เจ้าของบาร์สกีสวิสถูกคุมตัว เซ่นไฟไหม้คืนปีใหม่คร่า 40 ศพ พบไม่ตรวจความปลอดภัยนาน 5 ปี

เจ้าของบาร์สกีสวิสถูกคุมตัว เซ่นไฟไหม้คืนปีใหม่คร่า 40 ศพ พบไม่ตรวจความปลอดภัยนาน 5 ปี

10 ม.ค. 2569 08:54 น.

เจ้าของบาร์สกีสวิสถูกคุมตัว เซ่นไฟไหม้คืนปีใหม่คร่า 40 ศพ พบไม่ตรวจความปลอดภัยนาน 5 ปี

หนึ่งในเจ้าของบาร์สกีชื่อดังในสวิตเซอร์แลนด์ถูกควบคุมตัว หลังเหตุเพลิงไหม้คืนวันส่งท้ายปีเก่าที่คร่าชีวิตผู้คนถึง 40 ราย และบาดเจ็บอีกกว่า 100 คน พบละเว้นการตรวจความปลอดภัยอาคารถึง 5 ปี

อัยการสวิตเซอร์แลนด์ยืนยันว่า ฌาคส์ โมเร็ตติ ชาวฝรั่งเศส หนึ่งในเจ้าของบาร์ Le Constellation ถูกควบคุมตัวแล้วเนื่องจากมีความเสี่ยงหลบหนี ขณะที่ภรรยา เจสสิกา โมเร็ตติ ซึ่งเป็นเจ้าของร่วม กำลังถูกสอบสวนในหลายข้อหา ทั้งฆ่าคนโดยประมาท, ทำให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บโดยประมาท และวางเพลิงโดยประมาท

เหตุไฟไหม้เกิดขึ้นในคืน เคานต์ดาวน์ปีใหม่ ภายในบาร์ใต้ดินของรีสอร์ตสกียอดนิยม ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บถึง 116 คน หลายรายมีอาการสาหัสจากแผลไฟไหม้

อัยการระบุว่า ต้นเพลิงน่าจะมาจาก สปาร์กเลอร์ที่ติดกับขวดแชมเปญ ซึ่งถูกชูขึ้นสูงเกินไปจนไปจุดติด โฟมกันเสียงบนเพดาน ทำให้ไฟลุกลามอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางฝูงชนจำนวนมาก

ข้อมูลที่ยิ่งสร้างความสะเทือนใจ คือบาร์แห่งนี้ ไม่ได้รับการตรวจสอบความปลอดภัยมานานถึง 5 ปี ทั้งที่กฎหมายกำหนดให้สถานบันเทิงลักษณะนี้ต้องผ่านการตรวจทุกปี

มีรายงานว่าฌาคส์ โมเร็ตติ ถูกควบคุมตัวหลังถูกอัยการสอบปากคำที่เมืองซีออง (Sion) ในรัฐวาเลส์ ตามกฎหมายสวิตเซอร์แลนด์ ผู้ถูกสอบสวนสามารถถูกควบคุมตัวไว้ได้จนกว่าศาลจะมีคำตัดสินภายใน 48 ชั่วโมง

ด้าน เจสสิกา โมเร็ตติ กล่าวกับผู้สื่อข่าวทั้งน้ำตา ระหว่างถูกตำรวจคุมตัวว่า “หัวใจของฉันอยู่กับเหยื่อทุกคน และผู้ที่ยังต่อสู้อยู่ในตอนนี้นี่คือโศกนาฏกรรมที่ไม่อาจจินตนาการได้ และเราไม่เคยคิดว่ามันจะเกิดขึ้นในบาร์ของเรา ฉันขอโทษจริงๆ”

ก่อนหน้านี้ เจ้าของร่วมทั้งสองรายออกแถลงการณ์แสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้ง และพร้อมให้ความร่วมมือกับการสอบสวนอย่างเต็มที่

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา สวิตเซอร์แลนด์จัดพิธีไว้อาลัย ยืนสงบนิ่ง 1 นาทีทั่วประเทศ เพื่อไว้อาลัยให้ผู้เสียชีวิตจากเหตุไฟไหม้ จากนั้นระฆังโบสถ์ดังต่อเนื่อง 5 นาทีทั่วประเทศ

รถไฟ รถราง หยุดให้บริการชั่วคราว ขณะที่สนามบินซูริกหยุดการดำเนินงานช่วงสั้นๆ เพื่อแสดงความอาลัย ส่วนในพิธีรำลึกที่เมืองคร็องส์-มอนตานา ผู้ร่วมงานยืนปรบมือยาวนานให้กับเจ้าหน้าที่ดับเพลิงที่เสี่ยงชีวิตเข้าช่วยเหลือผู้ประสบเหตุ

ทั้งนี้ มีรายงานว่า ผลตรวจสอบที่พบว่าทางบาร์แห่งหนี้ ไม่ได้ตรวจสอบความปลอดภัยเป็นเวลานาน ทำให้ครอบครัวผู้เสียชีวิตโกรธแค้นอย่างหนัก โดยโรแม็ง จอร์แดน ทนายความที่เป็นตัวแทนครอบครัวบางส่วน ระบุว่า เป็นเรื่องน่าตกใจ และต้องตั้งคำถามว่า เทศบาลควรถูกสอบสวนอย่างเร่งด่วนด้วยหรือไม่

ด้าน นิโกลาส เฟโรด์ นายกเทศมนตรีเมืองคร็องส์-มอนตานา ยอมรับว่าไม่สามารถอธิบายได้ว่าทำไมบาร์แห่งนี้จึงไม่ได้รับการตรวจสอบมานานขนาดนี้ พร้อมประกาศว่า จะสั่งห้ามใช้สปาร์กเลอร์ในสถานบันเทิงทุกแห่งในพื้นที่

มีรายงานว่าผู้เสียชีวิตจำนวนมากเป็นคนหนุ่มสาว โดย 8 รายมีอายุต่ำกว่า 16 ปี ขณะที่ผู้บาดเจ็บจำนวนมากมีแผลไฟไหม้รุนแรง และกำลังรับการรักษาทั้งในสวิตเซอร์แลนด์และประเทศอื่นในยุโรป

ขณะเดียวกัน พิธีศพของเหยื่อบางรายได้เริ่มขึ้นแล้ว ท่ามกลางความโศกเศร้าและคำถามที่สังคมยังรอคำตอบ.

ที่มา : BBC

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ไฟไหม้บาร์

พายุถล่มยุโรป ไฟฟ้าดับหลายแสนครัวเรือน คมนาคมปั่นป่วน-โรงเรียนปิดเป็นวงกว้าง

พายุถล่มยุโรป ไฟฟ้าดับหลายแสนครัวเรือน คมนาคมปั่นป่วน-โรงเรียนปิดเป็นวงกว้าง

10 ม.ค. 2569 08:11 น.

พายุถล่มยุโรป ไฟฟ้าดับหลายแสนครัวเรือน คมนาคมปั่นป่วน-โรงเรียนปิดเป็นวงกว้าง

ยุโรปเผชิญสภาพอากาศเลวร้ายหนัก หลังพายุฤดูหนาวพัดถล่มพื้นที่ทางตอนเหนือ ส่งผลให้กระแสลมแรง หิมะตกหนัก ระบบคมนาคมหยุดชะงัก โรงเรียนปิดการเรียนการสอน และประชาชนหลายแสนครัวเรือนไม่มีไฟฟ้าใช้ 

พายุลมแรงได้พัดถล่มฝรั่งเศสและสหราชอาณาจักร ขณะที่หน่วยงานอุตุนิยมวิทยาหลายประเทศ ตั้งแต่สหราชอาณาจักรไปจนถึงเยอรมนี ออกคำเตือนให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการออกจากบ้าน โดยในอังกฤษมีการประกาศ เตือนภัยลมระดับสีแดง ซึ่งเป็นระดับสูงสุดและพบได้ยาก ครอบคลุมหมู่เกาะซิลลีและแคว้นคอร์นวอลล์ ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ

โดยในฝรั่งเศส พายุ “โกเร็ตติ” (Goretti) ทำให้บ้านเรือนราว 380,000 หลังคาเรือน ไฟฟ้าดับ โดยส่วนใหญ่อยู่ในแคว้นนอร์มังดีตอนเหนือ  

ทางการฝรั่งเศสรายงานว่า ช่วงกลางดึกมีความเร็วลมกระโชกแรงสูงสุดถึง 216 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในแคว้นม็องช์ ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ ลมแรงทำให้ต้นไม้ล้มในหลายพื้นที่ โดยอย่างน้อยหนึ่งต้นล้มทับอาคารที่พักอาศัยในแคว้นแซน-มารีทีม แต่ไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บ

ล่าสุดโรงเรียนหลายแห่งในภาคเหนือของฝรั่งเศสยังคงปิดทำการ หลังมีการประกาศเตือนภัยสภาพอากาศในอีกกว่า 30 แคว้น ตำรวจแคว้นม็องช์โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X เตือนประชาชนให้หลบอยู่ในที่ปลอดภัย ไม่ใช้ยานพาหนะ และเตรียมอุปกรณ์ฉุกเฉินให้พร้อม

คลื่นทะเลขนาดยักษ์ซัดกระหน่ำกำแพงท่าเรือหลายแห่งทางตะวันตกเฉียงเหนือสุดของฝรั่งเศสตลอดคืนที่ผ่านมา และเมื่อพายุเคลื่อนตัวไปทางตะวันออก ก็ทำให้เกิดน้ำท่วมและการปิดถนน รวมถึงการปิดท่าเรือสำคัญอย่างเมืองดิเอปป์

ด้านอังกฤษและเวลส์ เผชิญลมกระโชกแรงสูงสุดถึง 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง สำนักงานอุตุนิยมวิทยาอังกฤษ (Met Office) เตือนว่า คลื่นทะเลขนาดใหญ่จะทำให้พื้นที่ชายฝั่งอยู่ในภาวะอันตราย พร้อมออกคำเตือนหิมะระดับสีเหลืองในเวลส์ ภาคกลางของอังกฤษ และบางส่วนของภาคเหนือ โดยคาดว่าในบางพื้นที่อาจมีหิมะตกหนาสูงถึง 30 เซนติเมตร ขณะที่บริษัทเนชันแนล กริด ของอังกฤษ ระบุว่ามีบ้านเรือนกว่า 42,000 หลัง ในภาคตะวันตกเฉียงใต้ของอังกฤษไม่มีไฟฟ้าใช้ และยังมีอีกหลายพันหลังในพื้นที่อื่น

การเดินรถไฟในสหราชอาณาจักรได้รับผลกระทบอย่างหนัก โดยการรถไฟแห่งชาติระบุว่า บริการรถไฟจะถูกรบกวนต่อเนื่องอย่างน้อยสองวัน และขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการเดินทางหากไม่จำเป็น

รายงานระบุว่า ตลอดสัปดาห์นี้มีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุที่เกี่ยวข้องกับสภาพอากาศแล้วอย่างน้อย 8 รายทั่วทวีปยุโรป โดยรายล่าสุดคือชายคนหนึ่งในเมืองดูร์เรส ประเทศแอลเบเนีย ซึ่งถูกกระแสน้ำท่วมพัดเสียชีวิต หลังเผชิญทั้งหิมะตกหนักและฝนตกต่อเนื่องในภูมิภาคบอลข่าน

ในสกอตแลนด์ โรงเรียนหลายร้อยแห่งปิดติดต่อกันเป็นวันที่ 5 แล้ว ทำให้นักเรียนจำนวนมากยังไม่สามารถกลับเข้าเรียนได้หลังช่วงวันหยุดคริสต์มาส

ขณะที่ทางตอนเหนือของเยอรมนีได้รับผลกระทบจากพายุอีกลูกที่มีชื่อว่า “เอลลี่” (Elli) ส่งผลให้โรงเรียนในเมืองฮัมบูร์กและเบรเมนต้องปิดการเรียนการสอน และการเดินรถไฟระยะไกลในภาคเหนือถูกยกเลิกทั้งหมด คาดว่าหิมะอาจตกหนาสูงถึง 15 เซนติเมตร ในภาคเหนือ และมีความเสี่ยงเกิดน้ำแข็งปกคลุมถนนในภาคใต้

สำนักงานอุตุนิยมวิทยาเยอรมนี (DWD) ระบุว่า พายุจะส่งผลกระทบไปจนถึงวันเสาร์ โดยคาดว่าหิมะจะหยุดตกในวันจันทร์ นักอุตุนิยมวิทยาของ DWD ชี้ว่า เหตุการณ์ครั้งนี้ถือว่าผิดปกติเมื่อเทียบกับช่วงหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งฤดูหนาวอุ่นขึ้นจากผลของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ขณะที่รัสเซีย สภาพอากาศหนาวจัดทำให้เที่ยวบินราว 300 เที่ยว ในเขตกรุงมอสโกต้องยกเลิก เจ้าหน้าที่เร่งเคลียร์รันเวย์และขจัดน้ำแข็งบนเครื่องบินเพื่อความปลอดภัย.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ พายุถล่มยุโรป

ทรัมป์ชี้ สหรัฐต้อง “ครอบครองกรีนแลนด์” เพื่อสกัดการแทรกแซงจากรัสเซีย–จีน

ทรัมป์ชี้ สหรัฐต้อง “ครอบครองกรีนแลนด์” เพื่อสกัดการแทรกแซงจากรัสเซีย–จีน

10 ม.ค. 2569 07:43 น.

ทรัมป์ชี้ สหรัฐต้อง “ครอบครองกรีนแลนด์” เพื่อสกัดการแทรกแซงจากรัสเซีย–จีน

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ระบุว่า สหรัฐจำเป็นต้องเป็นเจ้าของกรีนแลนด์ เพื่อป้องกันไม่ให้รัสเซียและจีนเข้าครอบครองหรือขยายอิทธิพลในดินแดนยุทธศาสตร์แห่งนี้ 

นายโดนัลด์ ทรัมป์ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวกับผู้สื่อข่าวเกี่ยวกับการเข้าครอบครองกรีนแลนด์ เมื่อวันศุกร์ว่า ประเทศต่างๆ ต้องมีกรรมสิทธิ์ในดินแดนจึงจะสามารถปกป้องได้อย่างแท้จริง เพราะคุณไม่สามารถปกป้องสัญญาเช่าได้ เขาจึงจำเป็นต้องปกป้องกรีนแลนด์

ทรัมป์ระบุว่าสหรัฐสามารถดำเนินการได้ทั้ง “ทางง่าย” หรือ “ทางยาก” ซึ่งสอดคล้องกับท่าทีของทำเนียบขาวก่อนหน้านี้ ที่ยอมรับว่ารัฐบาลกำลังพิจารณาความเป็นไปได้ในการซื้อกรีนแลนด์จากเดนมาร์ก โดยไม่ได้ตัดความเป็นไปได้ในการ ผนวกดินแดนด้วยกำลังทหาร

อย่างไรก็ตาม ทั้งรัฐบาลเดนมาร์กและกรีนแลนด์ยืนยันชัดเจนว่า กรีนแลนด์ไม่ใช่สินค้าที่จะนำมาขาย และเตือนว่า การใช้กำลังทางทหารจะหมายถึงจุดจบของพันธมิตรด้านการป้องกันข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก

แม้กรีนแลนด์จะเป็นดินแดนที่มีประชากรเบาบางที่สุดแห่งหนึ่งของโลก แต่ด้วยที่ตั้งระหว่างอเมริกาเหนือกับภูมิภาคอาร์กติก ทำให้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อระบบเตือนภัยล่วงหน้าจากการโจมตีด้วยขีปนาวุธ รวมทั้งการเฝ้าตรวจเรือและกิจกรรมทางทหารในอาร์กติก

ทรัมป์ย้ำหลายครั้งว่า กรีนแลนด์มีความสำคัญต่อ ความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐ โดยอ้างลอยๆ อย่างไม่มีหลักฐานว่า ดินแดนแห่งนี้เต็มไปด้วยเรือของรัสเซียและจีน

ปัจจุบัน สหรัฐมีทหารประจำการมากกว่า 100 นาย ที่ฐานทัพ พิทัฟฟิก (Pituffik Space Base) ทางตะวันตกเฉียงเหนือของกรีนแลนด์ ซึ่งดำเนินการมาตั้งแต่ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 และภายใต้ข้อตกลงกับเดนมาร์ก สหรัฐมีสิทธิส่งกำลังทหารเข้ากรีนแลนด์ได้ตามต้องการ

อย่างไรก็ตาม ทรัมป์มองว่า ข้อตกลงเช่าหรือข้อตกลงระยะยาวไม่เพียงพอ

เขายังกล่าวว่า “ผมรักประชาชนจีน ผมรักประชาชนรัสเซีย แต่ผมไม่ต้องการให้พวกเขาเป็นเพื่อนบ้านในกรีนแลนด์ เรื่องนั้นจะไม่เกิดขึ้น” พร้อมย้ำว่า นาโต (NATO) ต้องเข้าใจจุดยืนของสหรัฐในเรื่องนี้

ด้านพันธมิตรนาโตของเดนมาร์ก ทั้งประเทศยุโรปหลักและแคนาดา ต่างออกแถลงการณ์สนับสนุน โดยยืนยันว่ามีเพียงเดนมาร์กและกรีนแลนด์เท่านั้นที่มีสิทธิ์ตัดสินใจเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของตน

แม้จะเห็นตรงกันว่าสหรัฐและพันธมิตรต้องให้ความสำคัญกับความมั่นคงในอาร์กติก แต่ย้ำว่าควรดำเนินการ ร่วมกันในหมู่พันธมิตร และต้องยึดหลักกฎบัตรสหประชาชาติ โดยเฉพาะเรื่อง อธิปไตย บูรณภาพแห่งดินแดน และการไม่ละเมิดพรมแดน

ความวิตกต่ออนาคตกรีนแลนด์เพิ่มขึ้น หลังทรัมป์เพิ่งใช้กำลังทหารในเวเนซุเอลาเพื่อจับกุมประธานาธิบดี นิโกลัส มาดูโร เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ ทรัมป์เคยเสนอซื้อกรีนแลนด์มาแล้วในปี 2019 สมัยดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีวาระแรก แต่ถูกปฏิเสธอย่างชัดเจน

ขณะเดียวกัน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ มาร์โก รูบิโอ มีกำหนดหารือกับรัฐบาลเดนมาร์กในสัปดาห์หน้า

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา กรีนแลนด์ได้รับความสนใจมากขึ้นจากมหาอำนาจโลก เนื่องจากมีทรัพยากรสำคัญ เช่น แร่หายาก (Rare Earth), ยูเรเนียม, แร่เหล็ก

นักวิทยาศาสตร์ยังเชื่อว่า กรีนแลนด์อาจมีแหล่ง น้ำมันและก๊าซธรรมชาติขนาดใหญ่ ซึ่งเข้าถึงได้ง่ายขึ้นจากการละลายของน้ำแข็ง อันเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ที่มา BBC

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ กรีนแลนด์

รัฐบาลทรัมป์เล็ง “แจกเงิน” ชาวกรีนแลนด์คนละ 3 ล้าน หวังจูงใจแยกตัวจากเดนมาร์ก

รัฐบาลทรัมป์เล็ง "แจกเงิน" ชาวกรีนแลนด์คนละ 3 ล้าน หวังจูงใจแยกตัวจากเดนมาร์ก

9 ม.ค. 2569 15:36 น.

รัฐบาลทรัมป์เล็ง “แจกเงิน” ชาวกรีนแลนด์คนละ 3 ล้าน หวังจูงใจแยกตัวจากเดนมาร์ก

ตามการเปิดเผยของแหล่งข่าวใกล้ชิดอย่างน้อย 4 ราย เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ อยู่ระหว่างหารือแนวคิดจ่ายเงินก้อนให้ชาวกรีนแลนด์ เพื่อจูงใจให้ดินแดนปกครองตนเองของเดนมาร์กแยกตัวและเข้าร่วมกับสหรัฐอเมริกา โดยตัวเลขที่ถูกหยิบยกอยู่ในช่วง 10,000 ถึง 100,000 ดอลลาร์ต่อคน แม้ยังไม่ชัดเจนด้านรายละเอียด วิธีการ และเงื่อนไขการจ่าย

แหล่งข่าววงในเปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ และที่ปรึกษาทำเนียบขาวกำลังหารือกันถึงแนวทางในการเข้าครอบครองเกาะกรีนแลนด์ โดยหนึ่งในแผนการที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือการจ่ายเงินสดแบบเงินก้อนให้แก่ประชากรชาวกรีนแลนด์ทั้ง 57,000 คนโดยตรง

รายงานระบุว่า ตัวเลขที่มีการหารือกันนั้นมีตั้งแต่ 10,000 ดอลลาร์ ไปจนถึงสูงถึง 100,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 3.4 ล้านบาท) ต่อคน ซึ่งหากมีการจ่ายที่ระดับสูงสุด สหรัฐฯ จะต้องใช้เงินงบประมาณเกือบ 6,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 2 แสนล้านบาท) เพื่อซื้อใจชาวเกาะให้ลงมติแยกตัวจากเดนมาร์กและเข้าทำข้อตกลงกับสหรัฐฯ ในรูปแบบ “ข้อตกลงความสัมพันธ์เสรี” (Compact of Free Association – COFA) เหมือนที่ใช้กับหมู่เกาะไมโครนีเซียหรือปาเลา

ความพยายามครั้งนี้ทวีความเข้มข้นขึ้นหลังจากที่กองกำลังสหรัฐฯ ประสบความสำเร็จในการบุกจับตัว นิโกลัส มาดูโร ผู้นำเวเนซุเอลาเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้ทำเนียบขาวต้องการใช้ความฮึกเหิมนี้ผลักดันเป้าหมายทางภูมิรัฐศาสตร์อื่นๆ ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ต่อทันที โดยทรัมป์ย้ำว่ากรีนแลนด์มีความสำคัญสูงสุดต่อความมั่นคงแห่งชาติ เนื่องจากอุดมไปด้วยแร่ธาตุหายากที่จำเป็นต่อกองทัพ และมีจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญในซีกโลกตะวันตก

อย่างไรก็ตาม แผนการนี้ถูกคัดค้านอย่างรุนแรงจากทั้งเดนมาร์กและกรีนแลนด์ นายเยนส์-เฟรเดอริก นีลเซน นายกรัฐมนตรีกรีนแลนด์ โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า “พอได้แล้ว… เลิกเพ้อฝันเรื่องการผนวกดินแดนเสียที”

ส่วนฝรั่งเศส, เยอรมนี, อิตาลี, โปแลนด์, สเปน และอังกฤษ ได้ออกแถลงการณ์ร่วมสนับสนุนเดนมาร์ก โดยระบุว่ามีเพียงชาวกรีนแลนด์และเดนมาร์กเท่านั้นที่มีสิทธิ์ตัดสินใจในเรื่องนี้

นายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ มีกำหนดเข้าพบหารือกับรัฐมนตรีต่างประเทศเดนมาร์กในสัปดาห์หน้า ณ กรุงวอชิงตัน เพื่อพูดคุยในประเด็นนี้อย่างเป็นทางการ ขณะที่ทำเนียบขาวไม่ปฏิเสธว่าอาจมีการใช้มาตรการทางทหารหากจำเป็น แต่ยืนยันว่าต้องการใช้วิธีทางการทูตหรือการ “ซื้อ” เป็นทางเลือกหลัก

แม้ผลสำรวจจะระบุว่าชาวกรีนแลนด์ส่วนใหญ่ต้องการเป็นอิสระจากเดนมาร์ก แต่พวกเขายังคงมีความกังวลเรื่องสถานะทางเศรษฐกิจหากขาดเงินสนับสนุนจากรัฐบาลเดนทาร์ก และที่สำคัญคือผลสำรวจส่วนใหญ่ชี้ชัดว่า ชาวกรีนแลนด์ “ไม่ต้องการ” เข้าเป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐอเมริกา.

ที่มา Reuters

“นาซา” สั่งยุติภารกิจสถานีอวกาศนานาชาติก่อนกำหนด หลังพบนักบินอวกาศ “ป่วยหนัก”

"นาซา" สั่งยุติภารกิจสถานีอวกาศนานาชาติก่อนกำหนด หลังพบนักบินอวกาศ "ป่วยหนัก"

9 ม.ค. 2569 15:03 น.

“นาซา” สั่งยุติภารกิจสถานีอวกาศนานาชาติก่อนกำหนด หลังพบนักบินอวกาศ “ป่วยหนัก”

องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐฯ (นาซา) เปิดเผยว่า จะยุติภารกิจของลูกเรือ 4 คนบนสถานีอวกาศนานาชาติ หรือไอเอสเอส ก่อนกำหนดประมาณ 1 เดือน หลังนักบินอวกาศรายหนึ่งประสบภาวะทางการแพทย์ที่ “รุนแรง” แม้ไม่เปิดเผยชื่อหรือรายละเอียดอาการด้วยเหตุผลด้านความเป็นส่วนตัว แต่ยืนยันว่าผู้ป่วยมีอาการทรงตัวและไม่เข้าข่ายการอพยพฉุกเฉิน

องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐฯ หรือ นาซา แถลงเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (8 ม.ค.) ว่า จำเป็นต้องส่งตัวนักบินอวกาศชุด “Crew-11” จำนวน 4 ราย ที่ปฏิบัติภารกิจอยู่บนสถานีอวกาศนานาชาติ (ไอเอสเอส) กลับสู่โลกเร็วกว่ากำหนด เนื่องจากปัญหาสุขภาพของนักบินอวกาศรายหนึ่ง

จาเร็ด ไอแซกแมน ผู้บริหารนาซา และคณะเจ้าหน้าที่แถลงว่า นักบินอวกาศคนดังกล่าวมี “อาการป่วยที่รุนแรง” แต่ยืนยันว่าไม่ใช่การบาดเจ็บจากการปฏิบัติงานและไม่ใช่การอพยพฉุกเฉิน โดยอาการของผู้ป่วยในขณะนี้ยังคงทรงตัว ทั้งนี้  นาซาปฏิเสธที่จะเปิดเผยชื่อนักบินอวกาศและรายละเอียดของโรค โดยอ้างเหตุผลด้านความเป็นส่วนตัวของผู้ป่วย

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นต่อเนื่องจากเมื่อวันพุธที่ผ่านมา ซึ่งนาซาได้สั่งยกเลิกการทำกิจกรรมนอกยานอวกาศ (Spacewalk) อย่างกะทันหัน โดยระบุเพียงว่ามี “ข้อกังวลทางการแพทย์” ก่อนจะมีการประกาศยุติภารกิจในที่สุด

ดร. เจมส์ โพล์ค หัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายการแพทย์ของนาซาระบุว่า นี่เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์กว่า 65 ปีของหน่วยงาน และเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่มีการส่งคนไปประจำการบนไอเอสเอส เมื่อปี 2000 ที่ต้องมีการเดินทางกลับโลกก่อนกำหนดด้วยเหตุผลทางการแพทย์

สำหรับรายชื่อลูกเรือชุด Crew-11 ประกอบด้วย ซีน่า คาร์ดแมน นักบินอวกาศนาซา, ไมค์ ฟิงเก้ นักบินอวกาศนาซา, คิมิยะ ยูอิ นักบินอวกาศองค์การสำรวจอวกาศญี่ปุ่น และโอเลก ปลาโตนอฟ นักบินอวกาศจากรัสเซีย

แผนการรับมือบนสถานีอวกาศลูกเรือชุดนี้เริ่มปฏิบัติภารกิจตั้งแต่เดือนสิงหาคมปีที่แล้ว โดยเดินทางด้วยแคปซูล Crew Dragon ของสเปซเอ็กซ์ และเดิมมีกำหนดกลับในเดือนหน้า หลังจากการส่งตัวชุดนี้กลับ จะเหลือนักบินอวกาศชาวอเมริกัน 1 ราย และชาวรัสเซีย 2 ราย ประจำการอยู่บนไอเอสเอสต่อไป

ดร. ซีเมียน บาร์เบอร์ นักวิทยาศาสตร์อวกาศ ให้ความเห็นว่า การขาดแคลนลูกเรืออาจส่งผลให้การทดลองและการซ่อมบำรุงบางอย่างต้องล่าช้าออกไป เนื่องจากนักบินที่เหลือต้องให้ความสำคัญกับการ “ดูแลรักษาบ้าน” หรือตัวสถานีอวกาศให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์ที่สุดเพื่อรอการส่งชุดใหม่ไปเสริมทีม

ทั้งนี้ นาซาคาดว่าจะมีการอัปเดตกำหนดการเดินทางกลับโลกที่ชัดเจนภายใน 48 ชั่วโมงข้างหน้า.

ที่มา BBC

ทีวีอิหร่านเผยภาพรถถูกจุดไฟเผาตามท้องถนน ขณะที่การประท้วงครั้งใหญ่ยังลุกลาม

ทีวีอิหร่านเผยภาพรถถูกจุดไฟเผาตามท้องถนน ขณะที่การประท้วงครั้งใหญ่ยังลุกลาม

9 ม.ค. 2569 14:32 น.

ทีวีอิหร่านเผยภาพรถถูกจุดไฟเผาตามท้องถนน ขณะที่การประท้วงครั้งใหญ่ยังลุกลาม

สถานีโทรทัศน์ของรัฐบาลอิหร่านเผยแพร่ภาพเหตุไฟลุกไหม้บนท้องถนนหลายจุดในกรุงเตหะราน ท่ามกลางการประท้วงครั้งใหญ่ที่ยืดเยื้อ

ภาพที่ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ท้องถิ่น แสดงให้เห็นรถยนต์หลายคันถูกไฟเผาไหม้บนถนนในช่วงเวลากลางคืน ขณะที่มีเสียงผู้ชุมนุมตะโกนและเดินขบวนไปตามท้องถนน โดยสื่อของรัฐไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับจำนวนผู้ร่วมชุมนุมหรือความเสียหายที่เกิดขึ้น

รายงานระบุว่า การประท้วงเกิดขึ้นหลังจาก เรซา ปาห์ลาวี อดีตมกุฎราชกุมาร ซึ่งพำนักอยู่ในต่างประเทศ เรียกร้องให้ชาวอิหร่านออกมาชุมนุมกดดันรัฐบาล ท่ามกลางความตึงเครียดทางการเมืองที่เพิ่มสูงขึ้นในประเทศ

สำนักงานข่าว Human Rights Activists News Agency ซึ่งมีสำนักงานอยู่ในสหรัฐฯ รายงานว่า นับตั้งแต่เกิดเหตุความไม่สงบ มีการชุมนุมประท้วงมากกว่า 390 ครั้ง ครอบคลุมทั้ง 31 จังหวัดทั่วประเทศอิหร่าน

รายงานระบุว่า ยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 42 ราย ขณะที่มีผู้ถูกจับกุมแล้วมากกว่า 2,270 คน โดยองค์กรดังกล่าวอาศัยเครือข่ายนักเคลื่อนไหวภายในอิหร่านเป็นแหล่งข้อมูลในการรายงานข่าว และมีประวัติความแม่นยำในการรายงานเหตุความไม่สงบครั้งก่อนๆ

อย่างไรก็ตาม การประเมินขนาดและความรุนแรงของการประท้วงในครั้งนี้เป็นไปได้ยาก เนื่องจากสื่อของรัฐอิหร่านให้ข้อมูลเกี่ยวกับการชุมนุมอย่างจำกัด ขณะที่วิดีโอที่เผยแพร่ทางออนไลน์มีเพียงภาพสั้นๆ แสดงให้เห็นผู้คนบนท้องถนน หรือเสียงปืนดังเป็นระยะ

ในขณะเดียวกัน ผู้สื่อข่าวในอิหร่านยังเผชิญข้อจำกัดในการทำข่าวหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นการต้องขออนุญาตเดินทางไปยังพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ รวมถึงความเสี่ยงต่อการถูกคุกคามหรือจับกุมโดยเจ้าหน้าที่รัฐ อีกทั้งการตัดสัญญาณอินเทอร์เน็ตยังยิ่งทำให้การเข้าถึงข้อมูลและการรายงานสถานการณ์เป็นไปอย่างยากลำบากมากขึ้น ทำให้จนถึงขณะนี้ ยังไม่มีรายงานอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับผู้บาดเจ็บหรือผู้ถูกจับกุมจากเหตุการณ์ประท้วงดังกล่าว

ทั้งนี้ สื่อของรัฐอิหร่านอยู่ภายใต้กฎหมายที่เข้มงวด ซึ่งห้ามสื่อภายในประเทศให้ความร่วมมือหรือส่งต่อภาพข่าวให้กับสื่อต่างประเทศ โดยหากฝ่าฝืนทางการสามารถสั่งปิดสำนักงานสื่อในอิหร่านได้ทันที.

ที่มา : AP

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ อิหร่าน

รัสเซียถล่มเคียฟหนัก ดับ 4 ศพ หลังปฏิเสธแผนกองกำลังรักษาสันติภาพตะวันตก

รัสเซียถล่มเคียฟหนัก ดับ 4 ศพ หลังปฏิเสธแผนกองกำลังรักษาสันติภาพตะวันตก

9 ม.ค. 2569 13:37 น.

รัสเซียถล่มเคียฟหนัก ดับ 4 ศพ หลังปฏิเสธแผนกองกำลังรักษาสันติภาพตะวันตก

รัสเซียเปิดฉากระดมโจมตีกรุงเคียฟครั้งใหญ่ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 4 ราย และบาดเจ็บจำนวนมาก หลังรัสเซียปฏิเสธแผนสันติภาพล่าสุดที่เสนอโดยชาติตะวันตก พร้อมขู่ทหารยุโรปที่จะเข้ามาประจำการในยูเครนถือเป็น “เป้าหมายทางทหารที่ชอบธรรม” ขณะที่เมืองลวีฟถูกโจมตีด้วยขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียง

ตำรวจกรุงเคียฟของยูเครนเปิดเผยว่า รัสเซียได้เปิดการโจมตีทางอากาศครั้งใหญ่ต่อเมืองหลวงของยูเครน ส่งผลให้อาคารอพาร์ตเมนต์หลายแห่งเกิดเพลิงไหม้ มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 4 ราย และบาดเจ็บไม่น้อยกว่า 24 คน รวมถึงเจ้าหน้าที่กู้ภัย เหตุโจมตีเกิดขึ้นไม่นานหลังจากรัสเซียปฏิเสธแผนการจัดตั้งกองกำลังรักษาสันติภาพภายหลังสงคราม ซึ่งยูเครนและชาติพันธมิตรตะวันตกเพิ่งเห็นพ้องกัน

ตามแผนดังกล่าว ชาติยุโรปจะส่งกองกำลังเข้าประจำการในยูเครนหลังการหยุดยิง เพื่อรับประกันความมั่นคง อย่างไรก็ตาม รัสเซียซึ่งอ้างว่าการรุกรานยูเครนตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2022 มีเป้าหมายเพื่อสกัดการขยายตัวของนาโต ย้ำไม่ยอมรับการมีอยู่ของกองกำลังตะวันตกในยูเครน โดยโฆษกกระทรวงการต่างประเทศรัสเซีย มาเรีย ซาคาโรวา เตือนว่า กองกำลังเหล่านี้จะถือเป็น “เป้าหมายทางทหารที่ชอบธรรม” และโจมตียูเครนพร้อมพันธมิตรสหรัฐฯ และยุโรปว่าเป็น “แกนแห่งสงคราม”

ในกรุงเคียฟ การโจมตีด้วยโดรนหลายระลอกคร่าชีวิตประชาชน 4 ราย โดยหนึ่งในผู้เสียชีวิตเป็นเจ้าหน้าที่แพทย์ฉุกเฉินที่ถูกสังหารขณะเข้าช่วยเหลือผู้ประสบเหตุ ก่อนพื้นที่จะถูกโจมตีซ้ำ นายกเทศมนตรีวิตาลี คลิตช์โก ระบุว่า หลายย่านไฟฟ้าดับจากการโจมตีด้วยขีปนาวุธของศัตรูอย่างหนัก

ขณะเดียวกัน ฝั่งรัสเซีย ผู้ว่าการแคว้นเบลโกรอดระบุว่า การโจมตีของยูเครนทำให้ประชาชนกว่า 500,000 คนขาดไฟฟ้าและความร้อน และเกือบ 200,000 คนไม่มีน้ำใช้ หลังโครงสร้างสาธารณูปโภคได้รับความเสียหาย

กองทัพยูเครนประกาศเตือนภัยขีปนาวุธทั่วประเทศตั้งแต่เช้ามืดวันศุกร์ (9 ม.ค.) หลังยืนยันว่ามีเครื่องบินทิ้งระเบิดของรัสเซียขึ้นบิน ด้านกองทัพอากาศยูเครนรายงานว่า เมืองลวิฟทางตะวันตกถูกโจมตีด้วยขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียงใกล้เที่ยงคืน ด้วยความเร็วราว 13,000 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยทางการท้องถิ่นระบุว่าระดับกัมมันตรังสียังอยู่ในเกณฑ์ปกติ

การโจมตีล่าสุดเกิดขึ้นหลังสถานทูตสหรัฐฯ ในยูเครนเตือนถึงความเป็นไปได้ของการโจมตีทางอากาศครั้งใหญ่ในช่วงไม่กี่วันข้างหน้า ขณะที่ยูเครนยังเร่งฟื้นฟูระบบไฟฟ้าและน้ำประปาในหลายภูมิภาคท่ามกลางฤดูหนาวอันหนาวจัด

ด้านการทูต นายกรัฐมนตรีเยอรมนี ฟรีดริช แมร์ซ ยอมรับว่า ข้อตกลงหยุดยิงยัง “ห่างไกล” จากความเป็นจริง เนื่องจากจุดยืนของรัสเซีย โดยมอสโกเรียกแผนรับประกันความมั่นคงหลังสงครามว่า “อันตรายและทำลายล้าง” ขณะเดียวกัน ประเด็นดินแดนยังเป็นอุปสรรคสำคัญ รัสเซียยืนกรานควบคุมภูมิภาคดอนบาสทั้งหมด ซึ่งยูเครนปฏิเสธ และกองทัพรัสเซียอ้างว่ายึดหมู่บ้านเพิ่มได้อีกแห่งในภูมิภาคดนีโปรเปตรอฟสก์ ท่ามกลางการรุกคืบอย่างต่อเนื่อง.

ที่มา AFP

จนท. สหรัฐฯ ยิงคนเจ็บ 2 รายในเมืองพอร์ตแลนด์ หลังเหตุ จนท. ยิงหญิงดับในมินนิอาโพลิส

จนท. สหรัฐฯ ยิงคนเจ็บ 2 รายในเมืองพอร์ตแลนด์ หลังเหตุ จนท. ยิงหญิงดับในมินนิอาโพลิส

9 ม.ค. 2569 13:01 น.

จนท. สหรัฐฯ ยิงคนเจ็บ 2 รายในเมืองพอร์ตแลนด์ หลังเหตุ จนท. ยิงหญิงดับในมินนิอาโพลิส

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เปิดเผยว่า มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 2 คน จากเหตุยิงปะทะที่เกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางในเมืองพอร์ตแลนด์ รัฐโอเรกอน เมื่อช่วงบ่ายวันพฤหัสบดีตามเวลาท้องถิ่น โดยตำรวจพอร์ตแลนด์ระบุว่า ผู้บาดเจ็บเป็นชายและหญิง ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลแล้ว แต่ยังไม่ทราบอาการแน่ชัด เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเพียงหนึ่งวันหลังเหตุวิสามัญฯ หญิงรายหนึ่งในเมืองมินนิอาโพลิส จนจุดฉนวนประท้วงไล่รัฐบาลทรัมป์ทั่วประเทศ

กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิสหรัฐฯ ยืนยันว่าเกิดเหตุยิงกันที่เกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลาง เมื่อเวลา 14:19 น. ตามเวลาท้องถิ่นของวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (8 ม.ค.) ระหว่างการเรียกตรวจรถยนต์ต้องสงสัยในย่านเฮเซลวูด เมืองพอร์ตแลนด์

แถลงการณ์จากกระทรวงฯ ระบุว่า เป้าหมายของการปฏิบัติการครั้งนี้คือชายชาวเวเนซุเอลาซึ่งเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย และมีความเชื่อมโยงกับ “Tren de Aragua” แก๊งอาชญากรข้ามชาติที่พัวพันกับขบวนการค้าประเวณีและเหตุยิงกันในพอร์ตแลนด์ก่อนหน้านี้ โดยในจังหวะที่เจ้าหน้าที่แสดงตัวเพื่อขอตรวจค้น คนขับรถได้ “ใช้รถเป็นอาวุธ” พยายามพุ่งชนเจ้าหน้าที่เพื่อเปิดทางหนี ทำให้เจ้าหน้าที่ตัดสินใจลั่นไกเพื่อป้องกันตัว

หลังถูกยิง รถคันดังกล่าวได้ขับหลบหนีออกจากที่เกิดเหตุไปได้ระยะหนึ่ง ก่อนที่ตำรวจท้องถิ่นจะได้รับแจ้งเหตุและพบรถคันดังกล่าวจอดห่างออกไปหลายช่วงตึก ภายในรถพบชายและหญิง ซึ่งสื่อท้องถิ่นระบุว่าเป็นสามีภรรยากัน ได้รับบาดเจ็บจากบาดแผลกระสุนปืน เจ้าหน้าที่ต้องรีบใช้สายรัดห้ามเลือด  และนำตัวส่งโรงพยาบาลทันที ขณะนี้ยังไม่ทราบอาการที่แน่ชัด

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงที่ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลท้องถิ่นและรัฐบาลกลางภายใต้ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ กำลังตึงเครียดถึงขีดสุด เนื่องจากเพิ่งเกิดเหตุเจ้าหน้าที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรสหรัฐฯ ยิงหญิงรายหนึ่งเสียชีวิตในมินนิอาโพลิส เมื่อวันที่ 7 ม.ค. ที่ผ่านมา

ด้านนายกเทศมนตรีพอร์ตแลนด์ คีธ วิลสัน จากพรรคเดโมแครต ออกมาเรียกร้องให้สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรสหรัฐฯ (ICE) ยุติการปฏิบัติการทั้งหมดในเมืองทันทีจนกว่าการสอบสวนจะเสร็จสิ้น โดยระบุว่า “ยุคสมัยที่เราจะเชื่อคำพูดของรัฐบาลกลางได้เพียงฝ่ายเดียวนั้นมันผ่านพ้นไปนานแล้ว” และกล่าวหาว่ารัฐบาลพยายามสร้างความแตกแยกในชุมชน

ตำรวจเมืองพอร์ตแลนด์ ยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจท้องถิ่นไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการยิงในครั้งนี้ และขณะนี้ FBI ได้เข้ามาเป็นผู้นำในการสอบสวนคดีแล้ว

ลู เฟรเดอริก สมาชิกวุฒิสภารัฐออริกอน เตือนว่าหากรัฐบาลกลางไม่ยอมให้เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นเข้าร่วมสอบสวน ประชาชนจะไม่เชื่อมั่นในผลการสอบสวนอย่างแน่นอน ขณะที่การประท้วงต่อต้านรัฐบาลทรัมป์ในพอร์ตแลนด์ยังคงดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่อง โดยมีรายงานการจับกุมผู้ประท้วงที่พกพาอาวุธมีดไปข่มขู่ผู้อื่นเมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมาด้วย.

ที่มา BBC

เวเนซุเอลาเริ่มปล่อยตัวนักโทษการเมือง หลังสหรัฐฯ รวบตัว “มาดูโร”

เวเนซุเอลาเริ่มปล่อยตัวนักโทษการเมือง หลังสหรัฐฯ รวบตัว "มาดูโร"

9 ม.ค. 2569 12:21 น.

เวเนซุเอลาเริ่มปล่อยตัวนักโทษการเมือง หลังสหรัฐฯ รวบตัว “มาดูโร”

รัฐบาลรักษาการเวเนซุเอลาภายใต้การนำของ “เดลซี โรดริเกซ” เริ่มปล่อยตัวนักโทษการเมืองชุดแรก เพื่อสร้างความปรองดองในชาติและแสดงเจตจำนงที่ดีต่อสหรัฐฯ ด้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สั่งปิดคุกอื้อฉาว “เอล เฮลิคอยด์” ทันที ขณะที่ผู้นำฝ่ายค้าน “มาเรีย คอรีนา มาชาโด” เตรียมบินพบทรัมป์สัปดาห์หน้า

รัฐบาลเวเนซุเอลาได้เริ่มกระบวนการปล่อยตัวผู้ถูกคุมขังซึ่งกลุ่มสิทธิมนุษยชนระบุว่าเป็น “นักโทษการเมือง” โดยความเคลื่อนไหวนี้นับเป็นสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ หลังจากที่กองกำลังสหรัฐฯ ได้บุกจู่โจมสายฟ้าแลบในกรุงคารากัสเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (3 ม.ค.) เพื่อจับกุมตัวประธานาธิบดี นิโกลัส มาดูโร ไปดำเนินคดีในข้อหายาเสพติดที่นครนิวยอร์ก

กระทรวงการต่างประเทศสเปนยืนยันว่า มีชาวสเปน 5 รายได้รับอิสรภาพแล้ว โดยหนึ่งในนั้นคือ โรซิโอ ซาน มิเกล ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงและนักเคลื่อนไหวชื่อดังที่ถูกจับกุมเมื่อต้นปี 2024 ในข้อหาทรยศต่อชาติและสมคบคิดลอบสังหารมาดูโร ซึ่งเธอเป็นนักวิจารณ์ตัวยงที่ถูกคุมขังมานานเกือบสองปี

จอร์จ โรดริเกซ  ประธานสภาแห่งชาติและพี่ชายของประธานาธิบดีรักษาการ เดลซี โรดริเกซ แถลงผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจว่า การปล่อยตัวครั้งนี้ทำไปเพื่อ “ความสามัคคีของชาติและการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ” แม้จะไม่ได้ระบุจำนวนหรือรายชื่อทั้งหมด แต่คาดว่าจะมีผู้ได้รับอิสรภาพเป็นจำนวนมาก

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นไล่เลี่ยกับคำประกาศของประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ที่สั่งให้ปิดคุก “เอล เฮลิคอยด์” (El Helicoide) ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการกดขี่ทางการเมืองและขึ้นชื่อเรื่องการทรมานนักโทษด้วยการทุบตีและช็อตไฟฟ้า อย่างไรก็ตาม กลุ่มสิทธิมนุษยชน Provea เตือนว่าการปิดคุกแห่งนี้ไม่ควรทำให้สังคมละเลยสถานกักกันอื่นๆ ที่ยังคงเปิดใช้งานอยู่ทั่วประเทศ

ด้าน มาเรีย คอรีนา มาชาโด ผู้นำฝ่ายค้านและเจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ซึ่งเรียกร้องให้ปล่อยตัวพันธมิตรของเธอมาโดยตลอด มีกำหนดการจะเดินทางเยือนสหรัฐฯ ในสัปดาห์หน้า

จากการสัมภาษณ์ในรายการ Hannity ทางช่องฟ็อกซ์นิวส์ ประธานาธิบดีทรัมป์เผยว่า มาชาโดได้เสนอที่จะมอบรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพของเธอให้แก่เขา ซึ่งทรัมป์ระบุว่า “นั่นถือเป็นเกียรติอย่างยิ่ง”

เบื้องหลังการกวาดล้างทางการเมืองตลอดหลายปีที่ผ่านมา ภายใต้รัฐบาลของมาดูโร โดยเฉพาะหลังการเลือกตั้งปี 2024 ที่มีการโต้แย้งอย่างหนัก ฝ่ายค้านและกลุ่มสิทธิมนุษยชนกล่าวหาว่ารัฐบาลใช้การจับกุมเพื่อปิดปากผู้เห็นต่าง ขณะที่อัยการสูงสุดของมาดูโรปฏิเสธมาโดยตลอดว่าไม่มีนักโทษการเมืองในประเทศ มีเพียงผู้กระทำความผิดจริงตามกฎหมายเท่านั้น

การเริ่มปล่อยตัวนักโทษในครั้งนี้จึงถูกมองว่าเป็นก้าวสำคัญในการเปลี่ยนผ่านอำนาจ และเป็นท่าทีที่รัฐบาลรักษาการแสดงความพร้อมที่จะร่วมมือกับสหรัฐฯ ในการกำหนดอนาคตใหม่ของเวเนซุเอลา.

ที่มา BBC

กองขยะเท่าตึก 10 ชั้น ถล่มที่เมืองเซบู ดับ 1 สูญหาย 38 ราย

กองขยะเท่าตึก 10 ชั้น ถล่มที่เมืองเซบู ดับ 1 สูญหาย 38 ราย

9 ม.ค. 2569 10:59 น.

กองขยะเท่าตึก 10 ชั้น ถล่มที่เมืองเซบู ดับ 1 สูญหาย 38 ราย

เกิดเหตุกองขยะขนาดยักษ์ ความสูงราวตึก 10 ชั้น ที่บ่อฝังกลบขยะบีนาลิว ในเขตบีนาลิว เมืองเซบู ประเทศฟิลิปปินส์ เกิดถล่มเมื่อช่วงเย็นวันที่ 8 มกราคม ส่งผลให้ขยะจำนวนมหาศาลถล่มทับอาคารสำนักงาน โครงเหล็ก และพื้นที่ทำงานใกล้เคียง มีผู้เสียชีวิตยืนยันแล้วอย่างน้อย 1 ราย สูญหายอย่างน้อย 38 คน

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 17.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น โดยจุดที่เกิดเหตุเป็นสถานบริหารจัดการขยะภายใต้การดูแลของบริษัท Prime Waste Solutions Cebu แรงสั่นสะเทือนจากการถล่มทำให้ชาวบ้านในละแวกใกล้เคียงเข้าใจผิดว่าเป็นเสียงเครื่องยนต์ขนาดใหญ่ แต่เมื่อออกมาดูจึงพบว่าส่วนหนึ่งของกองขยะได้พังครืนลงมา ทับร่างของคนงานและโครงสร้างเหล็กของอาคารจนพังยับเยิน

สรุปความเสียหายเบื้องต้น พบผู้เสียชีวิต ยืนยันแล้ว 1 ราย เป็นชาวเมืองคอนโซลาซิออน ผู้สูญหายอยู่ระหว่างการค้นหา 38 ราย มีรายงานผู้บาดเจ็บหลายรายถูกส่งตัวไปยังโรงพยาบาลแล้ว

เทเรซา อเลกาโด นายกเทศมนตรีเมืองคอนโซลาซิออน แสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อเหตุการณ์นี้ เนื่องจากคนงานในบ่อขยะดังกล่าวร้อยละ 70-80 เป็นผู้อยู่อาศัยในเมือง พร้อมทั้งเรียกร้องให้กระทรวงสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ (DENR) ดำเนินการอย่างเด็ดขาดต่อข้อร้องเรียนด้านความปลอดภัยที่เคยแจ้งไปก่อนหน้านี้

ด้าน โจเอล การ์กาเนรา ประธานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมสภาเมืองเซบู ระบุว่าสาเหตุเบื้องต้นไม่ได้เกิดจากสภาพอากาศ เนื่องจากขณะเกิดเหตุสภาพอากาศแจ่มใส แต่สันนิษฐานว่าเกิดจากปริมาณขยะที่ถูกสะสมไว้สูงเกินไปจนโครงสร้างรับน้ำหนักไม่ไหวและถล่มลงมาในที่สุด นายการ์กาเนรา กล่าวว่า กองขยะดังกล่าวน่าจะ “สูงประมาณตึก 10 ชั้น”

ขณะนี้ ทีมกู้ภัยพร้อมรถพยาบาลและเครื่องจักรหนักได้ระดมกำลังลงพื้นที่เพื่อค้นหาผู้ที่ติดอยู่ใต้กองขยะอย่างเร่งด่วน ท่ามกลางความกังวลเรื่องความมั่นคงของชั้นขยะที่เหลือซึ่งอาจถล่มซ้ำลงมาได้.

ที่มา Cebu Daily News