ชี้ชะตา “มารีน เลอ เปน” ผู้นำขวาจัดฝรั่งเศส อุทธรณ์คำตัดสินคดียักยอกเงินอียู

ชี้ชะตา "มารีน เลอ เปน" ผู้นำขวาจัดฝรั่งเศส อุทธรณ์คำตัดสินคดียักยอกเงินอียู

13 ม.ค. 2569 17:13 น.

ชี้ชะตา “มารีน เลอ เปน” ผู้นำขวาจัดฝรั่งเศส อุทธรณ์คำตัดสินคดียักยอกเงินอียู

ศาลอุทธรณ์ปารีสเริ่มพิจารณาคดี “มารีน เลอ เปน” ผู้นำพรรคฝ่ายขวาจัดของฝรั่งเศส หลังถูกศาลชั้นต้นสั่งห้ามลงเลือกตั้ง 5 ปี ฐานยักยอกงบประมาณสหภาพยุโรป ด้านพรรค RN จี้กระบวนการยุติธรรมไม่ควรขวางทางประชาธิปไตย ขณะที่กูรูการเมืองจับตา 4 แนวทางคำตัดสินที่จะเปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์การเลือกตั้งฝรั่งเศส

ศาลอุทธรณ์ในกรุงปารีสเริ่มการพิจารณาคดีที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตทางการเมืองของ “มารีน เลอ เปน” วัย 57 ปี ผู้นำพรรค National Rally (RN) เพื่อคัดค้านคำตัดสินเดิมที่สั่งลงโทษจำคุก 4 ปี รอลงอาญา 2 ปี ปรับเงิน 1 แสนยูโร และที่สำคัญที่สุดคือ การห้ามลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลา 5 ปี ซึ่งจะมีผลทันที

หากคำสั่งแบนนี้ยังคงอยู่ เลอ เปน จะหมดสิทธิ์ลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีในปี 2027 ทันที แม้เธอจะเป็นตัวเก็งอันดับหนึ่งในขณะนี้ก็ตาม โดยเธอยังคงยืนกรานความบริสุทธิ์ว่า “ไม่ได้กระทำความผิดแม้แต่นิดเดียว”

คดีนี้เกิดขึ้นจากการที่เลอ เปน และแกนนำพรรคอีกกว่า 20 คน ถูกกล่าวหาว่านำเงินงบประมาณจากรัฐสภายุโรปไปจ้างงาน “ผู้ช่วย” ที่ไม่ได้ปฏิบัติงานให้รัฐสภาจริง แต่กลับนำมาทำงานให้พรรค RN ในฝรั่งเศสแทน โดยศาลชั้นต้นระบุว่าเธอคือ “หัวใจของระบบ” ที่ทำให้เกิดการยักยอกเงินรวมกว่า 2.9 ล้านยูโร (ประมาณ 100 ล้านบาท)

จอร์แดน บาร์เดลลา ประธานพรรค RN และพันธมิตรคนสำคัญของเลอ เปน กล่าวว่าการตัดสิทธิ์แคนดิเดตที่ชาวฝรั่งเศสจำนวนมากให้การสนับสนุนถือเป็นเรื่องที่ “น่ากังวลอย่างยิ่งสำหรับระบอบประชาธิปไตย” พร้อมยืนยันว่าเขาจะไม่ลงชิงประธานาธิบดีแข่งกับเลอ เปน แต่เป้าหมายของเขาคือตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหากพรรคชนะการเลือกตั้ง

การพิจารณาคดีจะมีไปจนถึงวันที่ 12 กุมภาพันธ์ และคาดว่าจะมีคำตัดสินในช่วงฤดูร้อนปี 2026 โดยผลลัพธ์ที่เป็นไปได้ ได้แก่ การยกฟ้อง เลอ เปน จะพ้นผิดทุกข้อกล่าวหาและลงสมัครเลือกตั้งปี 2027 ได้อย่างสง่างาม ต่อมาคือ ศาลยืนยันความผิดแต่ยกเลิกคำสั่ง “มีผลบังคับใช้ทันที” ทำให้เธอลงเลือกตั้งได้ในขณะที่สู้คดีในศาลฎีกาต่อ รวมถึงศาลอาจลดระยะเวลาห้ามลงสมัครให้สั้นลงพอที่จะให้เธอลงทะเบียนทันกำหนดในเดือนมีนาคม 2027 และท้ายที่สุดคือการยืนตามศาลชั้นต้น ทำให้โอกาสลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีของเธอจะปิดตัวลงเกือบ 100%

ขณะนี้มีเพื่อนร่วมพรรคอีก 11 คนร่วมยื่นอุทธรณ์ในคดีนี้ด้วย ขณะที่อีก 12 คน รวมถึงพี่สาวของเธอ ตัดสินใจไม่ยื่นอุทธรณ์และยอมรับโทษตามคำตัดสินเดิม.

ที่มา BBC

พรรคหนุนกองทัพเมียนมาประกาศชัยชนะ กวาดเก้าอี้ สส. เกินครึ่งสภา หลังการเลือกตั้งเฟส 2

พรรคหนุนกองทัพเมียนมาประกาศชัยชนะ กวาดเก้าอี้ สส. เกินครึ่งสภา หลังการเลือกตั้งเฟส 2

13 ม.ค. 2569 16:25 น.

พรรคหนุนกองทัพเมียนมาประกาศชัยชนะ กวาดเก้าอี้ สส. เกินครึ่งสภา หลังการเลือกตั้งเฟส 2

พรรค USDP ซึ่งสนับสนุนรัฐบาลทหารเมียนมา ประกาศกวาดที่นั่ง สส. เกินครึ่งสภาผู้แทนราษฎร หลังจากการเลือกตั้งเฟสสอง แม้การเลือกตั้งรอบสุดท้ายจะยังไม่เริ่มขึ้น ด้านนักเคลื่อนไหวและยูเอ็นชี้ชัดเป็นการเลือกตั้งที่ถูกจัดฉากและกำจัดคู่แข่งเพื่อสร้างความชอบธรรมให้ “มิน อ่อง หล่าย” ก้าวสู่ตำแหน่งประธานาธิบดี

พรรคสหสามัคคีและการพัฒนา (USDP) ซึ่งเต็มไปด้วยอดีตนายทหารระดับสูง ออกมาอ้างชัยชนะในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเฟสที่สองที่จัดขึ้นโดยรัฐบาลทหารเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (11 ม.ค.) 

เจ้าหน้าที่พรรค USDP เผยกับสำนักข่าวเอเอฟพีว่า พรรคสามารถคว้าชัยชนะได้ถึง 87 ที่นั่ง จากทั้งหมด 100 ที่นั่ง ในการเลือกตั้งรอบล่าสุด เมื่อรวมกับผลการเลือกตั้งในเฟสแรก ทำให้ขณะนี้พรรค USDP ครองที่นั่งในสภาล่างไปแล้วอย่างน้อย 176 ที่นั่ง จากทั้งหมด 330 ที่นั่ง ตัวเลขดังกล่าวถือว่าเกินครึ่งหนึ่งของสภาล่างเรียบร้อยแล้ว ทั้งที่การเลือกตั้งรอบที่สามซึ่งเป็นรอบสุดท้ายจะจัดขึ้นในวันที่ 25 มกราคมนี้

โครงสร้างรัฐสภาของเมียนมาถูกออกแบบมาเพื่อให้กองทัพกุมอำนาจเบ็ดเสร็จ โดยสภาล่างมีทั้งหมด 440 ที่นั่ง แบ่งเป็น สส. จากการเลือกตั้ง 330 ที่นั่ง และอีก 110 ที่นั่ง หรือราว 25% ถูกกันไว้ให้ตัวแทนจากกองทัพโดยไม่ต้องเลือกตั้ง

พรรค USDP ถูกมองว่าเป็นตัวแทนโดยตรงของกองทัพในการลงสนามการเมือง สภาชุดใหม่มีกำหนดเปิดประชุมในเดือนมีนาคม เพื่อเลือกประธานาธิบดี ซึ่งพลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้นำรัฐบาลทหาร อาจสละตำแหน่งทางทหารเพื่อมารับตำแหน่งประธานาธิบดีในฐานะพลเรือน

นายทอม แอนดรูว์ส ผู้รายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติด้านสิทธิมนุษยชนในเมียนมา ระบุว่า “รัฐบาลทหารจัดฉากการเลือกตั้งครั้งนี้เพื่อให้มั่นใจว่าตัวแทนของตนจะชนะ เพื่อสร้างความชอบธรรมจอมปลอมและรักษาการครอบงำของกองทัพต่อไป”

ด้านนักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยระบุว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ไร้ซึ่งความยุติธรรม เนื่องจากพรรคเอ็นแอลดี ของนางอองซาน ซูจี ถูกยุบพรรค ขณะที่ตัวนางซูจีเองยังคงถูกคุมขัง และประเทศยังคงตกอยู่ในภาวะสงครามกลางเมืองนับตั้งแต่การรัฐประหารในปี 2021

เมียนมาอยู่ภายใต้การปกครองของทหารเกือบตลอดประวัติศาสตร์หลังได้รับเอกราช และเพิ่งเริ่มการทดลองวิถีประชาธิปไตยได้เพียงทศวรรษเดียว ก่อนที่จะถูกกองทัพเข้ายึดอำนาจอีกครั้งในปี 2021 นำไปสู่การปราบปรามผู้เห็นต่างและการสู้รบที่รุนแรงทั่วประเทศ ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นเพียงความพยายามสืบทอดอำนาจในรูปแบบใหม่เท่านั้น.

รัสเซียถล่มยูเครนหนักสุดรับต้นปี ยิงขีปนาวุธระลอกใหญ่ เสียชีวิตอย่างน้อย 4 ราย

รัสเซียถล่มยูเครนหนักสุดรับต้นปี ยิงขีปนาวุธระลอกใหญ่ เสียชีวิตอย่างน้อย 4 ราย

13 ม.ค. 2569 15:07 น.

รัสเซียถล่มยูเครนหนักสุดรับต้นปี ยิงขีปนาวุธระลอกใหญ่ เสียชีวิตอย่างน้อย 4 ราย

เจ้าหน้าที่ยูเครนและสื่อท้องถิ่นรายงานว่า กองกำลังรัสเซียเปิดฉากโจมตีหลายพื้นที่ของประเทศด้วยขีปนาวุธครั้งใหญ่และเข้มข้นที่สุดนับตั้งแต่ต้นปี ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 4 ราย และบาดเจ็บหลายคน พร้อมสร้างความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน จนต้องประกาศตัดไฟฉุกเฉินท่ามกลางสภาพอากาศหนาวจัด

นายทิมูร์ คาเชนโก หัวหน้าฝ่ายบริหารทหารกรุงเคียฟ ระบุว่าเมืองหลวงเผชิญกับการระดมยิงขีปนาวุธที่รุนแรงและฉับพลัน แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ แต่สร้างความเสียหายอย่างมาก โดยเฉพาะที่โรงไฟฟ้าพลังความร้อนของบริษัท DTEK ซึ่งเป็นบริษัทพลังงานเอกชนรายใหญ่ อุปกรณ์จำนวนมากได้รับความเสียหายอย่างหนัก

ด้าน “อูเครเอนเนอร์โก” ผู้ให้บริการโครงข่ายไฟฟ้าของยูเครน จำเป็นต้องประกาศใช้มาตรการตัดไฟฉุกเฉินในพื้นที่กรุงเคียฟทันที เพื่อป้องกันระบบล่มสลาย หลังจากรัสเซียพยายามมุ่งเป้าทำลายระบบทำความร้อนและไฟฟ้าในช่วงฤดูหนาวอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่เริ่มการรุกรานในปี 2022

ช่องทางติดตามสถานการณ์ในแอปพลิเคชันเทเลแกรมของยูเครนรายงานว่า รัสเซียได้ยิงขีปนาวุธวิถีโค้ง ประมาณ 20 ลูก ภายในเวลาเพียง 1 ชั่วโมงในช่วงกลางดึก ซึ่งถือเป็นการโจมตีที่มีความต่อเนื่องและรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่เริ่มต้นปีนี้ อย่างไรก็ตาม ทางกองทัพยูเครนและทางการรัสเซียยังไม่ได้ออกมาให้ความเห็นอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับขนาดของปฏิบัติการในครั้งนี้

ส่วนที่เมืองคาร์คิฟ นายโอเลห์ ซีเนฮูบอฟ ผู้ว่าราชการภูมิภาคเผยว่า มีผู้เสียชีวิต 4 ราย และบาดเจ็บ 6 ราย จากการโจมตีบริเวณชานเมือง โดยขีปนาวุธพุ่งเป้าไปที่สถานีขนส่งไปรษณีย์ ทำลายอาคารและเกิดเพลิงไหม้ลามกว่า 500 ตารางเมตร เจ้าหน้าที่กู้ภัยเร่งช่วยเหลือประชาชนได้ 30 คน โดยในจำนวนนี้ 2 คนถูกดึงออกมาจากใต้ซากปรักหักพัง

ส่วนที่เมืองโอเดสซา เมืองท่าทางตอนใต้มีผู้บาดเจ็บ 5 ราย เพลิงไหม้อาคารใหม่ที่ยังไม่ได้ใช้งาน รวมถึงศูนย์ฟิตเนสและโรงเรียนอาชีวศึกษา และที่เมืองกริวิรีห์ เมืองอุตสาหกรรมในภาคกลาง มีผู้บาดเจ็บ 2 ราย แรงระเบิดทำลายบ้านเรือน โครงสร้างพื้นฐานทางพลเรือน และท่อส่งก๊าซได้รับความเสียหาย

กองทัพยูเครนระบุว่า ปัจจุบันระบบป้องกันทางอากาศกำลังทำงานอย่างหนักเพื่อสกัดกั้นคลื่นการโจมตีที่ถาโถมเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางความกังวลว่ารัสเซียจะยังคงใช้กลยุทธ์ทำลายแหล่งพลังงานเพื่อกดดันประชาชนในช่วงฤดูหนาวต่อไป.


ที่มา Reuters

นับถอยหลัง “A-23A” ภูเขาน้ำแข็งเก่าแก่ที่สุดในโลก กลายเป็นสีฟ้า-ใกล้แตกสลายทั้งก้อน

นับถอยหลัง "A-23A" ภูเขาน้ำแข็งเก่าแก่ที่สุดในโลก กลายเป็นสีฟ้า-ใกล้แตกสลายทั้งก้อน

13 ม.ค. 2569 13:43 น.

นับถอยหลัง “A-23A” ภูเขาน้ำแข็งเก่าแก่ที่สุดในโลก กลายเป็นสีฟ้า-ใกล้แตกสลายทั้งก้อน

องค์การนาซาเผยภาพล่าสุด “A-23A” หนึ่งในภูเขาน้ำแข็งที่ใหญ่และเก่าแก่ที่สุดในโลก กำลังเผชิญวาระสุดท้ายหลังเปลี่ยนเป็นสีฟ้าจากน้ำแข็งที่ละลายอย่างรวดเร็ว พร้อมเกิดรอยรั่วขนาดใหญ่จากการรับน้ำหนักน้ำไม่ไหว คาดจ่อแตกสลายกลายกลางมหาสมุทรแอตแลนติกใต้ภายในไม่กี่สัปดาห์นี้

องค์การนาซา เปิดเผยภาพถ่ายดาวเทียมและภาพจากสถานีอวกาศนานาชาติ (ISS) พบว่าภูเขาน้ำแข็ง A-23A ซึ่งเคยมีขนาด 4,000 ตารางกิโลเมตร หรือใหญ่กว่ารัฐโรดไอแลนด์ของสหรัฐฯ ถึง 2 เท่า กำลังถูกปกคลุมด้วย “แอ่งน้ำสีฟ้า” จำนวนมากบนพื้นผิว ขณะที่มันกำลังลอยลำอยู่บริเวณตอนปลายสุดของทวีปอเมริกาใต้

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า น้ำหนักมหาศาลของแอ่งน้ำบนยอดภูเขาน้ำแข็งได้เจาะทะลุชั้นน้ำแข็งจนเกิดเป็น “รอยรั่ว” ซึ่งเป็นสัญญาณชัดเจนว่าโครงสร้างภายในกำลังอ่อนแอถึงขีดสุด

ปัจจุบัน A-23A กำลังเคลื่อนตัวเข้าสู่กระแสน้ำและชั้นบรรยากาศที่อุ่นขึ้นในฤดูร้อนของซีกโลกใต้ ซึ่งนักวิทยาศาสตร์เรียกบริเวณนี้ว่า “สุสานภูเขาน้ำแข็ง” โดย คริส ชูแมน นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแมริแลนด์ คาดการณ์ว่า A-23A จะไม่สามารถรอดพ้นฤดูร้อนนี้ไปได้อย่างแน่นอน และอาจแตกสลายหมดสิ้นภายในเวลาเพียงไม่กี่วันหรือสัปดาห์ต่อจากนี้

ภูเขาน้ำแข็ง A-23A มีประวัติศาสตร์ที่ยาวนานและน่าทึ่ง โดยเมื่อปี 1986 มันแยกตัวออกจากทวีปแอนตาร์กติกา โดยมีพื้นที่เริ่มต้นถึง 4,000 ตารางกิโลเมตร และเคยเป็นที่ตั้งของสถานีวิจัยของโซเวียต มันเกยตื้นอยู่กับที่จนถึงปี 2020 ก่อนจะเริ่มขยับตัวเคลื่อนที่ขึ้นเหนือ และเมื่อปี 2025 มันเกือบชนอาณานิคมเพนกวินที่ห่างไกล แต่โชคดีที่กระแสน้ำเปลี่ยนทิศทางเสียก่อน

ส่วนปัจจุบัน ในเดือนมกราคม 2026 พื้นที่ลดลงเหลือเพียง 1,182 ตารางกิโลเมตร แม้จะยังใหญ่กว่านครนิวยอร์ก แต่ก็เป็นเพียงเศษเสี้ยวของขนาดดั้งเดิมเท่านั้น

วอลต์ เมเยอร์ นักวิจัยอาวุโสจากศูนย์ข้อมูลหิมะและน้ำแข็งแห่งชาติ (NSIDC) อธิบายว่า ลวดลายเส้นตรงสีฟ้าขาวที่เห็นบนตัวภูเขาน้ำแข็ง คือร่องรอยที่ถูกครูดถลูมาตั้งแต่นับร้อยปีก่อนสมัยที่มันยังเป็นส่วนหนึ่งของพื้นน้ำแข็งทวีป ร่องรอยเหล่านี้เองที่กลายเป็นหุบเขาและทางน้ำไหลให้น้ำที่ละลายรวมตัวกันจนเร่งการล่มสลายในปัจจุบัน

“เป็นเรื่องยากที่จะเชื่อว่ามันจะไม่อยู่กับเราอีกต่อไปแล้ว แต่มันเป็นการเดินทางที่ยาวนานและมีเหตุการณ์เกิดขึ้นมากมายจริงๆ” ชูแมนกล่าวทิ้งท้ายด้วยความเสียดายต่อทรัพยากรธรรมชาติที่มนุษย์ได้เฝ้าติดตามมาเกือบครึ่งศตวรรษ.

ที่มา CBS NASA

เพนตากอนรับ “Grok” AI ของอีลอน มัสก์ เข้าสู่ระบบกองทัพ—ชูจุดขาย “AI ไม่โลกสวย”

เพนตากอนรับ "Grok" AI ของอีลอน มัสก์ เข้าสู่ระบบกองทัพ—ชูจุดขาย "AI ไม่โลกสวย"

13 ม.ค. 2569 12:48 น.

เพนตากอนรับ “Grok” AI ของอีลอน มัสก์ เข้าสู่ระบบกองทัพ—ชูจุดขาย “AI ไม่โลกสวย”

รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ ประกาศรับแชตบอต “Grok” ของอีลอน มัสก์ ใช้งานในเครือข่ายเพนตากอน หวังนำข้อมูลปฏิบัติการรบตลอด 20 ปีมาเพิ่มขีดความสามารถทางการทหาร ย้ำชัดต้องการ AI ที่ “ไม่มีข้อจำกัดทางอุดมการณ์” และ “ไม่โลกสวย”  ท่ามกลางกระแสต่อต้านทั่วโลกกรณีภาพอนาจารจาก Deepfake และเนื้อหาล่อแหลม

นายพีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ แถลงที่สำนักงานสเปซเอ็กซ์ รัฐเท็กซัส ว่าแชตบอต Grok จากบริษัทของอีลอน มัสก์ จะถูกนำมาใช้งานร่วมกับระบบ AI ของ Google ภายในเครือข่ายของกระทรวงกลาโหม หรือเพนตากอน โดยระบุว่า “ในเร็วๆ นี้ เราจะมีโมเดล AI ชั้นนำของโลกปฏิบัติงานอยู่ในทุกเครือข่าย ทั้งระดับปกติและระดับความลับสุดยอด”

เฮกเซธมีแผนจะเปิดระบบ Grok ภายในสิ้นเดือนนี้ และจะเปิดทางให้ AI สามารถเข้าถึง “ข้อมูลที่เหมาะสมทั้งหมด” จากระบบไอทีของกองทัพ รวมถึงฐานข้อมูลจากหน่วยกรอง เพื่อนำไปสู่การเพิ่มศักยภาพสูงสุด

การประกาศครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังจาก Grok ซึ่งฝังอยู่ในแพลตฟอร์ม X ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงไปทั่วโลก กรณีถูกนำไปใช้สร้างภาพโป๊เปลือยปลอมของบุคคลอื่นจาก Deepfake โดยไม่ได้รับความยินยอม โดยทางการมาเลเซียและอินโดนีเซียได้ทำการระงับการเข้าถึง Grok แล้ว ส่วนในสหราชอาณาจักร หน่วยงานเฝ้าระวังความปลอดภัยออนไลน์ประกาศเริ่มการสอบสวนทันที ส่วนเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา Grok เคยถูกวิจารณ์ว่าแสดงความเห็นในเชิงสนับสนุนแนวคิดต่อต้านชาวยิวและชื่นชมอดอล์ฟ ฮิตเลอร์

ท่าทีของเฮกเซธสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงนโยบายอย่างชัดเจนจากสมัยรัฐบาลไบเดน ที่เคยวางกรอบการใช้ AI อย่างระมัดระวัง เพื่อป้องกันการละเมิดสิทธิพลเมืองหรือการนำไปใช้ในอาวุธอัตโนมัติที่อันตราย

อย่างไรก็ตาม รมว.กลาโหมสหรัฐฯ ย้ำว่า เขาต้องการ AI ที่ทำงานได้โดย “ไม่มีข้อจำกัดทางอุดมการณ์ที่ขวางกั้นการใช้งานทางทหารที่ชอบด้วยกฎหมาย” และประกาศว่า “AI ของเพนตากอนจะต้องไม่โลกสวย” เพื่อให้มั่นใจว่าเครื่องมือนี้จะพร้อมสำหรับการทำสงครามอย่างแท้จริง โดยไม่ถูกปิดกั้นด้วยกฎเกณฑ์ด้านจริยธรรมที่เขาบดบังประสิทธิภาพในการรบ

เฮกเซธระบุว่า เพนตากอนมีข้อได้เปรียบมหาศาลเนื่องจากมีข้อมูลปฏิบัติการที่ผ่านการพิสูจน์จากสนามรบจริงและการข่าวกรองมาตลอด 2 ทศวรรษ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะถูกป้อนเข้าสู่ระบบ AI เพื่อสร้างความได้เปรียบทางยุทธศาสตร์เหนือคู่แข่ง

ขณะนี้ทางเพนตากอนยังไม่ได้ออกมาตอบคำถามโดยตรงถึงประเด็นปัญหาด้านจริยธรรมและความปลอดภัยของ Grok ที่กำลังเป็นประเด็นร้อนในระดับสากล.

ที่มา AP 

ยุโรปเตือน หาก “ทรัมป์” ใช้กำลังยึดกรีนแลนด์ เท่ากับจุดจบของนาโต

ยุโรปเตือน หาก "ทรัมป์" ใช้กำลังยึดกรีนแลนด์ เท่ากับจุดจบของนาโต

13 ม.ค. 2569 11:56 น.

ยุโรปเตือน หาก “ทรัมป์” ใช้กำลังยึดกรีนแลนด์ เท่ากับจุดจบของนาโต

กรรมาธิการยุโรปด้านป้องกันประเทศและอวกาศ ส่งสัญญาณเตือนสหรัฐฯ ชี้หากมีการใช้กำลังทหารเข้ายึดครอง “กรีนแลนด์” จะถือเป็นการปิดฉากพันธมิตรนาโตทันที พร้อมย้ำมาตรา 42.7 ของสนธิสัญญายุโรป บังคับให้สมาชิกต้องส่งกองทัพเข้าช่วยเดนมาร์กหากถูกรุกราน ขณะที่ทรัมป์ยันต้องครอบครองกรีนแลนด์เพื่อกันรัสเซีย-จีน

นายอันดริอุส คูบิลิอุส กรรมาธิการยุโรปด้านป้องกันประเทศและอวกาศ ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว รอยเตอร์ ที่การประชุมความมั่นคงในสวีเดน โดยระบุว่าเขาเห็นพ้องกับนายกรัฐมนตรีเดนมาร์กที่ว่า การที่สหรัฐฯ พยายามเข้ายึดครองกรีนแลนด์ด้วยกำลังทหารจะเป็นการสิ้นสุดบทบาทขององค์การนาโต 

คูบิลิอุสกล่าวว่า “มันจะส่งผลกระทบในเชิงลบอย่างรุนแรงต่อความสัมพันธ์ข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก ใครจะยอมรับการยึดครองครั้งนี้? และผลที่ตามมาจะลามไปถึงทุกมิติ รวมถึงการค้าที่สหรัฐฯ อาจต้องเผชิญกับผลลัพธ์ที่เจ็บปวด” 

ด้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยังคงยืนกรานว่าสหรัฐฯ จำเป็นต้อง “เป็นเจ้าของ” กรีนแลนด์ ซึ่งเป็นดินแดนปกครองตนเองของราชอาณาจักรเดนมาร์ก โดยให้เหตุผลด้านยุทธศาสตร์ว่าเพื่อป้องกันไม่ให้รัสเซียหรือจีนเข้ามาครอบคลุมพื้นที่อาร์กติกที่อุดมไปด้วยทรัพยากรแร่ธาตุ

แม้เดนมาร์กและกรีนแลนด์จะยืนยันว่า “ไม่ได้มีไว้ขาย” แต่ทรัมป์กลับไม่ปฏิเสธความเป็นไปได้ในการใช้กำลังทหาร พร้อมระบุผ่านทรูธโซเชียลเมื่อวันจันทร์ (12 ม.ค.) ว่า “ผมคือคนที่รักษานาโตไว้!!!”

กรรมาธิการยุโรปย้ำว่า ภายใต้ มาตรา 42.7 ของสนธิสัญญาสหภาพยุโรป สมาชิกทุกประเทศมีพันธกรณีต้องให้ความช่วยเหลือแก่สมาชิกที่เผชิญกับการรุกรานทางทหาร ซึ่งหากเดนมาร์กร้องขอ อียูก็พร้อมสนับสนุนทั้งกำลังทหาร โครงสร้างพื้นฐานทางทหาร เรือรบ และระบบต่อต้านโดรน เพื่อรักษาความมั่นคงในกรีนแลนด์

ยุโรปจำเป็นต้องสร้างศักยภาพทางทหารของตนเองให้เข้มแข็งขึ้น เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการป้องกันประเทศอย่างเป็นอิสระ หากสหรัฐฯ ถอนตัวหรือยุติบทบาทในนาโตจริง

นักวิเคราะห์มองว่าความตึงเครียดนี้จะกลายเป็นบททดสอบสำคัญในสัปดาห์นี้ เมื่อผู้แทนจากเดนมาร์กและสหรัฐฯ มีกำหนดการพบปะเพื่อหารือเรื่องกรีนแลนด์โดยเฉพาะ

คูบิลิอุสตั้งคำถามว่า สหรัฐฯ จะยอมแลกความสัมพันธ์ทางการค้าและพันธมิตรที่ยาวนานกับยุโรปเพื่อดินแดนในอาร์กติกจริงหรือไม่ เพราะหากองค์การนาโตล่มสลายลงตามคำเตือนดังกล่าว โครงสร้างความมั่นคงของโลกที่สร้างมาหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จะพังทลายลงอย่างสิ้นเชิง.

ที่มา Reuters

หุ้นโตเกียวพุ่งทุบสถิติ นิกเคอิทะลุ 53,000 จุด นักลงทุนเก็งนายกฯ ประกาศยุบสภา เร่งอัดฉีดเศรษฐกิจ

หุ้นโตเกียวพุ่งทุบสถิติ นิกเคอิทะลุ 53,000 จุด นักลงทุนเก็งนายกฯ ประกาศยุบสภา เร่งอัดฉีดเศรษฐกิจ

13 ม.ค. 2569 11:34 น.

หุ้นโตเกียวพุ่งทุบสถิติ นิกเคอิทะลุ 53,000 จุด นักลงทุนเก็งนายกฯ ประกาศยุบสภา เร่งอัดฉีดเศรษฐกิจ

ตลาดหุ้นญี่ปุ่นแรงไม่หยุด ดัชนีนิกเคอิพุ่งสูงทำสถิติใหม่ ทะลุ 53,000 จุด นักลงทุนเก็งนายกทาคาอิจิ เตรียมประกาศยุบสภา หวังเดินหน้านโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ

วันที่ 13 มกราคม 2569 เว็บไซต์ข่าว NHK รายงานว่า ดัชนีนิกเคอิพุ่งทำสถิติใหม่ระหว่างวัน ทะลุ 53,000 จุด นักลงทุนเก็งนายกรัฐมนตรีทาคาอิจิ ซานาเอะ เตรียมประกาศยุบสภาเพื่อจัดการเลือกตั้งฉุกเฉิน หวังเดินหน้านโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ แม้จะประสบปัญหาเงินเยนอ่อนค่าสุดในรอบเกือบปี

โดยตลาดหุ้นโตเกียวเปิดการซื้อขายเช้าวันอังคารปรับตัวพุ่งแรง โดยดัชนี นิกเคอิ สต็อก แอฟเวอเรจ ทะยานขึ้นเหนือระดับ 53,000 จุด ทำสถิติสูงสุดใหม่ระหว่างวัน หลังนักลงทุนคาดการณ์ว่า รัฐบาลญี่ปุ่นอาจเดินหน้าจัด การเลือกตั้งก่อนกำหนด ซึ่งจะหนุนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของฝ่ายรัฐบาล

รายงานข่าวระบุว่า ในช่วงหนึ่งของการซื้อขาย ดัชนีนิกเคอิปรับขึ้นมากกว่า 1,800 จุด หรือราว 3.6% จากราคาปิดเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา แรงซื้อหลั่งไหลเข้าตลาดตั้งแต่เปิดทำการ จากมุมมองว่านโยบายเศรษฐกิจของนายกรัฐมนตรี ทาคาอิจิ ซานาเอะ จะช่วยพยุงและกระตุ้นการเติบโตของเศรษฐกิจญี่ปุ่น

กระแสคาดการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ที่ เงินเยนอ่อนค่าลงสู่ระดับราว 158 เยนต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งถือว่าอ่อนค่าสุดในรอบเกือบหนึ่งปี นักวิเคราะห์เตือนว่าเงินเยนอ่อนอาจซ้ำเติมเงินเฟ้อและราคาสินค้านำเข้า แต่ตลาดหุ้นยังให้น้ำหนักกับผลบวกจากนโยบายรัฐมากกว่า

แหล่งข่าวทางการเมืองระบุว่า นางทาคาอิจิกำลังพิจารณาทางเลือกในการยุบสภาผู้แทนราษฎร เพื่อจัดการเลือกตั้งก่อนกำหนดเร็วที่สุดในเดือนกุมภาพันธ์นี้ เพื่อเสริมความมั่นคงให้รัฐบาลผสมที่มีเสียงสนับสนุนอย่างเปราะบาง โดย ตัวเลือกที่ถูกพิจารณา ได้แก่ การประกาศยุบสภาในวันที่ 27 มกราคม และจัดการเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ หรือประกาศยุบสภาในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ และเลือกตั้งในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ ขณะที่สภาฯ มีกำหนดเปิดสมัยประชุมปกติในวันที่ 23 มกราคมนี้.

ที่มา NHK

ยอดตายภูเขาขยะถล่มในฟิลิปปินส์เพิ่มเป็น 11 ศพ ยังสูญหายกว่า 20 คน

ยอดตายภูเขาขยะถล่มในฟิลิปปินส์เพิ่มเป็น 11 ศพ ยังสูญหายกว่า 20 คน

13 ม.ค. 2569 11:21 น.

ยอดตายภูเขาขยะถล่มในฟิลิปปินส์เพิ่มเป็น 11 ศพ ยังสูญหายกว่า 20 คน

ทางการฟิลิปปินส์ยืนยันยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ภูเขาขยะถล่ม ที่หลุมฝังกลบขยะในเมืองเซบูเพิ่มเป็น 11 ราย ขณะที่หน่วยกู้ภัยยังไม่ถอดใจ หลังตรวจพบสัญญาณชีพใต้กองขยะมหึมา แม้เจ้าหน้าที่ดับเพลิงจะหวั่นเกรงว่าโอกาสรอดชีวิตจะริบหรี่ ด้านรัฐบาลสั่งระงับกิจการผู้ให้บริการทันที พร้อมสั่งตรวจสอบระบบจัดการขยะทั่วประเทศ

เหตุสลดเกิดขึ้นที่หลุมฝังกลบขยะ “บินาลิว” ในเมืองเซบู ทางตอนกลางของฟิลิปปินส์เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะเกิดเหตุมีคนงานทำงานอยู่กว่า 100 ชีวิต ล่าสุดเจ้าหน้าที่สามารถช่วยเหลือผู้บาดเจ็บออกมาได้ 12 ราย แต่ยังมีผู้สูญหายอีกกว่า 20 ราย

แม้ก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่ดับเพลิงจะให้ความเห็นกับสำนักข่าว AFP ว่าแทบจะเป็นไปไม่ได้ที่จะมีผู้รอดชีวิตหลังจากถูกขยะน้ำหนักหลายตันถล่มทับนานกว่า 3 วัน แต่ล่าสุด นายเนสตอร์ อาร์คิวัล นายกเทศมนตรีเมืองเซบู เปิดเผยว่าตรวจพบ “สัญญาณชีพ” จากใต้ซากอาคารและกองขยะเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ทำให้เจ้าหน้าที่ยังคงปฏิบัติหน้าที่ในโหมด “กู้ภัย” ต่อไปอย่างเต็มกำลัง

นายเบียนวินิโด รานิโด ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ใกล้จุดเกิดเหตุและสูญเสียภรรยาไปในเหตุการณ์นี้ เล่านาทีขณะเกิดเหตุว่า เขาเห็นคนวิ่งหนีตายและตะโกนว่า “ขยะถล่ม” เมื่อเขารีบบิดมอเตอร์ไซค์ไปยังจุดเกิดเหตุ ก็พบว่าอาคารที่ภรรยาทำงานอยู่ถูกขยะฝังกลบไปต่อหน้าต่อตา ก่อนที่กู้ภัยจะพบร่างไร้วิญญาณของเธอในวันต่อมา

กรมทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้สั่งให้บริษัท Prime Integrated Waste Solutions ผู้บริหารจัดการหลุมฝังกลบขยะดังกล่าว ยุติการดำเนินงานทั้งหมดทันที และต้องส่งแผนการดำเนินงานที่ถูกต้องตามระเบียบภายใน 90 วัน

ขณะที่รายงานเบื้องต้นจากสำนักงานเหมืองแร่และธรณีวิทยา ระบุว่าสาเหตุอาจมาจากฝนที่ตกหนักต่อเนื่องหลายสัปดาห์ก่อนหน้านี้ ส่งผลให้ขยะมีน้ำหนักมหาศาลจนโครงสร้างรับไม่ไหว ประกอบกับปัจจัยทางวิศวกรรมอื่นๆ

วุฒิสมาชิก ไอมี มาร์กอส ออกมาเรียกร้องให้มีการปฏิรูปข้อบังคับด้านการจัดการขยะและสวัสดิภาพของคนงานขยะอย่างจริงจัง โดยระบุว่า “เรื่องนี้ไม่ควรเกิดขึ้น เราเคยเห็นโศกนาฏกรรมแบบนี้มาแล้วหลายครั้ง แต่ความอันตรายเดิมๆ ยังคงอยู่ ชีวิตที่สูญเสียไปในเซบูต้องการคำตอบและการปฏิรูปที่แท้จริง”

สำหรับหลุมฝังกลบขยะบินาลิว ตั้งอยู่บนพื้นที่กว่า 125 ไร่ โดยพื้นที่ที่ใช้สำหรับฝังกลบโดยตรงมีขนาดประมาณ 18 ไร่เศษ ซึ่งเมืองเซบูถือเป็นศูนย์กลางทางการค้าและการขนส่งที่สำคัญของภูมิภาควิซายัสในฟิลิปปินส์.

ที่มา BBC

กัมพูชาส่งรายงานประเมินความเสียหายปราสาทพระวิหาร ยื่นยูเนสโก และองค์กรระหว่างประเทศตรวจสอบ

กัมพูชาส่งรายงานประเมินความเสียหายปราสาทพระวิหาร ยื่นยูเนสโก และองค์กรระหว่างประเทศตรวจสอบ

13 ม.ค. 2569 10:49 น.

กัมพูชาส่งรายงานประเมินความเสียหายปราสาทพระวิหาร ยื่นยูเนสโก และองค์กรระหว่างประเทศตรวจสอบ

กระทรวงวัฒนธรรมกัมพูชา เปิดเผยรายงานประเมินความเสียหาย ปราสาทพระวิหารและพื้นที่รอบ ยื่นต่อองค์การยูเนสโก และองค์กรระหว่างประเทศ เพื่อเรียกร้องความคุ้มครองเร่งด่วน 

วันที่ 13 มกราคม 2568 กระทรวงวัฒนธรรมและศิลปกรรมแห่งกัมพูชา ออกแถลงการณ์เปิดเผยรายละเอียดความเสียหายของ ปราสาทพระวิหาร และพื้นที่โดยรอบ ซึ่งกัมพูชาอ้างว่าเกิดจากการโจมตีด้วยปืนใหญ่ของกองทัพไทย ในช่วงวันที่ 24–28 กรกฎาคม และ 7–27 ธันวาคม 2568 โดยส่งรายงานการประเมินความเสียหายไปยังองค์การยูเนสโก คณะกรรมการมรดกโลก ตลอดจนประเทศสมาชิก ICC–Preah Vihear และประชาคมระหว่างประเทศ เพื่อรับทราบสถานการณ์

รายงานของกัมพูชาระบุว่า พบจุดเสียหายภายในเขตปราสาทพระวิหาร 142 จุด และพื้นที่โดยรอบอีก 42 จุด รวมถึงวัดแก้วศิขาคีรีสวาระ โครงสร้างสาธารณูปโภค และอาคารสำนักงานอนุรักษ์ขององค์การบริหารปราสาทพระวิหารแห่งชาติ อันเป็นความเสียหายที่เกิดขึ้นในช่วงปลายเดือนกรกฎาคม 2568 นอกจากนี้ ชุมชนรอบพื้นที่ได้รับความเสียหายอีก 60 จุด ส่งผลให้ประชาชน 14,832 คน ต้องอพยพออกจากที่อยู่อาศัย โดยมีการบันทึกความเสียหายอย่างเป็นทางการตั้งแต่เดือนตุลาคมที่ผ่านมา

ส่วนความเสียหายในช่วงวันที่ 7–27 ธันวาคม กระทรวงระบุว่ารุนแรงกว่าครั้งแรกอย่างมาก จากหลักฐานภาพถ่ายและวิดีโอที่รวบรวมเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม พบว่า โครงสร้างสถาปัตยกรรมหลักของปราสาท ตั้งแต่โคปุระ ทางเชื่อมทั้งหมด และบันไดโบราณด้านเหนือ ได้รับความเสียหายอย่างหนัก กัมพูชาอ้างว่าเป็นผลจากการยิงปืนใหญ่ซ้ำหลายครั้ง รวมถึงการโจมตีทางอากาศด้วยโดรน และเครื่องบินรบ ซึ่งพุ่งเป้าไปยังพื้นที่มรดกโลกโดยตรง

พร้อมกันนี้ กระทรวงวัฒนธรรมและศิลปกรรมกัมพูชา เรียกร้องให้องค์กรระหว่างประเทศและประชาคมโลก สนับสนุนมาตรการเร่งด่วนเพื่อปกป้องปราสาทพระวิหารจากการโจมตีเพิ่มเติม สนับสนุนการอนุรักษ์ฉุกเฉิน และการบูรณะฟื้นฟู พร้อมย้ำให้ทุกฝ่ายเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ รวมถึงอนุสัญญาเฮก 1954 ว่าด้วยการคุ้มครองทรัพย์สินทางวัฒนธรรมในยามสงคราม และพิธีสารปี1999 ซึ่งกำหนดให้รัฐภาคีต้องคุ้มครองมรดกทางวัฒนธรรมที่มีคุณค่าโดดเด่นระดับโลก.

ที่มา Freshnews

“ไอ” ชิมแปนซีอัจฉริยะที่ญี่ปุ่น นับเลข-วาดภาพได้ ตายด้วยโรคชรา ขณะมีอายุ 49 ปี

"ไอ" ชิมแปนซีอัจฉริยะที่ญี่ปุ่น นับเลข-วาดภาพได้ ตายด้วยโรคชรา ขณะมีอายุ 49 ปี

13 ม.ค. 2569 10:12 น.

“ไอ” ชิมแปนซีอัจฉริยะที่ญี่ปุ่น นับเลข-วาดภาพได้ ตายด้วยโรคชรา ขณะมีอายุ 49 ปี

สถาบันวิจัยในญี่ปุ่นยืนยัน “ไอ” ชิมแปนซีเพศเมียชื่อดังจากโครงการวิจัยสมองลิง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์งานศึกษาความคิดและความจำของไพรเมต ตายแล้วด้วยโรคชราขณะมีอายุ 49 ปี 

วันที่ 13 มกราคม 2569 ศูนย์ศึกษาต้นกำเนิดเชิงวิวัฒนาการของพฤติกรรมมนุษย์ มหาวิทยาลัยเกียวโต ของญี่ปุ่น เปิดเผยว่า “ไอ” (Ai) ชิมแปนซีเพศเมียที่มีชื่อเสียงด้านความสามารถทางสติปัญญา เสียชีวิตลงแล้วในวัย 49 ปี เมื่อวันที่ 9 มกราคม ที่ผ่านมา ด้วยโรคชราและอวัยวะล้มเหลว โดยมีเจ้าหน้าที่ดูแลอยู่ใกล้ชิดในวาระสุดท้าย

โดยไอเกิดในแอฟริกาตะวันตก และถูกนำตัวมายังสถาบันในญี่ปุ่นเมื่อปี 2520 ก่อนจะกลายเป็นหัวใจสำคัญของ “โครงการไอ” (Ai Project) งานวิจัยระดับโลกว่าด้วยจิตใจของชิมแปนซี ซึ่งนำโดยศาสตราจารย์เท็ตสึโระ มัตสึซาวะ นักวานรวิทยาชื่อดัง

ผลงานวิจัยระบุว่า ไอสามารถใช้ตัวเลขและแยกแยะสีได้ โดยนักวิจัยมอบคีย์บอร์ดพิเศษเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ให้ตั้งแต่อายุเพียง 18 เดือน เพื่อศึกษาความจำและการเรียนรู้ ต่อมาเมื่ออายุ 5 ปี ไอสามารถเชี่ยวชาญการเรียกชื่อตัวเลขตั้งแต่ 1 ถึง 6 และบอกหมายเลข สี และวัตถุจากตัวอย่างกว่า 300 ชนิด 

นอกเหนือจากการทดสอบด้านสติปัญญา ไอยังมีชื่อเสียงด้านการวาดรูปและระบายสี โดยมักใช้ปากกาเมจิกขีดเขียนลงบนกระดาษเปล่าอย่างเพลิดเพลิน โดยไม่ต้องมีรางวัลเป็นอาหารเหมือนการทดลองทั่วไป ขณะที่การจากไปของไอ ถูกมองว่าเป็นการสูญเสียครั้งสำคัญของวงการวิจัยไพรเมต และเป็นบทหนึ่งของประวัติศาสตร์การศึกษาความสามารถทางปัญญาของสัตว์ที่ใกล้เคียงมนุษย์มากที่สุด.