครนในระหว่างการกล่าวสุนทรพจน์ โดยระบุว่า “มีมหาสมุทรที่กว้างใหญ่และสวยงาม” กั้นกลางระหว่างสหรัฐฯ กับยุโรป และสหรัฐฯ “ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับเรื่องนี้”

ทรัมป์หยิบยกประเด็นเรื่องยูเครนและสงครามของรัสเซียขึ้นมาพูดในขณะที่กำลังกล่าวถึง NATO ซึ่งเขาระบุว่าปฏิบัติต่อสหรัฐฯ “อย่างไม่ยุติธรรมอย่างยิ่ง” นอกจากนี้ เขายังได้ย้ำว่า สงครามจะไม่เกิดขึ้นหากตอนนั้นเขาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีอยู่ พร้อมทั้งยืนยันอีกครั้งว่าการเลือกตั้งสหรัฐฯ ปี 2563 นั้น “มีการโกง”

ประธานาธิบดีตั้งคำถามว่า ประเทศของเขาได้อะไรตอบแทนจากการพยายามยุติสงครามในยูเครน “นอกเหนือไปจากความตาย การทำลายล้าง และเงินสดจำนวนมหาศาลที่หลั่งไหลไปสู่คนที่ไม่เห็นคุณค่าในสิ่งที่เราทำ?”

“ผมกำลังพูดถึง NATO ผมกำลังพูดถึงยุโรป พวกเขาต้องจัดการเรื่องยูเครน ไม่ใช่เรา สหรัฐอเมริกาอยู่ไกลมาก เรามีมหาสมุทรที่กว้างใหญ่และสวยงามกั้นเราไว้ เราไม่มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกับเรื่องนี้เลย” เขากล่าว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ทรัมป์เรียกร้อง เจรจาซื้อกรีนแลนด์ทันที ยืนยันไม่คิดใช้กำลังเข้ายึด

ทรัมป์เรียกร้อง เจรจาซื้อกรีนแลนด์ทันที ยืนยันไม่คิดใช้กำลังเข้ายึด

21 ม.ค. 2569 21:45 น.

ทรัมป์เรียกร้อง เจรจาซื้อกรีนแลนด์ทันที ยืนยันไม่คิดใช้กำลังเข้ายึด

โดนัลด์ ทรัมป์ เรียกร้องให้มีการเจรจากับชาติยุโรปเพื่อให้สหรัฐฯ เข้าซื้อกรีนแลนด์ในทันที และยืนยันเป็นครั้งแรกว่า เขาจะไม่ใช้กำลังทหารเพื่อเข้ายึดครองดินแดนแห่งนี้

เมื่อวันพุธที่ 21 ม.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวสุนทรพจน์ในการประชุมประจำปีของสภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum) ณ เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

ช่วงหนึ่ง นายทรัมป์ได้ย้ำข้อเรียกร้องของเขาในการเข้าควบคุมกรีนแลนด์ โดยกล่าวบนเวทีที่ดาวอสว่า “ไม่มีประเทศใดหรือกลุ่มประเทศใดอยู่ในสถานะที่จะรักษาความปลอดภัยให้กรีนแลนด์ได้ นอกจากสหรัฐอเมริกาเท่านั้น”

“พันธมิตร NATO ทุกประเทศมีหน้าที่ต้องสามารถป้องกันดินแดนของตนเองได้” ทรัมป์กล่าว “เราเป็นมหาอำนาจที่ยิ่งใหญ่ ยิ่งใหญ่กว่าที่ผู้คนจะเข้าใจเสียอีก”

ทรัมป์ยังกล่าวตำหนิประเทศเดนมาร์กว่า “เนรคุณ” ที่ปฏิเสธจะสละการควบคุมกรีนแลนด์ โดยอ้างว่าประเทศนี้เป็นหนี้บุญคุณสหรัฐฯ ในการช่วยปกป้องช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง

“เดนมาร์กพ่ายแพ้ต่อเยอรมนีหลังจากสู้รบเพียง 6 ชั่วโมง และไม่สามารถป้องกันตนเองหรือกรีนแลนด์ได้เลย ดังนั้นสหรัฐฯ จึงถูกบีบให้ต้องเข้าไปจัดการ และเราก็ทำสำเร็จ” เขากล่าว พร้อมทั้งแสดงความเสียดายต่อการตัดสินใจของสหรัฐฯ ในเวลานั้นที่ยอมให้เดนมาร์กยังคงมีกรีนแลนด์อยู่ในครอบครอง

“เราโง่แค่ไหนที่ทำแบบนั้น?” เขากล่าว “แต่เราก็ทำลงไป เราคืนมันให้ไป ตอนนี้ดูสิว่าพวกเขาเนรคุณแค่ไหน?”

นายทรัมป์ยังเรียกร้องให้มีการเจรจากับกลุ่มพันธมิตรยุโรปในทันที เพื่อหารือเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่สหรัฐฯ จะเข้าซื้อดินแดนกรีนแลนด์ โดยเขาพยายามชี้แจงเหตุผลที่ทำให้เขาเชื่อว่า การที่สหรัฐฯ ผนวกกรีนแลนด์ ซึ่งเป็นดินแดนปกครองตนเองของเดนมาร์ก จะเป็นประโยชน์สูงสุดต่อทั้งอเมริกาและยุโรป

“มีเพียงสหรัฐอเมริกาเท่านั้นที่สามารถปกป้องผืนดินอันกว้างใหญ่ ผืนน้ำแข็งขนาดมหึมานี้ รวมถึงพัฒนาและปรับปรุงให้มันดีขึ้น เพื่อให้เกิดประโยชน์และความปลอดภัยต่อยุโรป และเป็นผลดีต่อพวกเราด้วย” ทรัมป์กล่าว

“และนั่นคือเหตุผลที่ผมกำลังแสวงหาการเจรจาโดยทันที เพื่อหารืออีกครั้งเกี่ยวกับการเข้าซื้อกรีนแลนด์ เช่นเดียวกับที่เราเคยได้ครอบครองดินแดนอื่นๆ มากมายตลอดประวัติศาสตร์ของเรา เหมือนกับที่ประเทศในยุโรปหลายประเทศเคยทำมา”

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังยืนยันว่า การที่สหรัฐฯ เข้าควบคุมกรีนแลนด์จะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับกลุ่มพันธมิตร NATO “สิ่งนี้จะไม่เป็นภัยคุกคามต่อ NATO แต่มันจะช่วยยกระดับความมั่นคงของทั้งพันธมิตร รวมถึงพันธมิตร NATO อย่างมาก” พร้อมเสริมว่าเขาเชื่อว่าที่ผ่านมาสหรัฐฯ “ได้รับการปฏิบัติอย่างไม่ยุติธรรมอย่างยิ่งจาก NATO”

อย่างไรก็ตาม นายทรัมป์กล่าวว่า จะไม่ใช้กำลังเพื่อครอบครองกรีนแลนด์ ซึ่งนี่ถือเป็นการพูดอย่างชัดเจนที่สุดของนายทรัมป์ ในการตัดประเด็นเรื่องการใช้แสนยานุภาพทางทหารเพื่อผนวกรวมเกาะแห่งนี้

“เราอาจจะไม่ได้อะไรเลย เว้นแต่ว่าผมจะตัดสินใจใช้ความแข็งแกร่งและกำลังที่เหนือกว่า ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้น พูดตามตรงคือจะไม่มีใครหยุดเราได้” ทรัมป์กล่าว “แต่ผมจะไม่ทำแบบนั้น ตกลงไหม ทีนี้ทุกคนก็คงจะบอกว่า โอ้ ดีจัง”

“นั่นอาจจะเป็นถ้อยแถลงที่สำคัญที่สุดที่ผมพูดออกมา เพราะผู้คนคิดว่าผมจะใช้กำลัง แต่ผมไม่จำเป็นต้องใช้กำลัง ผมไม่อยากใช้กำลัง และผมจะไม่ใช้กำลัง” ทรัมป์กล่าว “ทั้งหมดที่สหรัฐอเมริกาขอ ก็แค่สถานที่ที่เรียกว่ากรีนแลนด์เท่านั้น”

ต่อมา ทรัมป์ย้ำว่าเขาวาดภาพถึงการที่สหรัฐฯ จะต้องได้เป็นเจ้าของกรีนแลนด์อย่างเต็มตัว มากกว่าที่จะเป็นการทำข้อตกลงความร่วมมือที่เพิ่มขึ้น

“ทั้งหมดที่เราขอคือการได้กรีนแลนด์มา รวมถึงสิทธิและกรรมสิทธิ์ที่ถูกต้อง เพราะคุณจำเป็นต้องมีกรรมสิทธิ์ในการครอบครองเพื่อที่จะป้องกันมันได้” เขากล่าว “คุณไม่สามารถป้องกันดินแดนได้ด้วยการเช่าหรอก”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ทรัมป์อัดยุโรป กำลังเดินผิดทาง ชี้เปลี่ยนไปจนจำไม่ได้

ทรัมป์อัดยุโรป กำลังเดินผิดทาง ชี้เปลี่ยนไปจนจำไม่ได้

21 ม.ค. 2569 21:25 น.

ทรัมป์อัดยุโรป กำลังเดินผิดทาง ชี้เปลี่ยนไปจนจำไม่ได้

โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวที่เวที World Economic Forum โจมตียุโรปว่ากำลังเดินผิดทาง และว่ายุโรปเปลี่ยนไปจนจำไม่ได้เพราะการย้ายถิ่นฐานจำนวนมากที่ไม่มีการตรวจสอบ

เมื่อวันพุธที่ 21 ม.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวสุนทรพจน์ในการประชุมประจำปีของสภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum) ณ เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

นายทรัมป์เริ่มต้นการแถลง ด้วยการทักทายเหล่ามหาเศรษฐีและผู้นำโลกที่มารวมตัวกันจนเต็มห้องประชุม “เป็นเรื่องน่ายินดีที่ได้กลับมายังเมืองดาวอสที่สวยงาม ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และได้กล่าวต่อหน้าผู้นำทางธุรกิจที่ได้รับความเคารพมากมาย เพื่อนพ้องจำนวนมาก และศัตรูเพียงไม่กี่คน” เขากล่าว ซึ่งเรียกเสียงหัวเราะอย่างสุภาพจากผู้ฟัง

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ใช้เวลาเพียงไม่นานในการวิพากษ์วิจารณ์ยุโรปอย่างรุนแรง โดยบอกกับเจ้าหน้าที่ยุโรปที่นั่งอยู่เต็มหอประชุมว่า พื้นที่บางส่วนในทวีปของพวกเขานั้นเปลี่ยนไปจนแทบจำไม่ได้

“เราอาจจะโต้เถียงกันเรื่องนี้ได้ แต่มันไม่มีอะไรต้องเถียง เพื่อนๆ ของผมกลับมาจากสถานที่ต่างๆ ผมไม่อยากจะดูหมิ่นใครนะ แต่พวกเขาบอกว่า ‘ผมจำที่นั่นไม่ได้เลย’” ทรัมป์กล่าว “และนั่นไม่ใช่ในทางที่ดี แต่มันเป็นไปในทางที่แย่มาก”

ทรัมป์กล่าวอีกว่า นโยบายการย้ายถิ่นฐานและนโยบายเศรษฐกิจของยุโรปได้นำไปสู่ผลกระทบที่เลวร้าย เมื่อเทียบกับสิ่งที่เขาเรียกว่า “ปาฏิหาริย์ทางเศรษฐกิจ” ในสหรัฐอเมริกา

“ผมรักยุโรป และผมอยากเห็นยุโรปไปได้ดี แต่มันไม่ได้กำลังมุ่งหน้าไปในทิศทางที่ถูกต้อง” เขากล่าว และว่าสาเหตุมาจาก “การใช้จ่ายของรัฐบาลที่เพิ่มขึ้น การย้ายถิ่นฐานจำนวนมากที่ไม่มีการตรวจสอบ และการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศอย่างไม่สิ้นสุด”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

นายกฯ แคนาดา “คาร์นีย์” ลั่นระเบียบโลกแบบเก่าไม่มีวันหวนคืน จี้ประเทศอำนาจกลางผนึกกำลังรับมือ

นายกฯ แคนาดา "คาร์นีย์" ลั่นระเบียบโลกแบบเก่าไม่มีวันหวนคืน จี้ประเทศอำนาจกลางผนึกกำลังรับมือ

21 ม.ค. 2569 17:17 น.

นายกฯ แคนาดา “คาร์นีย์” ลั่นระเบียบโลกแบบเก่าไม่มีวันหวนคืน จี้ประเทศอำนาจกลางผนึกกำลังรับมือ

มาร์ก คาร์นีย์ นายกรัฐมนตรีแคนาดา กล่าวบนเวทีการประชุมเวิลด์อีโคโนมิกฟอรัม (WEF) ที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ว่า “ระเบียบโลกแบบเดิมไม่มีวันหวนกลับมา” และเรียกร้องให้ประเทศอำนาจกลางร่วมมือกันอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อรับมือกับสภาพภูมิรัฐศาสตร์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว พร้อมยืนยันหนุนกรีนแลนด์ เดนมาร์ก และพันธมิตรนาโต

นายมาร์ก คาร์นีย์ นายกรัฐมนตรีแคนาดา ได้กล่าวสุนทรพจน์ในงาน World Economic Forum (WEF) โดยระบุว่าโลกกำลังอยู่ในช่วงของการ “แตกหัก” ไม่ใช่เพียงแค่การเปลี่ยนผ่าน และเตือนว่าระเบียบโลกแบบเดิมที่เคยคุ้นเคยนั้น “ไม่มีวันหวนกลับมาอีกแล้ว”

นายคาร์นีย์กระตุ้นให้กลุ่มประเทศ “อำนาจกลาง” (Middle Powers) เช่น แคนาดา ออสเตรเลีย อาร์เจนตินา เกาหลีใต้ และบราซิล ต้องร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด โดยเขากล่าวประโยคสำคัญว่า “ประเทศอำนาจกลางต้องร่วมมือกัน เพราะถ้าเราไม่มีที่นั่งบนโต๊ะเจรจา เราก็จะเป็นเพียงเมนูอาหารบนโต๊ะนั้น” เขายังชี้ให้เห็นว่าปัจจุบันบรรดาประเทศมหาอำนาจเริ่มใช้การรวมตัวทางเศรษฐกิจเป็นอาวุธ ใช้ภาษีเป็นเครื่องมือต่อรอง และใช้โครงสร้างพื้นฐานทางการเงินรวมถึงห่วงโซ่อุปทานเป็นเครื่องมือในการข่มขู่และหาผลประโยชน์

แม้จะไม่ได้ระบุชื่อโดยตรง แต่คำกล่าวของนายคาร์นีย์ถูกมองว่าพุ่งเป้าไปที่ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่กำลังกดดันพันธมิตรยุโรปและสหราชอาณาจักรด้วยกำแพงภาษี เพื่อบีบให้ยอมยก “กรีนแลนด์” ให้แก่สหรัฐฯ

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังเคยเรียกแคนาดาว่าเป็น “รัฐที่ 51” และข่มขู่จะรวมแคนาดาเข้ากับสหรัฐฯ ด้วยมาตรการทางเศรษฐกิจ รวมถึงการโพสต์ภาพแผนที่สหรัฐฯ แคนาดา และกรีนแลนด์ โดยมีธงชาติอเมริกันพาดทับ 

นายกรัฐมนตรีแคนาดาได้ยืนยันการสนับสนุนกรีนแลนด์ เดนมาร์ก และกลุ่มพันธมิตรนาโตอย่างเต็มที่ โดยระบุว่าแคนาดาเคารพสิทธิอธิปไตยของกรีนแลนด์ในการกำหนดอนาคตของตนเอง พร้อมย้ำว่าความมุ่งมั่นต่อ “มาตรา 5” ของนาโตที่ระบุว่าการโจมตีสมาชิกหนึ่งรายถือเป็นการโจมตีสมาชิกทั้งหมดนั้น “มั่นคงและไม่สั่นคลอน”

สื่อแคนาดารายงานก่อนหน้านี้ว่า รัฐบาลแคนาดากำลังพิจารณาส่งกำลังทหารขนาดเล็กไปยังกรีนแลนด์ เพื่อร่วมการฝึกซ้อมทางทหารกับเดนมาร์กและประเทศยุโรปอื่น ๆ ซึ่งนางอนิตา อานันด์ รัฐมนตรีต่างประเทศแคนาดา ระบุว่าการตัดสินใจเรื่องการวางกำลังพลเป็นหน้าที่ของรัฐมนตรีกลาโหมและผู้บัญชาการทหารสูงสุด

ผู้นำแคนาดากล่าวด้วยว่า โลกกำลังอยู่ “ท่ามกลางรอยร้าว ไม่ใช่การเปลี่ยนผ่าน” และแคนาดาเป็นหนึ่งในประเทศแรก ๆ ที่ตระหนักว่า ภูมิศาสตร์และพันธมิตรทางประวัติศาสตร์ไม่อาจรับประกันความมั่นคงหรือความมั่งคั่งได้อีกต่อไป แคนาดาจึงหันมาสร้างความร่วมมือใหม่ๆ ตามค่านิยมและผลประโยชน์ที่ตรงกัน โดยชูจุดแข็งในฐานะพันธมิตรที่ “มั่นคงและเชื่อถือได้” เห็นได้จากข้อตกลงการค้าและการลงทุนล่าสุดกับจีนและกาตาร์ รวมถึงข้อตกลงจัดซื้อด้านกลาโหมกับสหภาพยุโรปเมื่อปีก่อน

ทั้งนี้ นายโดนัลด์ ทรัมป์ มีกำหนดการจะขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ในงาน WEF เช่นกันในวันพุธนี้ ซึ่งทั่วโลกกำลังจับตามองการตอบโต้ที่อาจเกิดขึ้น.

ที่มา BBC

กกต. เตือน ห้ามขายเหล้าวันเลือกตั้ง เริ่มเวลาไหน เลือกตั้งล่วงหน้า และ เลือกตั้ง 8 ก.พ. นี้

กกต. เตือน ห้ามขายเหล้าวันเลือกตั้ง เริ่มเวลาไหน เลือกตั้งล่วงหน้า และ เลือกตั้ง 8 ก.พ. นี้

21 ม.ค. 2569 14:44 น.

กกต. เตือน ห้ามขายเหล้าวันเลือกตั้ง เริ่มเวลาไหน เลือกตั้งล่วงหน้า และ เลือกตั้ง 8 ก.พ. นี้

เช็กวันเวลา ห้ามขายเหล้าวันเลือกตั้ง เริ่มวัน-เวลาไหน ทั้งเลือกตั้งล่วงหน้า 1 ก.พ. และ เลือกตั้ง 8 ก.พ. นี้ ฝ่าฝืนอาจมีโทษหนัก 

ข้อมูลจากประกาศของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เรื่องข้อกำหนดการงดจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) มีรายละเอียดดังนี้

ข้อห้ามการจำหน่ายสุราในช่วงเลือกตั้ง สส.

ตามข้อกำหนดของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง มีคำสั่ง “ห้ามขาย จำหน่าย จ่ายแจก หรือจัดเลี้ยงสุราทุกชนิด” ภายในเขตเลือกตั้ง โดยครอบคลุมทั้งวันเลือกตั้งล่วงหน้าและวันเลือกตั้งจริง เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปด้วยความเรียบร้อย โดยมีรายละเอียดช่วงเวลาดังนี้

1. ช่วงวันลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้า 1 กุมภาพันธ์ 2569

  • เริ่มห้ามตั้งแต่: เวลา 18:00 น. ของวันศุกร์ที่ 31 มกราคม 2569
  • สิ้นสุดเวลา: 18:00 น. ของวันเสาร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569

2. ช่วงวันลงคะแนนเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569

  • เริ่มห้ามตั้งแต่: เวลา 18:00 น. ของวันเสาร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ 2569
  • สิ้นสุดเวลา: 18:00 น. ของวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569

ประชาชนและผู้ประกอบการร้านค้าในเขตเลือกตั้งควรปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดในช่วงเวลาดังกล่าว หากมีข้อสงสัยเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ สายด่วน 1444 หรือช่องทางออนไลน์ของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง