เมียนมาเปิดคูหาเลือกตั้งเฟส 2 ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ “จัดฉาก” ฟอกขาวรัฐบาลทหาร

เมียนมาเปิดคูหาเลือกตั้งเฟส 2 ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ "จัดฉาก" ฟอกขาวรัฐบาลทหาร

11 ม.ค. 2569 10:45 น.

เมียนมาเปิดคูหาเลือกตั้งเฟส 2 ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ “จัดฉาก” ฟอกขาวรัฐบาลทหาร

รัฐบาลทหารเมียนมาเดินหน้าจัดการเลือกตั้งระยะที่ 2 ในวันนี้ แม้นักวิชาการและกลุ่มสิทธิมนุษยชนมองว่าเป็นเพียงการสร้างภาพลักษณ์เพื่อสืบทอดอำนาจในคราบพลเรือน ขณะที่ผลการเลือกตั้งระยะแรกพบพรรคตัวแทนกองทัพกวาดเก้าอี้ไปเกือบ 90% ท่ามกลางสถานการณ์สงครามกลางเมืองที่มียอดผู้เสียชีวิตพุ่งสูงเฉียด 1 แสนราย

วันนี้ (11 ม.ค.) เมียนมาได้เริ่มเปิดหีบลงคะแนนเลือกตั้งทั่วไปในระยะที่ 2 โดยจุดที่น่าสนใจคือเขตเลือกตั้งกอว์มู ซึ่งอยู่ห่างจากนครย่างกุ้งไปทางใต้ประมาณ 25 กิโลเมตร และเคยเป็นเขตพื้นที่เดิมของนางอองซาน ซูจี ผู้นำฝ่ายประชาธิปไตยที่ถูกคุมขังอยู่ในขณะนี้

จากการสัมภาษณ์ผู้มาใช้สิทธิวัย 54 ปีรายหนึ่งระบุว่า เธอมาทำหน้าที่พลเมืองและหวังว่าประเทศจะมีสันติภาพ แม้จะรู้ดีว่าความเปลี่ยนแปลงอาจไม่เกิดขึ้นในทันที แต่ในทางตรงกันข้าม ชาวเมืองย่างกุ้งบางส่วนกลับมองว่า พวกเขาไปใช้สิทธิ์เพื่อทำหน้าที่พลเมืองและหวังเห็นสันติภาพ แม้ยอมรับว่าปัญหาของประเทศยังไม่อาจคลี่คลายได้ในเร็ววัน

ผลการเลือกตั้งระยะแรก พรรคสหสามัคคีและการพัฒนา (USDP) ซึ่งเป็นพรรคตัวแทนกองทัพ กวาดที่นั่งในสภาล่างไปได้เกือบ 90% ในช่วงปลายเดือนธันวาคมที่ผ่านมา และในระยะแรกมีผู้ออกมาใช้สิทธิเพียงประมาณ 50% ซึ่งลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับปี 2020 ที่มีผู้มาใช้สิทธิสูงถึง 70%  ขณะที่รัฐธรรมนูญที่ร่างโดยกองทัพกำหนดให้ 25% ของที่นั่งในสภาต้องสำรองไว้ให้เจ้าหน้าที่ทหารโดยไม่ต้องผ่านการเลือกตั้ง

ปัจจุบันมีนักโทษการเมืองกว่า 22,000 ราย ถูกคุมขัง และมีประชาชนกว่า 330 คน ถูกดำเนินคดีภายใต้กฎหมายใหม่ที่กำหนดโทษจำคุกสูงสุด 10 ปี หากวิพากษ์วิจารณ์การเลือกตั้ง

ทอม แอนดรูว์ส ผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ชี้ว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ถูกออกแบบมาเพื่อสร้าง “ความชอบธรรมจอมปลอม” ให้กับรัฐบาลทหาร เพื่อหวังผลทางด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและการดึงดูดเงินลงทุนต่างชาติ

ขณะที่เครือข่ายเอเชียเพื่อการเลือกตั้งเสรี (ANFREL) ระบุว่าพรรคการเมืองที่เคยชนะที่นั่งถึง 90% ในปี 2563 รวมถึงพรรค NLD ของนางซูจี ต่างถูกสั่งยุบพรรคและไม่มีชื่ออยู่ในบัตรเลือกตั้งครั้งนี้ ทำให้การแข่งขันเป็นไปอย่างไม่เป็นธรรม

ในหลายพื้นที่ของเมียนมาไม่มีการจัดการเลือกตั้ง เนื่องจากเป็นเขตสู้รบที่กองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์และกองกำลังพิทักษ์ประชาชน (PDF) ครอบครองอยู่ โดยกลุ่มเฝ้าระวัง ACLED ประเมินว่านับตั้งแต่เกิดรัฐประหารในปี 2564 มีผู้เสียชีวิตจากความขัดแย้งทุกฝ่ายรวมแล้วกว่า 90,000 ราย นอกจากนี้ ยังมีการจับตามองว่า พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้นำรัฐบาลทหาร อาจตัดสินใจถอดเครื่องแบบทหารเพื่อก้าวขึ้นรับตำแหน่งประธานาธิบดีในฐานะพลเรือน หลังจากการเลือกตั้งทั้ง 3 ระยะเสร็จสิ้นลงในวันที่ 25 มกราคมนี้.

ที่มา AFP

มินนิอาโพลิสเดือด ประท้วงใหญ่ปมเจ้าหน้าที่ ICE ยิงหญิงดับ รวบผู้ชุมนุมเกือบ 30 ราย

มินนิอาโพลิสเดือด ประท้วงใหญ่ปมเจ้าหน้าที่ ICE ยิงหญิงดับ รวบผู้ชุมนุมเกือบ 30 ราย

11 ม.ค. 2569 10:17 น.

มินนิอาโพลิสเดือด ประท้วงใหญ่ปมเจ้าหน้าที่ ICE ยิงหญิงดับ รวบผู้ชุมนุมเกือบ 30 ราย

สถานการณ์ในเมืองมินนิอาโพลิสของสหรัฐฯ ตึงเครียดหนัก หลังประชาชนมากกว่า 1,000 คนรวมตัวประท้วงกรณีเจ้าหน้าที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรสหรัฐฯ หรือ ICE ยิง “เรเน่ นิโคล กู้ด” เสียชีวิต ล่าสุดมีการบุกล้อมโรงแรมที่พักเจ้าหน้าที่จนเกิดการปะทะ มีผู้ถูกจับกุม 29 ราย ขณะที่ความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลท้องถิ่นและรัฐบาลกลางเริ่มระอุ หลัง FBI กีดกันพนักงานสอบสวนของรัฐออกจากคดี

ฝูงชนจำนวนมากได้รวมตัวกันหน้าโรงแรม Canopy ในเมืองมินนิอาโพลิส ซึ่งเชื่อว่าเป็นที่พักของเจ้าหน้าที่หน่วยตรวจคนเข้าเมืองและภาษีศุลกากร (ICE) การประท้วงเริ่มทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อผู้ชุมนุมบางส่วนบุกเข้าไปในโรงแรมผ่านทางเข้าตรอกข้างอาคาร พร้อมใช้ไฟสปอร์ตไลท์ส่องสว่าง เป่านกหวีด และตีกลองเพื่อกดดันเจ้าหน้าที่

ทางตำรวจมินนิอาโพลิสระบุว่า ผู้ประท้วงบางส่วนได้ขว้างปา ก้อนน้ำแข็ง หิมะ และก้อนหิน ใส่เจ้าหน้าที่และยานพาหนะ ส่งผลให้ตำรวจได้รับบาดเจ็บ 1 นาย และมีการจับกุมตัวผู้ประท้วงไปทั้งหมด 29 ราย ก่อนจะได้รับการปล่อยตัวในภายหลัง โดยนายกเทศมนตรี จาค็อบ เฟรย์ ออกมาแถลงว่า แม้จะสนับสนุนการชุมนุมโดยสงบ แต่จะไม่ยอมให้มีการทำลายทรัพย์สินหรือทำร้ายผู้อื่นเด็ดขาด

เหตุการณ์นี้สืบเนื่องมาจากกรณีที่ นางเรเน่ นิโคล กู้ด วัย 37 ปี ถูกเจ้าหน้าที่ ICE ยิงเสียชีวิตในรถยนต์ของเธอเมื่อวันพุธที่ผ่านมา (7 ม.ค.)

นางคริสตี โนเอม รัฐมนตรีกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ อ้างว่าเจ้าหน้าที่ โจนาธาน รอสส์ ทำไปเพื่อป้องกันตัวเนื่องจากผู้ตายพยายามขับรถพุ่งชน ด้านนายกเทศมนตรีเมืองมินนิอาโพลิส ยืนยันว่าภาพจากวิดีโอแสดงให้เห็นชัดเจนว่าเธอกำลังพยายามขับรถ “หนี” ออกจากจุดเกิดเหตุ ไม่ได้มุ่งเป้าโจมตีเจ้าหน้าที่ พร้อมตำหนิคำแถลงของฝ่ายรัฐบาลกลางว่าเป็น “เรื่องโกหก”

วิดีโอเหตุการณ์แสดงให้เห็นเจ้าหน้าที่ ICE เข้าใกล้รถยนต์คันหนึ่งที่จอดอยู่กลางถนน และบอกให้หญิงที่อยู่หลังพวงมาลัยลงจากรถเอสยูวี เจ้าหน้าที่คนหนึ่งดึงที่จับประตูฝั่งคนขับ ขณะที่รถพยายามขับออกไป เจ้าหน้าที่คนหนึ่งที่อยู่ด้านหน้ารถเล็งปืนไปที่คนขับ และได้ยินเสียงปืนหลายนัด จากนั้นรถก็ขับหนีเจ้าหน้าที่ไปและชนเข้ากับข้างถนน

ความขัดแย้งขยายวงกว้างไปถึงระดับการเมือง เมื่อ สส. หญิงพรรคเดโมแครต 3 ราย รวมถึง อิลฮาน โอมาร์ ถูกขัดขวางไม่ให้เข้าตรวจสอบสถานกักกันของ ICE โดยพวกเธอประณามว่าหน่วยงานของรัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังละเมิดกฎหมายและขัดขวางกระบวนการตรวจสอบของสภา

นอกจากนี้ ทางการรัฐมินนิโซตายังประกาศเปิดการสอบสวนคดีนี้ด้วยตนเอง หลังจากที่ FBI ซึ่งรับผิดชอบคดีในตอนแรก ได้เปลี่ยนใจไม่ยอมให้หน่วยงานท้องถิ่นเข้าร่วมทีมสอบสวน โดยระบุว่าเป็น “อำนาจของรัฐบาลกลาง” เท่านั้น

องค์กร Indivisible ระบุว่า นอกเหนือจากในมินนิอาโพลิสแล้ว จะมีการจัดกิจกรรมประท้วงต่อเนื่องในช่วงสุดสัปดาห์นี้ในอีกหลายรัฐทั่วประเทศ ทั้งในเท็กซัส ฟลอริดา และวอชิงตัน ดี.ซี. เพื่อต่อต้านนโยบายการกวาดล้างผู้ย้ายถิ่นฐานของรัฐบาลทรัมป์ที่รุนแรงขึ้น.

ที่มา BBC

คอมิกหายาก ที่ “ซูเปอร์แมน” เปิดตัวครั้งแรก ขายออกราคา 470 ล้านบาท

คอมิกหายาก ที่ “ซูเปอร์แมน” เปิดตัวครั้งแรก ขายออกราคา 470 ล้านบาท

11 ม.ค. 2569 06:23 น.

คอมิกหายาก ที่ “ซูเปอร์แมน” เปิดตัวครั้งแรก ขายออกราคา 470 ล้านบาท

หนังสือการ์ตูน หรือ คอมิก ที่ ซูเปอร์แมนปรากฏตัวออกมาเป็นครั้งแรก และมีประวัติเคยถูกขโมยและได้กลับคืนมาเหมือนภาพ โมนาลิซา ถูกขายออกไปในราคากว่า 471 ล้านบาท ทุบสถิติโลก

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 10 ม.ค. 2569 ว่า หนังสือการ์ตูนฉบับหายากจากปี 2481 ซึ่งทำให้โลกได้รู้จักกับ “ซูเปอร์แมน” เป็นครั้งแรก ถูกขายให้กับนักสะสมนิรนามคนหนึ่งในราคาสูงถึง 15 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 471 ล้านบาท ทุบสถิติหนังสือการ์ตูนราคาแพงที่สุดในโลก

ข่าวการซื้อขายหนังสือการ์ตูน Action Comics No. 1 เล่มนี้ ได้รับการเปิดเผยเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (9 ม.ค.) โดยหนังสือเล่มนี้เคยมีประวัติถูกขโมยไปจากบ้านของนักแสดงชื่อดังอย่าง นิโคลัส เคจ ก่อนที่เขาจะได้มันกลับมาได้อีกกว่า 1 ทศวรรษหลังจากนั้น

สถิติการขายหนังสือการ์ตูนที่สูงที่สุดก่อนหน้านี้เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา โดยหนังสือ Superman No. 1 ฉบับสภาพสมบูรณ์ถูกประมูลไปในราคา 9.12 ล้านดอลลาร์ ซึ่งการขายทั้งสองครั้งนี้มีราคาสูงกว่าราคาปกเดิมซึ่งอยู่ที่เพียง 10 เซนต์ (เทียบเท่า 2.25 ดอลลาร์สหรัฐฯ ตามค่าเงินในปัจจุบัน) อย่างมหาศาล

การปรากฏตัวครั้งแรกของซูเปอร์แมนเป็นหนึ่งในหลายเรื่องราวที่รวมอยู่ในหนังสือ Action Comics No. 1 ซึ่งได้รับการยกย่องอย่างกว้างขวางว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่กำหนดนิยามของ “ซูเปอร์ฮีโร่” อย่างที่เรารู้จักกันในปัจจุบัน โดยเชื่อกันว่าปัจจุบันหลงเหลือหนังสือฉบับนี้อยู่ไม่ถึง 100 เล่มทั่วโลกเท่านั้น

ทั้งนี้ การซื้อขายหนังสือ Action Comics เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ดำเนินการผ่านตัวแทนคือบริษัท Metropolis Collectibles/ComicConnect ในนิวยอร์ก ซึ่งระบุว่าทั้งเจ้าของเดิมและผู้ซื้อรายใหม่ต่างประสงค์ที่จะไม่เปิดเผยตัวตน

ตัวแทนระบุว่าหนังสือฉบับนี้ได้รับการประเมินจากสถาบัน Certified Guaranty Company ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการรับรองของสะสม ที่ 9 เต็ม 10 คะแนน ทำให้หนังสือเล่มนี้เป็นฉบับที่ได้รับคะแนนสูงที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกไว้

นอกจากนี้ มูลค่าของหนังสือยังพุ่งสูงขึ้นเนื่องจากประวัติความเป็นมาที่เชื่อมโยงกับซูเปอร์สตาร์ฮอลลีวูดอย่าง นิโคลัส เคจ โดยนักแสดงชื่อดังจากภาพยนตร์เรื่อง Con Air และ National Treasure ซึ่งซื้อคอมิกเล่มนี้ได้ปี 2539 ด้วยราคา 150,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ จนกลายเป็นสถิติโลกในตอนนั้น

ทว่าหนังสือเล่มนี้กลับถูกขโมยไปในระหว่างงานปาร์ตี้ที่บ้านของเคจในปี 2543 และเพิ่งจะถูกค้นพบภายในล็อกเกอร์เก็บของแห่งหนึ่งในแคลิฟอร์เนียเมื่อปี 2554

“ในช่วงระยะเวลา 11 ปีนั้น มูลค่าของมันพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว กลายเป็นว่าหัวขโมยทำให้ นิโคลัส เคจ ได้เงินมหาศาลจากการขโมยมันไป” สตีเฟน ฟิชเลอร์ ซีอีโอของ Metropolis/ComicConnect กล่าว

หลังจากที่เคจได้รับหนังสือคืนเพียง 6 เดือน เขาก็ได้นำมันออกประมูลและขายได้ในราคา 2.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 69 ล้านบาทในอัตราแลกเปลี่ยนปัจจุบัน)

กรณีดังกล่าวคล้ายกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับภาพวาด “โมนาลิซา” ของเลโอนาร์โด ดา วินชี ที่ถูกโจรกรรมไปจากพิพิธภัณฑ์ลูฟร์ในปารีสเมื่อปี 2454 ซึ่งเปลี่ยนให้ภาพที่เดิมทีไม่ค่อยเป็นที่รู้จัก กลายเป็นภาพวาดที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลก

“การได้รับภาพวาดคืนในครั้งนั้นทำให้โมนาลิซาเปลี่ยนจากแค่ภาพวาดที่ดีของ ดา วินชี กลายเป็นสัญลักษณ์ระดับโลก และนั่นคือสิ่งที่ Action No. 1 เป็น มันคือสัญลักษณ์ของวัฒนธรรมป๊อปอเมริกัน” นายฟิชเลอร์กล่าว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

สหรัฐฯ รัวอาวุธ ถล่มกลุ่มไอซิสในซีเรีย ลั่นล้างแค้นสังหารชาวอเมริกัน

สหรัฐฯ รัวอาวุธ ถล่มกลุ่มไอซิสในซีเรีย ลั่นล้างแค้นสังหารชาวอเมริกัน

11 ม.ค. 2569 05:38 น.

สหรัฐฯ รัวอาวุธ ถล่มกลุ่มไอซิสในซีเรีย ลั่นล้างแค้นสังหารชาวอเมริกัน

กองทัพสหรัฐฯ เผย ร่วมมือกับพันธมิตร ยิงอาวุธความแม่นยำสูงกว่า 90 ลูก ถล่มกลุ่มติดอาวุธรัฐอิสลามในซีเรียรอบใหม่ เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ในปฏิบัติการล้างแค้นให้ชาวอเมริกันที่ถูกสังหาร

เมื่อวันเสาร์ที่ 10 ม.ค. 2569 กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (Centcom) ประกาศว่า สหรัฐฯ และกองกำลังพันธมิตรเริ่มการโจมตีเป้าหมายที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มติดอาวุธรัฐอิสลาม หรือ ไอซิส (ISIS) ในประเทศซีเรียอีกครั้งแล้ว เพื่อตอบโต้ที่กลุ่มติดอาวุธกลุ่มนี้ลอบโจมตีกองกำลังทหารสหรัฐฯ ในซีเรีย จนทำให้ชาวอเมริกันเสียชีวิตไป 3 ศพเมื่อ 13 ธ.ค.ที่ผ่านมา

Centcom ระบุว่า การโจมตีดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการ “ฮอว์กอาย สไตรค์” มีวัตถุประสงค์เพื่อต่อต้านการก่อการร้าย และปกป้องกองกำลังอเมริกันรวมถึงกองกำลังพันธมิตรในภูมิภาค

“สารของเรายังคงหนักแน่นและชัดเจน: หากคุณทำอันตรายต่อนักรบของเรา เราจะตามล่าและกำจัดคุณไม่ว่าจะเป็นที่ใดในโลก ไม่ว่าคุณจะพยายามหลบหนีความยุติธรรมอย่างสุดความสามารถเพียงใดก็ตาม” Centcom ระบุ

เจ้าหน้าที่รายหนึ่งเปิดเผยกับสำนักข่าว CBS News ว่า สหรัฐฯ และกองกำลังพันธมิตรได้ยิงอาวุธนำวิถีที่มีความแม่นยำสูงกว่า 90 ลูก เข้าใส่เป้าหมายมากกว่า 35 จุด ในปฏิบัติการที่ใช้เครื่องบินมากกว่า 20 ลำ

เจ้าหน้าที่ระบุเพิ่มเติมว่า เครื่องบินที่เข้าร่วมในการโจมตีครั้งนี้ประกอบด้วย F-15E, A-10, AC-130J, MQ-9 และ F-16 ของจอร์แดน โดยขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนเกี่ยวกับตำแหน่งที่แน่นอนของการโจมตี รวมถึงขอบเขตของจำนวนผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต

ทั้งนี้ รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศเริ่มปฏิบัติการ “ฮอว์กอาย สไตรค์” เป็นครั้งแรกเมื่อเดือนธันวาคม หลังจากมือปืนกลุ่มไอซิส ซุ่มโจมตีจนทำให้ทหารสหรัฐฯ 2 นาย และล่ามพลเรือนชาวอเมริกัน 1 รายเสียชีวิต ในเมืองพัลไมรา ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนกลางของซีเรีย

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เปิดเผยว่า ก่อนหน้าการโจมตีล่าสุดเมื่อวันเสาร์ กองกำลังสหรัฐฯ ได้สังหารหรือจับกุมสมาชิกกลุ่มไอซิสไปแล้วเกือบ 25 ราย จากภารกิจ 11 ครั้งในช่วงระหว่างวันที่ 20 ถึง 29 ธ.ค. ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการ “ฮอว์กอาย สไตรค์” เช่นกัน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เกาหลีเหนือโวย กล่าวหาเกาหลีใต้ ส่งโดรนสอดแนมล่วงล้ำดินแดน

เกาหลีเหนือโวย กล่าวหาเกาหลีใต้ ส่งโดรนสอดแนมล่วงล้ำดินแดน

11 ม.ค. 2569 03:18 น.

เกาหลีเหนือโวย กล่าวหาเกาหลีใต้ ส่งโดรนสอดแนมล่วงล้ำดินแดน

เกาหลีเหนือกล่าวหาเกาหลีใต้ ส่งโดรนสอดแนมถ่ายภาพพวกเขากับสถานที่ต่างๆ ลั่นเจอผลที่ตามมาแน่หากยังไม่หยุดการละเมิด

เมื่อวันเสาร์ที่ 10 ม.ค. 2569 สำนักข่าวกลางเกาหลี (KCNA) ของเกาหลีเหนือ เผยแพร่แถลงการณ์ของรัฐบาล กล่าวหาเกาหลีใต้ว่า ส่งโดรนสอดแนมล่วงล้ำดินแดนของพวกเขาอีกครั้งในช่วงเดือนที่ผ่านมา พร้อมเผยภาพซากโดรนที่ถูกยิงตก

แถลงการณ์ระบุว่า กองทัพเกาหลีเหนือได้ติดตามโดรนลำหนึ่งที่ “มุ่งหน้าขึ้นไปทางทิศเหนือ” ที่เขตคังฮวา บริเวณชายแดนเกาหลีใต้ เมื่อช่วงต้นเดือนมกราคม ก่อนที่ทหารเกาหลีเหนือจะตัดสินใจยิงโดรนลำดังกล่าวตกใกล้กับเมืองแคซองของเกาหลีเหนือ

“มีการติดตั้งอุปกรณ์สอดแนม” ไว้บนโดรน และผลการวิเคราะห์ซากโดรนพบว่ามีการบันทึกภาพวิดีโอของ “เป้าหมายสำคัญ” ในเกาหลีเหนือ ซึ่งรวมถึงพื้นที่บริเวณชายแดนด้วย

ภาพถ่ายของโดรนที่ถูกกล่าวอ้างซึ่งเผยแพร่โดย KCNA แสดงให้เห็นซากของอากาศยานแบบมีปีกวางอยู่บนพื้น พร้อมกับชุดอุปกรณ์ส่วนประกอบสีเทาและสีน้ำเงินที่ระบุว่าเป็นกล้องสอดแนม

ทางด้านเกาหลีใต้ระบุว่าไม่มีบันทึกเกี่ยวกับการบินดังกล่าว ขณะที่นายอัน กยู-แบค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ของเกาหลีใต้ กล่าวว่าโดรนที่รัฐบาลเปียงยางอ้างถึงนั้น “ไม่ใช่รุ่นที่กองทัพของเราใช้งาน”

ด้าน อี แจ-มยอง ประธานาธิบดีของเกาหลีใต้ ระบุว่าจะมีจัดการประชุมความมั่นคงแห่งชาติในวันเสาร์เพื่อหารือเกี่ยวกับเรื่องนี้ โดยในแถลงการณ์ต่อมาของทำเนียบประธานาธิบดีระบุว่า นายอีได้สั่งการให้ทีมสืบสวนร่วมระหว่างทหารและตำรวจดำเนินการ “สืบสวนอย่างเร่งด่วนและเข้มงวด”

เมื่อถูกถามว่า ถ้าพลเรือนคือผู้บังคับโดรนดังกล่าว จะเป็นอย่างไร นายอีตอบว่า “หากเป็นเรื่องจริง ก็ถือเป็นอาชญากรรมร้ายแรงที่คุกคามสันติภาพบนคาบสมุทรเกาหลีและความมั่นคงของชาติ”

ฝ่ายเกาหลีเหนือเตือนด้วยว่า รัฐบาลกรุงโซลจะต้องชดใช้อย่างสาสม หากการรุกล้ำยังคงดำเนินต่อไป

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ประท้วงใหญ่อิหร่านลามทั่วประเทศ ดับแล้ว 65 ศพ โดนจับอีก 2,300 คน

ประท้วงใหญ่อิหร่านลามทั่วประเทศ ดับแล้ว 65 ศพ โดนจับอีก 2,300 คน

11 ม.ค. 2569 01:29 น.

ประท้วงใหญ่อิหร่านลามทั่วประเทศ ดับแล้ว 65 ศพ โดนจับอีก 2,300 คน

การประท้วงใหญ่ในอิหร่านปะทะขึ้นในทุกจังหวัดทั่วอิหร่านแล้ว ขณะที่มีรายงานพบผู้เสียชีวิต 65 ศพเป็นอย่างน้อย และมีผู้ถูกจับกุมอีกมากกว่า 2,300 คน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันเสาร์ที่ 10 ม.ค. 2569 ว่า การประท้วงใหญ่ในประเทศอิหร่านเพื่อต่อต้านรัฐบาล ลุกลามไปทั่วประเทศแล้ว ขณะที่การปะทะระหว่างผู้ชุมนุมกับตำรวจทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 65 ศพ และมีผู้ประท้วงถูกจับกุมมากกว่า 2,300 คน

โดยตามรายงานของสำนักข่าวนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชน (HRANA) ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ในสหรัฐอเมริกา ระบุว่า มีรายงานการประท้วงเกิดขึ้นอย่างน้อย 512 จุด ครอบคลุม 180 เมืองในทั้ง 31 จังหวัดของอิหร่าน นับตั้งแต่การประท้วงปะทุขึ้นเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน

HRANA ระบุด้วยว่า ผู้เสียชีวิตดังกล่าวเป็นผู้ประท้วง 50 ราย เจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายหรือกองกำลังความมั่นคง 14 ราย และอีก 1 รายเป็น “พลเรือนที่มีความเชื่อมโยงกับรัฐบาล” อย่างไรก็ตาม พวกเขายังไม่สามารถสรุปตัวเลขผู้เสียชีวิตที่แน่นอนได้ เนื่องจากอินเทอร์เน็ตยังคงถูกตัดการเชื่อมต่อ

การประท้วงที่กำลังเกิดขึ้นในอิหร่านมีสาเหตุหลักมาจาก ความไม่พอใจในวิกฤตเศรษฐกิจที่รุนแรง เช่น เงินเฟ้อสูง ค่าเงินตกต่ำ สินค้าจำเป็นแพงขึ้น ก่อนจะลุกลามไปสู่ความไม่พอใจต่อการบริหารงานที่ผิดพลาด การคอร์รัปชัน และนโยบายต่างประเทศของรัฐบาล ประกอบกับความต้องการเปลี่ยนแปลงการปกครองของกลุ่มคนรุ่นใหม่

ข้อมูลจาก NetBlocks ซึ่งเป็นหน่วยงานเฝ้าติดตามความปลอดภัยทางไซเบอร์ระบุว่า สัญญาณอินเทอร์เน็ตในอิหร่านถูกตัดขาดมานานกว่า 48 ชั่วโมงแล้ว

ก่อนหน้านี้ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ขู่ว่าจะโจมตีอิหร่านหากกองกำลังความมั่นคงใช้กำลังตอบโต้ผู้ประท้วง ขณะที่นายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าวว่าสหรัฐฯ พร้อมสนับสนุนประชาชนชาวอิหร่าน

ด้าน อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ออกมาเรียกร้องให้นายทรัมป์ “กลับไปสนใจเรื่องของประเทศตัวเอง” และกล่าวโทษสหรัฐฯ ว่าเป็นผู้ยุยงให้เกิดการประท้วงในครั้งนี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

อินโดนีเซียสั่งบล็อก “Grok” ของอีลอน มัสก์ ชั่วคราว เซ่นปมภาพอนาจารจาก AI

อินโดนีเซียสั่งบล็อก “Grok” ของอีลอน มัสก์ ชั่วคราว เซ่นปมภาพอนาจารจาก AI

10 ม.ค. 2569 23:41 น.

อินโดนีเซียสั่งบล็อก “Grok” ของอีลอน มัสก์ ชั่วคราว เซ่นปมภาพอนาจารจาก AI

อินโดนีเซียสั่งระงับการเข้าถึง Grok แชตบอตเอไอของอีลอน มัสก์ ชั่วคราว หลังปัญญาประดิษฐ์ตัวนี้ถูกนำไปใช้สร้างภาพลามกอนาจาร

เมื่อวันเสาร์ที่ 10 ม.ค. 2568 ทางการอินโดนีเซียสั่งระงับการเข้าถึง “Grok” แชตบอต AI ของอีลอน มัสก์ เป็นการชั่วคราว จากความกังวลว่า AI ตัวนี้จะถูกนำไปใช้เพื่อสร้างเนื้อหาลามกอนาจาร ส่งผลให้อินโดนีเซียกลายเป็นประเทศแรกที่ปฏิเสธการเข้าถึงปัญญาประดิษฐ์ตัวนี้

ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นหลังจาก รัฐบาลและหน่วยงานกำกับดูแลของหลายประเทศตั้งแต่ยุโรปไปจนถึงเอเชีย ออกมาประณาม หลัง Grok ถูกใช้ตัดต่อภาพ ให้กลายเป็นภาพลามกอนาจารได้อย่างง่ายดาย และบางประเทศเริ่มเปิดการสืบสวนแล้ว

“รัฐบาลมองว่าการกระทำที่สร้างภาพอนาจารตัดต่อ (deepfakes) โดยไม่ได้รับความยินยอม ถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน ศักดิ์ศรี และความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ดิจิทัลอย่างร้ายแรง” มูเทีย ฮาฟิด ว่าการกระทรวงการสื่อสารและดิจิทัลของอินโดนีเซีย ระบุในแถลงการณ์

xAI ซึ่งเป็นบริษัทสตาร์ทอัพที่อยู่เบื้องหลังการพัฒนา Grok ระบุเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาว่า ทางบริษัทกำลังจำกัดสิทธิ์การสร้างและแก้ไขรูปภาพไว้เฉพาะสำหรับผู้ที่สมัครสมาชิกแบบชำระเงินเท่านั้น ในขณะที่พยายามแก้ไขความบกพร่องของระบบป้องกันที่ปล่อยให้มีการสร้างภาพในเชิงทางเพศออกมา ซึ่งรวมถึงภาพจำลองของเด็กที่แต่งกายล่อแหลม

ทางกระทรวงฯ ยังได้เรียกตัวแทนจาก X เข้าพบเพื่อหารือเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวด้วย เนื่องจาก Grok สามารถเข้าถึงข้อมูลและเทรนด์ล่าสุดบน X ได้ในทันที และเกิดกรณีภาพบุคคลที่โพสต์บน X หลายภาพ ถูกนำไปใช้ตัดต่อเป็นภาพลามกอนาจาร

ด้าน อีลอน มัสก์ โพสต์ข้อความผ่าน X ว่า ใครก็ตามที่ใช้ Grok ในการสร้างเนื้อหาที่ผิดกฎหมาย จะต้องเผชิญผลที่ตามมาแบบเดียวกันกับผู้ที่อัปโหลดเนื้อหาผิดกฎหมายเข้าสู่ระบบ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

เวเนซุเอลา เจรจาสหรัฐฯ หวังฟื้นความสัมพันธ์ทางการทูต

เวเนซุเอลา เจรจาสหรัฐฯ หวังฟื้นความสัมพันธ์ทางการทูต

10 ม.ค. 2569 22:03 น.

เวเนซุเอลา เจรจาสหรัฐฯ หวังฟื้นความสัมพันธ์ทางการทูต

เวเนซุเอลากำลังเจรจากับสหรัฐฯ ในกรุงการากัส ถึงความเป็นไปได้ที่ฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างทั้ง 2 ฝ่ายกลับมาอีกครั้ง ไม่กี่วันหลังปฏิบัติการบุกจับกุมประธานาธิบดีมาดูโร

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เจ้าหน้าที่ของเวเนซุเอลาเตรียมพูดคุยกับคณะผู้แทนจากสหรัฐฯ ที่กรุงการากัส เมืองหลวงของประเทศ ในวันเสาร์ที่ 10 ม.ค. 2569 นี้ เพื่อหารือเรื่องการฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการทูต เพียงสัปดาห์เดียวหลังจากสหรัฐฯ มีปฏิบัติการทางทหารในเวเนซุเอลา และจับกุมตัวประธานาธิบดี นิโกลัส มาดูโร ไปดำเนินคดีในนิวยอร์ก

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ทางการเวเนซุเอลาระบุว่าได้เริ่มเปิดการหารือกับนักการทูตสหรัฐฯ แล้ว ถือเป็นสัญญาณล่าสุดของความร่วมมือที่เกิดขึ้นภายหลังการจับกุมนายมาดูโร ขณะที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศว่า เจ้าหน้าที่ของเขาจะเป็นผู้บริหารเวเนซุเอลา

เจ้าหน้าที่ของเวเนซุเอลาระบุว่า คณะผู้แทนสหรัฐฯ เดินทางมายังกรุงการากัสเพื่อหารือเรื่องการกลับมาเปิดสถานเอกอัครราชทูตอีกครั้ง ในขณะที่ทรัมป์พบปะหารือกับบรรดาผู้บริหารบริษัทน้ำมันสหรัฐฯ เกี่ยวกับแผนการเข้าถึงแหล่งน้ำมันดิบสำรองมหาศาลในเวเนซุเอลา

อีวาน กิล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของเวเนซุเอลา ระบุในแถลงการณ์ว่า รัฐบาลของประธานาธิบดีรักษาการ เดลซี โรดริเกซ “ได้ตัดสินใจริเริ่มกระบวนการทางการทูตเชิงสำรวจ กับรัฐบาลสหรัฐอเมริกา โดยมีเป้าหมายเพื่อจัดตั้งคณะผู้แทนทางการทูตในทั้งสองประเทศขึ้นใหม่”

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ผู้ไม่เปิดเผยนามรายนี้ บอกกับสื่อว่า นายจอห์น แม็คนามารา นักการทูตระดับสูงของสหรัฐฯ ประจำโคลอมเบีย พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่คนอื่นๆ “ได้เดินทางไปยังกรุงการากัสเพื่อทำการประเมินเบื้องต้น เรื่องความเป็นไปได้ที่จะกลับมาเริ่มดำเนินงานแบบเป็นขั้นตอน ขณะที่ฝ่ายเวเนซุเอลาจะส่งคณะผู้แทนไปวอชิงตันด้วย

อย่างไรก็ตาม แม้จะเริ่มมีความพยายามฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการทูต แต่ก่อนหน้านี้ นางโรดริเกซออกแถลงการณ์ประณามปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ว่า เป็นการโจมตีที่ร้ายแรง เป็นอาชญากรรม ผิดกฎหมาย และไม่ชอบธรรม พร้อมยืนยันว่า เวเนซุเอลาจะต่อสู้กับการรุกรานนี้ผ่านช่องทางทางการทูตต่อไป

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

เจ้าหน้าที่ ICE เผยคลิปใหม่ เหตุยิงหญิงมินนีอาโพลิส ย้ำเป็นการป้องกันตัว

เจ้าหน้าที่ ICE เผยคลิปใหม่ เหตุยิงหญิงมินนีอาโพลิส ย้ำเป็นการป้องกันตัว

10 ม.ค. 2569 10:21 น.

เจ้าหน้าที่ ICE เผยคลิปใหม่ เหตุยิงหญิงมินนีอาโพลิส ย้ำเป็นการป้องกันตัว

เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองสหรัฐ (ICE) เผยคลิปจากมุมของเจ้าหน้าที่ครั้งแรก หลังเกิดกระแสวิจารณ์และประท้วงทั่วประเทศ จากเหตุยิงผู้หญิงเสียชีวิตในเมืองมินนีอาโพลิส ยืนยันทำเพื่อป้องกันตัว

วิดีโอที่บันทึกโดยเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองสหรัฐ (ICE) ซึ่งเป็นผู้ใช้อาวุธปืนยิงหญิงรายหนึ่งเสียชีวิตในเมืองมินนีแอโพลิส ได้ถูกเผยแพร่ออกมาเป็นครั้งแรก เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงของเหตุการณ์

โดยคลิปความยาว 47 วินาที ซึ่งสื่อท้องถิ่น Alpha News ในรัฐมินนิโซตาได้รับมา แสดงภาพช่วงเวลาก่อนเสียงปืนดังขึ้น โดยเห็น เรเน นิโคล กู้ด วัย 37 ปี นั่งอยู่หลังพวงมาลัยรถยนต์ของเธอ พูดคุยกับเจ้าหน้าที่ ICE ที่กำลังถ่ายวิดีโอรถและป้ายทะเบียน

ในคลิป เจ้าหน้าที่ ICE ลงจากรถและเดินถ่ายวิดีโอรอบรถ Honda SUV ของกู้ด โดยมีสุนัขอยู่ที่เบาะหลัง กู้ดพูดกับเจ้าหน้าที่ว่า “ไม่เป็นไรนะ ฉันไม่ได้โกรธคุณ”

ขณะเดียวกัน เบ็คกา กู้ด ภรรยาของผู้เสียชีวิต ยืนถ่ายเหตุการณ์อยู่ริมถนน และพูดเชิงยั่วยุใส่เจ้าหน้าที่

ต่อมา เจ้าหน้าที่อีกคนเดินเข้ามาที่ฝั่งคนขับ พร้อมตะโกนด่าทอและสั่งให้กู้ดลงจากรถ ก่อนที่สถานการณ์จะตึงเครียดอย่างรวดเร็ว เมื่อรถของกู้ดถอยหลัง ก่อนจะหักพวงมาลัยและขับไปข้างหน้า ตามด้วยเสียงปืนหลายนัด ก่อนภาพสุดท้ายจะเห็นรถพุ่งออกไปตามถนน

คลิปอื่นที่เผยแพร่ก่อนหน้านี้ แสดงให้เห็นรถของกู้ดชนข้างทาง หลังเธอถูกยิง ขณะที่เจ้าหน้าที่ ICE ยังคงยืนอยู่ และเดินเข้าไปใกล้รถในเวลาต่อมา

รองประธานาธิบดี เจดี แวนซ์ แชร์คลิปดังกล่าวบนโซเชียลมีเดีย พร้อมระบุว่า เจ้าหน้าที่กระทำไปเพื่อ ป้องกันตัวเอง ขณะที่ทำเนียบขาวยืนยันว่า กู้ดพยายามขับรถพุ่งชนเจ้าหน้าที่ ICE ซึ่งรัฐบาลทรัมป์ชี้ว่าเป็นการกระทำในลักษณะ “การก่อการร้ายภายในประเทศ”

ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวถึงเหตุการณ์นี้ว่า “มีพวกยุยงปลุกปั่น และเราจะปกป้อง ICE ปกป้องเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายของเราเสมอ”

ขณะที่โฆษกทำเนียบขาว แคโรไลน์ เลวิตต์ ระบุเพิ่มเติมว่า สื่อพยายามใส่ร้าย เจ้าหน้าที่ ICE ทั้งที่เขาป้องกันตัวจากการถูกรถพุ่งชนอย่างเหมาะสม โดยรัฐบาลกลางระบุว่า เจ้าหน้าที่ ICE ได้รับบาดเจ็บและเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล ส่วนเจ้าหน้าที่ผู้ยิงคือ โจนาธาน รอสส์ เจ้าหน้าที่ ICE อาวุโส ซึ่งเคยได้รับบาดเจ็บจากการถูกรถชนขณะปฏิบัติหน้าที่มาก่อน

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นยืนกรานว่า ผู้เสียชีวิต ไม่ได้เป็นภัยคุกคาม โดยเจค็อบ เฟรย์ นายกเทศมนตรีเมืองมินนีแอโพลิส จากพรรคเดโมแครต ระบุว่า คำอธิบายของรัฐบาลกลางเป็นเรื่องไร้สาระสิ้นดี เมื่อพิจารณาจากภาพวิดีโอที่ปรากฏ

ด้านสำนักงานอัยการรัฐมินนิโซตาและอัยการสูงสุดของรัฐ ประกาศเปิดการสอบสวนของตนเอง หลังระบุว่า ถูกกันออกจากการสอบสวนของรัฐบาลกลาง ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของเอฟบีไอ

ทั้งนี้ การเสียชีวิตของกู้ดจุดชนวนการประท้วงต่อเนื่องเป็นคืนที่สองในหลายพื้นที่ของสหรัฐทิม วอลซ์ ผู้ว่าการรัฐมินนิโซตา สั่งระดมกองกำลังพิทักษ์ชาติเพื่อดูแลความปลอดภัยในการชุมนุม พร้อมกล่าวหารัฐบาลทรัมป์ว่าขัดขวางการสอบสวนของรัฐ ขณะที่รองประธานาธิบดีแวนซ์ยืนยันว่า นี่เป็นคดีของรัฐบาลกลาง ไม่ใช่อำนาจรัฐ.

ที่มา : BBC

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ เจ้าหน้าที่ICE

ผู้นำสูงสุดอิหร่านซัดผู้ประท้วง ก่อเหตุเอาใจทรัมป์ ขณะยอดตายพุ่ง-เน็ตถูกตัดทั่วประเทศ

ผู้นำสูงสุดอิหร่านซัดผู้ประท้วง ก่อเหตุเอาใจทรัมป์ ขณะยอดตายพุ่ง-เน็ตถูกตัดทั่วประเทศ

10 ม.ค. 2569 09:38 น.

ผู้นำสูงสุดอิหร่านซัดผู้ประท้วง ก่อเหตุเอาใจทรัมป์ ขณะยอดตายพุ่ง-เน็ตถูกตัดทั่วประเทศ

ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ออกโรงโจมตีผู้ชุมนุมต่อต้านรัฐบาล ระบุเป็นกลุ่มก่อความไม่สงบ ที่พยายามเอาใจประธานาธิบดีสหรัฐ ท่ามกลางการประท้วงที่ยืดเยื้อเข้าสู่วันที่ 13 และใหญ่ที่สุดในรอบหลายปี

อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี วัย 86 ปี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน แถลงผ่านโทรทัศน์ของรัฐอย่างแข็งกร้าว ประณามผู้ชุมนุมต่อต้านรัฐบาล ว่าเป็นกลุ่มก่อความไม่สงบที่พยายามเอาใจประธานาธิบดีสหรัฐ ท่ามกลางการประท้วงที่ยืดเยื้อเข้าสู่วันที่ 13 และกลายเป็นการเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายปี

โดยคาเมเนอี  ระบุว่า “สาธารณรัฐอิสลามถือกำเนิดจากเลือดของผู้เสียสละหลายแสนคน และจะไม่ยอมถอยให้กับผู้ที่ปฏิเสธความจริงข้อนี้” พร้อมย้ำอีกครั้งต่อหน้าผู้สนับสนุนว่า อิหร่านจะไม่ลังเลในการจัดการกับองค์ประกอบทำลายล้าง

ขณะเดียวกัน รัฐบาลอิหร่านได้ส่งหนังสือถึง คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) กล่าวโทษสหรัฐว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการยกระดับการประท้วงให้กลายเป็นการก่อวินาศกรรมรุนแรงและการทำลายทรัพย์สินอย่างกว้างขวาง

ด้าน โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ตอบโต้ว่า อิหร่านกำลังเผชิญปัญหาใหญ่ และเตือนว่าจะโจมตีอย่างหนักในจุดที่เจ็บปวด แต่ย้ำว่าการมีบทบาทของสหรัฐไม่ได้หมายถึงการส่งทหารลงภาคพื้นดิน พร้อมระบุว่า สถานการณ์ในอิหร่านกำลังเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว

เอกอัครราชทูตอิหร่านประจำสหประชาชาติ กล่าวหาสหรัฐว่า แทรกแซงกิจการภายในของอิหร่าน ผ่านการข่มขู่ ปลุกปั่น และจงใจสร้างความไม่มั่นคง

ขณะที่ผู้นำ สหราชอาณาจักร เยอรมนี และฝรั่งเศส ออกแถลงการณ์ร่วม แสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อการใช้ความรุนแรงของกองกำลังอิหร่าน และประณามการสังหารผู้ประท้วง พร้อมย้ำว่ารัฐบาลมีหน้าที่คุ้มครองสิทธิในการแสดงออกและการชุมนุมโดยสงบ

หน่วยงานความมั่นคงและกระบวนการยุติธรรมของอิหร่านออกคำเตือนประสานเสียง ย้ำแนวทางไม่ผ่อนปรน โดยสภาความมั่นคงแห่งชาติอิหร่านประกาศจะดำเนินคดีทางกฎหมายอย่างเด็ดขาดต่อผู้ประท้วง ซึ่งถูกเรียกว่าเป็นผู้ก่อจลาจลติดอาวุธ

ด้านหน่วยข่าวกรองของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ระบุว่า จะไม่ยอมให้มีการก่อการร้าย และจะเดินหน้าปฏิบัติการจนกว่าแผนของศัตรูจะพ่ายแพ้อย่างสิ้นเชิง

การประท้วงเกิดขึ้นอย่างน้อย 67 พื้นที่ทั่วประเทศ มีเหตุไฟไหม้สำนักงานสื่อในเมืองอิสฟาฮาน และภาพรถถูกพลิกคว่ำ และเผากลางกรุงเตหะราน

ทั้งนี้ การชุมนุมเริ่มต้นจากความไม่พอใจด้านเศรษฐกิจ แต่ลุกลามกลายเป็นเสียงเรียกร้องให้ ยุติสาธารณรัฐอิสลาม และบางส่วนถึงขั้นเรียกร้องให้ ฟื้นฟูราชวงศ์ หลังจากที่เรซา ปาห์ลาวี บุตรชายของกษัตริย์อิหร่านพระองค์สุดท้าย เรียกร้องให้ทรัมป์เตรียมพร้อมแทรกแซงเพื่อช่วยประชาชนอิหร่าน พร้อมกระตุ้นให้ประชาชนออกมาชุมนุมต่อเนื่อง

กลุ่มสิทธิมนุษยชนระบุว่า มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 48 คน ในฝั่งผู้ประท้วง และเจ้าหน้าที่ความมั่นคงเสียชีวิตอีก 14 นาย ขณะที่รัฐบาลสั่งตัดอินเทอร์เน็ตเกือบทั้งประเทศ ทำให้ข้อมูลจากพื้นที่จริงถูกปิดตาย โดยองค์กรสิทธิมนุษยชนเตือนว่า การตัดอินเทอร์เน็ตเพิ่มความเสี่ยงต่อการสังหารหมู่ ขณะที่ประชาชนแห่กักตุนอาหาร ตู้เอทีเอ็มใช้การไม่ได้ และการชำระเงินดิจิทัลหยุดชะงัก.

ที่มา : BBC

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ อิหร่าน