อิหร่านเปิดน่านฟ้าอีกครั้ง หลังปิดชั่วคราวเกือบ 5 ชั่วโมง สายการบินทั่วโลกวุ่นเร่งปรับเส้นทาง

อิหร่านเปิดน่านฟ้าอีกครั้ง หลังปิดชั่วคราวเกือบ 5 ชั่วโมง สายการบินทั่วโลกวุ่นเร่งปรับเส้นทาง

15 ม.ค. 2569 12:29 น.

อิหร่านเปิดน่านฟ้าอีกครั้ง หลังปิดชั่วคราวเกือบ 5 ชั่วโมง สายการบินทั่วโลกวุ่นเร่งปรับเส้นทาง

อิหร่านกลับมาเปิดน่านฟ้าอีกครั้ง หลังจากสั่งปิดชั่วคราวเกือบ 5 ชั่วโมง ท่ามกลางความกังวลต่อความเป็นไปได้ของปฏิบัติการทางทหารระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ส่งผลให้สายการบินนานาชาติพากันยกเลิกและเปลี่ยนเส้นทางบินเพื่อเลี่ยงความเสี่ยงถูกลูกหลง

ตามประกาศจากเว็บไซต์ขององค์การบริหารการบินแห่งชาติสหรัฐฯ (FAA) ระบุว่า อิหร่านได้สั่งปิดน่านฟ้าไม่อนุญาตให้เที่ยวบินใดๆ บินผ่าน ยกเว้นเที่ยวบินระหว่างประเทศที่ได้รับอนุญาตเป็นพิเศษ ตั้งแต่เวลา 17.15 น. ตามเวลามาตรฐานตะวันออกของวันพุธ (14 ม.ค.) ก่อนที่ข้อมูลจากเว็บไซต์ Flightradar24 จะระบุว่าประกาศดังกล่าวถูกยกเลิกในเวลาประมาณ 22.00 น. โดยพบว่าสายการบินของอิหร่าน เช่น Mahan Air และ Yazd Airways เป็นกลุ่มแรกๆ ที่กลับมาทำการบินเหนือน่านฟ้าตนเองอีกครั้ง

การสั่งปิดน่านฟ้าครั้งนี้เกิดขึ้นในขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังพิจารณามาตรการตอบโต้ต่อสถานการณ์ในอิหร่าน ซึ่งปัจจุบันกำลังเผชิญกับการประท้วงต่อต้านรัฐบาลครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายปี ขณะเดียวกันมีรายงานว่าสหรัฐฯ เริ่มถอนบุคลากรบางส่วนออกจากฐานทัพในตะวันออกกลาง หลังจากเจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิหร่านขู่ว่าจะโจมตีฐานทัพอเมริกันหากวอชิงตันเปิดฉากโจมตีก่อน

ความไม่แน่นอนครั้งนี้ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่ออุตสาหกรรมการบิน โดยสายการบิน IndiGo และ Air India สายการบินยักษ์ใหญ่ของอินเดียได้รับผลกระทบโดยตรง ต้องปรับเปลี่ยนเส้นทางบิน ซึ่งส่งผลให้เที่ยวบินล่าช้าหรือต้องยกเลิก

ด้านสายการบินลุฟต์ฮันซาของเยอรมนี ประกาศเลี่ยงน่านฟ้าอิหร่านและอิรักจนกว่าจะมีประกาศเปลี่ยนแปลง พร้อมปรับเที่ยวบินไปยังนครเทลอาวีฟของอิสราเอล และกรุงอัมมานของจอร์แดน ให้บินเฉพาะช่วงกลางวัน เพื่อไม่ให้ลูกเรือต้องค้างคืนในพื้นที่เสี่ยง ส่วนสายการบิน Aeroflot ของรัสเซียที่มุ่งหน้าสู่กรุงเตหะรานต้องตัดสินใจบินกลับกรุงมอสโกทันทีหลังทราบข่าวการปิดน่านฟ้า

กลุ่มเครือข่ายความปลอดภัยทางอากาศ ระบุว่า การปิดน่านฟ้ากะทันหันเช่นนี้เป็นสัญญาณเตือนถึงกิจกรรมทางทหารที่เพิ่มสูงขึ้น รวมถึงความเสี่ยงจากการยิงขีปนาวุธ หรือระบบป้องกันภัยทางอากาศที่อาจเกิดความผิดพลาดในการระบุเอกลักษณ์เครื่องบินพลเรือน 

ความกังวลนี้มีพื้นฐานมาจากเหตุการณ์สะเทือนขวัญในปี 2020 เมื่อกองทัพอิหร่านเผลอยิงเครื่องบินโดยสารของสายการบิน Ukraine International Airlines ตก ส่งผลให้ผู้โดยสารและลูกเรือเสียชีวิตยกลำ 176 ราย ท่ามกลางภาวะตึงเครียดกับสหรัฐฯ ในเวลานั้น

ปัจจุบัน สหรัฐฯ ยังคงคำสั่งห้ามเครื่องบินพาณิชย์ของสหรัฐฯ บินผ่านน่านฟ้าอิหร่านโดยเด็ดขาด และยังคงไม่มีเที่ยวบินตรงระหว่างสองประเทศในขณะนี้.

ที่มา Reuters

X ยอมถอย สั่งห้าม “Grok” ตัดต่อภาพ “เปลื้องผ้า” หลังเจอกระแสต่อต้านทั่วโลก

X ยอมถอย สั่งห้าม "Grok" ตัดต่อภาพ "เปลื้องผ้า" หลังเจอกระแสต่อต้านทั่วโลก

15 ม.ค. 2569 11:39 น.

X ยอมถอย สั่งห้าม “Grok” ตัดต่อภาพ “เปลื้องผ้า” หลังเจอกระแสต่อต้านทั่วโลก

แพลตฟอร์ม X ของอีลอน มัสก์ ประกาศเพิ่มมาตรการความปลอดภัย สั่งระงับฟีเจอร์ของแชตบอต AI “Grok” ที่ใช้ตัดต่อภาพบุคคลจริงให้ดูเปลือยหรือสวมใส่เสื้อผ้าน้อยชิ้น หลังเผชิญแรงกดดันอย่างหนักจากรัฐบาลหลายประเทศและองค์กรสิทธิมนุษยชนที่ตรวจพบการสร้างภาพอนาจารของผู้หญิงและเด็ก

ทีมด้านความปลอดภัยของแพลตฟอร์ม X ประกาศใช้มาตรการทางเทคโนโลยีเพื่อป้องกันไม่ให้แชตบอต AI ชื่อดังอย่าง “Grok” สามารถแก้ไขหรือสร้างภาพบุคคลจริงในชุดล่อแหลม เช่น บิกินี ชุดชั้นใน หรือชุดที่คล้ายคลึงกัน โดยมาตรการนี้จะมีผลกับผู้ใช้งานทุกคน รวมถึงสมาชิกแบบชำระเงิน 

การปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่เกิดขึ้นหลังจากฟีเจอร์ที่เรียกว่า “Spicy Mode” ของ Grok ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่ายอมให้ผู้ใช้ใส่คำสั่งง่ายๆ เช่น “ให้เธอใส่บิกินี” หรือ “ถอดเสื้อผ้าเธอออก” เพื่อสร้างภาพ Deepfake เชิงอนาจารของบุคคลจริง รวมถึงเด็กและเยาวชน

ผลการวิเคราะห์ภาพจาก Grok มากกว่า 20,000 ภาพโดยองค์กรไม่แสวงหากำไร AI Forensics ในกรุงปารีส พบว่ากว่าครึ่งเป็นภาพบุคคลที่สวมเสื้อผ้าน้อยชิ้น ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง และร้อยละ 2 ของภาพเหล่านั้นดูเหมือนเป็นผู้เยาว์

ปัจจุบัน xAI บริษัทผู้พัฒนา Grok กำลังถูกตรวจสอบอย่างหนักจากหลายหน่วยงาน โดยในสหรัฐฯ อัยการสูงสุดรัฐแคลิฟอร์เนียประกาศเริ่มการสืบสวน xAI ว่าละเมิดกฎหมายรัฐในประเด็นการสร้างภาพอนาจารโดยไม่ได้รับยินยอมหรือไม่ ขณะที่ผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนียประณามการปล่อยให้ภาพ Deepfake ระบาดว่าเป็นเรื่องที่ “น่ารังเกียจ” ส่วนสหภาพยุโรป คณะกรรมาธิการยุโรปกำลังเฝ้าระวังมาตรการใหม่ของ X อย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินว่าจะสามารถปกป้องพลเมืองในอียูได้อย่างมีประสิทธิภาพจริงหรือไม่

ด้านอินโดนีเซีย เป็นประเทศแรกที่สั่งบล็อกการเข้าถึง Grok โดยสมบูรณ์ ตามมาด้วย มาเลเซีย ขณะที่ อินเดีย บังคับให้ X ลบโพสต์และบัญชีผู้ใช้งานที่เกี่ยวข้องกับภาพอนาจารเหล่านี้หลายพันรายการ และสหราชอาณาจักรและฝรั่งเศสได้เริ่มกระบวนการสืบสวนและส่งเรื่องให้พนักงานอัยการพิจารณาดำเนินคดีแล้ว

นอกจากเทคโนโลยีป้องกันการแก้ไขภาพบุคคลจริง X ยังได้ประกาศจำกัดสิทธิ์การสร้างและแก้ไขภาพผ่าน Grok ให้เฉพาะ “สมาชิกแบบชำระเงิน” เท่านั้น เพื่อสร้างชั้นการป้องกันพิเศษและช่วยให้ระบุตัวตนผู้ใช้งานได้ง่ายขึ้น

อย่างไรก็ตาม กลุ่มภาคประชาสังคมกว่า 28 แห่งได้รวมตัวกันยื่นจดหมายเปิดผนึกถึงซีอีโอของแอปเปิล และกูเกิล เพื่อเรียกร้องให้ถอดแอปพลิเคชัน X และ Grok ออกจากแอปสโตร์ เนื่องจากความกังวลว่ามาตรการที่ออกมาอาจไม่เพียงพอที่จะหยุดยั้งการแพร่กระจายของภาพตัดต่อลามกอนาจารในระยะยาว.

ที่มา BBC 

กองทัพเมียนมาคุมเสียงขาด พรรคทหารได้ที่นั่งพอจัดตั้งรัฐบาลแล้วก่อนเลือกตั้งครบทุกเฟส

กองทัพเมียนมาคุมเสียงขาด พรรคทหารได้ที่นั่งพอจัดตั้งรัฐบาลแล้วก่อนเลือกตั้งครบทุกเฟส

15 ม.ค. 2569 11:35 น.

กองทัพเมียนมาคุมเสียงขาด พรรคทหารได้ที่นั่งพอจัดตั้งรัฐบาลแล้วก่อนเลือกตั้งครบทุกเฟส

พรรค USDP หนุนกองทัพเมียนมา กวาดที่นั่งรวมโควตาทหารเกินครึ่งสภาแล้ว แม้การเลือกตั้งยังไม่จบครบ 3 เฟส ถูกวิจารณ์หนักเป็นการสืบทอดอำนาจหลังรัฐประหารปี 2564

วันที่ 15 มกราคม 2568 พรรคสหสามัคคีและการพัฒนา (Union Solidarity and Development Party – USDP) ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกองทัพเมียนมา เปิดเผยว่า สามารถรวบรวมจำนวนที่นั่งในสภาได้เพียงพอสำหรับการจัดตั้งรัฐบาลแล้ว ร่วมกับสมาชิกสภาที่มาจากการแต่งตั้งของกองทัพ แม้การเลือกตั้งที่คณะรัฐประหารจัดขึ้นจะยังไม่สิ้นสุดครบทั้ง 3 เฟส

โดยพรรค USDP ระบุว่า หลังจบการเลือกตั้งเฟส พรรคได้ที่นั่งรวม 194 ที่นั่ง จากสองสภา เมื่อรวมกับโควตาที่นั่งของกองทัพตามรัฐธรรมนูญอีก 166 ที่นั่ง ทำให้ฝ่ายหนุนทหารครองเสียงมากกว่า 360 ที่นั่ง สูงกว่ากึ่งหนึ่งของสภาที่ต้องการเพียง 294 ที่นั่ง จากจำนวนสมาชิกสภาที่ถูกลดเหลือ 588 คน

แม้ผลการเลือกตั้งเฟสที่สองยังไม่ประกาศอย่างเป็นทางการ แต่แกนนำพรรค USDP ยืนยันว่า พรรคชนะเพิ่มอีกอย่างน้อย 70 ที่นั่ง ทำให้ฝ่ายทหารสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้แน่นอน ก่อนการเลือกตั้งเฟสสุดท้ายในวันที่ 25 มกราคมจะเริ่มขึ้น

ทั้งนี้ คณะกรรมการการเลือกตั้งสหภาพ แบ่งการเลือกตั้งออกเป็น 3 เฟส ระหว่างวันที่ 28 ธันวาคม ถึง 25 มกราคม โดยอ้างเหตุความไม่มั่นคง อย่างไรก็ตาม การเลือกตั้งครั้งนี้ถูกประณามอย่างกว้างขวางทั้งในประเทศและนานาชาติ ว่าเป็นความพยายามตอกย้ำอำนาจของกองทัพ หลังยึดอำนาจเมื่อปี 2564 ขณะที่เดิมรัฐสภาเมียนมามีสมาชิก 664 คน แต่รัฐบาลทหารได้ยกเลิกการเลือกตั้งในหลายเขตพื้นที่ที่ไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ ส่งผลให้จำนวนสมาชิกสภาลดลง ขณะที่โควตาของกองทัพยังคงเดิม ส่งผลให้ฝ่ายทหารได้เปรียบอย่างชัดเจน.

รมต.ต่างประเทศกัมพูชาคุยโวเดินหน้ากวาดล้างแก๊งสแกม หลังจับกุม “เฉิน จื้อ”

รมต.ต่างประเทศกัมพูชาคุยโวเดินหน้ากวาดล้างแก๊งสแกม หลังจับกุม "เฉิน จื้อ"

15 ม.ค. 2569 11:30 น.

รมต.ต่างประเทศกัมพูชาคุยโวเดินหน้ากวาดล้างแก๊งสแกม หลังจับกุม “เฉิน จื้อ”

รัฐมนตรีต่างประเทศกัมพูชาคุยโวจะเดินหน้าปราบปรามศูนย์หลอกลวงออนไลน์อย่างเข้มข้นต่อไป แม้จะจับกุมและส่งตัว “เฉิน จื้อ” ผู้ต้องหาเครือข่ายสแกมข้ามชาติรายใหญ่ ไปดำเนินคดีในจีนแล้วก็ตาม 

นายปรัก สุคน รัฐมนตรีต่างประเทศกัมพูชา กล่าวให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวรอยเตอร์สจากกรุงพนมเปญว่า การจับกุมและส่งตัวเฉิน จื้อ ไปยังจีน สะท้อนถึงความมุ่งมั่นอย่างแน่วแน่ของกัมพูชาในการปราบปรามอาชญากรรม พร้อมย้ำว่าการดำเนินการดังกล่าวเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการต่อสู้ที่ยังคงดำเนินต่อไป

นายปรัก สุคน กล่าวว่าการจับกุมเฉิน จื้อ ชาวจีนโดยกำเนิด เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ถือเป็นก้าวสำคัญของความร่วมมือระหว่างประเทศในการปราบปรามเครือข่ายสแกมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งก่อนหน้านี้เป็นไปอย่างกระจัดกระจาย โดยเครือข่ายอาชญากรรมเหล่านี้หลอกลวงเหยื่อทั่วโลก สร้างความเสียหายทางการเงินคิดเป็นมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ

การส่งตัวเฉินไปยังจีน ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากหลายประเทศ เกิดขึ้นหลังการสอบสวนร่วมระหว่างจีนและกัมพูชา อย่างไรก็ตาม รายละเอียดของการสอบสวนยังไม่ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะ ขณะที่เฉิน จื้อ เคยถูกสหรัฐตั้งข้อหาฉ้อโกงผ่านระบบสื่อสารและฟอกเงิน

“นี่เป็นการต่อสู้ที่ต้องดำเนินต่อเนื่อง และเรามีมาตรการและขั้นตอนชัดเจนเพื่อกำจัดอาชญากรรมประเภทนี้ให้หมดไป” นายปรัก สุคน กล่าว พร้อมระบุว่า กัมพูชามีจุดยืนชัดเจนมาโดยตลอดในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะอาชญากรรมที่ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น เครือข่ายหลอกลวงออนไลน์

เฉิน จื้อ มหาเศรษฐีวัยปลาย 30 ปี เป็นหัวหน้ากลุ่มบริษัท Prince Group ซึ่งมีฐานอยู่ในกัมพูชา และมีธุรกิจที่ดูเหมือนถูกกฎหมายกระจายอยู่ทั่วโลก อย่างไรก็ตาม ทางการสหรัฐระบุว่า ธุรกิจเหล่านี้เป็นเพียงฉากหน้าของ ปฏิบัติการฉ้อโกงด้านการลงทุนที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในประวัติศาสตร์

ก่อนหน้านี้ Prince Group เคยออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว โดยระบุว่าเป็นข้อกล่าวหาที่ไม่มีมูลความจริง

ทางการฮ่องกง สิงคโปร์ และไต้หวัน ได้สั่งอายัดทรัพย์สินที่เชื่อมโยงกับ Prince Group เป็นมูลค่าหลายร้อยล้านดอลลาร์ ขณะที่สหราชอาณาจักรและเกาหลีใต้ได้ประกาศมาตรการคว่ำบาตร นอกจากนี้ อัยการสหรัฐยังยึดบิตคอยน์มูลค่าประมาณ 15,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ที่เชื่อมโยงกับเฉิน ขณะที่รัฐบาลกัมพูชาได้สั่งชำระบัญชี Prince Bank ซึ่งเขาเป็นผู้ก่อตั้ง

จนถึงขณะนี้ ยังไม่ชัดเจนว่าเฉิน จื้อ จะถูกตั้งข้อหาใดในจีน แม้จีนจะตั้งคณะทำงานพิเศษเพื่อตรวจสอบ Prince Group ตั้งแต่ปี 2020 โดยเอกสารศาลจีนในปี 2022 ชี้ให้เห็นถึงการสอบสวนดังกล่าว

สัปดาห์ที่ผ่านมา สถานีโทรทัศน์ของทางการจีนเผยแพร่ภาพวิดีโอขณะเฉินถูกส่งตัวถึงกรุงปักกิ่ง โดยถูกใส่กุญแจมือและคลุมศีรษะ พร้อมระบุว่าเขาเป็นผู้ต้องหาคดีฉ้อโกงและเปิดบ่อนการพนันผิดกฎหมาย และเป็นผู้นำเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติด้านการพนันและการหลอกลวงรายใหญ่

เครือข่ายหลอกลวงเหล่านี้ดำเนินงานจากคอมเพล็กซ์ขนาดใหญ่ในหลายประเทศ เช่น กัมพูชา เมียนมา และลาว โดยมีแรงงานเกี่ยวข้องนับหมื่นคน ในจำนวนนี้รวมถึงเหยื่อค้ามนุษย์ ที่ถูกหลอกมาด้วยข้อเสนอทำงานในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีหรือการบริการ ก่อนจะถูกบังคับให้หลอกลวงเหยื่อทางออนไลน์ หากขัดขืนจะถูกลงโทษอย่างรุนแรง

นายปรัก สุคน ระบุว่า กัมพูชามีความร่วมมืออย่างใกล้ชิดในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติกับหลายประเทศ รวมถึงสหรัฐ จีน เกาหลีใต้ รวมถึงประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามและไทย

เขายังเปิดเผยว่า เฉิน จื้อ เคยได้รับสัญชาติกัมพูชา แต่จากการสอบสวนพบว่าสัญชาติดังกล่าวได้มาอย่างไม่ถูกต้อง และเฉินยังเป็นพลเมืองจีน ทำให้รัฐบาลกัมพูชาตัดสินใจส่งตัวเขากลับไปดำเนินคดีในจีนในที่สุด.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ กัมพูชา

ด่วน อิหร่านสั่งปิดน่านฟ้าชั่วคราว สำหรับเที่ยวบินส่วนใหญ่

ด่วน อิหร่านสั่งปิดน่านฟ้าชั่วคราว สำหรับเที่ยวบินส่วนใหญ่

15 ม.ค. 2569 08:54 น.

ด่วน อิหร่านสั่งปิดน่านฟ้าชั่วคราว สำหรับเที่ยวบินส่วนใหญ่

ทั่วโลกจับตา หลังอิหร่านสั่งปิดน่านฟ้าชั่วคราว กระทบเที่ยวบินนานาชาติหลายสาย ท่ามกลางสัญญาณตึงเครียดด้านความมั่นคง

อิหร่านสั่งปิดน่านฟ้าชั่วคราวสำหรับเที่ยวบินเกือบทั้งหมด ยกเว้นเที่ยวบินระหว่างประเทศที่ได้รับอนุญาตอย่างเป็นทางการ โดยเริ่มมีผลเมื่อเวลา 22.15 น. ตามเวลา GMT ของคืนวันพุธที่ 14 มกราคม ตามประกาศแจ้งเตือนด้านการบินที่เผยแพร่บนเว็บไซต์ของสำนักงานบริหารการบินแห่งชาติสหรัฐ (FAA)

ประกาศดังกล่าวระบุว่า การปิดน่านฟ้าจะมีผลยาวนานกว่า 2 ชั่วโมง จนถึงเวลา 00.30 น. ตามเวลา GMT อย่างไรก็ตาม อาจมีการขยายระยะเวลาหากสถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย

ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นในช่วงที่สถานการณ์ด้านความมั่นคงในตะวันออกกลางตึงเครียดขึ้น โดยเจ้าหน้าที่สหรัฐเปิดเผยว่า สหรัฐอเมริกาได้เริ่มถอนบุคลากรบางส่วนออกจากฐานทัพในภูมิภาค หลังเจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิหร่านออกมาเตือนว่า เตหะรานจะโจมตีฐานทัพสหรัฐ หากวอชิงตันเปิดฉากโจมตีอิหร่าน

ผู้เชี่ยวชาญด้านการบินเตือนว่า การยิงขีปนาวุธและโดรนในหลายพื้นที่ขัดแย้งทั่วภูมิภาค ก่อให้เกิดความเสี่ยงสูงต่อการบินพาณิชย์ โดยเฉพาะความเสี่ยงจากการเข้าใจผิดของระบบป้องกันภัยทางอากาศ

ผลจากการปิดน่านฟ้า ส่งผลกระทบต่อสายการบินหลายแห่ง โดยอินดิโก (IndiGo) สายการบินรายใหญ่ที่สุดของอินเดีย ระบุว่า เที่ยวบินระหว่างประเทศบางเที่ยวได้รับผลกระทบ ขณะที่เที่ยวบินของแอโรฟลอต สายการบินแห่งชาติรัสเซีย ที่มุ่งหน้าไปกรุงเตหะราน ต้องบินกลับกรุงมอสโก หลังมีคำสั่งปิดน่านฟ้า ตามข้อมูลจากเว็บไซต์ติดตามเที่ยวบิน Flightradar24

ก่อนหน้านี้ เยอรมนีได้ออกคำเตือนใหม่ให้สายการบินของประเทศหลีกเลี่ยงน่านฟ้าอิหร่าน หลังลุฟท์ฮันซาปรับแผนการบินในตะวันออกกลาง ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดที่ทวีความรุนแรง

ขณะเดียวกัน สหรัฐอเมริกายังคงห้ามเที่ยวบินพาณิชย์ของสหรัฐบินผ่านน่านฟ้าอิหร่าน และไม่มีเที่ยวบินตรงระหว่างสองประเทศอยู่แล้ว ส่วนสายการบินอย่าง flydubai และ Turkish Airlines ได้ยกเลิกเที่ยวบินไปอิหร่านหลายเที่ยวในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา

เว็บไซต์ Safe Airspace ซึ่งดำเนินการโดยองค์กร OPSGROUP ระบุว่า สายการบินจำนวนมากได้ลดหรือระงับการให้บริการ และหลีกเลี่ยงน่านฟ้าอิหร่านเป็นวงกว้าง พร้อมเตือนว่าสถานการณ์ดังกล่าวอาจเป็นสัญญาณของกิจกรรมทางทหารเพิ่มเติม รวมถึงความเสี่ยงจากการยิงขีปนาวุธหรือการเสริมกำลังป้องกันทางอากาศ ซึ่งอาจนำไปสู่การเข้าใจผิดเกี่ยวกับอากาศยานพลเรือน

ด้านลุฟท์ฮันซาแถลงว่า จะหลีกเลี่ยงน่านฟ้าอิหร่านและอิรักจนกว่าจะมีประกาศเพิ่มเติม และจะให้บริการเฉพาะเที่ยวบินกลางวันไปยังเทลอาวีฟและอัมมาน เพื่อหลีกเลี่ยงการพักค้างคืนของลูกเรือ ขณะที่สายการบิน ITA Airways ของอิตาลี ซึ่งลุฟท์ฮันซาถือหุ้นรายใหญ่ ก็ประกาศระงับเที่ยวบินกลางคืนไปยังเทลอาวีฟเช่นกันจนถึงสัปดาห์หน้า.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ อิหร่าน

นักบินอวกาศนาซา ออกเดินทางจาก ISS กลับโลกก่อนกำหนด หลังมีความจำเป็นต้องรับการรักษาทางการแพทย์บนโลก

นักบินอวกาศนาซา ออกเดินทางจาก ISS กลับโลกก่อนกำหนด หลังมีความจำเป็นต้องรับการรักษาทางการแพทย์บนโลก

15 ม.ค. 2569 08:52 น.

นักบินอวกาศนาซา ออกเดินทางจาก ISS กลับโลกก่อนกำหนด หลังมีความจำเป็นต้องรับการรักษาทางการแพทย์บนโลก

นักบินอวกาศนาซาบนสถานีอวกาศ ISS 4 คน เดินทางกลับโลกก่อนกำหนด หลังนักบินอวกาศรายหนึ่งต้องรับการรักษาอาการป่วยที่ไม่ได้มีการเปิดเผย นับเป็นการอพยพทางการแพทย์กลางอวกาศครั้งแรกในประวัติศาสตร์

วันที่ 15 มกราคม 2569 องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐฯ หรือนาซา ดำเนินการอพยพนักบินอวกาศออกจากสถานีอวกาศนานาชาติ หรือ ISS เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ หลังนักบินอวกาศรายหนึ่งมีปัญหาด้านสุขภาพและจำเป็นต้องได้รับการดูแลจากแพทย์บนโลก

โดยนักบินอวกาศ 4 คนจากสหรัฐฯ รัสเซีย และญี่ปุ่น เดินทางกลับโลกด้วยยานของบริษัท SpaceX และมีกำหนดตกลงในมหาสมุทรแปซิฟิก ใกล้เมืองซานดิเอโก ในช่วงเช้าวันพฤหัสบดีตามเวลาท้องถิ่น ส่งผลให้ภารกิจต้องสิ้นสุดก่อนกำหนดมากกว่าหนึ่งเดือน

เซนา คาร์ดแมน นักบินอวกาศของนาซา กล่าวก่อนออกเดินทางว่า การตัดสินใจกลับโลกเป็นเรื่องไม่คาดคิด แต่สิ่งที่ประทับใจคือความสามัคคีของลูกเรือที่ดูแลช่วยเหลือกันราวกับครอบครัวเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่นาซาปฏิเสธเปิดเผยตัวตนของนักบินอวกาศที่ป่วย รวมถึงรายละเอียดอาการ โดยให้เหตุผลเรื่องสิทธิความเป็นส่วนตัวทางการแพทย์ พร้อมยืนยันว่าอาการนี้ ไม่ใช่เหตุฉุกเฉิน และไม่เกี่ยวข้องกับการเตรียมภารกิจเดินอวกาศ

ด้าน ไมค์ ฟินก์ ผู้บัญชาการสถานีอวกาศนานาชาติที่กำลังจะพ้นตำแหน่ง เปิดเผยว่า นักบินอวกาศที่ต้องรับการรักษาอยู่ในอาการคงที่ ปลอดภัย และได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม การตัดสินใจพากลับโลกเป็นไปเพื่อให้สามารถตรวจวินิจฉัยได้อย่างครบถ้วนบนพื้นโลก ขณะเดียวกัน ยังมีนักบินอวกาศสหรัฐฯ 1 คน และรัสเซีย 2 คน ปฏิบัติภารกิจอยู่บนสถานีอวกาศ โดยนาซาและสเปซเอ็กซ์กำลังเร่งแผนส่งลูกเรือชุดใหม่ขึ้นไปแทน ซึ่งคาดว่าจะปล่อยยานได้เร็วสุดในช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์นี้.

ที่มา BBC

จีนประกาศตัวเลขดุลการค้าปี 68 สูงเป็นประวัติการณ์ทะลุ 1.19 ล้านล้านดอลลาร์ แม้เจอภาษีทรัมป์กดดัน

จีนประกาศตัวเลขดุลการค้าปี 68 สูงเป็นประวัติการณ์ทะลุ 1.19 ล้านล้านดอลลาร์ แม้เจอภาษีทรัมป์กดดัน

15 ม.ค. 2569 07:57 น.

จีนประกาศตัวเลขดุลการค้าปี 68 สูงเป็นประวัติการณ์ทะลุ 1.19 ล้านล้านดอลลาร์ แม้เจอภาษีทรัมป์กดดัน

จีนประกาศตัวเลขดุลการค้าปี 2568 สูงสุดเป็นประวัติการณ์ แม้การค้ากับสหรัฐชะลอจากมาตรการภาษีทรัมป์ แต่พบว่าการส่งออกไปอาเซียน แอฟริกา ละตินอเมริกา พุ่งชดเชย

วันที่ 14 มกราคม 2569 สำนักงานศุลกากรจีน ประกาศตัวเลขการค้าปี 2568 ทำสถิติดุลการค้าสูงสุดในประวัติศาสตร์ที่ 1.19 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 41.6 ล้านล้านบาท นับเป็นครั้งแรกที่ดุลการค้าจีนทั้งปีทะลุระดับ 1 ล้านล้านดอลลาร์ แม้เผชิญแรงกดดันจากมาตรการภาษีและนโยบายการค้าของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ 

โฆษกสำนักงานศุลกากรจีนระบุว่า ตัวเลขนี้สูงกว่าสถิติเดิมในปี 2567 ที่อยู่ราว 993,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยยอมรับว่าการค้ากับสหรัฐอ่อนตัวลงอย่างเห็นได้ชัด แต่ถูกชดเชยด้วยการส่งออกที่เพิ่มขึ้นไปยัง เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แอฟริกา ละตินอเมริกา และยุโรป

ทางด้านนายหวัง จวิน รองผู้อำนวยการสำนักงานศุลกากรจีน แถลงว่า ตัวเลขการค้าปีนี้ถือเป็นผลงานพิเศษที่ได้มาอย่างยากลำบาก ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงและความท้าทายของการค้าโลก พร้อมชี้ว่า จีนมีการส่งออกเพิ่มขึ้นในกลุ่ม เทคโนโลยีสีเขียว ปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอ และหุ่นยนต์

ขณะที่นักวิเคราะห์ระบุว่า ดุลการค้าจำนวนมหาศาลของจีนสะท้อนความต้องการสินค้าจีนในตลาดโลกที่ยังแข็งแกร่ง ขณะเดียวกันเศรษฐกิจภายในประเทศยังชะลอจากวิกฤติอสังหาริมทรัพย์และหนี้ที่เพิ่มสูง ทำให้การนำเข้าเพิ่มขึ้นเพียง 0.5% ตลอดปีที่ผ่านมา.

ที่มา Reuters

สหรัฐฯ ประกาศ เริ่มเฟส 2 ของแผนสันติภาพกาซา

สหรัฐฯ ประกาศ เริ่มเฟส 2 ของแผนสันติภาพกาซา

15 ม.ค. 2569 06:26 น.

สหรัฐฯ ประกาศ เริ่มเฟส 2 ของแผนสันติภาพกาซา

ทูตพิเศษของสหรัฐฯ ประกาศเริ่ม เฟส 2 ของแผนการสันติภาพกาซา 20 ข้อของโดนัลด์ ทรัมป์ โดยจะมีการจัดตั้งรัฐบาลเฉพาะกาล ทำให้กาซาเป็นเขตปลอดทหารโดยสมบูรณ์และฟื้นฟูบ้านเมือง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อ 14 ม.ค. 2569 นายสตีฟ วิตคอฟฟ์ ทูตพิเศษด้านตะวันออกกลางของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ได้ประกาศเริ่ม “เฟส 2” ของแผนการสันติภาพ 20 ข้อ เพื่อยุติสงครามในฉนวนกาซา ซึ่งดำเนินมานานกว่า 2 ปีแล้ว

นายวิตคอฟฟ์ ระบุในโพสต์บนโซเชียลมีเดียเมื่อวันพุธว่า แผนสันติภาพ 20 ข้อของนายทรัมป์กำลัง “เปลี่ยนผ่านจากการหยุดยิงไปสู่การปลอดทหาร การปกครองโดยรัฐบาลเทคโนแครต (ผู้เชี่ยวชาญ) และการฟื้นฟูบูรณะ”

วิตคอฟฟ์กล่าวว่า ในระยะที่สองจะมีการจัดตั้งรัฐบาลเฉพาะกาลเพื่อปกครองฉนวนกาซา และจะดำเนินการทำให้ฉนวนกาซาเป็นเขตปลอดทหารโดยสมบูรณ์และทำการฟื้นฟูบูรณะ

“สหรัฐฯ คาดหวังให้กลุ่มฮามาสปฏิบัติตามพันธกรณีอย่างครบถ้วน รวมถึงการส่งคืนร่างตัวประกันรายสุดท้ายในทันที หากไม่ปฏิบัติตามจะต้องเผชิญกับผลลัพธ์ที่ร้ายแรง” นายวิตคอฟฟ์กล่าว

ทั้งนี้ ตามข้อมูลจากสำนักงานสื่อของรัฐบาลในกาซาระบุว่า อิสราเอลได้ละเมิดข้อตกลงหยุดยิงที่สหรัฐฯ เป็นคนกลางมาแล้วมากกว่า 1,190 ครั้ง นับตั้งแต่มีผลบังคับใช้ในเดือนตุลาคม ส่งผลให้มีชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตมากกว่า 400 ราย และมีการปิดกั้นความช่วยเหลือทางมนุษยธรรมไม่ให้เข้าสู่พื้นที่

กลุ่มฮามาสประณามการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงซ้ำแล้วซ้ำเล่าของอิสราเอลมาตลอด แต่พวกเขายังไม่แสดงความเห็นเรื่องประกาศของนายวิตคอฟฟ์

ผู้สื่อข่าวของอัลจาซีราระบุว่า กลุ่มฮามาสเคยระบุว่า พวกเขาพร้อมจะสละอำนาจในการบริหารในกาซา ตามที่ระบุไว้ภายใต้แผนการของทรัมป์ แต่ยังไม่มีความชัดเจนว่า โครงสร้างและอำนาจองค์กรชั่วคราวที่คาดว่าจะเข้ามาปกครองฉนวนกาซานั้น จะมีหน้าตาอย่างไร

นอกจากนั้นยังมีคำถามเกี่ยวกับการฟื้นฟูบูรณะฉนวนกาซา ซึ่งอาคารมากกว่า 80% ได้รับความเสียหายหรือถูกทำลายจากการระดมยิงถล่มของอิสราเอล

ทั้งนี้ แผนการสันติภาพกาซา 20 ข้อของสหรัฐฯ ซึ่งถูกเสนอขึ้นเป็นครั้งแรกในเดือนกันยายน ยังรวมถึงการจัดตั้ง “คณะกรรมการเพื่อสันติภาพ” (Board of Peace) ที่มี โดนัลด์ ทรัมป์ เป็นประธาน และการประจำการ “กองกำลังรักษาสถียรภาพระหว่างประเทศ” เพื่อดูแลความปลอดภัยในกาซา

เมื่อสัปดาห์ก่อน นายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอลกล่าวว่า นายนิโคไล มลาเดนอฟ อดีตทูตพิเศษสหประชาชาติประจำตะวันออกกลาง จะเป็นผู้นำคณะกรรมการดังกล่าว ซึ่งจะมีหน้าที่กำกับดูแลรัฐบาลเทคโนแครตของปาเลสไตน์ที่จะมาบริหารฉนวนกาซา

ประเทศตัวกลางอย่างกาตาร์ ตุรกี และอียิปต์ ต่างแสดงความยินดีต่อการจัดตั้งรัฐบาลเทคโนแครตของปาเลสไตน์ โดยระบุว่าจะมีนายอาลี อับเดล ฮามิด ชาธ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงวางแผนขององค์การบริหารปาเลสไตน์เป็นผู้นำ

นอกจากนี้ พวกเขายังเน้นย้ำว่าทุกฝ่ายต้องยึดมั่นในการปฏิบัติตามข้อตกลงอย่างเต็มที่ เพื่อบรรลุสันติภาพที่ยั่งยืนและสร้างเงื่อนไขที่เหมาะสมสำหรับการฟื้นฟูบูรณะกาซา

อย่างไรก็ตาม นายมาร์วาน บิชารา นักวิเคราะห์การเมืองอาวุโสของอัลจาซีรา ได้ตั้งคำถามว่าแผนการที่นำโดยสหรัฐฯ เพื่อยุติสงครามของอิสราเอลในกาซานี้จะประสบความสำเร็จได้อย่างไร โดยตั้งข้อสังเกตว่ากระบวนการนี้ “ถูกจัดฉากมาเพื่อเอื้อประโยชน์แก่ฝ่ายอิสราเอล”

“คุณจะมีกระบวนการที่ยุติธรรมในการก้าวไปข้างหน้าได้อย่างไร หากฝ่ายหนึ่งได้รับการเอาใจอยู่ตลอดเวลาในขณะที่อีกฝ่ายเสียเปรียบ?” บิชารากล่าว พร้อมเสริมว่าเสรีภาพและสิทธิของชาวปาเลสไตน์ส่วนใหญ่ก็ถูกละเลยเช่นกัน

“ประชาชนในกาซายังคงต้องทนทุกข์ทรมาน… ในขณะที่ประธานาธิบดีทรัมป์และคณะผู้ติดตามกำลังเฉลิมฉลอง [และ] วางตัวเป็น ‘ผู้สร้างสันติภาพ’ ตามที่พวกเขาเรียกกัน” บิชารากล่าว “อิสราเอลไม่ได้สนใจที่จะออกจากกาซา สหรัฐฯ เองก็ไม่ได้สนใจที่จะกดดันอิสราเอล ดังนั้นผมจึงคิดว่าในระยะที่สองนี้ เราจะติดหล่มอยู่ตรงนี้ไปอีกนานแสนนาน”

ในขณะเดียวกัน องค์การสหประชาชาติ (UN) และกลุ่มสิทธิมนุษยชนชั้นนำที่ปฏิบัติงานในฉนวนกาซา ยังคงเรียกร้องให้อิสราเอลอนุญาตให้มีการจัดส่งความช่วยเหลือเข้าไปในพื้นที่ได้อย่างไร้อุปสรรค ซึ่งรวมถึงอาหาร อุปกรณ์สำหรับที่พักอาศัย และเครื่องจักรที่จำเป็นในการกำจัดซากปรักหักพังและฟื้นฟูบ้านเรือนด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : aljazeera

เดนมาร์กคุยสหรัฐฯ ปมกรีนแลนด์ ยอมรับสองฝ่ายจุดยืนต่างกัน

เดนมาร์กคุยสหรัฐฯ ปมกรีนแลนด์ ยอมรับสองฝ่ายจุดยืนต่างกัน

15 ม.ค. 2569 03:46 น.

เดนมาร์กคุยสหรัฐฯ ปมกรีนแลนด์ ยอมรับสองฝ่ายจุดยืนต่างกัน

รัฐมนตรีต่างประเทศของกรีนแลนด์และเดนมาร์ก เข้าพบรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ เพื่อหาทางออกในความขัดแย้งเรื่องกรีนแลนด์ โดยฝ่ายเดนมาร์กยอมรับว่า ความเห็นยังไม่ตรงกัน

เมื่อวันพุธที่ 15 ม.ค. 2569 นางวิเวียน มอตซ์เฟลด์ต รัฐมนตรีต่างประเทศกรีนแลนด์ และ ลาร์ส เลิกเกอ ราสมุสเซน รัฐมนตรีต่างประเทศเดนมาร์ก เดินทางเยือนกรุงวอชิงตัน ดีซี ของสหรัฐฯ เพื่อประชุมร่วมกับรองประธานาธิบดีสหรัฐฯ เจดี แวนซ์ และรัฐมนตรีต่างประเทศ มาร์โก รูบิโอ เพื่อหาทางออกเรื่องกรีนแลนด์

ทั้งนี้ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวตลอดช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาว่า สหรัฐฯ จำเป็นต้องได้กรีนแลนด์ ซึ่งเป็นดินแดนกึ่งปกครองตนเองของเดนมาร์กมาครอบครอง ด้วยเหตุผลด้านความมั่นคง และไม่ตัดความเป็นไปได้ที่จะใช้กำลังทหารเข้ายึดครอง

นายราสมุสเซนกล่าวในงานแถลงข่าวหลังการประชุมที่ทำเนียบขาวว่า การพูดคุยเป็นไปอย่างตรงไปตรงมาและสร้างสรรค์ แต่จุดยืนเรื่องอนาคตของกรีนแลนด์ของสหรัฐฯ กับเดนมาร์กดูจะแตกต่างกัน ประธานาธิบดีทรัมป์ได้แสดงทัศนะของเขาอย่างชัดเจนแล้ว แต่เดนมาร์กมี “จุดยืนที่ต่างออกไป”

“เรายังคงมีความเห็นต่างในระดับรากฐาน แต่เราจะยังคงพูดคุยกันต่อไป” นายราสมุสเซนกล่าว และเสริมว่า การที่สหรัฐฯ จะเข้าซื้อกรีนแลนด์นั้น “ไม่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง”

นายราสมุสเซนบอกกับสื่อว่า ทรัมป์ต้องการที่จะ “ยึด” กรีนแลนด์อย่างชัดเจน แต่ในมุมมองของเขา การประชุมครั้งนี้ได้ “เปลี่ยนจุดยืนของสหรัฐฯ” ไปแล้ว เขายังประกาศจัดตั้ง คณะทำงานร่วม ระหว่างประเทศ เพื่อหารือเกี่ยวกับแนวทางในอนาคต โดยจะมีการประชุมกันในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า

นายราสมุสเซนเผยอีกว่า เดนมาร์กกำลังพิจารณาว่าจะมีโอกาสใดบ้างที่จะตอบสนองความต้องการของทรัมป์ โดยที่ยังคงเคารพ “เส้นตาย” (Red Lines) ของราชอาณาจักรเดนมาร์กอยู่ “นั่นคืองานที่เราจะเริ่มทำ ส่วนจะทำได้จริงหรือไม่นั้น ผมเองก็ยังไม่ทราบ”

รัฐมนตรีต่างประเทศของเดนมาร์กยังระบุด้วยว่า เดนมาร์กพร้อมที่จะยกระดับการสนับสนุนด้านความมั่นคงให้แก่กรีนแลนด์ และปฏิเสธข้อกล่าวอ้างของสหรัฐฯ ที่ว่ากรีนแลนด์กำลังตกอยู่ในความเสี่ยงจากภัยคุกคามของจีนหรือรัสเซีย

ด้านนางมอตซ์เฟลด์ตกล่าวว่า สหรัฐฯ และกรีนแลนด์จำเป็นต้องกลับไปสู่ “ความสัมพันธ์ในระดับปกติแบบที่เราเคยมี” และกล่าวเสริมด้วยว่า การหาจุดสมดุลและทำงานร่วมกันในฐานะพันธมิตรนั้นเป็นผลประโยชน์ของทั้งสองประเทศ

“เราเป็นพันธมิตรกัน เราเป็นเพื่อนกัน” เธอกล่าว พร้อมระบุด้วยว่ากรีนแลนด์ได้เน้นย้ำ “หลายต่อหลายครั้งแล้วว่าจุดยืนของเราอยู่ตรงไหน”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

สหรัฐฯ-UK ลดทหารในฐานทัพกาตาร์ หวั่นอิหร่านโจมตี

สหรัฐฯ-UK ลดทหารในฐานทัพกาตาร์ หวั่นอิหร่านโจมตี

15 ม.ค. 2569 02:35 น.

สหรัฐฯ-UK ลดทหารในฐานทัพกาตาร์ หวั่นอิหร่านโจมตี

(ภาพจาก AFP PHOTO / PLANET LABS PBC)

สหรัฐฯ กับสหราชอาณาจักรเริ่มลดจำนวนบุคลากรที่ฐานทัพอากาศในกาตาร์ ท่ามกลางความตึงเครียดหลัง โดนัลด์ ทรัมป์ ขู่โจมตีอิหร่าน ขณะที่เตหะรานก็เตือนว่าจะตอบโต้

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า สหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักรพากันลดจำนวนบุคลากรที่ฐานทัพอากาศ “อัล-อูเดด” ในกาตาร์ ในขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กำลังพิจารณาว่าจะดำเนินการอย่างไรกับอิหร่าน จากกรณีที่อิหร่านใช้กำลังปราบปรามกลุ่มผู้ประท้วงต่อต้านรัฐบาล

เจ้าหน้าที่หลายคนบอกกับสำนักข่าว CBS ว่า การถอนกำลังบางส่วนของอเมริกานั้นเป็น “มาตรการป้องกันไว้ก่อน” ขณะที่ BBC เข้าใจว่ามีบุคลากรทางทหารของสหราชอาณาจักรบางส่วน ถูกถอนกำลังออกจากฐานทัพดังกล่าวด้วยเช่นกัน

ทั้งนี้ อัล-อูเดด (Al-Udeid) เป็นฐานทัพทหารของสหรัฐฯ ที่ใหญ่ที่สุดในตะวันออกกลาง และมีบุคลากรประจำการอยู่ที่นั่นประมาณ 10,000 นาย รวมถึงเจ้าหน้าที่จากสหราชอาณาจักรอีกประมาณ 100 นาย อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะมีการถอนกำลังออกไปเป็นจำนวนเท่าใด

แถลงการณ์ของรัฐบาลกาตาร์ระบุว่า มาตรการต่างๆ ที่มีรายงานว่าสหรัฐฯ กำลังดำเนินการอยู่นั้นเป็นไปเพื่อ “ตอบสนองต่อความตึงเครียดในภูมิภาคที่เกิดขึ้นในขณะนี้”

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์กล่าวว่าสหรัฐฯ จะใช้ “มาตรการที่รุนแรงมาก” ต่ออิหร่าน หากทางการประหารชีวิตผู้ประท้วง ขณะที่อิหร่านเตือนประเทศเพื่อนบ้านที่มีฐานทัพสหรัฐฯ ตั้งอยู่ ว่าอาจโจมตีฐานทัพเหล่านั้น หากวอชิงตันโจมตีเข้ามา

จากข้อมูลของกลุ่มสิทธิมนุษยชน ระบุว่า การประท้วงใหญ่ในประเทศอิหร่านซึ่งดำเนินมานานกว่า 2 สัปดาห์ ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วมากกว่า 2,600 ศพ โดยรัฐบาลอิหร่านพยายามรับมือการประท้วงแบบ 2 ทาง โดยยอมรับว่าการประท้วงเรื่องปัญหาเศรษฐกิจนั้นเป็นสิ่งที่ชอบธรรม ในขณะเดียวกันก็ใช้มาตรการปราบปรามอย่างรุนแรงควบคู่กันไปด้วย

ด้านที่ปรึกษาอาวุโสของ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน กล่าวเตือน โดนัลด์ ทรัมป์ ว่า การโจมตีฐานทัพ อัล-อูเดด เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา แสดงให้เห็นถึงความสามารถของอิหร่านในการตอบโต้การโจมตีทุกรูปแบบ

“สิ่งนี้จะช่วยสร้างความเข้าใจที่แท้จริงเกี่ยวกับเจตจำนงและขีดความสามารถของอิหร่านในการตอบโต้การโจมตีใดๆ ได้อย่างแน่นอน” อาลี ชามคานี ระบุในโพสต์บน X

ในขณะเดียวกัน คณะผู้แทนทูตสหรัฐฯ ประจำซาอุดีอาระเบีย แนะนำให้บุคลากรและพลเมืองอเมริกัน “เพิ่มความระมัดระวังและจำกัดการเดินทางที่ไม่จำเป็นไปยังสถานที่ทางทหารทุกแห่งในภูมิภาค”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc