ภูเขาไฟคิลาเวอา ในรัฐฮาวาย ปะทุพ่นน้ำพุลาวาต่อเนื่อง

ภูเขาไฟคิลาเวอา ในรัฐฮาวาย ปะทุพ่นน้ำพุลาวาต่อเนื่อง

13 ม.ค. 2569 09:53 น.

ภูเขาไฟคิลาเวอา ในรัฐฮาวาย ปะทุพ่นน้ำพุลาวาต่อเนื่อง

ภูเขาไฟคิลาเวอาในรัฐฮาวายปะทุอีกครั้ง พ่นน้ำพุลาวาร้อนฉ่าทะยานขึ้นฟ้า นับเป็นการปะทุครั้งที่ 40 ของหนึ่งในภูเขาไฟที่มีความเคลื่อนไหวมากที่สุดในโลก

ลาวาสีแดงสดพวยพุ่งขึ้นจากภูเขาไฟคิลาเวอา บนเกาะบิ๊กไอส์แลนด์ของรัฐฮาวาย สหรัฐอเมริกาอีกครั้ง โดยการปะทุครั้งล่าสุดเกิดขึ้นช่วงดึกคืนวันอาทิตย์ต่อเนื่องถึงเช้าวันจันทร์ตามเวลาท้องถิ่น

คิลาเวอาเป็นหนึ่งในภูเขาไฟที่มีความเคลื่อนไหวมากที่สุดในโลก และการปะทุครั้งนี้นับเป็นครั้งที่ 40 นับตั้งแต่เริ่มมีการบันทึกการปะทุอย่างต่อเนื่อง โดยภูเขาไฟแห่งนี้มีการปะทุเป็นระยะมาตั้งแต่ปี 1983

แม้คิลาเวอาจะมีขนาดเล็กกว่าภูเขาไฟเมานาโลอา ซึ่งเป็นภูเขาไฟที่ใหญ่ที่สุดในโลก แต่คิลาเวอากลับมีความถี่ในการปะทุสูงกว่า และมักสร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับนักท่องเที่ยวที่ขึ้นเฮลิคอปเตอร์ชมลาวาร้อนจากมุมสูง

คิลาเวอาเป็นหนึ่งในภูเขาไฟที่ยังคุกรุ่นอยู่ทั้งหมด 6 แห่งในหมู่เกาะฮาวาย และถือเป็นหัวใจสำคัญของอุทยานแห่งชาติภูเขาไฟฮาวาย โดยมีปล่องภูเขาไฟขนาดใหญ่ ยาวเกือบ 5 กิโลเมตร กว้างราว 3 กิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่มากกว่า 10 ตารางกิโลเมตร

เจ้าหน้าที่ระบุว่า ภูเขาไฟคิลาเวอามีการปะทุเป็นช่วง ๆ ต่อเนื่องมาตั้งแต่ปลายเดือนธันวาคม ปี 2024 และยังคงอยู่ภายใต้การเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด.

ที่มา : USGS

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ภูเขาไฟฮาวาย

ทรัมป์ประกาศเก็บภาษีสินค้า 25% ลงโทษประเทศที่ทำธุรกิจกับอิหร่าน พุ่งเป้าจีนคู่ค้ารายใหญ่ที่สุด

ทรัมป์ประกาศเก็บภาษีสินค้า 25% ลงโทษประเทศที่ทำธุรกิจกับอิหร่าน พุ่งเป้าจีนคู่ค้ารายใหญ่ที่สุด

13 ม.ค. 2569 09:25 น.

ทรัมป์ประกาศเก็บภาษีสินค้า 25% ลงโทษประเทศที่ทำธุรกิจกับอิหร่าน พุ่งเป้าจีนคู่ค้ารายใหญ่ที่สุด

“โดนัลด์ ทรัมป์” สั่งเก็บภาษีทันที 25% ประเทศที่ทำธุรกิจกับอิหร่าน โดยพุ่งเป้าจีนคู่ค้ารายใหญ่ที่สุด ขณะที่การประท้วงต้านรัฐบาลเข้าสู่สัปดาห์ที่สาม ทำเนียบขาวไม่ตัดทางเลือกใช้กำลังทหาร

วันที่ 13 มกราคม 2569 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประกาศว่า จะเรียกเก็บภาษีในอัตรา 25% กับสินค้าจากประเทศใดก็ตามที่มีความสัมพันธ์ทางการค้ากับอิหร่าน โดยให้มีผลทันทีเพื่อเป็นการเพิ่มแรงกดดันต่อรัฐบาลอิหร่าน ท่ามกลางการประท้วงต่อต้านรัฐบาลที่ยืดเยื้อเข้าสู่สัปดาห์ที่สาม

โดยผู้นำสหรัฐฯ ได้โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์มทรูธ โซเชียล ระบุว่า ประเทศใดก็ตามที่ทำธุรกิจกับอิหร่าน จะต้องจ่ายภาษี 25% สำหรับธุรกิจทั้งหมดที่ทำกับสหรัฐฯ ซึ่งคำสั่งนี้ถือเป็นที่สิ้นสุดและเด็ดขาด อย่างไรก็ตาม ผู้นำสหรัฐฯ ไม่ได้ให้รายละเอียดว่าการทำธุรกิจกับอิหร่านครอบคลุมขอบเขตใดบ้าง

ขณะที่ นักวิเคราะห์มองว่าจีนอาจเป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดจากมาตรการภาษาีใหม่ของทรัมป์เนื่องจากจีนถือเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของอิหร่าน รองลงมาคือ อิรัก สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ตุรกี และอินเดีย 

อย่างไรก็ตามมาตรการนี้มีขึ้นหลังทรัมป์ขู่แทรกแซงทางทหาร หากรัฐบาลอิหร่านสังหารผู้ประท้วง โดยนางแคโรไลน์ เลวิตต์ โฆษกทำเนียบขาว ระบุว่าสหรัฐฯยังไม่ตัดตัวเลือกทางทหาร รวมถึงการโจมตีทางอากาศ 

ทั้งนี้ การประท้วงในอิหร่านปะทุขึ้นตั้งแต่ปลายเดือนธันวาคม จากความไม่พอใจต่อค่าเงินเรียลที่ดิ่งลงอย่างรุนแรง ก่อนลุกลามเป็นวิกฤตความชอบธรรมของผู้นำสูงสุด อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี องค์กรข่าวนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนในสหรัฐ (HRANA) ระบุว่า ยืนยันผู้เสียชีวิตจากการประท้วงแล้วกว่า 500 ราย และเจ้าหน้าที่ความมั่นคงอีก 48 นาย ขณะที่แหล่งข่าวให้บีบีซีเชื่อว่า ตัวเลขจริงอาจสูงกว่านี้มาก และมีผู้ถูกจับกุมอีกหลายพันคน.

ที่มา BBC

พรรคหนุนกองทัพเมียนมา คว้าชัยในเขตนางซูจี ท่ามกลางข้อครหาจัดฉากสืบทอดอำนาจ

พรรคหนุนกองทัพเมียนมา คว้าชัยในเขตนางซูจี ท่ามกลางข้อครหาจัดฉากสืบทอดอำนาจ

13 ม.ค. 2569 09:11 น.

พรรคหนุนกองทัพเมียนมา คว้าชัยในเขตนางซูจี ท่ามกลางข้อครหาจัดฉากสืบทอดอำนาจ

พรรค USDP พรรคตัวแทนกองทัพเมียนมา อ้างชัยชนะในการเลือกตั้งเขต “คอว์มู” เขตเลือกตั้งเดิมของนางซูจี ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ว่า การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นเพียงฉากบังหน้าเพื่อสืบทอดอำนาจ

พรรคสหภาพสามัคคีและการพัฒนา (USDP)  ออกมาอ้างชัยชนะในการเลือกตั้งเขต “คอว์มู” เขตเลือกตั้งเดิมของนางออง ซาน ซูจี อดีตผู้นำประชาธิปไตย ที่ถูกคุมขังโดยรัฐบาลทหาร ท่ามกลางเสียงวิจารณ์จากทั้งในและต่างประเทศว่า การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นเพียงฉากบังหน้าของการสืบทอดอำนาจคณะรัฐประหาร

โดยเจ้าหน้าที่ USDP รายหนึ่ง เปิดเผยโดยไม่ขอระบุชื่อว่า พรรคสามารถชนะการเลือกตั้งในเขตคอว์มู พร้อมอ้างว่า USDP กวาดที่นั่งสภาล่างในเขตย่างกุ้งได้ถึง 15 จาก 16 เขต หลังการลงคะแนนรอบที่สองเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการเปิดเผยคะแนนเสียงหรือผลอย่างเป็นทางการ เนื่องจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งถูกแต่งตั้งโดยรัฐบาลทหาร ยังไม่ประกาศผล ขณะที่นักวิเคราะห์ชี้ว่า โครงสร้างการเลือกตั้งถูกออกแบบมาให้เอื้อประโยชน์ต่อฝ่ายทหารตั้งแต่ต้น

การเลือกตั้งครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่นางออง ซาน ซูจี ยังคงถูกควบคุมตัวโดยไม่เปิดเผยต่อสาธารณชน และพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) ซึ่งเคยชนะการเลือกตั้งถล่มทลายในอดีต ถูกยุบไปแล้ว ทำให้ฝ่ายสนับสนุนประชาธิปไตยมองว่า ประชาชนแทบไม่มีตัวเลือกทางการเมืองที่แท้จริง

รัฐบาลทหารอ้างว่า การเลือกตั้งที่จัดขึ้นตลอดหนึ่งเดือน และจะสิ้นสุดในวันที่ 25 มกราคม เป็นการคืนอำนาจให้ประชาชน แต่กลุ่มเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยกลับมองว่า เป็นการเลือกตั้งที่ถูกควบคุม ปราบปราม และปิดกั้นเสียงคัดค้าน

ทอม แอนดรูว์ส ผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ ระบุว่า ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่พรรคหนุนทหารจะอ้างชัยชนะถล่มทลาย พร้อมชี้ว่ารัฐบาลทหารได้ออกแบบการเลือกตั้งเพื่อรับประกันชัยชนะให้พรรคตัวแทน ตอกย้ำการครอบงำของกองทัพ และสร้างภาพลวงตาของความชอบธรรม ท่ามกลางความรุนแรงที่ยังไม่ยุติ

แม้จะมีการเลือกตั้ง แต่รัฐธรรมนูญที่ร่างขึ้นในยุคกองทัพยังคงสงวนที่นั่งในรัฐสภาอย่างน้อย 25 เปอร์เซ็นต์ไว้ให้กองทัพโดยอัตโนมัติ

หลังรัฐประหารปี 2021 เมียนมาตกอยู่ในภาวะสงครามกลางเมือง การเลือกตั้งไม่สามารถจัดขึ้นได้ในหลายพื้นที่ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของกลุ่มต่อต้าน ซึ่งตั้งรัฐบาลคู่ขนานท้าทายอำนาจกองทัพ

กลุ่มติดตามความรุนแรง ACLED ประเมินว่า มีผู้เสียชีวิตจากความขัดแย้งแล้วราว 90,000 คน ขณะที่วันเลือกตั้งรอบแรกเมื่อ 28 ธันวาคมที่ผ่านมา มีเหตุรุนแรงมากถึง 52 เหตุการณ์ มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 68 คน ถือเป็นวันที่นองเลือดที่สุดในรอบหลายเดือน

ขณะเดียวกัน ประชาชนมากกว่า 330 คน ถูกดำเนินคดีจากการวิจารณ์หรือคัดค้านการเลือกตั้ง และมีนักโทษการเมืองกว่า 22,000 คน รวมถึงนางออง ซาน ซูจี ยังคงถูกคุมขังอยู่.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ เลือกตั้งเมียนมา

ดับแล้ว 648 ศพ ประท้วงเดือดในอิหร่าน เตหะรานจัดชุมนุมตอบโต้

ดับแล้ว 648 ศพ ประท้วงเดือดในอิหร่าน เตหะรานจัดชุมนุมตอบโต้

13 ม.ค. 2569 04:25 น.

ดับแล้ว 648 ศพ ประท้วงเดือดในอิหร่าน เตหะรานจัดชุมนุมตอบโต้

กลุ่มสิทธิเผย จำนวนผู้เสียชีวิตในเหตุประท้วงใหญ่ในอิหร่าน เพิ่มขึ้นเป็น 648 ศพแล้ว ขณะที่ทางการอิหร่านจัดการชุมนุมสำหรับผู้สนับสนุน เพื่อตอบโต้การประท้วง

เมื่อวันจันทร์ที่ 12 ม.ค. 2569 องค์กรสิทธิมนุษยชนอิหร่าน (IHR) ระบุว่า การปราบปรามการประท้วงในอิหร่านอย่างรุนแรงส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 648 ศพ และมีผู้ถูกจับกุมประมาณ 10,000 คน ในขณะที่ทางการอิหร่านพยายามกลับมาควบคุมสถานการณ์บนท้องถนนด้วยการจัดชุมนุมใหญ่ทั่วประเทศ

IHR ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ที่ประเทศนอร์เวย์ ระบุด้วยว่า ผู้เสียชีวิตดังกล่าวเป็นเยาวชน 9 ราย และมีผู้บาดเจ็บอีกหลายพันคน พร้อมเตือนว่าจำนวนผู้เสียชีวิตที่แท้จริงน่าจะสูงกว่านี้มาก โดยรายงานบางกระแสระบุตัวเลขไว้สูงถึง 6,000 ศพ แต่ไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการแต่อย่างใด

IHR เสริมว่า การปิดกั้นอินเทอร์เน็ตซึ่งดำเนินมานานหลายวันแล้ว มีวัตถุประสงค์เพื่อปกปิดขอบเขตความรุนแรงของการนองเลือดที่เกิดขึ้น ทำให้ตรวจสอบยืนยันรายงานการเสียชีวิตได้ยาก

ทั้งนี้ การประท้วงในอิหร่านปะทุขึ้นเมื่อ 28 ธ.ค. 2568 จากความไม่พอใจในปัญหาค่าเงินตกต่ำ ก่อนจะลุกลามเป็นการประท้วงต่อต้านการปกครองของรัฐบาล ที่ดำเนินมาตั้งแต่การปฏิวัติอิสลามในปี 2522

รัฐบาลพยายามหาทางกลับมาควบคุมสถานการณ์ในประเทศ โดยเรียกร้องให้กลุ่มผู้สนับสนุนจัดการชุมนุมทั่วประเทศในวันจันทร์ โดยผู้ชุมนุมจำนวนมาก ออกมารวมตัวเพื่อฟังการปราศรัยของฝ่ายรัฐบาลอิหร่าน พร้อมกับชูป้ายที่มีข้อความต่อต้านสหรัฐอเมริกากับอิสราเอล

นายโมฮัมหมัด บาเคอร์ กาลิบัฟ ประธานรัฐสภาอิหร่านกล่าวปราศรัยต่อฝูงชนว่า อิหร่านกำลังต่อสู้ใน “สงครามสี่ด้าน” ซึ่งประกอบด้วย สงครามเศรษฐกิจ, สงครามจิตวิทยา, “สงครามทางทหาร” กับสหรัฐอเมริกาและอิสราเอล และ “สงครามต่อต้านผู้ก่อการร้ายในวันนี้” ซึ่งเป็นการสื่อถึงกลุ่มผู้ประท้วง

นายกาลิบัฟยังให้คำมั่นว่ากองทัพอิหร่านจะมอบ “บทเรียนที่ยากจะลืมเลือน” ให้แก่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ หากอิหร่านถูกโจมตี

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ทรัมป์อ้างว่ารัฐบาลอิหร่านภายใต้การนำของผู้นำสูงสุด อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ได้ติดต่อมาหาเขาเพื่อขอ “เจรจา” หลังจากตัวเขาขู่หลายครั้งว่าจะใช้กำลังทหารเข้าแทรกแซง หากรัฐบาลเตหะรานยังคงสังหารผู้ประท้วง

ด้านนาย อับบาส อารักชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่าน กล่าวในที่ประชุมเอกอัครราชทูตต่างประเทศในกรุงเตหะรานว่า “สาธารณรัฐอิสลามอิหร่านไม่ได้แสวงหาสงคราม แต่เรามีความพร้อมอย่างเต็มที่สำหรับสงคราม”

“เราพร้อมสำหรับการเจรจาเช่นกัน แต่การเจรจาเหล่านั้นต้องมีความยุติธรรม มีสิทธิที่เท่าเทียม และตั้งอยู่บนพื้นฐานของการเคารพซึ่งกันและกัน”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ทรัมป์ลั่นเจ๊งแน่ หากศาลฎีกาสั่งคว่ำกำแพงภาษี ชี้ต้องชดเชยนับล้านล้าน

ทรัมป์ลั่นเจ๊งแน่ หากศาลฎีกาสั่งคว่ำกำแพงภาษี ชี้ต้องชดเชยนับล้านล้าน

13 ม.ค. 2569 02:23 น.

ทรัมป์ลั่นเจ๊งแน่ หากศาลฎีกาสั่งคว่ำกำแพงภาษี ชี้ต้องชดเชยนับล้านล้าน

โดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ข้อความเตือนว่า สหรัฐฯ จะเผชิญวิกฤตอย่างหนัก หากศาลฎีกาตัดสินคว่ำมาตรการภาษีของเขา ชี้อเมริกาอาจต้องจ่ายชดเชยนับล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งไม่มีทางจ่ายไหว

เมื่อวันที่ 12 ม.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social เพื่อเตือนถึงผลกระทบ ในกรณีที่ศาลสูงสุดมีคำตัดสินให้สหรัฐฯ แพ้ในคดีกำแพงภาษีที่รัฐบาลของเขาเรียกเก็บจากคู่ค้าทั่วโลก โดยระบุว่า สหรัฐฯ อาจต้องจ่ายเงินชดเชยหลายล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งไม่มีทางจ่ายไหว

“จำนวนเงินจริงที่เราอาจจะต้องจ่ายคืน หากศาลสูงสุดตัดสินให้สหรัฐอเมริกาเป็นฝ่ายแพ้ในคดีภาษีศุลกากรไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม จะสูงถึงหลายแสนล้านดอลลาร์ และนั่นยังไม่นับรวมจำนวนเงิน “ชดเชย” ที่ประเทศและบริษัทต่างๆ จะเรียกร้องจากการที่พวกเขาได้ลงทุนสร้างโรงงาน สถานประกอบการ และเครื่องจักร (ในสหรัฐฯ) เพื่อจะได้ไม่ต้องจ่ายภาษีศุลกากร”

“เมื่อรวมการลงทุนเหล่านี้เข้าไปด้วย เรากำลังพูดถึงเงินจำนวนหลายล้านล้านดอลลาร์! มันจะเป็นความวุ่นวายอย่างที่สุด และแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่ประเทศของเราจะจ่ายไหว”

“ใครก็ตามที่บอกว่าเรื่องนี้สามารถจัดการได้โดยง่ายและรวดเร็ว ถือเป็นการให้คำตอบที่ผิด คลาดเคลื่อน หรือเข้าใจคำถามที่ใหญ่และซับซ้อนนี้ผิดไปอย่างสิ้นเชิง มันอาจจะเป็นไปไม่ได้เลย แต่ถ้าทำได้ จำนวนเงินดอลลาร์นั้นจะมหาศาลมากจนต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะรู้ว่าเรากำลังพูดถึงตัวเลขเท่าไหร่ และแม้กระทั่งว่าจะต้องจ่ายให้ใคร เมื่อไหร่ และที่ไหน”

“จำไว้ว่า เมื่ออเมริกาเปล่งประกาย โลกก็จะเปล่งประกายด้วย หรือพูดอีกอย่างก็คือ หากศาลสูงสุดตัดสินเป็นโทษต่อสหรัฐอเมริกาในเรื่องขุมทรัพย์ด้านความมั่นคงของชาตินี้ พวกเราเจ๊งแน่! (WE’RE SCREWED!)”

ทั้งนี้ ศาลสูงสุดสหรัฐฯ มีกำหนดออกคำวินิจฉัยคดีต่างๆ ครั้งถัดไปในวันพุธที่ 14 ม.ค.นี้ แต่ไม่แน่ชัดว่าจะมีคำตัดสินเรื่องคดีภาษีของนายทรัมป์ออกมาด้วยหรือไม่

แต่เมื่อคำตัดสินออกมา ประเด็นสำคัญที่จะถูกชี้ขาดมีอยู่สองประเด็น คือ รัฐบาลสามารถใช้ บทบัญญัติภายใต้กฎหมายอำนาจทางเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศ (IEEPA) ในการเรียกเก็บภาษีได้หรือไม่ และหากพบว่าไม่เหมาะสม สหรัฐฯ จะต้องคืนเงินภาษีให้แก่ผู้นำเข้าที่ได้ชำระอากรไปแล้วหรือไม่

อย่างไรก็ตาม คำตัดสินขั้นสุดท้ายอาจออกมาในรูปแบบที่เป็นกลางหรืออยู่ระหว่างกลางของทั้งสองแนวทางนี้ได้เช่นกัน โดยศาลมีทางเลือกที่จะอนุมัติอำนาจให้อย่างจำกัดภายใต้กฎหมาย IEEPA และกำหนดให้มีการคืนเงินเพียงบางส่วนเท่านั้น รวมถึงยังมีทางเลือกอื่นๆ อีกมากมายในการจัดการกับประเด็นที่ละเอียดอ่อนนี้

ไม่เพียงเท่านั้น แม้ว่าทำเนียบขาวจะแพ้คดีนี้ แต่พวกเขาก็ยังมี “เครื่องมืออื่นๆ” ที่สามารถนำมาใช้ประกาศเรียกเก็บภาษีศุลกากรได้ โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาอำนาจฉุกเฉินตามที่ระบุไว้ในกฎหมายฉบับดังกล่าว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : truthsocial , cnbc

เวเนซุเอลาปล่อยนักโทษการเมืองเพิ่ม หลังสหรัฐฯ กดดันหนัก

เวเนซุเอลาปล่อยนักโทษการเมืองเพิ่ม หลังสหรัฐฯ กดดันหนัก

13 ม.ค. 2569 01:23 น.

เวเนซุเอลาปล่อยนักโทษการเมืองเพิ่ม หลังสหรัฐฯ กดดันหนัก

ทางการเวเนซุเอลาประกาศปล่อยตัวนักโทษการเมืองเพิ่มอีกนับร้อยคน ท่ามกลางแรงกดดันจากสหรัฐฯ ขณะที่ฝ่ายค้านกับกลุ่มสิทธิอ้างว่า ตัวเลขที่รัฐบาลบอกสูงกว่าความเป็นจริง

เมื่อวันจันทร์ที่ 12 ม.ค. 2569 ทางการเวเนซุเอลาออกมาเปิดเผยว่า พวกเขาดำเนินการปล่อยตัวนักโทษการเมืองเพิ่มอีก 116 คน ท่ามกลางแรงกดดันจากสหรัฐฯ ซึ่งส่งทหารบุกจับตัวอดีตประธานาธิบดี นิโกลัส มาดูโร ถึงในกรุงการากัสเมื่อช่วงต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมา

แต่ฝ่ายค้านและกลุ่มสิทธิมนุษยชนอ้างว่า จำนวนนักโทษการเมืองที่ได้รับการปล่อยตัวจริง ต่ำกว่าจำนวนที่รัฐบาลเปิดเผย โดยผลจากการนับจำนวนขององค์กรเอ็นจีโอหลายแห่งชี้ว่า มีผู้ได้รับการปล่อยตัวเพียงประมาณ 50 ราย นับตั้งแต่พฤหัสบดีที่ผ่านมา

รัฐบาลเวเนซุเอลาระบุเมื่อสัปดาห์ก่อนว่า จะปล่อยตัวผู้ที่ถูกจำคุกในสมัยของมาดูโร ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ที่เข้าร่วมการประท้วงหลังจากการเลือกตั้งในปี 2567 ซึ่งถูกครหาว่าเต็มไปด้วยการทุจริต

ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา บรรดาญาติพี่น้องของผู้ถูกคุมขังต่างไปปักหลักรออยู่ที่หน้าเรือนจำหลายแห่งในเวเนซุเอลา และเริ่มมีความกระวนกระวายใจมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อคนที่พวกเขาเฝ้ารอยังไม่ได้รับการปล่อยตัว

ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกมาแสดงความยินดีกับการปล่อยตัวนักโทษชุดแรก และกล่าวว่าเขาหวังว่าเหล่านักโทษที่ได้รับอิสรภาพ “จะจดจำได้ว่าพวกเขาโชคดีเพียงใดที่สหรัฐฯ ยื่นมือเข้ามาและทำในสิ่งที่จำเป็นต้องทำ”

อนึ่ง กลุ่มสิทธิมนุษยชนประเมินว่า ยังคงมีนักโทษการเมืองถูกคุมขังอยู่ในเวเนซุเอลาอีกประมาณ 800 ถึง 1,200 ราย

ทั้งนี้ นาง เดลซี โรดริเกซ ประธานาธิบดีรักษาการของเวเนซุเอลา กำลังอยู่ระหว่างการเจรจาหลายด้านกับวอชิงตัน แม้ว่าเธอจะเป็นพันธมิตรที่เหนียวแน่นของนายมาดูโรก็ตาม ขณะที่ทางสหรัฐฯ ก็กำลังมองหาช่องทางแสวงหาประโยชน์จากปริมาณน้ำมันสำรองมหาศาลของเวเนซุเอลา

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ทรัมป์กล่าวว่าเขาเปิดกว้างสำหรับการพบปะกับนางโรดริเกซ และระบุว่ารัฐบาลของเขากำลังประสานงานกับรัฐบาลของเธอได้ “ดีมาก”

คณะทูตของสหรัฐฯ เพิ่งเดินทางเยือนกรุงการากัสเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (9 ม.ค.) เพื่อหารือกับเจ้าหน้าที่เวเนซุเอลาเรื่องการกลับมาเปิดสถานเอกอัครราชทูตเวเนซุเอลาในกรุงวอชิงตันอีกครั้ง หลังจากทั้ง 2 ประเทศตัดความสัมพันธ์ทางการทูตไปนานถึง 7 ปี

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

UK เริ่มสอบสวน แพลตฟอร์ม X ของอีลอน มัสก์ ปมเอไอ Grok สร้างภาพลามก

UK เริ่มสอบสวน แพลตฟอร์ม X ของอีลอน มัสก์ ปมเอไอ Grok สร้างภาพลามก

12 ม.ค. 2569 23:07 น.

UK เริ่มสอบสวน แพลตฟอร์ม X ของอีลอน มัสก์ ปมเอไอ Grok สร้างภาพลามก

หน่วยงานตรวจสอบของสหราชอาณาจักร เริ่มการสอบสวนแพลตฟอร์ม X ของอีลอน มัสก์ แล้ว จากกรณีเอไอ Grok ถูกนำไปใช้สร้างภาพลามกอนาจาร

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 12 ม.ค. 2569 ว่า สำนักงานกำกับดูแลอิสระด้านการสื่อสารและโทรคมนาคมของสหราชอาณาจักร หรือ ออฟคอม (Ofcom) เริ่มดำเนินการสอบสวนแพลตฟอร์ม X ของอีลอน มัสก์ แล้ว จากความกังวลว่า Grok ซึ่งเป็นเครื่องมือเอไอ (AI) ของแพลตฟอร์ม กำลังถูกนำไปใช้เพื่อสร้างภาพในเชิงลามกอนาจาร

ออฟคอมระบุในแถลงการณ์ว่า มีรายงานที่น่ากังวลอย่างยิ่งเกี่ยวกับการใช้แชทบอต Grok เพื่อสร้างและแชร์ภาพเปลือยของบุคคล รวมถึง “ภาพลามกอนาจารของเด็ก”

หากพบว่ามีการกระทำผิดกฎหมายจริง Ofcom อาจสั่งปรับ X เป็นจำนวนเงินสูงสุดถึง 10% ของรายได้ทั่วโลก หรือจำนวน 18 ล้านปอนด์ (ราว 800 ล้านบาท) ขึ้นอยู่กับว่าจำนวนใดมากกว่ากัน

ทางด้าน X ได้แจ้งให้ BBC ไปดูแถลงการณ์ที่โพสต์โดยบัญชี X “Safety” เมื่อช่วงต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมา ซึ่งระบุว่า: “ใครก็ตามที่ใช้งานหรือป้อนคำสั่ง (Prompt) ให้ Grok สร้างเนื้อหาที่ผิดกฎหมาย จะต้องได้รับโทษเช่นเดียวกับการอัปโหลดเนื้อหาที่ผิดกฎหมาย”

ขณะที่อีลอน มัสก์ โพสต์ข้อความในเวลาต่อมาว่า “รัฐบาลสหราชอาณาจักรต้องการข้ออ้างใดก็ได้เพื่อการเซ็นเซอร์” ตอบโพสต์ของผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตรายหนึ่งที่ตั้งคำถามว่า เหตุใดแพลตฟอร์มไออื่น จึงไม่ถูกตรวจสอบด้วย

BBC ระบุว่า พวกเขาพบภาพที่ถูกดัดแปลงทางดิจิทัลจำนวนมากบน X โดยเป็นภาพที่ผู้หญิงถูกทำให้เปลือยกายและจัดวางในท่าทางเชิญชวนทางเพศโดยไม่ได้รับความยินยอม ผู้เสียหายรายหนึ่งกล่าวว่า ภาพตัวเธอถูกนำไปใช้สร้างภาพเชิงลามกอนาจารมากกว่า 100 ภาพ

หาก X ไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนด ออฟคอมสามารถขอคำสั่งศาลเพื่อบังคับให้ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตระงับการเข้าถึงเว็บไซต์ X ในสหราชอาณาจักรทั้งหมดได้

นาง ลิซ เคนดอล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยี ของสหราชอาณาจักรบอกกับ BBC ว่า เธอขานรับการสอบสวนของออฟคอม และเร่งรัดให้ดำเนินการให้เสร็จสิ้นโดยเร็วที่สุด “เป็นเรื่องสำคัญมากที่ Ofcom จะต้องสรุปการสอบสวนนี้อย่างรวดเร็ว เพราะสาธารณชน โดยเฉพาะบรรดาเหยื่อ จะไม่ยอมรับความล่าช้าใดๆ ทั้งสิ้น”

ด้านบ้านเลขที่ 10 ถนนดาวนิง หรือสำนักงานของนายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร ระบุว่า รัฐบาลยังคงให้ความสำคัญกับการปกป้องเด็ก และจะมีการทบทวนการใช้งานแพลตฟอร์ม X ของทางรัฐบาลต่อไป

หลังจากนี้ ออฟคอมจะตรวจสอบว่า X ล้มเหลวในการลบเนื้อหาที่ผิดกฎหมายอย่างรวดเร็วเมื่อได้รับทราบเรื่องหรือไม่ และได้ดำเนินการ “ขั้นตอนที่เหมาะสม” เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้คนในสหราชอาณาจักรเข้าถึงเนื้อหาดังกล่าวแล้วหรือยัง

ออฟคอมระบุว่า เนื้อหาที่ผิดกฎหมายเหล่านี้รวมถึง “ภาพลามกอนาจารที่เจ้าตัวไม่ยินยอม” และภาพลามกอนาจารเด็ก ซึ่งจะมีการตรวจสอบว่า X มีมาตรการยืนยันอายุที่มีประสิทธิภาพสูง เพื่อขัดขวางไม่ให้เด็กๆ มองเห็นภาพลามกอนาจารหรือไม่ด้วย

ทั้งนี้ ความเคลื่อนไหวของสหราชอาณาจักรเกิดขึ้นท่ามกลางกระแสโจมตี Grok ที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก จากฟีเจอร์การสร้างภาพ ซึ่งถูกนำไปใช้เพื่อสร้างภาพลามกอนาจารได้อย่างง่ายดาย ส่งผลให้ทั้ง มาเลเซียกับอินโดนีเซีย สั่งระงับการเข้าถึงเครื่องมือเอไอดังกล่าวชั่วคราวเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ช้างป่าอินเดียดุ สังหารคนแล้ว 20 ศพใน 9 วัน จนท.ยังจับตัวไม่ได้

ช้างป่าอินเดียดุ สังหารคนแล้ว 20 ศพใน 9 วัน จนท.ยังจับตัวไม่ได้

12 ม.ค. 2569 21:55 น.

ช้างป่าอินเดียดุ สังหารคนแล้ว 20 ศพใน 9 วัน จนท.ยังจับตัวไม่ได้

ช้างป่าตัวหนึ่งในประเทศอินเดีย ก่อเหตุทำร้ายคนจนเสียชีวิตไปแล้วถึง 20 ศพ ภายในเวลาเพียง 9 วัน เจ้าหน้าที่ยังจับตัวไม่ได้ และระดมกำลังกว่า 100 นายเร่งค้นหา

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 12 ม.ค. 2569 ว่า ช้างป่าตัวหนึ่งในรัฐฌารขัณฑ์ ทางตะวันออกของอินเดีย ก่อเหตุทำร้ายคนจนเสียชีวิตไปแล้วอย่างน้อย 20 ศพ ภายในระยะเวลาเพียง 9 วัน โดยเจ้าหน้าที่ยังไม่สามารถจับช้างตัวนี้ได้

เหตุสลดดังกล่าวเกิดขึ้นระหว่างวันที่ 1-9 ม.ค.ที่ผ่านมา ในเขตป่าไชบาซา (Chaibasa) และโกลฮัน (Kolhan) ในเขตสิงห์ภูมิตะวันตก (West Singhbhum) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของป่าไม้สาละที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชีย

การปะทะกันระหว่างคนกับช้างป่าในอินเดียเกิดขึ้นมานานหลายปีแล้ว โดยเจ้าหน้าที่และนักวิจัยระบุว่าสาเหตุเชื่อมโยงกับการลดลงของพื้นที่ป่า, ถิ่นที่อยู่อาศัยถูกแบ่งแยกออกจากกัน และการเพิ่มขึ้นของกิจกรรมของมนุษย์ใกล้กับเส้นทางสัญจรของช้าง

เจ้าหน้าที่เผยว่า กำลังมีการระดมกำลังเจ้าหน้าที่ป่าไม้มากกว่า 100 นายร่วมในปฏิบัติการครั้งใหญ่ เพื่อระบุตำแหน่งของช้างตัวนี้

กุลดีป มีนา เจ้าหน้าที่ป่าไม้ในรัฐฌารขัณฑ์กล่าวว่า “นี่คือสถานการณ์ที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน เป็นครั้งแรกที่พบการเสียชีวิตจำนวนมากที่เชื่อมโยงกับช้างพลายเพียงตัวเดียวในภูมิภาคนี้” เขากล่าวเสริมด้วยว่า ทางการประกาศให้มีการเฝ้าระวังระดับสูงสุดในพื้นที่ทั้งหมดเพื่อป้องกันการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินเพิ่มเติมแล้ว

นายมีนากล่าวด้วยว่า สิ่งสำคัญเร่งด่วนที่สุดในขณะนี้คือการแกะรอย จับตัว และส่งสัตว์ตัวนี้กลับคืนสู่ป่าอย่างปลอดภัย

ด้านนาย จันดัน กุมาร (Chandan Kumar) ผู้ว่าการรัฐฌารขัณฑ์ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีว่า มีเจ้าหน้าที่ป่าไม้รวมอยู่ในกลุ่มผู้เสียชีวิตทั้ง 20 รายด้วย โดยทางหน่วยงานได้ประกาศมอบเงินเยียวยาให้กับครอบครัวผู้สูญเสียแล้ว

การเสียชีวิตส่วนใหญ่เกิดขึ้นในเวลากลางคืน ในขณะที่ชาวบ้านกำลังเฝ้าผลผลิตข้าวเปลือกที่เก็บไว้ในนาและยุ้งฉาง ซึ่งเป็นวิถีปฏิบัติปกติในพื้นที่ชนบทของอินเดีย

เจ้าหน้าที่ระบุว่า หนึ่งในผู้เสียชีวิตเป็นชายวัย 34 ปี ถูกทำร้ายใกล้กับบ้านของเขาในหมู่บ้านโพธิจารี (Bodijari) ขณะกำลังเดินทางกลับจากทำงาน

ขณะที่ในหมู่บ้าน พีรสิงห์ ฮาตู (Birsingh Hatu) ชายวัย 62 ปี ถูกทำร้ายเสียชีวิตขณะเฝ้าทุ่งนาของเขา ในคืนเดียวกัน ชายวัย 42 ปีจากหมู่บ้านใกล้เคียง ถูกช้างเหยียบจนเสียชีวิตขณะนอนหลับอยู่หน้าบ้านของตัวเอง ตามคำบอกเล่าของผู้เป็นลูกชาย

ในอีกเหตุการณ์หนึ่งเมื่อวันที่ 5 ม.ค. นายกุนทรา บาโฮดา (Kundra Bahoda) พร้อมลูกสองคน อายุ 6 ขวบกับ 8 ขวบ ถูกช้างทำร้ายเสียชีวิต โดยที่ภรรยาสามารถพาลูกสาววัย 2 ขวบที่ได้รับบาดเจ็บหนีไปได้ทัน

เจ้าหน้าที่ป่าไม้กล่าวว่า ช้างตัวนี้ยังหนุ่ม คล่องตัวสูง และเปลี่ยนตำแหน่งที่อยู่บ่อยครั้ง โดยเฉพาะในเวลากลางคืน ทำให้ยากต่อการติดตาม ทีมเจ้าหน้าที่ได้ใช้การตีกลองส่งสัญญาณเตือนแบบดั้งเดิมเพื่อให้ชาวบ้านระวังตัว พร้อมทั้งแนะนำไม่ให้ประชาชนออกนอกบ้านหรือนอนนอกบ้านในเวลากลางคืน

นายมีนากล่าวว่า การประเมินเบื้องต้นบ่งชี้ว่าช้างตัวนี้อาจอยู่ในช่วงตกมัน ทำให้มีอาการดุร้ายรุนแรงขึ้น ซึ่งพฤติกรรมนี้ตามปกติแล้วจะสงบลงภายใน 15 ถึง 20 วัน

เจ้าหน้าที่คาดด้วยว่า ช้างตัวนี้อาจพลัดหลงจากโขลง ซึ่งตอกย้ำถึงความจำเป็นในการระบุตำแหน่งและช่วยให้มันกลับเข้ากลุ่มกับช้างตัวอื่นๆ ในป่าได้อีกครั้ง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

“เจอโรม พาวเวลล์” ประธานเฟด ถูก ก.ยุติธรรมสหรัฐฯ เปิดสอบสวนทางอาญา

"เจอโรม พาวเวลล์" ประธานเฟด  ถูก ก.ยุติธรรมสหรัฐฯ เปิดสอบสวนทางอาญา

12 ม.ค. 2569 15:10 น.

“เจอโรม พาวเวลล์” ประธานเฟด ถูก ก.ยุติธรรมสหรัฐฯ เปิดสอบสวนทางอาญา

นายเจอโรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) เปิดเผยว่า เขาตกเป็นเป้าหมายในการสอบสวนทางอาญาโดยกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ซึ่งถือเป็นเหตุการณ์ที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์การเงินของประเทศ โดยพนักงานอัยการได้ยื่นหมายเรียกพยานและเอกสาร และขู่จะฟ้องร้องเขาในข้อหาอาญาเกี่ยวกับการให้ถ้อยคำต่อคณะกรรมการวุฒิสภา เรื่องการปรับปรุงอาคารสำนักงานของธนาคารกลาง

นายพาวเวลล์ระบุผ่านวิดีโอแถลงการณ์ว่า การสอบสวนครั้งนี้เป็นผลมาจากความโกรธแค้นของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ไม่พอใจตนเองที่ไม่ยอมลดอัตราดอกเบี้ยตามคำสั่ง แม้จะถูกกดดันอย่างหนักจากทำเนียบขาวมาโดยตลอด

“นี่คือบททดสอบว่าเฟดจะยังคงมีความเป็นอิสระในการกำหนดอัตราดอกเบี้ยตามสภาวะเศรษฐกิจได้ต่อไปหรือไม่ หรือนโยบายการเงินจะต้องยอมสยบต่อการข่มขู่และการกดดันทางการเมือง” นายพาวเวลล์กล่าว พร้อมย้ำว่าไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย แต่การกระทำครั้งนี้ต้องดูบริบทของการคุกคามที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องจากฝ่ายบริหารด้วย

ด้านประธานาธิบดีทรัมป์ ให้สัมภาษณ์ว่าเขาไม่รู้เรื่องการสอบสวนของกระทรวงยุติธรรม แต่ก็ได้วิจารณ์พาวเวลล์อย่างรุนแรงว่า “เขาทำงานที่เฟดได้ไม่ดีพอ และเรื่องการก่อสร้างอาคารเขาก็ทำได้แย่มาก”

สื่อรายงานว่าคดีจะอยู่ในความดูแลของสำนักงานอัยการสหรัฐประจำกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ด้านนักวิเคราะห์การลงทุนชี้ว่าแรงกดดันดังกล่าวอาจไม่สมเหตุสมผล เนื่องจากเฟดไม่ได้เพิกเฉยต่อนโยบายดอกเบี้ย

ข่าวการสอบสวนประธานเฟด ประกอบกับสถานการณ์ความไม่สงบในอิหร่าน ส่งผลให้ราคาทองคำในวันจันทร์ (12 ม.ค.) พุ่งขึ้น 1.4% แตะระดับ 4,572.36 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยในช่วงหนึ่งพุ่งไปแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 4,600.33 ดอลลาร์ เช่นเดียวกับราคาเงินที่พุ่งทำสถิติใหม่ที่ 84.58 ดอลลาร์ต่อออนซ์

เหล่านักการเมืองและนักวิเคราะห์ต่างออกมาแสดงความกังวล โดย สว. ทอม ทิลลิส จากพรรครีพับลิกัน ระบุว่าจะคัดค้านการแต่งตั้งใครก็ตามที่จะมาแทนพาวเวลล์จนกว่าคดีจะสิ้นสุด เพื่อปกป้องความเป็นอิสระของเฟด ขณะที่ สว. เอลิซาเบธ วอร์เรน จากพรรคเดโมแครต ชี้ว่าทรัมป์กำลังพยายามกำจัดพาวเวลล์เพื่อส่ง “หุ่นเชิด” เข้ามาควบคุมธนาคารกลางอย่างเบ็ดเสร็จ

ประวัติการฟ้องร้องคู่ปรับทางการเมืองนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่หน่วยงานยุติธรรมภายใต้รัฐบาลทรัมป์เปิดสอบสวนผู้ที่ขัดแย้งกับเขา ก่อนหน้านี้มีการฟ้องร้องอาญาทั้ง เลทิเทีย เจมส์ อัยการรัฐนิวยอร์ก และ เจมส์ โคมีย์ อดีตผู้อำนวยการเอฟบีไอ ซึ่งศาลได้ยกฟ้องไปก่อนหน้านี้ รวมถึงความพยายามในการปลด ลิซา คุก ออกจากสมาชิกคณะกรรมการผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐฯ ที่คดีกำลังจะเข้าสู่การพิจารณาของศาลฎีกาในเดือนนี้.

ที่มา BBC

“ทรัมป์” ขู่จัดการขั้นเด็ดขาดเหตุประท้วงอิหร่าน เผยอิหร่านแจ้งขอเจรจาโครงการนิวเคลียร์

"ทรัมป์" ขู่จัดการขั้นเด็ดขาดเหตุประท้วงอิหร่าน เผยอิหร่านแจ้งขอเจรจาโครงการนิวเคลียร์

12 ม.ค. 2569 14:32 น.

“ทรัมป์” ขู่จัดการขั้นเด็ดขาดเหตุประท้วงอิหร่าน เผยอิหร่านแจ้งขอเจรจาโครงการนิวเคลียร์

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ออกแถลงการณ์ระบุว่า กองทัพสหรัฐฯ กำลังพิจารณา “ทางเลือกที่รุนแรงมาก” ต่ออิหร่าน ท่ามกลางเหตุการณ์ความไม่สงบจากการประท้วงขับไล่รัฐบาลที่ลุกลามไปทั่วประเทศ ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมากและสถานการณ์ส่อแววบานปลายเป็นวิกฤตระดับนานาชาติ ขณะที่อิหร่านแจ้งขอเจรจาโครงการนิวเคลียร์

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวว่าอิหร่านโทรมาเพื่อเจรจาเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ ซึ่งอิสราเอลและสหรัฐฯ ได้ทิ้งระเบิดทำลายในสงคราม 12 วันเมื่อเดือนมิถุนายน ทรัมป์ได้เตือนผู้นำอิหร่านว่าสหรัฐฯ จะโจมตีหากกองกำลังรักษาความปลอดภัยเปิดฉากยิงใส่ผู้ประท้วง

หน่วยงานนักสิทธิมนุษยชน (HRANA) รายงานว่าสามารถยืนยันตัวเลขผู้เสียชีวิตได้แล้วเกือบ 500 ราย และเจ้าหน้าที่ความมั่นคงอีก 48 นาย ขณะที่แหล่งข่าวระบุว่าตัวเลขจริงอาจสูงกว่านี้มาก มีการเผยแพร่คลิปวิดีโอจากห้องเก็บศพใกล้กรุงเตหะรานที่เผยให้เห็นถุงใส่ศพกว่า 180 ใบวางเรียงราย ท่ามกลางเสียงร้องไห้ระงมของญาติที่มาตามหาคนรัก แหล่งข่าวในพื้นที่เผยว่า “ถนนในเตหะรานเต็มไปด้วยเลือด และเจ้าหน้าที่กำลังใช้รถบรรทุกขนย้ายศพออกไป”

แม้ทรัมป์จะระบุว่าเจ้าหน้าที่อิหร่านได้ติดต่อมาเพื่อขอเจรจา และกำลังมีการนัดหมายเกิดขึ้น แต่เขาเน้นย้ำว่า “เราอาจต้องลงมือก่อนที่จะมีการประชุม” เนื่องจากทนเห็นการปราบปรามที่โหดร้ายไม่ได้ 

สื่อระหว่างประเทศไม่สามารถรายงานจากภายในอิหร่านได้โดยตรง และรัฐบาลได้ตัดอินเทอร์เน็ตตั้งแต่วันที่ 8 ม.ค. ทำให้การตรวจสอบข้อมูลยากขึ้น ทำให้ทรัมป์เตรียมหารือกับ อีลอน มัสก์ เพื่อใช้ระบบดาวเทียมสตาร์ลิงก์กู้คืนสัญญาณอินเทอร์เน็ตในอิหร่าน หลังจากรัฐบาลอิหร่านสั่งตัดสัญญาณทั่วประเทศเพื่อปิดกั้นการสื่อสารของผู้ประท้วง

ขณะที่รายงานของวอลล์สตรีทเจอร์นัลระบุว่า ทรัมป์ได้รับแจ้งแผนการโจมตีทางอากาศต่อเป้าหมายสำคัญในอิหร่านแล้ว รวมถึงการใช้เครื่องมือทางดิจิทัลโจมตีกองทัพอิหร่าน การสนับสนุนข้อมูลออนไลน์ให้กลุ่มต่อต้านรัฐบาล และเพิ่มความเข้มงวดทางการค้าและเศรษฐกิจขั้นสูงสุด

ด้านอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ตราหน้าผู้ประท้วงว่าเป็น “กลุ่มอันธพาล” และอ้างว่าสหรัฐฯ กับอิสราเอลอยู่เบื้องหลังการปลุกปั่น ขณะที่อัยการสูงสุดของอิหร่านประกาศว่า ใครก็ตามที่เข้าร่วมการประท้วงจะถูกถือว่าเป็น “ศัตรูของพระเจ้า”  ซึ่งมีโทษประหารชีวิต นอกจากนี้ ประธานสภาอิหร่านยังเตือนสหรัฐฯ ว่าอย่า “คำนวณพลาด” เพราะหากมีการโจมตีเกิดขึ้น ฐานทัพและเรือขนส่งของสหรัฐฯ รวมถึงอิสราเอลในภูมิภาค จะตกเป็นเป้าหมายทันที

การประท้วงครั้งนี้มีจุดเริ่มมาจากความโกรธแค้นเรื่องค่าเงินที่ตกต่ำอย่างรุนแรงในช่วงปลายเดือนธันวาคม ก่อนจะขยายตัวเป็นการเรียกร้องสิทธิเสรีภาพและการขับไล่ระบอบการปกครอง ซึ่งถือเป็นการประท้วงครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่การเสียชีวิตของ “มาห์ซา อามินี” ในปี 2022 ปัจจุบันคาดว่ามีผู้ถูกจับกุมแล้วกว่า 10,600 ราย ท่ามกลางการใช้โดรนบินตรวจตราเหนือย่านที่พักอาศัยเพื่อระบุตัวตนผู้ประท้วงตลอด 24 ชั่วโมง

ด้านเรซา ปาห์ลาวี บุตรชายอดีตกษัตริย์อิหร่านที่ลี้ภัยอยู่ต่างประเทศ ระบุว่าการประท้วงได้ “สั่นคลอนรากฐาน” ของรัฐบาล และการเพิ่มการใช้กำลังกับประชาชน “ไม่ใช่สัญญาณของความแข็งแกร่ง แต่เป็นความหวาดกลัวต่อการล่มสลาย”.

ที่มา BBC