ทรัมป์คาด บ.น้ำมันสหรัฐฯ กลับมาดำเนินการ ในเวเนซุเอลาได้ภายใน 18 เดือน

ทรัมป์คาด บ.น้ำมันสหรัฐฯ กลับมาดำเนินการ ในเวเนซุเอลาได้ภายใน 18 เดือน

6 ม.ค. 2569 23:21 น.

ทรัมป์คาด บ.น้ำมันสหรัฐฯ กลับมาดำเนินการ ในเวเนซุเอลาได้ภายใน 18 เดือน

โดนัลด์ ทรัมป์ คาด บริษัทน้ำมันของสหรัฐฯ จะสามารถกลับมาดำเนินการในเวเนซุเอลาได้ภายใน 18 เดือน หลังส่งทหารโจมตีและโค่นอำนาจประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโร

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันอังคารที่ 6 ม.ค. 2569 ว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ บอกกับสื่อว่า บริษัทน้ำมันของสหรัฐฯ จะสามารถกลับมาดำเนินการ และขยายปฏิบัติการในเวเนซุเอลาได้ภายใน 18 เดือน หลังจากสหรัฐฯ มีปฏิบัติการทางทหารในชาติอเมริกาใต้แห่งนี้ และจับกุมประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโร พร้อมภริยาไปดำเนินคดีในสหรัฐฯ

ทรัมป์ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว NBC ว่า “จะต้องมีการใช้จ่ายเงินจำนวนมหาศาล ซึ่งบริษัทน้ำมันจะเป็นผู้จ่ายเงินเหล่านั้น และจากนั้นพวกเขาจะได้รับเงินคืนจากเราหรือผ่านทางรายได้ที่เข้ามา”

ผู้นำสหรัฐฯ คาดการณ์ด้วยว่า การผลิตน้ำมันจะสามารถเร่งความเร็วขึ้นได้โดยใช้เวลาน้อยกว่า 18 เดือน แต่ต้องใช้เงินมหาศาล และเขายังแสดงความทะเยอทะยานอย่างชัดเจนที่ต้องการให้บริษัทน้ำมันของอเมริกาขยายขอบเขตการดำเนินงานในเวเนซุเอลา

“การมีเวเนซุเอลาในฐานะผู้ผลิตน้ำมันเป็นผลดีต่อสหรัฐฯ เพราะมันช่วยให้ราคาน้ำมันอยู่ในระดับต่ำ” ทรัมป์กล่าวอ้าง

ขณะที่สำนักข่าว CBS รายงานว่า ตัวแทนจากบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ มีแผนที่จะเข้าพบกับรัฐบาลทรัมป์ในช่วงปลายสัปดาห์นี้

อนึ่ง ก่อนหน้านี้ บรรดานักวิเคราะห์ได้ให้ข้อมูลกับ BBC ว่า อาจต้องใช้เงินงบประมาณหลายหมื่นล้านดอลลาร์ และอาจต้องใช้เวลาถึงหนึ่งทศวรรษ เพื่อฟื้นฟูกำลังการผลิตน้ำมันของเวเนซุเอลาให้กลับมาเท่าเดิม

นักวิเคราะห์แสดงความกังขาว่า แผนการของทรัมป์จะส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่ออุปทานน้ำมันโลก และเรื่องราคาน้ำมัน ได้จริงหรือไม่ โดยพวกเขาให้ความเห็นว่า บริษัทต่าง ๆ จะมองหาความมั่นใจก่อนว่ามีรัฐบาลที่มั่นคงจัดตั้งขึ้นแล้ว และถึงแม้จะมีการลงทุนเกิดขึ้นจริง โครงการเหล่านั้นก็อาจต้องใช้เวลาอีกหลายปีกว่าจะเห็นผลผลิต

เวเนซุเอลามีปริมาณน้ำมันสำรองที่ได้รับการยืนยันแล้วประมาณ 3.03 แสนล้านบาร์เรล มากที่สุดในโลก แต่กำลังการผลิตน้ำมันของประเทศกลับลดลงอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษ 2000 เป็นต้นมา

แต่นอกจากต้องใช้เงินลงทุนมหาศาลในการเพิ่มกำลังผลิตของเวเนซุเอลาแล้ว น้ำมันของเวเนซุเอลายังเป็นประเภทน้ำมันดิบหนัก (heavy oil) ซึ่งกลั่นได้ยากกว่า และปัจจุบันมีบริษัทสหรัฐฯ เพียงแห่งเดียวคือ เชฟรอน (Chevron) ที่ยังคงดำเนินงานอยู่ในประเทศนี้

ทั้งนี้ นายทรัมป์อ้างเรื่องยาเสพติดและภัยคุกคาม สร้างความชอบธรรมในการจับกุมตัวนายมาดูโร เขายังอ้างด้วยว่าเวเนซุเอลา “ยึดและขโมยน้ำมันของอเมริกาไป”

นายเจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดีก็ออกมาสนับสนุนข้ออ้างดังกล่าวผ่าน X โดยระบุว่า “เวเนซุเอลาได้เวนคืนทรัพย์สินน้ำมันของอเมริกา และจนถึงเมื่อไม่นานมานี้ได้ใช้ทรัพย์สินที่ขโมยไปนั้นเพื่อสร้างความร่ำรวยและสนับสนุนกิจกรรมก่อการร้ายค้ายาเสพติดของพวกเขา”

อย่างไรก็ตาม ความจริงนั้นมีความซับซ้อนกว่าที่กล่าวมา บริษัทน้ำมันของสหรัฐฯ มีประวัติศาสตร์อันยาวนานในเวเนซุเอลา โดยเป็นการขุดเจาะน้ำมันภายใต้ข้อตกลงการให้สัมปทาน

เวเนซุเอลาได้โอนกิจการน้ำมันมาเป็นของรัฐในพ.ศ. 2519 และต่อมาในพ.ศ. 2550 ประธานาธิบดี อูโก ชาเวซ ได้เพิ่มการควบคุมของรัฐเหนือสินทรัพย์ส่วนที่เหลือทั้งหมดซึ่งเป็นของต่างชาติ รวมถึงบริษัทน้ำมันของสหรัฐฯ ที่ดำเนินกิจการอยู่ในเวเนซุเอลาด้วย

ในพ.ศ. 2562 คณะตุลาการของธนาคารโลกได้ตัดสินให้เวเนซุเอลาชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 8.7 พันล้านดอลลาร์แก่บริษัท โคโนโกฟิลลิปส์ (ConocoPhillips) เพื่อเป็นการชดเชยจากการดำเนินการในปี 2550 แต่เวเนซุเอลายังไม่จ่ายเงินดังกล่าว ส่งผลให้บริษัทน้ำมันของสหรัฐฯ อย่างน้อยหนึ่งแห่งที่ยังไม่ได้รับค่าชดเชย

แต่ทาง เบน ชู จาก BBC Verify กล่าวว่า ข้อกล่าวอ้างที่ว่าเวเนซุเอลา “ขโมย” น้ำมันอเมริกานั้นดูจะสรุปแบบรวบรัดเกินไป เนื่องจากผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ตัวน้ำมันเองนั้นไม่เคยเป็นกรรมสิทธิ์ของใครอื่นเลยนอกจากของประเทศเวเนซุเอลาเท่านั้น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ผู้นำยุโรปแห่หนุนเดนมาร์กปมกรีนแลนด์ หลังสหรัฐฯ โจมตีเวเนซุเอลา

ผู้นำยุโรปแห่หนุนเดนมาร์กปมกรีนแลนด์ หลังสหรัฐฯ โจมตีเวเนซุเอลา

6 ม.ค. 2569 22:04 น.

ผู้นำยุโรปแห่หนุนเดนมาร์กปมกรีนแลนด์ หลังสหรัฐฯ โจมตีเวเนซุเอลา

การเข้าแทรกแซงทางทหารของสหรัฐฯ ในเวเนซุเอลา โหมกระพือความกังวลเกี่ยวกับแผนการของโดนัลด์ ทรัมป์ ที่มีต่อกรีนแลนด์อีกครั้ง ทำให้กลุ่มผู้นำยุโรปต้องออกมาย้ำการสนับสนุนเดนมาร์ก

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันอังคารที่ 6 ม.ค. 2569 ผู้นำชาติยุโรปหลายคนออกมาเน้นย้ำการสนับสนุนที่พวกเขามีให้ประเทศเดนมาร์ก หลังจาก โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ แสดงความตั้งใจอีกครั้งว่า เขาต้องการให้ “กรีนแลนด์” ซึ่งเป็นดินแดนปกครองตนเองของเดนมาร์ก กลายเป็นดินแดนของสหรัฐฯ

ผู้นำจากฝรั่งเศส อังกฤษ เยอรมนี อิตาลี โปแลนด์ สเปน รวมถึงเดนมาร์ก ระบุว่า อธิปไตย, บูรณภาพแห่งดินแดน และการละเมิดพรมแดนมิได้นั้นถือเป็น “หลักการสากล และเราจะไม่หยุดยั้งที่จะปกป้องสิ่งเหล่านี้”

การที่สหรัฐฯ ส่งทหารโจมตีเวเนซุเอลาและบุกจับกุมตัวประธานาธิบดี นิโกลัส มาดูโร กับภริยาถึงบ้านพักในกรุงการากัสเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา กระตุ้นให้เกิดความกังวลเรื่องแผนการต่อไปของ โดนัลด์ ทรัมป์ ว่าเขาจะตัดสินใจเรื่องกรีนแลนด์อย่างไร เนื่องจากนายทรัมป์แสดงออกอย่างชัดเจนตั้งแต่เป็นประธานาธิบดีสมัยแรกว่า ต้องการดินแดนแห่งนี้

นายทรัมป์ระบุว่า กรีนแลนด์ ซึ่งเป็นเกาะขนาดใหญ่ที่สุดในโลก มีความสำคัญต่อสหรัฐฯ ทั้งทางยุทธศาสตร์และเศรษฐกิจ เพราะมีแหล่งแร่หายากที่ยังไม่ถูกนำมาใช้จำนวนมาก และอาจกลายเป็นตัวแปรสำคัญเมื่อน้ำแข็งขั้วโลกละลายจนเปิดเส้นทางการเดินเรือใหม่ ๆ

นอกจากนั้น กรีนแลนด์ยังตั้งอยู่บนเส้นทางที่สั้นที่สุดสำหรับการยิงขีปนาวุธระหว่างรัสเซียและสหรัฐฯ ซึ่งปัจจุบันวอชิงตันก็มีฐานทัพทหารตั้งอยู่บนเกาะแห่งนี้อยู่แล้ว

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดเกี่ยวกับเวเนซุเอลา นายทรัมป์กลับพูดติดตลกว่า “เราจะค่อยไปกังวลเรื่องกรีนแลนด์ในอีกประมาณสองเดือนข้างหน้า” ทำให้เกิดความกังวลอีกครั้งว่าผู้นำสหรัฐฯ จะตัดสินใจทำอย่างไรต่อไป โดยที่ผ่านมา นายทรัมป์ไม่เคยตัดตัวเลือกเรื่องการใช้กำลังทหารในการเข้ายึดกรีนแลนด์

ความกังวลดังกล่าวทำให้ผู้นำยุโรปออกแถลงการณ์ร่วมกันในวันอังคารว่า “ความมั่นคงในอาร์กติกยังคงเป็นสิ่งที่ยุโรปให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก และมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความมั่นคงระหว่างประเทศและความมั่นคงข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก”

“นาโต (NATO) ได้แสดงท่าทีชัดเจนไปแล้วว่า ภูมิภาคอาร์กติกคือสิ่งสำคัญอันดับต้น ๆ และพันธมิตรในยุโรปกำลังยกระดับการดำเนินการขึ้น” แถลงการณ์ระบุ “เราและพันธมิตรอื่น ๆ อีกหลายประเทศได้เพิ่มการเข้าไปมีส่วนร่วม, กิจกรรม และการลงทุน เพื่อรักษาความปลอดภัยของอาร์กติกและเพื่อป้องปรามปฏิปักษ์”

พวกเขายังได้เน้นย้ำว่าเดนมาร์ก ซึ่งรวมถึงกรีนแลนด์ด้วย เป็นส่วนหนึ่งของนาโต “ดังนั้น ความมั่นคงในอาร์กติกจะต้องเกิดขึ้นจากความร่วมมือกัน โดยประสานงานกับพันธมิตรนาโตซึ่งรวมถึงสหรัฐอเมริกา ผ่านการยึดถือหลักการตามกฎบัตรสหประชาชาติ อันได้แก่ อธิปไตย บูรณภาพแห่งดินแดน และการละเมิดพรมแดนมิได้”

“สิ่งเหล่านี้คือหลักการสากล และเราจะไม่หยุดยั้งที่จะปกป้องหลักการเหล่านี้”

แถลงการณ์ดังกล่าวลงนามโดย นายกรัฐมนตรี เคียร์ สตาร์เมอร์ แห่งอังกฤษ, นายกรัฐมนตรี เมตเต เฟรเดอริกเซน แห่งเดนมาร์ก, ประธานาธิบดี เอ็มมานูเอล มาครง แห่งฝรั่งเศส, นายกรัฐมนตรี ฟรีดริช แมร์ซ แห่งเยอรมนี, นายกรัฐมนตรี จอร์เจีย เมโลนี แห่งอิตาลี, นายกรัฐมนตรี โดนัลด์ ทุสก์ แห่งโปแลนด์ และนายกรัฐมนตรี เปโดร ซานเชซ แห่งสเปน

เหล่าผู้นำยุโรปเน้นย้ำด้วยว่า สหรัฐฯ เป็นพันธมิตรที่สำคัญอย่างยิ่งในความพยายามนี้ “กรีนแลนด์เป็นของประชาชนชาวกรีนแลนด์ จึงเป็นเรื่องของเดนมาร์กและกรีนแลนด์ และเป็นหน้าที่ของพวกเขาเท่านั้นที่จะตัดสินใจในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเดนมาร์กและกรีนแลนด์” เหล่าผู้นำยุโรประบุทิ้งท้าย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

คิม จองอึน ตรวจงานก่อสร้างอนุสรณ์สถานทหารพลีชีพใน “สงครามยูเครน”

คิม จองอึน ตรวจงานก่อสร้างอนุสรณ์สถานทหารพลีชีพใน "สงครามยูเครน"

6 ม.ค. 2569 16:50 น.

คิม จองอึน ตรวจงานก่อสร้างอนุสรณ์สถานทหารพลีชีพใน “สงครามยูเครน”

คิม จองอึน ผู้นำสูงสุดเกาหลีเหนือตรวจความคืบหน้าการก่อสร้างอนุสรณ์สถานเพื่อสดุดีทหารที่พลีชีพในสงครามรัสเซีย-ยูเครน พร้อมควงลูกสาว “คิม จูแอ” ร่วมคณะ นักวิเคราะห์ชี้เป็นการเดินเกมเชิงสัญลักษณ์เพื่อย้ำความสัมพันธ์แน่นแฟ้นกับรัสเซีย และแสดงท่าทีไม่พอใจต่อการพบปะกันของผู้นำเกาหลีใต้และจีนในกรุงปักกิ่ง

สำนักข่าวกรองกลางเกาหลี (เคซีเอ็นเอ) รายงานว่า นายคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดแห่งเกาหลีเหนือ พร้อมด้วยนางรี ซอลจู ภริยา และ “คิม จูแอ” บุตรสาว ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมพื้นที่ก่อสร้างพิพิธภัณฑ์และอนุสรณ์สถานเชิดชูเกียรติทหารเกาหลีเหนือที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติภารกิจในต่างแดน โดยเฉพาะในสมรภูมิสงครามรัสเซีย-ยูเครน

นายคิม จองอึน ได้กล่าวระว่างการตรวจเยี่ยมว่า โครงการนี้คือ “มหาอนุสาวรีย์แห่งยุคสมัย” ที่เป็นสัญลักษณ์แห่งความกล้าหาญของบุตรแห่งเกาหลี และเป็นการแสดงความกตัญญูนิรันดร์ของพรรคแรงงานต่อทหารผู้เสียสละ นอกจากนี้ยังเป็นการสร้างฐานรากทางอุดมการณ์เพื่อแสดงให้โลกเห็นถึงความอมตะของเกาหลีเหนือ

อนุสรณ์สถานแห่งนี้ตั้งอยู่ในเขตฮวาซอง (Hwasong) หรือ “เมืองใหม่” ของกรุงเปียงยาง ประกอบด้วยสุสานทหารที่เสียชีวิต อาคารพิพิธภัณฑ์ และอนุสาวรีย์รำลึก โดยเริ่มวางศิลาฤกษ์ไปเมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2025

นักวิเคราะห์ตั้งข้อสังเกตว่า การเดินทางตรวจเยี่ยมครั้งนี้เกิดขึ้นในวันเดียวกับการประชุมสุดยอดระหว่าง ประธานาธิบดีอีแจมยอง ของเกาหลีใต้ และประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ของจีน ณ กรุงปักกิ่ง ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณชัดเจนต่อความกังวลต่อความสัมพันธ์จีน-เกาหลีใต้ เกาหลีเหนืออาจกังวลว่าความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นขึ้นระหว่างเกาหลีใต้และจีน อาจส่งผลกระทบต่ออิทธิพลของตนในกลุ่มพันธมิตรสามเส้า (จีน-รัสเซีย-เกาหลีเหนือ)

ขณะที่ความสัมพันธ์กับจีนเป็นมรดกตกทอดจากรุ่นพ่อ แต่ความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับรัสเซียจนถึงขั้นส่งทหารไปช่วยรบนั้น เป็นความสำเร็จส่วนตัวของคิม จองอึน นอกจากนั้น การพา “คิม จูแอ” มาร่วมงานสำคัญด้านความมั่นคงนี้ ถูกมองว่าเป็นความพยายามนำเสนอภาพลักษณ์ของพันธมิตรเกาหลีเหนือ-รัสเซีย ให้เป็นมรดกทางการเมืองที่จะส่งต่อให้คนรุ่นถัดไป

นอกจากการเยี่ยมชมอนุสรณ์สถานแล้ว เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาเกาหลีเหนือยังได้ยิงขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิก “ฮวาซอง-11 เอ็มเอ”  ซึ่งถูกมองว่าเป็นการโชว์แสนยานุภาพเพื่อข่มขวัญทั้งในประเด็นสถานการณ์เวเนซุเอลา และเพื่อแสดงความไม่พอใจต่อเวทีประชุมที่ปักกิ่ง

นายโอ คยองซอบ นักวิจัยอาวุโสจากสถาบันเพื่อการรวมชาติแห่งชาติเกาหลี (KINU) ให้ความเห็นว่า ท่าทีนี้มีจุดประสงค์เพื่อสร้างความจงรักภักดีต่อผู้นำอย่างสูงสุด ก่อนการประชุมใหญ่พรรคแรงงานครั้งที่ 9 และการปรากฏตัวของคิม จูแอ ยิ่งตอกย้ำภาพลักษณ์ของคิม จองอึน ในฐานะ “บิดาแห่งชาติ” ที่กำลังวางรากฐานอนาคตให้คนรุ่นใหม่.

ที่มา JoongAng Daily

“อี แจ-มยอง” บุกปักกิ่งเปิดศักราชใหม่สัมพันธ์ “เกาหลีใต้-จีน” โชว์เซลฟี่คู่ “สีจิ้นผิง”

"อี แจ-มยอง" บุกปักกิ่งเปิดศักราชใหม่สัมพันธ์ "เกาหลีใต้-จีน" โชว์เซลฟี่คู่ "สีจิ้นผิง"

6 ม.ค. 2569 15:37 น.

“อี แจ-มยอง” บุกปักกิ่งเปิดศักราชใหม่สัมพันธ์ “เกาหลีใต้-จีน” โชว์เซลฟี่คู่ “สีจิ้นผิง”

ประธานาธิบดีอี แจ-มยอง แห่งเกาหลีใต้ เยือนจีนอย่างเป็นทางการครั้งแรกในรอบ 6 ปี มุ่งฟื้นฟูความสัมพันธ์สู่ “ยุคใหม่” หลังยุคอดีตผู้นำยุนซอกยอลทำสัมพันธ์ดิ่งเหว ด้าน “สีจิ้นผิง” อ้าแขนรับหวังดึงเกาหลีใต้เป็นพันธมิตรคานอำนาจญี่ปุ่น ขณะที่ชาวเน็ตจับตาภาพประวัติศาสตร์ สองผู้นำเซลฟี่ชื่นมื่นด้วยสมาร์ทโฟนแบรนด์จีน

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีอีแจ-มยอง แห่งเกาหลีใต้ เริ่มต้นภารกิจเยือนจีนเป็นเวลา 4 วัน โดยได้เข้าพบหารือกับประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ซึ่งถือเป็นการเยือนจีนครั้งแรกของผู้นำเกาหลีใต้นับตั้งแต่ปี 2019 โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการฟื้นฟูความสัมพันธ์ในทุกมิติ ทั้งด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม

บรรยากาศการพบปะเป็นไปอย่างชื่นมื่น ประธานาธิบดีอีแจ-มยองได้ถ่ายภาพเซลฟี่ร่วมกับประธานาธิบดีสีจิ้นผิง โดยใช้โทรศัพท์มือถือยี่ห้อ Xiaomi รุ่นที่ผู้นำจีนเคยให้เป็นของขวัญเมื่อปีที่แล้ว พร้อมโพสต์ลงบนแพลตฟอร์ม X ว่า “คุณภาพรูปดีจริงๆ ใช่ไหมล่ะ?” ซึ่งถูกมองว่าเป็นท่าทีประนีประนอมเพื่อละลายพฤติกรรมระหว่างสองประเทศ

ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงย้ำถึงประวัติศาสตร์ร่วมกันในการต่อต้านลัทธิทหารของญี่ปุ่น และขอให้เกาหลีใต้ “ยืนอยู่บนฝั่งที่ถูกต้องของประวัติศาสตร์” ท่ามกลางความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นระหว่างจีนและญี่ปุ่น โดยเฉพาะกรณีที่ นายกฯ ซานาเอะ ทากาอิจิ ของญี่ปุ่น ระบุว่าอาจส่งกองกำลังป้องกันตนเองเข้าช่วยไต้หวันหากถูกจีนโจมตี

นักวิเคราะห์มองว่า จีนกำลังพยายามดึงเกาหลีใต้ซึ่งเป็นพันธมิตรของสหรัฐฯ ให้ห่างออกจากญี่ปุ่น อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดีอีแจ-มยองยังคงต้อง “เดินบนเส้นลวดทางการทูต” เนื่องจากเขามีแผนจะเยือนญี่ปุ่นเพื่อพบกับนายกฯ ทากาอิจิ ในช่วงปลายเดือนนี้เช่นกัน

นอกเหนือจากข้อตกลงด้านเทคโนโลยีและการค้า ประธานาธิบดีอีแจมยองพยายามผลักดันใน 2 ประเด็นหลัก ได้แก่ “ซอฟท์ พาวเวอร์” โดยเรียกร้องให้จีนยกเลิกมาตรการ “จำกัดความบันเทิงเกาหลี” ที่ไม่เป็นทางการมานานนับทศวรรษ เพื่อให้เค-ป๊อป และซีรีส์เกาหลีกลับมาทำตลาดในจีนได้อีกครั้ง ซึ่งทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะ “ขยายการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมอย่างเป็นลำดับขั้นตอน”

ส่วนด้านความมั่นคงคาบสมุทรเกาหลี เกาหลีใต้ขอความร่วมมือจากจีนในการกดดันเกาหลีเหนือให้ยุติโครงการนิวเคลียร์ หลังจากเกาหลีเหนือเพิ่งทดสอบขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิกเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา เพื่อตอบโต้กรณีสหรัฐฯ จับกุมตัวประธานาธิบดีเวเนซุเอลา

แม้ความสัมพันธ์จะดูดีขึ้น แต่ทั้งสองประเทศยังคงมีความขัดแย้งเชิงลึก โดยเฉพาะการที่สหรัฐฯ ประจำการกองกำลังในเกาหลีใต้ และแผนการสร้างเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ร่วมกับสหรัฐฯ ที่จีนมองว่าเป็นภัยคุกคาม รวมถึงข้อพิพาทเรื่องการก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล ซึ่งผู้นำทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะใช้ “การหารือที่สร้างสรรค์” เพื่อหาทางออกต่อไป

ประธานาธิบดีอีแจ-มยองทิ้งท้ายก่อนเดินทางกลับว่า การเยือนครั้งนี้คือ “จุดเริ่มต้นใหม่” ที่จะช่วยอุดรอยร้าวและยกระดับความสัมพันธ์เกาหลีใต้-จีนให้ก้าวไปสู่อีกขั้น.

ที่มา BBC

“มาชาโด” ผู้นำฝ่ายค้านเวเนซุเอลาเผย ไม่ได้คุยกับ “ทรัมป์” ตั้งแต่ ต.ค.

"มาชาโด" ผู้นำฝ่ายค้านเวเนซุเอลาเผย ไม่ได้คุยกับ "ทรัมป์" ตั้งแต่ ต.ค.

6 ม.ค. 2569 15:20 น.

“มาชาโด” ผู้นำฝ่ายค้านเวเนซุเอลาเผย ไม่ได้คุยกับ “ทรัมป์” ตั้งแต่ ต.ค.

มาเรีย คอรีนา มาชาโด ผู้นำฝ่ายค้านเวเนซุเอลาและเจ้าของรางวัลโนเบลสันติภาพ ระบุไม่ได้ติดต่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ตั้งแต่วันที่ 10 ตุลาคม 2025 พร้อมย้ำสนับสนุนการเคลื่อนไหวของสหรัฐฯ ในเวเนซุเอลา ขณะเตรียมกลับประเทศโดยเร็วที่สุด ท่ามกลางสถานการณ์เปลี่ยนผ่านอำนาจหลังการจับกุมประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโร

มาเรีย คอรีนา มาชาโด ผู้นำฝ่ายค้านเวเนซุเอลา ให้สัมภาษณ์ในรายการ “Hannity” ทางช่องฟ็อกซ์นิวส์ เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (5 ม.ค.) โดยเป็นการปรากฏตัวผ่านสื่อครั้งแรกนับตั้งแต่กองทัพสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีเวเนซุเอลาและควบคุมตัวนายนิโกลัส มาดูโร เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

มาชาโดเปิดเผยว่า เธอไม่ได้พูดคุยกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อีกเลยนับตั้งแต่วันที่ 10 ตุลาคม 2025 ซึ่งเป็นวันที่เธอได้รับประกาศชื่อให้เป็นผู้ชนะรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ อย่างไรก็ตาม เธอได้แสดงทัศนะว่าประธานาธิบดีทรัมป์สมควรได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพเช่นกัน จากการตัดสินใจดำเนินการในเวเนซุเอลา ซึ่งเธอยกย่องว่าเป็น “ก้าวที่ยิ่งใหญ่สำหรับมนุษยชาติ เสรีภาพ และศักดิ์ศรีของมนุษย์”

ปัจจุบันมาชาโดพำนักอยู่ที่นอร์เวย์หลังจากเดินทางไปรับรางวัลโนเบลเมื่อเดือนก่อน เธอระบุว่ามีแผนจะเดินทางกลับเวเนซุเอลา “โดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้” เธอระบุว่าที่ผ่านมาเธอต้องหลบซ่อนเป็นเวลาหลายเดือน เพราะไม่ปลอดภัยที่จะกลับประเทศ และเห็นว่าการซ่อนตัว “เป็นประโยชน์มากกว่า”

เธอยังได้วิพากษ์วิจารณ์สถานการณ์ในประเทศว่า “นิโกลัส มาดูโร” เคยควบคุมระบบการเลือกตั้งไว้อย่างเบ็ดเสร็จจนไม่สามารถจัดการเลือกตั้งที่เป็นอิสระได้ แต่ฝ่ายค้านก็สามารถเอาชนะได้อย่างถล่มทลายในที่สุด นอกจากนี้ เธอยังประณามการจับกุมผู้สื่อข่าว 14 รายที่เกิดขึ้นล่าสุด และย้ำว่า เดลซี โรดริเกซ ที่เพิ่งสาบานตนเป็นประธานาธิบดีรักษาการ “เป็นบุคคลที่ไว้ใจไม่ได้” และเวเนซุเอลาจำเป็นต้องเดินหน้าสู่การเปลี่ยนผ่านอำนาจที่แท้จริง

แม้มาชาโดจะแสดงความขอบคุณต่อสหรัฐฯ แต่ดูเหมือนสถานการณ์ทางการเมืองจะมีความซับซ้อนขึ้น เมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้กล่าวเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาในเชิงปฏิเสธที่จะร่วมงานกับเธอ โดยทรัมป์ให้ความเห็นว่า “เธอไม่ได้รับการสนับสนุนหรือความเคารพจากภายในประเทศมากพอ” ซึ่งคำกล่าวนี้สร้างความกังขาต่ออนาคตการเป็นผู้นำประเทศของมาชาโดในสายตาของวอชิงตัน

ปัจจุบันเวเนซุเอลากำลังอยู่ในช่วงสุญญากาศทางการเมือง หลังจากการบุกจับกุมตัวนิโคลัส มาดูโร โดยกองกำลังสหรัฐฯ ส่งผลให้ เดลซี โรดริเกซ รองประธานาธิบดีและรัฐมนตรีน้ำมัน ต้องก้าวขึ้นมาทำหน้าที่รักษาการท่ามกลางการจับตามองของประชาคมโลก.

ที่มา Reuters

ฮุนไดเตรียมนำ หุ่นยนต์คล้ายมนุษย์ใช้งานในโรงงานผลิตรถยนต์ทั่วโลกตั้งแต่ปี 2028

ฮุนไดเตรียมนำ หุ่นยนต์คล้ายมนุษย์ใช้งานในโรงงานผลิตรถยนต์ทั่วโลกตั้งแต่ปี 2028

6 ม.ค. 2569 13:52 น.

ฮุนไดเตรียมนำ หุ่นยนต์คล้ายมนุษย์ใช้งานในโรงงานผลิตรถยนต์ทั่วโลกตั้งแต่ปี 2028

บริษัทฮุนได ค่ายรถยักษ์ใหญ่จากเกาหลีใต้ประกาศแผน นำหุ่นยนต์คล้ายมนุษย์มาใช้งานในโรงงานผลิตรถยนต์ทั่วโลกตั้งแต่ปี 2028  ท่ามกลางการแข่งขันของอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ที่เร่งปรับตัวเข้าสู่ยุคเอไอ

Hyundai Motor Group ค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่จากเกาหลีใต้ เปิดตัว “Atlas” หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ที่พัฒนาโดย Boston Dynamics ในงาน Consumer Electronics Show (CES) 2026 ที่ลาสเวกัส สหรัฐอเมริกา โดยระบุว่าจะค่อย ๆ ผนวกระบบหุ่นยนต์ดังกล่าวเข้ากับเครือข่ายโรงงานของบริษัททั่วโลก

ฮุนไดระบุว่า Atlas จะถูกนำไปใช้งานในโรงงานหลายแห่ง รวมถึงโรงงานในรัฐจอร์เจีย สหรัฐอเมริกา ซึ่งเคยตกเป็นข่าวใหญ่จาก ปฏิบัติการบุกตรวจคนเข้าเมืองครั้งใหญ่ในปี 2025

Atlas ถูกออกแบบมาเพื่อการใช้งานในอุตสาหกรรมทั่วไป สามารถทำงานร่วมกับมนุษย์ และปฏิบัติงานแบบอัตโนมัติ เช่น ควบคุมเครื่องจักร ยกของหนัก หรือทำงานในสภาพแวดล้อมที่มีความเสี่ยง

ฮุนไดซึ่งถือหุ้นใหญ่ใน Boston Dynamics ระบุว่า หุ่นยนต์ Atlas จะเริ่มจากการรับหน้าที่พื้นฐาน ก่อนขยายไปสู่ภารกิจที่ซับซ้อนมากขึ้นในอนาคต

ทั้งนี้ ฮุนไดย้ำว่า การนำหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์มาใช้ จะช่วยลดภาระแรงงานมนุษย์ เพิ่มความปลอดภัยในงานที่มีความเสี่ยง แต่ยังไม่เปิดเผยจำนวนหุ่นยนต์ที่จะนำมาใช้ในระยะแรก รวมถึง งบประมาณลงทุนของโครงการ

ขณะที่การกล่าวสุนทรพจน์ที่งาน CES นาย แจฮุน ชาง รองประธานฮุนได ยอมรับถึงความกังวลของสังคมว่า หุ่นยนต์อาจเข้ามาแทนที่แรงงานมนุษย์แต่เขายืนยันว่า มนุษย์ยังคงมีบทบาทสำคัญ เช่น การฝึกและควบคุมหุ่นยนต์ งานด้านเทคนิคและการจัดการ รวมถึงการพัฒนาและดูแลระบบ AI

การประกาศครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากฮุนไดระบุในปี 2025 ว่า บริษัทจะลงทุนมากกว่า 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในสหรัฐอเมริกา สอดรับกับนโยบายของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ที่ต้องการกระตุ้นการผลิตภายในประเทศ ซึ่งการลงทุนดังกล่าวครอบคลุมทั้งการขยายกำลังการผลิตรถยนต์ในสหรัฐ,เทคโนโลยีรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ และปัญญาประดิษฐ์ (AI)

ทั้งนี้นอกจากฮุนไดแล้ว บริษัทระดับโลกหลายแห่งต่างเร่งพัฒนาและนำ หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ มาใช้งาน เช่น Amazon, Tesla กับหุ่นยนต์ Optimus หรือ BYD ค่ายรถยนต์ไฟฟ้ายักษ์ใหญ่จากจีน การเคลื่อนไหวของฮุนไดจึงถูกมองว่า เป็นอีกก้าวสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์โลก ที่กำลังก้าวสู่ยุค โรงงานอัจฉริยะอย่างเต็มรูปแบบ.

ที่มา : BBC

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์

เวียดนามประกาศจีดีพี ปี 2025 พุ่ง 8% แม้เผชิญกำแพงภาษีจากรัฐบาลทรัมป์

เวียดนามประกาศจีดีพี ปี 2025 พุ่ง 8% แม้เผชิญกำแพงภาษีจากรัฐบาลทรัมป์

6 ม.ค. 2569 11:25 น.

เวียดนามประกาศจีดีพี ปี 2025 พุ่ง 8% แม้เผชิญกำแพงภาษีจากรัฐบาลทรัมป์

สำนักงานสถิติแห่งชาติเวียดนาม เปิดเผยรายงานเศรษฐกิจประจำปี 2025 พบว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือ จีดีพี ขยายตัวอยู่ที่ร้อยละ 8.02 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งถือเป็นอัตราการเติบโตที่สูงที่สุดในรอบ 3 ปี และเป็นการตอกย้ำภาพลักษณ์ความสำเร็จของเศรษฐกิจเวียดนามในภูมิภาคเอเชีย

แม้ในปีที่ผ่านมา สหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นตลาดส่งออกรายใหญ่ที่สุดของเวียดนาม จะเริ่มบังคับใช้มาตรการภาษีศุลกากรใหม่ต่อสินค้าประเภทเสื้อผ้าและรองเท้า แต่ตัวเลขการส่งออกไปยังสหรัฐฯ กลับขยายตัวถึงร้อยละ 28 โดยมีมูลค่าเพิ่มขึ้นจาก 1.19 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2024 เป็น 1.53 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2025

ทั้งนี้ ในช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ประกาศจัดเก็บภาษีภายใต้นโยบาย “Liberation Day” ซึ่งพุ่งเป้าไปที่ประเทศที่ได้ดุลการค้ากับสหรัฐฯ สูงสุด โดยเวียดนามอยู่อันดับ 3 รองจากจีนและเม็กซิโก อย่างไรก็ตาม ในเดือนกรกฎาคม รัฐบาลเวียดนามสามารถเจรจาต่อรองเพื่อลดอัตราภาษีจากกว่าร้อยละ 40 ลงมาอยู่ที่ขั้นต่ำร้อยละ 20 ได้สำเร็จ เพื่อแลกกับการเปิดตลาดเวียดนามให้แก่สินค้าจากสหรัฐฯ เช่น รถยนต์

ตัวเลขสถิติที่น่าสนใจในปี 2025 เวียดนามมียอดส่งออกรวม 4.75 แสนล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นร้อยละ 17 ส่วนยอดนำเข้ารวม 4.55 แสนล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นร้อยละ 19 โดยมีจีนเป็นแหล่งนำเข้าหลัก ด้านภาคอุตสาหกรรมและก่อสร้าง เติบโตเกือบร้อยละ 9 ขณะที่ภาคบริการเติบโตเกือบร้อยละ 8.6 และเฉพาะไตรมาสที่ 4 เศรษฐกิจเติบโตสูงถึงร้อยละ 8.46 ซึ่งถือเป็นอัตราเติบโตในไตรมาสสุดท้ายที่สูงที่สุดในรอบ 14 ปี 

นายแชด โอเวล หุ้นส่วนจากบริษัท Mekong Capital ระบุว่า แม้จะมีความเสี่ยงจากนโยบายภาษีของสหรัฐฯ แต่เวียดนามได้แสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นผ่านการบริโภคภายในประเทศที่แข็งแกร่ง การลงทุนของภาคเอกชน และการใช้จ่ายของภาครัฐ ซึ่งสะท้อนถึงพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่ยังคงแน่นปึก

หลังจากที่เศรษฐกิจเติบโตราวร้อยละ 5 ในปี 2023 และร้อยละ 7 ในปี 2024 รัฐบาลเวียดนามได้วางเป้าหมายที่ทะเยอทะยานยิ่งขึ้นสำหรับปี 2026 โดยตั้งเป้าการเติบโตของจีดีพี ไว้ที่อย่างน้อยร้อยละ 10 เพื่อผลักดันประเทศไปสู่สถานะ “ประเทศรายได้ปานกลาง” ภายในปี 2030 ตามแผนยุทธศาสตร์ชาติที่วางไว้.

ที่มา AFP

ศาลปารีสตัดสินลงโทษ 10 ราย ฐานไซเบอร์บูลลี่ “บริจิตต์ มาครง” ภริยาประธานาธิบดีฝรั่งเศส

ศาลปารีสตัดสินลงโทษ 10 ราย ฐานไซเบอร์บูลลี่ "บริจิตต์ มาครง" ภริยาประธานาธิบดีฝรั่งเศส

6 ม.ค. 2569 10:52 น.

ศาลปารีสตัดสินลงโทษ 10 ราย ฐานไซเบอร์บูลลี่ “บริจิตต์ มาครง” ภริยาประธานาธิบดีฝรั่งเศส

จำเลย 8 ชาย 2 หญิง ถูกศาลฝรั่งเศสชี้ว่ามีความผิดฐานกลั่นแกล้งทางออนไลน์ จากการเผยแพร่ข้อมูลเท็จและถ้อยคำดูหมิ่นต่อบริจิตต์ มาครง สตรีหมายเลขหนึ่งของฝรั่งเศส หลายรายได้รับโทษจำคุกรอลงอาญา บางรายถูกสั่งพักใช้โซเชียลมีเดีย ขณะที่ฝ่ายกฎหมายย้ำเป็นหมุดหมายสำคัญในการรับมือความเกลียดชังออนไลน์

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (5 ม.ค.) ศาลในกรุงปารีสมีคำพิพากษาตัดสินให้จำเลย 10 ราย เป็นชาย 8 คน หญิง 2 คน มีความผิดจริงในข้อหากลั่นแกล้งทางออนไลน์ ต่อนางบริจิตต์ มาครง ภริยาของประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง โดยกลุ่มจำเลยได้แพร่กระจายข่าวลืออันเป็นเท็จเกี่ยวกับเพศสภาพและรสนิยมทางเพศของเธอ รวมถึงการใช้ถ้อยคำดูหมิ่นเหยียดหยามเกี่ยวกับช่องว่างระหว่างวัยของคู่รักมาครงที่ห่างกันถึง 24 ปี

บทลงโทษและคำตัดสินของศาลผู้พิพากษาระบุว่า จำเลยทั้งหมดกระทำการด้วยเจตนาที่ชัดเจนในการสร้างความอับอายและด้อยค่าสตรีหมายเลขหนึ่ง โดยส่วนใหญ่ได้รับโทษจำคุกสูงสุด 8 เดือน แต่ให้รอลงอาญา มีจำเลย 1 รายถูกสั่งจำคุกทันทีเนื่องจากไม่มาปรากฏตัวต่อศาล และมีการสั่งระงับบัญชีโซเชียลมีเดียของจำเลยบางราย และสั่งให้เข้ารับการอบรมเพื่อป้องกันการกระทำผิดซ้ำ

คดีนี้ยืดเยื้อมาจากการที่จำเลยบางส่วน เช่น นาตาชา เรย์ (นักข่าวอิสระ) และ อาม็องดีน รัว (หมอดูออนไลน์) เคยถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานหมิ่นประมาทในปี 2024 หลังกุเรื่องว่า “บริจิตต์ มาครง ไม่มีอยู่จริง” แต่เป็นพี่ชายของเธอที่ผ่าตัดแปลงเพศมาสวมรอยแทน แม้ต่อมาศาลอุทธรณ์จะยกฟ้องโดยให้เหตุผลว่าการกล่าวหาเรื่องแปลงเพศ “ไม่ถือเป็นการทำลายเกียรติยศ” แต่ปัจจุบันทางครอบครัวมาครงได้ยื่นเรื่องสู้คดีต่อในศาลฎีกาแล้ว

ทิฟเฟน ออซิแยร์ บุตรสาวของบริจิตต์จากการแต่งงานครั้งก่อน ได้ขึ้นแถลงต่อศาลว่า การบูลลี่เหล่านี้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสุขภาพและการใช้ชีวิตของแม่เธอ ทำให้ต้องระมัดระวังแม้กระทั่งการเลือกเสื้อผ้าหรือท่วงท่าการเดิน เพราะกังวลว่าจะถูกนำภาพไปบิดเบือน นอกจากนี้ หลานๆ ของเธอยังถูกล้อเลียนที่โรงเรียน ซึ่งเป็นสิ่งที่สร้างความเจ็บปวดให้กับครอบครัวมากที่สุด

ชัยชนะในคดีนี้ถูกมองว่าเป็นการ “โหมโรง” ก่อนการฟ้องร้องครั้งใหญ่ในสหรัฐอเมริกา โดยสามีภรรยามาครงได้ยื่นฟ้อง แคนเดซ โอเวนส์ อินฟลูเอนเซอร์ฝ่ายขวาชื่อดัง ในข้อหาหมิ่นประมาท หลังจากที่โอเวนส์ยืนยันผ่านพอดแคสต์และโซเชียลมีเดียว่าเธอ “ยอมเอาชื่อเสียงเป็นประกัน” ว่าสตรีหมายเลขหนึ่งของฝรั่งเศสแท้จริงแล้วเป็นผู้ชาย

เดิมทีประธานาธิบดีมาครงได้รับคำแนะนำให้เพิกเฉยต่อข่าวลือเหล่านี้เพื่อไม่ให้เป็นการขยายความ แต่เมื่อปีที่ผ่านมาพวกเขาตัดสินใจเปลี่ยนกลยุทธ์และเดินหน้าฟ้องร้องอย่างเต็มตัว เนื่องจากขนาดของการโจมตีนั้นรุนแรงและกว้างขวางเกินกว่าจะยอมรับได้อีกต่อไป

ทั้งนี้ บริจิตต์ มาครง พบกับ เอ็มมานูเอล มาครง ครั้งแรกขณะที่เธอเป็นครูในโรงเรียนมัธยมของเขา ทั้งคู่แต่งงานกันในปี 2007 โดยขณะนั้นมาครงมีอายุ 29 ปี และบริจิตต์มีอายุในวัย 50 กลางๆ ซึ่งทฤษฎีสมคบคิดเรื่องเพศสภาพของเธอเริ่มแพร่ระบาดอย่างหนักนับตั้งแต่มาครงชนะการเลือกตั้งครั้งแรกในปี 2017 เป็นต้นมา.

ที่มา BBC

“ฮุนเซน–บุนรานี” ฉลองครบรอบแต่งงาน 50 ปี หวานชื่น เผยรักฝ่าขุมนรกเขมรแดงไม่เคยทิ้งกัน

"ฮุนเซน–บุนรานี” ฉลองครบรอบแต่งงาน 50 ปี หวานชื่น เผยรักฝ่าขุมนรกเขมรแดงไม่เคยทิ้งกัน

6 ม.ค. 2569 10:42 น.

“ฮุนเซน–บุนรานี” ฉลองครบรอบแต่งงาน 50 ปี หวานชื่น เผยรักฝ่าขุมนรกเขมรแดงไม่เคยทิ้งกัน

“ฮุน เซน” โพสต์เฟซบุ๊กฉลองครบรอบ 50 ปีชีวิตคู่กับภริยา “ดร.บุน รานี ฮุน เซน” ย้อนความหลังไม่อาจจัดพิธีแต่งงานตามประเพณี เหตุประชาชนกัมพูชากำลังทุกข์ทรมานจากยุคฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เขมรแดง

วันที่ 5 มกราคม 2569  นายฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา และอดีตนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว เนื่องในโอกาสครบรอบ 50 ปีการครองชีวิตคู่ กับนางบุน รานี ฮุน เซน โดยระบุว่าการแต่งงานของทั้งสองไม่ได้เป็นไปตามขนบธรรมเนียมประเพณีกัมพูชา และไม่สามารถมีบุตรในช่วงเวลานั้นได้ เนื่องจากประเทศกำลังเผชิญโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่จากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในยุคเขมรแดง ภายใต้การปกครองของพล พต

ฮุน เซน ระบุว่า ชีวิตคู่ของเขาและภริยาในช่วงยุคเขมรแดงมิได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ หากเต็มไปด้วยความยากลำบากและการต่อสู้เพื่อความอยู่รอด ทั้งสองต้องเผชิญอุปสรรคนานัปการแต่ไม่เคยทอดทิ้งกัน และร่วมฝ่าฟันวิกฤตการณ์อันโหดร้ายของประวัติศาสตร์กัมพูชามาด้วยกัน อดีตนายกฯ กัมพูชา ยังได้อวยพรให้ชีวิตครอบครัวของเขาเอง ประสบแต่ความสุข และประสบความสำเร็จในการทำหน้าที่นำพาประเทศกัมพูชาให้เจริญรุ่งเรืองตลอดไป.

ที่มา Facebook /Samdech Hun Sen of Cambodia 

เสียงปืนสนั่นใกล้ทำเนียบประธานาธิบดีเวเนซุเอลา สื่อชี้อาจเป็นความพยายามก่อรัฐประหาร

เสียงปืนสนั่นใกล้ทำเนียบประธานาธิบดีเวเนซุเอลา สื่อชี้อาจเป็นความพยายามก่อรัฐประหาร

6 ม.ค. 2569 09:55 น.

เสียงปืนสนั่นใกล้ทำเนียบประธานาธิบดีเวเนซุเอลา สื่อชี้อาจเป็นความพยายามก่อรัฐประหาร

เกิดเหตุยิงปะทะอย่างหนักใกล้ ทำเนียบประธานาธิบดีใจกลางกรุงการากัสของเวเนซุเอลา โดยสื่อท้องถิ่นรายงานว่ามีทหารติดอาวุธและรถหุ้มเกราะประจำการอาคารราชการหลายแห่ง คาดเป็นความพยายามก่อรัฐประหาร

สื่อท้องถิ่นรายงานว่าเกิดเหตุยิงปะทะอย่างหนักใกล้ ทำเนียบประธานาธิบดีมิราฟลอเรส (Miraflores Palace) ใจกลางกรุงการากัสของเวเนซุเอลา ขณะที่คลิปวิดีโอในโซเชียลมีเดียเผยให้เห็น ทหารติดอาวุธและรถหุ้มเกราะ ประจำการรอบอาคารราชการหลายแห่ง โดยมีกระแสข่าวว่าอาจเป็นความพยายามก่อรัฐประหาร

โดยเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังจาก นาย นิโกลัส มาดูโร ประธานาธิบดีเวเนซุเอลา ถูกหน่วยปฏิบัติการพิเศษของสหรัฐจับกุมตัว ระหว่างปฏิบัติการจู่โจม และถูกนำตัวพร้อมภริยา ซิเลีย ฟลอเรส ไปยังนครนิวยอร์ก เพื่อดำเนินคดีในข้อหาค้ายาเสพติด

รายงานระบุว่า นอกจากเสียงปืนแล้วยังมี เสียงระเบิด และการใช้งาน ปืนป้องกันภัยทางอากาศ ในพื้นที่ใกล้ทำเนียบประธานาธิบดี ขณะที่สำนักข่าว AFP อ้างแหล่งข่าวในเวเนซุเอลาว่าสถานการณ์อยู่ภายใต้การควบคุมแล้ว

แหล่งข่าวของ AFP ระบุเพิ่มเติมว่า กองกำลังความมั่นคงได้เปิดฉากยิง หลังตรวจพบ โดรนไม่ทราบฝ่ายบินเหนือทำเนียบมิราฟลอเรส

เหตุความวุ่นวายนี้ยังเกิดขึ้น หลังจาก เดลซี โรดริเกซ รองประธานาธิบดี ซึ่งเป็นพันธมิตรใกล้ชิดของมาดูโร ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ประธานาธิบดีรักษาการ โดยโรดริเกซออกมาประณามปฏิบัติการของสหรัฐว่าเป็นการโจมตีเชิงจักรวรรดินิยมต่ออธิปไตยของเวเนซุเอลา

ขณะเดียวกัน รัสเซียและจีน ออกมาประณามปฏิบัติการของสหรัฐเช่นกัน โดยเอกอัครราชทูตรัสเซียประจำสหประชาชาติ วาซิลี เนเบนเซีย ระบุว่า การกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำแบบโจรสลัดในระดับนานาชาติ.

ที่มา : RT

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ เวเนซุเอลา