กต.สหรัฐฯ ยืนยัน ระงับออกวีซ่า “พำนักถาวร” สำหรับ 75 ประเทศรวมไทย

กต.สหรัฐฯ ยืนยัน ระงับออกวีซ่า “พำนักถาวร” สำหรับ 75 ประเทศรวมไทย

15 ม.ค. 2569 01:21 น.

กต.สหรัฐฯ ยืนยัน ระงับออกวีซ่า “พำนักถาวร” สำหรับ 75 ประเทศรวมไทย

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ยืนยัน จะระงับการออกวีซ่า “พำนักถาวร” สำหรับ 75 ประเทศ รวมไทย เริ่ม 21 ม.ค.นี้ เพื่อเพิ่มการคัดกรอง ไม่ให้เข้ามาเพื่อใช้ประโยชน์จากสวัสดิการของรัฐบาลสหรัฐฯ

เมื่อ 14 ม.ค. 2569 กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ โพสต์ข้อความผ่าน X ว่า พวกเขาจะระงับกระบวนการออกวีซ่า “พำนักถาวร” (Immigrant Visa) สำหรับ 75 ประเทศ ที่ผู้ย้ายถิ่นฐานจากประเทศเหล่านั้น เข้ามาใช้สวัสดิการจากประชาชนชาวอเมริกันในอัตราที่สูงเกินกว่าจะยอมรับได้

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ บอกอีกว่า การระงับนี้จะยังคงมีผลบังคับใช้ต่อไปจนกว่าสหรัฐฯ จะสามารถมั่นใจได้ว่าผู้อพยพรายใหม่จะไม่เข้ามาสูบกินความมั่งคั่งจากประชาชนชาวอเมริกัน

ก่อนหน้านี้ สำนักข่าว ฟ็อกซ์ นิวส์ รายงานว่า กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ กำลังระงับกระบวนการขอวีซ่าพำนักถาวรสำหรับ 75 ประเทศ เพื่อกวาดล้างผู้ขอวีซ่าที่สหรัฐฯ พิจารณาแล้วว่ามีแนวโน้มจะกลายเป็นภาระแก่สาธารณะ (public charge) ซึ่งหมายถึงผู้ที่ต้องพึ่งพารัฐบาลในการดำรงชีพหรือเข้ารับการดูแลระยะยาว

ประเทศที่ได้รับผลกระทบจากความเคลื่อนไหวล่าสุดของสหรัฐฯ รวมถึง โซมาเลีย, รัสเซีย, อัฟกานิสถาน, บราซิล, อิหร่าน, อิรัก, อียิปต์, ไนจีเรีย, ไทย, เยเมน และประเทศอื่นๆ

การระงับดังกล่าวจะเริ่มต้นในวันที่ 21 ม.ค.นี้ และจะดำเนินต่อไปอย่างไม่มีกำหนด จนกว่าทางกระทรวงจะดำเนินการประเมินกระบวนการออกวีซ่าใหม่เสร็จสิ้น

ทั้งนี้ การระงับดังกล่าวไม่รวมการขอวีซ่าชั่วคราว (Nonimmigrant Visa) สำหรับผู้มีความประสงค์จะพำนักอยู่ในสหรัฐฯ เป็นการชั่วคราว เช่นเพื่อการท่องเที่ยว, การรักษาพยาบาล, ธุรกิจ, การทำงานชั่วคราว หรือการศึกษา เป็นต้น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : x.com/StateDept

อิหร่านเตือนเพื่อนบ้าน อาจถล่มฐานทัพสหรัฐฯ หากวอชิงตันโจมตี

อิหร่านเตือนเพื่อนบ้าน อาจถล่มฐานทัพสหรัฐฯ หากวอชิงตันโจมตี

15 ม.ค. 2569 00:19 น.

อิหร่านเตือนเพื่อนบ้าน อาจถล่มฐานทัพสหรัฐฯ หากวอชิงตันโจมตี

(ภาพจาก AFP PHOTO / HO / IRANIAN ARMY OFFICE)

อิหร่านเตือนประเทศเพื่อนบ้านที่มีฐานทัพสหรัฐฯ ตั้งอยู่ ว่าอิหร่านอาจโจมตีฐานดังกล่าว หากสหรัฐฯ โจมตีเตหะรานตามคำขู่ของโดนัลด์ ทรัมป์

เมื่อวันพุธที่ 14 ม.ค. 2569 เจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิหร่านออกโรงเตือนประเทศเพื่อนบ้านที่มีฐานทัพของสหรัฐฯ ตั้งอยู่ ว่าพวกเขาจะโจมตีฐานทัพอเมริกันหากวอชิงตันเปิดฉากโจมตีอิหร่าน ตามคำขู่ของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ท่ามกลางการประท้วงรุนแรงที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศ

“เตหะรานได้แจ้งต่อประเทศในภูมิภาค ตั้งแต่ซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ไปจนถึงตุรกีว่า ฐานทัพสหรัฐฯ ในประเทศเหล่านั้นจะถูกโจมตี หากสหรัฐฯ พุ่งเป้าโจมตีอิหร่าน” เจ้าหน้าที่รายนี้ระบุ และเสริมว่า อิหร่านได้ร้องขอให้พันธมิตรของสหรัฐฯ ในภูมิภาคช่วยขัดขวางไม่ให้วอชิงตันโจมตีอิหร่านด้วย

ขณะเดียวกัน นักการทูตอย่างน้อย 3 คนบอกกับรอยเตอร์สว่า บุคลากรบางส่วนได้รับคำแนะนำให้ออกจากฐานทัพอากาศ “อัล-อูเดด” ซึ่งเป็นฐานหลักของสหรัฐฯ ในกาตาร์ แม้จะยังไม่มีสัญญาณของการอพยพทหารขนานใหญ่ก็ตาม โดยฐานทัพแห่งนี้เคยตกเป็นเป้าหมายการโจมตีของอิหร่านมาแล้วเมื่อปีก่อน เพื่อตอบโต้ที่สหรัฐฯ โจมตีโรงงานนิวเคลียร์

นักการทูตรายหนึ่งอธิบายว่า การเคลื่อนไหวดังกล่าวเป็นการปรับเปลี่ยนท่าทีเพื่อรับมือสถานการณ์ มากกว่าเป็นการอพยพ นอกจากนั้นยังไม่มีสัญญาณของการเคลื่อนย้ายทหารจำนวนมากออกจากฐานทัพ อัล-อูเดด ไปยังสนามกีฬาและห้างสรรพสินค้าใกล้เคียง อย่างที่เคยเกิดขึ้นก่อนการโจมตีเมื่อปีก่อน

ก่อนหน้านี้ นายทรัมป์ขู่อิหร่านหลายครั้งว่า จะเข้าแทรกแซงเพื่อสนับสนุนผู้ประท้วงในอิหร่าน โดยล่าสุดกลุ่มสิทธิมนุษยชนระบุว่า มีผู้เสียชีวิตในการประท้วงดังกล่าวซึ่งดำเนินมานานกว่า 2 สัปดาห์แล้วสูงถึง 2,600 ศพ

ทางการอิหร่านกล่าวหาสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลว่า เป็นผู้ปลุกปั่นให้เกิดความไม่สงบ ผ่านกลุ่มคนที่ทางอิหร่านเรียกว่าเป็นผู้ก่อการร้าย

ด้านเจ้าหน้าที่อิสราเอลรายหนึ่งอ้างว่า ตามการประเมินของอิสราเอล ทรัมป์ตัดสินใจที่จะเข้าแทรกแซงสถานการณ์ในอิหร่านแล้ว แม้จะยังไม่ชัดเจนว่า มันจะเกิดขึ้นเมื่อไรและมีขอบเขตกว้างแค่ไหน

ทั้งนี้ โดนัลด์ ทรัมป์ ขู่จะเข้าแทรกแซงในอิหร่านอย่างต่อเนื่อง โดยในวันอังคาร เขาให้สัมภาษณ์กับสื่อว่า จะใช้มาตรการที่รุนแรงมาก หากอิหร่านประหารชีวิตกลุ่มผู้ประท้วง โดยก่อนหน้านี้ นายทรัมป์เพิ่งเรียกร้องให้ชาวอิหร่านประท้วงต่อไป พร้อมประกาศระงับการพูดคุยกับอิหร่านทั้งหมด และเสริมว่า ความช่วยเหลือกำลังไปหาชาวอิหร่านแล้ว

เจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิหร่านยืนยันในวันพุธว่า การติดต่อสื่อสารโดยตรงระหว่าง นายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่าน และนายสตีฟ วิตคอฟฟ์ ทูตพิเศษของสหรัฐฯ ถูกระงับแล้ว สะท้อนให้เห็นถึงความตึงเครียดที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

สหรัฐฯ จ่อระงับ กระบวนการขอวีซ่า ใน 75 ประเทศ รวมไทย

สหรัฐฯ จ่อระงับ กระบวนการขอวีซ่า ใน 75 ประเทศ รวมไทย

14 ม.ค. 2569 22:33 น.

สหรัฐฯ จ่อระงับ กระบวนการขอวีซ่า ใน 75 ประเทศ รวมไทย

สหรัฐฯ เตรียมระงับออกวีซ่าพำนักถาวรให้ประชาชนจาก 75 ประเทศ รวมถึงไทยด้วย เพื่อเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบ หวั่นเข้ามาเพื่อใช้ประโยชน์จากสวัสดิการของรัฐบาลสหรัฐฯ เริ่ม 21 ม.ค.นี้

สำนักข่าว Fox News รายงานเมื่อ 14 ม.ค. 2568 ว่า กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ กำลังระงับกระบวนการขอวีซ่าพำนักถาวรสำหรับ 75 ประเทศ เพื่อกวาดล้างผู้ขอวีซ่าที่สหรัฐฯ พิจารณาแล้วว่ามีแนวโน้มจะกลายเป็นภาระแก่สาธารณะ (public charge) ซึ่งหมายถึงผู้ที่ต้องพึ่งพารัฐบาลในการดำรงชีพหรือเข้ารับการดูแลระยะยาว

บันทึกข้อความของกระทรวงการต่างประเทศ ระบุให้เจ้าหน้าที่กงสุลปฏิเสธวีซ่าภายใต้กฎหมายที่มีอยู่เดิม ในขณะที่ทางกระทรวงกำลังประเมินขั้นตอนการคัดกรองและตรวจสอบประวัติใหม่

ประเทศที่ได้รับผลกระทบจากความเคลื่อนไหวล่าสุดของสหรัฐฯ รวมถึง โซมาเลีย, รัสเซีย, อัฟกานิสถาน, บราซิล, อิหร่าน, อิรัก, อียิปต์, ไนจีเรีย, ไทย, เยเมน และประเทศอื่นๆ

การระงับดังกล่าวจะเริ่มต้นในวันที่ 21 ม.ค.นี้ และจะดำเนินต่อไปอย่างไม่มีกำหนด จนกว่าทางกระทรวงจะดำเนินการประเมินกระบวนการออกวีซ่าใหม่เสร็จสิ้น

ทั้งนี้ โซมาเลียตกเป็นเป้าการตรวจสอบอย่างเข้มงวดจากเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลาง หลังจากเกิดคดีอื้อฉาวเกี่ยวกับการฉ้อโกงขนานใหญ่ที่มีศูนย์กลางอยู่ในรัฐมินนิโซตา ซึ่งอัยการได้เปิดโปงการทุจริตโครงการสวัสดิการที่ใช้ภาษีประชาชนอย่างมหาศาล โดยผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องจำนวนมากเป็นชาวโซมาเลียหรือชาวอเมริกันเชื้อสายโซมาเลีย

เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2568 โทรเลขจากกระทรวงการต่างประเทศที่ส่งไปยังสถานทูตและสถานกงสุลทั่วโลก ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่กงสุลบังคับใช้กฎการคัดกรองใหม่ที่ครอบคลุมเป็นวงกว้าง ภายใต้ข้อบัญญัติที่เรียกว่า “Public Charge” (ภาระแก่สาธารณะ) ตามกฎหมายตรวจคนเข้าเมือง

คำสั่งดังกล่าวระบุให้เจ้าหน้าที่กงสุลปฏิเสธการออกวีซ่าให้ผู้ยื่นขอที่ถูกพิจารณาว่า มีแนวโน้มจะต้องพึ่งพาสวัสดิการของรัฐ โดยพิจารณาจากปัจจัยหลายประการ รวมถึงสุขภาพ, อายุ, ทักษะภาษาอังกฤษ, ฐานะทางการเงิน และแม้กระทั่งแนวโน้มความจำเป็นในการเข้ารับการรักษาพยาบาลในระยะยาว

ผู้ยื่นขอวีซ่าที่มีอายุมากหรือมีน้ำหนักเกินเกณฑ์อาจถูกปฏิเสธคำร้อง เช่นเดียวกับผู้ที่เคยมีประวัติการใช้ความช่วยเหลือทางการเงินจากรัฐบาล หรือเคยเข้ารับการดูแลในสถานสงเคราะห์ของรัฐมาก่อน

“กระทรวงการต่างประเทศจะใช้อำนาจที่มีมานานแล้ว ในการพิจารณาตัดสิทธิ์ผู้ที่อาจเป็นผู้เข้าเมืองที่จะกลายเป็นภาระแก่สาธารณะในสหรัฐฯ และเข้ามาเอาเปรียบความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ของชาวอเมริกัน” ทอมมี พิกกอตต์ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศระบุในแถลงการณ์

“การเข้าเมืองจาก 75 ประเทศเหล่านี้จะถูกระงับไว้ก่อน ในขณะที่กระทรวงการต่างประเทศดำเนินการประเมินขั้นตอนกระบวนการตรวจคนเข้าเมืองใหม่ เพื่อป้องกันการเดินทางเข้ามาของชาวต่างชาติ ที่จะเข้ามาใช้สวัสดิการและผลประโยชน์ของรัฐ”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : foxnews

ทรัมป์ลั่น การไม่ได้ครอบครองกรีนแลนด์ เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้

ทรัมป์ลั่น การไม่ได้ครอบครองกรีนแลนด์ เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้

14 ม.ค. 2569 21:47 น.

ทรัมป์ลั่น การไม่ได้ครอบครองกรีนแลนด์ เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้

โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศกร้าว การไม่ได้ครอบครองกรีนแลนด์ เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ ลั่นนาโตควรผลักดันให้สหรัฐฯ ได้ครอบครองดินแดนแห่งนี้

เมื่อวันพุธที่ 14 ม.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกมากล่าวย้ำความต้องการของเขาในการเข้าครอบครองกรีนแลนด์อีกครั้ง โดยระบุว่า “อะไรก็ตามที่น้อยกว่า” การที่สหรัฐฯ เข้าควบคุมกรีนแลนด์ ถือเป็นเรื่องที่ “ยอมรับไม่ได้”

ทรัมป์อ้างด้วยว่า สหรัฐฯ จำเป็นต้องครอบครองเกาะกรีนแลนด์ ซึ่งเป็นดินแดนกึ่งปกครองตนเองของเดนมาร์ก เพื่อวัตถุประสงค์ด้านความมั่นคงแห่งชาติ ซึ่งจะส่งผลให้กลุ่มพันธมิตร นาโต (NATO) แข็งแกร่งขึ้นตามไปด้วย

“นาโตจะมีความน่าเกรงขามและมีประสิทธิภาพมากขึ้นอย่างมากหากกรีนแลนด์อยู่ในมือของสหรัฐอเมริกา” ทรัมป์ระบุในโพสต์บน Truth Social และเสริมว่า “อะไรก็ตามที่น้อยกว่านั้นคือสิ่งที่ยอมรับไม่ได้”

ความเห็นดังกล่าวของนายทรัมป์มีขึ้นในขณะที่นาย ดีเจ แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมร่วมกับรัฐมนตรีต่างประเทศของเดนมาร์กและรัฐมนตรีต่างประเทศของกรีนแลนด์ พร้อมด้วย มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศในช่วงเช้าวันพุธ (ตามเวลาท้องถิ่น)

ในโพสต์บนโซเชียลมีเดียดังกล่าว ทรัมป์ยังย้ำคำกล่าวอ้างของตัวเองอีกว่า การเข้าซื้อกรีนแลนด์ “มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อโครงการ Golden Dome (โดมทองคำ) ที่เรากำลังสร้างขึ้น” สื่อถึงระบบป้องกันขีปนาวุธที่เพนตากอนกำลังพัฒนาอยู่ นอกจากนี้เขาบอกด้วยว่า บรรดาผู้นำนาโตควรผลักดันให้สหรัฐฯ ได้ครอบครองกรีนแลนด์ด้วยเช่นกัน

“นาโตควรจะเป็นผู้นำทางให้เราได้มัน (กรีนแลนด์) มา ถ้าเราไม่ได้มา รัสเซียหรือจีนก็จะได้ไป แต่นั่นจะไม่มีวันเกิดขึ้น! ในทางทหาร หากปราศจากอำนาจอันมหาศาลของสหรัฐฯ ซึ่งส่วนใหญ่ผมเป็นคนสร้างขึ้นในช่วงวาระแรก และกำลังยกระดับให้สูงขึ้นไปอีกในตอนนี้ นาโตจะไม่มีทางเป็นกองกำลังหรือเครื่องมือป้องปรามที่มีประสิทธิภาพได้เลย ไม่ใกล้เคียงเลยด้วยซ้ำ! พวกเขารู้เรื่องนั้นดี และผมเองก็รู้เช่นกัน” โพสต์ของนายทรัมป์ระบุ

เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา นายเยนส์-เฟรเดอริก นีลเซน นายกรัฐมนตรีกรีนแลนด์ ประกาศในการแถลงข่าวที่กรุงโคเปนเฮเกนของเดนมาร์กว่า “กรีนแลนด์ไม่ต้องการถูกครอบครองโดยสหรัฐฯ กรีนแลนด์ไม่ต้องการถูกปกครองโดยสหรัฐฯ และกรีนแลนด์จะไม่เป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐฯ เราเลือกกรีนแลนด์ที่เป็นอยู่อย่างในวันนี้ คือเป็นส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรเดนมาร์ก”

ก่อนที่นายทรัมป์จะออกมาตอบโต้ประกาศดังกล่าว โดยระบุว่า “นั่นมันปัญหาของพวกเขา ผมไม่เห็นด้วยกับเขา ผมไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเขาเลย แต่นั่นจะเป็นปัญหาใหญ่สำหรับเขาอย่างแน่นอน”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

บริษัทแม่ห้างหรูอเมริกา “แซคส์ ฟิฟธ์ อเวนิว” ยื่นล้มละลาย หลังแบกหนี้หนัก-ตลาดสินค้าหรูซบเซา

บริษัทแม่ห้างหรูอเมริกา "แซคส์ ฟิฟธ์ อเวนิว" ยื่นล้มละลาย หลังแบกหนี้หนัก-ตลาดสินค้าหรูซบเซา

14 ม.ค. 2569 14:55 น.

บริษัทแม่ห้างหรูอเมริกา “แซคส์ ฟิฟธ์ อเวนิว” ยื่นล้มละลาย หลังแบกหนี้หนัก-ตลาดสินค้าหรูซบเซา

“แซคส์ โกลบอล” บริษัทแม่ของห้างสรรพสินค้าหรูระดับโลก “แซคส์ ฟิฟธ์ อเวนิว” ชื่อดังของสหรัฐฯ ตัดสินใจยื่นขอคุ้มครองการล้มละลายตามมาตรา 11 หลังเผชิญปัญหาหนี้สินล้นจากการเข้าซื้อกิจการ “นีแมน มาร์คัส” เครือห้างสรรพสินค้าหรูที่เป็นคู่แข่ง เมื่อปี 2024 ท่ามกลางพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปและการถอนตัวของแบรนด์เนมชั้นนำ

แซคส์ โกลบัล (Saks Global) ได้ยื่นคำร้องต่อศาลล้มละลายในเขตทางตอนใต้ของรัฐเท็กซัส สหรัฐอเมริกา เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (13 ม.ค.) เพื่อขอเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการตามมาตรา 11  หลังจากต้องเผชิญกับวิกฤตทางการเงินที่สะสมมานานจากการรวมกิจการกับนีแมน มาร์คัส (Neiman Marcus) เครือห้างสรรพสินค้าหรู ด้วยมูลค่ากว่า 2.65 พันล้านดอลลาร์ในปี 2024

ปัจจัยหลักที่ส่งผลกระทบต่อแซคส์ โกลบัล คือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของเหล่านักช็อปชาวอเมริกันที่เริ่มไม่พอใจกับราคาสินค้าแบรนด์เนมที่พุ่งสูงขึ้นแต่คุณภาพกลับสวนทางกัน นอกจากนี้ ลูกค้ากลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงยังหันไปซื้อสินค้าโดยตรงจากหน้าเว็บไซต์หรือช้อปของแบรนด์นั้นๆ แทนการซื้อผ่านห้างสรรพสินค้าที่เป็นตัวกลาง

บวกกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน ตลาดแรงงานที่ชะลอตัว และความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ตกต่ำลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้ห้างสรรพสินค้าดั้งเดิมได้รับผลกระทบอย่างหนักจนมีรายงานว่า Saks เริ่มติดค้างหนี้สินซัพพลายเออร์และผู้ผลิตสินค้ามานานหลายเดือนก่อนการตัดสินใจยื่นล้มละลาย

ในจดหมายแถลงการณ์ของบริษัทระบุว่า มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผู้บริหารทันที โดย ริชาร์ด เบเกอร์ จะก้าวลงจากตำแหน่งซีอีโอ และแต่งตั้ง เจฟฟรอย ฟาน แรลดอนก์ อดีตผู้บริหารของนีแมน มาร์คัส ขึ้นมารับหน้าที่ซีอีโอเพื่อนำพาบริษัทผ่านพ้นกระบวนการล้มละลายในครั้งนี้

วาน แรลดอนก์ ระบุในแถลงการณ์ว่า “นี่คือช่วงเวลาสำคัญของแซคส์ โกลบัล และเป็นโอกาสที่จะเสริมสร้างรากฐานของธุรกิจให้แข็งแกร่งเพื่ออนาคต เราจะยังคงมุ่งเน้นการให้บริการลูกค้าและแบรนด์หรูต่างๆ อย่างต่อเนื่อง และพร้อมที่จะปรับปรุงบริษัทให้กลับมาเป็นผู้นำในโลกค้าปลีกสินค้าหรูอีกครั้ง”

เดิมทีการควบรวมกิจการระหว่างแซคส์ โกลบัล และนีแมน มาร์คัส ในปี 2024 ถูกคาดหวังว่าจะสร้างอาณาจักรค้าปลีกที่ทรงอิทธิพลเพื่อต่อรองราคาจากแบรนด์ต่างๆ และดึงดูดลูกค้ากลับเข้าห้าง แต่ในความเป็นจริง กลับกลายเป็นการเพิ่มภาระหนี้มหาศาลภายใต้สภาวะเศรษฐกิจที่บีบคั้น จนนำมาสู่การยื่นล้มละลายเพื่อรักษาธุรกิจให้อยู่รอดในที่สุด.

ที่มา CNN

สื่อญี่ปุ่นเผย “ซานาเอะ ทาคาอิจิ” เตรียมยุบสภา 23 ม.ค. จ่อเลือกตั้งแบบกะทันหัน ก.พ. นี้

สื่อญี่ปุ่นเผย "ซานาเอะ ทาคาอิจิ" เตรียมยุบสภา 23 ม.ค. จ่อเลือกตั้งแบบกะทันหัน ก.พ. นี้

14 ม.ค. 2569 13:15 น.

สื่อญี่ปุ่นเผย “ซานาเอะ ทาคาอิจิ” เตรียมยุบสภา 23 ม.ค. จ่อเลือกตั้งแบบกะทันหัน ก.พ. นี้

สื่อยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่นหลายสำนัก รวมถึงนิกเกอิ ชิมบุน  และ NHK รายงานตรงกันว่า นางซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น มีแผนจะแจ้งต่อบรรดาแกนนำพรรคเสรีประชาธิปไตย (แอลดีพี) และพรรคร่วมรัฐบาลอย่างพรรคนวัตกรรมญี่ปุ่น ในช่วงค่ำวันพุธนี้ เกี่ยวกับการตัดสินใจ “ยุบสภาผู้แทนราษฎร” เพื่อจัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปก่อนกำหนด

หนังสือพิมพ์นิกเคอิรายงานโดยอ้างแหล่งข่าวจากรัฐบาลและพรรคเสรีประชาธิปไตย หรือแอลดีพี ว่า ทาคาอิจิจะยุบสภาในวันที่ 23 มกราคม ซึ่งตรงกับวันเปิดสมัยประชุมรัฐสภาตามปกติ และอาจนำไปสู่การเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์

ด้านสถานีโทรทัศน์ NHK ของรัฐบาลญี่ปุ่นรายงานว่า ทาคาอิจิ “กำลังประสานงาน” การประชุมกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงเพื่อชี้แจงแผนของเธอ ส่วนสถานีโทรทัศน์ ทีวี อาซาฮี รายงานว่า การประชุมกับบุคคลสำคัญของพรรคแอลดีพี และสมาชิกของพรรคนวัตกรรมญี่ปุ่น ซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาล มีกำหนดจะเกิดขึ้นในเย็นวันพุธ (14 ม.ค.)

นับตั้งแต่ก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของญี่ปุ่นเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรีของนางทาคาอิจิได้รับคะแนนนิยมจากสาธารณชนสูงถึงเกือบ 70 เปอร์เซ็นต์ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลชุดปัจจุบันยังคงมีเสียงข้างมากในสภาล่างเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการขับเคลื่อนวาระทางนโยบายสำคัญๆ การตัดสินใจเลือกตั้งด่วนในครั้งนี้จึงถูกมองว่าเป็นกลยุทธ์เพื่อขยายฐานที่นั่งในสภาฯ ในขณะที่คะแนนนิยมยังอยู่ในระดับสูง

คาดการณ์ว่านางทาคาอิจิจะประกาศยุบสภาในวันที่ 23 มกราคม 2026 ซึ่งเป็นวันเริ่มต้นสมัยประชุมสภาสามัญ และมีความเป็นไปได้สูงที่วันเลือกตั้งจะตรงกับ วันที่ 8 กุมภาพันธ์ การกำหนดเวลาที่กระชับเช่นนี้มีเป้าหมายเพื่อลดผลกระทบต่อการอภิปรายร่างงบประมาณประจำปีงบประมาณ 2026 ซึ่งมีมูลค่าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึง 122.3 ล้านล้านเยน โดยเธอให้สัญญาว่าจะผลักดันงบประมาณนี้เพื่อแก้ไขปัญหาเงินเฟ้อและกระตุ้นเศรษฐกิจญี่ปุ่นที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 4 ของโลก

นอกเหนือจากเรื่องเศรษฐกิจแล้ว การเพิ่มจำนวนที่นั่งในสภาฯ จะช่วยให้นางทากาอิจิสามารถดำเนินนโยบายการคลังเชิงรุก รวมถึงนโยบายด้านความมั่นคงที่แข็งกร้าวขึ้น โดยเฉพาะในประเด็นความสัมพันธ์กับจีนที่กำลังย่ำแย่ลง หลังจากที่เธอระบุเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมาว่า ญี่ปุ่นอาจเข้าแทรกแซงทางทหาร หากจีนเปิดฉากโจมตีไต้หวัน

อย่างไรก็ตาม นายมิโนรุ คิฮาระ โฆษกรัฐบาลญี่ปุ่น ปฏิเสธที่จะให้ความเห็นต่อรายงานข่าวดังกล่าว โดยระบุเพียงว่า “การตัดสินใจในเรื่องนี้ถือเป็นอำนาจสิทธิขาดของนายกรัฐมนตรี” เท่านั้น.

ที่มา AFP

“ทรัมป์” ขู่ตอบโต้รุนแรง หากอิหร่านสั่งประหารผู้ประท้วง หลังยอดตายพุ่ง 2,400 ศพ

"ทรัมป์" ขู่ตอบโต้รุนแรง หากอิหร่านสั่งประหารผู้ประท้วง หลังยอดตายพุ่ง 2,400 ศพ

14 ม.ค. 2569 12:53 น.

“ทรัมป์” ขู่ตอบโต้รุนแรง หากอิหร่านสั่งประหารผู้ประท้วง หลังยอดตายพุ่ง 2,400 ศพ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ลั่นเตรียมใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดหากรัฐบาลอิหร่านดำเนินการสังหารผู้ประท้วงต่อต้านรัฐบาล ขณะที่กลุ่มสิทธิมนุษยชนเผยยอดผู้เสียชีวิตจากการปราบปรามพุ่งสูงกว่า 2,400 ราย และมีเด็กเสียชีวิตด้วย ด้านอิหร่านโต้เป็นฝีมือกลุ่มก่อการร้าย

สถานการณ์ความขัดแย้งในอิหร่านยังทวีความรุนแรง หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ออกแถลงการณ์เตือนว่า สหรัฐฯ จะดำเนิน “มาตรการที่รุนแรงมาก” ต่ออิหร่าน หากทางการดำเนินการประหารชีวิตผู้ประท้วงตามที่มีกระแสข่าว

องค์กรสิทธิมนุษยชน Hengaw และญาติของนายเออร์ฟาน สุลตานี วัย 26 ปี เปิดเผยกับสำนักข่าวบีบีซีว่า สุลตานีถูกตัดสินประหารชีวิตด้วยกระบวนการที่รวดเร็วเพียง 2 วันหลังถูกจับกุม ซึ่งถือเป็นการใช้ยุทธวิธีสร้างความหวาดกลัวเพื่อสยบการประท้วง โดยคาดว่าการประหารอาจเกิดขึ้นภายในวันพุธนี้

ยอดผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บพุ่งสูงหน่วยงานนักกิจกรรมเพื่อสิทธิมนุษยชน (HRANA) ระบุว่าขณะนี้ยืนยันยอดผู้ประท้วงเสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 2,403 ราย ในจำนวนนี้มีเด็ก 12 ราย และมีผู้ประท้วงถูกจับกุมไปแล้วกว่า 18,434 คน ขณะที่โรงพยาบาลในกรุงเตหะรานและเมืองต่าง ๆ ตกอยู่ในสภาพไม่ต่างจาก “เขตสงคราม” เนื่องจากขาดแคลนเวชภัณฑ์และเลือดในการรักษาผู้บาดเจ็บจำนวนมหาศาล อย่างไรก็ตาม ทางการอิหร่านปฏิเสธตัวเลขดังกล่าว โดยอ้างว่าผู้เสียชีวิตประมาณ 2,000 รายเป็นฝีมือของกลุ่มก่อการร้าย

โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ประกาศผ่านแพลตฟอร์มทรูธโซเชียลว่ารัฐบาลอิหร่านจะต้อง “ชดใช้อย่างสาสม” ต่อการสังหารประชาชน พร้อมสั่งยกเลิกการประชุมกับเจ้าหน้าที่อิหร่านทั้งหมดจนกว่าความรุนแรงจะยุติลง นอกจากนี้ยังระบุว่ากำลังพิจารณาทั้งทางเลือกทางทหารและมาตรการคว่ำบาตร โดยก่อนหน้านี้ได้ประกาศกำแพงภาษี 25% กับประเทศที่ยังค้าขายกับอิหร่านไปแล้ว

การประท้วงครั้งนี้ลุกลามไปยัง 180 เมืองใน 31 จังหวัดทั่วประเทศ โดยมีจุดเริ่มต้นจากความโกรธแค้นเรื่องค่าครองชีพที่พุ่งสูงและค่าเงินล่มสลาย ก่อนจะขยายตัวเป็นการเรียกร้องให้เปลี่ยนระบอบการปกครอง แม้รัฐบาลจะสั่งปิดกั้นอินเทอร์เน็ตต่อเนื่องยาวนานกว่า 120 ชั่วโมง แต่ยังมีคลิปวิดีโอเล็ดลอดออกมาแสดงให้เห็นภาพการปะทะกันอย่างรุนแรงและการพบศพผู้ประท้วงจำนวนมากที่ศูนย์นิติเวชในเตหะราน

ขณะที่นายโวลเกอร์ เติร์ก หัวหน้าฝ่ายสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ได้ออกมาเรียกร้องให้อิหร่านยุติความรุนแรงและยกเลิกข้อหา “เป็นศัตรูต่อพระเจ้า” ซึ่งมีโทษประหารชีวิตที่ใช้กับผู้ประท้วงในทันที.

ที่มา BBC

ช็อตเด็ด ทรัมป์ฟิวส์ขาดชูนิ้วกลางใส่คนตะโกนด่า ระหว่างเยี่ยมโรงงานฟอร์ด

ช็อตเด็ด ทรัมป์ฟิวส์ขาดชูนิ้วกลางใส่คนตะโกนด่า ระหว่างเยี่ยมโรงงานฟอร์ด

14 ม.ค. 2569 11:53 น.

ช็อตเด็ด ทรัมป์ฟิวส์ขาดชูนิ้วกลางใส่คนตะโกนด่า ระหว่างเยี่ยมโรงงานฟอร์ด

สุดช็อก ทรัมป์ระงับอารมณ์ไม่อยู่ชูนิ้วกลางสวนผู้ตะโกนด่า ระหว่างเยี่ยมโรงงาน Ford ขณะที่ทำเนียบขาวชี้เป็นการตอบโต้ที่เหมาะสม

ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ หลังมีคลิปวิดีโอเผยแพร่ให้เห็นช่วงเวลาที่เขา ชูนิ้วกลางใส่บุคคลที่ตะโกนด่าทอ ระหว่างการเยี่ยมชมโรงงานผลิตรถบรรทุกของบริษัทฟอร์ด ในรัฐมิชิแกน เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา

คลิปวิดีโอซึ่งเผยแพร่โดยเว็บไซต์บันเทิง TMZ แสดงให้เห็นทรัมป์ชี้นิ้วไปยังบุคคลที่ไม่ปรากฏในภาพ ก่อนจะขยับปากพูดบางอย่าง และ ยกนิ้วกลางไปในทิศทางของผู้ตะโกน โดยมีเสียงตะโกนเรียกเขาว่า “ผู้ปกป้องคนล่วงละเมิดทางเพศเด็ก” ดังแทรกขึ้นมา

เหตุการณ์เกิดขึ้นระหว่างที่ทรัมป์เดินทางไปเยี่ยมชมโรงงาน Ford ในเมืองเดียร์บอร์น ก่อนขึ้นเวทีปราศรัยเรื่องเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่เมืองดีทรอยต์ในวันเดียวกัน

ด้านทำเนียบขาวออกมาปกป้องพฤติกรรมดังกล่าว โดย สตีเวน ชอง ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารของทำเนียบขาว ระบุในแถลงการณ์ว่า มีคนวิกลจริตตะโกนคำหยาบด้วยอารมณ์เกรี้ยวกราดอย่างควบคุมไม่ได้ และประธานาธิบดีได้ตอบโต้กลับอย่างเหมาะสมและชัดเจน

ด้านบริษัทฟอร์ดออกแถลงการณ์ผ่านโฆษก เดวิด โทวาร์ ระบุว่า บริษัทรับทราบคลิปวิดีโอดังกล่าวแล้ว พร้อมย้ำว่า “หนึ่งในค่านิยมหลักของเราคือความเคารพ และเราไม่สนับสนุนการแสดงออกที่ไม่เหมาะสมใดๆ ภายในสถานที่ของเรา” โดยระบุว่าบริษัทมีขั้นตอนจัดการเหตุลักษณะนี้ แต่ไม่ขอเปิดเผยรายละเอียดด้านบุคลากร

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสความสนใจต่อ เอกสารคดีเจฟฟรีย์ เอปสตีน (Epstein files) ที่กระทรวงยุติธรรมสหรัฐทยอยเปิดเผยภายใต้กฎหมายว่าด้วยความโปร่งใส ซึ่งมีการกล่าวถึงชื่อของทรัมป์ในเอกสารบางส่วน

เอกสารชุดหนึ่งที่เผยแพร่เมื่อเดือนที่แล้ว ระบุว่า บันทึกการบินแสดงให้เห็นว่าทรัมป์เคยโดยสารเครื่องบินของเอปสตีนอย่างน้อย 8 ครั้งในช่วงทศวรรษ 1990 รวมถึงเที่ยวบินหนึ่งที่มีหญิงวัย 20 ปีซึ่งไม่เปิดเผยชื่อร่วมเดินทางด้วย

อย่างไรก็ตาม ทางการสหรัฐฯ ยังไม่ตั้งข้อกล่าวหาใดๆ ต่อทรัมป์ และทั้งตัวเขาเองรวมถึงทำเนียบขาวยืนยันมาโดยตลอดว่าเขาไม่ได้กระทำผิด ขณะที่กระทรวงยุติธรรมระบุว่า เอกสารบางส่วนที่ถูกเผยแพร่นั้น มีเนื้อหาที่ไม่เป็นความจริงและชวน sensational พร้อมย้ำว่าเป็นข้อกล่าวหาที่ไม่มีมูล.

ดูคลิป ที่นี่

ที่มา : NBCnews

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ทรัมป์

เมียนมาโต้เดือด ชี้คดีฆ่าล้างเผ่าพันธุ์โรฮีนจาในศาลโลก “ไร้มูลความจริง”

เมียนมาโต้เดือด ชี้คดีฆ่าล้างเผ่าพันธุ์โรฮีนจาในศาลโลก "ไร้มูลความจริง"

14 ม.ค. 2569 11:51 น.

เมียนมาโต้เดือด ชี้คดีฆ่าล้างเผ่าพันธุ์โรฮีนจาในศาลโลก “ไร้มูลความจริง”

กระทรวงการต่างประเทศของเมียนมาออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการ โดยระบุว่าคดีที่ประเทศแกมเบียยื่นฟ้องต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) ในข้อหาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์กลุ่มน้อยชาวโรฮีนจานั้น เป็นคดีที่มีข้อบกพร่องและไม่มีมูลความจริง ทั้งในแง่ของข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย

ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ หรือศาลโลก ณ กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ได้เริ่มกระบวนการไต่สวนเป็นเวลา 3 สัปดาห์ตั้งแต่วันจันทร์ที่ผ่านมา เพื่อพิจารณาพยานหลักฐานจากเหตุการณ์ที่กองทัพเมียนมาเข้ากวาดล้างครั้งใหญ่ในรัฐยะไข่เมื่อปี 2017 ซึ่งส่งผลให้ชาวโรฮีนจากว่า 7 แสนคนต้องลี้ภัยไปยังบังกลาเทศ ท่ามกลางรายงานเรื่องการสังหารหมู่ การวางเพลิง และการล่วงละเมิดทางเพศอย่างรุนแรง

แถลงการณ์ซึ่งตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ของรัฐระบุว่า รัฐบาลเมียนมาซึ่งปัจจุบันอยู่ภายใต้การปกครองของรัฐบาลทหารนับตั้งแต่รัฐประหารปี 2021 กำลังให้ความร่วมมือกับศาลด้วยความจริงใจเพื่อแสดงความเคารพต่อกฎหมายระหว่างประเทศ แต่ขอให้ศาลพิจารณาคดีบนพื้นฐานของข้อเท็จจริงและตัวบทกฎหมายภายใต้อนุสัญญาว่าด้วยการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์อย่างเคร่งครัด

นอกจากนี้ เมียนมายังระบุว่ารายงานที่มีการเผยแพร่ออกไปนั้น “มีอคติและอ้างอิงพยานหลักฐานที่ไม่น่าเชื่อถือ” โดยในแถลงการณ์ไม่ได้เรียกชื่อชาว “โรฮีนจา” แต่ใช้คำว่า “บุคคลจากรัฐยะไข่” แทน พร้อมย้ำว่าปฏิบัติการของกองทัพเป็นการกระทำที่ชอบธรรมเพื่อกวาดล้างกลุ่มกบฏที่โจมตีเจ้าหน้าที่ความมั่นคงจนเสียชีวิต

ทางด้านนายดอดา จัลโลว์ รัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมของแกมเบีย ได้แถลงต่อศาลในวันแรกว่าชาวโรฮีนจาตกเป็นเป้าหมายของการทำลายล้าง ขณะที่ทีมกฎหมายของเมียนมามีกำหนดการขึ้นแถลงตอบโต้ต่อศาลในวันศุกร์นี้

ปัจจุบัน มีผู้ลี้ภัยชาวโรฮีนจากว่า 1.17 ล้านคน ยังคงอาศัยอยู่อย่างแออัดในค่ายกักกันที่เมืองค็อกซ์บาซาร์ ประเทศบังกลาเทศ ทั้งนี้ แม้ศาลโลกจะไม่มีกลไกบังคับคดีโดยตรง แต่หากมีคำตัดสินว่าเมียนมามีความผิดจริง จะเป็นการสร้างแรงกดดันทางการเมืองระหว่างประเทศต่อเมียนมาอย่างมหาศาล ซึ่งกระบวนการตัดสินอาจใช้เวลานานหลายเดือนหรือหลายปี.

ที่มา AFP

ปี 2025 รั้งอันดับ 3 ร้อนสุดประวัติการณ์ นักวิทย์เตือนอุณหภูมิพุ่งเร็วกว่าที่คาด

ปี 2025 รั้งอันดับ 3 ร้อนสุดประวัติการณ์ นักวิทย์เตือนอุณหภูมิพุ่งเร็วกว่าที่คาด

14 ม.ค. 2569 11:02 น.

ปี 2025 รั้งอันดับ 3 ร้อนสุดประวัติการณ์ นักวิทย์เตือนอุณหภูมิพุ่งเร็วกว่าที่คาด

หน่วยงานตรวจสอบสภาพภูมิอากาศระดับโลกทั้งยุโรปและสหรัฐฯ เปิดเผยว่า ปี 2025 คือปีที่ร้อนที่สุดเป็นอันดับ 3 เท่าที่เคยมีการบันทึกมา ขณะที่รอบ 11 ปีหลังสุดครองแชมป์ปีที่ร้อนที่สุดทั้งหมด ชี้อุณหภูมิโลกเฉลี่ย 3 ปีล่าสุดทะลุเกณฑ์ 1.5 องศาเซลเซียสไปแล้ว

หน่วยงานบริการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศคอเปอร์นิคัส (Copernicus) ของสหภาพยุโรป และสถาบันเบิร์กลีย์ เอิร์ธ (Berkeley Earth) ของสหรัฐฯ เปิดเผยรายงานประจำปีระบุว่า ปี 2025 ที่ผ่านมาเป็นปีที่ร้อนที่สุดเป็นอันดับ 3 ของโลก รองจากปี 2024 และ 2023 ตามลำดับ ส่งผลให้ช่วง 11 ปีที่ผ่านมา กลายเป็นช่วงเวลาที่โลกมีอุณหภูมิเฉลี่ยสูงสุดเท่าที่เคยมีการบันทึก

คอเปอร์นิคัสระบุว่า อุณหภูมิในปี 2025 สูงกว่ายุคก่อนอุตสาหกรรม 1.47 องศาเซลเซียส ใกล้เคียงปี 2023 และตามหลังปี 2024 ซึ่งแตะ 1.6 องศาเซลเซียส ขณะที่ประชากรราว 770 ล้านคนทั่วโลกเผชิญสภาพอากาศร้อนเป็นประวัติการณ์ โดยไม่มีพื้นที่ใดทำสถิติหนาวที่สุด

รายงานระบุว่า นี่เป็นครั้งแรกที่อุณหภูมิโลกเฉลี่ยในช่วง 3 ปีล่าสุด สูงเกินกว่าระดับก่อนยุคอุตสาหกรรมถึง 1.5 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นขีดจำกัดสำคัญตามข้อตกลงปารีส นักวิทยาศาสตร์จากเบิร์กลีย์ เอิร์ธ เตือนว่าการพุ่งสูงของอุณหภูมิตั้งแต่ปี 2023-2025 สะท้อนถึงการเร่งตัวของภาวะโลกร้อนที่รวดเร็วเกินคาด โดยคอเปอร์นิคัสประเมินว่าโลกอาจก้าวเข้าสู่สภาวะอุณหภูมิสูงเกินเกณฑ์ 1.5 องศาฯ แบบถาวรภายในสิ้นทศวรรษนี้ ซึ่งเร็วกว่าคำพยากรณ์เดิมถึง 10 ปี

มีประชากรกว่า 770 ล้านคนทั่วโลกต้องเผชิญกับสภาพอากาศที่ร้อนทำลายสถิติในพื้นที่ที่ตนอาศัยอยู่ โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียกลาง แถบซาเฮลในแอฟริกา และยุโรปตอนเหนือ นอกจากนี้ ทวีปแอนตาร์กติก (ขั้วโลกใต้) ยังเผชิญกับปีที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์อีกด้วย

แม้ก๊าซเรือนกระจกจะเป็นตัวการหลัก แต่ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่ามีปัจจัยเสริมอื่น ๆ เช่น การลดลงของก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์จากการขนส่งทางเรือ ซึ่งปกติช่วยสะท้อนแสงอาทิตย์ กลับกลายเป็นปัจจัยที่ทำให้โลกสะสมความร้อนมากขึ้น ขณะที่ความพยายามลดการปล่อยมลพิษในประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ เยอรมนี และฝรั่งเศส เริ่มชะลอตัวลง โดยเฉพาะความกังวลหลังโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศจะนำสหรัฐฯ ถอนตัวจากข้อตกลงภูมิอากาศของสหประชาชาติอีกครั้ง

สำหรับแนวโน้มในปี 2026 ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่าอุณหภูมิจะยังคงอยู่ในระดับสูง โดยอาจเป็นปีที่ร้อนที่สุดเป็นอันดับ 4 แต่หากเกิดปรากฏการณ์เอลนีโญขึ้นในปีนี้ ก็มีความเป็นไปได้สูงที่ปี 2026 จะกลับมาทุบสถิติโลกเป็นปีที่ร้อนที่สุดอีกครั้ง.

ที่มา AFP