UK เริ่มสอบสวน แพลตฟอร์ม X ของอีลอน มัสก์ ปมเอไอ Grok สร้างภาพลามก

UK เริ่มสอบสวน แพลตฟอร์ม X ของอีลอน มัสก์ ปมเอไอ Grok สร้างภาพลามก

12 ม.ค. 2569 23:07 น.

UK เริ่มสอบสวน แพลตฟอร์ม X ของอีลอน มัสก์ ปมเอไอ Grok สร้างภาพลามก

หน่วยงานตรวจสอบของสหราชอาณาจักร เริ่มการสอบสวนแพลตฟอร์ม X ของอีลอน มัสก์ แล้ว จากกรณีเอไอ Grok ถูกนำไปใช้สร้างภาพลามกอนาจาร

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 12 ม.ค. 2569 ว่า สำนักงานกำกับดูแลอิสระด้านการสื่อสารและโทรคมนาคมของสหราชอาณาจักร หรือ ออฟคอม (Ofcom) เริ่มดำเนินการสอบสวนแพลตฟอร์ม X ของอีลอน มัสก์ แล้ว จากความกังวลว่า Grok ซึ่งเป็นเครื่องมือเอไอ (AI) ของแพลตฟอร์ม กำลังถูกนำไปใช้เพื่อสร้างภาพในเชิงลามกอนาจาร

ออฟคอมระบุในแถลงการณ์ว่า มีรายงานที่น่ากังวลอย่างยิ่งเกี่ยวกับการใช้แชทบอต Grok เพื่อสร้างและแชร์ภาพเปลือยของบุคคล รวมถึง “ภาพลามกอนาจารของเด็ก”

หากพบว่ามีการกระทำผิดกฎหมายจริง Ofcom อาจสั่งปรับ X เป็นจำนวนเงินสูงสุดถึง 10% ของรายได้ทั่วโลก หรือจำนวน 18 ล้านปอนด์ (ราว 800 ล้านบาท) ขึ้นอยู่กับว่าจำนวนใดมากกว่ากัน

ทางด้าน X ได้แจ้งให้ BBC ไปดูแถลงการณ์ที่โพสต์โดยบัญชี X “Safety” เมื่อช่วงต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมา ซึ่งระบุว่า: “ใครก็ตามที่ใช้งานหรือป้อนคำสั่ง (Prompt) ให้ Grok สร้างเนื้อหาที่ผิดกฎหมาย จะต้องได้รับโทษเช่นเดียวกับการอัปโหลดเนื้อหาที่ผิดกฎหมาย”

ขณะที่อีลอน มัสก์ โพสต์ข้อความในเวลาต่อมาว่า “รัฐบาลสหราชอาณาจักรต้องการข้ออ้างใดก็ได้เพื่อการเซ็นเซอร์” ตอบโพสต์ของผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตรายหนึ่งที่ตั้งคำถามว่า เหตุใดแพลตฟอร์มไออื่น จึงไม่ถูกตรวจสอบด้วย

BBC ระบุว่า พวกเขาพบภาพที่ถูกดัดแปลงทางดิจิทัลจำนวนมากบน X โดยเป็นภาพที่ผู้หญิงถูกทำให้เปลือยกายและจัดวางในท่าทางเชิญชวนทางเพศโดยไม่ได้รับความยินยอม ผู้เสียหายรายหนึ่งกล่าวว่า ภาพตัวเธอถูกนำไปใช้สร้างภาพเชิงลามกอนาจารมากกว่า 100 ภาพ

หาก X ไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนด ออฟคอมสามารถขอคำสั่งศาลเพื่อบังคับให้ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตระงับการเข้าถึงเว็บไซต์ X ในสหราชอาณาจักรทั้งหมดได้

นาง ลิซ เคนดอล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยี ของสหราชอาณาจักรบอกกับ BBC ว่า เธอขานรับการสอบสวนของออฟคอม และเร่งรัดให้ดำเนินการให้เสร็จสิ้นโดยเร็วที่สุด “เป็นเรื่องสำคัญมากที่ Ofcom จะต้องสรุปการสอบสวนนี้อย่างรวดเร็ว เพราะสาธารณชน โดยเฉพาะบรรดาเหยื่อ จะไม่ยอมรับความล่าช้าใดๆ ทั้งสิ้น”

ด้านบ้านเลขที่ 10 ถนนดาวนิง หรือสำนักงานของนายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร ระบุว่า รัฐบาลยังคงให้ความสำคัญกับการปกป้องเด็ก และจะมีการทบทวนการใช้งานแพลตฟอร์ม X ของทางรัฐบาลต่อไป

หลังจากนี้ ออฟคอมจะตรวจสอบว่า X ล้มเหลวในการลบเนื้อหาที่ผิดกฎหมายอย่างรวดเร็วเมื่อได้รับทราบเรื่องหรือไม่ และได้ดำเนินการ “ขั้นตอนที่เหมาะสม” เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้คนในสหราชอาณาจักรเข้าถึงเนื้อหาดังกล่าวแล้วหรือยัง

ออฟคอมระบุว่า เนื้อหาที่ผิดกฎหมายเหล่านี้รวมถึง “ภาพลามกอนาจารที่เจ้าตัวไม่ยินยอม” และภาพลามกอนาจารเด็ก ซึ่งจะมีการตรวจสอบว่า X มีมาตรการยืนยันอายุที่มีประสิทธิภาพสูง เพื่อขัดขวางไม่ให้เด็กๆ มองเห็นภาพลามกอนาจารหรือไม่ด้วย

ทั้งนี้ ความเคลื่อนไหวของสหราชอาณาจักรเกิดขึ้นท่ามกลางกระแสโจมตี Grok ที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก จากฟีเจอร์การสร้างภาพ ซึ่งถูกนำไปใช้เพื่อสร้างภาพลามกอนาจารได้อย่างง่ายดาย ส่งผลให้ทั้ง มาเลเซียกับอินโดนีเซีย สั่งระงับการเข้าถึงเครื่องมือเอไอดังกล่าวชั่วคราวเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ช้างป่าอินเดียดุ สังหารคนแล้ว 20 ศพใน 9 วัน จนท.ยังจับตัวไม่ได้

ช้างป่าอินเดียดุ สังหารคนแล้ว 20 ศพใน 9 วัน จนท.ยังจับตัวไม่ได้

12 ม.ค. 2569 21:55 น.

ช้างป่าอินเดียดุ สังหารคนแล้ว 20 ศพใน 9 วัน จนท.ยังจับตัวไม่ได้

ช้างป่าตัวหนึ่งในประเทศอินเดีย ก่อเหตุทำร้ายคนจนเสียชีวิตไปแล้วถึง 20 ศพ ภายในเวลาเพียง 9 วัน เจ้าหน้าที่ยังจับตัวไม่ได้ และระดมกำลังกว่า 100 นายเร่งค้นหา

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 12 ม.ค. 2569 ว่า ช้างป่าตัวหนึ่งในรัฐฌารขัณฑ์ ทางตะวันออกของอินเดีย ก่อเหตุทำร้ายคนจนเสียชีวิตไปแล้วอย่างน้อย 20 ศพ ภายในระยะเวลาเพียง 9 วัน โดยเจ้าหน้าที่ยังไม่สามารถจับช้างตัวนี้ได้

เหตุสลดดังกล่าวเกิดขึ้นระหว่างวันที่ 1-9 ม.ค.ที่ผ่านมา ในเขตป่าไชบาซา (Chaibasa) และโกลฮัน (Kolhan) ในเขตสิงห์ภูมิตะวันตก (West Singhbhum) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของป่าไม้สาละที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชีย

การปะทะกันระหว่างคนกับช้างป่าในอินเดียเกิดขึ้นมานานหลายปีแล้ว โดยเจ้าหน้าที่และนักวิจัยระบุว่าสาเหตุเชื่อมโยงกับการลดลงของพื้นที่ป่า, ถิ่นที่อยู่อาศัยถูกแบ่งแยกออกจากกัน และการเพิ่มขึ้นของกิจกรรมของมนุษย์ใกล้กับเส้นทางสัญจรของช้าง

เจ้าหน้าที่เผยว่า กำลังมีการระดมกำลังเจ้าหน้าที่ป่าไม้มากกว่า 100 นายร่วมในปฏิบัติการครั้งใหญ่ เพื่อระบุตำแหน่งของช้างตัวนี้

กุลดีป มีนา เจ้าหน้าที่ป่าไม้ในรัฐฌารขัณฑ์กล่าวว่า “นี่คือสถานการณ์ที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน เป็นครั้งแรกที่พบการเสียชีวิตจำนวนมากที่เชื่อมโยงกับช้างพลายเพียงตัวเดียวในภูมิภาคนี้” เขากล่าวเสริมด้วยว่า ทางการประกาศให้มีการเฝ้าระวังระดับสูงสุดในพื้นที่ทั้งหมดเพื่อป้องกันการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินเพิ่มเติมแล้ว

นายมีนากล่าวด้วยว่า สิ่งสำคัญเร่งด่วนที่สุดในขณะนี้คือการแกะรอย จับตัว และส่งสัตว์ตัวนี้กลับคืนสู่ป่าอย่างปลอดภัย

ด้านนาย จันดัน กุมาร (Chandan Kumar) ผู้ว่าการรัฐฌารขัณฑ์ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีว่า มีเจ้าหน้าที่ป่าไม้รวมอยู่ในกลุ่มผู้เสียชีวิตทั้ง 20 รายด้วย โดยทางหน่วยงานได้ประกาศมอบเงินเยียวยาให้กับครอบครัวผู้สูญเสียแล้ว

การเสียชีวิตส่วนใหญ่เกิดขึ้นในเวลากลางคืน ในขณะที่ชาวบ้านกำลังเฝ้าผลผลิตข้าวเปลือกที่เก็บไว้ในนาและยุ้งฉาง ซึ่งเป็นวิถีปฏิบัติปกติในพื้นที่ชนบทของอินเดีย

เจ้าหน้าที่ระบุว่า หนึ่งในผู้เสียชีวิตเป็นชายวัย 34 ปี ถูกทำร้ายใกล้กับบ้านของเขาในหมู่บ้านโพธิจารี (Bodijari) ขณะกำลังเดินทางกลับจากทำงาน

ขณะที่ในหมู่บ้าน พีรสิงห์ ฮาตู (Birsingh Hatu) ชายวัย 62 ปี ถูกทำร้ายเสียชีวิตขณะเฝ้าทุ่งนาของเขา ในคืนเดียวกัน ชายวัย 42 ปีจากหมู่บ้านใกล้เคียง ถูกช้างเหยียบจนเสียชีวิตขณะนอนหลับอยู่หน้าบ้านของตัวเอง ตามคำบอกเล่าของผู้เป็นลูกชาย

ในอีกเหตุการณ์หนึ่งเมื่อวันที่ 5 ม.ค. นายกุนทรา บาโฮดา (Kundra Bahoda) พร้อมลูกสองคน อายุ 6 ขวบกับ 8 ขวบ ถูกช้างทำร้ายเสียชีวิต โดยที่ภรรยาสามารถพาลูกสาววัย 2 ขวบที่ได้รับบาดเจ็บหนีไปได้ทัน

เจ้าหน้าที่ป่าไม้กล่าวว่า ช้างตัวนี้ยังหนุ่ม คล่องตัวสูง และเปลี่ยนตำแหน่งที่อยู่บ่อยครั้ง โดยเฉพาะในเวลากลางคืน ทำให้ยากต่อการติดตาม ทีมเจ้าหน้าที่ได้ใช้การตีกลองส่งสัญญาณเตือนแบบดั้งเดิมเพื่อให้ชาวบ้านระวังตัว พร้อมทั้งแนะนำไม่ให้ประชาชนออกนอกบ้านหรือนอนนอกบ้านในเวลากลางคืน

นายมีนากล่าวว่า การประเมินเบื้องต้นบ่งชี้ว่าช้างตัวนี้อาจอยู่ในช่วงตกมัน ทำให้มีอาการดุร้ายรุนแรงขึ้น ซึ่งพฤติกรรมนี้ตามปกติแล้วจะสงบลงภายใน 15 ถึง 20 วัน

เจ้าหน้าที่คาดด้วยว่า ช้างตัวนี้อาจพลัดหลงจากโขลง ซึ่งตอกย้ำถึงความจำเป็นในการระบุตำแหน่งและช่วยให้มันกลับเข้ากลุ่มกับช้างตัวอื่นๆ ในป่าได้อีกครั้ง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

“เจอโรม พาวเวลล์” ประธานเฟด ถูก ก.ยุติธรรมสหรัฐฯ เปิดสอบสวนทางอาญา

"เจอโรม พาวเวลล์" ประธานเฟด  ถูก ก.ยุติธรรมสหรัฐฯ เปิดสอบสวนทางอาญา

12 ม.ค. 2569 15:10 น.

“เจอโรม พาวเวลล์” ประธานเฟด ถูก ก.ยุติธรรมสหรัฐฯ เปิดสอบสวนทางอาญา

นายเจอโรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) เปิดเผยว่า เขาตกเป็นเป้าหมายในการสอบสวนทางอาญาโดยกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ซึ่งถือเป็นเหตุการณ์ที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์การเงินของประเทศ โดยพนักงานอัยการได้ยื่นหมายเรียกพยานและเอกสาร และขู่จะฟ้องร้องเขาในข้อหาอาญาเกี่ยวกับการให้ถ้อยคำต่อคณะกรรมการวุฒิสภา เรื่องการปรับปรุงอาคารสำนักงานของธนาคารกลาง

นายพาวเวลล์ระบุผ่านวิดีโอแถลงการณ์ว่า การสอบสวนครั้งนี้เป็นผลมาจากความโกรธแค้นของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ไม่พอใจตนเองที่ไม่ยอมลดอัตราดอกเบี้ยตามคำสั่ง แม้จะถูกกดดันอย่างหนักจากทำเนียบขาวมาโดยตลอด

“นี่คือบททดสอบว่าเฟดจะยังคงมีความเป็นอิสระในการกำหนดอัตราดอกเบี้ยตามสภาวะเศรษฐกิจได้ต่อไปหรือไม่ หรือนโยบายการเงินจะต้องยอมสยบต่อการข่มขู่และการกดดันทางการเมือง” นายพาวเวลล์กล่าว พร้อมย้ำว่าไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย แต่การกระทำครั้งนี้ต้องดูบริบทของการคุกคามที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องจากฝ่ายบริหารด้วย

ด้านประธานาธิบดีทรัมป์ ให้สัมภาษณ์ว่าเขาไม่รู้เรื่องการสอบสวนของกระทรวงยุติธรรม แต่ก็ได้วิจารณ์พาวเวลล์อย่างรุนแรงว่า “เขาทำงานที่เฟดได้ไม่ดีพอ และเรื่องการก่อสร้างอาคารเขาก็ทำได้แย่มาก”

สื่อรายงานว่าคดีจะอยู่ในความดูแลของสำนักงานอัยการสหรัฐประจำกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ด้านนักวิเคราะห์การลงทุนชี้ว่าแรงกดดันดังกล่าวอาจไม่สมเหตุสมผล เนื่องจากเฟดไม่ได้เพิกเฉยต่อนโยบายดอกเบี้ย

ข่าวการสอบสวนประธานเฟด ประกอบกับสถานการณ์ความไม่สงบในอิหร่าน ส่งผลให้ราคาทองคำในวันจันทร์ (12 ม.ค.) พุ่งขึ้น 1.4% แตะระดับ 4,572.36 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยในช่วงหนึ่งพุ่งไปแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 4,600.33 ดอลลาร์ เช่นเดียวกับราคาเงินที่พุ่งทำสถิติใหม่ที่ 84.58 ดอลลาร์ต่อออนซ์

เหล่านักการเมืองและนักวิเคราะห์ต่างออกมาแสดงความกังวล โดย สว. ทอม ทิลลิส จากพรรครีพับลิกัน ระบุว่าจะคัดค้านการแต่งตั้งใครก็ตามที่จะมาแทนพาวเวลล์จนกว่าคดีจะสิ้นสุด เพื่อปกป้องความเป็นอิสระของเฟด ขณะที่ สว. เอลิซาเบธ วอร์เรน จากพรรคเดโมแครต ชี้ว่าทรัมป์กำลังพยายามกำจัดพาวเวลล์เพื่อส่ง “หุ่นเชิด” เข้ามาควบคุมธนาคารกลางอย่างเบ็ดเสร็จ

ประวัติการฟ้องร้องคู่ปรับทางการเมืองนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่หน่วยงานยุติธรรมภายใต้รัฐบาลทรัมป์เปิดสอบสวนผู้ที่ขัดแย้งกับเขา ก่อนหน้านี้มีการฟ้องร้องอาญาทั้ง เลทิเทีย เจมส์ อัยการรัฐนิวยอร์ก และ เจมส์ โคมีย์ อดีตผู้อำนวยการเอฟบีไอ ซึ่งศาลได้ยกฟ้องไปก่อนหน้านี้ รวมถึงความพยายามในการปลด ลิซา คุก ออกจากสมาชิกคณะกรรมการผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐฯ ที่คดีกำลังจะเข้าสู่การพิจารณาของศาลฎีกาในเดือนนี้.

ที่มา BBC

“ทรัมป์” ขู่จัดการขั้นเด็ดขาดเหตุประท้วงอิหร่าน เผยอิหร่านแจ้งขอเจรจาโครงการนิวเคลียร์

"ทรัมป์" ขู่จัดการขั้นเด็ดขาดเหตุประท้วงอิหร่าน เผยอิหร่านแจ้งขอเจรจาโครงการนิวเคลียร์

12 ม.ค. 2569 14:32 น.

“ทรัมป์” ขู่จัดการขั้นเด็ดขาดเหตุประท้วงอิหร่าน เผยอิหร่านแจ้งขอเจรจาโครงการนิวเคลียร์

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ออกแถลงการณ์ระบุว่า กองทัพสหรัฐฯ กำลังพิจารณา “ทางเลือกที่รุนแรงมาก” ต่ออิหร่าน ท่ามกลางเหตุการณ์ความไม่สงบจากการประท้วงขับไล่รัฐบาลที่ลุกลามไปทั่วประเทศ ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมากและสถานการณ์ส่อแววบานปลายเป็นวิกฤตระดับนานาชาติ ขณะที่อิหร่านแจ้งขอเจรจาโครงการนิวเคลียร์

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวว่าอิหร่านโทรมาเพื่อเจรจาเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ ซึ่งอิสราเอลและสหรัฐฯ ได้ทิ้งระเบิดทำลายในสงคราม 12 วันเมื่อเดือนมิถุนายน ทรัมป์ได้เตือนผู้นำอิหร่านว่าสหรัฐฯ จะโจมตีหากกองกำลังรักษาความปลอดภัยเปิดฉากยิงใส่ผู้ประท้วง

หน่วยงานนักสิทธิมนุษยชน (HRANA) รายงานว่าสามารถยืนยันตัวเลขผู้เสียชีวิตได้แล้วเกือบ 500 ราย และเจ้าหน้าที่ความมั่นคงอีก 48 นาย ขณะที่แหล่งข่าวระบุว่าตัวเลขจริงอาจสูงกว่านี้มาก มีการเผยแพร่คลิปวิดีโอจากห้องเก็บศพใกล้กรุงเตหะรานที่เผยให้เห็นถุงใส่ศพกว่า 180 ใบวางเรียงราย ท่ามกลางเสียงร้องไห้ระงมของญาติที่มาตามหาคนรัก แหล่งข่าวในพื้นที่เผยว่า “ถนนในเตหะรานเต็มไปด้วยเลือด และเจ้าหน้าที่กำลังใช้รถบรรทุกขนย้ายศพออกไป”

แม้ทรัมป์จะระบุว่าเจ้าหน้าที่อิหร่านได้ติดต่อมาเพื่อขอเจรจา และกำลังมีการนัดหมายเกิดขึ้น แต่เขาเน้นย้ำว่า “เราอาจต้องลงมือก่อนที่จะมีการประชุม” เนื่องจากทนเห็นการปราบปรามที่โหดร้ายไม่ได้ 

สื่อระหว่างประเทศไม่สามารถรายงานจากภายในอิหร่านได้โดยตรง และรัฐบาลได้ตัดอินเทอร์เน็ตตั้งแต่วันที่ 8 ม.ค. ทำให้การตรวจสอบข้อมูลยากขึ้น ทำให้ทรัมป์เตรียมหารือกับ อีลอน มัสก์ เพื่อใช้ระบบดาวเทียมสตาร์ลิงก์กู้คืนสัญญาณอินเทอร์เน็ตในอิหร่าน หลังจากรัฐบาลอิหร่านสั่งตัดสัญญาณทั่วประเทศเพื่อปิดกั้นการสื่อสารของผู้ประท้วง

ขณะที่รายงานของวอลล์สตรีทเจอร์นัลระบุว่า ทรัมป์ได้รับแจ้งแผนการโจมตีทางอากาศต่อเป้าหมายสำคัญในอิหร่านแล้ว รวมถึงการใช้เครื่องมือทางดิจิทัลโจมตีกองทัพอิหร่าน การสนับสนุนข้อมูลออนไลน์ให้กลุ่มต่อต้านรัฐบาล และเพิ่มความเข้มงวดทางการค้าและเศรษฐกิจขั้นสูงสุด

ด้านอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ตราหน้าผู้ประท้วงว่าเป็น “กลุ่มอันธพาล” และอ้างว่าสหรัฐฯ กับอิสราเอลอยู่เบื้องหลังการปลุกปั่น ขณะที่อัยการสูงสุดของอิหร่านประกาศว่า ใครก็ตามที่เข้าร่วมการประท้วงจะถูกถือว่าเป็น “ศัตรูของพระเจ้า”  ซึ่งมีโทษประหารชีวิต นอกจากนี้ ประธานสภาอิหร่านยังเตือนสหรัฐฯ ว่าอย่า “คำนวณพลาด” เพราะหากมีการโจมตีเกิดขึ้น ฐานทัพและเรือขนส่งของสหรัฐฯ รวมถึงอิสราเอลในภูมิภาค จะตกเป็นเป้าหมายทันที

การประท้วงครั้งนี้มีจุดเริ่มมาจากความโกรธแค้นเรื่องค่าเงินที่ตกต่ำอย่างรุนแรงในช่วงปลายเดือนธันวาคม ก่อนจะขยายตัวเป็นการเรียกร้องสิทธิเสรีภาพและการขับไล่ระบอบการปกครอง ซึ่งถือเป็นการประท้วงครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่การเสียชีวิตของ “มาห์ซา อามินี” ในปี 2022 ปัจจุบันคาดว่ามีผู้ถูกจับกุมแล้วกว่า 10,600 ราย ท่ามกลางการใช้โดรนบินตรวจตราเหนือย่านที่พักอาศัยเพื่อระบุตัวตนผู้ประท้วงตลอด 24 ชั่วโมง

ด้านเรซา ปาห์ลาวี บุตรชายอดีตกษัตริย์อิหร่านที่ลี้ภัยอยู่ต่างประเทศ ระบุว่าการประท้วงได้ “สั่นคลอนรากฐาน” ของรัฐบาล และการเพิ่มการใช้กำลังกับประชาชน “ไม่ใช่สัญญาณของความแข็งแกร่ง แต่เป็นความหวาดกลัวต่อการล่มสลาย”.

ที่มา BBC

ญี่ปุ่นเริ่มภารกิจส่งเรือขุด “แร่หายาก” ใต้ทะเลลึก หวังลดการพึ่งพาจีน

ญี่ปุ่นเริ่มภารกิจส่งเรือขุด "แร่หายาก" ใต้ทะเลลึก หวังลดการพึ่งพาจีน

12 ม.ค. 2569 13:57 น.

ญี่ปุ่นเริ่มภารกิจส่งเรือขุด “แร่หายาก” ใต้ทะเลลึก หวังลดการพึ่งพาจีน

ญี่ปุ่นส่งเรือขุดเจาะ “เรือชิคิว” มุ่งหน้าสู่เกาะมินามิโตริ เริ่มการทดสอบขุดแร่หายากจากใต้ทะเลลึก 6 กิโลเมตรครั้งแรกของโลก ตั้งเป้าสร้างแหล่งทรัพยากรในประเทศ หลังจีนเริ่มคุมเข้มการส่งออกแร่สำคัญที่ใช้ในอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าและอาวุธยุทโธปกรณ์

เรือขุดเจาะ “ชิคิว” ได้ออกเดินทางจากท่าเรือในจังหวัดชิซูโอกะ มุ่งหน้าสู่เกาะมินามิโตริ ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงโตเกียวไปทางตะวันออกเฉียงใต้ราว 1,900 กิโลเมตร เพื่อเริ่มภารกิจทดสอบขุดเจาะดินเลนใต้ทะเลที่อุดมไปด้วย “แร่หายาก” (Rare Earths) ภารกิจนี้ถือเป็นความพยายามครั้งแรกของโลกในการสูบตะกอนแร่ขึ้นมาจากระดับความลึกถึง 6 กิโลเมตรอย่างต่อเนื่อง

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ความสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่นและจีนกำลังตึงเครียด โดยล่าสุดจีนได้ประกาศสั่งห้ามส่งออกสินค้าที่มีนัยสำคัญต่อกองทัพญี่ปุ่น ซึ่งรวมถึงแร่ธาตุสำคัญบางชนิด นอกจากนี้ยังมีรายงานว่าจีนเริ่มจำกัดการส่งออกแร่หายากในวงกว้างมากขึ้น เพื่อตอบโต้ประเด็นความขัดแย้งทางการทูต

นายโชอิจิ อิชิอิ หัวหน้าโครงการที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลญี่ปุ่น เปิดเผยว่า “หลังจากเตรียมการอย่างหนักมาตลอด 7 ปี ในที่สุดเราก็ได้เริ่มการทดสอบครั้งสำคัญ หากโครงการนี้สำเร็จ มันจะเปลี่ยนโฉมหน้าการจัดหาทรัพยากรของญี่ปุ่นและลดการพึ่งพาจากภายนอกได้อย่างมหาศาล”

ปัจจุบัน ญี่ปุ่นสามารถลดการพึ่งพาแร่หายากจากจีนลงได้จาก 90% เหลือราว 60% ผ่านการลงทุนในต่างประเทศและการรีไซเคิล แต่สำหรับแร่หายากบางชนิดที่ใช้ในการผลิตแม่เหล็กสำหรับมอเตอร์รถยนต์ไฟฟ้า (EV) และระบบอาวุธ ญี่ปุ่นยังคงต้องพึ่งพาจีนเกือบ 100% ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงอย่างยิ่งต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ที่เป็นหัวใจหลักของเศรษฐกิจญี่ปุ่น

รัฐบาลญี่ปุ่นทุ่มงบประมาณไปแล้วกว่า 4 หมื่นล้านเยน นับตั้งแต่ปี 2018 แม้ว่าในอดีตการขุดเจาะแร่ใต้ทะเลลึกจะถูกมองว่าไม่คุ้มทุน แต่หากจีนยังคงใช้ทรัพยากรเป็นเครื่องมือต่อรองทางการเมือง ราคาแร่ที่สูงขึ้นอาจทำให้โครงการนี้มีความคุ้มค่าในเชิงพาณิชย์ในอนาคต

ในอดีต ญี่ปุ่นเคยเผชิญแรงกดดันจากจีนด้านแร่หายากมาแล้ว โดยในปี 2010 จีนระงับการส่งออกชั่วคราว หลังเหตุพิพาทใกล้หมู่เกาะในทะเลจีนตะวันออก ส่งผลให้ญี่ปุ่นเร่งลดการพึ่งพาจีนจากร้อยละ 90 เหลือร้อยละ 60 ผ่านการลงทุนในต่างประเทศ การรีไซเคิล และการพัฒนาเทคโนโลยีที่ใช้แร่หายากน้อยลง

อย่างไรก็ตาม โครงการนี้ถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดจากจีน โดยนายอิชิอิระบุว่า ในระหว่างการสำรวจเมื่อปีที่แล้ว พบกองเรือกองทัพเรือจีนล่องเข้ามาใกล้พื้นที่สำรวจ ซึ่งสร้างความตึงเครียดให้แก่ทีมงานเป็นอย่างมาก ขณะที่ทางการจีนอ้างว่าเป็นการเดินเรือตามกฎหมายระหว่างประเทศและขอให้ญี่ปุ่นหยุดสร้างกระแสความกลัว

เรือชิคิวมีกำหนดกลับเข้าฝั่งในวันที่ 14 กุมภาพันธ์นี้ และหากผลการทดสอบเบื้องต้นประสบความสำเร็จ ญี่ปุ่นวางแผนที่จะดำเนินการทดลองทำเหมืองเต็มรูปแบบในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2027 เพื่อปูทางสู่ความมั่นคงทางทรัพยากรอย่างยั่งยืน.

ที่มา Reuters

ศาลโลกเปิดฉากพิจารณาคดี “เมียนมา” ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวโรฮิงญา

ศาลโลกเปิดฉากพิจารณาคดี "เมียนมา" ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวโรฮิงญา

12 ม.ค. 2569 12:57 น.

ศาลโลกเปิดฉากพิจารณาคดี “เมียนมา” ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวโรฮิงญา

ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) ที่กรุงเฮก เริ่มการไต่สวนเป็นเวลา 3 สัปดาห์ตั้งแต่วันนี้ เพื่อพิจารณาว่าเมียนมากระทำการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ต่อชาวมุสลิมโรฮิงญาหรือไม่ จากคดีที่แกมเบียยื่นฟ้องในปี 2019 โดยกล่าวหาเมียนมาละเมิดอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการป้องกันและลงโทษอาชญากรรมฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ค.ศ.1948 ระหว่างการปราบปรามในปี 2017

ผู้พิพากษาประจำศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ หรือศาลโลก (ICJ) เตรียมเริ่มการไต่สวนในคดีที่แกมเบียยื่นฟ้องเมียนมา ในข้อหาละเมิดอนุสัญญาว่าด้วยการป้องกันและลงโทษความผิดอาญาฐานฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ค.ศ. 1948 จากเหตุการณ์ปราบปรามชาวโรฮิงญาอย่างรุนแรงเมื่อปี 2017 โดยการไต่สวนจะมีขึ้นเป็นเวลา 3 สัปดาห์ เริ่มตั้งแต่วันนี้ (12 ม.ค.) เป็นต้นไป

เหตุการณ์รุนแรงโดยกองทัพเมียนมาและกลุ่มติดอาวุธชาวพุทธ ส่งผลให้ชาวมุสลิมโรฮิงญาหลายแสนคนต้องลี้ภัยไปยังประเทศเพื่อนบ้านอย่างบังกลาเทศ พร้อมนำหลักฐานและเรื่องราวอันน่าสลดเกี่ยวกับการสังหารหมู่ การข่มขืน และการเผาทำลายหมู่บ้าน ปัจจุบันมีชาวโรฮีนจากว่า 1.17 ล้านคน อาศัยอยู่อย่างแออัดในค่ายพักพิงชั่วคราวบนพื้นที่ 8,000 เอเคอร์ ในเมืองค็อกซ์บาซาร์ 

นางจานิฟา เบกุม คุณแม่ลูกสองวัย 37 ปี หนึ่งในผู้ลี้ภัย ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว AFP ว่า “ฉันต้องการเห็นว่าความทุกข์ทรมานที่เราได้รับ จะถูกสะท้อนออกมาในการไต่สวนครั้งนี้หรือไม่ เราต้องการเพียงความยุติธรรมและสันติภาพ”

จุดเริ่มต้นของคดีและการโต้แย้งจากอดีตผู้นำประเทศแกมเบีย ซึ่งเป็นรัฐมุสลิมในแอฟริกาตะวันตก เป็นผู้ริเริ่มยื่นฟ้องต่อศาลโลกในปี 2019 โดยนำเสนอหลักฐานการสังหารอย่างไร้มนุษยธรรม ซึ่งขัดต่อมโนธรรมของสังคมโลก

ในครั้งนั้น นางออง ซาน ซูจี เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ได้เดินทางไปแก้ต่างให้กับประเทศด้วยตนเองที่กรุงเฮก โดยเธอปฏิเสธข้อกล่าวหาและระบุว่าข้อมูลของแกมเบีย “คลาดเคลื่อนและไม่ครบถ้วน” พร้อมชี้ว่าเป็นเพียงความขัดแย้งทางอาวุธภายในประเทศ เพื่อตอบโต้กลุ่มติดอาวุธโรฮิงญาที่โจมตีเจ้าหน้าที่ความมั่นคงจนมีผู้เสียชีวิต

เมื่อปี 2020 ศาลโลกได้มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวให้เมียนมาต้องใช้มาตรการทุกวิถีทางเพื่อป้องกันการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ต่อมาในปี 2022 สหรัฐอเมริกาได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่าเหตุการณ์ดังกล่าวคือการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ สอดคล้องกับรายงานของสหประชาชาติ

การไต่สวนครั้งนี้จะสิ้นสุดในวันที่ 30 มกราคม ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของคดี แม้ว่าศาลโลกจะไม่มีกลไกบังคับคดีโดยตรง แต่หากคำตัดสินชี้ว่าเมียนมามีความผิดจริง จะเป็นการเพิ่มแรงกดดันทางการเมืองอย่างมหาศาลต่อรัฐบาลทหารเมียนมาในเวทีโลก

สำหรับการไต่สวนรอบนี้ นางออง ซาน ซูจี จะไม่ได้ปรากฏตัว เนื่องจากเธอยังถูกควบคุมตัวตั้งแต่มหาอำนาจทหารก่อรัฐประหารในปี 2021 นอกจากคดีในศาลโลกแล้ว พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้นำสูงสุดของเมียนมา ยังถูกศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) สอบสวนในข้อหาอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ รวมถึงยังมีคดีที่ดำเนินการในประเทศอาร์เจนตินาภายใต้หลักสากลอีกด้วย.

ที่มา AFP

“One Battle After Another” “Hamnet” คว้ารางวัลใหญ่เวทีลูกโลกทองคำ

"One Battle After Another" "Hamnet" คว้ารางวัลใหญ่เวทีลูกโลกทองคำ

12 ม.ค. 2569 12:24 น.

“One Battle After Another” “Hamnet” คว้ารางวัลใหญ่เวทีลูกโลกทองคำ

ภาพยนตร์ดาร์กคอเมดี้เรื่อง One Battle After Another และภาพยนตร์ดราม่า Hamnet คว้ารางวัลสูงสุดจากเวทีลูกโลกทองคำ  ถือเป็นหนึ่งในงานใหญ่เปิดฤดูกาลประกาศรางวัลประจำปีของฮอลลีวูด โดย One Battle After Another ได้รางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ประเภทเพลงหรือตลก ขณะที่ Hamnet ซึ่งเล่าเรื่องชีวิตและความสูญเสียของวิลเลียม เชกสเปียร์ คว้ารางวัลภาพยนตร์ดราม่ายอดเยี่ยม
งานประกาศผลรางวัลลูกโลกทองคำ ครั้งที่ 83 ได้จัดขึ้นอย่างสมเกียรติ โดยผลรางวัลในปีนี้มีการพลิกโผและสร้างสถิติใหม่ในหลายสาขา ทั้งประเภทภาพยนตร์และรายการโทรทัศน์ โดยภาพยนตร์แนวดราม่าที่ถ่ายทอดเรื่องราวความสูญเสียของวิลเลียม เชกสเปียร์ อย่าง “Hamnet” สามารถคว้ารางวัลภาพยนตร์ดราม่ายอดเยี่ยม ไปครองได้สำเร็จ และยังคว้ารางวัลนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมไปจาก “เจสซี บักลีย์” 

ส่วนภาพยนตร์ตลกตลกร้าย “One Battle After Another” คว้าภาพยนตร์ยอดเยี่ยมสาขาเพลงหรือตลก รวมถึงรางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมจาก “พอล โธมัส แอนเดอร์สัน” และรางวัลนักแสดงสมทบหญิงจาก “เทยานา เทย์เลอร์” (Teyana Taylor)

ด้านรางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยม ประเภทเพลงหรือตลก ตกเป็นของ ทิโมธี ชาลาเมต์ (Timothée Chalamet) จากบทบาทนักเทเบิลเทนนิสมืออาชีพในภาพยนตร์เรื่อง “Marty Supreme” โดยเขาสามารถเอาชนะนักแสดงรุ่นใหญ่ระดับตัวพ่ออย่าง เลโอนาร์โด ดิคาปริโอ และ จอร์จ คลูนีย์ มาได้

ชาลาเมต์กล่าวบนเวทีว่า “รางวัลนี้รวมคนเก่งไว้เยอะมาก ผมเคารพพวกคุณทุกคนจริงๆ” พร้อมยอมรับว่าที่ผ่านมาเขาเคยกลับบ้านมือเปล่าหลายครั้ง ทำให้รางวัลในวันนี้มีความหมายต่อเขามากเป็นพิเศษ

ภาพยนตร์ระทึกขวัญสัญชาติบราซิลเรื่อง “The Secret Agent” ซึ่งมีฉากหลังเป็นยุคเผด็จการทหารของประเทศในทศวรรษ 1970 คว้ารางวัลภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยม และรางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมสำหรับ วากเนอร์ มูรา

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญคือเพลง “Golden” จากแอนิเมชันกระแสแรงทาง Netflix เรื่อง “K-Pop Demon Hunters” คว้ารางวัลเพลงประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยม โดย Ejae นักร้องสาวชาวเกาหลี-อเมริกัน กล่าวขณะรับรางวัลว่า “ไม่มีคำว่าสายเกินไปที่คุณจะเปล่งประกายในแบบที่ตัวเอง”

ส่วนรางวัลสาขาโทรทัศน์ที่สำคัญ The Pitt: ซีรีส์ดราม่ายอดเยี่ยม โดยมี โนอาห์ ไวล์ (Noah Wyle) คว้ารางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยม ส่วน The Studio คว้ารางวัลซีรีส์ยอดเยี่ยม ประเภทเพลงหรือตลก โดย เซธ โรเกน (Seth Rogen) คว้านักแสดงนำชาย

ด้าน Adolescence คว้ารางวัลซีรีส์จำกัดตอนหรือภาพยนตร์โทรทัศน์ยอดเยี่ยม โดยนักแสดงดาวรุ่ง โอเว่น คูเปอร์ (Owen Cooper) สร้างสถิติใหม่จากการชนะในสาขานักแสดงสมทบชาย

นิกกี้ เกลเซอร์ พิธีกรสาวสายตลก รับหน้าที่ดำเนินรายการด้วยมุกตลกจิกกัดเหล่าดาราในงาน ไม่ว่าจะเป็นการแซวเรื่องสเปกสาวของดิคาปริโอที่เรียกเสียงหัวเราะได้ทั้งฮอลล์

แม้ว่าคณะกรรมการลูกโลกทองคำ ซึ่งประกอบด้วยนักข่าวสายบันเทิงกว่า 300 คน จะเป็นคนละกลุ่มกับคณะกรรมการออสการ์ที่มีเกือบ 9,000 คน แต่ชัยชนะในค่ำคืนนี้ถือเป็นตัวชี้วัดสำคัญที่ช่วยสร้างแรงส่ง ให้กับภาพยนตร์และนักแสดงที่มีลุ้นคว้า “รางวัลออสการ์” ในเดือนมีนาคมที่จะถึงนี้.

ที่มา Reuters / The Hollywood Reporter

มาเลเซีย–อินโดนีเซียสั่งบล็อก “Grok” แชตบอต AI ของอีลอน มัสก์ สร้างภาพอนาจารจาก Deepfake

มาเลเซีย–อินโดนีเซียสั่งบล็อก “Grok” แชตบอต AI ของอีลอน มัสก์ สร้างภาพอนาจารจาก Deepfake

12 ม.ค. 2569 11:42 น.

มาเลเซีย–อินโดนีเซียสั่งบล็อก “Grok” แชตบอต AI ของอีลอน มัสก์ สร้างภาพอนาจารจาก Deepfake

กระทรวงการสื่อสารของมาเลเซียและอินโดนีเซีย ประกาศระงับการเข้าถึง “Grok” ซึ่งเป็นเครื่องมือปัญญาประดิษฐ์ (AI) ของอีลอน มัสก์ บนแพลตฟอร์ม X อย่างเป็นทางการเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยระบุว่าเทคโนโลยีดังกล่าวมีความเสี่ยงสูงในการถูกนำไปใช้สร้างภาพอนาจารและภาพตัดต่อทางเพศ (Deepfake) โดยที่เจ้าของรูปภาพไม่ยินยอม

คณะกรรมการการสื่อสารและมัลติมีเดียแห่งมาเลเซีย (MCMC) เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ได้ส่งหนังสือแจ้งไปยังแพลตฟอร์ม X เพื่อให้เพิ่มมาตรการควบคุมที่เข้มงวดขึ้น หลังพบว่ามีการนำ Grok ไปใช้สร้างเนื้อหาที่เป็นอันตรายซ้ำแล้วซ้ำเล่า อย่างไรก็ตาม ทาง X กลับเพิกเฉยต่อการแก้ไขความเสี่ยงเชิงโครงสร้างของระบบ และมุ่งเน้นเพียงแค่กระบวนการรายงานปัญหาจากผู้ใช้เท่านั้น ทำให้มาเลเซียตัดสินใจบล็อก Grok จนกว่าจะมีมาตรการป้องกันที่มีประสิทธิภาพ

ด้านนางมิวเทีย ฮาฟิด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการสื่อสารและดิจิทัลของอินโดนีเซีย ระบุผ่านอินสตาแกรมว่า การใช้ Grok สร้างเนื้อหาทางเพศถือเป็นการละเมิดศักดิ์ศรีและสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง พร้อมสั่งให้ทาง X ชี้แจงแนวทางการใช้งานโดยด่วน ทั้งนี้ อินโดนีเซียมีนโยบายกวาดล้างเนื้อหาลามกอนาจารออนไลน์อย่างเข้มงวด โดยได้สั่งแบนแพลตฟอร์มอย่าง OnlyFans และ Pornhub ไปก่อนหน้านี้แล้ว

ไม่เพียงแต่ในอาเซียนเท่านั้น Grok และแพลตฟอร์ม X กำลังเผชิญกับแรงกดดันมหาศาลในสหราชอาณาจักร โดย ลิซ เคนดัลล์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีของอังกฤษ ออกมาสนับสนุนให้บล็อกการเข้าถึงแพลตฟอร์ม หาก X ยังไม่ปฏิบัติตามกฎหมายความปลอดภัยออนไลน์

ขณะที่ นายกรัฐมนตรี เคียร์ สตาร์เมอร์ แห่งสหราชอาณาจักร ได้ประณามการใช้ AI สร้างภาพอนาจารว่า เป็นพฤติกรรมที่ “น่ารังเกียจและน่าอับอาย” ซึ่งคาดว่า Ofcom หน่วยงานกำกับดูแลสื่อของอังกฤษ จะมีการตัดสินใจเกี่ยวกับมาตรการรับมือ Grok ในเร็วๆ นี้

ก่อนหน้านี้ อีลอน มัสก์ เคยออกมาตอบโต้กลุ่มผู้วิจารณ์แพลตฟอร์มของเขาว่า คนเหล่านี้เพียงแค่พยายามหา “ข้ออ้างในการเซ็นเซอร์” เท่านั้น อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันทางแพลตฟอร์ม X และ Grok ยังไม่ได้ออกมาให้ความเห็นเพิ่มเติมอย่างเป็นทางการต่อการสั่งแบนของทั้งสองประเทศ.

ที่มา BBC

ก.ยุติธรรมสหรัฐฯ เริ่มสอบคดีอาญา “เจอโรม พาวเวล” ปธ.เฟด ปมการปรับปรุงสนง.ใหญ่เฟดใช้งบบานปลาย

ก.ยุติธรรมสหรัฐฯ เริ่มสอบคดีอาญา "เจอโรม พาวเวล" ปธ.เฟด ปมการปรับปรุงสนง.ใหญ่เฟดใช้งบบานปลาย

12 ม.ค. 2569 11:24 น.

ก.ยุติธรรมสหรัฐฯ เริ่มสอบคดีอาญา “เจอโรม พาวเวล” ปธ.เฟด ปมการปรับปรุงสนง.ใหญ่เฟดใช้งบบานปลาย

กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ เปิดการสอบสวนคดีอาญา “เจอโรม พาวเวล” ประธานธนาคารกลาง (เฟด) ปมการปรับปรุงสำนักงานใหญ่เฟด หลายฝ่ายชี้คดีนี้เป็นการบ่งชี้ว่าทรัมป์กำลังพยายามกดดันเฟดอย่างหนัก

วันที่ 12 มกราคม 2569 นายเจอโรม พาวเวล ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด เปิดเผยผ่านทางวิดีโอว่า กระทรวงยุติธรรมได้เปิดการสอบสวนเขาในคดีอาญา หลังส่งหมายเรียกไปยังเฟด และขู่ว่าจะตั้งข้อหาอาญาจากคำให้การของเขาต่อคณะกรรมาธิการวุฒิสภาเกี่ยวกับโครงการปรับปรุงอาคารของเฟด

พาวเวลล์ระบุว่า การสอบสวนดังกล่าวเป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และเชื่อว่าเป็นผลจากความไม่พอใจของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ หลังเขาปฏิเสธการประกาศลดอัตราดอกเบี้ย แม้จะเผชิญแรงกดดันจากผู้นำสหรัฐอย่างเปิดเผยมาหลายครั้ง

ประธานเฟดย้ำว่า ประเด็นสำคัญไม่ใช่ตัวบุคคลแต่เป็นคำถามว่า เฟดจะยังสามารถกำหนดนโยบายอัตราดอกเบี้ยบนพื้นฐานของข้อมูลและภาวะเศรษฐกิจได้หรือไม่ หรือจะถูกชี้นำด้วยแรงกดดันทางการเมืองหรือการข่มขู่ เขากล่าวว่าที่ผ่านมาเคารพหลักนิติธรรมและความรับผิดชอบในระบอบประชาธิปไตย ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย แต่การดำเนินการที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ต้องถูกมองในบริบทของแรงกดดันและคำขู่จากฝ่ายบริหารที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง 

อย่างไรก็ตาม กระทรวงยุติธรรมสหรัฐและทำเนียบขาวยังไม่ออกมาแสดงความคิดเห็นอย่างเป็นทางการต่อกรณีนี้ ขณะที่ทรัมป์ให้สัมภาษณ์สถานีเอ็นบีซี นิวส์ เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา โดยปฏิเสธว่าไม่ทราบเรื่องการสอบสวนนายพาวเวล พร้อมวิจารณ์ว่า นายพาวเวลทำงานกับเฟดได้ไม่ดี และจัดการเรื่องการก่อสร้างอาคารได้ไม่ดีเช่นกัน

ขณะที่ฝ่ายอัยการยังไม่ยืนยันการสอบสวน แต่หากเป็นจริงจะถือเป็นการยกระดับความขัดแย้งครั้งใหม่ ระหว่างทรัมป์กับพาวเวล  ซึ่งทรัมป์เป็นผู้เสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งประธานเฟดตั้งแต่ปี 2560 ที่ผ่านมาทรัมป์ขู่ว่าจะปลดนายพาวเวลหลายครั้ง และยังวิจารณ์ว่าเฟดไม่ลดดอกเบี้ยเร็วพอ

ทั้งนี้  ในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 เฟดได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยรวม 3 ครั้ง อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ยังคงกล่าวโทษอดีตประธานาธิบดีโจ ไบเดน และนโยบายอัตราดอกเบี้ยว่าเป็นสาเหตุของเงินเฟ้อและค่าครองชีพที่สูงในสหรัฐ.

เมียนมาเริ่มนับคะแนนเลือกตั้งรอบสอง คนออกมาใช้สิทธิบางตาท่ามกลางความหวาดกลัว

เมียนมาเริ่มนับคะแนนเลือกตั้งรอบสอง คนออกมาใช้สิทธิบางตาท่ามกลางความหวาดกลัว

12 ม.ค. 2569 10:00 น.

เมียนมาเริ่มนับคะแนนเลือกตั้งรอบสอง คนออกมาใช้สิทธิบางตาท่ามกลางความหวาดกลัว

เมียนมาเริ่มกระบวนการนับคะแนน หลังปิดหีบการเลือกตั้งทั่วไปรอบที่สอง ขณะที่บรรยากาศการลงคะแนนเป็นไปอย่างเงียบเหงา มีผู้มาใช้สิทธิจำนวนน้อยอย่างเห็นได้ชัด

วันที่ 11 มกราคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า ทางการเมียนมาเริ่มกระบวนการนับคะแนน หลังปิดหีบการเลือกตั้งทั่วไปรอบที่สอง ซึ่งเป็นการเลือกตั้งที่จัดโดยรัฐบาลทหาร ภายหลังการรัฐประหารยึดอำนาจจากรัฐบาลพลเรือนในปี 2564   

การเลือกตั้งรอบสองจัดขึ้นใน 100 เขตเลือกตั้งทั่วประเทศ รวมถึงหลายพื้นที่ในนครย่างกุ้ง ขณะที่บรรยากาศการลงคะแนนเป็นไปอย่างเงียบเหงา มีผู้มาใช้สิทธิจำนวนน้อยอย่างเห็นได้ชัด ส่วนรอบที่สามมีกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 25 มกราคมนี้

รายงานข่าวระบุว่า การเลือกตั้งรอบแรกเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา พรรคสหสามัคคีและการพัฒนา ซึ่งถูกมองว่าเป็นพรรคตัวแทนกองทัพ คว้าคะแนนไปเกือบ 90% ในขณะที่ผู้สมัครอิสระไม่สามารถคว้าชัยชนะได้เลย และหลายพรรคยอมรับว่าการมีส่วนร่วมของประชาชนต่ำกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา ขณะเดียวกัน ผู้มีสิทธิ์จำนวนหนึ่งยังไม่เข้าใจการใช้เครื่องลงคะแนนอิเล็กทรอนิกส์.

ที่มา Irrawaddy / AP