“ทรัมป์” บรรลุดีลนำเข้าน้ำมันดิบเวเนซุเอลา 50 ล้านบาร์เรล กว่า 6 หมื่นล้าน

"ทรัมป์" บรรลุดีลนำเข้าน้ำมันดิบเวเนซุเอลา 50 ล้านบาร์เรล กว่า 6 หมื่นล้าน

7 ม.ค. 2569 12:05 น.

“ทรัมป์” บรรลุดีลนำเข้าน้ำมันดิบเวเนซุเอลา 50 ล้านบาร์เรล กว่า 6 หมื่นล้าน

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ เปิดเผยว่า สหรัฐฯ และเวเนซุเอลาได้บรรลุข้อตกลงสำคัญในการส่งออกน้ำมันดิบมูลค่ารวมกว่า 2,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 62,430 ล้านบาท) มายังสหรัฐฯ ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงทิศทางการค้าครั้งใหญ่ที่ดึงอุปทานน้ำมันออกจากประเทศจีน และเป็นการตอบสนองต่อข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ ที่ต้องการให้เวเนซุเอลาเปิดประตูรับบริษัทน้ำมันอเมริกัน

ภายใต้ข้อตกลงนี้ เวเนซุเอลาจะส่งมอบน้ำมันที่เคยถูกคว่ำบาตรจำนวน 30 ถึง 50 ล้านบาร์เรล ซึ่งปัจจุบันถูกกักไว้ในเรือบรรทุกน้ำมันและคลังเก็บเนื่องจากการปิดกั้นการส่งออก ตั้งแต่กลางเดือนธันวาคม โดยทรัมป์ระบุผ่านโซเชียลมีเดียว่า “น้ำมันนี้จะถูกขายในราคาตลาด และเงินรายได้ทั้งหมดจะถูกควบคุมโดยผม ในฐานะประธานาธิบดีสหรัฐฯ เพื่อให้มั่นใจว่าจะถูกนำไปใช้เพื่อประโยชน์ของประชาชนทั้งสองประเทศ”

นายคริส ไรท์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานสหรัฐฯ จะเป็นผู้รับผิดชอบการดำเนินการนี้ โดยน้ำมันจะถูกส่งตรงจากเรือเข้าสู่ท่าเรือของสหรัฐฯ ทันที

ข้อตกลงนี้เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์การเมืองที่ตึงเครียด หลังจากกองกำลังสหรัฐฯ ได้เข้าควบคุมตัวนายกรัฐมนตรีนิโกลัส มาดูโร เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งทางการเวเนซุเอลาประณามว่าเป็นการลักพาตัว ขณะที่สหรัฐฯ ได้สนับสนุน นางเดลซี โรดริเกซ ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีรักษาการ ซึ่งเธอได้ตอบรับเงื่อนไขในการให้บริษัทเอกชนและสหรัฐฯ เข้าถึงอุตสาหกรรมน้ำมันของประเทศได้อย่างเต็มที่

ทันทีที่มีการประกาศข้อตกลง ราคาน้ำมันดิบในสหรัฐฯ ปรับตัวลดลงทันทีมากกว่า 1.5% เนื่องจากคาดการณ์ว่าจะมีปริมาณน้ำมันเข้าสู่ตลาดมากขึ้น โดยปัจจุบันบริษัท “เชฟรอน”  เป็นบริษัทอเมริกันเพียงแห่งเดียวที่ยังได้รับอนุญาตให้ดำเนินการขนส่งน้ำมันจากเวเนซุเอลาได้ต่อเนื่องในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา

นอกจากนี้ ยังมีการหารือถึงกลไกการขายในรูปแบบ “การประมูล” เพื่อให้ผู้ซื้อในสหรัฐฯ สามารถเสนอราคาชิงสินค้าได้ รวมถึงการพิจารณานำน้ำมันดิบชนิดหนักจากเวเนซุเอลาเข้าไปเก็บไว้ในคลังน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ ในอนาคตด้วย

นายดัก เบอร์กัม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกิจการภายในสหรัฐฯ ระบุว่านี่คือ “ข่าวดี” สำหรับความมั่นคงด้านแรงงานและราคาน้ำมันในอนาคต โดยมองว่าเวเนซุเอลามีโอกาสที่จะได้รับเงินทุนไหลเข้าเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจผ่านเทคโนโลยีและความร่วมมือกับอเมริกา ซึ่งหากไม่มีข้อตกลงนี้ เวเนซุเอลาอาจจำเป็นต้องลดกำลังการผลิตลงอีกเนื่องจากคลังเก็บน้ำมันเต็มจนไม่สามารถผลิตเพิ่มได้

อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีความชัดเจนว่ารัฐบาลเวเนซุเอลาจะสามารถเข้าถึงเงินรายได้จากการขายน้ำมันครั้งนี้ได้มากน้อยเพียงใด เนื่องจากข้อจำกัดจากการคว่ำบาตรที่ตัดขาดรัฐบาลจากการทำธุรกรรมในระบบดอลลาร์สหรัฐ.

ที่มา Reuters

ช็อกโซเชียล! เผยคลิปพนักงานร้านชาชื่อดังใช้มือเปล่าชงชาว่อนเน็ต -ถูกไล่ออกและปิดร้านแล้ว (คลิป)

ช็อกโซเชียล! เผยคลิปพนักงานร้านชาชื่อดังใช้มือเปล่าชงชาว่อนเน็ต -ถูกไล่ออกและปิดร้านแล้ว (คลิป)

7 ม.ค. 2569 11:38 น.

ช็อกโซเชียล! เผยคลิปพนักงานร้านชาชื่อดังใช้มือเปล่าชงชาว่อนเน็ต -ถูกไล่ออกและปิดร้านแล้ว (คลิป)

ร้านชานมชื่อดัง ที่มีสาขาในหลายประเทศรวมถึงไทย กำลังถูกวิจารณ์รุนแรงในจีน หลังมีคลิปวิดีโอเผยให้เห็นพนักงานหญิงรายหนึ่ง ใช้มือเปล่าชงเครื่องดื่ม ภายในสาขาฝูเจี้ยน ล่าสุดถูกไล่ออกและปิดร้าน

คลิปที่มีการเผยแพร่ใน Douyin ได้สร้างความตื่นตกใจให้แก่ชาวเน็ตทั่วโลก โดยเฉพาะผู้บริโภคที่ชื่นชอบเครื่องดื่มพวกชานม โดยในคลิปที่ถูกแชร์อย่างกว้างขวางบนโลกออนไลน์ ปรากฏภาพพนักงานซึ่งสวมหน้ากากและชุดยูนิฟอร์มของร้านชานมชื่อดังที่มีสาขาในหลายประเทศรวมถึงประเทศไทย กำลังจับวัตถุดิบด้วยมือเปล่า คนเครื่องดื่มโดยไม่สวมถุงมือ และเทน้ำชาผ่านมือของตัวเองลงในแก้ว

ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีช่วงที่พนักงานรายดังกล่าว กวาดชาที่หกเลอะเทอะบนเคาน์เตอร์ ใส่ลงไปในแก้วเครื่องดื่ม ก่อนจะใช้มือเปล่าคนต่ออีกครั้ง ทำให้ชาวเน็ตจำนวนมากตั้งคำถามถึงมาตรฐานสุขอนามัยของร้าน

ล่าสุด ร้านชาแบรนด์ดังออกแถลงการณ์ผ่านบัญชี Weibo เมื่อวันอังคารที่ 6 มกราคม ยืนยันว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นที่ร้านสาขา Longwen Baolong Plaza เมืองจางโจว มณฑลฝูเจี้ยน จากการตรวจสอบกล้องวงจรปิดและการสอบสวนภายใน พบว่าพนักงานเป็นผู้ถ่ายคลิปเอง โดยอ้างว่าต้องการสร้างกระแสออนไลน์ และเรียกเครื่องดื่มดังกล่าวว่าเป็นชานมสไตล์อินเดีย

บริษัทยังเปิดเผยว่า เครื่องดื่มดังกล่าวถูกทำขึ้นจาก วัตถุดิบเหลือก่อนปิดร้าน และหลังถ่ายคลิปเสร็จ เครื่องดื่มถูก ทิ้งทันที ไม่ได้นำไปจำหน่ายให้ลูกค้า

ทางบริษัทระบุในแถลงการณ์ว่า รู้สึกตกใจและโกรธอย่างยิ่ง กับพฤติกรรมดังกล่าว พร้อมย้ำว่าการกระทำของพนักงานรายนี้ ละเมิดมาตรฐานความปลอดภัยด้านอาหารของบริษัทอย่างร้ายแรง และขัดกับหลักการดำเนินธุรกิจอย่างซื่อสัตย์

พร้อมเน้นย้ำว่า กระบวนการผลิตชาของทางร้าน โดยปกติพึ่งพาเครื่องจักรอัตโนมัติทั้งหมด และจะไม่ยอมให้มีการทำให้เรื่องความปลอดภัยด้านอาหารกลายเป็นเรื่องล้อเล่นหรือคอนเทนต์เรียกยอดวิว

ทั้งนี้ ทางบริษัทได้สั่งปิดร้านดังกล่าวทันที และเลิกจ้างพนักงานที่เกี่ยวข้องแล้ว ซึ่งนอกจากพนักงานผู้ก่อเหตุจะถูกไล่ออกแล้วผู้จัดการร้านและหัวหน้างานระดับภูมิภาคยังถูกลดตำแหน่ง เนื่องจากความบกพร่องในการดูแลและกำกับพนักงาน พร้อมย้ำจะไม่เปิดร้านอีกจนกว่าจะผ่านการตรวจสอบด้านความปลอดภัยอาหารอย่างเข้มงวด และจะนำเหตุการณ์นี้ไปปรับปรุงด้วยมาตรฐานที่เข้มงวดยิ่งขึ้นในทุกสาขา.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ชานม

“เลโก้” เปิดตัว “Smart Bricks” ตัวต่ออัจฉริยะตอบสนองเสียง-แสง-การเคลื่อนไหว

"เลโก้" เปิดตัว "Smart Bricks" ตัวต่ออัจฉริยะตอบสนองเสียง-แสง-การเคลื่อนไหว

7 ม.ค. 2569 11:20 น.

“เลโก้” เปิดตัว “Smart Bricks” ตัวต่ออัจฉริยะตอบสนองเสียง-แสง-การเคลื่อนไหว

“เลโก้” ยักษ์ใหญ่แห่งวงการของเล่นจากเดนมาร์ก เปิดตัวนวัตกรรมที่ได้รับการขนานนามว่า “ปฏิวัติวงการที่สุดในรอบเกือบ 50 ปี” อย่าง “Smart Bricks” ภายในงาน Consumer Electronics Show (CES) 2026 โดยระบุว่าเทคโนโลยีนี้จะช่วยชุบชีวิตให้ตัวต่อสามารถเปล่งแสง ส่งเสียง และตอบสนองต่อการเคลื่อนไหวได้จริง ขณะผู้เชี่ยวชาญด้านการเล่นเด็กเตือนเสี่ยงบั่นทอนเสน่ห์การใช้จินตนาการของการต่อตัวต่อแบบคลาสสิก

เลโก้ บริษัทของเล่นสัญชาติเดนมาร์ก เปิดตัวผลิตภัณฑ์ “Smart Bricks” บล็อกตัวต่อที่บรรจุเทคโนโลยีภายใน สามารถตอบสนองต่อเสียง แสง และการเคลื่อนไหว ระหว่างงาน Consumer Electronics Show (CES) 2026 ที่นครลาสเวกัส โดยเป็นส่วนหนึ่งของระบบ “Smart Play” ที่ผสานชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์เข้ากับบล็อกพลาสติกแบบดั้งเดิม บริษัทระบุว่าเป็นนวัตกรรมที่พลิกโฉมมากที่สุดในรอบเกือบ 50 ปี และเตรียมวางจำหน่ายเดือนมีนาคมนี้พร้อมชุดธีมสตาร์วอร์ส

หัวใจสำคัญของระบบ Smart Play คือตัวต่อขนาด 2×4 ที่ดูภายนอกเหมือนปกติ แต่ภายในบรรจุด้วยเซนเซอร์ตรวจจับความเคลื่อนไหว, ชิปประมวลผลพิเศษ, ลำโพงขนาดเล็ก และไฟ LED ตัวต่อนี้สามารถรับรู้ตำแหน่ง ระยะห่าง และการหมุน เพื่อสร้างปฏิกิริยาโต้ตอบที่แตกต่างกัน

นอกจากนี้ยังมี Smart Minifigures (ตัวละครอัจฉริยะ) และ Smart Tags (แผ่นป้ายอัจฉริยะ) ที่มีรหัสระบุตัวตนแบบดิจิทัล เมื่อนำมาเล่นร่วมกันจะทำให้เกิดเหตุการณ์จำลองที่น่าทึ่ง เช่น เค้กวันเกิดเลโก้ โดยเมื่อเด็กๆ ทำท่า “เป่าเทียน” ตัวต่อจะรับรู้และส่งเสียงเชียร์พร้อมเพลง Happy Birthday หรือเฮลิคอปเตอร์เลโก้ จะมีเสียงใบพัดดังขึ้นเมื่อยกขึ้นบิน และหากเกิดการ “ตกกระแทก” ตัวต่อ Smart Brick จะเปลี่ยนเป็นสีแดงทันที

แม้จะเป็นนวัตกรรมที่น่าตื่นตาตื่นใจ แต่ จอช โกลิน ผู้อำนวยการกลุ่มสวัสดิภาพเด็ก Fairplay กลับมองว่านี่อาจเป็นดาบสองคม โดยเขากล่าวว่า “เสน่ห์ของเลโก้คือการที่เด็กๆ ใช้จินตนาการสร้างเสียงและท่าทางการเคลื่อนไหวด้วยตัวเอง ซึ่งการเติมฟีเจอร์ดิจิทัลเข้าไปอาจไปลดทอนพลังแห่งการสร้างสรรค์นั้น”

เช่นเดียวกับ ศ.แอนดรูว์ แมนเชส จากมหาวิทยาลัยเอดินบะระ ที่ยอมรับในความล้ำสมัยแต่ตั้งข้อสังเกตเรื่องความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวของข้อมูล โดยเฉพาะของเล่นอัจฉริยะในยุค AI ที่อาจส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตประจำวันของเด็กๆ

จูเลีย โกลดิน ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายผลิตภัณฑ์และการตลาดของเลโก้ ยืนยันว่า บริษัทมองโลกดิจิทัลเป็นโอกาสในการ “ขยายขอบเขตการเล่น” มากกว่าจะเป็นภัยคุกคาม โดยเทคโนโลยีนี้จะเชื่อมต่อกับการต่อทางกายภาพอย่างแนบเนียน เพื่อสร้างความเซอร์ไพรส์และแรงบันดาลใจให้เด็กๆ เล่นได้นานขึ้น

ขณะที่รายงานประจำปี 2024 นีลส์ บี. คริสเตียนเซน ผู้บริหารสูงสุดของเลโก้ ระบุว่าบริษัทเร่งลงทุนด้านเทคโนโลยีดิจิทัลเป็นยุทธศาสตร์หลักในการขับเคลื่อนธุรกิจ

ทั้งนี้ เลโก้มีแผนจะวางจำหน่ายชุด Smart Play ครั้งแรกในเดือนมีนาคมปีนี้ โดยเริ่มจากชุดธีมสตาร์วอร์ส ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การรุกตลาดดิจิทัลอย่างหนัก หลังจากที่เคยประสบความสำเร็จในการร่วมมือกับนินเทนโด และ Epic Games มาก่อนหน้านี้.

ที่มา BBC

“อัลดริช เอมส์” อดีตเจ้าหน้าที่ CIA ผู้ขายความลับให้โซเวียต เสียชีวิตแล้วในวัย 84 ปี

"อัลดริช เอมส์" อดีตเจ้าหน้าที่ CIA ผู้ขายความลับให้โซเวียต เสียชีวิตแล้วในวัย 84 ปี

7 ม.ค. 2569 11:00 น.

“อัลดริช เอมส์” อดีตเจ้าหน้าที่ CIA ผู้ขายความลับให้โซเวียต เสียชีวิตแล้วในวัย 84 ปี

“อัลดริช เอมส์” อดีตเจ้าหน้าที่ CIA อดีตสายลับสองหน้าผู้สร้างความเสียหายร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ ผู้ขายความลับให้โซเวียต เสียชีวิตในเรือนจำ หลังรับโทษจำคุกตลอดชีวิต เขาเคยเปิดเผยตัวตนสายลับฝั่งตะวันตกหลายสิบราย ส่งผลให้ทรัพย์สินด้านข่าวกรองของ CIA สูญเสียอย่างหนักและมีผู้ถูกสังหารอย่างน้อย 10 ราย

อัลดริช เอมส์ (Aldrich Ames) อดีตเจ้าหน้าที่สำนักข่าวกรองกลางสหรัฐฯ หรือ CIA ผู้กลายเป็นหนึ่งในสายลับสองหน้าที่สร้างความเสียหายมากที่สุดให้กับอเมริกา ได้เสียชีวิตลงแล้วในวัย 84 ปี เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (5 ม.ค.) ณ สถาบันราชทัณฑ์กลางในเมืองคัมเบอร์แลนด์ รัฐแมริแลนด์ ขณะกำลังรับโทษจำคุกตลอดชีวิตโดยไม่มีสิทธิ์ขอทัณฑ์บน

เอมส์ถูกจับกุมเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 1994 หลังจากยอมรับว่าได้ขายข้อมูลลับระดับสุดยอดให้กับสหภาพโซเวียต (ซึ่งต่อมาคือรัสเซีย) ตลอดระยะเวลา 9 ปีของการจารกรรม เอมส์ได้เปิดเผยปฏิบัติการลับกว่า 100 รายการ และหักหลังสายลับที่ทำงานให้ฝั่งตะวันตกกว่า 30 ราย ซึ่งส่งผลให้มีสายลับของ CIA ถูกสังหารอย่างน้อย 10 ราย

แรงจูงใจสำคัญของเอมส์คือเรื่องเงิน เขาเริ่มส่งรายชื่อสายลับให้แก่หน่วยสืบราชการลับของสหภาพโซเวียต หรือ KGB ครั้งแรกในปี 1985 เพื่อหาเงินมาใช้หนี้ โดยได้รับค่าตอบแทนครั้งแรก 50,000 ดอลลาร์ ทาง KGB ตั้งรหัสเรียกเขาว่า “โคโลโคล” (Kolokol) หรือ “ระฆัง” ตลอดอาชีพการเป็นสายลับสองหน้า เขาได้รับเงินตอบแทนรวมกว่า 2.5 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 85 ล้านบาท)

เงินจำนวนมหาศาลนี้ถูกนำไปใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือย ทั้งการซื้อรถหรูยี่ห้อจากัวร์ การท่องเที่ยวต่างประเทศ และซื้อบ้านราคา 540,000 ดอลลาร์ ทั้งที่เงินเดือนประจำจาก CIA ของเขาไม่เคยเกิน 70,000 ดอลลาร์ต่อปี ซึ่งความผิดปกติทางการเงินนี้เองที่เริ่มทำให้เขาถูกจับตามอง

เอมส์เริ่มงานที่ CIA ในปี 1962 โดยความช่วยเหลือของพ่อซึ่งเป็นนักวิเคราะห์ของหน่วยงาน ชีวิตของเขาเริ่มมีปัญหาเมื่อเผชิญกับอาการติดสุราและปัญหาครอบครัว จนกระทั่งได้พบกับ “มารีอา เดล โรซาริโอ คาซาส ดูปุย” ภรรยาคนที่สองซึ่งเป็นอดีตทูตวัฒนธรรมโคลอมเบียและเป็นแหล่งข่าวของ CIA

ความพยายามในการรักษาไลฟ์สไตล์ที่หรูหราของภรรยาและภาระหนี้สินจากการหย่าร้างกับภรรยาคนแรก ทำให้เอมส์ตัดสินใจใช้ตำแหน่งหัวหน้าแผนกต่อต้านข่าวกรองโซเวียต เข้าถึงความลับเพื่อนำไปหาเงิน

การสืบสวนหา “หนอนบ่อนไส้” นานหลายปี เอมส์ถูกจับกุมและยอมทำข้อตกลงรับสารภาพเพื่อให้ภรรยาของเขาได้รับโทษเบาลง โดยโรซาริโอรับโทษจำคุก 5 ปีฐานสมรู้ร่วมคิด ส่วนเอมส์ต้องจบชีวิตลงในคุก

เจมส์ วูลซีย์ ผู้อำนวยการ CIA ในขณะนั้น ได้ประณามเอมส์ว่าเป็น “คนทรยศใจโฉด” พร้อมกล่าวทิ้งท้ายอย่างเจ็บแสบว่า “สายลับเหล่านั้นต้องตาย เพียงเพราะคนขายชาติที่อยากได้บ้านหลังใหญ่ขึ้นและรถจากัวร์คันใหม่เท่านั้น”

ที่มา BBC

ชาวออสเตรเลียปวดหัว ฝูงค้างคาวแม่ไก่บุกสวนหลังบ้าน ร้องรัฐเร่งแก้ปัญหา

ชาวออสเตรเลียปวดหัว ฝูงค้างคาวแม่ไก่บุกสวนหลังบ้าน ร้องรัฐเร่งแก้ปัญหา

7 ม.ค. 2569 10:35 น.

ชาวออสเตรเลียปวดหัว ฝูงค้างคาวแม่ไก่บุกสวนหลังบ้าน ร้องรัฐเร่งแก้ปัญหา

เมืองออสเตรเลียถูกฝูงค้างคาวแม่ไก่นับพัน ยึดต้นไม้ ส่งเสียงดัง แถมถ่ายมูลเกลื่อน นายกเทศมนตรีถึงขั้นเรียกร้องให้รัฐบาลซื้อบ้านคืน เพราะไม่มีใครอยากอยู่อาศัย

เมืองยิมพี ในรัฐควีนส์แลนด์ ประเทศออสเตรเลีย ต้องเจอกับฝันร้าย เมื่อมีฝูงค้างคาวแม่ไก่บุกเข้ามายึดพื้นที่ชุมชน โดยต้นยูคาลิปตัสทั่วเขตที่อยู่อาศัย กลายเป็นรังของพวกมัน ขณะที่บรรยากาศยามเช้าและค่ำถูกกลบด้วยเสียงแหลมโหยหวน จนกลายเป็นปัญหาเรื้อรังที่ชาวเมืองทนไม่ไหว

ภาพของค้างคาวแม่ไก่จำนวนมากบินว่อนและเกาะห้อยหัวอยู่ตามกิ่งต้นยูคาลิปตัส กลายเป็นภาพคุ้นตาในเมืองยิมพีไปแล้ว โดยค้างคาวขนาดใหญ่สีเข้มเหล่านี้เกาะเรียงรายบนลำต้นสีขาวและใบไม้สีเขียวอ่อน ถ่ายมูลตามสวนหลังบ้านของชาวบ้าน สร้างความเดือดร้อนให้แก่ผู้อยู่อาศัย

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากค้างคาวแม่ไก่เป็นสัตว์คุ้มครอง เนื่องจากมีบทบาทสำคัญต่อระบบนิเวศของออสเตรเลียในฐานะผู้ช่วยผสมเกสรและกระจายเมล็ดพันธุ์ ทำให้ชาวบ้านไม่สามารถทำอะไรได้ โดยสภาท้องถิ่นยิมพีระบุว่า จำนวนค้างคาวในพื้นที่เพิ่มขึ้นเกินควบคุม และความพยายามก่อนหน้านี้ในการจำกัดจำนวนยังไม่ประสบความสำเร็จ

ด้านนายเกลน ฮาร์ตวิก นายกเทศมนตรีเมืองยิมพี เรียกร้องให้รัฐบาลกลางและรัฐบาลรัฐควีนส์แลนด์ ซื้อคืนบ้านที่ได้รับผลกระทบจากฝูงค้างคาว เพราะบ้านเหล่านี้แทบไร้มูลค่าไม่มีใครอยากซื้อบ้านที่ต้องเจอกับมูลค้างคาวและเสียงดังตลอด 24 ชั่วโมง แต่ทั้งรัฐบาลกลางและรัฐบาลท้องถิ่นระบุเพียงว่า กำลังสนับสนุนสภาท้องถิ่นในการจัดการปัญหาค้างคาว แต่ยังไม่ยืนยันว่าจะสนับสนุนโครงการซื้อบ้านคืนหรือไม่ เพราะปัญหาค้างคาวแม่ไก่อาจจะไม่เข้าข่าย.

ที่มา : ABC NEWS

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ค้างคาวแม่ไก่

เวเนซุเอลาเผยมีจนท.ความมั่นคงดับ 24 นาย จากการโจมตีของสหรัฐฯ ชี้อาจเข้าข่ายอาชญากรรมสงคราม

เวเนซุเอลาเผยมีจนท.ความมั่นคงดับ 24 นาย จากการโจมตีของสหรัฐฯ ชี้อาจเข้าข่ายอาชญากรรมสงคราม

7 ม.ค. 2569 08:59 น.

เวเนซุเอลาเผยมีจนท.ความมั่นคงดับ 24 นาย จากการโจมตีของสหรัฐฯ ชี้อาจเข้าข่ายอาชญากรรมสงคราม

เวเนซุเอลาเผยยอดตายพุ่งอย่างน้อย 56 ราย หลังสหรัฐฯใช้ปฏิบัติการทางทหารบุกเข้าจับกุมผู้นำประเทศ โดยเป็นเจ้าหน้าที่ความมั่นคง 24 นาย ด้านอัยการระบุอาจเข้าข่ายอาชญากรรมสงคราม

กองทัพเวเนซุเอลาเปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ความมั่นคงของประเทศอย่างน้อย 24 นาย เสียชีวิตจากปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐอเมริกาเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ส่งผลให้ยอดผู้เสียชีวิตอย่างเป็นทางการเพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 56 ราย

รายงานของสำนักข่าวเอพี ระบุว่า การโจมตีดังกล่าวยังทำให้มีพลเรือนเสียชีวิตเพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม ยังไม่สามารถยืนยันจำนวนผู้เสียชีวิตในกลุ่มพลเรือนได้อย่างชัดเจนในขณะนี้

ด้านอัยการสูงสุดของเวเนซุเอลา ทาเร็ก วิลเลียม ซาบ กล่าวเมื่อวันอังคารว่า มีเจ้าหน้าที่รัฐและพลเรือนหลายสิบนาย เสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าว และสำนักงานอัยการจะเปิดการสอบสวน โดยระบุว่าการโจมตีครั้งนี้อาจเข้าข่ายอาชญากรรมสงคราม อย่างไรก็ตาม ซาบไม่ได้ระบุชัดเจนว่าตัวเลขดังกล่าวหมายถึงเฉพาะชาวเวเนซุเอลาหรือรวมถึงชาวต่างชาติด้วย

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลคิวบาแถลงเมื่อวันอาทิตย์ว่า มีทหารและเจ้าหน้าที่ตำรวจคิวบาอย่างน้อย 32 นาย ซึ่งปฏิบัติงานอยู่ในเวเนซุเอลา เสียชีวิตจากปฏิบัติการทางทหารครั้งเดียวกัน

กองทัพเวเนซุเอลายังเผยแพร่วิดีโอสดุดีเจ้าหน้าที่ที่เสียชีวิตผ่านอินสตาแกรม โดยในวิดีโอปรากฏภาพใบหน้าของผู้เสียชีวิต ซ้อนทับกับภาพขาวดำของทหาร เครื่องบินรบสหรัฐบินเหนือกรุงการากัส และยานเกราะที่ถูกทำลายจากแรงระเบิด

นอกจากนี้ ในการแถลงข่าวเมื่อวันอังคาร อัยการสูงสุดเวเนซุเอลายังเรียกร้องให้มีการปล่อยตัวประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโร และภริยา ซีเลีย ฟลอเรส โดยไม่มีเงื่อนไขด้วย.

ที่มา : AP

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ เวเนซุเอลา

ทรัมป์หารือทางเลือกในการเข้าครองกรีนแลนด์ ไม่ตัดใช้กำลังทหาร

ทรัมป์หารือทางเลือกในการเข้าครองกรีนแลนด์ ไม่ตัดใช้กำลังทหาร

7 ม.ค. 2569 05:30 น.

ทรัมป์หารือทางเลือกในการเข้าครองกรีนแลนด์ ไม่ตัดใช้กำลังทหาร

ทำเนียบขาวสหรัฐฯ เผย โดนัลด์ ทรัมป์ กำลังหารือกับเจ้าหน้าที่เรื่องทางเลือกในการเข้าครอบครองกรีนแลนด์ โดยไม่ตัดเรื่องการใช้กำลังทหารออกไป

เมื่อวันอังคารที่ 6 ม.ค. 2569 ทำเนียบขาวสหรัฐฯ ออกแถลงการณ์ระบุว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้มีการหารือเกี่ยวกับทางเลือกต่าง ๆ ในการเข้าครอบครองกรีนแลนด์ ซึ่งรวมถึงการใช้กำลังทหารด้วย โดยย้ำว่า การเข้าครอบครองกรีนแลนด์เป็นสิ่งสำคัญอันดับแรกสำหรับความมั่นคงของชาติ

ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ทรัมป์ได้กล่าวย้ำในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า สหรัฐฯ “จำเป็น” ต้องได้กรีนแลนด์ ซึ่งเป็นดินแดนกึ่งปกครองตนเองของชาติสมาชิกนาโตอย่าง เดนมาร์ก มาครอบครองโดยอ้างเหตุผลทั้งด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจ

ขณะเดียวกัน บรรดาพันธมิตรในยุโรปต่างออกมาแสดงพลังสนับสนุนเดนมาร์กภายหลังถ้อยแถลงของสหรัฐฯ โดยนายกรัฐมนตรี เมตเต เฟรเดอริกเซน แห่งเดนมาร์ก ได้ออกมาเตือนเมื่อวันจันทร์ว่า การโจมตีใด ๆ จากสหรัฐฯ จะถือเป็นจุดจบของนาโต

ตามการเปิดเผยของทำเนียบขาว “ประธานาธิบดีและทีมงานกำลังหารือถึงทางเลือกต่าง ๆ เพื่อผลักดันเป้าหมายนโยบายต่างประเทศที่สำคัญนี้ และแน่นอนว่า การใช้กองทัพสหรัฐฯ ย่อมเป็นทางเลือกหนึ่งที่อยู่ในอำนาจการตัดสินใจของผู้บัญชาการทหารสูงสุดเสมอ”

เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา พันธมิตรยุโรป 6 ประเทศได้ร่วมกันออกแถลงการณ์สนับสนุนเดนมาร์ก

“กรีนแลนด์เป็นของประชาชนชาวกรีนแลนด์ และมีเพียงเดนมาร์กกับกรีนแลนด์เท่านั้นที่จะตัดสินใจในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ของพวกเขาได้” ผู้นำจากสหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี โปแลนด์ สเปน และเดนมาร์ก ระบุในแถลงการณ์

เหล่าประเทศยุโรปผู้ลงนามในแถลงการณ์ร่วมยังเน้นย้ำว่า พวกเขามีความกระตือรือร้นในเรื่องความมั่นคงแถบอาร์กติกไม่แพ้สหรัฐฯ แต่สิ่งนี้จะต้องบรรลุผลสำเร็จผ่านความร่วมมือ “ร่วมกัน” ของพันธมิตรนาโต ซึ่งรวมถึงสหรัฐฯ ด้วย

นอกจากนี้ พวกเขายังเรียกร้องให้มีการ “ยึดถือหลักการตามกฎบัตรสหประชาชาติ อันได้แก่ อธิปไตย บูรณภาพแห่งดินแดน และการละเมิดพรมแดนมิได้”

ทั้งนี้ ประเด็นเรื่องอนาคตของกรีนแลนด์กลับมาเป็นที่สนใจอีกครั้ง ภายหลังการแทรกแซงทางทหารของสหรัฐฯ ในเวเนซุเอลา ซึ่งกองกำลังหน่วยรบพิเศษได้บุกเข้าไปจับกุมประธานาธิบดี นีโกลัส มาดูโร เพื่อนำตัวไปดำเนินคดีในข้อหายาเสพติดและอาวุธที่นครนิวยอร์ก

เพียงหนึ่งวันหลังจากการบุกจับกุมดังกล่าว เคที มิลเลอร์ ภรรยาของหนึ่งในที่ปรึกษาอาวุโสของทรัมป์ ก็โพสต์รูปแผนที่กรีนแลนด์สีธงชาติอเมริกาลงโซเชียลมีเดีย พร้อมกับคำว่า “เร็ว ๆ นี้” (SOON) และเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา สตีเฟน มิลเลอร์ สามีของเธอก็ออกมากล่าวว่า “จุดยืนอย่างเป็นทางการของรัฐบาลสหรัฐฯ คือกรีนแลนด์ควรเป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐฯ”

ในการให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว CNN นายมิลเลอร์บอกด้วยว่า “สหรัฐฯ คือมหาอำนาจของนาโต การที่สหรัฐฯ จะรักษาความมั่นคงในภูมิภาคอาร์กติก เพื่อปกป้องและคุ้มครองนาโต รวมถึงผลประโยชน์ของนาโตนั้น เห็นได้ชัดว่ากรีนแลนด์ควรเป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐฯ”

เมื่อถูกถามย้ำว่า สหรัฐฯ จะปฏิเสธการใช้กำลังเพื่อผนวกดินแดนหรือไม่ มิลเลอร์ตอบว่า “ไม่มีใครคิดจะสู้กับสหรัฐฯ เพื่อแย่งชิงอนาคตของกรีนแลนด์หรอก”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อังกฤษ-ฝรั่งเศส ตกลงส่งทหารคุ้มครองยูเครน หากปิดดีลสันติภาพได้แล้ว

อังกฤษ-ฝรั่งเศส ตกลงส่งทหารคุ้มครองยูเครน หากปิดดีลสันติภาพได้แล้ว

7 ม.ค. 2569 04:10 น.

อังกฤษ-ฝรั่งเศส ตกลงส่งทหารคุ้มครองยูเครน หากปิดดีลสันติภาพได้แล้ว

อังกฤษ กับฝรั่งเศส และชาติพันธมิตรยุโรป ตกลงจะส่งกองกำลังนานาชาติไปช่วยคุ้มกันยูเครน ในกรณีที่มีการทำข้อตกลงสันติภาพได้สำเร็จแล้ว

เมื่อวันอังคารที่ 6 ม.ค. 2569 ชาติพันธมิตรสำคัญของยูเครนในยุโรปและแคนาดา ตกลงจะรับประกันด้านการป้องกันระหว่างประเทศในหลากหลายระดับให้แก่ยูเครน โดยเป็นส่วนหนึ่งของข้อเสนอเพื่อยุติการรุกรานของรัสเซีย ที่ยืดเยื้อมานานเกือบ 4 ปีแล้ว

ในการประชุมที่กรุงปารีส บรรดาผู้นำจากกลุ่มประเทศยุโรปและแคนาดา รวมถึงตัวแทนจากสหรัฐฯ และเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากสหภาพยุโรปและนาโต (NATO) ระบุว่า พวกเขาจะจัดหาอุปกรณ์และการฝึกอบรมให้แก่ทหารในแนวหน้าของยูเครน พร้อมทั้งสนับสนุนทางอากาศ ทางบก และทางทะเล เพื่อป้องปรามการโจมตีจากรัสเซียที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

เซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักรกล่าวว่า การประชุมมีความคืบหน้าอย่างดีเยี่ยม โดยมีการลงนามใน “ปฏิญญาแสดงเจตจำนง” ว่าด้วยการวางกำลังทหารในยูเครนในกรณีที่มีการบรรลุข้อตกลงสันติภาพ

“นี่คือส่วนสำคัญของความมุ่งมั่นอันแข็งแกร่งดั่งเหล็กกล้าของเราที่จะยืนหยัดเคียงข้างยูเครนในระยะยาว” สตาร์เมอร์กล่าว “สิ่งนี้จะช่วยปูทางไปสู่กรอบการทำงานทางกฎหมาย ซึ่งจะเปิดทางให้กองกำลังจากอังกฤษ ฝรั่งเศส และพันธมิตร สามารถปฏิบัติการบนแผ่นดินยูเครนได้ เพื่อรักษาความปลอดภัยเหนือท้องฟ้าและน่านน้ำของยูเครน รวมถึงฟื้นฟูกองทัพของยูเครนขึ้นมาใหม่สำหรับอนาคต”

นอกจากนั้น กลุ่มพันธมิตรจะเข้าร่วมในกระบวนการตรวจสอบและติดตามการหยุดยิงที่นำโดยสหรัฐฯ พร้อมสนับสนุนการจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ในระยะยาวเพื่อการป้องกันประเทศของยูเครน และจะร่วมกันจัดทำสัญญาที่มีผลผูกพันเพื่อสนับสนุนยูเครนในกรณีที่ถูกรัสเซียโจมตีอีกในอนาคต

แต่เซอร์ สตาร์เมอร์ เตือนด้วยว่าหนทางที่ยากลำบากที่สุดยังรออยู่ข้างหน้า เนื่องจากการโจมตีของรัสเซียต่อยูเครนยังคงดำเนินอยู่

เจ้าหน้าที่ของรัสเซียยังไม่มีความเห็นใด ๆ เกี่ยวกับความเคลื่อนไหวล่าสุดนี้ แต่ก่อนหน้านี้ รัฐบาลเครมลินยืนยันข้อเรียกร้องของรัสเซียอีกครั้ง และยืนกรานว่าจะไม่มีการหยุดยิงจนกว่าจะบรรลุข้อตกลงที่ครอบคลุมในทุกด้าน ขณะที่ประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน ไม่ยอมรับการวางกำลังทหารจากกลุ่มประเทศ NATO บนแผ่นดินยูเครนโดยเด็ดขาด

ผู้นำสหราชอาณาจักรกล่าวเสริมด้วยว่า สันติภาพจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อรัสเซียยอมประนีประนอม และ “ปูตินยังไม่ได้แสดงให้เห็นเลยว่าเขาพร้อมสำหรับสันติภาพ”

ในกรณีที่มีการหยุดยิง เขาระบุว่าสหราชอาณาจักรและฝรั่งเศส “จะจัดตั้งศูนย์กลางทางทหาร (military hubs) กระจายอยู่ทั่วภูมิภาคของยูเครน เพื่ออำนวยความสะดวกในการวางกำลังทหาร และสร้างโรงจัดเก็บอาวุธและอุปกรณ์ทางทหารที่มีระบบป้องกัน เพื่อสนับสนุนความต้องการด้านการป้องกันประเทศของยูเครน”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc , cna

หิมะตกหนักป่วนยุโรป ดับแล้ว 6 ศพ ยกเลิกเที่ยวบินนับร้อย

หิมะตกหนักป่วนยุโรป ดับแล้ว 6 ศพ ยกเลิกเที่ยวบินนับร้อย

7 ม.ค. 2569 02:24 น.

หิมะตกหนักป่วนยุโรป ดับแล้ว 6 ศพ ยกเลิกเที่ยวบินนับร้อย

หิมะที่ตกลงมาอย่างหนัก กำลังสร้างความปั่นป่วนแก่การจราจรในหลายประเทศยุโรป โดยเฉพาะฝรั่งเศสกับเนเธอร์แลนด์ ซึ่งมีผู้เสียชีวิตแล้ว 6 ศพ และต้องยกเลิกเที่ยวบินจำนวนมาก

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 6 ม.ค. 2569 ว่า หิมะที่ตกหนักและสภาพอากาศที่หนาวจัดต่ำกว่าจุดเยือกแข็ง ส่งผลกระทบต่อการเดินทางเป็นวงกว้างในหลายประเทศของยุโรป ล่าสุดพบผู้เสียชีวิตจากสาเหตุเกี่ยวกับสภาพอากาศแล้ว 6 ศพ

ที่ฝรั่งเศส พบผู้เสียชีวิต 3 ศพในอุบัติเหตุรถยนต์ 2 เหตุการณ์ในจังหวัดล็องด์ (Landes) ทางตะวันตกเฉียงใต้ โดยเป็นผลจากปรากฏการณ์ “แบล็กไอซ์” หรือ น้ำแข็งเคลือบผิวถนน และมีผู้เสียชีวิตอีก 2 ศพ ในอุบัติเหตุรถยนต์ 2 เหตุในพื้นที่รอบกรุงปารีส

ขณะเดียวกัน มีรายงานพบผู้หญิงเสียชีวิต 1 ศพในกรุงซาราเยโว เมืองหลวงของบอสเนีย หลังจากมีหิมะตกลงมาหนาถึง 16 นิ้ว (40 เซนติเมตร) ทั่วเมืองเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา จนต้นไม้ที่รับน้ำหนักหิมะไม่ไหวและหักโค่นลงมาทับเธอ

นอกจากนั้น เที่ยวบินหลายร้อยเที่ยวถูกยกเลิกทั่วยุโรป ส่งผลให้ผู้โดยสารหลายพันคนต้องติดค้างอยู่ที่สนามบินในกรุงปารีสและกรุงอัมสเตอร์ดัม โดยคาดว่า ความปั่นป่วนที่เกิดขึ้นนี้จะส่งผลต่อเนื่องไปจนถึงวันพุธ (7 ม.ค.)

ทางการกรุงปารีสระบุว่า สนามบินรัวซี-ชาร์ล เดอ โกล (Roissy-Charles de Gaulle) จะยกเลิกเที่ยวบินถึง 40% เป็นเวลาหลายชั่วโมงในช่วงเช้าวันพุธ เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถกวาดหิมะออกจากรันเวย์ได้ ส่วนสนามบินออร์ลี (Orly) มีแผนที่จะยกเลิกเที่ยวบิน 1 ใน 4 ในช่วงเวลาเดียวกัน

ส่วนสนามบินสคิปโฮล (Schiphol) ในกรุงอัมสเตอร์ดัม จะยกเลิกเที่ยวบินมากกว่า 400 เที่ยวในวันพุธ โดยเที่ยวบินที่ถูกยกเลิกจำนวนมากดำเนินการโดยสายการบิน KLM ของเนเธอร์แลนด์ ซึ่งออกมาเตือนว่าน้ำยาละลายน้ำแข็ง สำหรับเครื่องบินเกือบจะหมดลงแล้ว โดยเป็นผลจากสภาพอากาศที่ “รุนแรงเกินรับมือ” กับความล่าช้าในการจัดส่ง

นายฟิลิปป์ ตาบาโร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมของฝรั่งเศส กล่าวว่าคาดจะมีหิมะตกลงมาเพิ่มอีกในคืนวันอังคารและวันพุธ เขาได้เรียกร้องให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการใช้รถใช้ถนนให้มากที่สุดและขอให้ทำงานจากที่บ้าน

ด้านสำนักงานอุตุนิยมวิทยาแห่งชาติของฝรั่งเศสระบุว่า จะมีการประกาศเตือนภัยระดับสีส้มใน 38 เขต เพื่อเฝ้าระวังหิมะและ“แบล็กไอซ์” ในวันพุธ ขณะที่การให้บริการรถไฟหลายเส้นทางในบางส่วนของประเทศได้ถูกยกเลิกไปแล้ว

การเดินทางโดยรถไฟก็ได้รับผลกระทบด้วยเช่นกัน โดยในช่วงเช้าวันอังคารบริการรถไฟทั้งหมดในเนเธอร์แลนด์ต้องหยุดชะงักลงชั่วระยะเวลาหนึ่ง หลังเกิดปัญหาระบบไอทีขัดข้อง แม้รถไฟบางขบวนจะเริ่มกลับมาวิ่งได้หลังเวลา 09:00 น. ตามเวลาท้องถิ่น แต่ยังมีปัญหายืดเยื้อตลอดทั้งวัน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

จีนสั่งห้ามส่งออก สินค้าบางรายการให้ญี่ปุ่น ปมคำพูดหนุนไต้หวัน

จีนสั่งห้ามส่งออก สินค้าบางรายการให้ญี่ปุ่น ปมคำพูดหนุนไต้หวัน

7 ม.ค. 2569 01:23 น.

จีนสั่งห้ามส่งออก สินค้าบางรายการให้ญี่ปุ่น ปมคำพูดหนุนไต้หวัน

จีนสั่งห้ามส่งออกสินค้าบางรายการให้ญี่ปุ่น ตอบโต้คำพูดนายกฯ แดนอาทิตย์อุทัยที่บอกว่า อาจใช้กำลังทหารหากจีนโจมตีไต้หวัน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 6 ม.ค. 2569 ว่า รัฐบาลจีนสั่งห้ามส่งออกแร่หายาก (Rare Earth) บางชนิดกับสินค้าอื่น ๆ ที่อาจนำไปใช้ในทางการทหารได้ให้แก่ประเทศญี่ปุ่น ตอกย้ำความสัมพันธ์ที่ยังคงตึงเครียด หลังจากนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นกล่าวว่า อาจใช้กำลังทหาร หากจีนบุกโจมตีไต้หวัน

กระทรวงพาณิชย์ของจีนระบุในแถลงการณ์เมื่อวันอังคารว่า การห้ามส่งออกดังกล่าวครอบคลุมสินค้าที่ใช้ได้สองทาง (Dual-use items) หรือสินค้า บริการ และเทคโนโลยีที่สามารถนำไปใช้ได้ทั้งในทางพลเรือนและทางทหาร โดยคำสั่งมีผลบังคับใช้ในทันที

แม้ว่าทางกระทรวงจะไม่ได้ระบุชัดเจนว่า สินค้าส่งออกที่ได้รับผลกระทบมีอะไรบ้าง แต่บัญชีรายชื่อสินค้าที่ใช้ได้สองทางที่กระทรวงเผยแพร่ออกมานั้น รวมถึงแร่หายาก, อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง, ส่วนประกอบด้านอวกาศและการบิน, โดรน และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับนิวเคลียร์ ตลอดจนรายการอื่น ๆ

แร่หายากถือเป็นส่วนประกอบสำคัญของสินค้าหลากหลายประเภท ตั้งแต่อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และยานยนต์ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ไปจนถึงระบบอาวุธขั้นสูงอย่างเครื่องบินขับไล่ F-35 ทั้งนี้ ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าข้อจำกัดล่าสุดนี้จะส่งผลกระทบต่อญี่ปุ่นเป็นวงกว้างเพียงใด

ทั้งนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับญี่ปุ่น สองมหาอำนาจแห่งเอเชีย ย่ำแย่ลงอย่างรวดเร็ว นับตั้งแต่นาง ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นกล่าวต่อรัฐสภาเมื่อเดือนพฤศจิกายนว่า การที่จีนรุกรานไต้หวันจะถือเป็น “สถานการณ์ที่คุกคามต่อความอยู่รอดของญี่ปุ่น” ซึ่งอาจส่งผลให้รัฐบาลโตเกียวตัดสินใจตอบโต้ด้วยกำลังทางทหาร

รัฐบาลจีนอ้างสิทธิ์เหนือไต้หวันว่าเป็นดินแดนของตน แม้ว่าจะไม่เคยมีอำนาจปกครองเกาะแห่งนี้เลยก็ตาม และได้ประกาศกร้าวว่าจะผนวกเกาะไต้หวันเข้าเป็นส่วนหนึ่งให้ได้ โดยจะใช้กำลังหากจำเป็น

คำพูดของนางทาคาอิจิสร้างความไม่พอใจแก่รัฐบาลจีนอย่างรุนแรง และนับแต่นั้นเป็นต้นมา จีนได้ออกมาตรการทางเศรษฐกิจหลายระลอกเพื่อกดดันให้ญี่ปุ่นถอนคำพูด รวมถึงการสั่งลดเที่ยวบินไปยังญี่ปุ่น การเตือนพลเมืองไม่ให้ไปท่องเที่ยวหรือศึกษาต่อที่นั่น และการระงับการนำเข้าอาหารทะเลจากประเทศญี่ปุ่น

โฆษกกระทรวงพาณิชย์ของจีนยืนยันว่า คำสั่งห้ามส่งออกล่าสุดนี้ถูกนำมาใช้เพื่อตอบโต้ “คำพูดที่ผิดพลาด” ของนางทาคาอิจิ และเพื่อ “ปกป้องความมั่นคงและผลประโยชน์ของชาติ”

“ถ้อยแถลงเหล่านี้ถือเป็นการแทรกแซงกิจการภายในของจีนอย่างรุนแรง ละเมิดหลักการจีนเดียวอย่างร้ายแรง และมีลักษณะรวมถึงผลกระทบที่เป็นอันตรายอย่างยิ่ง” โฆษกกล่าวในแถลงการณ์เมื่อวันอังคาร

โฆษกเตือนอีกว่า องค์กรหรือบุคคลใดจากประเทศใดก็ตามในประเทศจีนที่ละเมิดคำสั่งห้ามส่งออกนี้ จะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn