ทหารยุโรปทยอยถึงกรีนแลนด์ เสริมป้องกัน หลังทรัมป์อยากได้ดินแดน

ทหารยุโรปทยอยถึงกรีนแลนด์ เสริมป้องกัน หลังทรัมป์อยากได้ดินแดน

16 ม.ค. 2569 02:51 น.

ทหารยุโรปทยอยถึงกรีนแลนด์ เสริมป้องกัน หลังทรัมป์อยากได้ดินแดน

หลายประเทศในยุโรปเริ่มทยอยส่งทหารไปยังกรีนแลนด์แล้ว เพื่อร่วมภารกิจลาดตระเวน และส่งสัญญาณถึง โดนัลด์ ทรัมป์ ที่ประกาศว่าต้องการดินแดนแห่งนี้ด้วยเหตุผลด้านความมั่นคง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กองกำลังทหารขนาดเล็กของฝรั่งเศสได้เดินทางถึงเมืองนุก (Nuuk) เมืองหลวงของกรีนแลนด์แล้ว ในขณะที่หลายประเทศในยุโรปเริ่มส่งกำลังพลจำนวนหนึ่งไปยังดินแดนแห่งนี้ เพื่อเข้าร่วมสิ่งที่พวกเขาเรียกว่า “ภารกิจลาดตระเวน”

ประเทศยุโรปที่ส่งทหารเข้าร่วมรวมถึง เยอรมนี สวีเดน นอร์เวย์ ฟินแลนด์ เนเธอร์แลนด์ และสหราชอาณาจักร โดยเป็นความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นหลังจาก โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศความต้องการครอบครองดินแดนกรีนแลนด์ อ้างเหตุผลด้านความมั่นคงของทั้งสหรัฐฯ และภูมิภาค โดยไม่ตัดเรื่องการใช้ทหารเข้ายึด

ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส กล่าวว่า กองกำลังชุดแรกจะได้รับการเสริมกำลังในเร็วๆ นี้ ด้วย “ยุทโธปกรณ์ทางบก ทางอากาศ และทางเรือ”

ขณะที่นาย โอลิวิเยร์ ปัวฟร์ ดาร์วอร์ นักการทูตระดับสูงของฝรั่งเศส เผยว่า การวางกำลังพลเบื้องต้นของฝรั่งเศสประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ 15 นาย โดยเขามองว่าภารกิจนี้เป็นการส่งสัญญาณทางการเมืองที่เข้มข้น โดยระบุว่า “นี่คือการฝึกซ้อมครั้งแรก… เราจะแสดงให้สหรัฐฯ เห็นว่านาโต (Nato) ยังคงอยู่ที่นี่”

การเสริมกำลังพลครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของเดนมาร์กและกรีนแลนด์ได้เดินทางไปยังวอชิงตัน เพื่อเข้าพบเจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ เมื่อวันพุธที่ผ่านมา เพื่อหาทางออกเรื่องกรีนแลนด์ แต่ผลปรากฏทั้งสองฝ่ายยังคงมี “ความเห็นไม่ตรงกันอย่างสิ้นเชิง”

ด้านโดนัลด์ ทรัมป์ ย้ำความต้องการนำกรีนแลนด์มาอยู่ภายใต้การควบคุมของสหรัฐฯ อีกครั้ง โดยกล่าวกับผู้สื่อข่าวในห้องทำงานรูปไข่ว่า “เราจำเป็นต้องมีกรีนแลนด์เพื่อความมั่นคงของชาติ” แต่ก็กล่าวด้วยว่า เขาเชื่อว่าจะสามารถหาทางออกร่วมกับเดนมาร์กได้

“ปัญหาคือเดนมาร์กทำอะไรไม่ได้เลยหากรัสเซียหรือจีนต้องการเข้ายึดครองกรีนแลนด์ แต่เราทำได้ทุกอย่าง คุณก็ได้เห็นแล้วจากกรณีของเวเนซุเอลาเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา”

ทั้งนี้ การวางกำลังของสมาชิกนาโตในยุโรปในกรีนแลนด์ครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการฝึกซ้อมร่วมภายใต้การนำของเดนมาร์กที่มีชื่อว่า “ปฏิบัติการอาร์กติก เอ็นดูแรนซ์” (Operation Arctic Endurance) แม้ว่าการเคลื่อนไหวนี้จะมีนัยสำคัญเชิงสัญลักษณ์อย่างมาก แต่ก็ยังไม่มีความชัดเจนว่าพวกเขาจะประจำการอยู่นานเพียงใด

ทางด้านฟินแลนด์ได้ส่งนายทหารประสานงานจำนวน 2 นาย ไปยังกรีนแลนด์เพื่อทำภารกิจค้นหาความจริง ระหว่างปฏิบัติการอาร์กติก เอ็นดูแรนซ์ ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ในขั้นตอนวางแผนเท่านั้น

“ในขณะนี้เรายังไม่ได้ตัดความเป็นไปได้ใดๆ แต่ก็ยังไม่ได้พิจารณาแผนการใดเป็นพิเศษเช่นกัน” ยานเน คูเซลา หัวหน้าฝ่ายนโยบายกระทรวงกลาโหม บอกสำนักข่าว บีบีซี

ทางด้านเยอรมนีได้ส่งเครื่องบินขนส่งรุ่น A400M มุ่งหน้าสู่เมืองนุกในวันพฤหัสบดี พร้อมด้วยกำลังพล 13 นาย อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ระบุว่าพวกเขาจะพำนักอยู่ในกรีนแลนด์จนถึงวันเสาร์นี้เท่านั้น

เจ้าหน้าที่กลาโหมของเดนมาร์กระบุว่า พวกเขาได้ตัดสินใจร่วมกับรัฐบาลกรีนแลนด์ว่าจะมีการเพิ่มกำลังทหารในพื้นที่รอบกรีนแลนด์ในช่วงเวลาต่อจากนี้ เพื่อเสริมสร้าง “บทบาทของนาโตในอาร์กติก เพื่อประโยชน์ต่อความมั่นคงของทั้งยุโรปและพันธมิตรข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก”

กองทัพสวีเดนได้ส่งนายทหารไปยังเมืองนุกเมื่อวันพุธที่ผ่านมา นอกจากนี้ยังมีทหารนอร์เวย์ 2 นาย นายทหารสหราชอาณาจักร 1 นาย และนายทหารเรือเนเธอร์แลนด์อีก 1 นายถูกส่งไปยังกรีนแลนด์ด้วย

อนึ่ง สหรัฐฯ มีฐานทัพในกรีนแลนด์อยู่แล้ว ซึ่งปัจจุบันมีกำลังพลประจำการอยู่สูงสุด 150 นาย และมีทางเลือกที่จะส่งกำลังพลเข้ามาเพิ่มขึ้นอีกจำนวนมากภายใต้ข้อตกลงที่มีอยู่กับรัฐบาลเดนมาร์ก

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

กองทัพสหรัฐฯ ยึดเรือบรรทุกน้ำมันลำที่ 6 ในทะเลแคริบเบียน

กองทัพสหรัฐฯ ยึดเรือบรรทุกน้ำมันลำที่ 6 ในทะเลแคริบเบียน

16 ม.ค. 2569 01:29 น.

กองทัพสหรัฐฯ ยึดเรือบรรทุกน้ำมันลำที่ 6 ในทะเลแคริบเบียน

กองทัพสหรัฐฯ บุกยึดเรือบรรทุกน้ำมันในทะเลแคริบเบียนเป็นลำที่ 6 แล้ว โดยอ้างว่าเป็นเรือที่ละเมิดมาตรการคว่ำบาตรของประธานาธิบดีทรัมป์

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กองทัพสหรัฐฯ บุกยึดเรือบรรทุกน้ำมันชื่อ “เวโรนิโก” ในทะเลแคริบเบียน เมื่อช่วงเช้ามืดวันพฤหัสบดีที่ 15 ม.ค. 2569 ตามเวลาท้องถิ่น โดยนี่ถือเป็นเรือบรรทุกน้ำมันลำที่ 6 ที่สหรัฐฯ บุกยึดในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา และเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามควบคุมการส่งออกน้ำมันของเวเนซุเอลา

กองบัญชาการภาคใต้ (Southern Command) ของสหรัฐฯ เปิดเผยว่า เรือลำนี้ตกเป็นเป้าหมายเนื่องจาก ฝ่าฝืนคำสั่ง “การกักกันเรือที่ถูกคว่ำบาตร” ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โดยเจ้าหน้าที่บุกขึ้นเรือเวโรนิโกได้โดยไม่มีเหตุรุนแรงใดๆ

“น้ำมันชนิดเดียวที่จะออกจากเวเนซุเอลาได้ คือน้ำมันที่มีการประสานงานอย่างถูกต้องและเป็นไปตามกฎหมายเท่านั้น” กองบัญชาการภาคใต้ระบุ

ทั้งนี้ นับตั้งแต่กองทัพสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีเวเนซุเอลาและเข้าควบคุมตัวประธานาธิบดี นิโกลัส มาดูโร เมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา โดนัลด์ ทรัมป์ ก็ประกาศว่า เขาวางแผนที่จะนำทรัพยากรน้ำมันสำรองจำนวนมหาศาลของเวเนซุเอลามาใช้ประโยชน์

ตามข้อมูลจากเว็บไซต์ TankerTrackers.com ที่ติดตามและรายงานการขนส่งน้ำมันดิบโดยใช้ข้อมูลดาวเทียมและอื่นๆ เรือเวโรนิโกซึ่งเป็นเรือบรรทุกน้ำมันดิบที่เดินเรือภายใต้ธงชาติกายอานา ได้เดินทางออกจากน่านน้ำเวเนซุเอลาโดยไม่มีสินค้าในช่วงต้นเดือนมกราคม

ขณะที่ฐานข้อมูลขององค์การทางทะเลระหว่างประเทศ (IMO) แสดงให้เห็นว่า ก่อนหน้านี้เรือลำดังกล่าวเคยจดทะเบียนในรัสเซียภายใต้ชื่ออื่นๆ มาก่อน

เหตุการณ์นี้บ่งชี้ว่า มาตรการของสหรัฐฯ เพื่อปราบปรามสิ่งที่พวกเขาเรียกว่า “กองเรือมืด” (dark fleet) ซึ่งประกอบด้วยเรือมากกว่า 1,000 ลำที่ลักลอบขนส่งน้ำมันที่ถูกคว่ำบาตร จะยังคงดำเนินต่อไป ในขณะที่สหรัฐฯ กำลังทำงานร่วมกับรัฐบาลรักษาการของเวเนซุเอลาเพื่อควบคุมการขายน้ำมันของชาติละตินอเมริกาแห่งนี้

ปฏิบัติการดังกล่าวยังเกิดขึ้นเพียงวันเดียว หลังจากเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ รายหนึ่งอ้างว่า สหรัฐฯ ได้เสร็จสิ้นการขายน้ำมันของเวเนซุเอลาลอตแรก ซึ่งมีมูลค่าสูงถึง 500 ล้านดอลลาร์แล้ว

อนึ่ง มาตรการการยึดเรือบรรทุกน้ำมันดังกล่าว กำลังส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อการส่งออกน้ำมันของเวเนซุเอลา

หนังสือพิมพ์ วอลล์สตรีทเจอร์นัล รายงานโดยอ้างข้อมูลจาก Kpler ซึ่งเป็นผู้ให้บริการวิเคราะห์การขนส่งทางเรือว่า ในช่วงเดือนมกราคม ปริมาณการขนถ่ายน้ำมันดิบขึ้นเรือของเวเนซุเอลา ลดลงเหลือเพียงประมาณครึ่งหนึ่งของระดับปกติเท่านั้น

Kpler ระบุด้วยว่า เรือเพียงกลุ่มเดียวที่กำลังขนถ่ายน้ำมันดิบที่ท่าเรือของเวเนซุเอลา คือเรือที่มีจุดหมายปลายทางไปยังสหรัฐฯ และโรงกลั่นน้ำมันในเวเนซุเอลา ซึ่งโรงกลั่นบางแห่งไม่ได้อยู่ใกล้กับแหล่งขุดเจาะน้ำมัน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์ขู่ส่งทหารไปมินนิโซตา หลังคนประท้วงเดือดต้าน ICE

ทรัมป์ขู่ส่งทหารไปมินนิโซตา หลังคนประท้วงเดือดต้าน ICE

15 ม.ค. 2569 23:34 น.

ทรัมป์ขู่ส่งทหารไปมินนิโซตา หลังคนประท้วงเดือดต้าน ICE

โดนัลด์ ทรัมป์ ขู่จะใช้กฎหมายปราบจลาจล เพื่อส่งทหารเข้าไปยังรัฐมินนิโซตา ท่ามกลางการประท้วงต่อต้านเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง และเกิดการปะทะรายวัน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ข้อความขู่ในวันพฤหัสบดีที่ 15 ม.ค. 2569 ว่า เขาอาจใช้กฎหมายปราบจลาจล (Insurrection Act) ซึ่งจะอนุญาตให้ส่งกองกำลังทหารเข้าไปยังรัฐมินนิโซตาได้ ท่ามกลางความตึงเครียดหลังเกิดการปะทะกันระหว่างผู้ชุมนุมกับเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง (ICE)

“หากเหล่านักการเมืองที่ฉ้อฉลของมินนิโซตาไม่ยอมปฏิบัติตามกฎหมาย และไม่หยุดยั้งพวกผู้สร้างความปั่นป่วนมืออาชีพและพวกกบฏจากการโจมตีกลุ่มผู้รักชาติของหน่วย ICE (สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากร) ที่เพียงแค่พยายามปฏิบัติหน้าที่ของตน ผมจะประกาศใช้กฎหมายปราบจลาจล” ทรัมป์ระบุในโพสต์บน Truth Social

คำขู่ของทรัมป์เกิดขึ้นหลังจาก เกิดเหตุเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองยิงชายชาวเวเนซุเอลาที่พยายามหลบหนีจากการเรียกตรวจค้นรถในเมืองมินนีแอโพลิสเมื่อวันพุธ ซึ่งเกิดขึ้นเพียงหนึ่งสัปดาห์หลังจากเหตุการณ์เจ้าหน้าที่ ICE ยิงพลเมืองสหรัฐฯ จนเสียชีวิต

กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิของสหรัฐฯ (DHS) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ดูแลการปราบปรามผู้อพยพของทรัมป์ ระบุว่าในระหว่างเหตุการณ์เมื่อวันพุธ มีบุคคลสองคนเข้าโจมตีเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางด้วยด้ามไม้กวาดและพลั่วตักหิมะ ขณะที่เจ้าหน้าที่กำลังต่อสู้พัวพันกับชายชาวเวเนซุเอลา ซึ่งทาง DHS ระบุว่าเป็นผู้เข้ามาอยู่ในสหรัฐฯ อย่างผิดกฎหมาย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : reuters

ผลโพลชี้ ชาวอเมริกัน 75% ค้านทรัมป์ยึดกรีนแลนด์

ผลโพลชี้ ชาวอเมริกัน 75% ค้านทรัมป์ยึดกรีนแลนด์

15 ม.ค. 2569 22:04 น.

ผลโพลชี้ ชาวอเมริกัน 75% ค้านทรัมป์ยึดกรีนแลนด์

ผลสำรวจความคิดเห็นล่าสุดชี้ว่า ชาวอเมริกันราว 75% ไม่เห็นด้วยที่สหรัฐฯ จะเข้ายึดกรีนแลนด์ ขณะที่ส่วนใหญ่เชื่อว่าเรื่องน้ำมันคือปัจจัยหลักที่สหรัฐฯ มีปฏิบัติการในเวเนซุเอลา

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 15 ม.ค. 2569 สำนักข่าว CNN เผยแพร่ผลสำรวจความคิดเห็นชุดใหม่ซึ่งจัดทำโดย SSRS ซึ่งพบว่า ชาวอเมริกันราว 3 ใน 4 หรือประมาณ 75% ระบุว่าพวกเขาคัดค้านความพยายามของสหรัฐฯ ในการเข้าควบคุมกรีนแลนด์

ผลสำรวจพบว่ามีชาวอเมริกันเพียง 25% เท่านั้นที่เห็นด้วยกับการที่สหรัฐฯ จะพยายามเข้าควบคุมดินแดนกึ่งปกครองตนเองของเดนมาร์กแห่งนี้ แม้แต่กลุ่มผู้สนับสนุนพรรครีพับลิกันของตัวประธานาธิบดีเองก็มีความเห็นแตกออกเป็นสองฝ่ายในสัดส่วนที่เท่ากันคือ 50-50

ส่วนพรรคเดโมแครตและกลุ่มอิสระที่โน้มเอียงไปทางเดโมแครตนั้นคัดค้านความเคลื่อนไหวดังกล่าวอย่างรุนแรง โดยมีผู้คัดค้านรวมถึง 94% โดย 80% ในจำนวนนี้ระบุว่า คัดค้านอย่างรุนแรง ส่วนกลุ่มอิสระที่ไม่ได้เอนเอียงเข้าข้างพรรคใดเกือบ 80% ก็คัดค้านแผนดังกล่าว

เมื่อวันพุธที่ผ่านมา ทรัมป์ได้โพสต์ผ่าน Truth Social ซึ่งเป็นเว็บไซต์โซเชียลมีเดียของเขาว่า สิ่งใดก็ตามที่ “น้อยกว่า” การที่สหรัฐฯ เข้าควบคุมกรีนแลนด์นั้นถือเป็นเรื่องที่ “ยอมรับไม่ได้”

ข้อความดังกล่าวมีขึ้นก่อนที่รัฐมนตรีของเดนมาร์กเข้าหารือกับรองประธานาธิบดี เจ.ดี. แวนซ์ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ มาร์โก รูบิโอ ที่ทำเนียบขาวสหรัฐฯ ซึ่งดูเหมือนว่าจะแทบไม่ได้ช่วยให้ทั้งสองฝ่ายเข้าใกล้ข้อตกลงกันได้มากขึ้นเลย

ผลโพลยังพบอีกว่า สาธารณชนมีความต้องการน้อยมากต่อนโยบายการขยายอำนาจของสหรัฐฯ โดยเกือบ 6 ใน 10 กังวลว่า นายทำเกินขอบเขตในการพยายามขยายอำนาจของอเมริกา และมีเพียง 1 ใน 3 เท่านั้นที่มองว่าความพยายามของเขาในเรื่องดังกล่าวอยู่ในระดับที่เหมาะสมแล้ว

จำนวนชาวอเมริกันที่มองว่าการตัดสินใจด้านนโยบายต่างประเทศของทรัมป์ในวาระนี้ได้ทำลายภาพลักษณ์ของอเมริกาในสายตาโลกเพิ่มขึ้นเป็น 57% แล้ว จากเดิมที่ 53% ในการสำรวจครั้งก่อนเมื่อฤดูร้อนปี 2568

ชาวอเมริกัน 52% ยังคัดค้านการตัดสินใจของสหรัฐฯ ในการใช้ปฏิบัติการทางทหารในเวเนซุเอลา ขณะที่ 48% เห็นด้วย โดยชาวอเมริกันส่วนใหญ่ (64%) มองว่า เรื่องน้ำมันคือเหตุผลที่สหรัฐฯ ตัดสินใจมีมาตรการทางทหารในเวเนซุเอลา รองลงมาคือเพื่อแสดงแสนยานุภาพทางทหาร (51%) , ยาเสพติด (43%) และที่ต่ำสุดคือ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของชาวเวเนซุเอลา (26%)

ชาวอเมริกันส่วนใหญ่ยังไม่มั่นใจว่าปฏิบัติการของสหรัฐฯ ในเวเนซุเอลาจะส่งผลให้เกิดรัฐบาลที่มีเสถียรภาพในประเทศภายใน 1 ปีข้างหน้า และประมาณ 2 ใน 3 กล่าวว่า มีความเป็นไปได้อย่างน้อยในระดับหนึ่งที่ปฏิบัติการดังกล่าวจะนำไปสู่การส่งกองกำลังทหารสหรัฐฯ เข้าประจำการในระยะยาวที่นั่น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

พรรคฝ่ายค้านญี่ปุ่นผนึกกำลัง จับมือตั้งพรรคใหม่สู้ศึกเลือกตั้ง

พรรคฝ่ายค้านญี่ปุ่นผนึกกำลัง จับมือตั้งพรรคใหม่สู้ศึกเลือกตั้ง

15 ม.ค. 2569 16:15 น.

พรรคฝ่ายค้านญี่ปุ่นผนึกกำลัง จับมือตั้งพรรคใหม่สู้ศึกเลือกตั้ง

ผู้นำพรรครัฐธรรมนูญประชาธิปไตยแห่งญี่ปุ่น หรือ ซีดีพี (CDP) ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านหลัก และพรรคโคเมโตะ ประกาศรวมตัวก่อตั้งพรรคการเมืองใหม่ชูแนวทาง “สายกลาง” เพื่อสร้างแนวร่วมที่แข็งแกร่งรับมือรัฐบาลขวาจัดของนายกฯ ซานาเอะ ทาคาอิจิ ที่จ่อประกาศยุบสภาสัปดาห์หน้าและจัดเลือกตั้งใหม่ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้

พรรครัฐธรรมนูญประชาธิปไตยแห่งญี่ปุ่น หรือ ซีดีพี (CDP) ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านหลัก และพรรคโคเมโตะ บรรลุข้อตกลงในการร่วมกันจัดตั้งพรรคการเมืองใหม่ด้วยกัน โดยผู้นำของทั้งสองพรรคเปิดเผยในวันนี้ (15 ม.ค.) ว่า ความเคลื่อนไหวนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างแนวร่วมที่เข้มแข็งในการต่อสู้กับพรรครัฐบาลในปัจจุบัน ซึ่งพวกเขามองว่ามีนโยบายที่เอนเอียงไปทางขวามากเกินไป

ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นเพียงหนึ่งวันหลังจากนายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของญี่ปุ่น ส่งสัญญาณเตรียมยุบสภาในสัปดาห์หน้าเพื่อจัดเลือกตั้งก่อนกำหนด  โดยคาดว่าจะมีขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ เพื่อใช้กระแสความนิยมที่พุ่งสูงถึง 62% ในการสร้างความมั่นคงให้รัฐบาล

นายโยชิฮิโกะ โนดะ ผู้นำพรรคซีดีพี ระบุว่า “นับตั้งแต่รัฐบาลทาคาอิจิเข้ารับตำแหน่ง นโยบายต่างๆ มักเอนเอียงไปทางขวาจัด นี่จึงเป็นโอกาสสำคัญที่จะวางกลุ่มการเมืองสายกลางไว้ที่หัวใจสำคัญของประเทศ”

พรรคโคเมโตะตัดสินใจยุติความสัมพันธ์ที่เป็นพันธมิตรกับพรรคเสรีประชาธิปไตย (แอลดีพี) ที่ยาวนานถึง 26 ปี เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา เนื่องจากไม่พอใจการจัดการปัญหาอื้อฉาวเรื่องเงินทุนการเมือง ส่งผลให้พรรคแอลดีพี ต้องหันไปจับมือกับพรรคนวัตกรรมญี่ปุ่น หรือพรรคอิชิน (Ishin) ซึ่งมีแนวคิดขวาจัด เพื่อจัดตั้งรัฐบาลผสมจนส่งให้ทาคาอิจิขึ้นสู่อำนาจได้สำเร็จ

การรวมตัวครั้งนี้ถือเป็นการท้าทายฐานอำนาจในสภาผู้แทนราษฎร ที่มีทั้งหมด 465 ที่นั่ง โดยปัจจุบันพรรคแอลดีพี และ พรรคอิชิน ครองที่นั่งรวมกัน 233 ที่นั่ง  ส่วนพรรคซีดีพี และ โคเมโตะ ครองที่นั่งรวมกัน 172 ที่นั่ง

เท็ตสึโอะ ไซโตะ หัวหน้าพรรคโคเมโตะ เผยว่าพรรคใหม่ซึ่งยังไม่มีการระบุชื่อ จะมีเขาและโนดะเป็นผู้นำร่วมกันในช่วงแรก โดยจะเปิดรับ สส. จากพรรคอื่นเข้าร่วมด้วย นอกจากนี้ยังตั้งเป้าให้สมาชิกในวุฒิสภา เข้าร่วมพรรคใหม่ก่อนการเลือกตั้งวุฒิสภาครั้งถัดไปในปี 2028 เพื่อคานอำนาจรัฐบาลที่ปัจจุบันยังเป็นเสียงข้างน้อยในสภาสูง

นักวิเคราะห์มองว่า แม้นายกฯ ทาคาอิจิจะมีคะแนนนิยมส่วนตัวสูง แต่การผนึกกำลังของพรรคสายกลางอาจเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้การผ่านกฎหมายสำคัญในอนาคตของรัฐบาลแอลดีพี ทำได้ยากลำบากยิ่งขึ้นหากไม่ได้รับชัยชนะอย่างเด็ดขาดในการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง.

ที่มา Reuters

นายกฯ สิงคโปร์ ปลด “พริทัม ซิงห์” พ้นผู้นำฝ่ายค้าน ชี้พฤติกรรมขัดมาตรฐานจริยธรรม

นายกฯ สิงคโปร์ ปลด "พริทัม ซิงห์" พ้นผู้นำฝ่ายค้าน ชี้พฤติกรรมขัดมาตรฐานจริยธรรม

15 ม.ค. 2569 15:51 น.

นายกฯ สิงคโปร์ ปลด “พริทัม ซิงห์” พ้นผู้นำฝ่ายค้าน ชี้พฤติกรรมขัดมาตรฐานจริยธรรม

นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ ลอว์เรนซ์ หว่อง ประกาศถอดถอน “พริทัม ซิงห์” หัวหน้าพรรคแรงงาน (WP) ออกจากตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้าน โดยมีผลทันที ชี้เพื่อรักษาไว้ซึ่งหลักนิติธรรมตลอดจนเกียรติภูมิและความซื่อสัตย์ของรัฐสภาสิงคโปร์ หลังสภาผู้แทนราษฎรเห็นพ้องว่าพฤติกรรมและความผิดทางอาญาของเขาขัดต่อมาตรฐานจริยธรรมของสภา พร้อมจี้พรรคฝ่ายค้านเสนอชื่อบุคคลใหม่ที่ “มือสะอาด” มาแทนที่

วันนี้ (15 ม.ค.) นายกรัฐมนตรีลอว์เรนซ์ หว่อง ออกแถลงการณ์ถอดถอน นายพริทัม ซิงห์ (Pritam Singh) ออกจากตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้าน โดยระบุว่า “ไม่สามารถปล่อยให้เขาดำรงตำแหน่งต่อไปได้อีก” เนื่องจากคำตัดสินว่ามีความผิดทางอาญาและพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมต่อรัฐสภา

นายกฯ หว่อง ย้ำว่าการตัดสินใจครั้งนี้มีความจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อรักษาไว้ซึ่งหลักนิติธรรม ตลอดจนเกียรติภูมิและความซื่อสัตย์ของรัฐสภาสิงคโปร์” แถลงการณ์ระบุว่า เมื่อพิจารณาอย่างรอบคอบแล้ว คำตัดสินว่านายซิงห์มีความผิดทางอาญา ประกอบกับมุมมองของรัฐสภาที่เห็นว่าเขาไม่มีความเหมาะสม ทำให้ตำแหน่งของเขาไม่อาจยั่งยืนได้อีกต่อไป” 

การพ้นจากตำแหน่งนี้ส่งผลให้ นายพริทัม ซิงห์ จะถูกระงับสิทธิพิเศษทั้งหมดในทันที ซึ่งรวมถึงสิทธิในการตอบโต้เป็นคนแรกระหว่างการอภิปรายในสภา การได้รับโควตาเวลาอภิปรายที่มากขึ้น และเงินประจำตำแหน่งที่เป็น 2 เท่าของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรปกติ

ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นเพียงหนึ่งวันหลังจากที่รัฐสภาสิงคโปร์มีมติเห็นชอบในญัตติที่เสนอโดย นางอินดรานี ราชาห์ ผู้นำฝ่ายรัฐบาลในสภา ซึ่งชี้ว่า นายพริทัม ซิงห์ มีพฤติกรรมที่เสื่อมเสียและขาดมาตรฐานที่คาดหวังจากผู้นำฝ่ายค้าน จากกรณีที่เขาถูกศาลตัดสินว่ามีความผิดฐาน “ให้การเท็จต่อคณะกรรมาธิการสิทธิและเอกสิทธิ์ของรัฐสภา” เกี่ยวข้องกับการโกหกกลางสภาของอดีต สส. พรรคแรงงาน นางสาวราอีซาห์ ข่าน เมื่อปี 2021

แม้ว่านายซิงห์จะยืนยันความบริสุทธิ์และแสดงความไม่เห็นด้วยกับข้อเท็จจริงในคดี แต่นายกฯ หว่องระบุว่า “คำตัดสินของศาลถือเป็นที่สิ้นสุดและต้องได้รับความเคารพ”

นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ได้ส่งหนังสือถึงคณะกรรมการบริหารกลางของพรรคแรงงาน (WP) เพื่อเชิญให้เสนอชื่อ สส. ที่ได้รับเลือกตั้งคนอื่นขึ้นมาดำรงตำแหน่งแทน โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือต้องไม่เป็นผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับผลการตรวจสอบกรณีการโกหกของราอีซาห์ ข่าน ในอดีต และต้องเป็นผู้ที่มีมาตรฐานทางจริยธรรมและความซื่อสัตย์สูงสุด

ด้านพรรคแรงงานได้ออกแถลงการณ์ยืนยันว่าได้รับหนังสือจากนายกรัฐมนตรีแล้ว และจะนำเรื่องเข้าสู่กระบวนการพิจารณาภายในพรรคอย่างละเอียดก่อนจะดำเนินการตอบกลับต่อไป

ตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านถูกกำหนดขึ้นอย่างเป็นทางการในปี 2020 เพื่อรองรับความหลากหลายทางความคิดในสภา โดยมีบทบาทสำคัญในการนำฝ่ายค้านอภิปรายร่างกฎหมาย นำเสนอชื่อ สส. ฝ่ายค้านเข้าสู่คณะกรรมาธิการต่างๆ รวมถึงเป็นตัวแทนรัฐสภาในงานระดับรัฐ และได้รับสิทธิในการรับฟังการบรรยายสรุปความลับด้านความมั่นคงและผลประโยชน์ของชาติด้วย.

ที่มา The Straits Times

ชาติยุโรปส่งทหารปฏิบัติภารกิจใน “กรีนแลนด์” หลังเดนมาร์ก-สหรัฐฯ เจรจาไร้ผล

ชาติยุโรปส่งทหารปฏิบัติภารกิจใน "กรีนแลนด์" หลังเดนมาร์ก-สหรัฐฯ เจรจาไร้ผล

15 ม.ค. 2569 15:22 น.

ชาติยุโรปส่งทหารปฏิบัติภารกิจใน “กรีนแลนด์” หลังเดนมาร์ก-สหรัฐฯ เจรจาไร้ผล

กองกำลังทหารจากหลายชาติยุโรปเริ่มเคลื่อนกำลังพลเข้าสู่กรีนแลนด์ในวันนี้ เพื่อทำภารกิจลาดตระเวนและฝึกซ้อม หลังการเจรจาระดับสูงระหว่างสหรัฐฯ เดนมาร์ก และกรีนแลนด์ ที่กรุงวอชิงตันดีซี เผชิญทางตัน โดยทั้งสองฝ่ายยังมี “ความเห็นต่างอย่างสิ้นเชิง” ต่อกรณีที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ พยายามจะเข้าควบคุมเกาะที่อุดมไปด้วยทรัพยากรแห่งนี้

กองทัพจากฝรั่งเศส สวีเดน เยอรมนี และนอร์เวย์ ประกาศการส่งกำลังพลเข้าสู่เมืองนุก (Nuuk) เมืองหลวงของกรีนแลนด์ในวันนี้ (15 ม.ค.) เพื่อปฏิบัติภารกิจสอดแนมและฝึกซ้อมรบ ซึ่งถือเป็นการแสดงสัญลักษณ์เพื่อปกป้องบูรณภาพเหนือดินแดนของเดนมาร์ก

นายมูเต เอเกเด รองนายกรัฐมนตรีกรีนแลนด์ แถลงยืนยันว่าทหารจากกลุ่มประเทศนาโต จะปรากฏตัวในกรีนแลนด์มากขึ้นตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ทั้งในรูปแบบของเที่ยวบินทหารและเรือรบ ขณะที่ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส ระบุผ่านแพลตฟอร์ม X ว่าทหารฝรั่งเศสชุดแรกกำลังเดินทางมุ่งหน้าสู่กรีนแลนด์แล้ว ด้านกระทรวงกลาโหมเยอรมนีระบุว่า ได้ส่งทีมลาดตระเวนของ “บุนเดิสแวร์” หรือกองกำลังป้องกันสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีจำนวน 13 นาย ไปยังเมืองนุกตั้งแต่วันพฤหัสบดี ตามคำเชิญของเดนมาร์ก และจะดำเนินการตั้งแต่วันพฤหัสบดีถึงวันอาทิตย์

ภารกิจทางทหารของยุโรปเกิดขึ้นทันทีหลังจาก นายลาร์ส ล็อกเก รัสมุสเซน รัฐมนตรีต่างประเทศเดนมาร์ก และคณะผู้แทนจากกรีนแลนด์ เข้าพบรองประธานาธิบดี เจดี แวนซ์ และนายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ที่ทำเนียบขาว แต่ผลการหารือไม่สามารถเปลี่ยนใจรัฐบาลทรัมป์ได้

รัสมุสเซนกล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า “เราไม่สามารถเปลี่ยนจุดยืนของอเมริกาได้ เป็นที่ชัดเจนว่าประธานาธิบดี (ทรัมป์) ยังมีความปรารถนาที่จะครอบครองกรีนแลนด์ เราจึงยังมีความเห็นที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง แต่เราก็ตกลงกันว่าจะยอมรับความเห็นที่แตกต่างนี้” 

แม้ทรัมป์จะไม่ได้เข้าร่วมการหารือโดยตรง แต่เขาได้ให้สัมภาษณ์ในภายหลังด้วยท่าทีที่ดูผ่อนคลายลงเล็กน้อย โดยระบุว่าเขามีความสัมพันธ์ที่ดีกับเดนมาร์ก อย่างไรก็ตาม เขายังคงยืนยันว่าหากรัสเซียหรือจีนคิดจะยึดครองกรีนแลนด์ เดนมาร์กย่อมไม่มีกำลังเพียงพอที่จะป้องกันได้ และมีเพียงสหรัฐฯ เท่านั้นที่ทำได้ทุกอย่าง

นักวิเคราะห์มองว่า ทรัมป์มีความมั่นใจในการใช้นโยบายแข็งกร้าวมากขึ้น หลังจากที่เขาเพิ่งสั่งการโจมตีในเวเนซุเอลาจนนำไปสู่การโค่นล้มประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร เมื่อช่วงต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมา

บนท้องถนนในเมืองนุก ประชาชนพากันประดับธงชาติกรีนแลนด์สีแดง-ขาวตามหน้าต่างร้านค้า ระเบียงอพาร์ตเมนต์ และบนรถเมล์ เพื่อแสดงพลังความเป็นหนึ่งเดียวของชาติ ท่ามกลางความวิตกกังวลของชาวเมืองที่พบว่าตนเองกลายเป็นศูนย์กลางของความขัดแย้งระดับโลก

“มันน่ากลัวมากเพราะนี่คือเรื่องใหญ่ระดับโลก” เวรา สติดเซน ประชาชนในกรุงนุกกล่าวว่า “ฉันหวังว่าในอนาคตเราจะยังคงสามารถใช้ชีวิตได้อย่างสงบสุขเหมือนเดิม โดยไม่ถูกรบกวนจากมหาอำนาจ”.

ที่มา AFP

ไต้หวันเผยสหรัฐเตรียมขายอาวุธให้เพิ่มอีก หลังอนุมัติแพ็กเกจใหญ่ที่สุดเป็นประวัติการณ์

ไต้หวันเผยสหรัฐเตรียมขายอาวุธให้เพิ่มอีก หลังอนุมัติแพ็กเกจใหญ่ที่สุดเป็นประวัติการณ์

15 ม.ค. 2569 14:46 น.

ไต้หวันเผยสหรัฐเตรียมขายอาวุธให้เพิ่มอีก หลังอนุมัติแพ็กเกจใหญ่ที่สุดเป็นประวัติการณ์

ไต้หวันเผยสหรัฐอเมริกามีแผนขายอาวุธให้อีกหลายรายการ โดยมีข้อตกลงด้านอาวุธอย่างน้อย 4 แพ็กเกจที่ยังรอการแจ้งต่อสภาคองเกรสสหรัฐ หลังจากเดือนก่อนเพิ่งประกาศขายอาวุธมูลค่าสูงที่สุดเท่าที่เคยมีมา

นายสวี ซือเจี้ยน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมไต้หวัน เปิดเผยข้อมูลดังกล่าวเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 15 มกราคม ระหว่างให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวในกรุงไทเป ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีประจำสัปดาห์ โดยระบุว่า สหรัฐยังคงเป็นผู้สนับสนุนหลักด้านความมั่นคงและเป็นผู้จัดหาอาวุธรายสำคัญที่สุดของไต้หวัน แม้ทั้งสองฝ่ายจะไม่มีความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการก็ตาม โดยขณะนี้มีข้อตกลงด้านอาวุธอย่างน้อย 4 แพ็กเกจที่ยังรอการแจ้งต่อสภาคองเกรสสหรัฐตามขั้นตอนทางกฎหมาย แต่ไม่สามารถให้รายละเอียดได้ 

นายสวี กล่าวย้ำว่า ไต้หวันจำเป็นต้องเพิ่มงบประมาณด้านการทหาร เนื่องจากภัยคุกคามที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีขึ้น หลังจากสหรัฐประกาศแพ็กเกจขายอาวุธมูลค่า 11,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อเดือนที่ผ่านมา ซึ่งนับเป็นแพ็กเกจที่มีมูลค่าสูงที่สุดเท่าที่เคยมีมา

ด้านกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐยังไม่ตอบคำถามสื่อในทันที เนื่องจากอยู่นอกเวลาทำการในกรุงวอชิงตัน

สำหรับข้อตกลงขายอาวุธที่ประกาศในเดือนธันวาคม ครอบคลุมอาวุธและยุทโธปกรณ์ 8 รายการ รวมถึงระบบยิงจรวดหลายลำกล้อง HIMARS ของบริษัทล็อกฮีด มาร์ติน และโดรนโจมตีแบบลอยวน Altius

ก่อนหน้านี้ในเดือนพฤศจิกายน ประธานาธิบดีไล่ ชิงเต๋อ ของไต้หวัน ได้ประกาศแผนเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมเพิ่มเติมอีก 40,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไปจนถึงปี 2033 เพื่อย้ำถึงความตั้งใจของไต้หวันในการป้องกันตนเอง ท่ามกลางภัยคุกคามจากจีนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม พรรคฝ่ายค้านของไต้หวัน ซึ่งครองเสียงข้างมากในรัฐสภา ยังไม่อนุญาตให้ร่างงบประมาณดังกล่าวเข้าสู่ขั้นตอนการพิจารณาของคณะกรรมาธิการ โดยให้เหตุผลว่ายังขาดรายละเอียดที่ชัดเจน และต้องการข้อมูลเพิ่มเติม โดยมีรายงานว่านายเวลลิงตัน คู รัฐมนตรีกลาโหมไต้หวัน มีกำหนดจะชี้แจงรายละเอียดต่อสมาชิกรัฐสภาเป็นการลับในวันจันทร์นี้ 

ขณะเดียวกัน รัฐบาลสหรัฐภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แสดงจุดยืนสนับสนุนอย่างแข็งขันต่อแผนเพิ่มงบประมาณทางทหารของไต้หวัน เช่นเดียวกับที่สหรัฐผลักดันให้พันธมิตรในยุโรปเพิ่มการใช้จ่ายด้านกลาโหม

ทั้งนี้ รัฐบาลไต้หวันที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย ปฏิเสธการอ้างอธิปไตยของจีนเหนือไต้หวัน โดยย้ำว่า มีเพียงประชาชนชาวไต้หวันเท่านั้นที่มีสิทธิ์ตัดสินอนาคตของตนเอง.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ไต้หวัน

“ทรัมป์” เผยอิหร่านหยุดสังหารผู้ประท้วงแล้ว เตหะรานปฏิเสธแผนแขวนคอ

"ทรัมป์" เผยอิหร่านหยุดสังหารผู้ประท้วงแล้ว เตหะรานปฏิเสธแผนแขวนคอ

15 ม.ค. 2569 14:23 น.

“ทรัมป์” เผยอิหร่านหยุดสังหารผู้ประท้วงแล้ว เตหะรานปฏิเสธแผนแขวนคอ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระบุได้รับข้อมูลว่าอิหร่านหยุดการสังหารและยกเลิกการประหารชีวิตแล้ว แต่สหรัฐฯ ยังรอตรวจสอบ ขณะที่อิหร่านปฏิเสธแผนการแขวนคอ ท่ามกลางแรงกดดันนานาชาติและความตึงเครียดด้านความมั่นคงในภูมิภาค

สถานการณ์ตึงเครียดในอิหร่านเริ่มมีสัญญาณผ่อนคลายลงชั่วคราว เมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แถลงจากทำเนียบขาวว่า การปราบปรามผู้ประท้วงในอิหร่านที่คร่าชีวิตผู้คนไปแล้วกว่า 3,400 ราย ได้หยุดลงแล้วตามคำกล่าวอ้างของทางการอิหร่าน

ทรัมป์ระบุว่าเขาได้รับแจ้งว่าการประหารชีวิตจำนวนมากที่เดิมจะมีขึ้นในวันพุธถูกระงับไว้ “พวกเขาบอกว่าการฆ่าหยุดลงแล้ว และการประหารชีวิตจะไม่เกิดขึ้น เราคงต้องมารอดูกันว่าจะเป็นจริงไหม” อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ยังไม่ยืนยันว่าจะถอนทางเลือกด้านการทหารออกไปหรือไม่ โดยกล่าวเพียงว่า “เราจะรอดูว่ากระบวนการจะเป็นอย่างไรต่อไป”

คำกล่าวของทรัมป์มีขึ้นหลังจากที่สหรัฐฯ และสหราชอาณาจักรลดจำนวนบุคลากรที่ฐานทัพอากาศอัล-อูเดดในกาตาร์ลง เจ้าหน้าที่กล่าวว่าการถอนกำลังทหารอเมริกันบางส่วนเป็น “มาตรการป้องกันไว้ก่อน”

ข่าวดังกล่าวส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบทั่วโลกพุ่งดิ่งลงทันทีในช่วงเช้าวันพฤหัสบดี (15 ม.ค.) เนื่องจากตลาดคลายความกังวลเรื่องการหยุดชะงักของอุปทานพลังงานจากอิหร่าน ซึ่งมีสัดส่วนการผลิตน้ำมันราว 3% ของโลก

นายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน ให้สัมภาษณ์กับสื่อสหรัฐฯ ยืนยันว่า “จะไม่มีการแขวนคอในวันนี้หรือพรุ่งนี้” พร้อมอ้างว่าการประท้วงเรื่องปากท้องในช่วงแรกถูกแทรกซึมโดยกลุ่มที่อิสราเอลหนุนหลัง เพื่อสร้างสถานการณ์นองเลือดหวังยั่วให้ประธานาธิบดีทรัมป์เปิดฉากสงครามกับอิหร่าน ด้านรัฐมนตรียุติธรรมอิหร่านสนับสนุนคำกล่าวดังกล่าว ระบุว่าหลังวันที่ 7 มกราคม เหตุการณ์ไม่ใช่การประท้วงอีกต่อไป และผู้ที่ถูกจับกุมถือเป็นอาชญากร

ขณะเดียวกัน มีรายงานว่า เออร์ฟาน สลตานี ชายวัย 26 ปีที่ถูกจับกุมระหว่างการประท้วงและมีกำหนดถูกประหารในวันพุธ ได้รับการระงับการประหารชีวิตชั่วคราวตามการยืนยันของญาติ

แม้จะมีสัญญาณบวก แต่ความกังวลเรื่องการปะทะทางทหารยังคงสูงอยู่ โดยอังกฤษประกาศปิดสถานทูตในเตหะรานชั่วคราว ขณะที่สหรัฐฯ เตือนเจ้าหน้าที่ในซาอุดีอาระเบียให้เลี่ยงใกล้ฐานทัพ และอินเดียประกาศให้พลเมืองออกจากอิหร่านทันที ด้านสายการบินลุฟต์ฮันซาของเยอรมนี สั่งระงับเส้นทางบินผ่านน่านฟ้าอิหร่านและอิรักอย่างไม่มีกำหนด

สถานทูตสหรัฐฯ ในกรุงโดฮาของกาตาร์ ได้แนะนำให้เจ้าหน้าที่เพิ่มความระมัดระวังและจำกัดการเดินทางที่ไม่จำเป็นไปยังฐานทัพอากาศอัล-อูเดด ขณะที่รัฐบาลกาตาร์กล่าวว่าจะยังคง “ดำเนินมาตรการที่จำเป็นทั้งหมดเพื่อปกป้องความมั่นคงและความปลอดภัยของพลเมืองและผู้พำนักอาศัย” ต่อไป

ทั้งนี้ อัล-อูเดดเป็นฐานทัพทหารสหรัฐฯ ที่ใหญ่ที่สุดในตะวันออกกลาง มีกำลังพลประจำการประมาณ 10,000 นาย รวมถึงเจ้าหน้าที่จากสหราชอาณาจักรประมาณ 100 คน ยังไม่ชัดเจนว่าจะมีเจ้าหน้าที่เดินทางออกจากฐานทัพกี่คน

เมื่อต้นสัปดาห์นี้ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้เรียกร้องให้ชาวอิหร่าน “ประท้วงต่อไป” ผ่านทางโพสต์บนแพลตฟอร์มโซเชียลทรูธโซเชียล โดยสัญญาว่า “ความช่วยเหลือจะมาถึง”

องค์กรสิทธิมนุษยชนอิหร่าน รายงานว่ามีผู้ประท้วงถูกสังหารแล้วอย่างน้อย 3,428 ราย และถูกจับกุมกว่า 10,000 คน ขณะที่ทางการอิหร่านจัดพิธีศพให้เจ้าหน้าที่ความมั่นคงกว่า 100 นายที่เสียชีวิต โดยตราหน้าว่าเป็นเหยื่อของ “การก่อการร้าย”

ล่าสุด คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอสซี) เตรียมเปิดประชุมด่วนในวันพฤหัสบดีตามคำร้องขอของสหรัฐฯ เพื่อสรุปสถานการณ์ในอิหร่าน ท่ามกลางรายงานว่าทางการอิหร่านยังคงปิดกั้นอินเทอร์เน็ตต่อเนื่องเป็นเวลาเกิน 144 ชั่วโมง เพื่อควบคุมการแพร่กระจายของภาพความรุนแรงในประเทศ.

ที่มา BBC 

เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองสหรัฐฯ ยิงชายเวเนซุเอลาบาดเจ็บในมินนิอาโพลิส

เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองสหรัฐฯ ยิงชายเวเนซุเอลาบาดเจ็บในมินนิอาโพลิส

15 ม.ค. 2569 13:16 น.

เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองสหรัฐฯ ยิงชายเวเนซุเอลาบาดเจ็บในมินนิอาโพลิส

เกิดเหตุรุนแรงซ้ำซ้อนในเมืองมินนิอาโพลิส เมื่อเจ้าหน้าที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรสหรัฐฯ หรือ ICE ยิงชายชาวเวเนซุเอลาได้รับบาดเจ็บ หลังเกิดเหตุตะลุมบอนขณะเข้าจับกุม นับเป็นเหตุยิงโดยเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางครั้งที่ 2 ในรอบสัปดาห์ ด้านผู้ว่าการรัฐและนายกเทศมนตรีประสานเสียงประณาม สร้างความโกรธแค้นให้มวลชนจนเกิดการปะทะด้วยพลุไฟ

สถานการณ์ในเมืองมินนิอาโพลิส รัฐมินนิโซตา ทวีความตึงเครียดหลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่สังกัดสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรสหรัฐฯ หรือ ICE ยิงประชาชนอีกครั้ง เมื่อช่วงเย็นวันพุธที่ผ่านมา (14 ม.ค.) ตามเวลาท้องถิ่น ส่งผลให้ทางการต้องรีบออกประกาศขอให้ประชาชน “อยู่ในความสงบ”

ไบรอัน โอฮารา ผู้บัญชาการตำรวจเมืองมินนิอาโพลิส แถลงว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นบริเวณทางเหนือของเมือง ขณะที่เจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางพยายามเข้าควบคุมตัวชายคนหนึ่งจนเกิดการปะทะกันอย่างรุนแรงหน้าบ้านพัก เป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่ตัดสินใจลั่นไก กระสุนถูกบริเวณขาของชายคนดังกล่าว ซึ่งต่อมาได้รับการยืนยันว่าเป็นผู้เข้าเมืองผิดกฎหมายชาวเวเนซุเอลา อาการไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต

ทางด้านกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (DHS) ชี้แจงผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า ขณะที่เจ้าหน้าที่กำลังควบคุมตัวผู้ต้องสงสัย ได้มีบุคคลอีก 2 คนวิ่งออกมาจากอพาร์ตเมนต์ใกล้เคียงและรุมทำร้ายเจ้าหน้าที่ด้วย “พลั่วตักหิมะและด้ามไม้กวาด” ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องยิงเพื่อป้องกันตัว

เหตุยิงครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงหนึ่งสัปดาห์หลังจากเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางเพิ่งยิง เรเน นิโคล กู๊ด หญิงชาวอเมริกันวัย 37 ปี จนเสียชีวิตเมื่อวันที่ 7 มกราคมที่ผ่านมา ซึ่งเหตุการณ์นั้นได้จุดชนวนการประท้วงใหญ่ไปก่อนหน้าแล้ว เมื่อเกิดเหตุซ้ำรอยจึงทำให้กลุ่มผู้ประท้วงรวมตัวกันทันทีในจุดเกิดเหตุ และมีการโยนพลุไฟเข้าใส่เจ้าหน้าที่ตำรวจ

นายกเทศมนตรี เจคอบ เฟรย์ และนายทิม วอลซ์ ผู้ว่าการรัฐมินนิโซตา  ได้ออกมาประณามการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางอย่างรุนแรง

เฟรย์ กล่าวว่า “เจ้าหน้าที่ ICE และสายตรวจชายแดนกำลังสร้างความโกลาหลไปทั่วเมืองและรัฐของเรา เราขอเรียกร้องให้ ICE ออกไปจากเมืองและรัฐนี้ทันที” ด้านนายวอลซ์กล่าวประณามการกระทำของรัฐบาลกลางว่าเป็นเหมือน “ฝนที่ตกลงมาสร้างความบอบช้ำให้ชุมชน” พร้อมระบุว่าเจ้าหน้าที่ ICE ที่สวมหน้ากาก มีอาวุธครบมือ แต่ “ขาดการฝึกฝนที่เพียงพอ” กำลังเดินเคาะประตูไล่สอบสวนประชาชนจนสร้างความตื่นตระหนกไปทั่ว

เหตุการณ์นี้สะท้อนถึงรอยร้าวที่ลึกซึ้งระหว่างการบังคับใช้กฎหมายโดยรัฐบาลกลางและการบริหารงานของท้องถิ่นในสหรัฐฯ ท่ามกลางนโยบายคนเข้าเมืองที่กำลังเป็นประเด็นร้อนแรง.


ที่มา CNN