หุ้นโตเกียวพุ่งทุบสถิติ นิกเคอิทะลุ 53,000 จุด นักลงทุนเก็งนายกฯ ประกาศยุบสภา เร่งอัดฉีดเศรษฐกิจ

หุ้นโตเกียวพุ่งทุบสถิติ นิกเคอิทะลุ 53,000 จุด นักลงทุนเก็งนายกฯ ประกาศยุบสภา เร่งอัดฉีดเศรษฐกิจ

13 ม.ค. 2569 11:34 น.

หุ้นโตเกียวพุ่งทุบสถิติ นิกเคอิทะลุ 53,000 จุด นักลงทุนเก็งนายกฯ ประกาศยุบสภา เร่งอัดฉีดเศรษฐกิจ

ตลาดหุ้นญี่ปุ่นแรงไม่หยุด ดัชนีนิกเคอิพุ่งสูงทำสถิติใหม่ ทะลุ 53,000 จุด นักลงทุนเก็งนายกทาคาอิจิ เตรียมประกาศยุบสภา หวังเดินหน้านโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ

วันที่ 13 มกราคม 2569 เว็บไซต์ข่าว NHK รายงานว่า ดัชนีนิกเคอิพุ่งทำสถิติใหม่ระหว่างวัน ทะลุ 53,000 จุด นักลงทุนเก็งนายกรัฐมนตรีทาคาอิจิ ซานาเอะ เตรียมประกาศยุบสภาเพื่อจัดการเลือกตั้งฉุกเฉิน หวังเดินหน้านโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ แม้จะประสบปัญหาเงินเยนอ่อนค่าสุดในรอบเกือบปี

โดยตลาดหุ้นโตเกียวเปิดการซื้อขายเช้าวันอังคารปรับตัวพุ่งแรง โดยดัชนี นิกเคอิ สต็อก แอฟเวอเรจ ทะยานขึ้นเหนือระดับ 53,000 จุด ทำสถิติสูงสุดใหม่ระหว่างวัน หลังนักลงทุนคาดการณ์ว่า รัฐบาลญี่ปุ่นอาจเดินหน้าจัด การเลือกตั้งก่อนกำหนด ซึ่งจะหนุนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของฝ่ายรัฐบาล

รายงานข่าวระบุว่า ในช่วงหนึ่งของการซื้อขาย ดัชนีนิกเคอิปรับขึ้นมากกว่า 1,800 จุด หรือราว 3.6% จากราคาปิดเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา แรงซื้อหลั่งไหลเข้าตลาดตั้งแต่เปิดทำการ จากมุมมองว่านโยบายเศรษฐกิจของนายกรัฐมนตรี ทาคาอิจิ ซานาเอะ จะช่วยพยุงและกระตุ้นการเติบโตของเศรษฐกิจญี่ปุ่น

กระแสคาดการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ที่ เงินเยนอ่อนค่าลงสู่ระดับราว 158 เยนต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งถือว่าอ่อนค่าสุดในรอบเกือบหนึ่งปี นักวิเคราะห์เตือนว่าเงินเยนอ่อนอาจซ้ำเติมเงินเฟ้อและราคาสินค้านำเข้า แต่ตลาดหุ้นยังให้น้ำหนักกับผลบวกจากนโยบายรัฐมากกว่า

แหล่งข่าวทางการเมืองระบุว่า นางทาคาอิจิกำลังพิจารณาทางเลือกในการยุบสภาผู้แทนราษฎร เพื่อจัดการเลือกตั้งก่อนกำหนดเร็วที่สุดในเดือนกุมภาพันธ์นี้ เพื่อเสริมความมั่นคงให้รัฐบาลผสมที่มีเสียงสนับสนุนอย่างเปราะบาง โดย ตัวเลือกที่ถูกพิจารณา ได้แก่ การประกาศยุบสภาในวันที่ 27 มกราคม และจัดการเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ หรือประกาศยุบสภาในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ และเลือกตั้งในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ ขณะที่สภาฯ มีกำหนดเปิดสมัยประชุมปกติในวันที่ 23 มกราคมนี้.

ที่มา NHK

ยอดตายภูเขาขยะถล่มในฟิลิปปินส์เพิ่มเป็น 11 ศพ ยังสูญหายกว่า 20 คน

ยอดตายภูเขาขยะถล่มในฟิลิปปินส์เพิ่มเป็น 11 ศพ ยังสูญหายกว่า 20 คน

13 ม.ค. 2569 11:21 น.

ยอดตายภูเขาขยะถล่มในฟิลิปปินส์เพิ่มเป็น 11 ศพ ยังสูญหายกว่า 20 คน

ทางการฟิลิปปินส์ยืนยันยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ภูเขาขยะถล่ม ที่หลุมฝังกลบขยะในเมืองเซบูเพิ่มเป็น 11 ราย ขณะที่หน่วยกู้ภัยยังไม่ถอดใจ หลังตรวจพบสัญญาณชีพใต้กองขยะมหึมา แม้เจ้าหน้าที่ดับเพลิงจะหวั่นเกรงว่าโอกาสรอดชีวิตจะริบหรี่ ด้านรัฐบาลสั่งระงับกิจการผู้ให้บริการทันที พร้อมสั่งตรวจสอบระบบจัดการขยะทั่วประเทศ

เหตุสลดเกิดขึ้นที่หลุมฝังกลบขยะ “บินาลิว” ในเมืองเซบู ทางตอนกลางของฟิลิปปินส์เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะเกิดเหตุมีคนงานทำงานอยู่กว่า 100 ชีวิต ล่าสุดเจ้าหน้าที่สามารถช่วยเหลือผู้บาดเจ็บออกมาได้ 12 ราย แต่ยังมีผู้สูญหายอีกกว่า 20 ราย

แม้ก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่ดับเพลิงจะให้ความเห็นกับสำนักข่าว AFP ว่าแทบจะเป็นไปไม่ได้ที่จะมีผู้รอดชีวิตหลังจากถูกขยะน้ำหนักหลายตันถล่มทับนานกว่า 3 วัน แต่ล่าสุด นายเนสตอร์ อาร์คิวัล นายกเทศมนตรีเมืองเซบู เปิดเผยว่าตรวจพบ “สัญญาณชีพ” จากใต้ซากอาคารและกองขยะเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ทำให้เจ้าหน้าที่ยังคงปฏิบัติหน้าที่ในโหมด “กู้ภัย” ต่อไปอย่างเต็มกำลัง

นายเบียนวินิโด รานิโด ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ใกล้จุดเกิดเหตุและสูญเสียภรรยาไปในเหตุการณ์นี้ เล่านาทีขณะเกิดเหตุว่า เขาเห็นคนวิ่งหนีตายและตะโกนว่า “ขยะถล่ม” เมื่อเขารีบบิดมอเตอร์ไซค์ไปยังจุดเกิดเหตุ ก็พบว่าอาคารที่ภรรยาทำงานอยู่ถูกขยะฝังกลบไปต่อหน้าต่อตา ก่อนที่กู้ภัยจะพบร่างไร้วิญญาณของเธอในวันต่อมา

กรมทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้สั่งให้บริษัท Prime Integrated Waste Solutions ผู้บริหารจัดการหลุมฝังกลบขยะดังกล่าว ยุติการดำเนินงานทั้งหมดทันที และต้องส่งแผนการดำเนินงานที่ถูกต้องตามระเบียบภายใน 90 วัน

ขณะที่รายงานเบื้องต้นจากสำนักงานเหมืองแร่และธรณีวิทยา ระบุว่าสาเหตุอาจมาจากฝนที่ตกหนักต่อเนื่องหลายสัปดาห์ก่อนหน้านี้ ส่งผลให้ขยะมีน้ำหนักมหาศาลจนโครงสร้างรับไม่ไหว ประกอบกับปัจจัยทางวิศวกรรมอื่นๆ

วุฒิสมาชิก ไอมี มาร์กอส ออกมาเรียกร้องให้มีการปฏิรูปข้อบังคับด้านการจัดการขยะและสวัสดิภาพของคนงานขยะอย่างจริงจัง โดยระบุว่า “เรื่องนี้ไม่ควรเกิดขึ้น เราเคยเห็นโศกนาฏกรรมแบบนี้มาแล้วหลายครั้ง แต่ความอันตรายเดิมๆ ยังคงอยู่ ชีวิตที่สูญเสียไปในเซบูต้องการคำตอบและการปฏิรูปที่แท้จริง”

สำหรับหลุมฝังกลบขยะบินาลิว ตั้งอยู่บนพื้นที่กว่า 125 ไร่ โดยพื้นที่ที่ใช้สำหรับฝังกลบโดยตรงมีขนาดประมาณ 18 ไร่เศษ ซึ่งเมืองเซบูถือเป็นศูนย์กลางทางการค้าและการขนส่งที่สำคัญของภูมิภาควิซายัสในฟิลิปปินส์.

ที่มา BBC

กัมพูชาส่งรายงานประเมินความเสียหายปราสาทพระวิหาร ยื่นยูเนสโก และองค์กรระหว่างประเทศตรวจสอบ

กัมพูชาส่งรายงานประเมินความเสียหายปราสาทพระวิหาร ยื่นยูเนสโก และองค์กรระหว่างประเทศตรวจสอบ

13 ม.ค. 2569 10:49 น.

กัมพูชาส่งรายงานประเมินความเสียหายปราสาทพระวิหาร ยื่นยูเนสโก และองค์กรระหว่างประเทศตรวจสอบ

กระทรวงวัฒนธรรมกัมพูชา เปิดเผยรายงานประเมินความเสียหาย ปราสาทพระวิหารและพื้นที่รอบ ยื่นต่อองค์การยูเนสโก และองค์กรระหว่างประเทศ เพื่อเรียกร้องความคุ้มครองเร่งด่วน 

วันที่ 13 มกราคม 2568 กระทรวงวัฒนธรรมและศิลปกรรมแห่งกัมพูชา ออกแถลงการณ์เปิดเผยรายละเอียดความเสียหายของ ปราสาทพระวิหาร และพื้นที่โดยรอบ ซึ่งกัมพูชาอ้างว่าเกิดจากการโจมตีด้วยปืนใหญ่ของกองทัพไทย ในช่วงวันที่ 24–28 กรกฎาคม และ 7–27 ธันวาคม 2568 โดยส่งรายงานการประเมินความเสียหายไปยังองค์การยูเนสโก คณะกรรมการมรดกโลก ตลอดจนประเทศสมาชิก ICC–Preah Vihear และประชาคมระหว่างประเทศ เพื่อรับทราบสถานการณ์

รายงานของกัมพูชาระบุว่า พบจุดเสียหายภายในเขตปราสาทพระวิหาร 142 จุด และพื้นที่โดยรอบอีก 42 จุด รวมถึงวัดแก้วศิขาคีรีสวาระ โครงสร้างสาธารณูปโภค และอาคารสำนักงานอนุรักษ์ขององค์การบริหารปราสาทพระวิหารแห่งชาติ อันเป็นความเสียหายที่เกิดขึ้นในช่วงปลายเดือนกรกฎาคม 2568 นอกจากนี้ ชุมชนรอบพื้นที่ได้รับความเสียหายอีก 60 จุด ส่งผลให้ประชาชน 14,832 คน ต้องอพยพออกจากที่อยู่อาศัย โดยมีการบันทึกความเสียหายอย่างเป็นทางการตั้งแต่เดือนตุลาคมที่ผ่านมา

ส่วนความเสียหายในช่วงวันที่ 7–27 ธันวาคม กระทรวงระบุว่ารุนแรงกว่าครั้งแรกอย่างมาก จากหลักฐานภาพถ่ายและวิดีโอที่รวบรวมเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม พบว่า โครงสร้างสถาปัตยกรรมหลักของปราสาท ตั้งแต่โคปุระ ทางเชื่อมทั้งหมด และบันไดโบราณด้านเหนือ ได้รับความเสียหายอย่างหนัก กัมพูชาอ้างว่าเป็นผลจากการยิงปืนใหญ่ซ้ำหลายครั้ง รวมถึงการโจมตีทางอากาศด้วยโดรน และเครื่องบินรบ ซึ่งพุ่งเป้าไปยังพื้นที่มรดกโลกโดยตรง

พร้อมกันนี้ กระทรวงวัฒนธรรมและศิลปกรรมกัมพูชา เรียกร้องให้องค์กรระหว่างประเทศและประชาคมโลก สนับสนุนมาตรการเร่งด่วนเพื่อปกป้องปราสาทพระวิหารจากการโจมตีเพิ่มเติม สนับสนุนการอนุรักษ์ฉุกเฉิน และการบูรณะฟื้นฟู พร้อมย้ำให้ทุกฝ่ายเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ รวมถึงอนุสัญญาเฮก 1954 ว่าด้วยการคุ้มครองทรัพย์สินทางวัฒนธรรมในยามสงคราม และพิธีสารปี1999 ซึ่งกำหนดให้รัฐภาคีต้องคุ้มครองมรดกทางวัฒนธรรมที่มีคุณค่าโดดเด่นระดับโลก.

ที่มา Freshnews

“ไอ” ชิมแปนซีอัจฉริยะที่ญี่ปุ่น นับเลข-วาดภาพได้ ตายด้วยโรคชรา ขณะมีอายุ 49 ปี

"ไอ" ชิมแปนซีอัจฉริยะที่ญี่ปุ่น นับเลข-วาดภาพได้ ตายด้วยโรคชรา ขณะมีอายุ 49 ปี

13 ม.ค. 2569 10:12 น.

“ไอ” ชิมแปนซีอัจฉริยะที่ญี่ปุ่น นับเลข-วาดภาพได้ ตายด้วยโรคชรา ขณะมีอายุ 49 ปี

สถาบันวิจัยในญี่ปุ่นยืนยัน “ไอ” ชิมแปนซีเพศเมียชื่อดังจากโครงการวิจัยสมองลิง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์งานศึกษาความคิดและความจำของไพรเมต ตายแล้วด้วยโรคชราขณะมีอายุ 49 ปี 

วันที่ 13 มกราคม 2569 ศูนย์ศึกษาต้นกำเนิดเชิงวิวัฒนาการของพฤติกรรมมนุษย์ มหาวิทยาลัยเกียวโต ของญี่ปุ่น เปิดเผยว่า “ไอ” (Ai) ชิมแปนซีเพศเมียที่มีชื่อเสียงด้านความสามารถทางสติปัญญา เสียชีวิตลงแล้วในวัย 49 ปี เมื่อวันที่ 9 มกราคม ที่ผ่านมา ด้วยโรคชราและอวัยวะล้มเหลว โดยมีเจ้าหน้าที่ดูแลอยู่ใกล้ชิดในวาระสุดท้าย

โดยไอเกิดในแอฟริกาตะวันตก และถูกนำตัวมายังสถาบันในญี่ปุ่นเมื่อปี 2520 ก่อนจะกลายเป็นหัวใจสำคัญของ “โครงการไอ” (Ai Project) งานวิจัยระดับโลกว่าด้วยจิตใจของชิมแปนซี ซึ่งนำโดยศาสตราจารย์เท็ตสึโระ มัตสึซาวะ นักวานรวิทยาชื่อดัง

ผลงานวิจัยระบุว่า ไอสามารถใช้ตัวเลขและแยกแยะสีได้ โดยนักวิจัยมอบคีย์บอร์ดพิเศษเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ให้ตั้งแต่อายุเพียง 18 เดือน เพื่อศึกษาความจำและการเรียนรู้ ต่อมาเมื่ออายุ 5 ปี ไอสามารถเชี่ยวชาญการเรียกชื่อตัวเลขตั้งแต่ 1 ถึง 6 และบอกหมายเลข สี และวัตถุจากตัวอย่างกว่า 300 ชนิด 

นอกเหนือจากการทดสอบด้านสติปัญญา ไอยังมีชื่อเสียงด้านการวาดรูปและระบายสี โดยมักใช้ปากกาเมจิกขีดเขียนลงบนกระดาษเปล่าอย่างเพลิดเพลิน โดยไม่ต้องมีรางวัลเป็นอาหารเหมือนการทดลองทั่วไป ขณะที่การจากไปของไอ ถูกมองว่าเป็นการสูญเสียครั้งสำคัญของวงการวิจัยไพรเมต และเป็นบทหนึ่งของประวัติศาสตร์การศึกษาความสามารถทางปัญญาของสัตว์ที่ใกล้เคียงมนุษย์มากที่สุด.

ภูเขาไฟคิลาเวอา ในรัฐฮาวาย ปะทุพ่นน้ำพุลาวาต่อเนื่อง

ภูเขาไฟคิลาเวอา ในรัฐฮาวาย ปะทุพ่นน้ำพุลาวาต่อเนื่อง

13 ม.ค. 2569 09:53 น.

ภูเขาไฟคิลาเวอา ในรัฐฮาวาย ปะทุพ่นน้ำพุลาวาต่อเนื่อง

ภูเขาไฟคิลาเวอาในรัฐฮาวายปะทุอีกครั้ง พ่นน้ำพุลาวาร้อนฉ่าทะยานขึ้นฟ้า นับเป็นการปะทุครั้งที่ 40 ของหนึ่งในภูเขาไฟที่มีความเคลื่อนไหวมากที่สุดในโลก

ลาวาสีแดงสดพวยพุ่งขึ้นจากภูเขาไฟคิลาเวอา บนเกาะบิ๊กไอส์แลนด์ของรัฐฮาวาย สหรัฐอเมริกาอีกครั้ง โดยการปะทุครั้งล่าสุดเกิดขึ้นช่วงดึกคืนวันอาทิตย์ต่อเนื่องถึงเช้าวันจันทร์ตามเวลาท้องถิ่น

คิลาเวอาเป็นหนึ่งในภูเขาไฟที่มีความเคลื่อนไหวมากที่สุดในโลก และการปะทุครั้งนี้นับเป็นครั้งที่ 40 นับตั้งแต่เริ่มมีการบันทึกการปะทุอย่างต่อเนื่อง โดยภูเขาไฟแห่งนี้มีการปะทุเป็นระยะมาตั้งแต่ปี 1983

แม้คิลาเวอาจะมีขนาดเล็กกว่าภูเขาไฟเมานาโลอา ซึ่งเป็นภูเขาไฟที่ใหญ่ที่สุดในโลก แต่คิลาเวอากลับมีความถี่ในการปะทุสูงกว่า และมักสร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับนักท่องเที่ยวที่ขึ้นเฮลิคอปเตอร์ชมลาวาร้อนจากมุมสูง

คิลาเวอาเป็นหนึ่งในภูเขาไฟที่ยังคุกรุ่นอยู่ทั้งหมด 6 แห่งในหมู่เกาะฮาวาย และถือเป็นหัวใจสำคัญของอุทยานแห่งชาติภูเขาไฟฮาวาย โดยมีปล่องภูเขาไฟขนาดใหญ่ ยาวเกือบ 5 กิโลเมตร กว้างราว 3 กิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่มากกว่า 10 ตารางกิโลเมตร

เจ้าหน้าที่ระบุว่า ภูเขาไฟคิลาเวอามีการปะทุเป็นช่วง ๆ ต่อเนื่องมาตั้งแต่ปลายเดือนธันวาคม ปี 2024 และยังคงอยู่ภายใต้การเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด.

ที่มา : USGS

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ภูเขาไฟฮาวาย

ทรัมป์ประกาศเก็บภาษีสินค้า 25% ลงโทษประเทศที่ทำธุรกิจกับอิหร่าน พุ่งเป้าจีนคู่ค้ารายใหญ่ที่สุด

ทรัมป์ประกาศเก็บภาษีสินค้า 25% ลงโทษประเทศที่ทำธุรกิจกับอิหร่าน พุ่งเป้าจีนคู่ค้ารายใหญ่ที่สุด

13 ม.ค. 2569 09:25 น.

ทรัมป์ประกาศเก็บภาษีสินค้า 25% ลงโทษประเทศที่ทำธุรกิจกับอิหร่าน พุ่งเป้าจีนคู่ค้ารายใหญ่ที่สุด

“โดนัลด์ ทรัมป์” สั่งเก็บภาษีทันที 25% ประเทศที่ทำธุรกิจกับอิหร่าน โดยพุ่งเป้าจีนคู่ค้ารายใหญ่ที่สุด ขณะที่การประท้วงต้านรัฐบาลเข้าสู่สัปดาห์ที่สาม ทำเนียบขาวไม่ตัดทางเลือกใช้กำลังทหาร

วันที่ 13 มกราคม 2569 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประกาศว่า จะเรียกเก็บภาษีในอัตรา 25% กับสินค้าจากประเทศใดก็ตามที่มีความสัมพันธ์ทางการค้ากับอิหร่าน โดยให้มีผลทันทีเพื่อเป็นการเพิ่มแรงกดดันต่อรัฐบาลอิหร่าน ท่ามกลางการประท้วงต่อต้านรัฐบาลที่ยืดเยื้อเข้าสู่สัปดาห์ที่สาม

โดยผู้นำสหรัฐฯ ได้โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์มทรูธ โซเชียล ระบุว่า ประเทศใดก็ตามที่ทำธุรกิจกับอิหร่าน จะต้องจ่ายภาษี 25% สำหรับธุรกิจทั้งหมดที่ทำกับสหรัฐฯ ซึ่งคำสั่งนี้ถือเป็นที่สิ้นสุดและเด็ดขาด อย่างไรก็ตาม ผู้นำสหรัฐฯ ไม่ได้ให้รายละเอียดว่าการทำธุรกิจกับอิหร่านครอบคลุมขอบเขตใดบ้าง

ขณะที่ นักวิเคราะห์มองว่าจีนอาจเป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดจากมาตรการภาษาีใหม่ของทรัมป์เนื่องจากจีนถือเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของอิหร่าน รองลงมาคือ อิรัก สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ตุรกี และอินเดีย 

อย่างไรก็ตามมาตรการนี้มีขึ้นหลังทรัมป์ขู่แทรกแซงทางทหาร หากรัฐบาลอิหร่านสังหารผู้ประท้วง โดยนางแคโรไลน์ เลวิตต์ โฆษกทำเนียบขาว ระบุว่าสหรัฐฯยังไม่ตัดตัวเลือกทางทหาร รวมถึงการโจมตีทางอากาศ 

ทั้งนี้ การประท้วงในอิหร่านปะทุขึ้นตั้งแต่ปลายเดือนธันวาคม จากความไม่พอใจต่อค่าเงินเรียลที่ดิ่งลงอย่างรุนแรง ก่อนลุกลามเป็นวิกฤตความชอบธรรมของผู้นำสูงสุด อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี องค์กรข่าวนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนในสหรัฐ (HRANA) ระบุว่า ยืนยันผู้เสียชีวิตจากการประท้วงแล้วกว่า 500 ราย และเจ้าหน้าที่ความมั่นคงอีก 48 นาย ขณะที่แหล่งข่าวให้บีบีซีเชื่อว่า ตัวเลขจริงอาจสูงกว่านี้มาก และมีผู้ถูกจับกุมอีกหลายพันคน.

ที่มา BBC

พรรคหนุนกองทัพเมียนมา คว้าชัยในเขตนางซูจี ท่ามกลางข้อครหาจัดฉากสืบทอดอำนาจ

พรรคหนุนกองทัพเมียนมา คว้าชัยในเขตนางซูจี ท่ามกลางข้อครหาจัดฉากสืบทอดอำนาจ

13 ม.ค. 2569 09:11 น.

พรรคหนุนกองทัพเมียนมา คว้าชัยในเขตนางซูจี ท่ามกลางข้อครหาจัดฉากสืบทอดอำนาจ

พรรค USDP พรรคตัวแทนกองทัพเมียนมา อ้างชัยชนะในการเลือกตั้งเขต “คอว์มู” เขตเลือกตั้งเดิมของนางซูจี ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ว่า การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นเพียงฉากบังหน้าเพื่อสืบทอดอำนาจ

พรรคสหภาพสามัคคีและการพัฒนา (USDP)  ออกมาอ้างชัยชนะในการเลือกตั้งเขต “คอว์มู” เขตเลือกตั้งเดิมของนางออง ซาน ซูจี อดีตผู้นำประชาธิปไตย ที่ถูกคุมขังโดยรัฐบาลทหาร ท่ามกลางเสียงวิจารณ์จากทั้งในและต่างประเทศว่า การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นเพียงฉากบังหน้าของการสืบทอดอำนาจคณะรัฐประหาร

โดยเจ้าหน้าที่ USDP รายหนึ่ง เปิดเผยโดยไม่ขอระบุชื่อว่า พรรคสามารถชนะการเลือกตั้งในเขตคอว์มู พร้อมอ้างว่า USDP กวาดที่นั่งสภาล่างในเขตย่างกุ้งได้ถึง 15 จาก 16 เขต หลังการลงคะแนนรอบที่สองเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการเปิดเผยคะแนนเสียงหรือผลอย่างเป็นทางการ เนื่องจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งถูกแต่งตั้งโดยรัฐบาลทหาร ยังไม่ประกาศผล ขณะที่นักวิเคราะห์ชี้ว่า โครงสร้างการเลือกตั้งถูกออกแบบมาให้เอื้อประโยชน์ต่อฝ่ายทหารตั้งแต่ต้น

การเลือกตั้งครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่นางออง ซาน ซูจี ยังคงถูกควบคุมตัวโดยไม่เปิดเผยต่อสาธารณชน และพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) ซึ่งเคยชนะการเลือกตั้งถล่มทลายในอดีต ถูกยุบไปแล้ว ทำให้ฝ่ายสนับสนุนประชาธิปไตยมองว่า ประชาชนแทบไม่มีตัวเลือกทางการเมืองที่แท้จริง

รัฐบาลทหารอ้างว่า การเลือกตั้งที่จัดขึ้นตลอดหนึ่งเดือน และจะสิ้นสุดในวันที่ 25 มกราคม เป็นการคืนอำนาจให้ประชาชน แต่กลุ่มเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยกลับมองว่า เป็นการเลือกตั้งที่ถูกควบคุม ปราบปราม และปิดกั้นเสียงคัดค้าน

ทอม แอนดรูว์ส ผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ ระบุว่า ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่พรรคหนุนทหารจะอ้างชัยชนะถล่มทลาย พร้อมชี้ว่ารัฐบาลทหารได้ออกแบบการเลือกตั้งเพื่อรับประกันชัยชนะให้พรรคตัวแทน ตอกย้ำการครอบงำของกองทัพ และสร้างภาพลวงตาของความชอบธรรม ท่ามกลางความรุนแรงที่ยังไม่ยุติ

แม้จะมีการเลือกตั้ง แต่รัฐธรรมนูญที่ร่างขึ้นในยุคกองทัพยังคงสงวนที่นั่งในรัฐสภาอย่างน้อย 25 เปอร์เซ็นต์ไว้ให้กองทัพโดยอัตโนมัติ

หลังรัฐประหารปี 2021 เมียนมาตกอยู่ในภาวะสงครามกลางเมือง การเลือกตั้งไม่สามารถจัดขึ้นได้ในหลายพื้นที่ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของกลุ่มต่อต้าน ซึ่งตั้งรัฐบาลคู่ขนานท้าทายอำนาจกองทัพ

กลุ่มติดตามความรุนแรง ACLED ประเมินว่า มีผู้เสียชีวิตจากความขัดแย้งแล้วราว 90,000 คน ขณะที่วันเลือกตั้งรอบแรกเมื่อ 28 ธันวาคมที่ผ่านมา มีเหตุรุนแรงมากถึง 52 เหตุการณ์ มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 68 คน ถือเป็นวันที่นองเลือดที่สุดในรอบหลายเดือน

ขณะเดียวกัน ประชาชนมากกว่า 330 คน ถูกดำเนินคดีจากการวิจารณ์หรือคัดค้านการเลือกตั้ง และมีนักโทษการเมืองกว่า 22,000 คน รวมถึงนางออง ซาน ซูจี ยังคงถูกคุมขังอยู่.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ เลือกตั้งเมียนมา

ดับแล้ว 648 ศพ ประท้วงเดือดในอิหร่าน เตหะรานจัดชุมนุมตอบโต้

ดับแล้ว 648 ศพ ประท้วงเดือดในอิหร่าน เตหะรานจัดชุมนุมตอบโต้

13 ม.ค. 2569 04:25 น.

ดับแล้ว 648 ศพ ประท้วงเดือดในอิหร่าน เตหะรานจัดชุมนุมตอบโต้

กลุ่มสิทธิเผย จำนวนผู้เสียชีวิตในเหตุประท้วงใหญ่ในอิหร่าน เพิ่มขึ้นเป็น 648 ศพแล้ว ขณะที่ทางการอิหร่านจัดการชุมนุมสำหรับผู้สนับสนุน เพื่อตอบโต้การประท้วง

เมื่อวันจันทร์ที่ 12 ม.ค. 2569 องค์กรสิทธิมนุษยชนอิหร่าน (IHR) ระบุว่า การปราบปรามการประท้วงในอิหร่านอย่างรุนแรงส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 648 ศพ และมีผู้ถูกจับกุมประมาณ 10,000 คน ในขณะที่ทางการอิหร่านพยายามกลับมาควบคุมสถานการณ์บนท้องถนนด้วยการจัดชุมนุมใหญ่ทั่วประเทศ

IHR ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ที่ประเทศนอร์เวย์ ระบุด้วยว่า ผู้เสียชีวิตดังกล่าวเป็นเยาวชน 9 ราย และมีผู้บาดเจ็บอีกหลายพันคน พร้อมเตือนว่าจำนวนผู้เสียชีวิตที่แท้จริงน่าจะสูงกว่านี้มาก โดยรายงานบางกระแสระบุตัวเลขไว้สูงถึง 6,000 ศพ แต่ไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการแต่อย่างใด

IHR เสริมว่า การปิดกั้นอินเทอร์เน็ตซึ่งดำเนินมานานหลายวันแล้ว มีวัตถุประสงค์เพื่อปกปิดขอบเขตความรุนแรงของการนองเลือดที่เกิดขึ้น ทำให้ตรวจสอบยืนยันรายงานการเสียชีวิตได้ยาก

ทั้งนี้ การประท้วงในอิหร่านปะทุขึ้นเมื่อ 28 ธ.ค. 2568 จากความไม่พอใจในปัญหาค่าเงินตกต่ำ ก่อนจะลุกลามเป็นการประท้วงต่อต้านการปกครองของรัฐบาล ที่ดำเนินมาตั้งแต่การปฏิวัติอิสลามในปี 2522

รัฐบาลพยายามหาทางกลับมาควบคุมสถานการณ์ในประเทศ โดยเรียกร้องให้กลุ่มผู้สนับสนุนจัดการชุมนุมทั่วประเทศในวันจันทร์ โดยผู้ชุมนุมจำนวนมาก ออกมารวมตัวเพื่อฟังการปราศรัยของฝ่ายรัฐบาลอิหร่าน พร้อมกับชูป้ายที่มีข้อความต่อต้านสหรัฐอเมริกากับอิสราเอล

นายโมฮัมหมัด บาเคอร์ กาลิบัฟ ประธานรัฐสภาอิหร่านกล่าวปราศรัยต่อฝูงชนว่า อิหร่านกำลังต่อสู้ใน “สงครามสี่ด้าน” ซึ่งประกอบด้วย สงครามเศรษฐกิจ, สงครามจิตวิทยา, “สงครามทางทหาร” กับสหรัฐอเมริกาและอิสราเอล และ “สงครามต่อต้านผู้ก่อการร้ายในวันนี้” ซึ่งเป็นการสื่อถึงกลุ่มผู้ประท้วง

นายกาลิบัฟยังให้คำมั่นว่ากองทัพอิหร่านจะมอบ “บทเรียนที่ยากจะลืมเลือน” ให้แก่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ หากอิหร่านถูกโจมตี

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ทรัมป์อ้างว่ารัฐบาลอิหร่านภายใต้การนำของผู้นำสูงสุด อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ได้ติดต่อมาหาเขาเพื่อขอ “เจรจา” หลังจากตัวเขาขู่หลายครั้งว่าจะใช้กำลังทหารเข้าแทรกแซง หากรัฐบาลเตหะรานยังคงสังหารผู้ประท้วง

ด้านนาย อับบาส อารักชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่าน กล่าวในที่ประชุมเอกอัครราชทูตต่างประเทศในกรุงเตหะรานว่า “สาธารณรัฐอิสลามอิหร่านไม่ได้แสวงหาสงคราม แต่เรามีความพร้อมอย่างเต็มที่สำหรับสงคราม”

“เราพร้อมสำหรับการเจรจาเช่นกัน แต่การเจรจาเหล่านั้นต้องมีความยุติธรรม มีสิทธิที่เท่าเทียม และตั้งอยู่บนพื้นฐานของการเคารพซึ่งกันและกัน”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ทรัมป์ลั่นเจ๊งแน่ หากศาลฎีกาสั่งคว่ำกำแพงภาษี ชี้ต้องชดเชยนับล้านล้าน

ทรัมป์ลั่นเจ๊งแน่ หากศาลฎีกาสั่งคว่ำกำแพงภาษี ชี้ต้องชดเชยนับล้านล้าน

13 ม.ค. 2569 02:23 น.

ทรัมป์ลั่นเจ๊งแน่ หากศาลฎีกาสั่งคว่ำกำแพงภาษี ชี้ต้องชดเชยนับล้านล้าน

โดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ข้อความเตือนว่า สหรัฐฯ จะเผชิญวิกฤตอย่างหนัก หากศาลฎีกาตัดสินคว่ำมาตรการภาษีของเขา ชี้อเมริกาอาจต้องจ่ายชดเชยนับล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งไม่มีทางจ่ายไหว

เมื่อวันที่ 12 ม.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social เพื่อเตือนถึงผลกระทบ ในกรณีที่ศาลสูงสุดมีคำตัดสินให้สหรัฐฯ แพ้ในคดีกำแพงภาษีที่รัฐบาลของเขาเรียกเก็บจากคู่ค้าทั่วโลก โดยระบุว่า สหรัฐฯ อาจต้องจ่ายเงินชดเชยหลายล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งไม่มีทางจ่ายไหว

“จำนวนเงินจริงที่เราอาจจะต้องจ่ายคืน หากศาลสูงสุดตัดสินให้สหรัฐอเมริกาเป็นฝ่ายแพ้ในคดีภาษีศุลกากรไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม จะสูงถึงหลายแสนล้านดอลลาร์ และนั่นยังไม่นับรวมจำนวนเงิน “ชดเชย” ที่ประเทศและบริษัทต่างๆ จะเรียกร้องจากการที่พวกเขาได้ลงทุนสร้างโรงงาน สถานประกอบการ และเครื่องจักร (ในสหรัฐฯ) เพื่อจะได้ไม่ต้องจ่ายภาษีศุลกากร”

“เมื่อรวมการลงทุนเหล่านี้เข้าไปด้วย เรากำลังพูดถึงเงินจำนวนหลายล้านล้านดอลลาร์! มันจะเป็นความวุ่นวายอย่างที่สุด และแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่ประเทศของเราจะจ่ายไหว”

“ใครก็ตามที่บอกว่าเรื่องนี้สามารถจัดการได้โดยง่ายและรวดเร็ว ถือเป็นการให้คำตอบที่ผิด คลาดเคลื่อน หรือเข้าใจคำถามที่ใหญ่และซับซ้อนนี้ผิดไปอย่างสิ้นเชิง มันอาจจะเป็นไปไม่ได้เลย แต่ถ้าทำได้ จำนวนเงินดอลลาร์นั้นจะมหาศาลมากจนต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะรู้ว่าเรากำลังพูดถึงตัวเลขเท่าไหร่ และแม้กระทั่งว่าจะต้องจ่ายให้ใคร เมื่อไหร่ และที่ไหน”

“จำไว้ว่า เมื่ออเมริกาเปล่งประกาย โลกก็จะเปล่งประกายด้วย หรือพูดอีกอย่างก็คือ หากศาลสูงสุดตัดสินเป็นโทษต่อสหรัฐอเมริกาในเรื่องขุมทรัพย์ด้านความมั่นคงของชาตินี้ พวกเราเจ๊งแน่! (WE’RE SCREWED!)”

ทั้งนี้ ศาลสูงสุดสหรัฐฯ มีกำหนดออกคำวินิจฉัยคดีต่างๆ ครั้งถัดไปในวันพุธที่ 14 ม.ค.นี้ แต่ไม่แน่ชัดว่าจะมีคำตัดสินเรื่องคดีภาษีของนายทรัมป์ออกมาด้วยหรือไม่

แต่เมื่อคำตัดสินออกมา ประเด็นสำคัญที่จะถูกชี้ขาดมีอยู่สองประเด็น คือ รัฐบาลสามารถใช้ บทบัญญัติภายใต้กฎหมายอำนาจทางเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศ (IEEPA) ในการเรียกเก็บภาษีได้หรือไม่ และหากพบว่าไม่เหมาะสม สหรัฐฯ จะต้องคืนเงินภาษีให้แก่ผู้นำเข้าที่ได้ชำระอากรไปแล้วหรือไม่

อย่างไรก็ตาม คำตัดสินขั้นสุดท้ายอาจออกมาในรูปแบบที่เป็นกลางหรืออยู่ระหว่างกลางของทั้งสองแนวทางนี้ได้เช่นกัน โดยศาลมีทางเลือกที่จะอนุมัติอำนาจให้อย่างจำกัดภายใต้กฎหมาย IEEPA และกำหนดให้มีการคืนเงินเพียงบางส่วนเท่านั้น รวมถึงยังมีทางเลือกอื่นๆ อีกมากมายในการจัดการกับประเด็นที่ละเอียดอ่อนนี้

ไม่เพียงเท่านั้น แม้ว่าทำเนียบขาวจะแพ้คดีนี้ แต่พวกเขาก็ยังมี “เครื่องมืออื่นๆ” ที่สามารถนำมาใช้ประกาศเรียกเก็บภาษีศุลกากรได้ โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาอำนาจฉุกเฉินตามที่ระบุไว้ในกฎหมายฉบับดังกล่าว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : truthsocial , cnbc

เวเนซุเอลาปล่อยนักโทษการเมืองเพิ่ม หลังสหรัฐฯ กดดันหนัก

เวเนซุเอลาปล่อยนักโทษการเมืองเพิ่ม หลังสหรัฐฯ กดดันหนัก

13 ม.ค. 2569 01:23 น.

เวเนซุเอลาปล่อยนักโทษการเมืองเพิ่ม หลังสหรัฐฯ กดดันหนัก

ทางการเวเนซุเอลาประกาศปล่อยตัวนักโทษการเมืองเพิ่มอีกนับร้อยคน ท่ามกลางแรงกดดันจากสหรัฐฯ ขณะที่ฝ่ายค้านกับกลุ่มสิทธิอ้างว่า ตัวเลขที่รัฐบาลบอกสูงกว่าความเป็นจริง

เมื่อวันจันทร์ที่ 12 ม.ค. 2569 ทางการเวเนซุเอลาออกมาเปิดเผยว่า พวกเขาดำเนินการปล่อยตัวนักโทษการเมืองเพิ่มอีก 116 คน ท่ามกลางแรงกดดันจากสหรัฐฯ ซึ่งส่งทหารบุกจับตัวอดีตประธานาธิบดี นิโกลัส มาดูโร ถึงในกรุงการากัสเมื่อช่วงต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมา

แต่ฝ่ายค้านและกลุ่มสิทธิมนุษยชนอ้างว่า จำนวนนักโทษการเมืองที่ได้รับการปล่อยตัวจริง ต่ำกว่าจำนวนที่รัฐบาลเปิดเผย โดยผลจากการนับจำนวนขององค์กรเอ็นจีโอหลายแห่งชี้ว่า มีผู้ได้รับการปล่อยตัวเพียงประมาณ 50 ราย นับตั้งแต่พฤหัสบดีที่ผ่านมา

รัฐบาลเวเนซุเอลาระบุเมื่อสัปดาห์ก่อนว่า จะปล่อยตัวผู้ที่ถูกจำคุกในสมัยของมาดูโร ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ที่เข้าร่วมการประท้วงหลังจากการเลือกตั้งในปี 2567 ซึ่งถูกครหาว่าเต็มไปด้วยการทุจริต

ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา บรรดาญาติพี่น้องของผู้ถูกคุมขังต่างไปปักหลักรออยู่ที่หน้าเรือนจำหลายแห่งในเวเนซุเอลา และเริ่มมีความกระวนกระวายใจมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อคนที่พวกเขาเฝ้ารอยังไม่ได้รับการปล่อยตัว

ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกมาแสดงความยินดีกับการปล่อยตัวนักโทษชุดแรก และกล่าวว่าเขาหวังว่าเหล่านักโทษที่ได้รับอิสรภาพ “จะจดจำได้ว่าพวกเขาโชคดีเพียงใดที่สหรัฐฯ ยื่นมือเข้ามาและทำในสิ่งที่จำเป็นต้องทำ”

อนึ่ง กลุ่มสิทธิมนุษยชนประเมินว่า ยังคงมีนักโทษการเมืองถูกคุมขังอยู่ในเวเนซุเอลาอีกประมาณ 800 ถึง 1,200 ราย

ทั้งนี้ นาง เดลซี โรดริเกซ ประธานาธิบดีรักษาการของเวเนซุเอลา กำลังอยู่ระหว่างการเจรจาหลายด้านกับวอชิงตัน แม้ว่าเธอจะเป็นพันธมิตรที่เหนียวแน่นของนายมาดูโรก็ตาม ขณะที่ทางสหรัฐฯ ก็กำลังมองหาช่องทางแสวงหาประโยชน์จากปริมาณน้ำมันสำรองมหาศาลของเวเนซุเอลา

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ทรัมป์กล่าวว่าเขาเปิดกว้างสำหรับการพบปะกับนางโรดริเกซ และระบุว่ารัฐบาลของเขากำลังประสานงานกับรัฐบาลของเธอได้ “ดีมาก”

คณะทูตของสหรัฐฯ เพิ่งเดินทางเยือนกรุงการากัสเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (9 ม.ค.) เพื่อหารือกับเจ้าหน้าที่เวเนซุเอลาเรื่องการกลับมาเปิดสถานเอกอัครราชทูตเวเนซุเอลาในกรุงวอชิงตันอีกครั้ง หลังจากทั้ง 2 ประเทศตัดความสัมพันธ์ทางการทูตไปนานถึง 7 ปี

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna